เว็บบอร์ด Taladhoon.com
เมษายน 17, 2014, 02:00:45 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บริษัท ไอ อาร์ เอส ฯ จัดอบรมหลักสูตรการวิเคราะห์หุ้น "เรียนก่อน...รวยกว่า รุ่นที่ 2"

***ราคาพิเศษสุดๆ...เรียน 2 วันเต็ม สมัครก่อน 21 มีนาคม 57 จากราคาเต็ม 5,599 ลดเหลือเพียง 4,500 บาท ***
http://www.taladhoon.com/taladhoon/board/index.php?topic=13428.msg153338
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
| | ผู้เขียน หัวข้อ: มหาสมุทรแห่งปัญญา  (อ่าน 4965 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:18:39 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com -

แจกันจัดใจ (1)

แปลกดีครับ ผมเพิ่งจะเขียนบทความกล่าวขวัญถึงผู้คนรู้จักรอบข้างจำนวนมาก ว่าล้วนเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่มาก และดูเหมือนหลายคนในจำนวนนี้ร่วมมุมมองเดียวกัน เห็นว่าสารเคมี พืชและสัตว์ทดลองนั้นจัดการได้ง่ายกว่ากับมนุษย์ด้วยกันเอง บ้างก็ชอบทำงานหรือใช้เวลา ใช้ชีวิตกับสิ่งเหล่านี้ที่ไม่ใช่มนุษย์มากกว่า

ครั้นมาถึงสัปดาห์นี้ ผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่โดนกับตนเองครับ แต่ไม่ถึงขนาดจะไปเป็นเรื่องงานจัดการหรือทำการทดลองกับหนู ปู ปลา ไก่ (ที่มหาวิทยาลัยมีทดลองทั้งหมด) นะครับ แค่รู้สึกว่าบางทีคนก็จัดการยากไม่น้อยเหมือนกัน

คนที่ว่ายากนั้นก็มิใช่ใครที่ไหนหรอกครับ รู้จักกันมาหลายสิบปีแล้ว แต่ถึงจะนานแค่ไหน บางทีเราก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้เอาใจอย่างไรกันดี

เหตุการณ์ที่ชักพาไปให้ผมได้รู้สึกนี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงหยุดยาวเข้าพรรษา-อาสาฬหบูชา ในการอบรมเชิงปฏิบัติการ 'การจัดดอกไม้อิเคบานา ตามแนวคิดของท่านโมกิจิ โอกาดะ' ที่มูลนิธิเอ็มโอเอไทย จังหวัดลพบุรี โน่นแน่ะครับ ที่นั่นบรรยากาศน่าประทับใจมาก สะอาดเรียบร้อยกว้างขวาง เป็นระเบียบ รอบตัวอาคารเป็นสวนผักและสวนดอกไม้งดงามตามธรรมชาติ

เพื่อนร่วมเรียนครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์และนักวิชาการในเครือข่ายจิตปัญญาศึกษา เกือบทุกคนบอกว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าการจัดดอกไม้มีขั้นตอนวิธีการและแนวคิดเบื้องหลังน่าสนใจขนาดนี้ จากเดิมที่บางคนอยู่ที่บ้านจัดดอกไม้ด้วยวิธีตัดๆ ปักๆ พอให้เสร็จๆ เราพบว่ากระบวนการจัดดอกไม้อิเคบานา มีถึง 14 ขั้นตอน เป็นการเตรียมการจัดดอกไม้ 2 ขั้น และเป็นการจัดดอกไม้อีก 12 ขั้นตอน ดูเหมือนเยอะ ดูเหมือนยาก แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ง่ายมากครับ อธิบายกันเพียงชั่วครู่เดียว ก็ได้เริ่มลองปฏิบัติจริงแล้ว และก็ผ่านการปฏิบัติจริงนี่เองที่เราได้เรียนรู้และเข้าใจทฤษฎีกันอย่างลึกซึ้ง ช่วงที่ไปฝึกสามวันสองคืน ทุกคนได้จัดสิบกว่าแจกัน ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสูงทั้งเตี้ย แบบดอกเดียวและหลายดอก ทั้งฝึกหัดและได้จัดในสถานที่จริงด้วย

ผมพบว่า การเลือกดูดอกไม้สำหรับจัดลงแจกันนั้น ไม่ใช่การคิดออกแบบเอาไว้ในใจ หรือนึกเทียบเคียงตามทฤษฎีศิลปะการจัดวาง แต่หลักสำคัญคือ ‘เพียงแค่ดูดอกไม้ทั้งหมดตามสภาพจริง’ เป็นการฝึกให้เรา ‘ดู’ ดอกไม้ให้ดี ซึ่งจะทำให้เรา ‘เข้าใจ’ ดอกไม้ได้อย่างแท้จริงอย่างถูกต้อง โดยที่ไม่นำเอาความคิดของเรามาปรุงแต่งหรือให้ความหมาย

เรื่องนี้ท่านโอกาดะเคยกล่าวไว้ว่าต้องเข้าถึงภาวะที่เรียกว่า "ตัวตนชั่วขณะ หมายความว่า ไม่มีทั้งอดีตและอนาคต ไม่ใช่สิ เป็นตัวของเราเองในปัจจุบันที่มีสติ เป็นจิตที่บริสุทธิ์ ในกรณีที่มองเรื่องต่างๆ ด้วยสติของเรา อันดับแรกจะต้องเป็นการมองตามสภาพจริงที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้น"

เจออย่างนี้เข้า ผมเองก็ออกอาการหนักเลยละครับ แต่ไหนแต่ไรนักวิทยาศาสตร์ถูกฝึกมาเพื่อระบุพันธุ์และประเภทของพืช จัดอยู่กลุ่มไหน มีดอกหรือไม่ใบเลี้ยงเดี่ยวหรือใบเลี้ยงคู่ ผลเดี่ยว ผลกลุ่มหรือผลรวม นึกไปถึงการจัดเรียงตัวของท่อลำเลียงน้ำและลำเลียงอาหาร เห็นสีเขียวก็นึกถึงชั้นของคลอโรฟีลล์ ในเม็ดคลอโรพลาสต์ที่วิ่งวนๆ ในเซลล์ เห็นสีส้มสีแดงก็นึกถึงโครงสร้างแคโรตินอยด์ เห็นดอกบางดอกแล้วเห็นแผนภูมิ Dichotomous Key ที่ใช้ในการจำแนกชนิดของดอกนั้นๆ ลอยมาเลย มนุษย์จำพวกอย่างผมพอมาอยู่ในกระบวนการจัดดอกไม้แบบไม่คิดก็เลยมีการบ้าน มีสัมภาระที่ผมต้องปลดวางลงมากหน่อย

ถ้าไม่เข้าใจแล้ว ดอกไม้ที่แต่ละดอกมีความสวย มีความงดงามสมบูรณ์โดยตัวของมันเอง อาจถูกมองเป็นของแบนๆ มีไม่กี่มิติ ซื้อทีต้องซื้อเป็นกอบ ใช้ทีต้องใช้เป็นกำ เพราะบางดอกมันไม่ ‘สวย’ คือ มันไม่ตรงกับสเปคที่เรามีอยู่ในใจ ว่าอยากให้ยาวเท่านี้ สีอย่างนี้ ใหญ่เท่านี้ หันไปทางนี้ เอนไปทางนี้ หรืออื่นๆ อีกมาก เวลาจัดจะเอาด้านที่เราอยากจะเห็นออกมา แต่ถ้าดอกไหนไม่เข้าสเปคก็เสียบๆ เอาไว้ในแจกัน ไว้ข้างหลังหน่อย หรือใส่ให้เป็นส่วนที่ให้แจกันดูเต็มๆ บางทีกำหนึ่งมีดอกที่เราอยากจะโชว์ไว้ด้านหน้าแจกันเพียงดอกหรือสองดอกเท่านั้น ซ้ำร้ายบางกำก็ไม่มีเอาเสียเลย

เหมือนกับว่า เราจะเข้าใจใครสักคนได้จริงๆ ต้องละเลิกความคิดความคาดหวังของเราต่อเขา ลืมทฤษฎีความเชื่อดั้งเดิมที่เราเคยมีต่อเขาไป เพื่อจะได้เปิดใจรับรู้รับฟังเขาได้เต็มที่ กระบวนการนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยากนะครับ ถ้ามัวแต่คิดวิเคราะห์ดอกไม้อย่างนักวิทยาศาสตร์ เราก็คงไม่ได้เห็นแง่มุมอื่นของเขา

ขั้นตอนต่อมาจากนั้นคือ ‘การกำหนดจุดหมาย’ เป็นการสังเกตและวางดอกไม้ลงในมุมที่เขาได้แสดงความงดงามของตนออกมาได้มากที่สุด หากว่าเราลังเลหรือยังตัดสินใจกำหนดจุดหมายไม่ได้ แปลว่าเรายังไม่เข้าใจดอกไม้พอ ให้ดูดอกไม้นั้นใหม่

แต่ก็นั่นแหละครับ การกำหนดจุดหมายจะทำได้ก็ต้องเข้าใจดอกไม้ได้จริงๆ ด้วยการดูเขาตามสภาพจริงก่อน การดูดอกไม้ตามสภาพจริงนี้ เป็นการฝึกที่จะเลิก ‘พากย์’ หรือให้พื้นที่กับชุดความคิด ที่ถูกใส่โปรแกรมมาในหัวเราตั้งแต่เด็ก แล้วดูเขาตามที่ดอกไม้เป็นจริงๆ

ท่านโอกาดะผู้เป็นครูของแนวคิดการจัดดอกไม้ในแนวทางนี้ ได้กล่าวไว้กว่า 50 ปีมาแล้วว่า หากเราเข้าใจดอกไม้ได้อย่างจริงจังแล้ว เราก็จะเข้าใจว่าเขาต้องการอย่างไร แล้วเราจึงจะสามารถ ‘จัดตามใจดอกไม้’ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น เพราะว่า "ถ้าไม่จัดตามใจดอกไม้ ดอกไม้จะไม่ดีใจ เพราะว่าไม่ดีใจ จึงเหี่ยวเฉาเร็ว"

ได้ยินแล้วนึกๆ ดูก็คงจะจริงว่า ที่ผ่านๆ มาพวกเราหลายคน รวมทั้งผมเองก็คงไม่ได้สื่อสารกับดอกไม้ก่อนจัด อย่าว่าแต่จัด ‘ดอกไม้’ เลย หลายครั้งเราเรียกเป็น จัด ‘แจกัน’ เสียด้วยซ้ำ

หากเราจัดตามใจเรา ไม่จัดตามใจดอกไม้ โอกาสที่การ ‘จัดดอกไม้’ ของเราจะกลายเป็นการ ‘บังคับดอกไม้’ นั้นมีอยู่มากโข เป็นสิ่งที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปที่มนุษย์ไปบังคับดอกไม้ ให้เขาดิ้นไปไหนไม่ได้ด้วยลวดดัดดอกไม้ ด้วยฟองน้ำจัดดอกไม้โอเอซิส หรือไม่ก็ใช้วิธีการยัดให้เขาอยู่อย่างแน่นๆ กับอะไรก็ตามที่เราพยายามยัดเข้าไปให้เต็มแจกัน ให้เขาขยับไปไหนไม่ได้

การเรียนจัดดอกไม้อิเคบานาคราวนี้ พวกเราและโดยเฉพาะตัวผมยังได้บทเรียนสำหรับชีวิตประจำวันไปด้วย เหมือนผมได้หันหน้าเข้าหากระจก มีโอกาสคุยกับคนๆ นั้นที่รู้จักกันมาหลายสิบปี มองเห็นว่าเขาเคยมีมุมมองความเข้าใจโลกมาอย่างไร เมื่อปล่อยวางความคิดเดิมๆ ลง ก็เหมือนกับได้เดินทางไปในทางที่ไม่คุ้นเคย ได้ออกจาก ’ร่อง’ ของการทำงาน ของความคิดแบบเดิมๆ


จากที่จะไปเรียนจัดดอกไม้ใส่แจกัน กลายเป็นว่าพลอยได้ให้ดอกไม้และแจกันมาจัดใจตัวเองด้วยเลย :-)
[/color]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 07, 2007, 03:19:24 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:22:49 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com-

แจกันจัดใจ (2)

ในกระบวนการ 'การจัดดอกไม้อิเคบานา ตามแนวท่านโมกิจิ โอกาดะ' ที่ผมนำมาเล่าสู่กันฟังเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น นอกเหนือจากเราจะรู้จักการดูดอกไม้ตามสภาพจริงแล้ว ยังทำให้เราได้ฝึกทักษะอื่นๆ อีกมากเลยครับ และในบรรดาทักษะต่างๆ นั้น ผมคิดว่าเรื่อง 'การสื่อสาร' เป็นเรื่องที่สำคัญและเกิดประโยชน์สำหรับชีวิตประจำวันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง

ผมเรียนรู้จากผู้เข้าร่วมท่านหนึ่ง ซึ่งไม่เคยเรียนหรือฝึกจัดดอกไม้มาก่อนเลย แต่เขากลับสามารถจัดอย่างสบายๆ ใช้ดอกไม้น้อยมากทั้งชนิดและปริมาณ แถมไม่ใช้เวลามากอีกด้วย ผลงานออกมาดีมากทุกแจกัน เรียบง่ายแต่ว่างดงามอย่างยิ่ง ทุกคนถึงกับเอ่ยปากชม ผมแอบกระซิบถามจนทราบเคล็ดลับว่า เขาใช้วิธี 'คุยกับดอกไม้' ทั้งในการเลือกและในระหว่างที่พิจารณาดอกไม้ เขาพูดในใจกับดอกไม้นั้นว่า “ไหน ... หนูอยากหันด้านไหนออกมา?” หรือไม่ก็ “อยากให้จัดอย่างไรเหรอ?”

พวกเราชาวจิตตปัญญาชนที่ไปฝึกครั้งนี้ด้วยกัน คงไม่ค่อยแปลกใจกับการสนทนาระหว่างคนกับดอกไม้สักเท่าไร เพราะเราคุ้นเคยดีกับคำพูดทำนองว่า “ให้เลือกดอกไม้ที่ ‘เรียก’ เรา” หรือถ้าเป็นกิจกรรมอื่น ดังเช่นการเขียนระบายภาพ กระบวนกรก็มักจะขอให้เราเลือกสีที่เรียกเรา คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งด่วนหัวเราะขำกลิ้ง หรือคิดว่าคนเหล่านี้ไม่เต็มนะครับ ที่เขา'คุย' กับดอกไม้ได้ เรื่องทำนองนี้ ต้องท้าพิสูจน์ด้วยตนเองครับ

นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือต้องสงสัยเลยสำหรับคนจำนวนไม่น้อยในโลกอันกว้างใหญ่และ (ดูเหมือน) ลี้ลับใบนี้ อย่างเช่นเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว คุณโดโรธี แมคเคลน (Dorothy Maclean) และเพื่อนๆ อีกหลายคนร่วมกันก่อตั้งชุมชนฟินด์ฮอร์น (Findhorn) อยู่ติดกับชายทะเลด้านตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ เป็นชุมชนพึ่งตนเองและเกื้อกูลดูแลโลก มีสวนผักและผลไม้เติบโตบนที่ดินที่มีแร่ธาตุอาหารต่ำ แต่เธอและเพื่อนๆ กลับสามารถผลิตพืชผลที่มีขนาดใหญ่ทำลายสถิติได้มากมาย จนเป็นที่โด่งดังรู้จักกันทั้งในและนอกประเทศ เมื่อต้นปีเพิ่งมีรายงานออกมาว่า ชุมชนนี้มีรอยเท้าทางนิเวศวิทยา (Ecological footprint) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการใช้ทรัพยากรและผลิตของเสียที่น้อยที่สุดในหมู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ปัจจุบันฟินด์ฮอร์นกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกปีละหลายพันคน พี่ประชา หุตานุวัตรก็ย้ายรกรากไปอยู่ (บางช่วงของปี) และสอนอยู่ที่นั่นด้วย

เมื่อสองปีก่อน คุณยายโดโรธี เธอได้เดินทางมาปาฐกถา เปิดการอบรมให้กับชาวบ้านและชาวเมืองคนไทยมีผู้ให้ความสนใจและสื่อต่างๆ ตีพิมพ์นำเสนอข่าวอยู่ไม่น้อย เธอสอนคนไทยที่นี่ทำสิ่งเดียวกับที่เธอทำที่นั่น ก็คือ 'การสื่อสารกับธรรมชาติ' เธอบอกว่า หากเราสื่อสารกับธรรมชาติได้ เราก็สามารถทำอะไรๆ ได้มากมาย โดยแทบจะไม่ต้องออกแรงอะไรมากเลย

การสื่อสารกับธรรมชาติ ดอกไม้ และแม้แต่สิ่งของนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเลยเช่นกัน ในสายตาของท่านโมกิจิ โอกาดะ ปรมาจารย์ผู้ให้แนวทางการจัดดอกไม้และเกษตรธรรมชาติ เพราะท่านเชื่อว่ามีสิ่งเชื่อมโยงเราเข้ากับคนอื่นๆ และทุกอย่างรอบตัวเราไว้ นั่นคือ 'สายใยวิญญาณ' ท่านกล่าวไว้ว่า “สายใยวิญญาณนั้นไม่ได้เชื่อมโยงเฉพาะมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับสรรพสิ่งอีกด้วย สายใยวิญญาณที่เชื่อมโยงกับบ้านที่อยู่อาศัยของมนุษย์ สิ่งของที่ใช้เป็นประจำและรักมาก โดยเฉพาะของที่รักมากสายใยวิญญาณจะหนาแน่นมาก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องแต่งกาย ก็เช่นเดียวกัน”

ประสบการณ์การจัดดอกไม้ลงแจกันก็บอกพวกเราอย่างนั้นจริงๆ เราพบว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เลือกดอกไม้ เพราะคิดคำนวณวางแผนไว้ก่อน หรือเลือกแจกันตามหลักการใช้สีหรือองค์ประกอบศิลป์แล้ว เมื่อนั้นผลงานก็ยังออกมาไม่โดนใจ ดอกไม้หมุนแกว่งไปมาในแจกัน ไม่ยอมนิ่งอยู่ในจุดที่เรากะเก็ง แจกันก็ไม่เข้ากันกับสถานที่ ไม่กลมกลืนกับดอกไม้ แต่เมื่อได้วางความคิด ความเชื่อ และค่านิยมเดิมๆ เปิดใจติดต่อสื่อสารพูดคุยกับเขา ผลที่ตามมานั้นดูจะแตกต่างออกไป

ในชีวิตจริงของเรานอกเหนือจากการสื่อสารกับดอกไม้แล้ว เรายังต้องเรียนรู้เรื่องการสื่อสารกับคนข้างๆ ด้วย ในระหว่างกระบวนการฝึกอบรมจัดดอกไม้ ผมก็พบว่าบุคคลที่ช่วยเตือนใจในเรื่องดังกล่าวได้เป็นอย่างดี คือวิทยากรที่คอยดูแลให้คำแนะนำอยู่ข้างตัวเราตลอดเวลานี่เอง

หลายครั้งหลายคราวที่เราตั้งใจสูง และทุ่มเทให้กับผลงานแจกันนั้นมาก วิทยากรบางท่านเดินเข้ามาให้ความเห็นว่าการลิดใบ ตัดกิ่ง ปักดอกไม้ของเรานั้นไม่ถูกต้องยังไง บางคนบางหนก็เสนอไอเดียวิธีจัดวางดอกไม้ให้เสียด้วยซ้ำ จะว่าไปเขาก็มีเจตนาดีต้องการเข้ามาช่วยแนะนำเสนอความเห็น แต่การเข้ามาบางที่ บางเวลา หรือใช้บางถ้อยคำ ทำให้เรารู้สึกไม่รื่นหู ก็อาจทำให้เราอารมณ์ไม่แจ่มใสได้ ตอนนั้นก็ได้เห็นละครับว่า เราสื่อสารแต่เฉพาะดอกไม้กับแจกัน หลงลืมการสื่อสารกับคนรอบข้างไปบ้างหรือเปล่า

เป้าหมายสำคัญที่สุดของการจัดดอกไม้ตามแนวท่านโอกาดะ ที่มูลนิธิเอ็มโอเอจัด ไม่ใช่การสร้างผลงานศิลปะเป็นเลิศของเราหรอกนะครับ แต่ว่าเป็น “การนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้ง พัฒนาคุณภาพชีวิต และยกระดับพลังชีวิตของตนเองให้สูงขึ้นด้วยการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข” ถ้าอย่างนี้แล้ว จัดดอกไม้ลงแจกันไป แต่ใจเราหงุดหงิดรำคาญกับคนรอบข้าง จะเรียกว่าเราบรรลุเป้าหมายแท้จริงของการจัดดอกไม้อิเคบานาได้อย่างไรล่ะครับ

เปิดใจสื่อสารกับคนรอบข้างก็เหมือนสื่อสารกับดอกไม้ แค่ลดการ์ดที่ตั้งไว้ลง วางอัตตาตัวตนของเราลง เมื่อเราได้ฟังดอกไม้แล้ว เราก็ฟังคนอื่น สื่อสารกับเขาได้โดยไม่ทำร้ายทำลายอารมณ์และจิตใจดีๆ ของทุกคน ทั้งนี้ ส่วนสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรานี้สำเร็จลุล่วงแฮปปี้เอนดิ้งทุกฝ่ายได้ นั่นคือ เรานี่แหละที่จำเป็นต้องฟังและสื่อสารกับตัวเราเอง

เวลาเราจัดดอกไม้เราจะเห็นใจของเราชัดเจนมากนะครับ ไม่ว่าจะเป็นตอนมองดูดอกไม้จากสภาพจริง ตอนเลือกดอกไม้ เลือกแจกัน แม้กระทั่งรินน้ำใส่แจกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามกระบวนการที่ต่อเนื่องกัน คือ 'กำหนดจุดหมาย-รีบตัด-รีบปัก' ซึ่งเป็นสามขั้นตอนที่สนุก เพลิดเพลิน และก็ท้าทายที่สุดด้วย เพราะต้องกำหนดจุดหามุม เลือกด้านของดอกไม้ ใบไม้และกิ่งก้านที่เราและดอกไม้เขาต้องการจะนำเสนอ - ตัด - และปัก โดยไม่ชักช้า แต่ก็ไม่เร่งรีบ เร่งร้อน ต้องทำต่อเนื่องโดยอาศัยร่างกาย อาศัยใจ อาศัยสติ มากกว่าความคิดว่าจะออกมาดีไหม น่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้มากกว่าไหม อุปมาดั่งวิถีของซามูไรที่อยู่ในสนามจริง ไม่สามารถจะยักแย่ยักยัน ถอยเข้าถอยออกได้

ตอนจัดเสร็จแล้วเราอาจรู้สึกเสียใจเวลามีคนติ หรือดีใจเวลามีคนชม แต่เราอาจ 'ไม่ทัน' อารมณ์ตรงนี้ครับ เพราะว่ามันฟุ้ง มันเร็ว แล้วเราก็อยู่ในร่องของการคิดเสียมาก ต่างกับระหว่างกระบวนการจัดที่โลกช้าลง บางทีก็ถึงกับหยุดเลย ทั้งจักรวาลมีแต่เรากับดอกไม้ สามารถเห็นตัวของเราชัดมากว่า ณ ขณะหนึ่งๆ เราเป็นอย่างไร ตอนไหนรู้เนื้อรู้ตัว ตอนไหนรู้สึกสนุก รู้สึกสบาย รู้สึกเครียดเหนื่อย หรือตั้งใจมากไป

การจัดดอกไม้คือ การพาเราไปอยู่ในพื้นที่ที่เชิญชวนให้เรามีสติสูงมาก (แต่แค่สบายๆ ไม่ต้องออกแรงอะไร) เราจะเห็นสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในใจเราได้อย่างแหลมคม หากใจของเราสั่นไหว ไม่นิ่ง มีเรื่องรบกวนจิตใจ เราจะเห็นสิ่งนั้นชัดมาก ไม่ว่าจะเป็นความอยากจัดให้ได้สวยๆ ความอยากได้รับคำชม ความโกรธที่มีคนมาวิจารณ์ ความหงุดหงิดงุ่นง่านรำคาญใจ ความกังวลละล้าละลังกลัวทำได้ไม่ดี

การเห็นตัวเองชัดอย่างนี้ เป็นโอกาสอันดีมากๆ ที่เราจะได้ 'จัดใจ' ของเรา ซึ่งก็อาจใช้หลักเดียวกันกับการ 'จัดดอกไม้' ไม่ว่าจะเป็นการมองเขาตามสภาพจริง การสื่อสาร หรือการเห็นและเข้าใจธรรมชาติของเขา ไม่น่าแปลกใจเลยที่สถาบันการศึกษาหรือองค์การที่ส่งเสริมเรื่องกระบวนการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาจำนวนมากจะมีวิชาการจัดดอกไม้อยู่ด้วย


เราจัดดอกไม้ ดอกไม้จัดเรา ... อืมม์ ก็น่าสนุกดีนะครับ :-)
[/color]

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:23:50 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

: สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

แฮคชีวิต

บางคนอาจประทับใจกับบทสนทนา ระหว่างเจ้าชายน้อยกับพ่อค้า จากบทประพันธ์ก้องโลกของอองตวน เดอ เซงเตกซูเปรี ตอนที่พ่อค้าพยายามปิดการขายยาเม็ดแก้กระหายน้ำ ด้วยการสาธยายสรรพคุณของยาวิเศษนี้ว่า เมื่อกินเพียงเม็ดเดียวแล้วไม่ต้องดื่มน้ำอะไรเลยเป็นเวลาถึงหนึ่งสัปดาห์

“แล้วคุณจะขายไปทำไมล่ะ?”

“เพราะมันสามารถประหยัดเวลาไปได้มากเลย ผู้เชี่ยวชาญ (จากสถาบันคิงส์คอลเลจ? - ฮา) ได้คำนวณแล้วว่าสามารถประหยัดเวลาถึงสัปดาห์ละห้าสิบสามนาที”

“แล้วฉันจะทำยังไงกับเจ้าห้าสิบสามนาทีนี้ล่ะ?” เจ้าชายน้อยถาม

“อะไรก็ได้ที่เธอต้องการ ...”

