วิสัชนา...ภาพอัศจรรย์

(1/1)

ป้าสุ:

วิสัชนา...ภาพอัศจรรย์
[/color]
โดย - ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ปรากฏการณ์ที่สร้างความสนใจอย่างกว้างขวาง เกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการถ่ายภาพสถานที่สำคัญทางศาสนา หรือในศาสนพิธีแล้วมีรูปดวงไฟแสงสว่างกลางอากาศ ขณะที่อีกด้านก็นำไปสู่การพิสูจน์ด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่พยายามอธิบายว่าดวงไฟหรือแสงที่เกิดขึ้นมาจากละอองน้ำ บวกกับความละเอียดของกล้องสมัยใหม่ จึงสร้างภาพที่แปลก อัศจรรย์ได้

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลายคนยังเชื่อว่าภาพที่เห็นเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ ขณะที่หลายคนไม่เชื่อถือ และพลอยไม่เชื่อถือสิ่งที่เป็น คำสอนในพระพุทธศาสนาไปด้วย

พระอาจารย์อารยะวังโส แห่งวัดป่าพุทธพจน์หริภุญชัย จ.ลำพูน ให้โอกาส “โพสต์ทูเดย์” บันทึกคำเทศนาที่มุ่งจำเพาะเจาะจงในเรื่องนี้ และอนุญาตให้นำเผยแพร่พร้อมกับเรียบเรียงในส่วนที่สำคัญได้

พระอาจารย์อารยะวังโสเทศนาว่า ที่จริงมีผู้สนใจเรื่องดังกล่าวมานานแล้ว แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีกล้องถ่ายรูปมีความไวสูง ความละเอียดมาก และมีการพูดปากต่อปากมากขึ้น

แต่เรื่องนี้ไม่ใช่หลักใหญ่แห่งคำสอนของพุทธศาสนา ก่อนจะศึกษาหรือวินิจฉัยจึงต้องแยกให้ออกก่อนระหว่างคำสั่งสอนทางพุทธศาสนา กับสิ่งที่มีอยู่ อย่าเอามาเป็นเรื่องเดียวกัน

ในฐานะที่เป็นชาวพุทธ พื้นฐานหลัก ต้องเชื่อเรื่องการเกิด การดับ ต้องเชื่อว่ายังมีความต่อเนื่อง เกิด ที่ยังไม่จบสิ้น ตราบใดที่ไม่สิ้นสุดถึงสิ้นคำว่าพระนิพพาน  



ดังนั้น สิ่งที่เป็นต้นเหตุแห่งการเกิด การดับ ก็คือ จิตวิญญาณ ที่มีสภาพ และไปตามเหตุตามปัจจัย ต้องหาภพ หาชาติ สัตว์ทั้งหลายจึงทุกข์ เพราะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย โดยจิตก็อาศัยในโลก ดุจเราอาศัยอยู่ในบ้าน แต่พอบุคคลตายจากโลกไป ก็เป็นพลังงานรูปหนึ่งที่เรียกว่า สังคตธาตุ สังคตธรรม ธาตุปรุงแต่ง ธรรมปรุงแต่ง ทำให้เกิด-ดับไม่รู้จบไม่รู้สิ้น เป็นทุกข์ร่ำไป นี่คือ อริยสัจ

ดังนั้น ในหลักการเรียนรู้ ต้องเข้าใจ กาย กับ จิต, รูป กับ นาม

นาม หรือจิตตัวนี้ เมื่อถึงเวลากายแตกหรือเสียชีวิต จิตก็เดินทางไป เป็นธาตุตัวรู้ แต่มีธาตุที่ปรุงแต่ง มีปัจจัยปรุงแต่ง สังขารเป็นปัจจัยทำให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป สร้างนามรูปต่อเนื่องไม่รู้จบ

สภาวะที่เห็นจึงมีลักษณะที่มีทิศทาง ปรากฏการณ์อย่างมีปัจจัย เช่น ขณะที่อธิษฐาน หรือกำลังทำกิจบางอย่างในศาสนา เมื่อถ่ายภาพก็จะปรากฏความสว่างไสว

“อย่างในมหาสมัยสูตร ที่ในสมัยหนึ่งของพระพุทธเจ้าหนึ่งพระองค์ จะมีการประชุมใหญ่ครั้งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่สุด พระพุทธเจ้าจะตรัสบอกชื่อเทวดาที่มาร่วมชุมนุมอย่างเนืองแน่นอย่างชัดเจน เปรียบดุจฝุ่นแป้งที่เทลงมาแน่นขนัด เอาขนจามรีจิ้มลงไปในอากาศ ไม่มีส่วนที่ว่างเลย”

พระอาจารย์อารยะวังโส กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของจิต จะมีแสงสี มีโครงสร้างในตัว สามารถถ่ายได้ ไม่เลือกว่าเป็นกล้องดิจิตอล หรือกล้องฟิล์ม

