คอลัมน์
คุณฉุยคุยเอง 22 /2/2010
รอวันศุกร์
ดิบ 26 ก.พ. 53?


SET
ยังคงเกิดสัญญาณซื้อ (Bullish Divergence)
เหมือนเดิม คือ ราคาหุ้น มีจุดต่ำใหม่ แต่ Indicators (MAC, 14RSI,
Modified Stochastic) มีจุดต่ำยกสูงขึ้น เป็นสัญญาณเชิงบวกที่ดี แต่ช่วงนี้
SET ยังผ่านแนวต้าน 700 705, 710 จุด ไม่ได้
จึงยังมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงมาได้ตลอดเวลา, มีข้อดีคือ ปริมาณการซื้อขายเบาบาง แสดงถึง
นักลงทุนส่วนใหญ่ยังชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์การเมืองว่า หากมีการยึดทรัพย์
7.6 หมื่นล้านบาทแล้วจะเป็นอย่างไร จะยึดทั้งหมดหรือ แค่บางส่วน
หากยึดหมดก็เป็นข้ออ้างได้ของฝ่ายกลุ่มเสื้อแดง, แต่ถ้ายึดไม่หมด
กลุ่มที่กระทำการยึดทรัพย์ กังวลว่า จะมีแรงตีกลับได้ ดังนั้น ต้องวัดใจศาลฯ
อย่างเดียว ว่าจะออกหัวหรือก้อย นักวิเคราะห์ หลายคนมองว่า หลังการยึดทรัพย์
แม้ว่า ผลจะออกมาเป็นเช่นไร ไม่ว่า จะทั้งหมดหรือ บางส่วน เหตุการณ์ต่างๆ
ที่ยังกังวลติดค้างอยู่ น่าจะทำให้หุ้นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง (ไม่ขึ้น ก็ลง)
เพราะหุ้นจะได้จบข่าวร้ายๆ ที่รออยู่ ถ้าเป็นเช่นนั้น
อาจจะทำให้เราเดาทิศทางตลาดได้ง่ายขึ้นว่า จะเป็นเช่นไร
ถ้ายังเป็นในลักษณะปัจจุบัน ตลาดหุ้นจะซบเซาต่อเนื่องคนไม่กล้าลงทุน
เพราะไหนจะข่าวการเมือง, มาบตาพุดที่ยังแก้ไขปัญหาไม่ได้, การแก้หรือ
ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ, ยุบสภาหรือ ข่าวลือปฏิวัติ, การทยอยประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน
ช่วงนี้มีหลากหลายปัญหาที่กดดันตลาดตลอด, SET ขึ้นไปทดสอบแนวต้านทางจิตวิทยา
700 705 จุด ยังผ่านไม่ได้เพราะยังขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ
สนับสนุน และจะดีมากถ้าทะลุ 708 710 จุดได้
จึงจะมีโอกาสปรับขึ้นมาปิดช่องว่าง (720 730 จุด) ถ้าผ่านแนวต้านระดับนี้
ไม่ได้ ให้หาจังหวะทยอยลดพอร์ต ถือเงินสดให้มาที่สุด รอซื้อช่วงปรับฐานลดลงมาดีกว่า,
กรอบของ SET ช่วงนี้ คือ 680 700 จุด
ถ้าไม่หลุด 680 จุด ถือว่าดี แต่ถ้า ขั้นเลวร้าย (Panic) ไม่ควรต่ำกว่า
650 660, 630 633 จุด ตามลำดับ
ดังนั้น กลยุทธ์ช่วงนี้ หากรีบาวด์ไม่เกิน
700 705, 710 จุด ให้ขายลดพอร์ต ถือเงินสด,
ผ่านได้ลุ้นปิดหน้าต่างบริเวณ 720 730 จุด
ถ้าเกินบริเวณนี้ ค่อยพิจารณากลยุทธ์ กันใหม่