“สำหรับฉันแล้ว” เจ้าชายน้อยรำพึงกับตัวเองว่า “ถ้าฉันมีเวลาห้าสิบสามนาทีที่ใช้ทำอะไรก็ได้ ฉันจะเดินเล่นสบายๆ ไปยังบ่อน้ำสักแห่ง”

แต่มีคนจำนวนไม่น้อยบนโลกกลมๆ ใบนี้ที่กำลังคิดในสิ่งที่ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับความคิดนี้ของเจ้าชายน้อยไปเลย

เมื่อสามปีที่แล้ว แดนนี่ โอไบรอัน นักคอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษ ได้เสนอแนวคิดของ ไลฟ์แฮค (Life Hack) ขึ้นมา จากการศึกษาว่าบรรดาโปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์มักจะมีวิธี 'แฮค' หรือหาทางลัดในการทำงาน อ่านอีเมล แก้ปัญหา หรือโดยรวมๆ ก็คือ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ประหยัดเวลา ลดความยุ่งยากจากการทำตามขั้นตอนปกติ โดยตัวเขาพูดติดตลกว่าแนวทางของเขาคล้ายๆ กับ 'เจ็ดอุปนิสัยแห่งความสำเร็จสำหรับ Geeks (เซียนคอมพิวเตอร์)' ราวว่าเป็นสตีเวน โควีแห่งโลกไซเบอร์อะไรทำนองนั้น

เขาบอกว่าวิธีดังกล่าวคือ ไม่ยึดติดกับปัญหาทั้งหมด แต่ใช้อะไรก็ได้ที่ใกล้มือ ที่แก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรก็ตาม ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ เช่น เรื่องการจำใบหน้าคน การจัดกระเป๋าเดินทาง รวมไปถึงการแก้ปัญหาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ

นับตั้งแต่เขาไปบรรยายในงานประชุมเทคโนโลยีที่อุบัติขึ้นใหม่ในปี 2547 ก็เกิดความสนใจในแนวคิดนี้ขึ้นเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดเวบไซต์และบล็อก (blog) อื่นๆ จำนวนมาก ถึงขนาดว่าในปีถัดมา สมาคมภาษาท้องถิ่นแห่งอเมริกา (American Dialect Society) พากันลงคะแนนให้ ไลฟ์แฮค (Life Hack) เป็นคำใหม่ที่มีประโยชน์มากที่สุดเป็นอันดับสอง (รองจากคำว่า Podcast)

บรรดาบล็อกทั้งหลายในแนวทางนี้ ดูเหมือน 43Folders.com จะได้รับความนิยมมากที่สุด บล็อกนี้รวบรวมบรรดาเคล็ดลับเทคนิคหรือ 'แฮค' ในการทำงานต่างๆ ให้ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น สะดวกขึ้น เช่นว่า 9 วิธีในการดำเนินการประชุมให้ได้ผลมากขึ้น วิธีการจัดการและโต้ตอบอีเมลโดยใช้เวลาน้อยลง หรือการกลับไปหาเครื่องบันทึกนัดหมายหรือรายการที่ต้องทำในแต่ละวันแบบโบราณ คือ ใช้กระดาษและตัวหนีบ แทนเครื่องพีดีเอที่กำลังฮิตกันอยู่ทุกวันนี้

เขาเสนอวิธีแก้การผัดวันประกันพรุ่งด้วยสูตร (10 + 2) x 5 ครับ นั่นคือ ขณะที่เราทำงานอยู่บนคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ให้ใช้เวลา 10 นาทีเต็ม มุ่งความสนใจให้แก่งานอย่างเต็มที่ อีก 2 นาทีถัดมาค่อยอนุญาตให้ตัวเองไปท่องเวบ คุยแชท หรือทำอะไรต่อมิอะไรเรื่อยเปื่อยที่ไม่ใช่งาน แต่ภายใน 2 นาทีนี้เท่านั้น ทำเป็นเซตอย่างนี้ (อย่างกับออกกำลังเพาะกายนั่นละ) ทั้งหมด 5 ครั้ง เราก็จะใช้เวลา 1 ชั่วโมงได้อย่างมีประสิทธิภาพถึง 50 นาที ใช้เวลาเล่นเพียง 10 นาที แทนที่จะปล่อยให้ตัวเองเผลอเล่นไปเรื่อย รู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปอีกชั่วโมงแล้ว วิธีคิดของวิธีการนี้ จะว่าไปก็ละม้ายคล้ายพ่อค้าขายยาเม็ดวิเศษแก้กระหายน้ำเลยละครับ

ยังมีอีกครับ คุณจีน่า ทราปานี บอกว่า เวบไซต์ LifeHacker.com ของเธอนั้น เน้นเรื่องการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น “เพื่อที่จะได้เล่นมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำงานได้มากขึ้นเฉยๆ” เธอยกตัวอย่างว่า หากเราๆ ท่านๆ สามารถลดเวลาในการทำงานลงสองวินาทีในกิจกรรมสี่อย่างที่ต้องทำวันละยี่สิบครั้ง แล้วละก็ เราจะมีเวลาเหลือสำหรับ 'เล่น' ได้ถึงสิบเอ็ดชั่วโมงต่อปีเชียว (ฟังดูคุ้นๆ อีกแล้วไหมครับ? มีเวลาห้าสิบสามนาทีต่อสัปดาห์ไปทำอะไรก็ได้)

ในบล็อกของเธอยังรวบรวมเทคนิคสารพัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีกำจัดรอยด่างจากน้ำในเนื้อไม้ให้หายไป การแก้ปัญหาน่ารำคาญกับโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด (แหม ... แก้ได้หมดจะเป็นพระคุณเชียว แต่ลงท้ายเธอว่า ถ้าน่ารำคาญจริงๆ ก็เปลี่ยนโปรแกรมมันเสีย เพราะมีของฟรีแบบโอเพ่นซอร์ซให้ใช้มากมาย) รวมไปถึงวิธีก๊อบปี้แผ่นดีวีดีลงเครื่องไอพ็อด

อันที่จริงไลฟ์แฮคก็เป็นปรากฏการณ์ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงไปของรูปแบบการทำงาน การดำเนินชีวิตของชนชั้นกลางในเมือง ที่ต้องตื่นแต่เช้า เดินทางไปที่ทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์ เช็คอีเมล เอ็มหรืออิม เข้าประชุม เลิกงานฝ่าฝนตกรถติดกลับบ้าน หากมีเวลาก็เช่าหนังแผ่นมาดู หรือไม่สุดสัปดาห์ก็ต้องเดินทางไปเวิร์คชอปหรือโอดีต่างจังหวัด นี่ยังไม่นับเรื่องแฟน เรื่องครอบครัวเลยนะ

คงจะตื้นเขินเกินไป หากเราจะตัดสินว่าไลฟ์แฮคถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี มีประโยชน์หรือไม่มี แบบตรงไปตรงมาทื่อๆ เพราะข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ การที่วิถีชีวิตของเราโดยเฉพาะในสังคมเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว เราต้องเร่งรีบมากขึ้น มีงานบางอย่างที่เราต้องทำซ้ำๆ บ่อยๆ หากมีวิธีช่วยให้ประหยัดเวลาในการทำเหล่านี้ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่ประการใด

เพียงแต่ว่ามุมมองของการใช้ชีวิต ไม่ว่าเราจะเป็นเซียนคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์ เป็นพนักงานออฟฟิศ เป็นครูอาจารย์ หรือเป็นแม่บ้านทำงานบ้านก็ตาม เราต่างไม่ได้ต้องการเพียงแค่กลเม็ดนานามาช่วยสำหรับการทำงานรายชิ้น หรือเป็นตัวช่วยในแต่ละสถานการณ์ให้ผ่านพ้นไปได้ แต่หัวใจสำคัญน่าจะอยู่ที่การมีความสุขกับการทำงานในทุกขณะมากกว่า เหตุที่เราต้องการเจาะฝ่างานทั้งหลาย เพราะเราทุกข์ทรมานกับงานนั้น และดูเหมือนว่าวิธีการของไลฟ์แฮคจะมุ่งไปที่ 'รีบทำให้เสร็จ' มากกว่าการมี 'ประสบการณ์ที่ดีระหว่างทาง' ฉะนี้แล้วเราอาจจะไม่พบกับความสุขในงานตรงหน้าก็เป็นได้ ถ้าเรามุ่งหาทางลัดประหยัดเวลาโดยหวังไว้ว่าจะได้เวลาใช้หาความสุขเอาข้างหน้า

อันที่จริงเจ้าของ 43Folders.com ก็บอกว่า ตนเองเพิ่งค้นพบวิธีการเจริญสติ และรู้สึกทึ่งมากๆ ทำให้เขานำแนวคิด 'ที่นี่และเดี๋ยวนี้' (This and Here) มาทั้งประยุกต์ใช้ และอธิบายกระบวนการของไลฟ์แฮคต่างๆ เช่นว่า ทำไมต้องที่นี่ (หรืองานนี้) และทำไมต้องเดี๋ยวนี้

เราชาวพุทธที่ปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอ คงไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะการอยู่กับปัจจุบันขณะ มีสติรู้เนื้อรู้ตัวย่อมนำพาความสุขมาแน่นอน ไม่ว่าจะใช้ประกอบอาชีพทำงานทำการอะไร และความสุขนี้เองเป็นคำตอบสุดท้ายของการทำงานที่เราทุกคนต้องการ

ทั้งนี้ เทคนิคที่ว่ามาไม่ว่าจะวิธีไหน หรือแนวทางอะไร เพียงเรานำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตัวเราเอง ก็น่าจะเกิดประโยชน์ที่สุดแล้วครับ แค่ไม่ลืมหัวใจสำคัญของการทำงานว่า เราจะมีความสุขในทุกๆ ขณะทำงาน จะเป็นงานประจำซ้ำซาก หรือเป็นงานลัดสั้นแบบไลฟ์แฮคก็ตามที :-)
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:28:44 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

ใส่หัวใจให้การสอบ (1)

19 ส.ค.นี้เป็นวันที่สองและวันสุดท้ายที่กลุ่มสนทนาพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ มูลนิธิพันดารา และศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันจัดงานประชุมวิชาการเรื่อง 'ความสุขในสังคมสมัยใหม่: จิตวิญญาณ สังคม และวิทยาศาสตร์' ที่อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ วิทยากรมีทั้งบรรพชิตและฆราวาส ทั้งนักคิด นักเขียน นักวิชาการ และนักปฏิบัติชั้นแนวหน้ามากมาย อาทิเช่น พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว. วชิรเมธี) อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม อาจารย์วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ อาจารย์เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ (ยุค ศรีอารยะ) คุณงามพรรณ เวชชาชีวะ การพูดคุยกันคราวนี้มี รศ.ดร.กฤษดาวรรณ และ รศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ เป็นผู้จัด

ในงานมีการนำเสนอและพูดคุยกันเรื่อง 'ความสุขในสังคมสมัยใหม่' จากมุมมองต่างๆ ทั้งจากทางจิตวิญญาณ พุทธศาสนา วิทยาศาสตร์ ปรัชญาจีน ปรัชญาอินเดีย งานเขียน การทำงานเพื่อสังคม รวมไปถึงเรื่องความตายและการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย อีกทั้งยังมีการฉายภาพยนตร์อีกด้วย

ผมเองได้รับการชักชวนให้ไปร่วมแบ่งปัน เรียนรู้กันเรื่องความสุข จึงเสนอผู้จัดไปว่าจะพูดในหัวข้อ 'ทำการสอบให้เป็นคำตอบของความสุข' ฟังแค่ชื่อก็ดูท้าทายแล้วใช่ไหมครับ เพราะผมว่าเรื่องการวัดผล การสอบ การประเมินนั้น ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นเรื่องสร้างทุกข์ได้อย่างยอดทีเดียว จะทำให้มันกลายเป็นเรื่องสุขๆ ที่ไม่ใช่สุกๆ ได้อย่างไร

นอกเหนือจากที่ผมต้องเตรียมตัวไปพูดในการประชุมแล้ว ช่วงที่ผ่านมาทางคณะวิจัยจิตตปัญญาศึกษา ซึ่งผมเป็นสมาชิกในทีมได้ร่วมกันศึกษาทบทวนอ่านผลงานต่างๆ เพื่อสำรวจพรมแดนความรู้ด้านจิตตปัญญาศึกษา โดยมีหัวข้อเรื่องการประเมินผลด้วย ทำให้ผมได้อ่านงานวิจัยและบทความดีๆ รวมถึงมีโอกาสพูดคุยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ในเรื่องบ้างพอประมาณ เห็นว่าน่าสนใจเลยนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังนะครับ

เรื่องความหนักหนาสาหัสของการสอบหรือจะว่าไปก็การศึกษาในปัจจุบันของพวกเรานั้น ไม่ได้เป็นประเด็นใหม่ที่เพิ่งค้นพบเลย อาจารย์หมอ ประเวศ วะสี ท่านก็เคยเขียนไว้ในสานปฏิรูปว่า 'การศึกษาเป็นความทุกข์ของแผ่นดิน' ถึงขนาดว่าต้องหลบหนีกันข้ามประเทศเลย เพราะ “แทบทุกครอบครัวที่เดือดร้อนเมื่อถึงคราวที่ต้องเอาลูกเข้าโรงเรียน บางคนที่พอมีเงิน...ก็จะส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ ซึ่งผมถือว่าคนเหล่านี้ เป็นผู้ลี้ภัยทางการศึกษา”

ในวงสัมมนาพ่อแม่ผู้ปกครองเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว อาจารย์ท่านได้สรุปทุกข์จากการศึกษาหลักๆ คือ “หนึ่ง ขาดแคลนโรงเรียนดีๆ สอง กระบวนการเรียนรู้ของเรา กระบวนการเรียนรู้ที่เราใช้ ยาก เครียด น่าเบื่อ มีความทุกข์ สุขภาพจิตเสียกันหมดทั้งประเทศ ทั้งตัวนักเรียน ทั้งผู้ปกครอง ครู และ สาม เราผลิตคนที่ด้อยคุณภาพ เพราะเราเน้นการท่องจำ ทำไม่เป็น คิดไม่เป็น ไม่มีทักษะชีวิตต่างๆ ร้อยแปด”

ผมเห็นว่าเรื่องทุกข์ทั้งสามจากการศึกษาดังว่ามานี้ ช่างเกี่ยวโยงกับการวัดการประเมินอย่างแนบแน่น

การวัดผลและการประเมินในแนวที่เราใช้อยู่ปัจจุบันเป็นมรดกตกทอดมาพร้อมกับแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์กระแสหลัก มีลักษณะวิธีคิดเชิงกลไก และแยกส่วนในการวิเคราะห์ เชื่อว่าเราสามารถสร้างแบบวัดประเมินที่มีค่า 'มาตรฐาน' สามารถนำไป 'เทียบเคียง' ระหว่างนักเรียนนักศึกษารายคน ระหว่างห้อง ระหว่างชั้นเรียน หรือแม้แต่ข้ามโรงเรียนก็ทำได้

กระบวนวิธีคิดแบบนี้ได้พัฒนาขึ้นมาพร้อมกับความรุ่งเรืองของวิทยาศาสตร์ครับ เรื่องที่ถือว่าเป็นความรู้ตามทัศนะแนวคิดนี้คือ สิ่งที่มนุษย์สามารถรับรู้ได้ทางประสาทสัมผัสเท่านั้นที่เป็นความจริง และการเข้าใจเรื่องราวย่อยหรือส่วนประกอบจะนำไปสู่การเห็นภาพรวมของปรากฏการณ์ เพราะส่วนย่อยต่างส่งต่อกันเป็นเหตุให้เกิดผลที่เราสังเกตเห็น

การสร้างเครื่องมือ มาตรวัดและวิธีการต่างๆ จึงต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์เรารับรู้ได้เหมือนๆ กัน นั่นทำให้เราพยายามตีค่าวัดผลออกมาเป็นตัวเลขหรือหน่วยที่เทียบเคียงกันได้ เมื่อแนวคิดนี้ถูกนำไปใช้กับเรื่องเชิงกายภาพ อย่างระยะทาง น้ำหนัก หรือขนาด จึงมีประโยชน์และช่วยพัฒนาเทคโนโลยีของมนุษย์ไปได้ไกลและไวมาก

แต่กับเรื่องที่สลับซับซ้อนอย่าง 'ความสุข' และ 'การเรียนรู้' ของมนุษย์อาจจะไม่ตรงไปตรงมาอย่างนั้นหรอกครับ เรื่องง่ายๆ ที่ทุกคนรู้ๆ กันอยู่อย่างเช่นการวัดผลการเรียนออกมาเป็นคะแนนหรือเกรดก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ทุกวันนี้ทุกคนเข้าใจและยอมรับมาตรฐานเรื่องเกรดกันว่า A คือดีเยี่ยมที่สุดแล้ว ส่วน F คือไม่ผ่าน แต่ถามจริงๆ เถอะครับว่าระหว่าง A ของโรงเรียนสองแห่งนั้นเท่ากันจริงหรือ นี่ยังไม่นับว่ามีเกรด B C และ D อีกนะครับ

ในยุคนี้ที่เราชินชากับสภาวะเงินเฟ้อไปแล้ว เราก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์ 'เกรดเฟ้อ' อยู่เช่นกัน ไม่ใช่แค่เมืองไทยแต่ต่างประเทศก็ด้วย เพราะความที่เราต้องนำเอาเกรดเฉลี่ยสะสมของนักเรียนเข้านับเป็นส่วนหนึ่งของคะแนนเอนทรานซ์ ทำให้โรงเรียนต้อง 'ปล่อยเกรด' มากขึ้น แถมภาวะเกรดเฟ้อนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะระดับโรงเรียนนะครับ ระบาดต่อเนื่องมาถึงระดับมหาวิทยาลัยแล้ว เพราะมีการแจ้งอาจารย์ว่านักศึกษาต้องใช้เกรดในการสมัครเรียนต่อปริญญาโทและเอก ถ้าไม่ปล่อยเกรด นักศึกษาจะไปเรียนต่อยาก และก็ไม่ใช่แค่ในประเทศด้วย แต่เป็นทั้งโลก ดังที่ ดร.โลเวลล์ แบร์ริงตัน บอกว่ามีมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ที่นักศึกษาระดับปริญญาตรี 3 ใน 4 คน จบด้วยเกรดเฉลี่ยสะสม 4.00 เลยทีเดียว

แต่การปล่อยเกรดก็ยังไม่ใช่ผลในเชิงลบที่รุนแรงที่สุดที่การวัดการประเมินมีต่อเรื่องการศึกษา ดร.โลเวลล์ บอกว่าการเน้นเรื่องการวัดประเมินแบบนี้ยังทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องเผชิญกับสถานการณ์และตัวเลือกที่ไม่อยากเลือก คือ (ก) นั่งเทียนเขียนข้อมูลการเรียนรู้ของนักศึกษา หรือ (ข) สอนเน้นหรือเฉพาะเนื้อหาหลักสูตรที่สามารถวัดประเมินได้ง่าย

ตัวอย่างในมหาวิทยาลัยไทย ถ้าในรายวิชาหนึ่งๆ อาจารย์ต้องสอนนักศึกษาหลายกลุ่ม หรือวิชารหัสเดียวกัน แต่มีอาจารย์หลายคนสอน เวลาออกข้อสอบก็ต้องออกเป็นปรนัยหรือหลายตัวเลือก เพราะตรวจง่าย เทียบเคียงง่าย ปัจจุบันใช้เสียบกระดาษคำตอบเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์กันหมดแล้ว บางคณะก็มี 'คำสั่ง' หรือ 'ขอความร่วมมือ' ให้ออกข้อสอบแบบนี้เท่านั้น

การที่สถาบันการศึกษาต้องปรับการเรียนการสอนถึงระดับรากฐานเพื่อให้มีการวัดประเมินได้ 'สะดวกง่ายดาย' อาจจะเป็นทิศทางที่ต้องตั้งคำถามกันอย่างจริงจัง ใช่หรือไม่

แถมเมื่ออาจารย์มาออกข้อสอบด้วยกัน ก็มักจะเลือกเฉพาะข้อที่ทุกคนสอน เพราะเกรงว่าหากไม่ได้พูดไปในชั้นเรียน นักศึกษากลุ่มที่ตนเองสอนจะไม่สามารถหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ทำข้อสอบไม่ได้ หาว่าอาจารย์ออกข้อสอบในส่วนที่ไม่ได้สอนในชั้น และได้คะแนนน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ ซึ่งก็มักจะถูกตีความ เหมาเอาว่าอาจารย์ท่านนั้นสอนไม่ดี สอนไม่เก่ง นักศึกษาที่เรียนด้วยจึงได้คะแนนสู้กลุ่มอื่นไม่ได้ สรุปสุดท้ายเราจึงได้ข้อสอบ ก. ข. ค. ง. ที่ง่ายดายที่สุด เป็นข้อสอบและคำตอบที่บอกอะไรๆ ได้จำกัดมาก

ในระบบที่ต้องการหาประสิทธิภาพและประสิทธิผลนี้ ผู้คนหลงใหลคลั่งไคล้ไปกับการวัดการประเมิน นักศึกษาก็มีโอกาสประเมินอาจารย์ด้วย ยิ่งหากนักศึกษาได้คะแนนน้อยกว่ากลุ่มอื่น เวลาเขียนใบประเมินก็อาจนึกแค้นใจอาจารย์ เขียนประเมินเสียๆ หายๆ ซึ่งก็อาจมีผลต่อ 'ผลงานและความดีความชอบ' ของอาจารย์ผู้สอน ทำให้อาจารย์เองก็ได้คะแนนประเมินต่ำเหมือนกัน

ระบบเช่นนี้จึงไม่ให้แรงจูงใจให้อาจารย์สอนเรื่องที่สำคัญจำเป็นต่อกระบวนการเรียนรู้อย่างแท้จริงแก่นักศึกษา เพราะทั้งสอนยากและวัดยาก บางคนบอกเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ เลยกลับกลายไปเป็นเอาชั่วโมงเรียนมาติวข้อสอบไปบ้างเสียเลยก็มีให้ได้ยิน ได้เห็น

อ่านแล้วอย่าเพิ่งรู้สึกหมดหวังนะครับ เพราะว่าปัจจุบันความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ใหม่ ชีวิต และทฤษฎีระบบ ได้ก้าวหน้าไปพอสมควร และอาจช่วยให้เราเห็นแนวทางในการพาวัดการประเมินออกจากอุโมงค์เสียทีครับ แนวคิดของระบบการประเมินที่ได้รับการ 'ใส่หัวใจของความเป็นมนุษย์' ระบบที่มีชีวิต ที่ให้ความสำคัญกับการปรับตัว การเรียนรู้ และการเจริญเติบโตไปตามวิวัฒนาการ มากไปกว่าเรื่องความคงที่ มาตรฐาน เสถียรภาพ และการควบคุม อาจจะช่วยเราฝ่ามายาการของการวัดประเมินแบบปัจจุบันสำเร็จก็เป็นได้ ไว้ลองมาดูกันสัปดาห์หน้านะครับ :-)
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:29:51 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

ใส่หัวใจให้การสอบ (2)

เวลาพูดถึงการสอบขึ้นมา ใครต่อใครที่ได้ยินถ้าไม่ส่ายหน้า ก็ถอนหายใจ หรือไม่คงเบื่อหน่ายกะทันหัน นักเรียนก็เครียด อาจารย์ก็เบื่อ เมื่อตอนสัปดาห์ก่อนผมไปนำเสนอประเด็นเรื่อง 'ทำการสอบให้เป็นคำตอบของความสุข' ในงาน 'ความสุขในสังคมสมัยใหม่: จิตวิญญาณ สังคม และวิทยาศาสตร์' ของมูลนิธิพันดาราและคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้แต่พิธีกรดำเนินรายการยังแนะนำทำนองว่าให้รอติดตามฟังเรื่องที่ดูไม่เข้ากันอย่างนี้จะเป็นไปได้อย่างไร ด้วยวิธีการไหน?

หลังจากผมเล่าเรื่องที่เราๆ ท่านๆ รู้กันดีอยู่แล้ว ว่าด้วยความทุกข์ความเบื่ออันมากมายที่มีต่อการสอบไป ผมเสนอด้วยว่าพวกเราไม่ได้สิ้นหวังและอับจนหนทางไปเสียทั้งหมดหรอกครับ การสอบที่จ้องจะวัดความรู้เปรียบเทียบความสามารถการท่องจำของผู้เรียนจนสะสมความเครียดกันมาตั้งแต่ระดับอนุบาลนี้ ยังไม่ได้มาถึงปลายทางที่เลวร้ายจนทำให้เราต้องฝ่าด่านปัญหาออกไปด้วยการลืมมัน พยายามล้มล้างยกเลิกมัน หรือว่าหลับหูหลับตาให้มันผ่านๆ ไป

เพราะการสอบไม่ได้ผิดนะครับ กระบวนทัศน์ในการสอบในปัจจุบันนั่นแหละผิด (แก๊สโซฮอล์ก็ไม่ผิดครับ)

อย่างที่คุยกันครับว่า กระบวนทัศน์แบบวิทยาศาสตร์กลไกนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกเรื่อง อย่างการสอบก็เหมือนกัน วิทยาศาสตร์กลไกช่วยพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย แต่ครอบงำการศึกษาของเรามากไป กลายเป็นว่าการสอบคือคำตอบทุกอย่างของชีวิต แทนที่การสอบจะเป็นตัวช่วยให้ครูและนักเรียนได้ปรับปรุงพัฒนากระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน กลับเอาไว้ชี้เป็นชี้ตายว่าเราจะได้เข้าเรียนคณะดังๆ มีงานดีๆ ทำหรือไม่

ปัจจุบันความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ใหม่ ทฤษฎีระบบ เผยให้เราเห็นกระบวนทัศน์ใหม่ ทำให้เราได้ย้อนมองเห็นวิธีคิดของพวกเราที่มีต่อการวัด สอบ และประเมินมากขึ้น มาการ์เร็ต วีตเลย์ เธอเปรียบเทียบให้เราเข้าใจในความแตกต่างนี้ โดยเธอเรียกการประเมินแบบที่เราคุ้นเคยพบเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ว่า 'การประเมินด้วยมาตรฐาน' ส่วนกระบวนทัศน์ใหม่มองว่าการประเมินเป็นเหมือนการปรับพัฒนาตัวเองของระบบชีวิต เธอจึงเรียกการประเมินแบบนี้ว่า 'การประเมินที่มีชีวิตด้วยวงจรป้อนกลับ'

การประเมินด้วยมาตรฐานแบบเดิมนั้น กำหนดวิธีการและคำถามคำตอบมาตรฐานขึ้นมาให้ทุกคนตอบเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนโรงเรียนไหน กรณีระบบข้อสอบเอนทรานซ์ และมาถึงสอบเอ็นที (National Test) คงทำให้เรานึกภาพออก

ขณะที่การประเมินอีกแบบ ซึ่งผมขอเรียกสั้นๆ ว่า 'แบบวงจรป้อนกลับ' เป็นการประเมินที่ขึ้นอยู่กับบริบทของเรื่องราว แต่ละสถานการณ์ แต่ละคน ก็มีความเป็นมาและสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันและต้องให้ความสำคัญ ไม่อาจใช้ข้อสอบหรือคำถามแบบเดิมใช้ในทุกโอกาสทุกสถานที่กับทุกคนได้

อย่างเช่นในวิชาหนึ่งที่เปิดเรียนกันอยู่ในปีนี้ นักศึกษาได้ฝึกเขียนข้อเสนอโครงการ (Proposal) เพื่อทำโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษา ตอนแรกหลายคนเลือกทำโครงการที่คิดว่า “ง่าย” เพื่อจะได้ “คะแนนสูงๆ” หลังจากยืนยันนั่งยันและตกลงกันว่าจะไม่ใช้มาตรฐานเดียวในการวัด เป้าหมายการเรียนไม่ใช่เพื่อแข่งขันกันว่าใครเขียนเอกสารได้ดูดีกว่ากัน แต่ให้แต่ละคนได้ไปตามฝันของตนเอง ได้มีโอกาสเลือก โอกาสเรียน โอกาสทำโครงการที่รู้สึกเชื่อมโยงกับใจ รู้สึกมันว่าใช่ และมีความหมายกับตนเองจริงๆ เพราะเอกสารโครงการที่ข้อมูลครบถ้วน มีชื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถูกต้อง แต่ไม่มีกึ๋น แข็งทื่อขาดชีวิตจิตวิญญาณ ไม่มีแรงบันดาลใจให้ผู้คนลุกขึ้นมาทำก็ไม่มีความหมายอะไรไปกว่ากระดาษปึกหนึ่ง

ลงท้ายเราจึงได้โครงการที่แต่ละคนเชื่อมั่นกับมันจริงๆ เขียนโครงการราวกับว่าจะได้ทำมันจริงๆ นักศึกษาสาวชาวพื้นเมืองสมุยฝันอยากจัดค่ายเพื่ออนุรักษ์ทะเลที่หมู่บ้านหัวถนนของตนเอง เธอเดินทางกลับไปบ้านสัมภาษณ์คุณพ่อคุณแม่และชาวบ้านถามถึงสถานการณ์ โอกาส และความต้องการจริงๆ ของชุมชน จนคุณแม่ถึงกับดีใจว่าเธอจะมาทำโครงการที่บ้านแล้ว ซึ่งผมว่าเธอจะทำแน่นอนหากมีโอกาส

นักศึกษาชายอีกคนสนใจการเกษตรและเศรษฐกิจพอเพียง ฝันอยากเป็นเกษตรกร ตอนแรกคิดจะทำเรื่องกล่องรับบริจาคขยะรีไซเคิล ก็เปลี่ยนมาเป็นเรื่องของเขาเองจริงๆ หยิบยื่นโอกาสให้ตนเองเดินทางไปค้างแรมกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานส่งเสริมที่นครนายก และกำลังจะต่อด้วยการไปหาบุคคลตัวอย่าง ไปพบชาวเมืองที่ผันตัวไปเป็นชาวบ้าน

ส่วนอีกราย อยากลองทำโครงการผลิตหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับแจกฟรี ซึ่งก็ไม่ย่อท้อ แม้จะรู้ว่าการทำหนังสือนั้นยากมากที่จะรอด บนแผงหนังสือแท้จริงคือสุสานของหัวนิตยสารต่างๆ มากมาย

เราจะปฏิเสธการเดินทางล่าฝันของเธอและเขาเหล่านั้นได้ละหรือ? คงเป็นการโหดร้ายและไม่ยุติธรรมกับนักเรียน นิสิต นักศึกษาอย่างยิ่ง ถ้าเราใช้กฎเกณฑ์มาตรฐานที่แห้งแล้ง ไร้จิตใจ มากึ่งบังคับกลายๆ ให้เลิกฝัน หยุดจินตนาการ แล้วยอมกายยอมใจให้กับอะไรที่พื้นๆ ที่ทำแล้ว “เสร็จ” แน่ๆ แต่ไร้จิตวิญญาณความเป็นตัวตนจริงๆ ของเธอและเขา

เป้าหมายของการเรียนของเราไม่ใช่เพื่อให้เขาผลิตกระดาษข้อเสนอโครงการที่มีครบถ้วนทุกหัวข้อ (ถ้าทำได้ก็ดี) แต่เขียนเสร็จแล้วก็ไม่ได้คิดจะไปทำจริงๆ ไม่ทำให้เขาเดินทางเข้าใกล้ความฝันของตนเอง ได้เตรียมความพร้อมและพัฒนาตนเองไปเป็นมนุษย์คนที่เขาอยากและภูมิใจที่จะเป็นจริงๆ