“กล้องฟิล์มยิ่งถ่ายชัดเป็นนักหนา ถ่ายกลางวัน ขึ้นมาลอยเคลื่อนตัว แต่ว่าในดวงทั้งหมดจะมีอยู่ดวงหนึ่งที่สว่างจ้ามากที่สุด อำนาจ mass of mind มวล ในช่วงขณะหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ต่อเนื่องตลอด ณ จุดหนึ่ง ถ้ามีกล้อง 5 ตัว อาจมีเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่จับได้ ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกมาก และยังไม่เคลื่อนตามทิศทางของดวงอื่น และมีเฉดสี มีการเคลื่อนไหวตามที่อธิษฐาน สิ้นสุดการอธิษ…ฐานก็หายไปด้วย

การพิสูจน์สามารถทำได้ แต่อย่าไปปะปนกับพุทธศาสนา เป็นเรื่องการพิสูจน์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ว่ามีอำนาจอะไรสามารถสื่อสารกับความรู้สึกของผู้ถ่ายภาพได้ คนบางคนกว่าจะถ่ายภาพได้ต้องอธิษฐานก่อน”



สำหรับภาพถ่ายแสงหรือดวงต่างๆ ที่เกิดจากการฉีดฝอยละอองน้ำ โปรยฝุ่น นั้นก็เป็นวิทยาศาสตร์เพราะเป็นมวล แต่หยดน้ำก็คือหยดน้ำ แสงหลอดไฟก็เป็นหลอดไฟ ตรงกลางเป็นแสงพลังงานที่ไม่มีโครงสร้าง การพิสูจน์จึงต้องทำทั้ง 2 อย่าง พิสูจน์เชิงของจิตวิญญาณให้ได้ และพิสูจน์เชิงของภาวะที่ไม่มีจิตวิญญาณ

“เราจะพบว่า มีอยู่ 2 ส่วนเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นพลังงานรูปแบบธรรมชาติที่ไม่มีจิตวิญญาณ เช่น หยดน้ำ ฝอยละออง กับภาวะธรรมที่มีธาตุโดยรู้ เรียกว่า จิตวิญญาณ ที่เป็นสังคตธาตุ เป็นภาวะตัวหนึ่งที่ถ่ายภาพได้เช่นเดียวกัน

“อย่างครูบาอาจารย์ในงานพิธีการทั้งหลาย จะเห็นแสงพลังจิตพวยพุ่ง มีเฉดสี เกิดเฉพาะเวลา ณ จุดใดจุดนั้น ไม่ได้เกิดตลอด เช่น แสงพุ่งขึ้นมาจากศีรษะเป็นลำแสง สีแดง สีชมพู ออกมา ซึ่งเกิดจากอำนาจพลัง สามารถที่จะตกกระทบและเข้าสู่วิถีแห่งการถ่ายภาพได้ แต่ก็ไม่เสมอไป

“ภาพเหล่านี้ถ่ายได้จากผู้ที่มีกำลังจิตแก่กล้าอธิษฐาน และผู้ที่ถ่ายด้วยความตั้งจิตตั้งใจ มีทั้งบังเอิญและไม่บังเอิญ ผู้ที่ถ่ายได้โดยบังเอิญมีอยู่เยอะแยะไป และสามารถเห็นการเคลื่อนตัวได้อย่างเป็นระบบ อย่างเป็นทิศทาง

“ส่วนการโปรยฝอยละอองน้ำเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ตอนเช้ามี ตอนเที่ยงก็มี แต่ว่ามันไม่มีทิศทางการเคลื่อนไหว ไม่มีโครงสร้างของอะตอม

“สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ พลังงานรูปหนึ่งที่มีธาตุ มีจิต มีชีวิต มีวิญญาณ ไม่เหมือนกับต้นไม้ ใบหญ้าทั้งหลาย มีชีวิตแต่ไม่มีจิตวิญญาณ”

ประโยชน์ที่แท้จริงของเรื่องเหล่านี้ พระอาจารย์อารยะวังโส กล่าวว่า อยู่ตรงที่การทำตัวเองให้บริสุทธิ์ เข้าใจหลักความจริงสรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นธรรมดา เข้าใจว่าในโลกนี้มีทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต มีทั้งสิ่งที่มีจิตวิญญาณและไม่มีจิตวิญญาณ มีปัจจัยของโครงสร้าง เป็นไปได้ทั้งสองระบบ ทั้งเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งที่ไม่มีจิตวิญญาณ กับที่มีจิตวิญญาณ ขึ้นอยู่กับการมองรายละเอียดที่ต้องศึกษา ด้วยการเข้าใจในวิถีที่จะปฏิบัติ

