เป็นตัวแสดงการเคลื่อนไหวของระดับราคาของหุ้น
ที่มีลักษณะเป็นแท่งในแนวดิ่ง ที่ประกอบไปด้วยราคาสูงสุด ต่ำสุด ราคาเปิด
และราคาปิด แผนภูมิแบบแท่งสามารถให้เห็นถึงความต้องการซื้อ (DEMAND) และความต้องการขาย (SUPPLY) ที่เกิดขึ้นจากการสังเกตที่ราคา
ถ้าปิดค่อนข้างไปทางสูงของแท่งราคา แสดงว่าวันนั้นมีความต้องการซื้อมาก
แต่ถ้าราคาปิดค่อนข้างไปทางต่ำของแท่งราคา แสดงว่าวันนั้นมีความต้องการขายมาก
เมื่อเราสังเกตราคาจากแผนภูมิแบบแท่งในอดีต
ทำให้เราสามารถคาดคะเนได้ว่า ราคาหุ้นตัวนี้จะมีแนวโน้มไปทางไหน
การวิเคราะห์รูปแบบของราคา (PRICE
PATTERN) จากแผนภูมิแท่งแบ่งได้เป็น
3 ประเภท คือ
รูปแบบของราคาที่บอกถึงการเปลี่ยนทิศทางใหม่ (REVERSAL TREND)
รูปแบบของราคาที่บอกถึงทิศทางต่อเนื่อง (CONTINUATION
TREND)
รูปแบบของราคาที่จะไปได้ทางใดทางหนึ่ง (SIDEWAYS
PATTERN)
เมื่อมีรูปแบบนี้เกิดขึ้น
แผนภูมิแบบแท่งจะบอกถึงสัญญาณเตือนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มของราคา
โดยมีรูปแบบที่สำคัญ ๆ อยู่ 7 แบบ ดังนี้
รูปแบบหัวกับไหล่ (HEAD
& SHOULDERS)
รูปแบบสามเหลี่ยมแบบปลายกว้าง (BROADENING TRIANGLE)
เกิดจากการเคลื่อนไหวของราคาเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ในลักษณะขึ้นหรือลงเป็นเส้นชัน โดยมีรูปคล้ายกับตัว V ในหุ้นขาลง (V-Bottom) โดยจะบอกถึงการเปลี่ยนแนวโน้มจากลงเป็นขึ้น และตัว V กลับหัวในหุ้นขาขึ้น (V-Top) โดยจะบอกถึงการเปลี่ยนแนวโน้มของหุ้นจากขึ้นเป็นลง
อย่างไรก็ดี รูปแบบตัว V นี้ควรจะเกิดพร้อมกับรูปแบบ KEY REVERSAL DAY กล่าวคือ สำหรับหุ้นขาลง
ในวันที่ราคาหุ้นลงต่ำสุด ราคาปิดจะสูงกว่าราคาสูงสุดของวันก่อนหน้า
ในทางตรงกันข้าม
สำหรับหุ้นขาขึ้นในวันที่ราคาหุ้นขึ้นสูงสุดราคาปิดจะต่ำกว่าราคาต่ำสุดของวันก่อนหน้า
โดยทั้งสองกรณี จะมีปริมาณการซื้อขายหุ้นสูงสุด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา
หรือรูปแบบตัว V นี้ควรจะเกิดพร้อมกับรูปแบบเกาะ (ISLAND) ซึ่งรายละเอียดจะกล่าวในหัวเรื่องของ รูปแบบเกาะ (ISLAND)