สิ่งที่มีความหมายที่สุด คือ ประสบการณ์และสิ่งที่เขาเก็บเกี่ยวได้ระหว่างการเดินทางไปสู่จุดหมายต่างหาก แม้ว่ามันจะล้มลุกคลุกคลานบ้าง ความสำเร็จของคนเราก็มิได้วัดอยู่ที่เกรดวิชาหนึ่งๆ ในระหว่างที่เรียน มากเท่ากับการที่เขาได้ใช้ชีวิตตามที่เขาเชื่อหลังจากจบ ดังนั้นการศึกษาที่มีความหมายคือการเตรียมความพร้อมในการเดินทางให้กับผู้เรียนแต่ละคน

คนที่ฝันอยากเห็นทะเลโทรมที่บ้านกลับมาสวย อุดมด้วยสัตว์น้ำหลากชนิด ปลิงทะเลนานาพันธุ์ก็ควรได้ทำตามฝัน เช่นเดียวกับคนที่อยากเห็นบางลำพูกลับมามีต้นลำพูขึ้นเต็มไปทั้งบางสมชื่อ ใครจะรู้ว่าเพชรในชีวิตที่นักศึกษาผู้มีทักษะการเจียระไนฝันเหล่านี้เมื่อผลิตขึ้นมาให้โลกเชยชมนั้นจะสวยงามเพียงใด

ทั้งหมดนี้คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่เปิดใจให้กว้าง ใช้การสอบที่มีแค่มาตรฐานเดียว ไม่เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่แตกต่างกันของแต่ละคน

ถ้าเรามองการสอบเป็นวงจรป้อนกลับ เป็นกระบวนการที่มีไว้เพื่อสะท้อนข้อมูลให้เราเรียนรู้กันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เปิดให้ผู้เรียนได้มีโอกาสที่จะสร้างและกำหนดความหมายด้วยตนเองด้วย กำหนดว่าอะไรที่เขาคิดว่าสำคัญ คิดว่าเป็นประโยชน์ คิดว่าท้าทายความรู้ความสามารถของตน มิใช่ว่าผู้สอนเป็นคนกำหนดมาทั้งหมด

แค่เอาหัวใจของผู้สอนและผู้เรียนใส่เข้าไปในการสอบ ก็เท่ากับได้สร้างโลกการเรียนใบใหม่ขึ้นมาแล้วล่ะครับ :-)
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:34:38 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

: สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

ใส่หัวใจให้การสอบ (3)

ระหว่างการประเมินสองแบบที่คุณมาการ์เร็ต วีตเลย์ เธอได้อธิบายเอาไว้นี้ 'การประเมินด้วยมาตรฐาน' ดูจะเป็นรูปแบบที่พวกเราคุ้นเคยกันดี จริงไหมครับ? เพราะตั้งแต่เล็กจนโตเราคงได้มีประสบการณ์เคยทำข้อสอบแบบปรนัยให้เลือกข้อใดข้อหนึ่ง หรือยากขึ้นไปอีกนิดก็เป็นข้อสอบอัตนัยที่ตั้งคำถามมาให้เราเขียนตอบอธิบาย

ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับข้อสอบแบบปรนัยหรืออัตนัย สุดท้ายเราต้องเลือกคำตอบ หรือเขียนคำตอบ ให้ตรงตามเฉลยที่ตั้งไว้แต่ต้นแล้วให้มากที่สุด (อยู่ดี) และแน่นอนว่าข้อสอบนี้ต้องเกิดจากการคิดการออกแบบและตั้งคำถามโดยครูอาจารย์ และท่านผู้รู้เหล่านี้แหละจะนำคำตอบของเราไปเทียบกับคำเฉลยเพื่อ 'ประเมิน' ว่าเรามีความรู้แค่ไหน มีความสามารถเพียงไร

วิธีสอบคุ้นๆ กันดีแบบนี้แหละครับ 'การประเมินด้วยมาตรฐาน'

สำหรับแบบที่สองชื่อว่า 'การประเมินที่มีชีวิตด้วยวงจรป้อนกลับ' นั้น คุณมาการ์เร็ต วีตเลย์ ไม่ได้ตั้งชื่อนี้ขึ้นมาลอยๆ ครับ มันมีส่วนต่างกันตรงที่เธอเห็นว่าการประเมินแบบนี้มีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อในเรื่องการเจริญเติบโต ความสามารถในการปรับตัว และการมีพัฒนาการของชีวิต

เอ ... แล้วการสอบแบบแรกไม่มีชีวิตหรืออย่างไร? ความหมายไม่ได้ตรงไปตรงมาว่าคนออกข้อสอบและคนทำข้อสอบไม่มีชีวิตไม่มีหัวจิตหัวใจ แต่กระบวนทัศน์ที่เป็นพื้นฐานสำหรับการวัดประเมินด้วยมาตรฐานนั้นมีที่มาจากวิทยาศาสตร์กลไก เราจึงให้ความเชื่อมั่นกับสิ่งที่วัดค่าได้แน่นอน ควบคุมจัดการได้ มีเป้าหมายที่ชัดเจน และต้องการให้กระบวนการดำเนินไปตามที่คาดการณ์

ฉะนั้น คำถามปรนัยในแบบแรกจึงต้องมีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว และคนตอบห้ามทะลึ่งเขียนคำตอบเป็นอย่างอื่นนอกเหนือไปจากทางเลือก ก. ข. ค. ง. 4 ข้อนี้ที่จัดให้ หรือบางวิชาในบางคณะ อาทิเช่น คณะแพทยศาสตร์ ก็อาจมีตัวเลือกที่วิจิตรพิสดารมากขึ้นไปอีก เช่น ก., ข., ค., ถูกทั้ง ก. และ ข., ถูกทั้ง ก. และ ค., ถูกทั้ง ข. และ ค., ถูกทั้ง ก. ข. และ ค., หรือ ผิดทั้งหมด

ถึงจะเปิดอิสระเพิ่มขึ้นเป็นอัตนัย แต่เมื่อเป็นการประเมินด้วยมาตรฐาน คนตอบก็ต้องพยายามเขียนไปตามลำดับและให้คำตอบตรงกันกับคำเฉลยที่มีไว้ล่วงหน้าแล้ว

ไม่ใช่ไม่ดีหรอกครับ แต่ไม่ได้เหมาะกับทุกเรื่อง ถ้าเป็นการวัดคุณลักษณะของสิ่งของสถานที่ล่ะก็ใช่เลย หาความสูง ชั่งน้ำหนัก วัดอุณหภูมิ หรือจะวัดความรู้ในเชิงความจำอย่างสูตรคูณ ชื่อบุคคลสำคัญ การคำนวณทางคณิตศาสตร์ อย่างนี้คือสอบแบบการประเมินด้วยมาตรฐาน

ย้อนไปดูการประเมินที่มีชีวิตด้วยวงจรป้อนกลับกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร ผมเคยเล่าไว้แล้วว่าการวัดประเมินแบบนี้ให้ความสำคัญกับบริบทเรื่องราว เพราะความมีชีวิตของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน แทนที่จะกำหนดใช้มาตรฐาน การสอบแบบนี้ก็จะเปิดช่องไว้สำหรับการรับรู้ ชื่นชม ให้คุณค่ากับนวัตกรรมใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ ความฝันจินตนาการ สิ่งที่ทำให้เราร้อง “ว้าว” ด้วยความทึ่ง ความประหลาดใจว่า “อืมม์ ... เนอะ ... คิดได้ไงเนี่ย!”

สิ่งเหล่านี้ถ้าใช้การประเมินด้วยมาตรฐานจะมองไม่เห็นเลยครับ เพราะเชื่อว่าการทำซ้ำและการคาดการณ์ได้เป็นเรื่องสำคัญและมีคุณค่า อะไรที่อยู่นอกเหนือคำเฉลย (ของครู) หรือมาตรฐานที่ตั้งไว้ (ในตำรา) อาจถูกพิจารณาว่าเป็นสิ่งผิดพลาด หรือเป็นตัวก่อกวนในระบบไปเสียอีก

ตัวอย่างชัดๆ เมื่อเร็วๆ นี้ ในงานเสวนา 'Creativity: Key to Success' จัดโดยนิตยสาร Modern Mom วิทยากรทุกท่านเห็นพ้องต้องกันว่า การไม่เปิดให้เด็กแสดงความเห็นนอกกรอบ ต้องเป็นไปตามหนังสือตำรา หรือตามคำบอกเล่าของครู ดังที่พบมากในการศึกษาบ้านเรานั้น ล้วนไม่เอื้ออำนวยต่อการแสดงความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก

การประเมินที่มีชีวิตฯ จึงเป็นอีกกระบวนทัศน์สำหรับการสอบที่ให้ความสนใจต่อการเจริญเติบโต สร้างสรรค์และปรับตัว ดังนั้น การตั้งคำถามจึงมีลักษณะเปิดกว้างพร้อมจะรับข้อมูลคำตอบจากทุกๆ ด้าน การให้ความหมายต่อเรื่องใดๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะวิวัฒนาการก้าวไป เพราะถ้ากำหนดให้หยุดนิ่งหรือแน่นอนตายตัวเมื่อไหร่ นั่นแหละครับจึงเป็นลักษณะของเครื่องจักรกลไก เป็นระบบที่เราต้องการความแน่นอน มีการทำงานแบบเดิมซ้ำๆ ไม่ต้องเติบโตและไม่ปรับตัว

ประการสำคัญอีกอย่างที่ลืมไม่ได้คือ การปรับตัวของชีวิตนั้นเป็นพัฒนาการ และชีวิตจะวิวัฒนาการร่วมไปกับสิ่งแวดล้อม การสอบในมุมมองนี้จึงเป็นส่วนสำคัญสำหรับการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงพัฒนาตัวเอง ภายในบริบทสังคมและสิ่งแวดล้อมของผู้เรียน

เด็กๆ ในป่าชุมชนจึงไม่จำเป็นต้องท่องชื่อสามัญทางวิทยาศาสตร์ของแมลงไว้เพื่อตอบข้อสอบ แต่ควรจะได้รู้จักชื่อท้องถิ่นและนิสัยของแมลงนานาชนิดที่เกี่ยวข้องอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของเขา

ที่สำคัญ คือ การเข้าใจถึงลักษณะที่แท้จริงของกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ ว่ามนุษย์แต่ละคนนั้นมีความแตกต่างหลากหลายกันทั้งตามธรรมชาติ และตามสังคม วัฒนธรรมประเพณี สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงประสบการณ์ในอดีตแต่ละช่วง ทำให้แต่ละคนมีวิถี จริต จังหวะ และอัตราการเรียนรู้แตกต่างกันไป การเรียนรู้และการสอบประเมินที่เหมาเอาว่าผู้เรียนแต่ละคนเหมือนกัน เมื่อถึงเวลาหนึ่งๆ ต้องผ่านตามเกณฑ์หนึ่งๆ จึงเป็นสิ่งที่น่าขบขันและน่าเศร้าในคราเดียวกัน

ฐานคิดที่อาจนำไปสู่การพัฒนาการวัดประเมิน การสอบที่เหมาะสมกับมนุษย์มากขึ้น ก็คือ การเปิดพื้นที่ให้มี 'การประเมินเหตุ' ควบคู่ไปกับ 'การประเมินผล' เพราะบางครั้งเราอาจไม่รู้ว่ากระบวนการเรียนรู้ที่เราอยากให้เกิดในผู้เรียนนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด จะไปบังคับให้เกิดก่อนที่เราจะวัดก็ไม่ได้ แต่สิ่งที่เรารู้จากหลักปัจยาการ ที่ว่าสิ่งๆ หนึ่งเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีเหตุอันเป็นปัจจัยให้เกิดผลนั้น ผลที่ดีก็ย่อมมาจากการมีเหตุที่ดี ดังนั้น เราก็อาจจะวัดว่าการเรียนรู้ตามที่เราอยากเห็นนั้น มันมีเหตุมีปัจจัยที่เอื้อให้เกิดขึ้นหรือไม่ สักกี่มากน้อย หรือเรียกอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการประเมินปัจจัยนำเข้า (Input) และกระบวนการ (Process) ควบคู่ไปกับการตรวจดูผลลัพธ์ (Output) ผลปลายทาง (Outcome) หรือผลกระทบ (Impact)

สำหรับการเรียนรู้แล้ว การสอบซึ่งน่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดไม่ใช่การเลือกใช้การประเมินด้วยมาตรฐาน หรือใช้การประเมินที่มีชีวิตด้วยวงจรป้อนกลับ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ควรจะได้ใคร่ครวญ “ใส่หัวใจ” ลงไปในกระบวนการสอบ เพื่อจะได้เป็นกระบวนการที่มีความสุขมากกว่าความเครียด

แนวโน้มช่วงสามสิบปีผ่านมาก็พบว่าเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ การสอบวัดตามเกณฑ์ลดน้อยลง คุณบราวน์และคณะทำงานสำรวจพบว่าการสอบข้อเขียนและสอบประเมินโดยผู้สอนมีน้อยลง แต่มีการใช้วิธีทำงานในวิชาเรียนและประเมินการเรียนรู้โดยตัวผู้เรียนมากขึ้น ชัดมากๆ คือเดิมใช้การสอบแบบวัดผลลัพธ์ หรือดูปลายทางเป็นสำคัญว่าจำได้มากน้อยแค่ไหน กลายมาเป็นการประเมินกระบวนการมากขึ้น

ผลการสำรวจของเขาคงไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้เราเท่าไหร่กระมังครับ เพราะพวกเราในแวดวงการศึกษาก็พอจะได้ยินได้เห็นและรับรู้การเปลี่ยนแปลงในวงการศึกษาทั้งต่างประเทศ และวงการศึกษาทางเลือกของไทยเรามิใช่น้อยเลย หากแต่ว่าเรายังไม่กล้าจะเปลี่ยนแปลง หรือยังไม่สามารถออกไปพ้นจากกรอบวิธีการเดิมๆ ที่ถูกกำหนดมาว่าต้องเป็นไปในแนวทางนี้เท่านั้น

ใส่หัวใจให้การสอบแล้วเราอาจจะพบคำตอบว่า การสอบไม่ใช่กระบวนการเพื่อการวัดประเมินให้รู้ผลเท่านั้น ดังที่ดอกเตอร์ Daniel L. Stufflebeam นักวิชาการผู้เป็นเสมือนเจ้าพ่อแห่งวงการวัดประเมิน เคยบอกไว้ว่า “เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการประเมินไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ แต่คือเพื่อพัฒนา -- to improve, not to prove.” นั่นเองครับผม :-)
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:35:39 PM »

จับใจ

อนุสรณ์ ติปยานนท์ (frontfirework@hotmail.com )

วงรอบที่ประมาณมิได้

นั่งลงในห้องประชุมปรับอากาศขนาดใหญ่เกือบสิบนาทีแล้ว แต่ฝ่ามือของผมยังชุ่มโชก ผมเหลียวมองไปรอบๆ ผู้ชายที่นั่งหน้าสุดน่าจะเป็นโรเจอร์

เพนโรส ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหลุมดำ คนต่อมาน่าจะเป็นคลิป ทอร์น ผู้นำเสนอทฤษฎีแห่งการเดินทางข้ามเอกภพ ถัดไปนั่นน่าจะเป็น ไบรอัน โจเซฟสัน ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจเรื่องพลังงานแฝงในสรรพสิ่งมากที่สุด ผู้คนเหล่านี้ถ้าไม่เป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบล ก็ล้วนมีกิตติคุณด้านความรู้ชนิดลึกล้ำ...

แล้วผมล่ะมาทำอะไรอยู่ที่นี่

อย่างไรก็ตามด้วยราคาบัตรที่แสนถูกเมื่อเทียบกับการได้มีโอกาสนั่งในห้องบรรยายสาธารณะของราชวิทยาลัยแห่งวิทยาศาสตร์กลางกรุงลอนดอน ไม่ว่าผมจะฟังถ้อยคำที่ออกจากปากของผู้บรรยายรู้เรื่องหรือไม่ นี่เป็นโอกาสที่หาได้ไม่ง่ายเลย

นี่เป็นการบรรยายสาธารณะของบรรดานักวิทยาศาสตร์ชั้นนำในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับดาราจักรเพื่อเป็นเกียรติแก่ สุพรหมยาน จันทรเสก (Subramanyan Chandrasekhar) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลชาวอเมริกัน -อินเดียน ผู้ล่วงลับ สุพรหมยานเป็นผู้ค้นพบขนาดมวลของดาวฤกษ์ที่ใช้ชี้แบ่งว่าดาวดวงใดเมื่ออับแสงแล้วจะระเบิดเป็นดาวแคระขาวหรือซูเปอร์โนวา และดาวดวงใดจะยุบตัวกลายเป็นดาวนิวตรอนหรือหลุมดำ ตัวเลข 1.4 เท่าของมวลแห่งดวงอาทิตย์ที่ใช้แบ่งขั้นขีดนี้ถูกเรียกว่าตัวเลขจำกัดแห่งสุพรหมยาน จันทรเสก เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

การบรรยายเป็นไปอย่างเรียบง่าย ด้วยภาษาสามัญแม้มันจะอุดมไปด้วยถ้อยคำไม่คุ้นหู เช่นจักรวาลรูปผลส้ม ดาวนิวตรอนที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินตนเอง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เริ่มสร้างความคุ้นเคย เม็ดเหงื่อกลางฝ่ามือของผมค่อยๆ แห้งลงพร้อมกับความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นตลอดเวลาเย็นค่ำสามชั่วโมงนั้น

หลังการบรรยายผมเดินออกจากห้องประชุมไปยังป้ายรถประจำทาง ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นและความมืดในยามค่ำ ผมแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า มองไปยังหมู่ดาราจักรที่พริบพรายแล้วถามตัวเองว่ามีสิ่งลี้ลับใดในโลกบ้างที่ยังไม่ถูกไขแสดงด้วยสติปัญญาของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่เดินตัวตรงและมีขนาดสมองเพียง 1,300 ซีซี ดูจะล่วงรู้ไปในทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ใช่หรือไม่

คำถามที่ว่าปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รวมถึงความทรงจำในห้องประชุมนั้นด้วย ขณะที่ผมกำลังลากฟองน้ำไปรอบจานอาหารเพื่อทำความสะอาดอย่างช้าๆ เรื่องราวลี้ลับแห่งจักรวาลพร้อมกับคำถามที่ค้างคาหวนกลับมาอีกครั้ง เพียงแต่ในคราวนี้ผมพบคำตอบแล้วว่าสิ่งที่ยังดำรงตนอยู่อย่างลึกลับก็คือ สิ่งที่ใกล้ตัวมนุษย์ที่สุดอันได้แก่จิตของตัวเอง

จิตของมนุษย์นั้นไม่ว่าจะมีรูปทรงเยี่ยงไร ล้วนตรวจวัดมิได้ เรารู้ว่ามันมีอยู่ แต่เราก็ยากจะพิสูจน์ชัด เรารู้ว่ามันทำงานอยู่ แต่เราก็หาสถานที่ทำงานอันแน่นอนของมันไม่ได้ จิตนั้นสัมผัสรับรู้ทุกสิ่ง แต่จิตนั้นก็ซ่อนตัวจากการรับรู้ทั้งปวง

ในประวัติศาสตร์ของนิกายเซน เว่ย หล่าง อาจารย์เซนผู้มีชื่อเสียงเคยวิวาทะกับศิษย์ผู้พี่ของท่าน เมื่อศิษย์ผู้พี่เสนอว่าการปฏิบัติธรรมนั้นคือการชำระจิตใจให้ผ่องใสเปรียบดังการเช็ดกระจกให้หมดจดปราศจากฝุ่นผง เว่ยหล่างบอกว่าในเมื่อจิตนั้นประมาณมิได้ รับรู้ไม่ได้ หาตำแหน่งไม่ได้ บริสุทธิ์แต่เดิม ฝุ่นผงจะจับลงที่กระจกได้อย่างไร ปริศนานี้มิได้หมายถึงจิตไม่มีอยู่หากแต่จิตที่ถูกสร้าง และเชื่อว่ามีอยู่นั้นเป็นจิตที่ถูกสร้างจากอวิชชา หาใช่จิตที่แท้อันสะอาดแต่เดิมไม่

จิตอันสะอาดนั้นถูกเปรียบเทียบในวัฒนธรรมทิเบตเช่นกันว่าเป็นดังดวงอาทิตย์หรือดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ที่ให้ความอบอุ่นเมื่อเข้าใกล้ ดาวฤกษ์แห่งจิตนั้นไม่ระเบิดออก ไม่ยุบตัว การดำรงอยู่ของจิตอันใสสะอาดแม้เป็นสิ่งที่ไม่อาจประมาณได้ ไม่อาจวัดได้ ไม่อาจคิดคำนวณได้ด้วยนักวิทยาศาสตร์ผู้ใด แม้บางครั้งเราจะไม่เห็นมันในยามค่ำ แม้บางครั้งมันจะสูญหายจากสายตา แต่เมื่อยามเช้ามาถึงเราย่อมได้พบกับมัน

ดังดวงอาทิตย์ที่ให้ความอบอุ่นอยู่เสมอ
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:37:04 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ (asia@sorrayut.com)

งามมากเพราะหลากหลาย

“ธรรมชาติมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรที่จะสร้างมาตามต้นแบบหนึ่งๆ แล้วก็กำหนดให้ทำงานไปตามที่ถูกสั่งไว้ แต่ธรรมชาติของมนุษย์เป็นเสมือนต้นไม้ที่จะต้องเติบโต และพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน ตามความโน้มเอียงของพลังภายในซึ่งทำให้มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต”

John Stuart Mill, On Liberty

ก่อนเริ่มชั่วโมงเรียนแต่ละครั้ง ผมมักจะขึ้นด้วยคำพูดที่ผมชอบให้นักศึกษาดูก่อนเสมอ คำพูดของ จอห์น สจ๊วต มิลล์ ข้างต้นก็เป็นอีกอันหนึ่งที่ผมต้องให้นักศึกษาดูทุกปี เพราะคิดว่ามันคือหัวใจของการเรียนรู้ที่ดี และที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา แม้ว่าครูอาจารย์จะไม่เข้าใจ ไม่จัดให้ หรือแม้กระทั่งขัดขวางโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ นิสิตนักศึกษาก็ควรต้องขวนขวายให้ตนเองได้มีโอกาสดังว่าให้ได้

แต่ในบรรดาคำต่างๆ คำกล่าวเรื่องธรรมชาติความมีชีวิตของมนุษย์นี้ ก็เป็นฐานคิดที่ท้าทายมากที่สุดอย่างหนึ่ง ว่า เราจะจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างไร เพื่อส่งเสริมให้แต่ละคนได้พัฒนาตนเองไปได้อย่างเต็มความสามารถ เต็มศักยภาพของเขา เพราะหลายๆ ครั้งเราก็มักจะมีร่องของความคุ้นชินกับวิธีการเดิมๆ เก่าๆ ที่จะจัดกระบวนการแบบเหมาโหล เสื้อเบอร์เดียวใส่ได้ทุกคน 'One size fits al' ให้เรียนแบบท่องๆ เอาเลคเชอร์จากแผ่นใสหรือสไลด์เดิมๆ มาสอนเหมือนๆ กันหมด เพราะเตรียมง่าย สอนง่าย สอบง่าย ตัดเกรดง่าย ยิ่งถ้าชั้นเรียนใหญ่ๆ ด้วยแล้วก็ยิ่งยาก ยิ่งท้าทายว่าจะจัดอย่างไรดี

แต่ก็ไม่ใช่ว่า คนสอนจะตกร่องคนเดียว บางครั้งผู้เรียนก็ตกร่องที่ครูตั้งแต่สมัยอนุบาลขุดและขุด ขุด ขุดต่อๆ กันมาเป็นสิบปีเหมือนกัน เมื่อเปิดโอกาสให้ได้แสดงความเป็นปัจเจก เด็กๆ ก็อาจจะยังงงๆ ก่งก๊ง ต้องใช้เวลาปรับตัวไม่น้อยในการบินออกไปในโลกกว้างทางการศึกษา โต้สายลมแห่งอิสรภาพทางความคิด

อย่างในวิชา 'สิ่งแวดล้อมศึกษา: ทฤษฎีและปฏิบัติ' ในภาคการศึกษานี้ งานหลักของวิชาคือ ให้นักศึกษาลองฝึกหัดเขียนข้อเสนอโครงการ (proposal) สำหรับโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาสักหนึ่งฉบับ โดยจะเป็นเรื่องอะไร ขนาดเท่าไร ใช้คนเท่าไร ตามแต่เขาสะดวก เรียกว่า 'Sky is the limit' อะไรทำนองนั้น

ขั้นแรกหลายคนคิดโครงการง่ายๆ พื้นๆ ดูไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไร แบบว่าเขียนง่ายดาย ทำเสร็จในภาคการศึกษาแน่นอน แต่ดูจืดๆ เรียกว่าเขียนโดย นาย ก. นาย ข. นางสาว ค. ใครก็ได้ทั้งนั้น

แต่หลังจากได้ชักชวน (แกมท้าทาย) ให้แต่ละคนลองนึกถึงโครงการที่อยากทำจริงๆ โครงการที่เป็นความฝันของเขา หรือรู้สึกว่ามัน 'โดนใจ' มากที่สุด โดยไม่ต้องไปแคร์หรือสนใจมากนักว่าต้องทำให้ 'เสร็จ' ครบทุกหัวข้อ (แต่หากครบได้ก็ดี) เพราะ การเรียนรู้ที่เขาได้ระหว่างทางจากการไปค้นหาข้อมูล พูดคุยกับคนอื่น หาบทความอ่านหนังสือในเรื่องที่ตนสนใจนั้น สำคัญกว่าการแค่ทำเอกสารให้ครบตามหัวข้อมากนัก

โครงการที่ดูกลางๆ แบบใครทำก็ได้ จึงถูกแทนที่ด้วยโครงการที่มีลักษณะเฉพาะมากๆ ของนักศึกษาผู้เรียนคนนั้น เช่น นักศึกษาเปลี่ยนจากโครงการทำเทปและซีดีเพลงธรรมชาติ ไปเป็น 'โครงการหลักสูตรท้องถิ่น -- สื่อภาษาสื่อธรรมชาติ' เพื่ออนุรักษ์ชะนีมงกุฎโดยผ่านโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาในโรงเรียนประถม ที่เขาสอยดาว จันทบุรี นักศึกษาที่เรียนเธอสนใจชะนีชนิดนี้ที่เป็นสัตว์เฉพาะถิ่น พบได้ในประเทศไทยเท่านั้น กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ ใกล้สูญพันธุ์ เธอรู้จักพื้นที่เขาสอยดาวเป็นอย่างดี อีกทั้งเชื่อในกระบวนการอนุรักษ์โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เธอว่าพื้นที่น่าสนใจ มีภาษาท้องถิ่นเป็นภาษาชอง ชาวบ้าน ครู และเด็กๆ เห็นด้วยที่จะได้เรียน 'ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษและไวยากรณ์ธรรมชาติ' ไปในตัวด้วย

จากโครงการทำกล่องรับบริจาคขยะรีไซเคิล เปลี่ยนเป็น 'โครงการอาสาเกษตรกรทำการเกษตร' เพราะนักศึกษาเจ้าของโครงการมีความฝันอยากเป็นเกษตรกร หลังจากได้เริ่มเขียนโครงการ ก็เลิกลังเลที่จะผันตัวเองไปเดินตามฝัน จากเดิมที่คิดว่าคงจะรอให้ได้รวยสักหน่อยก่อน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมพากลุ่มนักศึกษาในชั้นเรียนนี้ไปพบกับ ดร.อ้อย สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้กันฟัง ดร.อ้อยบอกว่า หลังจากอ่านข้อเสนอโครงการทั้งหมดแล้ว สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือ ความแตกต่างหลากหลาย และเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการมีสติอยู่กับธรรมชาติ และโครงการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของชุมชนชาวม้ง บ้านดอยปุย เชียงใหม่ หรืออื่นๆ ทุกโครงการ

เธอบอกว่า นี่แหละการศึกษาที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ว่าเป็นอย่างบางครั้งที่ต้องเธออ่านงานประกวด หรือบทความเป็นตั้งๆ แต่แทบจะเหมือนกันหมดเลย

โดยเฉพาะเรื่องราวทางสิ่งแวดล้อมศึกษาที่แต่ละคน ต่างมีจริตไม่เหมือนกัน การจัดการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่สามารถใช้รูปแบบวิธีเดียวกับทุกคนได้ ถ้าไม่เปิดให้เกิดความหลากหลาย และให้เรื่องราวที่เชื่อมโยงกับชีวิตและความคิดความรู้สึกของแต่ละคนแล้ว การตระหนักและเข้าใจในสิ่งแวดล้อมอย่างลึกซึ้งก็คงไม่เกิด