1. คณะกรรมการ FOMC ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย มาตรฐาน (ธนาคารกลาง คิดกับธนาคารพาณิชย์
เพิ่มเสริมสภาพคล่อง) อีก 0.25% เป็น 0.75% มีผลบังคับใช้วันศุกร์ที่ 19 ก.พ. 2553
โดยเป้าหมายที่จะทำให้การปล่อยกู้ของเฟด กลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น
เช่นเดียวกับที่ผ่านมาได้ ปล่อยกู้สินเชื่อพิเศษในช่วงต้นเดือน ก.พ. 53 ซึ่งมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น
(Fed Fund Rate) ตามมา
2. ดัชนีหุ้น DJIA , FTSE, DAX (ยุโรป) ต่างพากันรีบาวด์,
แต่ เอเชีย กลับทำทิศทางตรงกันข้ามคือ ปรับตัวลดลงแสดงถึงแรงขายมีเยอะในภูมิภาคเอเชีย
ต้องติดตามการแก้ไขปัญหาหนี้สินของ กรีซ ว่า มีความก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว, ถ้า
DJIA, FTSE, DAX รีบาวด์ต่อเนื่องได้
อาจจะส่งผลเชิงบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก, ส่วนของไทย ต้องติดตามปัจจัยภายในอย่างเดียว
หากผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ได้ เรามีโอกาส รีบาวด์ ตาม DJIA ได้
3. หุ้นขนาดใหญ่ (Big Market Cap.) โดนต่างชาติและ สถาบัน ขายอย่างต่อเนื่องอย่างรุนแรงและหลายตัว
ได้เริ่มมีการรีบาวด์ ขึ้นมาแล้ว PTTAR, PTT, PTTEP, TTA, SCC, BAY, BBL,
SCB, KBANK, CFRESH, KTB, BANPU, CPALL, CPF ลุ้นรีบาวด์ ระยะสั้นๆ ขายออกหากไม่ผ่านแนวต้าน 700 705, 710 จุด ขายทำกำไร ผ่านได้ค่อยไปลุ้นแนวต้าน ปิดหน้าต่าง (GAP) 720 730 จุด,
ถ้าหากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในช่วง 1 2 เดือนนี้
ดัชนีฯ ถึงจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ (ลงซื้อ ขึ้นขายทำรอบ) แต่ซื้อเพื่อถือระยะยาว
รอจังหวะตอนมีตื่นตกใจ (Panic) จะดีที่สุด
4. ช่วงนี้ขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามาสนับสนุน
เพื่อที่จะทำให้หุ้นไทยตีกลับแบบแรงๆ (V-shape) แต่สัญญาณทางเทคนิคระยะสั้น เริ่มดีขึ้นเกิด Bullish Divergence คือ ราคาหุ้นมีจุดต่ำใหม่ แต่ Indicators (MACD, 14RSI, Modified
Stochastic) มีจุดต่ำยกสูงขึ้นเป็นสัญญาณขัดแย้งเชิงบวก ระยะสั้น
แนวต้าน 700 705, 710 และ 720 730
จุด หากผ่านไม่ได้ ขายหุ้นลดพอร์ตเพื่อถือเงินสดให้มากๆ ถ้าผ่านได้
ค่อยพิจารณากลยุทธ์กันใหม่ แต่โอกาสผ่าน 720 730 จุด
น่าจะยากหน่อยนะ
5. หุ้น กลุ่มอื่นๆ (เก็งกำไร) ที่น่าจับตามอง SINGER, KCE, AP, QH, เป็นต้น เริ่มมีโอกาสขยับราคารีบาวด์บ้าง