รูปแบบหัวกับไหล่ (HEAD & SHOULDERS)
แบ่งเป็น
หัวกับไหล่ที่จุดยอด (HEAD &
SHOULDERS TOP)
บอกถึงการเปลี่ยนทิศทางของราคาหุ้นจากแนวโน้มขึ้นเป็นลง
ประกอบด้วย 3 ยอด ยอดที่สูงที่สุดจะเรียกว่า หัว (HEAD) ส่วนยอดที่ต่ำลงมาจะเรียกว่า
ไหล่หรือบ่า (SHOULDERS) โดยปริมาณการซื้อขายในแต่ละยอดจะลดลงตามลำดับ
และมีเส้นเชื่อมตรงฐานเรียกว่า เส้นคอ (NECKLINE) และเส้นนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นแนวนอนเสมอไป
แต่ไม่ควรจะเป็นเส้นที่ชันมากเกินไปเช่นกัน เมื่อราคาหุ้นตกทะลุผ่านเส้นคอ (NECKLINE)
พร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้น
แสดงให้เห็นว่าราคาจะมีแนวโน้มไปในทางลง จึงควรขาย ณ จุดนี้

หัวกับไหล่ที่จุดต่ำ (HEAD & SHOULDER
BOTTOMS)
มีลักษณะเหมือน HEAD & SHOULDER TOPS แต่กลับหัว และเมื่อราคาหุ้นทะลุผ่านเส้นคอ (NECKLINE)
พร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้น
แสดงถึงแนวโน้มของราคาหุ้นกำลังจะขึ้น จึงควรซื้อ ณ จุดนี้

หัวกับไหล่แบบซ้ำซ้อน (COMPLEX HEAD &
SHOULDERS)
เป็นรูปแบบที่ซับซ้อนซึ่งอาจจะมียอดอยู่ที่ไหล่
2 ยอด
ในแต่ละข้างหรืออาจจะมีหัวคล้ายกัน 2 หัว การดูแนวโน้มของราคาจะเหมือนกับ HEAD & SHOULDERS ทั้ง 2 แบบข้างต้น คือ
ถ้าเกิดตอนขาขึ้นและเป็นหัวตั้งให้ขาย เมื่อราคาทะลุเส้นคอ (NECKLINE)
ลงมา ในทางตรงกันข้ามถ้าเกิดตอนขาลงและเป็นหัวกลับ
ให้ซื้อเมื่อราคาทะลุเส้นคอ (NECKLINE) ขึ้นไป

ข้อสังเกต หุ้นที่ทะลุผ่านเส้นคอ
อาจจะทะลุขึ้นหรือลงไปได้ระยะทางอย่างน้อยเท่ากับระยะห่างจากส่วนหัวถึงเส้นคอ
รูปแบบ สองหัวหรือสามหัวที่จุดต่ำ
และสองหัวหรือสามหัวที่จุดยอด (DOUBLE/TRIPLE BOTTOMS &
DOUBLE/TRIPLE TOPS)
กรณีสองหัว (DOUBLE TOPS)
รูปแบบของราคาจะมีลักษณะคล้ายตัว M โดยจะมียอด 2 ยอดปริมาณการซื้อขายหุ้นในยอดแรก
จะมากกว่าปริมาณการซื้อขายหุ้นในยอดที่ 2 หลังจากนั้นราคาจะลดลงและทะลุผ่านเส้นคอลงไป
ซึ่งถือว่าเป็นจุดให้ขาย โดยระยะทางที่จะลงไปได้นั้นอาจจะลงไปได้อย่างน้อยเท่ากับระยะห่างระหว่างยอดถึงเส้นคอ

กรณีสามหัวที่จุดยอด (TRIPLE TOPS)
รูปแบบนี้จะมียอดอยู่ 3 ยอด
โดยปริมาณการซื้อขายหุ้นจะลดลงในแต่ละยอดตามลำดับ
โดยยอดแรกจะมีปริมาณการซื้อขายหุ้นมากที่สุด และในยอดที่ 3 ขณะที่ราคากำลังลดลงและตัดเส้นคอ
ปริมาณการซื้อขายหุ้นจะเพิ่มมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงสัญญาณเปลี่ยนแนวโน้มเป็นลง
และควรขาย ณ จุดที่ราคาตัดเส้นคอลงมา