นักศึกษาหญิงคนหนึ่งเกิดและเติบโตที่สมุย สมัยยังเด็กเธอเดินตามชายหาด จับเอาปลิงดำมาเป็นปืนฉีดน้ำเล่นกันกับเพื่อน แต่ทุกวันนี้เธอพบว่าปืนฉีดน้ำที่เคยมีอยู่ทั่วไปมากมายได้ลดลงจนน่าตกใจ ความผูกพันเชื่อมโยงกับท้องถิ่นของเธอจากเรื่องราวนี้ชักนำให้เธอกลับไปคุยกับพ่อแม่คุยกับผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน และปรึกษาผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชน จนเขียนออกมาเป็นข้อเสนอโครงการ 'ค่ายอาสารักษ์ทะเล' เพื่อฟื้นฟูสภาพธรรมชาติของเกาะสมุยบ้านเกิดของเธอเอง

นักศึกษาหญิงอีกคนเขียนข้อเสนอโครงการ 'ปลูกต้นลำพู: กรณีศึกษาโรงเรียนวัดสังเวช เขตพระนคร กรุงเทพ' พบว่าต้นไม้ที่เป็นเอกลักษณ์พบได้ดาษดื่นในละแวกบางลำพูนั้น ปัจจุบันมีเพียงต้นเดียว การนำลำพูกลับมาสู่ชุมชนจึงเป็นการนำขวัญมาให้ท้องถิ่นและเป็นโอกาสการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมพร้อมกัน โครงการของเธอไม่ได้เพียงแค่ให้เด็กนักเรียนช่วยกันปลูกคนละนิดคนละหน่อย ปลูกแล้วก็ลืม แต่ให้ร่วมกันเพาะลำพูตั้งแต่มันยังเล็กๆ ให้เด็กทุกคนตั้งชื่อให้กับต้นไม้น้อยของตน คอยเฝ้าดูแลสังเกต และเรียนรู้เรื่องการเจริญเติบโต เมื่อเขาแข็งแรงพอจึงนำไปปลูก

แต่ละคนต่างทำข้อเสนอโครงการที่มีพลัง เพราะว่าเป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับตนเอง กับฝัน กับแรงบันดาลใจ

ดร.อ้อยว่า การเชื่อมโยงกับใจและการเปิดใจ เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการจัดการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม และเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของทุกๆ เรื่อง เพราะที่เหลือจากนั้นเป็นเทคนิคที่เรียนรู้กันได้ไม่ยากนัก

ดังเช่นที่ พจนา จันทรสันติ ได้เขียนไว้ใน แดดสาดละอองฉาย ว่า “ครั้นเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ กลับมีอะไรให้เราเรียนรู้น้อยลง มิใช่ว่าเราได้เรียนรู้จนหมดสิ้น หรือมากพอแล้วในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา แต่เป็นเพราะเราได้เรียนรู้ความไม่ไยดี ความเฉื่อยชา และความกระด้างเย็นชามากเกินไป เราได้สูญเสีย ความกระตือรือร้น ความอยากรู้อยากเห็น สัญชาตญาณแห่งการผจญภัย และการเสาะแสวงหาของวัยเด็ก ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของความละเอียดอ่อน ของการสร้างสรรค์”

ความงดงามของการเรียนรู้ จึงไม่ได้อยู่ที่ทุกคนสร้างผลงานออกมาได้มาตรฐานแต่เหมือนกันไปหมด เพราะความงามอยู่ที่ทางเลือกอันหลากหลายของการเรียนรู้ ซึ่งได้เชื่อมโยงเข้ากับชีวิต เชื่อมร้อยเข้ากับวัยเยาว์ของเราเอง :-)
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:38:52 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

เลือกเป็นมนุษย์

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมเพิ่งได้ไปเยี่ยมผู้ต้องหาซึ่งถูกฝากขังในเรือนจำครับ แปลกใจเหมือนกันที่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพราะดูเหมือนคนใกล้ชิดที่คุ้นเคยทั้งหลายดูจะมีแนวโน้มได้แวะเวียนเข้าไปหลายคน แต่ก็มักเป็นด้วยเหตุผลจากการทำเรื่องดีๆ ทั้งนั้นนะครับ

เธอและเขาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นคนจำพวกที่มีความกล้าเหนือมนุษย์ปกติทั่วไป กล้ายืนหยัดแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรม ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เพื่อความดีงามของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิในฐานทรัพยากรหรือสิทธิของชนกลุ่มน้อย ชนชายขอบต่างๆ

สาเหตุที่ทำให้ผมได้ไปเรือนจำนั้นเป็นเพราะรุ่นพี่ที่สนิทสนมนับถือชอบพอกันมาก เขาได้เข้าไปนอนอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครอยู่นานเกือบสัปดาห์

ด้วยความที่เป็นครั้งแรก ผมจึงเกิดอาการงงๆ ว่าเขาต้องทำอย่างไรบ้าง ทำอะไรก่อนหลัง จะต้องลงชื่อในบัตรแจ้งเยี่ยมญาติหรือไม่ ต้องรอตรงไหน ซื้อกับข้าว อาหาร ขนม เป็นของฝากอย่างไร ดีที่กระบวนการไม่ยากเย็น จึงใช้เวลาไม่นานในการจัดหาข้าวเหนียว หมูเค็ม ปลาสลิด กุนเชียง เงาะ ลองกอง มะม่วงและอื่นๆ เป็นเสบียงสำหรับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ห้ามเยี่ยม

แม้จะอยู่เยี่ยมได้ไม่นาน แต่ก็รับรู้ถึงความขัดแย้ง ความคับข้องของบรรยากาศ มันช่างเป็นสภาพการณ์และพื้นที่ซึ่งตึงเครียดมาก อาจจะเป็นสถานที่อันมีความเขม็งเกร็ง ขัดแย้งกันมากที่สุดแห่งหนึ่งของมนุษยชาติ ขัดแย้งระหว่างความเชื่อในเมล็ดพันธุ์แห่งโพธิภายในมนุษย์แต่ละคนกับรูปธรรมของการกระทำที่เราได้พบเห็น ขัดแย้งระหว่างหน้าที่ของระบบที่มีเพื่อจำกัดเสรีภาพกับจิตวิญญาณและเจตจำนงอิสระของมนุษย์ หรือขัดแย้งระหว่างความรู้สึกของผู้ได้รับความเสียหายกับความรักความผูกพันของครอบครัวของผู้ต้องหา

การไปเยือนสถานที่อย่างนี้ ยังทำให้ผมหวนนึกถึงรุ่นน้องอีกคนหนึ่ง เธอมีความสามารถในการคลี่คลายความขัดแย้งโดยเฉพาะความขัดแย้งในใจของผู้คน เธอเป็นนักจิตบำบัดผู้สนใจทำงานช่วยเหลือนักโทษประหาร โครงการวิจัยระดับปริญญาเอกที่เธอเคยเสนอคือการเข้าไปช่วยให้คนเหล่านี้ได้สงบจิตสบายใจในช่วงท้ายของชีวิต

ขณะที่อาจารย์บางคนในคณะกลับวิจารณ์งานนี้ว่าไม่น่าทำ เพราะท่านเห็นว่ามันเสียเวลา อีกไม่นานคนเหล่านี้ก็จะไปแล้ว สู้เอาเวลามาช่วยคนที่จะยังอยู่ อย่างงานจิตวิทยาในเด็กยังจะดีกว่า

ผมทึ่งและประทับใจในความมุ่งมั่นและจิตใจของเธอ เพราะเธอไม่ขอทำงานวิจัยที่ไม่ได้เป็นผลงานอันมาจากความคิดและความพยายามของเธอเอง แม้ว่าจะเป็นงานขั้นสุดท้ายที่จะได้สำเร็จการศึกษาก็ตาม สุดท้ายเธอก็เลือกลาออกจากคณะ เพื่อแสดงจุดยืนทางความคิดและวิชาการของตัวเอง

ส่วนรุ่นพี่คนที่ผมไปเยี่ยม เขาก็ต้องเข้าไปอยู่ในสถานที่อย่างเรือนจำเหมือนกัน สาเหตุนั้นก็มีที่มาจากการมีจุดยืนอีกเช่นกัน เพราะในช่วงที่สถานการณ์บรรยากาศทางการเมืองของประเทศไทยยังอยู่ใต้กฎอัยการศึก เขาก็ได้เลือกที่จะแสดงจุดยืนทางการเมืองของเขา

“เสรีภาพของคนเรานั้นมี 2 อย่าง คือ เสรีภาพทางความคิด และเสรีภาพทางกาย การที่ผมอยู่ในนี้แม้จะถูกจำกัดเสรีภาพทางกาย แต่ไม่ได้ถูกจำกัดเสรีภาพทางความคิด และก็เป็นการเลือกด้วยตนเอง ผมได้เลือกแล้ว จากนี้ก็เป็นหน้าที่ของแต่ละคนข้างนอก ที่จะต้องเลือกว่าจะใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเองอย่างไร”

พี่เขาผู้ซึ่งทำงานอาสาสมัครมาต่อเนื่องยาวนาน ยังกล่าวเสริมอีกด้วยว่า “นี่เป็นงานอาสาสมัครที่ท้าทายที่สุด มากกว่าทุกๆ ครั้ง” หลังจากหยุดคิดพักหนึ่ง “บางคนอาจไม่เรียกว่าเป็นงานอาสาสมัครนะ แต่ผมขอเรียกว่าผมอาสาตัวเองเข้ามาตรงนี้ละกัน”

ผมตั้งคำถามกับตนเองว่า คนเหล่านี้เขาเลือกที่จะทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่างนั้น เขาเลือกในฐานะอะไร? อะไรเป็นเกณฑ์คุณค่าและบรรทัดฐานในการตัดสินใจของเขา ไม่ว่าจะในกรณีรุ่นน้องที่แสดงจุดยืนทางวิชาการ หรือในกรณีรุ่นพี่ที่แสดงจุดยืนทางการเมือง

คำถามนี้ทำให้ผมนึกถึงท่านทะไลลามะ ผู้เป็นประมุขทางศาสนาและเป็นผู้ปกครองทิเบต ดินแดนหลังคาโลกที่ผู้คนล้วนศรัทธาในพระพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศจีน ทิเบตจึงถูกรัฐบาลจีนส่งกำลังทหารเข้ายึดครอง ผนวกรวมดินแดนแห่งนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ

จุดเปลี่ยนนี้เองที่ทำให้ท่านซึ่งยังเยาว์วัยในเวลานั้น ต้องหลีกลี้ภัยออกมายังเมืองธรรมศาลา ในประเทศอินเดีย นับจากนั้นเป็นต้นมา ท่านได้เผยแพร่คำสอนมากมายให้แก่โลก ขณะเดียวกันก็เป็นสัญลักษณ์และตัวแทนการเรียกร้องสันติภาพและความสงบสุขให้กลับคืนสู่ทิเบต

ต่อคำถามว่าด้วยการเลือกในฐานะอะไรนี้ ท่านเคยกล่าวไว้ว่า การตัดสินใจกระทำการสิ่งใดๆ ท่านจะพิจารณาตามฐานะที่ท่านเป็น เพราะในเวลาเดียวกันที่ท่านเป็นคนทิเบต ท่านยังคงมีสถานภาพฐานะเป็นลามะหรือพระด้วย และแน่นอนที่สุดคือ ท่านเป็นมนุษย์ เป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติ

ท่านกล่าวว่าในฐานะประชาชนคนทิเบต ท่านย่อมต้องมีความคิด และการกระทำที่สอดคล้องเหมาะสม สามารถแสดงจุดยืนเกี่ยวกับประชาชนและประเทศทิเบต

แต่การแสดงออกของท่าน ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ขอบเขต ไม่มีขีดจำกัด เพราะหากต้องสูญเสียเลือดเนื้อชีวิตผู้คนเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งเสรีภาพในการปกครองตนเองของทิเบตแล้ว ท่านก็ไม่คิดกระทำ เพราะในฐานะที่เป็นพระ ท่านก็มีวินัยสงฆ์กำกับ การแสดงออกอะไรที่ไม่เหมาะสม ท่านก็พึงละเว้นงดเว้นเสีย

ท่านทะไลลามะยังไปไกลกว่านั้นด้วยการบอกว่า สิ่งที่ท่านเป็นยิ่งกว่าสิ่งใดๆ นั่นคือ ท่านมีฐานะเป็นมนุษย์ หากมีสิ่งไหนเรื่องราวใดต้องตัดสินใจ แล้วเป็นทางเลือกซึ่งขัดกับพื้นฐานของความเป็นมนุษย์เสียแล้ว ท่านก็จะไม่กระทำ

ผมนึกย้อนกลับไปถึงรุ่นพี่รุ่นน้องทั้งสองคนนั้นอีกครั้งว่า เขาเห็นตัวเองเป็นอะไรในตอนที่เขาเลือก?

ส่วนผมก็ได้เลือกแล้วเช่นกัน ผมเลือกที่จะไปเยี่ยมรุ่นพี่คนนี้ที่เรือนจำ ผมคิดว่า ความคิดเห็น ความเชื่อ หรือจุดยืนทางการเมือง หรือจุดยืนทางอาชีพ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะไม่ใช่จุดยืนหลักที่ผมใช้ในการตัดสินใจไปในกรณีนี้ :-)
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:40:18 PM »

พักใจ

: ทะเลป่วน

วิธีเสียใจอย่างมีความสุข

มีหนังสือไม่กี่เล่มที่ฉันอ่านแล้วรู้สึกอยากร้องไห้ เพราะความประทับใจ จำได้ว่าอ่าน 'ต้นส้มแสนรัก' เล่มแรกแล้วน้ำตาไหลพราก เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่า จะมีใครรักต้นส้มมากมายขนาดนี้

คนเราบางครั้งก็ร้องไห้เพราะความสุข ความปลื้มปีติ

บ่อยครั้งที่ฉันเองก็รู้สึกเช่นนั้น แค่ได้เห็นเรื่องราวของคนที่ทำอะไรเพื่อคนอื่นด้วยความรู้สึกดีๆ จากก้นบึ้งของใจ น้ำตาก็จะค่อยๆ ไหลออกมาโดยอัตโนมัติ เพราะรู้สึกปลื้มปีติกับคนแบบนี้

ไม่ใช่แค่นั้น...บางครั้งได้ชมศิลปะงานแสดงดีๆ ที่เรานึกไม่ถึงว่าจะมีความคิดสร้างสรรค์แปลกตาขนาดนี้ ก็ถึงกับน้ำตาซึม

แต่บางครั้งเราก็ร้องไห้ เพราะเรารู้สึกผิดในบางเรื่อง หรือเพราะความเศร้าเสียใจ

บ่อยครั้งที่ฉันร้องไห้ระหว่างขับรถ เพราะเป็นช่วงที่ได้อยู่กับตัวเอง จำได้ว่า ช่วงที่พ่อกำลังจะตาย และช่วงที่พ่อจากไปแล้ว ฉันไม่รู้เอาน้ำตามาจากไหนมากมาย นึกถึงพ่อครั้งใด น้ำตาก็ไหลพรากกับสิ่งดีๆ ที่พ่อทำให้ คงไม่มีอีกแล้ว

ยิ่งเมื่ออ่านหนังสือเรื่อง Tuesdays with Morrie ก็อยากจะร้องไห้กับโชคชะตาของครูมอร์รี หนังสือเล่มนี้ทำให้ฉันรู้สึกว่า ทำไมผู้ชายคนนี้รู้จักใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ทั้งๆ ที่เป็นโรคร้าย ซึ่งทำลายเส้นประสาทสั่งงานกล้ามเนื้อทั้งหมดในร่างกาย กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ จะค่อยๆ ลีบลง จนกระทั่งเขาตายในที่สุด

ฉันชอบบทหนึ่งของปรัชญาชีวิตของครูมอร์รี เขาบอกว่า

“เมื่อคุณเสียใจ คุณไม่ควรซ่อนเร้นความรู้สึกนั้นไว้ไม่ให้คนในครอบครัว เพื่อนๆ หรือคนที่มาเยี่ยมเห็น คุณควรคิดว่า ฉันเสียใจ ฉันยอมรับว่าตัวเองเสียใจ และอยากให้คุณยอมรับด้วย อย่าหนีความจริงเลย ถ้าอยากร้องไห้กับฉันด้วยก็ได้ ถ้าไม่อยาก ก็สุดแล้วแต่คุณ แต่อย่ารู้สึกไม่ดีนะ เพราะคุณควรรู้ว่า การร้องไห้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับฉัน...”

เขาบอกว่า คนเราควรมีวิธีการเสียใจอย่างมีความสุข เพราะถ้าคุณได้ร้องไห้ คุณจะสงบนิ่งและรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

ลองนึกถึงห้วงที่เราใกล้ตาย เราคงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าความรู้สึกดีๆ จากคนรอบข้าง
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #10 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:41:49 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา


สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

ปลดปล่อยตัวเองจากอดีต

ท่านจะลืมความทุกข์ยากของท่าน ท่านจะจดจำมันได้เหมือนน้ำที่ได้ไหลผ่านพ้นไป

- โยบ 11:16

ผมดูข่าวเครื่องบินลื่นไถลจากทางวิ่ง เห็นภาพไฟไหม้ ผู้คนบาดเจ็บและเสียชีวิตมากมายด้วยความรู้สึกพิเศษ คำว่า “เกินบรรยาย” ดูจะตรงกับสิ่งที่ผุดขึ้นในใจไม่น้อย อาจเป็นเพราะผมหวนนึกถึงประสบการณ์เมื่อคราวที่ผมต้องบินกลับมาเมืองไทย เนื่องด้วยพี่สาวเป็นหนึ่งในผู้โดยสารเครื่องบินตกที่สุราษฎร์ธานีเมื่อหลายปีมาแล้วนั้น เหตุการณ์มันดูเร็วไปหมด ทั้งครอบครัวเราต้องช่วยกันคิดตัดสินใจและดูแลเรื่องกฎหมาย พิธีฌาปนกิจ และอื่นๆ อีกทั้งงานบวชของตัวผมเองด้วย

แม้ว่าเทียบกันกับเหตุการณ์เมื่อเก้าปีก่อนซึ่งผมแทบไม่เห็นภาพข่าวอะไรในเวลานั้นเลย แต่ข่าวอุบัติเหตุที่ภูเก็ตคราวนี้มีรายงานออกรายการโทรทัศน์กันทุกๆ ช่อง ทุกๆ ชั่วโมง พาดข่าวทุกๆ หัวหนังสือพิมพ์ มันฉุดดึงและเชิญชวนให้ผมกลับมาสำรวจความรู้สึกตนเองอีกครั้ง เหมือนได้ กลับมาที่เดิม ที่ไม่ใช่ที่เดิม

แล้วก็คงไม่ใช่สำหรับผมคนเดียวแน่นอน ยังมีคุณแม่ คุณอา พี่สาว พี่ชาย...

อาจารย์คนหนึ่งที่อเมริกาซึ่งผมเคารพได้บอกผมว่า “มันเป็นเรื่องที่ทำใจลำบาก สำหรับพ่อแม่ที่ต้องไปงานศพของลูก” ก็คงจะจริง เพราะดูเหมือนโลกของคุณแม่มืดมนไปอย่างมาก หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ไปใหม่ๆ หลายต่อหลายครั้งที่คุณแม่ยืนนิ่งไปแล้วก็น้ำตาซึม

ยิ่งเมื่อคราวที่คุณพ่อเสียด้วยแล้ว ผม “นึก” ไม่ออกว่าการสูญเสียคนที่เคยอยู่ใกล้ชิดด้วยกันร่วมครึ่งศตวรรษนั้นมันหนักหนาสาหัสประการใด ช่วงนั้นคุณแม่ดูหงอยเหงาเศร้าซึม ไม่อยากฟังแม้บทสวดมนต์ที่เคยเปิดให้คุณพ่อในช่วงสุดท้าย โลกของคุณแม่ดูขาดๆ หายๆ อะไรไป

แต่หลังจากนั้นผ่านไประยะหนึ่ง เมื่อได้ผ่านช่วงเวลาแห่งการ “ไว้ทุกข์” ที่ไม่ใช่แค่พิธีกรรมข้างนอก แต่เป็นการวิถีอันศักดิ์สิทธิ์ภายใน คุณแม่เริ่มมีกิจกรรมใหม่ๆ ที่สามารถทำคนเดียวได้ เช่น ปลูกต้นไม้ ไปเข้าค่ายอบรมสมาธิสมถะวิปัสสนาสายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอานาปานัสสติที่สวนโมกขพลาราม หรือยุบพองที่ยุวพุทธิกสมาคม คุณแม่ก็ดูสดใสขึ้นทีละนิดๆ แถมช่วงหลังยังติดตามลูกๆ ไปงานเสวนาและเวิร์คชอปต่างๆ บางครั้งก็ไปเองคนเดียว แม้ว่าแม่จะไม่เคยเรียนเขียนอ่านหนังสือมาเลยก็ตาม

เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ พวกเราลูกๆ ช่วยกันคะยั้นคะยอให้คุณแม่ไปฟิตเนส ต้องใช้เทคนิคต่างๆ ไม่น้อยครับ เราเลือกสถานที่ออกกำลังกายซึ่งมีสระว่ายน้ำในร่ม เพราะท่านคงวิ่งบนเทรดมิลล์หรือปั่นจักรยานไม่ไหวแน่ ช่วงแรกเราก็ไปว่ายด้วยกัน ท่านก็จะกลัวๆ กล้าๆ เพราะว่ายน้ำไม่เป็น กลัวจมบ้าง กลัวน้ำเข้าปากบ้าง

เดี๋ยวนี้หรือครับ ไปเองแล้วครับ ไปทุกวันเลย วันไหนไม่มีใครไปส่งก็ขึ้นรถแท็กซี่ไปเองได้ ว่ายได้ทั้งเดินหน้า ถอยหลัง สนุกสนานเอิ๊กอ๊ากใหญ่ ตอนนี้เธอเลยมีก๊วนเกิร์ลลี่แก๊งรุ่นใหญ่ในสระด้วย คุยกันกะหนุงกะหนิงเป็นที่ครื้นเครงน่ารัก

โลกของคุณแม่ที่เดิมมีแต่เรื่องการสูญเสีย การขาดหายไปพร่องไป ก็ค่อยเปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนไปตามสามัญธรรมดาของธรรมชาติ ทุกวันนี้คุณแม่สวดมนต์วันละเกือบร้อยจบ ออกกำลังกายวันละเกือบชั่วโมง เจริญทั้งสติ เจริญทั้งอาหาร หลับก็สบาย แถมครอบครัวเรายังสามารถพูดคุยกันเรื่องความเจ็บป่วยและความตายได้อย่างปกติธรรมดาอีกด้วย

ผมเชื่อว่าความทุกข์อันยิ่งใหญ่ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ภูเก็ตนั้นเป็นความรู้สึกจริงๆ ผมขอร่วมแสดงความเสียใจด้วย และเป็นกำลังใจให้ทุกคนได้ก้าวเดินต่อ เพราะ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่เพียงใด ล้วนแล้วแต่จะผ่านพ้นไป

คุณหมออภิชัย มงคล แห่งกรมสุขภาพจิต บอกว่าจากการวิจัยเอกสารพบว่า จิตใจของมนุษย์จะเผชิญความเสียใจร้ายแรงในระยะสั้นๆ หนึ่งถึงสองอาทิตย์ก็ปรับจิตใจได้

ดูเหมือนเข้ากันได้กับเรื่องของอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งท่านเคยไปเยี่ยมคุณหมอคนหนึ่งผู้ประสบอุบัติเหตุหนัก สมาชิกครอบครัวเสียชีวิตในเหตุการณ์เดียวกันหลายคน คุณหมอนอนจมอยู่ในความทุกข์ทางกายและทางใจ อาจารย์ท่านกล่าวว่า “ไม่เคยมีใครเสียใจจนตาย” (ยกเว้นจากอาการอื่นๆ ข้างเคียง) คำพูดนี้ช่วยทำให้คุณหมอท่านนั้นได้สติ และกลับมามีชีวิตใหม่ มีอนาคตอันแจ่มใส อยู่ในความเป็นปัจจุบันอันอุดมไปด้วยความโอบอุ้มและการเยียวยา

มากมายหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นในชีวิตของเรา แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ยากจะยอมรับและเผชิญได้ บางคนทุ่มเทเวลาให้กับงาน บางคนละทิ้งสิ่งแวดล้อมเดิมๆ หลีกเลี่ยงไม่มองไม่พูดถึงสิ่งที่จะทำให้ย้อนคิดถึงเหตุการณ์นั้น อาจเพราะความรู้สึกโศกเศร้ามันรุนแรงและหนักหน่วงเกินกว่าจะดำเนินชีวิตไปตามปรกติประจำวันเช่นเคยได้

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องร้ายนั้นเกิดขึ้นไปแล้ว และเกิดขึ้นจริงๆ เช่นเดียวกันกับความรู้สึกเสียใจซึมเศร้าซึ่งเกิดขึ้นในใจเรา ผมคิดว่าเราควรพร้อม ยอมรับและเผชิญกับมันตรงๆ ไม่มีความจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง พยายามลืม หรือหาเรื่องอื่นเข้ามาเติมถมลงไปในความคิดให้ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับความเศร้า เพราะการได้อยู่ในอารมณ์ได้ปลดปล่อยความรู้สึกสูญเสีย เป็นขั้นตอนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากอดีตไปสู่อนาคต

ในฐานะคนรอบข้าง เราก็ ไม่ควรบังคับหรือเร่งให้ใครเลิกโศกเศร้าเสียใจ ด้วยว่าแต่ละคนต่างมีหนทางและการเดินทางเป็นของตนเอง หากจะช้าหรือเร็วก็ขึ้นกับคนผู้นั้นเอง คนรอบข้างจึงควรได้ช่วยดูแลเขาในระยะเวลาแห่งความเศร้าให้ข้ามผ่านพ้นสภาวะนั้นไปได้ด้วยดี ประคับประคองสุขภาพกาย เกื้อหนุนการดำเนินชีวิตแต่ละวันให้ลุล่วงไปได้โดยไม่ทำร้ายตัวเอง

วัฒนธรรมของมนุษย์เรามีพิธีกรรมต่างๆ ช่วยเยียวยาและพาเราผ่านสถานการณ์สูญเสียไปได้ แม้ปัจจุบันโลกหมุนไวไปสู่สังคมสมัยใหม่ แต่ก็มีความรู้ว่าด้วยการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การรักษาเยียวยาจิตใจของญาติ โดยกลุ่มคนต่างๆ ร่วมกันทำงาน ทั้งพระ บุคลากรสุขภาพ กระบวนกร นักฝึกอบรม ร่วมกันเป็นกลุ่ม เป็นเครือข่าย ดังเช่น งานของเครือข่ายพุทธิกา เป็นต้น ใจความสำคัญของความรู้เรื่องนี้ก็เป็นเช่นกันกับพิธีกรรมคือการได้เข้าใจความรู้สึกของตนและถือเอาความโศกเศร้านี้เป็นสะพานข้ามผ่านไปสู่วันใหม่

อดีตที่เจ็บปวดจึงไม่ควรถูกกลบฝังไปด้วยการละเลยความรู้สึก แต่ เราต้องเผชิญกับความทุกข์ในใจ ยอมให้ได้สัมผัสกับความรู้สึกของตัวเอง จนกระทั่งยอมรับและพร้อมสำหรับการพบวันใหม่ ให้เป็นช่วงเวลาที่ได้ปลดปล่อยตัวเองออกจากอดีตอย่างเข้าใจปัจจุบันไปสู่อนาคตต่อไป
[/color]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 07, 2007, 03:42:59 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #11 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:44:02 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

ถามจริงๆ เถอะ...คุณคือใคร?