6. จากการกำหนด จุดจบคลื่น 4 คือ จุดต่ำ(Low) 556.11 จุดและ จุดสูง (H) ที่ 758.55 จุด เป็นจุดจบของ คลื่น 5 แล้ววัดระยะถอยกลับ (Fibonacci
Retracement) จะได้ 38.2% = 682, 50% = 658 และ
61.8% = 634 จุด ตามลำดับ ซึ่ง SET
ได้ปรับตัวลดลงมาชนแนวรับ 680 682 จุด พอดี
แล้ว รีบาวด์ ขึ้นมา ถือว่า เป็นแนวรับที่ดี
7. SET ได้เปิดหน้าต่าง (GAP) ไว้ที่ 720 725 จุด หาก SET ทะลุ 708 710 จุดได้ มีโอกาสขึ้นไปปิดหน้าต่าง 720
725 จุด โดย แนวต้าน 708 -710 จุด เป็นแนวต้าน EMA 5 วัน = 696.61
, 10 วัน = 696, 25 วัน =
702.2, 75 = 704.45 จุด ถ้ายืนเหนือ 700 705 จุดได้ จะกลายเป็นสัญญาณซื้อ
8. ค่าเงินบาท เริ่มอ่อนค่า แสดงว่า มีเงินไหลออกบางส่วน ล่าสุด อยู่ที่ 33.17 บาท/ดอลลาร์ หากต่างชาติขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องและค่าเงินบาทอ่อนค่าด้วย
ถ้าค่าเงินบาท แข็งค่าหลุดระดับ 33 บาท/ดอลลาร์ ได้ แสดงว่า
เริ่มมีเม็ดเงินไหลกลับเข้าตลาดหุ้นอีกครั้ง
9. SET Weekly โดย EMA 5 week
= 703.39 , 10 week = 707.43 จุด, 25
week = 691.61 จุด, 75 week = 648.42 และ 200 week = 654.61 จุด
ตามลำดับ, ถ้า SET ทะลุแนวต้าน 755 707 จุด
ขึ้นไปได้ (EMA 5, 10 week ตามลำดับ)
จึงจะกลายเป็นสัญญาณซื้อที่ดี และ Indicators(14RSI,
MACD, Modified Stochastic) ยังไม่สั่งเป็นสัญญาณซื้อขึ้นมา จนกว่า
จะผ่าน 705 710 จุด ขึ้นไปให้ได้ และทางกลับกัน ถ้า SET หลุดแนวรับเดิม 680 จุด ลงมา ดูแนวรับ 650 660 จุด
อีกครั้ง
10. สรุป กลยุทธ์ ช่วง 1 3 เดือนนี้ คงเหมือนๆ เดิม กับสัปดาห์
ที่แล้ว คือ เป็นช่วงที่การเมือง ยังไม่นิ่ง, ให้ซื้อหุ้นเข้าพอร์ตลุ้นรีบาวด์ แค่ 30 40% แนวต้าน
สำคัญ 700, 708 - 710, 715 717, 720 730 จุด ผ่านไม่ได้ ขายลดพอร์ต เข้าออกเร็ว
(ลงซื้อ ขึ้นขายออก), หาจังหวะเข้าซื้อ หุ้นหลักๆ BANPU, กลุ่ม
PTT ที่จะควบรวมกิจการ (PTTAR, PTTCH, IRPC), และ PTT, PTTEP, SCB, BBL, KBANK, QH, TPIPL, KCE, กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, DTAC), หุ้นSuper Bullish คือ CPALL,
CPF เพื่อลุ้นรีบาวด์ ขายออก ปรับกลยุทธ์กันใหม่ ต้นเดือน มี.ค. 53
หลังคดียึดทรัพย์ ว่า ผลจะออกมาเช่นไร แล้ว กำหนดกลยุทธ์กันใหม่
11. อย่าลืมกฏ หากพลาด ขาดทุน 5 10% ตัดขาดทุนทันที หากช่วงรีบาวด์ แรงๆ
ขึ้นมาแล้ว หมดแรง เมื่อไหร่ ขายทิ้ง ตามน้ำไป เพื่อรอซื้อกลับภายหลัง
จะปลอดภัยกว่า ช่วงนี้ เล่น แค่ลุ้นรีบาวด์ สั้นๆ ครับ