กรณีสองหัวที่จุดต่ำ (DOUBLE BOTTOMS)
รูปแบบคล้ายตัว W มีลักษณะในทางกลับกันกับกรณีสองหัวที่จุดยอด
(DOUBLE TOPS) โดยกรณีสองหัวที่จุดต่ำ (DOUBLE BOTTOMS) จะบอกถึงตลาดกำลังจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขึ้น
จึงควรซื้อ ณ จุดที่ราคาตัดเส้นคอ (NECKLINE) ขึ้นมา

กรณีสามหัวที่จุดต่ำ (TRIPLE BOTTOMS)
มีลักษณะในทางกลับกันกับกรณีสามหัวที่จุดยอด
(TRIPLE TOPS) โดยให้ซื้อเมื่อราคาตัดเส้นคอ (NECKLINE) ขึ้นมา

ราคาหุ้นจะก่อตัวคล้ายรูปจานโดยแบ่งเป็น
รูปแบบจานหงาย (ROUNDING BOTTOM)
มีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลม
ปริมาณการซื้อขายหุ้นจะลดลง แล้วจะเพิ่มขึ้นตามราคาหุ้นที่ขึ้น บอกถึงแนวโน้มที่จะขึ้น

รูปแบบจานคว่ำ (ROUNDING Top)
มีลักษณะคล้ายจานคว่ำ
บอกให้ทราบถึงว่าราคามีแนวโน้มจะลดลง
โดยมีลักษณะที่ปริมาณการซื้อขายหุ้นจะสูงขึ้นเมื่อราคาลดต่ำลง

รูปแบบสามเหลี่ยมแบบปลายกว้าง (BROADENING TRIANGLE)
มีลักษณะประกอบด้วยยอดสูง 3 ยอด โดยแต่ละยอดจะสูงกว่ายอดเดิม
ในขณะที่เส้นเชื่อมของฐาน 2 ฐาน มีลักษณะเอียงลง
โดยรูปแบบของราคามีการเริ่มต้นเป็นไปอย่างแคบ ๆ แล้วค่อย ๆ ขยายตัวออกไป
รูปแบบนี้จึงบอกถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นจะรุนแรงมาก
ถ้าทะลุออกนอกเส้นสามเหลี่ยม ทางด้านบนหรือด้านล่าง
แต่ส่วนมากจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางลงมากกว่า

เกิดขึ้นเมื่อมีการซื้อหรือขายหุ้นโดยเกิดช่องว่างระหว่างราคาในลักษณะที่มีการกระโดดขึ้นหรือลง
โดยในช่วงแนวโน้มขาขึ้น (UPTREND) ช่องว่างจะเกิดขึ้นถ้าราคาต่ำสุดของวันปัจจุบันสูงกว่าราคาสูงสุด ของ
เมื่อวานในทางตรงกันข้าม ช่วงแนวโน้มขาลง (DOWNTREND) จะเกิดเมื่อราคาสูงสุดของวันปัจจุบันต่ำกว่าราคาต่ำสุดของวันก่อนหน้า
โดยรูปแบ่งช่องว่าง แบ่งเป็น
COMMON
GAP
เกิดขึ้นในหุ้นที่ซื้อขายกันน้อยหรือขาดสภาพคล่อง
ช่องว่างชนิดนี้ไม่มีความสำคัญ เพราะไม่สามารถบอกทิศทางของราคาหุ้น
BREAKAWAY
GAP
เกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นทะลุออกจากรูปแบบที่ก่อตัวมาครั้งก่อน
เช่น การทะลุผ่านเส้นคอของรูปแบบ HEAD & SHOULDERS โดยรูปแบบ BREAKAWAY
GAP นี้เป็นการเริ่มต้นวิ่งของแนวโน้มใหม่
และควรจะเกิดพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูง
CONTINUATION/RUNAWAY
GAP
เมื่อราคาวิ่งมาระดับหนึ่ง (โดยส่วนใหญ่จะประมาณครึ่งทางของแนวโน้มทั้งหมด) แล้วเกิดการกระโดดห่างออกจนเป็นช่องว่างจากราคาเดิม
โดยมีปริมารการซื้อขายปานกลาง จะเรียกว่า CONTINUATION GAP ดังนั้น เมื่อเห็น GAP ชนิดนี้เกิดขึ้น
เราอาจสันนิษฐานได้ว่าหลังจากนั้นราคาจะสามารถวิ่งต่อไปได้อีกเท่ากับระยะทางที่วิ่งมาแล้ว
EXHAUSTION
GAP
เป็นการกระโดยขึ้นหรือลงของราคาครั้งสุดท้าย
หลังจากนั้น ราคาหุ้นเริ่มปรับตัวลงหรือขึ้นจนมีระดับต่ำกว่าหรือสูงกว่า GAP ครั้งก่อน (เป็นการปิด GAP)
โดยปริมาณการซื้อขายหุ้นจะมีเข้ามาสูงมาก
และอาจเกิดรูปแบบคล้ายคลึงกับเกาะ (ISLAND) โดยการปิด GAP นี้นั้นจะเกิด GAP ใหม่ขึ้นมา
หลังจากนั้นราคาจะเปลี่ยนแนวโน้มไปจากเดิมอย่างรวดเร็ว ซึ่ง GAP ชนิดนี้หากเกิดภายหลังจาก BREAKAWAY
GAP และ CONTINUTION
GAP จะช่วยให้การวิเคราะห์น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
หมายเหตุ การจ่ายปันผล (XD)
และการให้สิทธิผู้ถือหุ้นในการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน
(XR) ที่อาจก่อให้เกิด GAP จะไม่นำมาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์แนวโน้ม