ว่ากันว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่รู้ตัวว่า “ฉันคือใคร” รู้ว่าฉันเป็นฉัน และฉันนั้นต่างจากคนอื่นๆ อย่างไร และว่ากันว่าเจ้าความรู้เนื้อรู้ตัวนี่เอง ที่ก่อให้เกิดเรื่องเกิดราวต่างๆ มากมายขึ้นในโลกนี้

ความสามารถในการรู้ตัว คือองค์ประกอบอันเป็นบาทฐานสำคัญ ของความสามารถก้าวข้าม การมีชีวิตอยู่แค่ตามสัญชาตญาณ และเวียนว่ายตายเกิดไปได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เจ้าความคิดว่าตนเองเป็นใครบางคน หรือเป็นอะไรบางอย่างนี่เอง ก็เป็นที่มาของความทุกข์ เพราะเรามักจะไป “ยึด” ติดว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นคนนั้นคนนี้อย่างเป็นจริงเป็นจังเกินเหตุ

อยากจะรู้จักความคิดว่าเราเป็นนู่นเป็นนี่มากขึ้นไหมครับ เราลองมาทำกิจกรรมง่ายๆ กันดูครับ

กิจกรรมการเรียนรู้นี้ทำได้ไม่ยาก เพราะไม่ต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์อะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่จับคู่กัน หาเพื่อนหรือคนรู้จักที่เราไว้วางใจมากๆ สักคนหนึ่ง นั่งลงหันหน้าเข้าหากัน สบตาเอาไว้ แล้วให้เขาคนนั้นถามเราว่า “คุณคือใคร?” ส่วนเราก็ตอบคำถาม เขาจะต้องถามคำถามเดียวกันนี้ไปเรื่อยๆ และเราก็ตอบไปเรื่อยๆ แค่นี้เอง ทว่าคำตอบต้องไม่ซ้ำเดิม จะบอกว่าเป็นผู้ชาย เป็นคนขยัน เป็นต้นไม้ เป็นความเศร้า เปรียบเทียบหรืออุปมาอย่างไรก็ได้ทั้งนั้นครับ

เพียงแต่ว่าเวลาเราจะตอบคำถามว่าฉันเป็นอะไรออกไป ก็ขอให้เราได้ตอบอย่างจริงๆ จังๆ ใช้ช่วงเวลาที่ถูกถามอย่างต่อเนื่องนั้นได้สืบค้นเข้าไปข้างในตัวในหัวเราก่อน หาเจอแล้วค่อยตอบว่าฉันคือใคร ไม่ต้องรีบร้อนตอบให้ผ่านๆ ไปนัก ตอบด้วยความซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเอง ด้วยความจริงใจ เปิดเผยและจริงจัง

ส่วนเพื่อนบางคนถามก็ต้องไม่พูดตอบโต้ หรือให้ความเห็นอะไรเลยครับ แค่ฟังไว้เฉยๆ และสบสายตาไว้ไม่ละสายตาไปจากกัน ถามต่อไปอีกว่า “คุณคือใคร?” โดยไม่ทำเล่นๆ นะครับ ให้เกียรติกับคำตอบของเพื่อน ถามตอบกันอยู่อย่างนี้ประมาณ 10 นาทีครับ

เมื่อครบเวลาแล้วลองผลัดกันกับเพื่อนในการทำหน้าที่ถามกลับดูบ้างครับ ทางเราเป็นฝ่ายถามบ้างแล้วให้เขาตอบ ไม่ต้องเร่งคำถามให้กระชั้นนักครับ แต่ก็ไม่ทอดยาวจนเยิ่นเย้อ

เสร็จกระบวนการถามคำถามแล้วขอให้เราทบทวนบันทึกบางคำตอบของเราที่รู้สึกว่ามันใช่หรือว่า “โดน” สักจำนวนหนึ่ง ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าเป็นคำตอบที่ดี เป็นคำตอบที่เราเองก็ประหลาดใจ หรือคำตอบอะไรก็ตามที่ติดอยู่ในใจ แล้วลองดูถ้อยคำเหล่านั้นว่าเราเห็นอะไรจากกระบวนการบ้างไหม

ไม่น่าเชื่อว่าคำถามง่ายๆ เพียงคำถามเดียว กับกระบวนการพื้นๆ ทำให้เกือบทุกคน (หรือทุกคนเลยก็ว่าได้) พูดกับตนเองว่า “โห...นี่ฉันหรือเนี่ยะ!” คำถามเดียวนี่แหละครับ สามารถพาเราไปยังดินแดนที่เรารู้จักแต่ไม่คุ้นเคย ดินแดนที่เราอาจไม่รู้ว่ามีอยู่ หรือไม่ก็ดินแดนที่ไม่อยากจะรู้ว่ามีอยู่ (ฮา)

ผมได้เคยลองทำกระบวนการนี้มาสองสามครั้งแล้วครับ ซึ่งแต่ละครั้งก็แตกต่างกันออกไปไม่น้อยครับ โดยครั้งล่าสุดนี้อยู่ในประชุมเชิงปฏิบัติการ Arts as Dialogue กับอาจารย์ ยาคอฟ นะออร์ (Yaacov Naor) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตศิลป์ จิตวิทยา และการละครจากประเทศอิสราเอล

ตอนแรกคิดว่าเคยทำแล้วก็คงรู้สึกคล้ายๆ กับที่ผ่านๆ มากระมัง แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยครับ คงเป็นเพราะองค์ประกอบของคนที่เข้าร่วม โดยเฉพาะคู่ของเรา ความพร้อมของเราทั้งสองคน จังหวะย่างก้าวในการเดินทางในชีวิตของเรา ประเด็นหรือเรื่องราวหลักที่ติดอยู่ในใจเรา ณ ช่วงเวลานั้นๆ และอื่นๆ อีกมากมายครับ

คำถามกว้างๆ ที่ทำให้เราตอบเกือบจะอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ เป็นนามสกุล เป็นอายุ เป็นอาชีพ เป็นลำดับครอบครัววงศาคณาญาติต่างๆ หลังจากค่อยๆ ละเลียดตอบคำตอบแบบพื้นๆ ไปจนเกือบหมด ก็ชักเริ่มรู้สึกถึงความยากของคำถาม

ยิ่งการที่คู่ของเราถามอย่างต่อเนื่อง ทำให้บางครั้งเราอาจคิดไม่ทัน บางคำตอบออกมาจากความรู้สึกชั่วแล่น หรือบ้างก็หลุดออกมาจากอารมณ์ในเวลานั้น สิ่งที่เผยออกมาจากปากของเราไม่ใช่เพียงแค่คำตอบ แต่เหมือนตัวตนของเราถูกลอกออกไปทีละชั้นๆ อย่างที่เราอาจไม่ต้องตั้งใจ ไม่ต้องพยายามมากเกินไป

จากช่วงแรกๆ ของกิจกรรม เราอาจพบว่าคำตอบที่เราบอกไปยังอยู่ในระดับความคิดที่ผ่านการคำนวณร้อยแปดแล้วว่าสิ่งนี้ดี พูดแล้วดูดี เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ยอมรับได้ เป็นสิ่งที่ฉันอยากเป็น (ส่วนจะเป็นจริงหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง) จนต่อมาก็เริ่มมีคำตอบที่เป็นความรู้สึก เป็นอารมณ์ เป็นสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของเราถูกเปิดเผยหลุดออกมา

การพยายามตอบเป็นการทำให้เราได้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่าเราเองนั้นคือใคร คืออะไร โดยในแต่ละชั่วขณะของการพูดคุยเป็นประตูบานวิเศษที่เราอาจผ่านเข้าไปรู้จักตนเองมากขึ้น ว่าเรานั้นนิยามตัวเองว่าอะไร ในความรู้ตัว และในความไม่รู้ตัว หรือไม่ทันตั้งตัวก็ว่าได้

ทุกๆ ขณะที่เราตอบ เชิญชวนกึ่งท้าทายให้เราสงสัยว่าเรายังเป็นสิ่งเดิมที่ตอบไปเมื่อชั่วครู่หรือไม่ ยังเป็นคนเดิมที่เหมือนเดิมทุกประการ หรือเป็นคนเดิมที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว อาจมีบางขณะที่เรารู้สึกว่าเราทั้งเป็นและไม่เป็นสิ่งที่เราเพิ่งจะตอบไปในเวลาเดียวกัน

เพราะในชั่วเวลาไม่กี่วินาทีที่เราเพิ่งกำหนดความเป็นตัวตนของเราลงไป ว่าเราคือใคร เราเป็นอะไร คำถามว่า “คุณคือใคร?” ก็กลับมาใหม่ ให้เราได้ค้นหาอีกครั้ง เหมือนว่าเป็นการพยายามทิ้งตัวตนที่เพิ่งสร้างไป แล้วขุดค้นหาความเป็นตัวตนใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ

กระบวนการมันชวนให้เราฉุกคิดและใคร่ครวญว่า เราเป็นสิ่งที่เราให้คำตอบไปจริงหรือไม่? (แม้ว่าเราจะจริงใจมากๆ ก็ตาม) แล้วอะไรที่ทำให้เราเป็นหรือไม่เป็นดังว่า หากเราคิดว่าเราเป็นบางคนหรือบางอย่าง แล้ว คนอื่นไม่เห็นด้วยล่ะ ความคิดของใครถูกกันแน่ เป็นไปได้ไหมที่ถูกต้องทั้งสองคนหรือหลายคนก็ตาม

หรือว่าแท้จริงแล้วเราเป็นเพียงแค่ทะเลแห่งความเป็นไปได้จำนวนอเนกอนันต์ รอคอยการสังเกต การสัมผัส การเรียกขาน การทำให้ตัวตนของเราอุบัติขึ้น? :-)
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #12 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:46:13 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com -

หันหลังฟังเพื่อน

เชื่อไหมครับว่าการฟังเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากอย่างหนึ่งของคนเรา ในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงการได้ยินนะครับ (แม้ว่าการได้ยินจะเป็นคุณสมบัติที่มหัศจรรย์มากเช่นกัน) เพราะว่าการฟังเป็นเครื่องมือในการสืบค้นและสร้างความรู้ที่มนุษย์เราคุ้นเคยมากที่สุดอย่างหนึ่ง เราสามารถรับรู้ เรียนรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกและโลกภายในได้อย่างมหาศาลหากเรา 'ฟังเป็น'

สิ่งที่เรา 'ฟัง' ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเสียงเสมอไปจริงไหมครับ นอกจากเสียงแล้วเรายังสามารถฟังความคิดของเราเองและผู้อื่นได้ การฝึกภาวนาของสำนักต่างๆ ครูบาอาจารย์หลายท่านก็แสดงอรรถาธิบายว่าไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการฝึกความสามารถในการ 'ฟังเฉยๆ' โดยไม่ต้องไปทำอะไรกับมันอีกแล้ว

ศิลปินเอกของโลกหลายคนเล่าประสบการณ์ความรู้สึกของตนว่า ก่อนที่เขาจะสร้างสรรค์งานชิ้นเอก ไม่ว่าจะเป็นดนตรี จิตรกรรม หรือประติมากรรม ก็ต้องทำจิตให้นิ่งเพื่อให้สามารถ 'ฟังอารมณ์' ของตนเองได้ ไม่เว้นแม้แต่คนที่ฝึกฝนมวยจีน ไท้เก๊ก ไท่ฉีฉวน ต่างก็ล้วนต้องฝึก 'ฟังพลัง' เช่นกัน

ทั้งๆ ที่การฟังนั้นช่างมหัศจรรย์และมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด แต่ดูเหมือนว่าทุกวันนี้พวกเรากลับมีความสามารถนี้จำกัดจำเขี่ยเหลือเกิน หลายคนเป็นโรค 'หูดับ' คือ ได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง (Hearing but not listening) รู้สึกคุ้นๆ กันไหมครับ โรคนี้ บ้างก็มีอาการแบบรุนแรง บ้างก็เป็นแบบเรื้อรัง บ้างก็ทั้งรุนแรงและทั้งเรื้อรัง เล่นเอาคนรอบข้างปวดขมองไม่น้อย

โรคนี้ระบาดหนักในกลุ่มคนผู้คิดว่าตนเองเก่ง และมีความรู้มาก ยิ่งที่องค์กรไหนมีพนักงานประเภทดังว่ามากๆ ด้วยแล้วยิ่งน่าเห็นใจนะครับ เมื่อเร็วๆ นี้ มีพี่สาวผู้บริหารของบริษัทด้านสิ่งแวดล้อมท่านหนึ่งไต่ถามมาว่าจะมีกระบวนการดีๆ อะไรให้กับเหล่าทีมงานเจ้าหน้าที่บ้าง เพราะสำหรับที่บริษัทแล้วนั้น เรื่องความสามารถ เรื่องการผลิต ล้วนแล้วแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรนัก แต่ทว่ามีเรื่องการสื่อสารระหว่างกันนี่แหละครับ ที่ดูจะยากเอาการ แล้วปรากฏการณ์ดังว่าก็ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่ในบริษัทเอกชนนะครับ ในกลุ่มผู้นำ ในกลุ่มครูอาจารย์นี่ก็ไม่ย่อยเช่นกัน

แหม ถ้าเราแก้โจทย์เรื่องการฟังได้ก็คงจะดีไม่น้อยนะครับ เพราะทำให้การทำการบ้านเรื่องการสื่อสารนั้นเสร็จไปแล้วเกินครึ่ง และลองคิดดูว่าชีวิตเราจะมีความสุขแค่ไหน หากตัวเราและคนใกล้ตัวของเราทั้งที่บ้าน ทั้งที่ทำงานให้ความสำคัญ และสามารถฟัง สามารถสื่อสารได้อย่างสร้างสรรค์

ไม่น่าแปลกใจเลยครับที่การฝึกอบรมหลายหลักสูตรถึงได้เน้นเรื่องการฟังเป็นอย่างมาก ดังเช่น สุนทรียสนทนา (Dialogue) ซึ่งในกระบวนการช่วงแรกไม่ได้ให้ความสำคัญกับวิธีการพูด มากเท่ากับการวางท่าทีของการฟัง ให้เป็นการฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังเพื่อฟัง ฟังโดยไม่คอยต่อประโยคคนที่พูดกำลังพูด ไม่คาดเดาว่าจะได้ยินอะไรต่อ ฟังโดยห้อยแขวนการตัดสินเอาไว้ก่อน ไม่ประเมินว่ากำลังใช้เวลาในเรื่องที่คุ้มค่าต่อการฟังหรือไม่

กระบวนการหนึ่งซึ่งให้ความสำคัญกับการฟังเป็นอย่างมาก และผมเห็นว่าเป็นกิจกรรมง่ายๆ น่าสนใจ ผมให้ชื่อกิจกรรมนี้เองว่า 'หันหลังฟังเพื่อน' ครับ ผมได้เรียนรู้มากมายจากกิจกรรมการฟังนี้ระหว่างที่เข้าร่วมงานจิตตศิลป์ (Arts as Dialogue) กับอาจารย์ ยาคอฟ นะออร์ (Yaacov Naor) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา และการละครจากประเทศอิสราเอล คนที่แนะนำกิจกรรม 'คุณคือใคร?' นั่นแหละครับ

รูปแบบวิธีการก็ดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อนครับ เราแบ่งกันออกเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละประมาณห้าคน โดยเลือกจับกลุ่มเอาเองตามอัธยาศัย จากนั้นก็นั่งล้อมกันเป็นวงกลม แล้วเพื่อนๆ สมาชิกในวงก็จะเลือกใครคนหนึ่งในวงขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนา หรือเขาคนนั้นจะอาสาเลือกตัวเองขึ้นมาก่อนก็ได้ ทุกคนที่เหลือจะได้พูดถึงเพื่อนคนนี้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะด้านดี ด้านร้าย โดยตลอดช่วงเวลาแห่งการกล่าวถึงนี้ คนที่ถูกพูดถึงต้องนั่งหันหลังให้กับวง ไม่อนุญาตให้หันหน้ากลับเข้ามาในวง ห้ามส่งเสียงใดๆ ไม่ว่าจะโต้ตอบคัดค้านหรือยอมรับ แต่ละคนต้องหันหลังฟังเพื่อนอย่างนี้ไปตลอด 15 นาที เวียนไปอย่างนี้จนทุกคนในวงถูกยกมาพูดถึงจนครบ

กระบวนกรบอกแต่ต้นก่อนแยกกลุ่มกันแล้วว่า เวลาที่คนอื่นๆ ในวงพูดถึงเพื่อนคนนั้น ขอให้พูดอย่างหมดเปลือก คิดเสียว่าเขาไม่อยู่ที่นั่น ไม่จำเป็นต้องพยายามมีมารยาท หรือพูดแต่เรื่องราวดีๆ “ทำเสมือนว่าเรากำลังพูดลับหลังเขา” ขณะที่เรากำลังจะเลือกว่าจะอยู่กลุ่มไหนกับใครนั้น เขาก็สำทับอีกว่า “ขอให้เลือกอยู่ในกลุ่มเดียวกับคนที่คุณอยากได้ยินความเห็นของเขา แทนที่จะเลือกอยู่ในกลุ่มเดียวกับคนที่คุณอยากพูดถึง”

วิธีการ 'ดูเหมือน' จะง่ายๆ แต่ก็มีเงื่อนไขปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กระบวนการออกมาดีอยู่นะครับ เช่นว่าองค์ประกอบของผู้คนที่เข้าร่วม สภาพบรรยากาศ หรือความสามารถของกระบวนกรในการแนะนำและสรุป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟังเพื่อนที่ถือได้ว่าเป็นกัลยาณมิตรก็ช่วยให้เราได้เห็นภาพสะท้อนของตัวเราในสายตาเขา บางเรื่องอาจเป็นสิ่งที่เราก็น่าจะรู้อยู่แล้วแต่ยากจะทำใจยอมรับมันได้ หลังจากจบกระบวนการนี้ บางคนอาจบอกว่าได้ใช้ความอดทนและปล่อยวางเวลาได้ฟังคนอื่นพูดถึงตนและรู้ว่ามันไม่จริงอย่างไร เพราะไม่อยู่ในสถานภาพที่จะโต้แย้งหรืออธิบายอะไรได้

หัวใจสำคัญของการหันหลังฟังเพื่อนนี้ยังมีอะไรมากกว่านั้นครับ คงไม่ใช่ฟังเพื่อให้รู้ว่าคนอื่นคิดกับเราอย่างไร ไม่ได้เป็นไปเพื่อให้เราได้ปรับตัวตามความคาดหวังของเขาได้ แต่เป็นการฟังเพื่อการรับรู้และเข้าใจโลก เข้าใจว่าโลกและตัวเรานั้นมีมากมายหลายแบบ ความเป็นเราไม่ได้มีเพียงคนเดียว แต่มีเราในสายตาเพื่อน มีเราในความคิดของเพื่อน มีเราอีกหลายต่อหลายคนในตัวคนอื่น และความเป็นเราแบบต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่ถูกต้องทั้งหมดตามเงื่อนไขของบริบท

เรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวเราและสิ่งที่เพื่อนๆ ของเราได้สะท้อนออกมาไม่ว่าจะถูกหรือผิด มันไปกระทบใจ ทำให้ใจของเราฟูขึ้นหรือแฟบลง หัวใจสำคัญของกระบวนการอยู่ที่ว่าเราควรได้รู้สึกตัว ทำความรู้สึกตัวให้ชัด ถือเอาโอกาสที่ไม่อาจโต้แย้ง สื่อสารแสดงสีหน้าต่อผู้พูดได้นี้ เป็นโอกาสได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและการกระเพื่อมไหวของจิตใจ ได้รู้ว่าข้อคิดเห็นของเพื่อนๆ นั้น ทำให้เกิดผลอย่างไรในใจและในร่างกายของเรา

ระหว่างที่คำชมผ่านเข้ามา เรารู้สึกถึงเลือดที่สูบฉีดไปทั่วใบหน้าและหัวใจเต้นแรงไหม ขณะที่คำวิจารณ์วิพากษ์หลุดออกมา สังเกตเห็นไหมว่าเรากำลังตัดสินคำพูดนั้นด้วยความโกรธ ด้วยความกลัว ด้วยความเปราะบาง หรือหวั่นไหวไปด้วยความรัก เราอาจหัวเราะ มีน้ำตาซึม หรือแค่เฉยๆ แต่ทั้งหมดนี้เราได้รู้ตัวหรือเปล่า

ภายหลังจบจากกิจกรรมหันหลังฟังเพื่อนแล้ว สิ่งที่เราได้จากการหันหน้ามาคุยแลกเปลี่ยนกันต่อจากนั้น คือ การค้นหาตัวเอง มากกว่าการแก้ตัวว่าเราใช่หรือไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเขาเข้าใจ เพราะความเป็นตัวเราจริงๆ แล้ว ก็ไม่มีหนึ่งเดียวที่ใช่ตัวเราจริงๆ เลย มีแต่ตัวเราตามความเข้าใจของเรา ตามความเข้าใจของเขา ตัวเราที่เราอยากจะเป็น ที่เขาอยากให้เราเป็น ที่เราไม่อยากจะเป็น หรือแม้แต่ตัวเราที่เขาไม่อยากให้เราเป็น

หันหลังฟังเพื่อนพูดถึงเราบ้าง เปิดทั้งหู เปิดทั้งใจให้กว้างเข้าไว้ รับฟังทั้งเสียงภายนอก ทั้งเสียงภายใน เราไม่เพียงได้ฟังเสียงของร่างกายและจิตใจซึ่งเกิดปฏิกิริยาต่อคำพูดความเห็นเท่านั้นแล้ว เรายังจะได้โอกาสสังเกต รู้จัก และยอมรับตัวเองในแง่มุมต่างๆ นานา ด้วยนะครับ
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #13 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:57:11 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

บรรลุได้ด้วยจินตนาการและความหวัง

สองสัปดาห์ก่อน ผมเพิ่งจะชักชวนพวกเราเดินขึ้นบันไดสู่ทีมที่มีประสิทธิภาพกันทีละขั้น จนพบกับวิสัยทัศน์บนบันไดขั้นสุดท้าย ไม่กี่วันต่อมาผมกลับมีโอกาสได้ไปเข้าร่วมการประชุม จัดทำวิสัยทัศน์ขององค์กรแห่งหนึ่งอีกด้วย

ผมเข้าใจว่า ทีมงานผู้จัดเลือกสถานที่ประชุมในรีสอร์ทชายทะเล ริมชายหาดที่ค่อนข้างเงียบสงบ เพื่อผู้เข้าร่วมทุกคนสามารถมีสมาธิและผ่อนคลาย พอให้ร่วมคิดร่วมทำเรื่องยากๆ อย่างวิสัยทัศน์ของหน่วยงานได้ราบรื่น

ดูเหมือนฟ้าฝนไม่เข้าข้างเลยครับ เย็นวันแรกที่เราไปถึงมีพายุฝนลมแรง คนส่วนใหญ่ไปถึงรีสอร์ทช้า เพราะต้องใช้ความระมัดระวังในการขับรถ ตลอดทางเลียบหาดยังมีต้นไม้ล้ม กิ่งไม้ใบไม้กระจัดกระจายไปทั่ว ซ้ำร้ายที่สุด คือ ไฟดับทั้งหาด เพราะแผ่นป้ายล้มทับสายไฟฟ้า ทำให้เราต้องนั่งรับประทานข้าวเย็นกลางแสงเทียน ไม่สามารถเริ่มประชุมตามกำหนดการเดิมที่วางไว้ได้

หลายคนหวั่นใจว่า ภารกิจหาวิสัยทัศน์ครั้งนี้ อาจจะยากกว่าที่คาด เพราะไม่เพียงแต่ลมฟ้าเป็นอุปสรรค ตัวองค์กรเองยังประกอบไปด้วยคนสองกลุ่มที่ค่อนข้างแตกต่างกัน หนึ่งนั้นเป็นกลุ่มอาจารย์และนักวิชาการ ส่วนอีกกลุ่มเป็นเจ้าหน้าที่ แม้ไม่มีความขัดแย้งกัน แต่กลุ่มเจ้าหน้าที่ก็ไม่ใคร่จะมีส่วนร่วมให้ความเห็นในที่ประชุมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จะเนื่องด้วยกลุ่มอาจารย์พูดเก่งเกินไปหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้

ทว่าเมื่อการประชุมค่อยๆ เริ่มดำเนินจากคืนแรกผ่านไปจวบจนสิ้นสุดลงในเย็นของสองวันถัดมา พวกเรากลับพบว่า ไม่เพียงแต่บรรลุตามเป้าหมายได้วิสัยทัศน์ออกมาเท่านั้น ยังเป็นวิสัยทัศน์ที่เราทุกคนพึงพอใจ บ้างถึงกับออกปากว่าชอบวิสัยทัศน์ และกระบวนการที่ร่วมกันคิดร่วมกันทำครั้งนี้มาก

ยิ่งไปกว่านั้น เวทีประชุมครั้งนี้ยังได้เข้าถึงปมปัญหาที่สร้างความอึดอัดคับข้องในการทำงานของทุกคน และยกประเด็นปัญหาขึ้นมาหาทางออกร่วมกัน สุดท้ายนอกจากวิสัยทัศน์ เรายังได้ความกลมเกลียวเข้าใจกัน อีกทั้งนัดวันตั้งวงสนทนากันเป็นประจำทุกสัปดาห์เสียด้วย

แปลกแต่จริงครับ เพราะหากดูผิวเผินแล้ว การประชุมครั้งนี้ก็ดูวุ่นวายอยู่มิใช่น้อย แม้ว่าเราจะช่วยกันตระเตรียมกำหนดการแต่ละช่วงไว้เป็นอย่างดี เลือกใช้เทคนิควิธีการแบ่งกลุ่มพูดคุย การจัดกิจกรรมให้ผ่อนคลาย ได้ใช้ทั้งสมอง กายและใจไปพร้อมกันอย่างสมดุล แต่สถานการณ์ไฟดับ ทำให้เรื่องราวเปลี่ยนไป กิจกรรมที่ตระเตรียมไว้ในเย็นวันแรกไม่ได้ใช้ ทำให้กระบวนการในวันถัดมาไม่เป็นไปตามที่วางไว้

สิ่งที่น่าจะต่างออกไปจากการประชุมอื่นๆ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ยากๆ อย่างนี้ก็คือ ผู้ร่วมประชุมทุกคนไม่ได้แสดงอาการหงุดหงิดหัวเสีย ผู้จัดไม่ถูกกดดัน ถูกตำหนิที่เลือกสถานที่ โดยไม่ดูพยากรณ์อากาศล่วงหน้า (ฮา) แม้ว่าเมื่อไฟฟ้ากลับมาใช้การได้ในคืนแรก แต่ก็ไม่ได้เร่งรัดประชุมตามวาระให้ได้ตามกำหนดการที่วางไว้

ตรงกันข้าม กระบวนการกลับเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีโอกาสเปิดให้ได้คุยกันมากๆ ทั้งในวงใหญ่และวงย่อย ไม่มีใครทำหน้าที่ดำเนินการประชุมหรือเป็นกระบวนกร (facilitator) เพียงคนเดียว แต่เราผลัดกันทำหน้าที่นำกิจกรรมในแต่ละช่วง แม้ว่าจะไม่เคยซักซ้อมกันมาก่อน ทั้งการภาวนาร่วมกัน การระดมสมองกลุ่มย่อย และสุนทรียสนทนา (Dialogue)

เป็นเพราะกลุ่มมีความไว้วางใจและสร้างความปลอดภัยให้แก่กันและกันสูง ไม่มีใครรู้สึกว่ากำลังแบกภาระ "ต้อง" บรรลุทำวิสัยทัศน์ให้สำเร็จ ไม่มีใครคาดหวังว่ากระบวนกร 'ต้อง' ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบ ทำให้ความผ่อนคลายเกิดขึ้นจริง เอื้อให้เปิดการสนทนากันได้เปิดเผยและลึกซึ้งมากขึ้น ถ้ากลับไปดูโมเดลบันไดสู่ทีมที่มีประสิทธิภาพแล้วละก็ เราผ่านขั้นต้นๆ ที่ว่าด้วยความปลอดภัยและความไว้วางใจมาแล้วแน่ๆ

เมื่อนึกทบทวนดูว่า ยังมีปัจจัยเกื้อหนุนอะไรที่นำการประชุมครั้งนี้ไปบรรลุเป้าหมายและประสบผลจนเกินคาดได้ อะไรที่อยู่เบื้องหลังภาพบรรยากาศแบบสบายๆ บางครั้งก็ครึกครื้น และหลายครั้งก็คุยเตรียมกันตรงนั้นเลยว่า ช่วงต่อไปของการประชุมจะจัดคุยจัดกระบวนการอย่างไรดี

ผมพบว่า สิ่งที่มีผลเหนี่ยวนำเราทั้งกลุ่มเป็นอย่างมาก คือ การสร้างจินตนาการ การได้เผยความฝันของแต่ละคนที่มีต่องานของเรา

กระบวนการที่ให้แต่ละคนเขียนวิสัยทัศน์ ความฝัน ความในใจ หรืออะไรก็ได้ในภาษาของเรา แบบง่ายๆ หรือเป็นทางการก็ได้ ครั้นเมื่อเขียนเสร็จเราเวียนส่งผลัดกันอ่าน ระหว่างนั้นมีเสียงระฆังดังทุกระยะ 10 นาที เป็นสัญญาณให้มีสติรู้เนื้อรู้ตัว จากนั้นเราวางกระดาษลงกลางวง แต่ละคนต่างมีอิสระเลือกหยิบวิสัยทัศน์บนแผ่นที่เราชอบ จะเป็นของเราหรือของเพื่อนก็ได้ หยิบขึ้นมาบอกเล่าว่า เรารู้สึกอย่างไร คิดเห็นอย่างไร

กระบวนการนี้ทำให้จินตนาการถูกปลดปล่อยออกจากวงล้อมของรูปแบบภาษา และทำให้ภาพฝันไม่ถูกปิดกั้นจากตำแหน่งหน้าที่ ความเป็นผู้รู้ ผู้บังคับบัญชา หรือเจ้าหน้าที่การเงินที่เราเป็น ล้วนไม่มีผลกดดัน เราจินตนาการถึงองค์กรที่เราอยากเห็น และองค์กรที่เราอยากเป็นได้อย่างเต็มที่ ยังพบว่าหลายคนมีฝันร่วมกัน แม้ว่าบางข้อความจะสั้น บางข้อความจะยาว แต่ก็เห็นทิศทางร่วมกัน นำไปหาจุดร่วมและสร้างเป็นวิสัยทัศน์ของเราทุกคนได้ ที่สำคัญคือ ไม่รู้สึกว่าเป็นไอเดียของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ต้องรู้สึกแอนตี้วิสัยทัศน์ของบางคน ห่วงกังวลดันวิสัยทัศน์ที่ตัวเองเขียน หรือขุ่นข้องหมองใจเวลาใครมาแก้หรือตัดคำที่เราคิดมา จึงสามารถพิจารณาทุกข้อความ ทุกความฝันได้อย่างใจเป็นกลาง

ผลเกินคาดหมายอีกเรื่องหนึ่งคือ การได้ร่วมคิดร่วมกันยกปัญหาความกดดันในการทำงานขึ้นมาหารือร่วมกัน ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในแผนกำหนดการเดิมเลย แต่เรื่องนี้กลับมาช่วยเติมเต็มความเป็นทีมให้อย่างถูกที่ถูกเวลา

ผมเชื่อมั่นว่า เป็นเพราะสมาชิกในวงประชุมแต่ละคนให้ความตั้งใจ สนใจและรับฟังกันและกันอย่างลึกซึ้ง มีสภาพความเป็นวงสุนทรียสนทนาที่มีคุณภาพ ก่อให้เกิดการรับรู้ความทุกข์ความอึดอัดของเพื่อน ได้แบ่งปันความรู้สึกกัน ทำให้เรากล้าระบุถึงปัญหาที่เผชิญกันอยู่อย่างตรงไปตรงมา

การนำปัญหาขึ้นมาคุยหลายครั้งอาจทำให้ผู้เข้าประชุมอึดอัด หรือรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจจะมุ่งไปข้างหน้าต่อ ประมาณว่าทำวิสัยทัศน์ไปก็เท่านั้น เพราะปัญหายังคงอยู่ ทว่าในครั้งนี้เราได้แนวทางการแก้ไขร่วมกัน แต่ละคนก็มีสีหน้าที่แช่มชื่น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะได้ระบายเรื่องทุกข์ในใจออกมา แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่นำพาเราผ่านสถานการณ์นี้กันไปได้ เพราะว่าเรามีความหวังครับ

ภาวะที่การประชุมมีความเอื้อเฟื้อโอบอุ้มดูแลกัน ผู้เข้าประชุมต่างไว้เนื้อเชื่อใจและมั่นใจในกัน ต่างเห็นว่าเราต่างเป็นกัลยาณมิตรของกันและกัน ทั้งวงจึงได้เกิดความหวัง หันมาช่วยฝ่าข้ามปัญหาร่วมกันไปสู่ทางออก แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ทางออกที่สมบูรณ์ แต่เราก็เรียกศรัทธาและความมุ่งมั่นจากทุกคนขึ้นมาได้

การประชุมที่น่าจะอลเวง แต่กลับลงเอยอย่างงดงามได้เช่นนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงเพราะว่าอากาศดี ห้องประชุมสวย ห้องพักสะอาด กำหนดการรัดกุม เอกสารละเอียดชัดเจนหรอกครับ ปัจจัยที่ว่ามาล้วนเป็นเรื่องนอกตัว ซึ่งยังไม่มีผลมากพอให้เกิดคุณภาพก้าวขึ้นบันไดไปสู่ขั้นสุดท้ายมีวิสัยทัศน์ร่วมกันได้ แต่ยังมีปัจจัยภายในจิตใจเราเอง ที่ได้ปลดปล่อยจินตนาการให้เกิดภาพอนาคต ได้รับรู้ฝันของกันและกัน รับฟังอย่างลึกซึ้งจนได้เผยปมปัญหาออกมา มีความหวังร่วมกันที่จะร่วมฝ่าอุปสรรคไปตามเส้นทางที่เราเชื่อ และจุดหมายที่เราฝันถึง
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #14 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:58:07 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

ปัญญาห้าสีกับไมตรีรูม (1)

สิ่งหนึ่งที่เป็นลักษณะเด่นของมหาวิทยาลัยนาโรปะ ที่เป็นมหาวิทยาลัยแนวพุทธทางตอนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา คือ ความรุ่มรวยไปด้วยสิ่งที่เราอาจเรียกว่า ของเล่น เครื่องมือ กระบวนการ หรือ หากจะเรียกให้ทันยุคก็คือ นวัตกรรมทางการเรียนรู้ ซึ่งก็คือช่องทางการพัฒนาการเรียนรู้อย่างรอบด้าน หรือเป็นบูรณาการของนักศึกษา ช่องทางเหล่านี้นำมาซึ่งคำอธิบายวิธีและวิถีการพัฒนาที่มีได้หลากหลายจริต รูปแบบและจังหวะ

เปรียบเทียบมหาวิทยาลัยแห่งนี้ในบางมุมก็อาจบอกว่าคล้ายกับประเทศไทยสมัยโบราณที่การเดินทางไปยังที่ต่างๆ ในโลกยังอาศัยเทคโนโลยีพื้นฐาน เช่น เรือ หรือยานพาหนะลากด้วยสัตว์ สมัยนั้นคาบสมุทรอินโดจีนเป็นเหมือนพื้นที่อันอุดมอันเป็นทางผ่านของสองอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของเอเชีย คือ จีนและอินเดีย เราสามารถมองเห็นร่องรอยของชุดความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี รวมไปถึงแนวคิดความเชื่อเรื่องศาสนาและการเรียนรู้จากดินแดนทั้งสอง

มหาวิทยาลัยนาโรปะในปัจจุบันก็เหมือนอยู่ตรงกลางรอยเชื่อม หรือสะพานระหว่างหลายอารยธรรมเช่นกัน ทั้งจากวิทยาศาสตร์แนวใหม่ที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นจากวิทยาศาสตร์ยุคนิวตัน-เดส์การ์ตส์ จากวัฒนธรรมชนพื้นเมืองอินเดียนแดง และจากพุทธศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสายวัชรยาน ผ่านทางท่านเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย

ตัวอย่างของเครื่องมือหรือกระบวนการเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรม อย่างเช่น การจัดนิเวศภาวนา (Eco Quest) พัฒนาขึ้นมาจากฐานพิธีกรรม Vision Quest ซึ่งเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านวัยจากวัยรุ่นสู่วัยผู้ใหญ่ของชนพื้นเมืองอินเดียนแดงในทวีปอเมริกาดั้งเดิม ก่อนที่ชาวยุโรปจะอพยพเข้ามา

ด้วยตำแหน่งที่ตั้งมหาวิทยาลัยอยู่ใกล้สถานที่ทางธรรมชาติที่มีพลัง ทำให้การจัดนิเวศภาวนาเกิดขึ้นและเป็นไปได้ง่าย นักศึกษามีโอกาสได้ทดลอง ได้ผ่านประสบการณ์จากกระบวนการนี้ในที่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติแคนยอนแลนด์ ในรัฐยูทาห์ หรือเมืองเครสโตน โคโลราโด

มีนวัตกรรมทางการเรียนรู้หนึ่งอันมาจากความเชื่อสายทิเบต และค่อนข้างมีเอกลักษณ์มากจนอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง ก็คือ ไมตรีรูม (Maitri Room) หรือห้องไมตรี อาจจะเรียกว่าเป็นห้องแห่งความเป็นมิตรก็ได้ ห้องไมตรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการฝึก พลังเบญจพุทธคุณทั้ง 5 (Five Wisdom Energies Practice) (บางท่านได้แปลว่าพลังปัญจพุทธกุล หรือเบญจคุณ)

ห้องไมตรีนี้เกิดจากความสนใจของท่านเชอเกียม ตรุงปะ ที่ต้องการจะผสมผสานการบำบัดเยียวยาแนวร่วมสมัยให้เข้ากับคำสอนทางพุทธศาสนาสายวัชรยาน โดยออกแบบการฝึกด้วยการใช้ท่าทางเฉพาะ ภายในห้อง 5 ห้อง ซึ่งแต่ละห้องออกแบบใช้สีต่างๆ กันทั้งหมด 5 สี

พื้นฐานความคิดเรื่องนี้มาจากคำสอนเกี่ยวกับพลังเบญจพุทธคุณทั้ง 5 อันเป็นคำอธิบายถึงแบบแผนพลังชีวิตต่างๆ 5 ประการที่มีอยู่ทั้งในและนอกตัวเรา และแสดงออกมาในการดำเนินชีวิตของเราตลอดเวลา โดยพลังทั้ง 5 นี้ เป็นพลังของพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ทางวัชรยาน ใช้สัญลักษณ์แทนแต่ละพลังด้วยสีต่างๆ กัน 5 สี บ้างจึงเรียกว่า ปัญญาห้าสี

พลังเบญจพุทธคุณทั้ง 5 ในห้องไมตรีแต่ละห้องนี้ได้แก่ วัชระ (Vajra) รัตนะ (Ratna) ปัทมะ (Padma) กรรมะ (Karma) และพุทธะ (Buddha) ทว่า เมื่อพลังทั้ง 5 มีด้านที่ให้คุณก็ย่อมจะมีแง่มุมที่ให้โทษเช่นกันเมื่อพลังนั้นอยู่ในภาวะที่กดดันสับสน เราลองมาสำรวจห้องไมตรีที่มีพลังเบญจพุทธคุณแต่ละอย่างไปทีละห้องด้วยกันครับ


พลัง สี ธาตุ ภาวะปกติ ภาวะสับสน

วัชระ น้ำเงิน น้ำ การคิดวิเคราะห์ ยึดมั่นความคิด โทสะ

รัตนะ เหลือง ดิน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เย่อหยิ่ง โลภ

ปัทมะ แดง ไฟ ความรู้สึก ญาณทัศนะ ราคะ ไม่มั่นคง

กรรมะ เขียว ลม มุ่งมั่นปฏิบัติ เอาแต่ใจ อิจฉา

พุทธะ ขาว ที่ว่าง สุขุม เปิดกว้าง เฉื่อยชา ปิดตัวเอง

พลังแรกคือ พลังวัชระ แทนด้วยสีน้ำเงิน พลังวัชระนั้นเปรียบดังอาวุธที่คมและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเพชร เต็มไปด้วยความสามารถในการคิดวิเคราะห์และใคร่ครวญ มีพลังของการวิพากษ์วิจารณ์และสะท้อนความเห็น เป็นลักษณะของความกระจ่างชัดเหมือนน้ำที่สะท้อนฉายภาพสิ่งต่างๆ ในสภาวะที่ปกติ พลังวัชระคือการมีความคิดการตัดสินใจว่องไว ผ่องใส ปราศจากอคติ แต่ในภาวะที่สับสน กลับเป็นการยึดมั่นกับความคิดของตัวเองสูง ถือความคิดของตัวเป็นใหญ่ และมีโทสะ

พลังต่อมาคือ พลังรัตนะ แทนด้วยสีเหลือง เป็นพลังที่โอบอุ้มและหล่อเลี้ยง มีความอ่อนโยนและการให้โดยไม่มีข้อแม้ การเผื่อแผ่แบ่งปัน เปรียบได้ดั่งธาตุดินที่เป็นแหล่งบ่มเพาะให้พืชพันธุ์งอกเงยเติบโต ในสภาวะปกติพลังรัตนะจะเป็นความใจกว้าง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่เมื่ออยู่ในสภาวะที่สับสนจะตามใจตัวเอง ต้องการครอบครอง เป็นความเกินพอดี เย่อหยิ่งโอ้อวด และโลภ

พลังในลำดับต่อมาคือ พลังปัทมะ แทนด้วยสีแดง เป็นพลังของเสน่ห์และมีแรงดึงดูด มีความสามารถในการใช้ญาณทัศนะ พลังปัทมะจึงเสมือนกับธาตุไฟที่มีความเคลื่อนไหววูบวาบ ดึงดูดสายตาและน่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเผาไหม้ทำลายสิ่งต่างๆ ได้ ในสภาวะปกตินั้น พลังปัทมะจะมีคุณลักษณะการรับฟัง การเห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สามารถสังเกตและรู้สึกได้ถึงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่ออยู่ในสภาวะที่สับสน พลังปัทมะจะเป็นความรู้สึกที่ไม่มั่นคง เจ้าราคะ ยึดติดกับการจมดิ่งในอารมณ์เข้มข้นแบบใดแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นตื่นเต้น สุขหรือโศกเศร้าก็ตาม

สำหรับพลังต่อมาแทนด้วยสีเขียว คือ พลังกรรมะ เป็นพลังของความกระตือรือร้น ไม่หยุดอยู่นิ่ง ชอบประดิษฐ์และสร้างสรรค์ เป็นการได้ลงมือกระทำ พลังกรรมะจึงสัมพันธ์กับธาตุลม ลมที่พัดพาความชุ่มชื้นมาให้ หรือกลายเป็นลมพายุรุนแรงได้ เพราะในสภาวะปกตินั้น พลังกรรมะเป็นนักปฏิบัติ มีความมั่นใจในความสามารถ เห็นสถานการณ์ในรอบด้านจึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเหมาะสม แต่เมื่ออยู่ในสภาวะที่สับสนจะกลายเป็นเอาแต่ใจตนเป็นใหญ่ มีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว และอิจฉาริษยา

พลังสุดท้ายในเบญจพุทธคุณคือ พลังพุทธะ ถูกแทนด้วยสีขาว เพราะมีคุณลักษณะดั่งเป็นพื้นที่ว่าง ช่วยทำให้เกิดการไหลเลื่อน และทำหน้าที่รองรับพลังอื่นๆ ทั้ง 4 พลังพุทธะมีลักษณะเปิดรับ สามารถรองรับและยอมรับความเป็นไปได้ต่างๆ ในสภาวะปกติ พลังพุทธะจะมีความสุขุมรอบคอบ เป็นมิตร พึงพอใจในการเป็นอยู่อย่างธรรมดา แต่ในสภาวะที่สับสนจะซบเซาเฉื่อยชาและน่าเบื่อ ขี้อายและไม่กล้าลองอะไรใหม่ๆ

พลังเบญจพุทธคุณนี้ไม่ได้เป็นการจำแนกคนออกเป็น 5 ประเภทนะครับ (แม้ว่าบางคนจะมีลักษณะเข้ากั๊นเข้ากันกับบางพลังก็ตาม) เพราะว่าเราหาได้มีเพียงคุณลักษณะของพลังใดอย่างเดียว แต่ประกอบกันขึ้นจากพลังทั้ง 5 เพียงแต่ว่าจะมีลักษณะใด มีคุณสมบัติไหนปรากฏเด่นชัดมากกว่าในแต่ละช่วง แต่ละเวลา แต่ละขณะของชีวิตเราเท่านั้น

สีทั้ง 5 นี้ นอกจากเป็นสัญลักษณ์แทนพลังเบญจคุณ อันเปรียบเสมือนพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ของวัชรยานแล้ว มหาวิทยาลัยนาโรปะยังมีธงสีทั้ง 5 โบกสะบัดอยู่หน้ามหาวิทยาลัยอีกด้วย เสมือนว่าธงเป็นตัวแทนสื่อถึงปรัชญาการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้มุ่งสู่ปัญญาอันสมดุลทั้งกายและใจ สมดุลที่กลมกลืนผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและพุทธศาสนาจากตะวันออก


สำหรับการฝึกปฏิบัติในห้องไมตรีแต่ละสี เพื่อพัฒนาพลังเบญจพุทธคุณแต่ละด้านเป็นอย่างไรนั้น โปรดอดใจรอติดตามต่อในสัปดาห์หน้าครับ :-)

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #15 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 04:00:02 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

ปัญญาห้าสีกับไมตรีรูม (2)

คงยังจำกันได้นะครับว่า สัปดาห์ที่แล้ว ผมนำเรื่องพลังเบญจพุทธคุณมาเล่าสู่กัน พลังเบญจคุณนี้เป็นการประยุกต์จากแนวคิดของพุทธศาสนาสายวัชรยาน ประเทศทิเบต โดยท่านเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาโรปะ และมหาวิทยาลัยเองก็ได้เปิดโอกาสให้อาจารย์ นักศึกษาและบุคลากรได้ฝึกฝนปฏิบัติตามแนวทางพลังเบญจพุทธคุณอยู่เสมอ

ทบทวนกันอีกทีครับ พลังเบญจพุทธคุณนี้ว่าด้วยคุณลักษณะในตัวของเราแต่ละคนทั้ง 5 ประการ ต่างมีคุณลักษณะหนึ่งใดเด่นชัดในช่วงเวลาสถานการณ์ต่างกันออกไป แต่ไม่ใช่การจำแนกคนออกเป็น 5 ประเภท พลังเบญจพุทธคุณยังแทนด้วยสัญลักษณ์สี และมีความเป็นธาตุ ได้แก่ วัชระ (Vajra) รัตนะ (Ratna) ปัทมะ (Padma) กรรมะ (Karma) และพุทธะ (Buddha) แทนด้วยสี ธาตุ มีลักษณะที่ปรากฏในภาวะปกติและภาวะสับสน ดังนี้ (ดูตาราง)

วิธีการที่มหาวิทยาลัยนาโรปะใช้นั้นคือการทำห้องไมตรี (Maitri room) ขึ้นตามพลังทั้ง 5 เป็นห้องสีต่างๆ 5 สี ตั้งแต่ห้องสีน้ำเงิน ห้องสีเหลือง ห้องสีแดง ห้องสีเขียว ไปจนห้องสีขาว นักศึกษาที่ปฏิบัติภาวนาในห้องไมตรีนี้ก็จะต้องได้เข้าไปปฏิบัติให้ครบทั้ง 5 ห้อง

ดังเช่นหลักสูตรปริญญาโทสาขาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยนาโรปะ ซึ่งเป็นการเรียนการสอนจิตบำบัดในแบบจิตตปัญญาศึกษา(Contemplative Psychotherapy) ที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เข้าใจจิตใจและพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับเนื้อหาวิชา ดังนั้นนักศึกษาของหลักสูตรนี้ทุกคนจะต้องได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ชื่อ Maitri Retreat ทุกปี ถือเป็นส่วนสำคัญของการฝึกปฏิบัติตามหลักสูตร กิจกรรมนี้ประกอบด้วยการฝึกสมาธิอย่างเข้มข้น การสอนสมาธิ การเดินจงกรม การนิ่งสงัดเงียบ และการทำงานกับชุมชน

แน่นอนว่ากิจกรรมการปฏิบัติภาวนา Maitri Retreat นี้ ต้องได้ใช้ห้องไมตรี (Maitri room) เป็นส่วนประกอบสำคัญ โดยห้องไมตรีทั้งห้าถูกออกแบบมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกนักจิตบำบัด โดยถือว่าเป็นการฝึกทางโลก ไม่ได้เป็นการฝึกตนทางศาสนาแต่อย่างใด

การปฏิบัติภาวนาในห้องไมตรีโดยทั่วไปจะปล่อยให้นักศึกษาผู้เรียนเป็นผู้เลือกห้องตามความรู้สึกตามความเหมาะสมของตนเอง ตามที่รู้สึกว่าตนเชื่อมโยงกับพลังหนึ่งใดในเบญจพุทธคุณ ไม่จำเป็นต้องเริ่มตามลำดับที่ห้องวัชระ หรือจากห้องพุทธะก่อน เมื่อเข้าไปในห้องแล้ว นักศึกษาจะนั่งทำสมาธิเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้ใจสงบและจิตมีกำลัง

หลังจากนั้นต้องจัดวางท่าทางร่างกายตามแบบของพลัง ซึ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าจะเป็นพลังอะไร การอยู่ในท่าของพลังนั้นจะต้องทำต่อเนื่องไปอีกจนกระทั่งครบเวลา 45 นาที

แต่ละพลังเบญจพุทธคุณกำหนดท่าทางจัดวางร่างกายไว้อย่างนี้ครับ สำหรับพลังวัชระ ให้ลงนอนคว่ำ ยื่นแขนซ้ายไปข้างหน้า งอศอกเข้า และวางศีรษะลงบนท่อนแขนซ้าย ตามองไปทางแขนขวาที่ยืดตรงออกไป ทำมุมตั้งฉากกับลำตัว

พลังรัตนะเป็นท่านอนหงาย เหยียดแขนและขาตรง แยกขา กางแขนทั้งสองข้างยื่นตรงทำมุมฉากกับลำตัว ส่วนพลังกรรมะนั้นคล้ายกัน นั่นคือนอนหงาย เหยียดแขนและขาตรง เพียงแต่แขนที่ยื่นออกไปนอกลำตัวนั้นทำมุมประมาณ 45 องศา และนิ้วมือทั้งสิบต้องเหยียดเป็นเส้นตรง เสมือนลำแขนจรดปลายนิ้วเป็นกระบี่

สำหรับท่าทางของพลังปัทมะนั้นต่างออกไป แทนที่จะนอนคว่ำหรือหงาย ก็เป็นการนอนตะแคงขวา แขนซ้ายวางอยู่บนลำตัว ศีรษะวางหนุนอยู่บนแขนขวา แต่ถ้าคิดว่าการทำท่าตามพลังวัชระหรือปัทมะนั้นค่อนข้างแปลกและอาจจะเมื่อยล้าได้แล้วละก็ การวางท่าทางของพลังพุทธะจะพิสดารกว่าท่าอื่นๆ มากที่สุดครับ โดยเริ่มจากนั่งคุกเข่า โก้งโค้งก้มตัวลง ตั้งศอกบนพื้น หงายฝ่ามือทั้งสองออกเป็นลักษณะคล้ายดอกบัวบาน และวางคางลงตรงกลางฝ่ามือทั้งสองข้าง

ในระหว่าง 45 นาทีที่จัดวางร่างกายตามท่าทางของพลังเบญจพุทธคุณ นักศึกษาไม่ต้องคิดหรือต้องทำอะไร รวมทั้งไม่ต้องทำสมาธิด้วย แต่ยินยอมให้เปราะบาง (vulnerable) ปลดปล่อยให้ตนเองได้รับผลจากพื้นที่ ห้อง สี พลัง เป็นการฝึกให้เราลองสัมผัสกับสภาวะทางจิตที่มีเสน่ห์ น่าค้นหา เพื่อจะพัฒนาความกล้าเผชิญ โดยไม่เกรงกลัวต่อสภาวะทางจิตที่เกิดขึ้นสดๆ ดิบๆ ในชั่วขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็น โกรธ เกลียด เศร้าซึม สับสน หวาดกลัว เฉื่อยชา หรือ โอบอุ้ม มุ่งมั่น แจ่มชัด เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติและจักรวาล

เมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว นักศึกษาก็จะค่อยๆ ลุกขึ้น เดินออกไปจากห้องไมตรี และเดินไปอย่างสะเปะสะปะไม่มีที่หมายด้วย เขาใช้คำว่า Endless wandering เราอาจเรียกได้ว่าเป็นการเดินแบบใหม่ เจริญปุระ คือ เดินเรื่อยเปื่อย ไม่มีจุดหมาย (ฮา) เน้นให้เปิดรับความรู้สึก ไม่เกร็งและไม่ปิดกั้นไม่หน่วงเหนี่ยวความคิด ปล่อยให้รู้สึกถึงพลัง สัมผัสถึงเสียงข้างในตัว ภาษามวยก็ว่าลดการ์ดลง คงความเปราะบาง สร้างโอกาสให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกอย่างไม่คาดหวัง

หลักสูตรปริญญาโทจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยนาโรปะนั้น เขาจัดให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 และชั้นปีที่ 2 เข้า Maitri Retreat เป็นระยะเวลาติดต่อกันประมาณ 1 เดือน โดยให้นักศึกษาปฏิบัติภาวนาในห้องไมตรีแต่ละห้องเป็นเวลา 5 วัน แต่ละวันจะได้เข้าไปในห้อง 2 ครั้ง สิริรวมยาวนานถึง 25 วัน ส่วนนักศึกษาในชั้นปีที่ 3 ซึ่งเพิ่งผ่านการฝึกงานภาคสนามจิตบำบัดมาแล้ว จะทำ Maitri Retreat ร่วมกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ทำให้ตลอดสัปดาห์นั้นต่างคนต่างมักมีเรื่องราวมากมายมาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งสัปดาห์นั้นทุกคนจะนั่งสมาธิทุกวัน วันละอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และเข้าไปใช้เวลาฝึกปฏิบัติพลังเบญจพุทธคุณในห้องทั้ง 5 นั้น ห้องละ 1 วัน วันละ 2 ครั้ง

ในหลายครั้ง ผู้เข้าร่วม Maitri Retreat ด้วยกันอาจสามารถบอกได้เลยว่าใครไปฝึกในห้องไหนมา เพราะแต่ละคน และแต่ละห้อง จะแสดงออกหรือเผยพลังออกมาในลักษณะอาการที่มีแบบแผน (แต่ก็อาจไม่มีแบบแผนก็ได้) แม้ว่าอาจจะมากน้อยต่างกันไป

ยิ่งถ้าการฝึกนี้เป็นการฝึกร่วมกันเป็นชุมชน เป็นสังฆะ แวดล้อมด้วยกัลยาณมิตร ก็จะทำให้ต่างเป็นการสะท้อนซึ่งกันและกัน ยกระดับการเรียนรู้ร่วมกันได้


การฝึกพลังและปฏิบัติในห้องไมตรีนี้เอง ทำให้นักศึกษาหรือผู้ฝึกได้รู้จัก ได้เข้าใจตัวเอง เปิดใจและวางใจให้รับเอาผลหรืออิทธิพลของห้องเข้ามาสู่ตัว สามารถสร้างความเชื่อมโยงพลังในแง่ใดแง่หนึ่งกับตัวเอง

และเมื่อเขาเหล่านั้นรู้จักและเข้าใจความซับซ้อน ไร้ระเบียบในตัวเองมากพอ เขาก็อาจจะเรียนรู้ที่จะใช้พลังนั้นอย่างชาญฉลาดและเหมาะสม เพื่อพัฒนาตนเองและช่วยเหลือผู้อื่น

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #16 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 04:01:06 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

สร้างทีมอย่างมั่นใจ : ค่อยขึ้นบันได...ไม่กระโดด

ในสถานการณ์แบบอุดมคติที่เราเลือกได้ ผมเชื่อว่าเราทุกคนเมื่อต้องทำงานยากๆ มีโจทย์ที่ท้าทายให้แก้ หรือถึงคราวได้สร้างสรรค์งานที่อาศัยจินตนาการสูง เราย่อมปรารถนาการทำงานร่วมกันกับเพื่อนที่เข้าขาและรู้ใจ เป็นทีมที่เราทั้งมั่นใจและไว้เนื้อเชื่อใจด้วย

แต่ในโลกของความเป็นจริงแล้ว บ่อยครั้งหรือเกือบทุกครั้งเราเลือกไม่ได้ ในวัยเรียนก็เป็นเพราะแบ่งกลุ่มแบบสุ่ม หรือลำดับไปตามเลขที่ประจำตัว พออยู่ในวัยทำงานยิ่งไม่อาจเลือกเพื่อนร่วมงานได้เลย หลายๆ ครั้งเหมือนถูกจับหรือถูกจัดให้ทำงานกับคนกลุ่มใหม่ที่ไม่คุ้นเคย การทำงานเป็นทีมก็เกิดความประดักประเดิด ตะกุกตะกัก รีๆ รอๆ เก้ๆ กังๆ ไม่มั่นใจ หากปรับจูนกันเข้าที่ได้ทันก็ดีไป แต่ทำให้เสียเวลา เสียประสิทธิภาพในการทำงานไปไม่น้อย

ในสถานการณ์เช่นนี้ล่ะ เราควรจะทำอย่างไร จะเริ่มต้นสร้างทีมอย่างไรดี?