อาจเกิดขึ้นตรงจุดสูงสุดของรูปตัว
V กลับหัว (ISLAND
TOP) โดยมีลักษณะที่ราคาหุ้นจะขึ้นติดต่อกันเป็นระยะ
จนถึงจุดสูงสุด หลังจากนั้นราคาก็จะตกลงอย่างรุนแรง จนมีลักษณะแบบ BREAKAWAY
GAP ซึ่งรูปแบบนี้ปกติจะเกิดขึ้นต่อจาก
EXHAUSTION GAP
ในทางกลับกันอาจเกิดขึ้นตรงจุดต่ำสุดของรูปตัว
V (ISLAND BOTTOMS) โดยมีลักษณะที่ราคาหุ้นจะลงติดต่อกันเป็นระยะ จนถึงจุดต่ำสุด
หลังจากนั้นราคาจะขึ้นอย่างรุนแรง


เป็นการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นมากอ่นหน้านี้
มี 2 รูปแบบ คือ FLAG และ PENNANT
แบ่งเป็น 2 แบบ คือ BULLISH FLAG และ BEARISH FLAG
รูปแบบธงของแนวโน้มขึ้น (BULLISH FLAG)
เกิดขึ้นเมื่อราคาวิ่งขึ้นมาในลักษณะที่ชันมากแล้วปรับตัวเคลื่อนไหวในช่วงแคบ
โดยที่การขึ้นครั้งที่ 2 จะต่ำกว่ายอดแรก และฐานที่ 2 จะต่ำกว่าฐานแรก
โดยในช่วงนี้ปริมาณการซื้อขายจะลดต่ำลงด้วย
และเมื่อใดการขึ้นสามารถทะลุผ่านจุดสูงในยอดเก่าได้
พร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูงเด่นขึ้น จะบอกแนวโน้มว่าหุ้นจะขึ้นต่อ

รูปแบบธงของแนวโน้มลง (BEARISH FLAG)
เกิดขึ้นเมื่อราคาวิ่งลงมาในลักษณะที่ชันมาก
แล้วปรับตัวเคลื่อนไหวในลักษณะตรงข้ามกับรูปแบบธงของแนวโน้มขึ้น
และเมื่อราคาทะลุผ่านฐานต่ำเก่าลงไป จะบอกแนวโน้มว่าหุ้นจะลงต่อ

ช่วงแรกของการเคลื่อนไหวเป็นแบบช่วงกว้าง
ๆ หลังจากนั้นก็จะแคบลงจนมีลักษณะคล้ายปลายแหลม
จะเกิดการทะลุผ่านปลายแหลมของเส้นธงด้านบน หรือด้านล่าง
แล้วดำเนินตามแนวโน้มเก่าที่เกิดขึ้นมาก่อนการสร้างรูปแบบธงปลายแหลมนี้

หมายเหตุ
·
ในการวิ่งขึ้นหรือลงนี้
อาจจะไปได้ไกลเท่ากับระยะที่วิ่งขึ้นหรือลงมาครั้งแรก
·
ปริมาณการซื้อขายหุ้นจะลดน้อยลงในระหว่างการก่อตัว
และเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีการทะลุผ่าน
·
การก่อตัวไม่ควรเกิน
3 สัปดาห์
ถ้านานกว่านั้น ผู้ลงทุนควรใช้ความระมัดระวัง
·
ทั้ง FLAG
AND PENNANT ใช้กับการวิเคราะห์ในแนวโน้มขึ้นมากกว่าในแนวโน้มลง
มี 2 ลักษณะคือ RECTANGLE หรือ TRIANGLE
รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (RECTANGLE)
เกิดจากการเคลื่อนไหวของราคาไปทางด้านข้าง
(SIDEWAYS) ทำให้เกิดเส้นหนุน (SUPPORT LINE) และเส้นต้าน (RESISTANCE LINE) ในลักษณะเส้นขนานในแนวนอน
ปริมาณการซื้อขายหุ้นจะลดลงตามลำดับ
และในช่วงต่อมาราคาสามารถทะลุผ่านเส้นขนานทางด้านบนหรือด้านล่างด้วยปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้น
โดยส่วนมากจะเป็นไปตามแนวโน้มที่ดำเนินมาก่อนหน้านี้

SYMMETRICAL
TRIANGLE
เกิดจากราคาหุ้นเคลื่อนไหวแบบ SIDEWAYS
แล้วแคบลง
เมื่อลากเส้นเชื่อมจุดยอดอย่างน้อย 2 จุด และเชื่อมจุดฐานอย่างน้อย 2 จุด จะมาพบกันเป็นมุมแหลม
จากนั้นโดยส่วนใหญ่ราคาจะทะลุผ่านขึ้น
หรือลงจากยอดปลายแหลมตามแนวโน้มที่มาก่อนหน้านี้
โดยที่ปริมาณการซื้อขายหุ้นจะลดลงขณะที่มีการก่อตัวเป็นรูปสามเหลี่ยม
และจะมากขึ้นเมื่อทะลุผ่านเส้นปลายแหลมไปได้

THE
RIGHT-ANGLE TRIANGLE
เป็นรูปแบบที่น่าเชื่อถือกว่า SYMMETRICAL TRIANGLE มีสองรูปแบบ คือ
เป็นรูปสามเหลี่ยมที่สร้างจากเส้นที่ลากต่อกันระหว่างจุดยอดกับจุดยอดในแนวราบ
และเส้นที่ลากระหว่างฐานกับฐานจะเอียงขึ้น
เมื่อราคาหุ้นวิ่งทะลุผ่านเส้นแนวต้านทางด้านบนขึ้นได้ จะเป็นสัญญาณให้ซื้อ
แต่ถ้าทะลุเส้นแนวรับลงมาข้างล่าง จะไม่มีความหมายสำหรับการวิเคราะห์

DESCENDING
Triangle
เป็นรูปสามเหลี่ยมที่สร้างจากเส้นที่ลากต่อกันระหว่างจุดยอดกับจุดยอด
ในลักษณะเอียงลง
และเส้นลากระหว่างฐานกับฐาน จะเป็นไปในแนวราบ เมื่อราคาหุ้นวิ่งทะลุผ่านเส้นแนวรับลงมาทางด้านล่างได้
จะเป็นสัญญาณให้ขาย แต่ถ้าทะลุเส้นแนวต้านขึ้นไป
จะไม่มีความหมายสำหรับการวิเคราะห์