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้อธิบายและให้เทคนิควิธีการทำงานเป็นทีมไว้ บ้างก็ให้หลักการง่ายๆ บ้างก็เป็นแนวคิดทฤษฎีทางการบริหารจัดการ บริษัทห้างร้านจำนวนมากก็ส่งผู้บริหารและพนักงานของตนไปเข้าฝึกอบรมเรื่องนี้ ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่ที่แน่นอนคือมีรายละเอียดให้จดจำมากทีเดียว

แต่เมื่อไม่นานมานี้ผมเพิ่งได้พบว่ามีแผนภาพง่ายๆ ใช้อธิบายความเป็นมาและเป็นไปของการทำงานเป็นทีม และน่าจะทำให้ทุกคนเข้าใจร่วมกันได้ไม่ยาก


***************

แผนภาพนี้มีชื่อว่า “บันไดสู่ทีมที่มีประสิทธิภาพ” ซึ่ง ดร.ปีเตอร์ เฮิรซ์ท ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตรองอธิการมหาวิทยาลัยนาโรปะ มลรัฐโคโลราโด ได้นำมาบรรยายให้ฟังในงานจิตตปัญญาเสวนา ครั้งที่ 6 ณ วัดญาณเวศกวัน เมื่อไม่นานมานี้

ลองมาดูไปพร้อมกันไหมครับ เทียบกับงานที่ทำในปัจจุบันของเราแต่ละคนกันก็ได้ ว่าตัวเราตอนนี้อยู่ในขั้นไหน ข้ามบันไดมาได้กี่ขั้นแล้วบ้าง

ดร.ปีเตอร์ เล่าว่าก่อนจะทำงานยากๆ หรือท้าทาย ควรได้จัดกระบวนการหรือสร้างให้สมาชิกในทีมทุกคนรู้สึกปลอดภัยเป็นเบื้องต้น เพราะในยามที่เราจะเริ่มต้นงานหนึ่งๆ เรามักจะมีคำถามในใจเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคำถามทำนองว่า เราทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนให้งานนี้ เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมหรือกลุ่มนี้ไหม? แล้วเราเกี่ยวข้องกับงานหรือโครงการนี้หรือเปล่า? คำถามเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคำถามจำพวก “ฉันคือใคร?” (Who Am I?) นั่นเอง

ถ้าหากว่าเราไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของทีม หรือมาผิดงาน ประเภทจดหมายผิดซอง เราก็ย่อมไม่มีความมั่นใจ ไม่รู้สึกถึงความปลอดภัย (Safety) เราไม่ยอมเปลืองตัวออกไปทำร่วมอะไรแน่นอน

เมื่อเราสามารถสร้างความมั่นใจ ความปลอดภัย ยืนยัน นั่งยันให้กับสมาชิกในทีมทั้งหมดได้แล้วว่าเป็นทีมเดียวกันแน่ ขั้นต่อมาคือการสร้างความไว้วางใจ ได้รู้จักเพื่อนคนอื่นในทีมมากกว่าเพียงแค่ชื่อ ตำแหน่งและความเชี่ยวชาญของเขา แต่ได้เห็นและเข้าใจถึงความรู้สึกและเจตนารมณ์ของแต่ละคน เห็นถึงข้อดีที่จะช่วยเสริมเราได้ ยอมรับข้อจำกัดที่เขามี

หลังจากตอบตัวเองได้ว่าฉันคือใคร? แล้ว คำถามว่า “คุณคือใคร?” (Who Are You?) จึงเปิดพื้นที่ไปสู่การเข้าใจเพื่อนร่วมทาง และนำไปสู่ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน (Trust)

รู้เขารู้เราแล้ว แต่ถ้ายังไม่เห็นว่าจะเป็นคนร่วมแนวเป็นพวกเดียวกัน อย่างนี้อาจจะกลายเป็นรู้ทันมากกว่าครับ ไม่สามารถขึ้นไปสู่บันไดขั้นที่สามได้แน่นอน เพราะคำถามในขั้นนี้คือ “พวกเราคือใคร?” (Who Are We?) จะว่าไปแล้วก็เป็นการหลอมรวมความเป็นตัวเราแต่ละคนในทีมเข้าไว้ด้วยกัน เกิดความรู้สึกขึ้นในใจว่าต่างคนล้วนเป็นสมาชิกของกลุ่ม ไม่ใช่เป็นสมาชิกเพราะมีคำสั่งมา หรือเพราะว่าจับสลากได้หมายเลขเดียวกัน

เมื่อนั้นจึงจะนำไปสู่ความใกล้ชิดสนิทสนม (Intimacy) การพูดจากันก็ลื่นไหล ไม่ต้องอธิบายหรือดูรายละเอียดกันไปทุกเรื่อง ประมาณว่ามองตาก็รู้ใจนั่นเลยครับ การรู้สึกว่าเป็น “ทีมเดียวกัน” นี้ทำให้บางทีเรื่องยากๆ ที่คนไม่สนิทกันคุยกันต้องใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะรู้เรื่อง แต่ถ้ารู้จักมักจี่กัน ยกหูโทรหากันกริ๊งเดียวก็เสร็จเรื่องแล้ว

แม้รู้จักตัวเองดี เข้าใจคนอื่น และยอมรับเป็นทีมเดียวกันแล้ว ก็ยังไม่พอครับ จู่ๆ มีงานโยนลงมาให้ทำเลยนั้นก็อาจจะไม่สำเร็จลุล่วงได้ ถ้าขาดความชัดเจนว่าจะต้องทำอะไร บางทีดูเหมือนเป็นงานง่ายๆ แต่ถ้าไม่ได้ตีโจทย์ให้แตกว่าต้องการบรรลุผลอะไรก็เสียแรงไปมาก บันไดขั้นต่อมาจึงเป็นคำถาม “โจทย์คืออะไร?” (What’s the Job?)

เด็ดยิ่งกว่าไม่รู้ตัวว่าภารกิจนั้นต้องทำอะไรกันแน่ คือการที่คนกลุ่มหนึ่งถูกมอบหมายให้งานเรื่องหนึ่งไปทำ เรียกได้ว่าไม่ทันได้เหยีบย่างขึ้นบันไดขั้นที่หนึ่งสองสามเลยก็กระโดดผลุงไปอยู่ที่ขั้นที่สี่นี้แล้ว

ในความเป็นจริง เราก็ต้องเจอสถานการณ์แบบที่ต้องทำงานด้วยกันเลย โดยยังไม่ได้สร้างความเป็นทีมหรือเป็นชุมชนอยู่เสมอๆ เราสามารถทำกระบวนการสร้างทีมควบคู่หรือคู่ขนานกันไปกับกระบวนการทำงานได้ เพียงแต่จะต้องใส่ใจกับกระบวนการด้วย เพราะไม่ใช่ว่าคุณสมบัติของความเป็นทีมที่เข้มแข็งมีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัย ความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือความใกล้ชิดสนิทสนม

ขั้นที่สี่นี้ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี ถ้าการทำงานเป็นทีมเปรียบเสมือนมาลงพายเรือลำเดียวกันแล้ว ในขั้นนี้บรรดาสมาชิกลูกเรือแต่ละคนล้วนเห็นความสำคัญในหน้าที่บทบาทของตัวเอง รู้จักและเข้าใจเพื่อนคนอื่น ตระหนักดีว่ามีภารกิจอะไรต้องลงมือ ร่วมแรงกันพายเรือเป็นจังหวะเดียว คนให้จังหวะสัญญาณก็ทำหน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ทำไมเรือลำนี้พายไปเรื่อยๆ ไม่ถึงเส้นชัย หรือไปถึงฝั่งไหนสักที แม้จะรักใคร่กลมเกลียวกันดี แต่ทุกคนก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า สภาพอย่างนี้คงเป็นทีมกันไปได้ไม่นาน

เราจึงมีขั้นสุดท้ายของบันไดสู่การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ นั่นคือ วิสัยทัศน์ (Vision) ร่วมกัน เป็นเหมือนหลักชัยที่มีความชื่นชมยินดี เป็นรางวัลแก่ความมุ่งมั่นของทีม เทียบได้กับฝั่งผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์และทุกคนบนเรือใฝ่ฝันถึง สัปดาห์หน้าเราจะมาคุยกันครับว่าจะพากันขึ้นสู่บันไดขั้นสุดท้ายนี้ได้ยังไง :-)


*********

***แผนภาพ***

โจทย์คืออะไร? วิสัยทัศน์

พวกเราคือใคร? ภารกิจ

คุณคือใคร? ความใกล้ชิดสนิทสนม

ฉันคือใคร? ความไว้วางใจ

ความปลอดภัย
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #17 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 04:02:08 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

จับได้ว่าเหม่อ เผลอคิด ติดเพ่งจ้อง

เมื่อหลายวันที่ผ่านมา ผมใช้เวลาช่วงต้นฤดูฝนอยู่ที่วัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เพราะได้รับความไว้วางใจให้เป็นวิทยากรร่วมใน โครงการการเดินทางสำรวจโลก (Earth Expeditions) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมหาวิทยาลัยไมอามี สวนสัตว์ซินซิเนติ ร่วมกับมูลนิธิโลกสีเขียว ปีนี้ก็เป็นครั้งที่ 3 แล้วครับ

โครงการฯ ได้รับสมัครและพากลุ่มครู 20 กว่าชีวิตจากประเทศสหรัฐอเมริกาเดินทางเข้ามาเมืองไทย เพื่อศึกษาเรียนรู้จากประสบการณ์จริงตามหัวข้อเรื่อง 'พุทธศาสนากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ' (Buddhism and Conservation) แม้ทั้งหมดจะเป็นครูชาวอเมริกัน แต่ต่างก็เป็นผู้สนใจในพระพุทธศาสนา การอนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมศึกษา รวมถึงการนำเรื่องจิตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) หรือการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญเข้าไปใช้ในการเรียนการสอนในโรงเรียนของตน

ในสองครั้งก่อนหน้านี้ โครงการจัดกิจกรรมส่วนใหญ่ที่ดอยหลวงเชียงดาว ส่วนปีนี้หลังจากอยู่กับธรรมชาติที่เขาใหญ่แล้ว ทุกคนก็เดินทางเข้าสู่จังหวัดชัยภูมิ เพื่อศึกษาแนวคิดทางพุทธศาสนาจากหลวงพี่ไพศาล วิสาโล ครูแต่ละคนได้ผ่านกระบวนการต่างๆ ให้ได้เข้าใจสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติพร้อมไปกับได้เรียนรู้ที่จะติดตาม เข้าใจ และสะท้อนความคิดความรู้สึกระหว่างกัน โดยเฉพาะการได้เรียนรู้จากตัวเอง จากการเดินเท้าในป่า การปลูกป่า การอยู่คนเดียวในป่าท่ามกลางยุงและพายุฝนเป็นเวลานาน สุนทรียสนทนา และฟังธรรมบรรยาย

ผมได้จัดกิจกรรมขึ้นมาสองเกมให้กับคณะครูกลุ่มนี้ เพราะเชื่อว่าน่าจะถูกอกถูกใจชาวอเมริกันอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าจะเป็นเกมว่าด้วยการเจริญสติ แต่ก็เข้าข่ายเชิงประยุกต์ปรับให้ง่ายและสนุก อีกทั้งครูเหล่านี้อาจจะเอาเกมที่ตนเล่นไปใช้กับเด็กนักเรียนได้ เมื่อต่างคนต่างเคยเล่นเกมกันแล้ว ย่อมเข้าใจดีว่าจะปรับหรือเพิ่มเติมดัดแปลงอย่างไรให้เข้ากับวัฒนธรรมหรือสไตล์ของตน

เกมแรกเชื่อว่า หลายคนอาจคุ้นเคยจากกิจกรรมรับน้องในรั้วมหาวิทยาลัย ผมให้ชื่อว่า 'คำมั่นสัญญาณ' (ฝรั่งเรียก 'Simon Says') เริ่มต้นโดยครูทุกคนจะยืนล้อมรอบกันเป็นวงกลม เงี่ยหูตั้งใจฟังคำสั่งจากคนนำเกมที่ออกคำสั่งให้พวกเขาขยับเคลื่อนไหวร่างกาย หรือทำสิ่งต่างๆ นานา อาทิเช่น นั่งลง แตะตัวคนข้างๆ หรือว่า ปรบมือ คนนำพูดช้าบ้าง เร็วบ้าง เว้นจังหวะทอดยาวก่อนเริ่มคำสั่งใหม่บ้าง หรือเริ่มคำสั่งใหม่มาติดๆ หลังจบคำสั่งก่อนหน้า แต่ครูเขาไม่ต้องทำตามทุกคำสั่งหรอกครับ

เพราะครูทุกๆ คน (ผู้ที่ตอนนี้กลายเป็นนักเรียนว่านอนสอนง่ายสั่งอะไรก็ทำตามไปหมดแล้ว) ต้องคอยสังเกตจับคำที่บอกไว้ว่าเป็น 'สัญญาณ' อย่างเช่น กำหนดให้เป็นคำว่า 'ทุกคน' พอเอ่ยประโยคคำสั่งว่า 'ขอให้ทุกคนยืนขาเดียว' อเมริกันทุกคนก็ต้องรีบยืนกระต่ายขาเดียว แต่ถ้าบอกว่า 'เอาสองมือไว้บนหัว' ไม่มีคำสัญญาณไม่ต้องทำตาม แต่ในขณะที่เล่นเกมก็มีคนเผลอ ทำตาม บ้างไม่ได้ทำตาม พาลไปทำอย่างอื่นนอกคำสั่งเลยก็มี

หลังเกมนี้เราต่างแลกเปลี่ยนสะท้อนให้เห็นกันและกันว่า พวกครูของเราส่วนมากมักจะทำผิดเพราะเหตุ 2 อย่าง อย่างแรกคือ ถ้าไม่เพราะเหม่อ ใจลอย ก็เผลอไปคิด นึกถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ ตอนตัวอยู่ในวงใจกลับลอยไปที่อเมริกา หรือลอยไปหากาแฟของว่าง หูได้ยินเสียง แต่ไม่ได้ยินคำสั่งอะไร ไม่ก็คิดไปเรื่อย

อย่างที่สองซึ่งมักจะทำให้พลาดไม่ได้ทำตามคำมั่นสัญญาณกัน ก็คือ เพ่งจ้อง กรณีนี้ครูบางคนตั้งใจมาก เอาจริงเอาจังกับเกม ทำให้มีใจไปจดจ่อกับคำสั่งโดยเฉพาะสัญญาณมากเป็นพิเศษ ภาวะที่เกิดขึ้นจึงเป็นความรู้สึกหนัก กดดัน ไม่สบายผ่อนคลาย แทนที่จะดีที่คอยตะแคงหูจับเสียง ดันกลายเป็นว่าแม้ได้ยินคำสัญญาณแล้ว ก็ยังเพ่งจ้องคำนั้นอยู่ พอประโยคไปถึงคำสั่งว่าให้ทำอะไร กลับจำไม่ได้เสียแล้วว่าเขาให้ทำอะไร รู้แต่ว่าจะรอดักฟังคำสัญญาณ อย่างนี้ก็พลาดเอาง่ายๆ

ผ่านกิจกรรมแรกไปแล้ว ได้แลกเปลี่ยนจนรู้สึกอิน (in) เข้าใจและคุ้นเคยกับเรื่องการเหม่อ-เผลอคิด และการติดเพ่งจ้องกันแล้ว ผมก็ให้มาเล่นเกมต่อไป เกมนี้มีชื่อว่า 'เมล็ดพันธุ์แห่งสติ' (Seed of Mindfulness) ซับซ้อนกว่าเกมแรกหน่อยตรงที่เรามีอุปกรณ์ประกอบการเล่น เป็นเมล็ดถั่วเขียวและถ้วยเล็กๆ จะเป็นพลาสติกหรือเซรามิคก็ได้ คนละสองใบ แต่หากใครสนใจจะนำไปใช้เล่นเองหรือทำกิจกรรมนี้บ้าง จะใช้เม็ดข้าว เม็ดมะขาม หรืออะไรก็ได้ที่ใกล้เคียงกันครับ เพราะเราจะใช้เมล็ดพืชเมล็ดพันธุ์ทั้งหลายนี้เอาไว้ให้หยอดลงถ้วยเล็กใบนั้น ของใครของมัน

หลังจากทุกคนเสาะหามุมที่ชอบในละแวกใกล้พอเห็นและได้ยินถึงกัน แยกย้ายหย่อนตัวลงนั่งและวางถ้วยไว้เบื้องหน้ากันแล้ว ผมแจกเมล็ดถั่วเขียวให้คนละกำมือใส่ในถ้วยใบแรก เปิดเพลงบรรเลงสบายๆ ให้ฟัง บอกว่าให้เอาจิตไปไว้กับการฟัง แล้วดูความเคลื่อนไหวของจิตตนเอง อันเป็นธรรมชาติของมันที่จะไม่อยู่นิ่ง

เมล็ดถั่วเขียวในมือกลายเป็นแต้มคะแนน ตัวเองเป็นทั้งกรรมการและผู้เล่นในสนาม เมื่อกรรมการจับได้ว่าผู้เล่นหรือตัวเองนั้นได้ขาดสติไปรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งใน 2 ข้อ ก็สามารถได้คะแนนโดยหย่อนเมล็ดถั่วเขียวลงไป 1 เมล็ดในถ้วยใบที่สอง

ขาดสติแบบแรกคือเหม่อ-เผลอคิด กำลังนั่งอยู่ดีๆ นึกได้อีกที เอ๊ะเมื่อครู่ฟุ้งซ่านไปนึกฝันถึงอะไรทำให้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ในขณะที่นั่งอยู่ในวัดป่ากับสิ่งที่กำหนดให้จิตไปรู้ คือ เสียงเพลง ก็หย่อนไว้ 1 เมล็ด หรือจู่ๆ รู้สึกตัวขึ้นได้ว่าเมื่อกี้นึกถึงงานภาระคั่งค้างที่โรงเรียน ใจไม่ได้อยู่เมืองไทย ก็หยอดไปอีก 1 เมล็ด ให้คะแนนแก่การจำได้ (และจับได้) ถึงอารมณ์ความไม่รู้ตัวของเรา

ส่วนการขาดสติแบบที่สองคือ เพ่งจ้อง สภาวะตอนที่เพ่งจ้องนั้นจะเป็นอาการเกร็งๆ รู้สึกหนักๆ ตื้อๆ ช้าๆ ไม่ว่องไว ขณะที่นั่งพลันรู้สึกได้ว่าจดจ่อดูใจว่าจะคิดจะใจลอยหรือไม่จนใจหนักอึ้ง ก็หย่อนเมล็ดถั่วเขียวลงไป สังเกตใจจนมือไม้ที่ถือกำถั่วเขียวเขม็งเกร็ง รู้ตัวแล้วก็เติมถั่วเขียวลงถ้วยอีกเมล็ด ให้คะแนนแก่ความจำอารมณ์จดจ่อเพ่งจ้องของเราได้

หลังจากเพลงแรกผ่านไป ผมเปิดเพลงที่มีเนื้อร้องบ้าง บางคนบอกว่า 'หลุด' บ่อยขึ้น เพราะว่ามีเนื้อทำให้ใจพยายามไปตามฟัง ตามคิด ติดไปกับเนื้อเพลง ไม่ค่อยได้อยู่กับตัวนัก ส่วนเพลงที่สามผมให้เอาใจมาไว้ที่ลมหายใจแทน ซึ่งบ้างก็ว่าง่ายกว่า เพราะดนตรีช่วยให้ผ่อนคลาย บ้างก็ว่ายากกว่า เพราะมัวแต่จะไปฟังเพลงเลยจิตไม่อยู่กับลมหายใจ สำหรับเพลงสุดท้ายให้เอาจิตไว้ที่ลมหายใจเหมือนเดิม แต่คราวนี้เปิดเพลงแนวคันทรี มีเนื้อร้องสนุกสนาน พร้อมผมเองแกล้งเต้นออกท่าทางชวนให้เผลอด้วย ยากขึ้นไปอีกแบบ

ตลอดเวลาร่วมยี่สิบนาทีที่ต่างคนต่างหยอด บรรยากาศเสียงเพลงหลากหลายนั้นจะอบอวลไปด้วยเสียงกรุ๊งกริ๊งของเมล็ดถั่วเขียวกระทบถ้วย บางคนบ้างก็หย่อนเสียงรัว บ้างก็นานๆ จะดังกรุ๊งกริ๊งสักที เกิดเป็นสุ้มเสียงสำเนียงเสนาะที่น่าสนใจและไม่ซ้ำใครขึ้นมา

ตอนท้ายผมพาทุกคนมาล้อมวง ถอดบทเรียนร่วมกัน เกิดความรู้กันขึ้นมาว่า บางทีที่เราความชื่นชมเพื่อนที่ตลอดทั้งช่วงมีเสียงลงถ้วยไปไม่กี่เมล็ด แสดงว่าหลุดน้อยนั้น อาจไม่เป็นดังว่า เพราะเจ้าของถ้วยที่นานทีมีเสียงหน หาใช่มีสติรู้เนื้อรู้ตัวมาก แต่เพราะหลุดยาว ปล่อยเหม่อ-เผลอคิดนาน ใจลอยไปถึงไหนต่อไหนและเพลิดเพลินอยู่ในความคิดนั้น พอได้สติรู้ตัวสักที จึงจะหย่อนลงไป ไม่ได้มีสติดีไปกว่าคนที่หย่อนถี่ๆ เลย

กิจกรรมนี้ผมพัฒนามาจากกิจกรรมในชื่อเดียวกันของคุณแม่อมรา สาขากร นะครับ ท่านได้ฝึกอบรมการเจริญสติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทั้งที่มูลนิธิสวนพุทธธรรมและหน่วยงานต่างๆ ที่เชิญไปบรรยายและนำกิจกรรม ต่างกันตรงที่กิจกรรมของท่านเน้นที่ 'ความไม่ประมาท' ให้เรารู้จักการตกหลุมกรรมหลุมยถากรรม

ตอนท้ายของกิจกรรมในโครงการ เพื่อนครูฝรั่งอเมริกันสะท้อนว่าทั้ง 2 กิจกรรมนี้เขานำไปทำได้ไม่ยากเลย และตั้งใจว่าจะเอาไปให้นักเรียนในชั้นของตนได้ฝึกได้เล่นบ้าง ให้เด็กๆ ที่นั่นได้รู้จักการเจริญสติในรูปแบบเกมที่สนุกสนานและทำได้ไม่ยากกัน

ขนาดครูฝรั่งยังบอกว่ากิจกรรมนี้ง่าย ผมว่าเราชาวไทยแต่ละคนก็นำไปฝึกฝนเอง หรือชักชวนเพื่อนพ้องน้องพี่มาเล่นด้วยกันได้...ไม่ยากครับ :-)
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #18 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 04:03:49 PM »


 
มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

บันไดสู่วิสัยทัศน์

ยังจำบันไดสู่ทีมที่มีประสิทธิภาพที่นำมาเล่าสู่กันฟังเมื่อสัปดาห์ก่อนได้ไหมครับ แต่ละขั้นของบันไดต่างมีคำถามสะท้อนสู่แนวคิดหลักสำหรับแต่ละช่วงพัฒนาการของทีม

เมื่อก้าวขึ้นสู่ขั้นแรก เราจะพบกับคำถาม 'ฉันคือใคร?' เพื่อมั่นใจได้ว่าเรามีความปลอดภัย (Safety) และได้รับการยอมรับ ขั้นที่สองคือคำถาม 'คุณคือใคร?' ให้ได้ไว้วางใจ (Trust) ในกันและกัน บันไดขั้นต่อมาว่าด้วยความใกล้ชิดสนิทสนม (Intimacy) ในทีม ความรู้สึกร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน จากคำถาม 'พวกเราคือใคร?' นำไปสู่ขั้นที่สี่ 'โจทย์คืออะไร?' ถึงคราวนี้เราทั้งทีมมีภารกิจและมีเป้าหมาย (Goal) ร่วมกันอย่างชัดเจนแล้วครับ

ทิ้งท้ายไว้ว่าขั้นสุดท้ายของบันไดสู่ทีมที่มีประสิทธิภาพคือ 'วิสัยทัศน์' (Vision) และจะมาเล่าสู่กันวันนี้ ผมมั่นใจว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่าวิสัยทัศน์ดี บางครั้งเรายังเปรียบเปรยว่าเป็นเหมือนฝั่งผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ที่เราใฝ่ฝัน ทำให้เราต้องออกแรงพายเรือฝ่าคลื่นลมไปให้ถึง

วิสัยทัศน์จึงทั้งกระจ่างชัดและพร่าเลือนในเวลาเดียวกัน คำถาม ณ บันไดขั้นสุดท้ายที่ผมจะเฉลยคือ 'เรากำลังจะไปไหน?' นั่นเองครับ

สิ่งที่ได้ชื่อว่ามีคุณลักษณะเป็นวิสัยทัศน์ มันจะมีพลัง สามารถกระตุ้นทุกคนในทีม จูงใจและดึงดูดให้ทุกๆ คนให้ความสนใจและตั้งใจมุ่งไปยังทิศทางนั้น การมีวิสัยทัศน์เท่ากับการได้ร่วมกันสร้างฝันให้คนในทีม เป็นการมองโลกในแง่ดีต่ออนาคตของกลุ่มหรือองค์กร

วิธีการทำวิสัยทัศน์โดยทั่วๆ ไป ที่คนเขาใช้กัน เกือบทั้งหมดล้วนมีภาคทฤษฎีให้คำแนะนำ หรือวางแนวทางเอาไว้ว่า วิสัยทัศน์ที่ดีต้องสั้น ไม่ยืดยาว มีความกระชับและชัดเจน เนื้อหาในวิสัยทัศน์ต้องพูดถึงคุณค่า แสดงออกถึงแรงมุ่งมาดปรารถนา (passion) และเห็นความใฝ่ฝันขององค์กร

ถ้าพวกเราเป็นนักกีฬาแข่งเรือยาวที่ต่างรู้ความถนัดของตัวเอง ได้รับมอบหมายหน้าที่สมควรแก่ฝีมือของตนแล้ว ยอมรับความรู้ทักษะของกัน ได้รู้จักคุ้นเคยสนิทสนมกัน เรือลำนี้ก็มีลูกเรือที่ต่างคนล้วนรู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจในเพื่อน เห็นภารกิจเป้าหมายระยะสั้นชัดเจนว่าจะต้องร่วมกันออกแรงพายเรือลำนี้ไปเข้าเส้นชัย แต่อนิจจาไม่มีฝันร่วมกันว่าอยากจะไปแข่งระดับนานาชาติ หรือสร้างสถิติขึ้นมาใหม่ เรือยาวลำนี้ก็คงยังเคลื่อนออกไปได้ แต่ไร้ชีวิตชีวา และน่าเสียดายศักยภาพที่ลูกเรือแต่ละคนมียิ่งนัก หรือหากแม้ว่ามีบางคนที่ฝันอยากไปแข่งขันชิงแชมป์โลก แต่คงยากที่จะประสบผลสำเร็จหากเพื่อนๆ ทั้งทีมไม่เอาด้วย

คงจำกันได้นะครับ เมื่อไม่กี่ปีก่อนที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันบ้านเราประสบภัยสึนามิ ชาวไทยเราทั่วทุกหัวระแหงหลั่งไหลกันลงไปในพื้นที่ทำงานอาสาสมัครช่วยเหลือค้นหาศพและกู้ภัยกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ศูนย์ย่านยาวซึ่งเป็นสถานที่ให้ความช่วยเหลือและจัดการศพนั้นเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงวุ่นวาย ต้องจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ซ้ำเรื่องในทุกวัน ที่นั่น ผมเห็นป้ายขนาดใหญ่อันหนึ่งติดไว้เด่นชัด เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “We Will Take Them Home” (เราจะพาพวกเขากลับบ้าน) ผมรู้สึกประทับใจและทราบมาว่าอาสาสมัครที่ได้เห็นประโยคนี้ต่างมีกำลังใจในการทำงานขึ้นอีกมาก สำหรับผมแล้ว แผ่นป้ายนี้ช่างมีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ประกาศสื่อสารวิสัยทัศน์ไปยังทีมที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนคนทุกวัน (แม้ในกรณีนี้ค่อนไปทางพันธกิจมากหน่อย) และสามารถสัมผัสถึงใจทุกคนที่กำลังทำภารกิจอันหนักหนาสาหัสนี้อยู่

ขนาดองค์กรที่มีพลวัตสูงทั้งคนและงานอย่างกลุ่มอาสาสมัครย่านยาวยังมีวิสัยทัศน์เลย และดีมากเสียด้วยครับ คือ สามารถพาให้คนก้าวข้ามข้อจำกัดของอัตตาอันคับแคบของตน ไปร่วมกันทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่เชื่อมโยงกับคุณค่าที่ทุกคนถือร่วมกัน

พวกเราในภาคธุรกิจ มีลักษณะจัดตั้งองค์กรบริษัทห้างร้านเอกชน เรามักจะมีวิสัยทัศน์ที่ละม้ายคล้ายกัน ไม่มีอะไรแตกต่างกันมากมายนัก โดยมากต่างกันในรายละเอียดตามประเภทกิจการ คนที่เคยย้ายงานมาหลายบริษัทคงนึกออก ความท้าทายของการค้นหาวิสัยทัศน์สำหรับทีมในวงการธุรกิจก็จะอยู่ตรงที่จะมีวิสัยทัศน์อะไรที่จูงใจ และไม่ซ้ำไม่เฝือ อ่านไปรอบหนึ่งแล้ว แต่ไม่รู้สึกว่าผิดแผกอะไรจากองค์กรอื่น

ส่วนพวกเราในอีกบทบาทหน้าที่หนึ่งซึ่งอยู่ในภาคสังคม เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน อาจเป็นเครือข่าย หรือมูลนิธินั้น ก็ควรต้องมีวิสัยทัศน์เช่นเดียวกัน และมีความท้าทายไปอีกแบบหนึ่งที่ต่างไปจากเพื่อนๆ ในภาคธุรกิจ เพราะภาคสังคมมีทุนจำกัดบ้าง มีภารกิจต้องทำในระดับประเทศ แต่มีจำนวนคนไม่ถึงสิบ อีกทั้งผลที่เกิดจากการลงแรงทำงานไปส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เห็นชัดเจนออกมาเป็นยอดขาย หรือส่วนแบ่งทางการตลาดเหมือนอย่างบริษัทเขา

ประการสำคัญที่ไม่ควรละเลยก่อนจะทำวิสัยทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นทีมในบริบทสภาพแวดล้อม หรือในแวดวงไหน คือ เราควรต้องถามตัวเองให้ชัดว่า “ทำไมต้องทำวิสัยทัศน์?” ไม่ควรสักแต่ว่าทำให้มีวิสัยทัศน์ขึ้นมา เพราะใครๆ เขาว่าดี หรือเพราะมาตรฐาน ISO กำหนดให้ต้องมี

เราควรได้ทำวิสัยทัศน์โดยทีมของเราทุกคนเห็นความสำคัญและเห็นดีเห็นงามด้วย

เมื่อถึงขั้นตอนการทำ ในปัจจุบันมีเครื่องมือหรือวิธีการที่พวกเราในหลายแวดวงอาจนำมาใช้ในการประชุม หรือจัดเวิร์คชอปทำวิสัยทัศน์หลายอย่าง เช่น AIC (Appreciation, Influence and Control) และ SWOT Analysis ซึ่งเป็นคำย่อมาจาก Strength, Weakness, Opportunity และ Threat อันเป็นการหาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของเรานั่นเอง

โดยเฉพาะวิธี SWOT ซึ่งแพร่หลายมากในวงธุรกิจ บางแห่งจัดกระบวนการศึกษาแบบ SWOT ก่อน เพื่อได้รู้จักเข้าใจตัวเอง ได้วิเคราะห์สภาพแวดล้อมขององค์กรให้ถี่ถ้วนก่อน แล้วจึงเขียนวิสัยทัศน์ขึ้นมา บางแห่งก็กลับกัน ตั้งต้นด้วยการร่างวิสัยทัศน์ขึ้นมาก่อนแล้วจึงใช้ SWOT เพื่อตรวจทานและปรับแก้วิสัยทัศน์อีกครั้ง

ไม่ว่าเราจะสร้างวิสัยทัศน์ขึ้นมาใหม่ หรือปรับพัฒนาวิสัยทัศน์เดิมด้วยวิธีไหนเครื่องมืออะไร สิ่งสำคัญที่น่าจะให้เกิดขึ้นคือ การเอื้อเฟื้อและเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนที่มีส่วนร่วมในทีมของเรา ในองค์กรของเรา ได้รับฟังกัน ได้รับรู้ฝันของทุกๆ คน

ไม่ว่าจะเป็นเสียงเล็กเสียงน้อย แต่ละเสียง แต่ละฝันล้วนมีความหมายมาประกอบสร้างเป็นแรงมุ่งมั่นและความปรารถนาของทีมทั้งสิ้น

ในกระบวนทัศน์แบบวิทยาศาสตร์ใหม่นั้นบอกว่า เราควรจะลืมตรรกะแบบหยาบๆ ของมนุษย์ไปเสีย พวกเราคุ้นเคยในการคิดและทำเป็นเหตุผลเชิงเส้นโดยไม่รู้ตัว การทำวิสัยทัศน์ก็เช่นกัน อย่าไปคาดหวังว่าถ้าเราควบคุมทีละขั้นตอน ทำ 1 2 และ 3 แล้วจะได้ผลออกมาเหมือนดังที่คาดไว้ทุกครั้ง

หากเรารับฟังกันอย่างเปิดจิตเปิดใจที่จะรับรู้ เรียนรู้ เข้าใจ และชื่นชมทั้งหมดของความเชื่อความฝันของเพื่อนในทีม เราก็อาจได้วิสัยทัศน์มาง่ายๆ แม้ออกมาเป็นคำสั้นๆ ไม่สละสลวย สวยงามและครอบคลุม แต่จะเปี่ยมด้วยพลังและมีความมุ่งมั่นของทุกคนในวิสัยทัศน์นั้น โดยอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ไม่ต้องไปใช้เวลากับการจัดกระบวนการตามรูปแบบที่ใช้กันอยู่ทั่วไป

ไม่ว่าการทำวิสัยทัศน์รูปแบบวิธีไหน ถ้าให้ความสำคัญแก่การรับฟังอย่างลึกซึ้งตามรายทางของกระบวนการ เราจะได้รู้จักตนเอง ได้รู้จักกันและกันอย่างเปิดเผยและทั่วถึง เราได้สร้างความใกล้ชิดสนิทสนมให้เกิดขึ้นในทีม สร้างความกลมเกลียวขึ้นในองค์กร บางครั้งมันกลับสำคัญยิ่งกว่าการได้วิสัยทัศน์ออกมาเป็นคำๆ เสียอีก

ที่สำคัญวิสัยทัศน์ขององค์กรอาจไม่ได้มีแค่มิติด้านนอก คือ สิ่งที่เป็นประสบการณ์ที่รับรู้ได้จากภายนอก เช่น ผ่านการเห็น ได้ยิน หรือทำ แต่ยังมีมิติของการรับรู้และพัฒนาด้านใน รวมถึงอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก หรือจิตวิญญาณด้วย


และบางทีวิสัยทัศน์ที่อยากได้อาจไม่ออกมาในวันนี้ แต่จะปรากฏออกมาในวันหลังก็ได้ เมื่อทุกคนในทีมพร้อม และได้เป็นเจ้าของวิสัยทัศน์ร่วมกันอย่างแท้จริง :-)

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #19 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 04:05:28 PM »

มหาสมุทรแห่งปัญญา

สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

เพื่อนรัก... ผักติดฟัน

ผมมีคนรอบข้างเป็นนักวิทยาศาสตร์หลายคนไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ เพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้อง รวมทั้งนักศึกษาที่อยู่ในกระบวนการฝึกฝน เรียนรู้ ผมพบว่าบุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่นอกจากมีความสนใจในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการทำเรื่องยากๆ ให้เราเข้าใจ หรือบางทีพูดเรื่องง่ายๆ ให้เรางงไปเลยก็มี (ฮา) พวกเขายังมีสิ่งที่เป็นตัวร่วม หรือ หรม.--หารร่วมมาก-- อีกเรื่อง ก็คือ มุมมองต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

เป็นเรื่องปกติมากที่ผมได้ยินบรรดานักวิทยาศาสตร์บ่นว่า การทำงานกับคนด้วยกันนี่ยากจัง ไม่เหมือนทำกับสัตว์ทดลอง หรือเชื้อจุลินทรีย์ หรือสารเคมีในหลอดทดลองเลย “อั๊วะเบื่อทำงานกับคนจริงๆ ว่ะ” อาจารย์ผมเคยบ่นให้ฟังเมื่อหลายปีก่อน

ทำงานกับคนก็ท้าทายจริงๆ แหละครับ มันมักพาเราไปเจอกับสิ่งที่ไม่คาดหมาย เจอโจทย์ยากๆ ที่ต้องการความสามารถหรือศักยภาพที่เรายังไม่ได้ค้นพบ ที่เราต้องเอามันออกมาใช้ เหมือนในเกมออนไลน์ที่ต้องเก็บ item ใหม่ๆ ให้ได้ก่อนผ่าน level ถัดไป ที่สำคัญบางสถานการณ์โจทย์ยากๆ เหล่านี้ มันบังคับให้เราต้องเปลี่ยนแปลงตนเองก่อน จึงจะแก้ปัญหาได้ แล้วการเปลี่ยนแปลงมันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากซะที่ไหนล่ะครับ?

ตัวอย่างกรณี 'ผักติดฟัน' เรื่อง'ดูเหมือน' พื้นๆ อย่างนี้ เราก็ไม่ได้มีสูตรสำเร็จในการจัดการเสมอไป จริงไหมครับ? มันขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างว่า เหตุเกิดขึ้นที่ไหน? มีคนเห็นเยอะมั้ย? หากอยู่ที่บ้านกินกันเองสองคนนี่ก็ง่ายหน่อย คงบอกเลยทันทีเสียมาก หากกินในหมู่เพื่อนสนิท ก็อาจบอกตรงๆ หรือพูดติดตลกกันเพื่อนเขิน แต่ถ้าอยู่บนโต๊ะอาหารมื้อทางการ แถมนั่งอยู่ไกล นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ตรงไปตรงมา

สิ่งที่สำคัญมากสองสิ่งคือ ผักติดฟันใคร? และ ผักที่ติดส่งผลอะไรบ้าง!

ถ้าเป็นเพื่อนเรา เราก็คงดั้นด้นหาวิธีบอก แน่นอนว่าวิธีที่เราบอกเพื่อนนั้น ควรเป็นวิธีที่นุ่มนวลที่สุด บอกด้วยความรักและปรารถนาดี ไม่ได้หวังให้ได้เขินได้อาย แต่หากผักติดฟันคนที่เราไม่ชอบหน้า แล้วถ้าเราขาดสติ หรือเรามีความเมตตากรุณาไม่พอ เราก็อาจเผลอไผลปล่อยตัวปล่อยใจไม่ไยดีในความเดือดร้อนของคนอื่น

แต่อย่างที่ว่าตอนต้น ความสัมพันธ์กับคนนี่ยากนะครับ บางทีเพื่อนของเราอาจจะโกรธขึ้นมา ไม่พอใจที่เราไปบอก เจอตอบกลับมาแรงๆ สักทีสองที นี่ก็อาจจะเหนื่อยใจไปเหมือนกัน เรียกว่ามึนกันทั้งผู้ฟังและผู้บอก

ยิ่งถ้าผักที่ติดฟัน ไม่ใช่ 'ผัก' ธรรมดาที่เราเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เป็น Shadow (เงา) หรือส่วนของตัวตนที่เราทิ้งไป นี่ยิ่งยากไปใหญ่

อาจารย์สมพล ชัยสิริโรจน์ กระบวนกรแห่งกลุ่มขวัญเมืองกรุง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย เคยบอกว่า ดอกเตอร์ฮาล และ ซิดรา

สโตน เปรียบ Shadow เหมือนกับไพ่ที่เราทิ้งไป ทำให้เราต้องคอยปฏิเสธความเป็นตัวตนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของเราที่สมบูรณ์ จากเดิมที่เราเกิดมาเป็นเหมือนไพ่เต็มสำรับ ระหว่างการเติบโต เรากลับค่อยๆ ทิ้งไพ่ใบต่างๆ ไป และปฏิเสธว่าไพ่เหล่านั้น คุณลักษณะเหล่านั้น มันไม่ใช่ตัวเรา

ในกระบวนการเติบโตจนกระทั่งกลายมาเป็นคนอย่างเรา ไม่ว่าเราจะเลือกเป็นโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ล้วนเป็นกระบวนการของการเลือกจะไม่เป็นบางอย่าง หรือบางสิ่งที่ขั้วตรงข้ามกัน อย่างเช่นหากเราเป็นคนเชื่อประสิทธิภาพการทำงานแบบที่สามารถวัดเป็น 'ชิ้น' งาน ได้ เราก็มักปฏิเสธการให้เวลาและความสำคัญต่อความสัมพันธ์ และสิ่งนี้นี่เองอาจเป็นไพ่ที่เราทิ้งไป

ถ้าเรามีเพื่อนประเภททำงานแบบข้ามาคนเดียว ประมาณว่าเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย ยากที่จะเกิดสภาพการทำงานอย่างมีส่วนร่วมได้ จริงอยู่แม้งานหลายชิ้นจะลุล่วงไปได้ แต่ข้อเท็จจริงคือเพื่อนเรามันเหนื่อยมาก ทุ่มเทเวลาให้กับงานมาก จนทำให้คนอื่นถอยห่าง กรณีอย่างนี้เราจะบอกเขาอย่างไร และควรจะต้องบอกเขาให้เขี่ยผักที่ติดฟันอยู่นั้นออกไปหรือเปล่า

ว่ากันว่า Shadow นี้ ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าตัว หรือเจ้าของ Shadow จะหาพบกันง่ายๆ อุปมาดั่งคนถือเทียนไขพยายามมองหาเงาของตน ด้วยการวิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ ตัวเขาย่อมมองไม่เห็นเงาที่กำเนิดจากตนเอง ทาบยาวไปกับพื้นด้านหลัง ทั้งที่ผู้คนรายรอบต่างมองเห็นกันชัดเจน วิ่งหาจนงง จนหลง นึกไม่ออกเสียทีว่า สิ่งที่ฉันคิดว่ามันดีที่สุดในตัวฉัน มันเป็นสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าไม่ดีได้อย่างไร?

ผักจำพวก Shadow นี้ ไม่เพียงแต่จะหาด้วยตัวเองให้พบยาก และต้องอาศัยเพื่อนรักที่หวังดีแล้ว มันยังเป็นเรื่องที่บอกกล่าวกันลำบากนะครับ ถ้าเราไม่เปิดใจ เราก็จะไม่สามารถรับฟังคำตักเตือนได้ เพราะว่าสิ่งนี้มันรับยาก ในกระบวนการเติบโตของเรา เราอาจต้องทำการบ้านทั้งภายในและภายนอกมากเหลือเกินที่จะกำจัดตัวตนส่วนนั้นของเราออกไป อยู่ๆ จะให้เราบอกว่าไอ้สิ่งที่เราใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อทิ้งมันไป มันนั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งของเรา อย่างนี้จะรับได้อย่างไร?

กระบวนการให้เรายอมรับส่วนนั้นกลับเข้ามา ต้องอาศัยความกล้าหาญโดยส่วนตัว และการสนับสนุนจากชุมชนกัลยาณมิตรรอบตัวมากเหลือเกิน ดังเช่นที่ อาจารย์ณัฐฬส วังวิญญู จากกลุ่มจิตวิวัฒน์และขวัญเมืองกรุง เรียกว่าต้อง 'ปลอดภัย เปราะบาง เปลี่ยนแปลง'

เจ้าของ Shadow ที่ไม่ฟังหรือไม่มีกัลยาณมิตร ก็ยากที่จะได้รู้จักและกลับไปรวมกับเสี้ยวส่วนตัวตนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเขาได้ ถ้าเพื่อนเราไม่มีทีท่าว่าจะเห็นผักนี้เลย และดูเขาก็ยังไม่พร้อม ยังไม่อยากฟัง ซ้ำเพื่อนยังเป็นคนที่แรง หากเราดันทะเล่อทะล่าบอกไปไม่ดูตาม้าตาเรือ จะโดนหางเลขแถมมาด้วยหรือไม่ บางทีเราก็ควรจะอดใจ รอจนเขาคลี่คลายตนเอง เปิดใจยอมรับขึ้น ... ดีไหม?

ถ้า 'ผัก' นั้น มันติดอยู่ที่ใจของเพื่อน แล้วมันส่งผลกระทบในแง่ลบต่อคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงานล่ะ? หากเราเลี่ยงที่จะไม่บอกไม่ได้ เทคนิคการสื่อสารเจรจาทั้งหลาย ทั้งการประเมินสถานการณ์ รอจังหวะหาโอกาสบอก รวมทั้งคิดสรรหาคำพูดดีๆ ที่เหมาะสม ไม่ทำให้เพื่อนรู้สึกเสียหน้า หรือว่าถูกตำหนิโจมตี ทั้งหมดนี้อาจจะยังไม่พอ

ผมคิดว่า เราต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้ดี เพราะการบอกเพื่อนว่าผักติดฟันนี้สำคัญที่เจตนา เราต้องบอกเขาเพราะเรากำลังทำหน้าที่กัลยาณมิตร เป็นเงาสะท้อนให้เพื่อนได้เห็นตัวเองโดยไม่บิดเบือน ปัจจัยจึงไม่ได้อยู่เพียงเทคนิคร้อยแปดในการหาจังหวะเวลา หรือการเลือกใช้คำพูดเท่านั้น แต่อยู่ที่ความเปิดเผย จริงใจ และไม่คาดหวังผลอีกด้วย

หากเราไม่บอก เพื่อนเราคนนั้นคงยังทำงานต่อไปได้ และเราก็ยังสุขสบายดี แต่เราได้พลาดโอกาสในการทำหน้าที่ดูแลช่วยเหลือเขาอย่างจริงใจ ไม่มีผลประโยชน์เคลือบแฝง และเขาจะพลาดโอกาสในการได้กลับมาทบทวนตัวเอง กลับมาดูตัวเองในแง่มุมของคนอื่น เป็นโอกาสการพัฒนาตนที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ทุกเมื่อ เหมือนโอกาสที่ผักจะติดฟันเราหลังทานอาหาร

ตัวเราก็ไม่ควรเกร็งหรือสรรหาเทคนิควิธีการมากจนไม่ได้เริ่มทำหน้าที่ การได้ลงมือบอกเท่ากับเราได้ฝึกฝนการสื่อสารด้วยความกรุณาไปแล้ว มีความจริงใจในฐานะกัลยาณมิตรเป็นเบื้องต้น ไม่คาดหวังว่าเพื่อนจะต้องเขี่ยผักออกทันทีที่เราบอก ไม่เสียใจผิดหวังถ้าเพื่อนจะมองไม่เห็นผัก แล้วแปลเจตนาเราไปเป็นอื่น

เพียงแต่ได้เอื้อนเอ่ยบอกเพื่อนรักว่า 'ผักติดฟัน' เราก็ได้ฝึกฝนตัวเอง ได้ทำหน้าที่เพื่อนที่ดี เพื่อนเราก็ได้ทบทวนตัวเอง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้สภาวะที่เป็นมิตร จริงใจ และไม่คาดหวัง :-)
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #20 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2007, 07:39:41 PM »


 
มหาสมุทรแห่งปัญญา

: สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

เรียนไปก็ไม่ได้ใช้?

“สิ่งที่กำลังจะได้เรียนรู้ร่วมกันในไม่กี่สัปดาห์ต่อไปนี้ อาจจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ กับพวกเธอเลยก็ได้”

หลังจากผมเอ่ยทักนักศึกษาครั้งแรกที่เราเจอกันเช่นนี้ ห้องที่เด็กๆ คุยกันแซดเป็นนกกระจอกแถวตลาดสดแตกรังก็เงียบลง นักศึกษาดูงงๆ เล็กน้อย โดยมากคงคิดในใจว่า “อืมม์...ก็คงใช่แหละ เพราะที่ฉันเรียนมาตั้งสิบกว่าปีก็ไม่เห็นจะได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย” (ฮา)

ผมอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ว่าไม่เกิดประโยชน์นั้นไม่ใช่ในแง่ที่เขามักคิดว่า “เรียนอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นได้เอาไปใช้” อย่างที่มักบ่นให้ได้ยินกัน แต่เป็นเพราะมนุษย์จำนวนมาก มากอาจจะเกือบหมดโลกนี้ รวมถึงพวกเขา หรือรวมถึงผมด้วย อาจต้องตายไปเร็วๆ นี้

ยิ่งเมื่อผมเล่าตัวอย่าง และนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ให้ดูสนับสนุนคำพูดของผม ทั้งห้องก็ดูตกใจและเงียบงันลงไปอีกครั้ง โดยเรื่องและภาพที่ผมแบ่งปันให้พวกเขาดูก็เป็นหลักฐาน เป็นประจักษ์พยานโดยตัวมันเอง ไม่ต้องการให้ผมไปปกป้องไปเถียงแทนแต่ประการใด

ภาพของธารน้ำแข็งที่หดหายไปทุกปีๆ ไม่ว่าจะธารน้ำแข็งเซาท์แคสเคด รัฐอลาสกา สหรัฐอเมริกา กรีส์ในสวิตเซอร์แลนด์ หรือ พาตาโกเนีย ในอาร์เจนตินา-ชิลี หรือหิ้งน้ำแข็งที่ละลายและถล่มอย่างต่อเนื่อง ทำเอานักศึกษาที่โลกปกติหมุนวนหมุนเวียนแค่ระหว่างหอพักกับอาคารบรรยายได้เปิดกว้างขึ้น และทำให้เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่กำลังได้รับผลกระทบในเวลาไม่ช้า

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมมักเริ่มวิชาชีววิทยาเบื้องต้น สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวสุขภาพของโลกในปัจจุบันเช่นข้างต้น ว่าโลกเรานั้นป่วยแค่ไหน สาเหตุคืออะไร และเราจะทำอะไรกับมันได้อย่างไรบ้าง

ผมว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบทางวิชาการ แต่เป็นความรับผิดชอบทางจริยธรรมด้วย ที่นักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะนักชีววิทยาต้องเตือนมนุษย์ว่า “กรรมติดจรวด” ในแง่สิ่งแวดล้อมนั้นมีจริง ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ลบหลู่หรือไม่ลบหลู่ก็ตาม

ในวิชาชีววิทยาเบื้องต้น เราเริ่มเรียนรู้กันจากเรื่องวิวัฒนาการ ตามด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ พฤติกรรม นิเวศวิทยา สิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ แต่ละหัวเรื่องถูกออกแบบ ให้สอดคล้องไหลเลื่อนเคลื่อนที่ เชื่อมโยงกันเป็นดั่งคลื่นในมหาสมุทร ขณะเดียวกันก็เหมือนมาลัย ที่บรรจงจัดวางแต่ละดอก ไว้อย่างมีความหมาย อย่างสมเหตุสมผล

เริ่มด้วยเรื่องวิวัฒนาการ เรารู้จักโลกว่ามีอายุยืนยาวกว่าสี่พันหกร้อยล้านปี สี่พันหกร้อยล้านปีนะครับ ว่ากันว่าระยะเวลายาวขนาดนี้เรานึกกันไม่ออกหรอกครับ แต่ถ้าจะเทียบกันกับมนุษย์ที่เพิ่งจะโผล่มาบนโลกได้แค่สี่ถึงห้าล้านปีนี้ (นับเอาจีนัส Homo ที่เริ่มสร้างเครื่องมือได้) ให้อุปมาว่าหากความยาว ตั้งแต่หัวไหล่ถึงปลายนิ้วของเราเป็นอายุของโลกแล้ว หากเราเอาตะไบเล็บปาดเข้าที่ปลายเล็บของเราครั้งหนึ่ง เศษขี้เล็บที่หลุดออกไปนั่นน่ะครับ...มนุษย์เรา เราเพิ่งจะปรากฏกายบนโลกกลมๆ ใบนี้ได้เสี้ยวหนึ่งของโลกและจักรวาลนี้เท่านั้น แต่มักจะคิดว่าฉันนี่แหละเจ้าของโลกใบนี้ โลกนี้มีอยู่ก็เพื่อให้ฉันใช้ ถึงขนาดนั้นก็มี

จากนั้นเราพูดคุยกันต่อถึงการกำเนิดชีวิต โดยทฤษฎีหลักตอนนี้ที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกกำเนิดจากสิ่งไม่มีชีวิต จากก๊าซโมเลกุลเล็กๆ อยู่กับน้ำร้อนกับรังสีอัลตราไวโอเลต ต่อมาเกิดเป็นสารอินทรีย์ โมเลกุลใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว กว่าจะเกิดขึ้นก็อาศัยเวลาพันกว่าล้านปีนะครับ เมื่อสามพันกว่าล้านปีที่แล้ว จากเซลล์เดียวก็กลายมาเป็นหลายเซลล์ ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งโลกเรามีความหลากหลายทางชีวภาพมากมายอยู่อย่างในปัจจุบัน

ที่ว่าหลากหลายนั้นมากมายสักแค่ไหนหรือครับ ว่ากันว่า โลกเรามีสิ่งมีชีวิตประมาณ 5-30 กว่าล้านชนิดหรือสปีชีส์ นักวิทยาศาสตร์บางคนว่ามากกว่านั้นอีกมาก แม้ว่าจำนวนชนิดทั้งหมดจะยังไม่รู้เป็นที่แน่ชัด แต่ที่รู้กันค่อนข้างแน่คือ จำนวนที่เรารู้จักแล้ว มีการจำแนกและให้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ (เช่น มนุษย์ คือ Homo sapiens) นั้น มีอยู่แค่หนึ่งล้านห้าแสนเท่านั้น โดยเป็นแมลงเสียครึ่งหนึ่ง ผมมักจะถามว่าใครอยากมีสิ่งมีชีวิตที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ตั้งตามชื่อตนเองบ้าง นักศึกษาเกือบทั้งหมดจะตอบว่าใช่ ผมก็จะยืนยันว่าโลกมีสิ่งมีชีวิตให้ทุกคนในชั้นเรียนอย่างแน่นอน คนละหลายๆ ตัวเสียด้วย

ต่อด้วยนิเวศวิทยาที่ทำให้เรารู้จักว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่เว้นแม้แต่สิ่งเดียว มีความน่าทึ่งอย่างเหลือหลาย เช่น หอยบางชนิดเกิดในปล่องน้ำพุร้อนใต้ทะเลลึก อุณหภูมิหลายร้อยองศาเซลเซียส ไม่เคยเห็นแสงมาก่อนเลย แมลงบางชนิดจำศีลอยู่ใต้ดินแล้วโผล่ขึ้นมาผสมพันธุ์แล้วตายทุกๆ 17 ปี แล้วก็นับปีไม่เคยพลาดเสียด้วย กบที่ออสเตรเลียก็จำศีลใต้ทะเลทรายได้ถึงเจ็ดปีทีเดียว สิ่งที่น่าประทับใจเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ คือ ความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตรอบๆ ตัวมันด้วย เช่น หมัดที่อาศัยรูจมูกนกฮัมมิ่งเบิร์ดในการเดินทางระหว่างดอกไม้

มาถึงขั้นนี้ เราได้รู้ความเป็นมาอันยาวนานของทุกชีวิตบนโลก ความหลากหลายงดงาม และความสมดุลของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน พร้อมๆ กับได้รู้ว่า ชีวิตจำนวนมากนี้กำลังสูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว ด้วยอัตราเร็วถึง 100-1,000 เท่าของปกติ หรือประมาณชั่วโมงละอย่างน้อย 3 ชนิดที่สิ้นจากโลก

สิ่งที่เรากำลังเรียนกันอยู่ในวิชานี้จึงไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าเกือบทุกชีวิตบนโลกกำลังจะหายไป น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลาย และหายนะจากภาวะโลกร้อนกำลังมา ซึ่งความเป็นจริงก็คือไม่ใช่แค่ “กำลังจะมา” แต่เรากำลังอยู่ในวิกฤติแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้เป็นโหมโรงให้เราได้ตายใจเท่านั้น ทิม แฟลนเนอรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการสูญพันธุ์ และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกชาวออสเตรเลีย เพิ่งออกมาให้ข่าวว่า ระดับของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกที่นักวิทยาศาสตร์เคยประมาณการกัน ในโมเดลที่เป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุด (worst case scenario) สำหรับอีกสิบกว่าปีข้างหน้าว่าคือ 455 ส่วนในล้านส่วนนั้น ค่านั้นได้เลยไปแล้วตั้งแต่กลางปี 2548 “ไม่ใช่ปีหน้าหรือทศวรรษหน้า แต่มันเป็นตอนนี้แล้ว” เขากล่าว

ยามเมื่อน้ำท่วมอย่างถาวร ไม่เพียงแต่กรุงเทพฯ แต่ภาคกลางทั้งหมด ยามเมื่อเปลือกโลกเคลื่อนตัวอย่างรุนแรงมหาศาล ทุกคนจะเข้าใจดี แม้ว่ามันจะสายเกินไป

ความรู้ทางเทคนิคเหล่านี้แทบจะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร กับนักศึกษาและเราทุกคนเลยครับ ถ้ายังไม่เห็นว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่กำลังป่วยหนัก และตระหนักว่ามนุษย์เรานี่เองที่เป็นต้นเหตุของภัยพิบัติ

เนื้อหาและเรื่องราวชีววิทยาที่เรียนกันมา จึงไม่ใช่เพียงแค่ความรู้ติดตัวไว้ ใช้ประกอบอาชีพต่อไปหลังจบการศึกษาเท่านั้น แต่ต้องได้ซึมซับเข้าไปในหัวใจ ได้ชื่นชมความงามของโลกและชีวิต และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งบนโลกที่สิ่งมีชีวิตใหญ่น้อยอยู่ร่วมกัน ถ้าเพียงแค่ท่องจำแล้วนำไปสอบให้ผ่าน เราก็กำลังพลาดเป้าหมายสำคัญของวิชานี้ไปเสียแล้ว

สิ่งที่ผมอยากจะบอกกับพวกเขาเหล่านั้นที่กำลังเรียนก็คือ...ก็เป็นไปได้ที่ว่าสิ่งที่เธอจะได้เรียนแล้วไม่เกิดประโยชน์ แต่ถ้าหากมนุษยชาติและโลกจะร่วมกันผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ ก็ต้องเป็นเพราะมีคนที่เข้าใจ เห็นความเชื่อมโยงของตนเองและทุกๆ สรรพสิ่งรอบตัว ในระดับที่วิทยาศาสตร์กลไกไม่ได้สอนพวกเขา... บางทีสิ่งที่พวกเขาเรียนวันนี้ อาจเป็นสิ่งที่โลกอนาคตต้องการ และเป็นเงื่อนไขของการอยู่รอดของพวกเราทั้งหมดก็ได้

 [/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!