“เราอาจจะมองอย่างน่าสนใจว่า สุดท้ายจะมีคนอยู่ 2 จำพวก พวกหนึ่งคือพวกที่ปฏิเสธไม่เชื่อ กับอีกพวกเชื่อ แต่พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เชื่อหรือไม่เชื่อ แต่สอนให้เข้าใจต่างหากว่า สิ่งนี้ควรเชื่อ สิ่งนี้ไม่ควรเชื่อ ไม่ควรยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น แม้ว่าใช่ หรือไม่ใช่ มองทุกอย่างว่ามันเป็นธรรมดา เป็นไปตามเหตุปัจจัย นี่คือพระพุทธศาสนา

“เพราะฉะนั้นมันมีส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็กรุ่นใหม่ปฏิเสธเรื่องของวัด เรื่องของบุคคล จึงปฏิเสธพระศาสนา บางคนบอกว่าเรื่องนี้ไม่จริงแต่งเติมขึ้นมา อาตมาไม่ได้สนใจว่าจริงไม่จริง แต่อาตมาสนใจในสาระต่างหากว่าสิ่งเหล่านั้นถ้าศึกษาแล้วเกิดปัญญาหรือไม่”



ในบางที่บางแห่งมีการปรากฏดวงต่างๆ ขึ้นมา ก็เป็นการแสดงให้เห็นความจริงสรรพสิ่งมีการเกิด การดับ และยังไม่สูญ ยังต้องอยู่ในวัฏสงสาร และชี้ให้เห็นว่าไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น เพราะยังมีแสงอีกมากมายที่ปรากฏให้เห็น ทั้งในน้ำ ในฝุ่นที่เห็นได้เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกัน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสภาวะทั้งหลายล้วนเป็นเท็จ อย่าไปยึดถือ

“อาตมาจึงมีความเห็นว่า ไม่ควรจะมานั่งถามว่าดวงนี้ใช่หรือไม่? ดวงนี้คืออะไร?

“พระพุทธศาสนาสอนถึงเหตุ-ปัจจัย ทุกอย่างจึงมีองค์ประกอบของข้อมูลที่ต้องศึกษา สามารถเทียบเคียงรู้ได้ด้วยอำนาจแห่งธรรม จะปฏิเสธหรือยอมรับก็มีหลักฐานพอที่จะเชื่อถือได้ และอาตมาก็พอจะชี้แนะได้ว่าอะไรเป็นอย่างนั้น อะไรเป็นอย่างนี้ โดยสัมมาทิฐิ ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนแล้วแต่มีเหตุมีปัจจัย ล้วนแล้วแต่ไม่เที่ยง

“สิ่งที่สำคัญคืออยากให้แยกออกไประหว่างเรื่องเหล่านี้ กับคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

“อย่างเมื่อเราเห็นพระบางรูปแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง นั่นไม่ใช่พระพุทธศาสนา พุทธศาสนาสอนให้คนมีปัญญา ปัญญาเกิดจากความรู้ความเข้าใจในเหตุและปัจจัยเพื่อประกอบกิจในสิ่งที่ควรทำ ควรคิด ควรพูด เรียกว่าสร้างกุศลกรรมขึ้นโดยกาย วาจา ใจ เพื่อความบริสุทธิ์ต่างหาก เรียนรู้ไปเพื่อให้สิ้นทุกข์ให้ได้ คือ ละวางทั้งสิ้นทั้งปวง สร้างกุศลดีให้มีขึ้น ที่สิ่งไม่ดีให้ละวาง”

พระอาจารย์อารยะวังโส กล่าวว่า ในพระพุทธศาสนาจะพบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีมากมายและธรรมทั้งหลายที่มีก็มากมาย แต่สิ่งที่แท้จริงก็คือดวงแก้วแห่งธรรม อันเกิดจากพระสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าดีแล้ว ด้วยอำนาจพุทธะ ธรรมะ และสังฆะ นั่นเอง  

เพราะฉะนั้นอะไรก็ได้ที่เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ และทำให้ประสบความสงบสุข สิ่งนั้นมีประโยชน์ทันที  [/size]

http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=news&id=195952

ป้าสุ:
พิสูจน์รอยพระพุทธบาทกลางกรุง

พระอาจารย์อารยะวังโส กล่าวถึงหลักพุทธศาสนา ว่า สอนความจริง การทำประโยชน์ให้ตนเอง แต่ไม่ควรไปยึดมั่นยึดถือ เพราะความยึดมั่นยึดถือทำให้เกิดความทุกข์ และการพิสูจน์ใดๆ ก็ต้องพิจารณาว่าจะได้อะไร เช่น กรณีมีการพบว่ามีรอยพระบาทพระพุทธเจ้าปรากฏอยู่สองแห่ง ที่กรุงเทพฯ โดยแห่งหนึ่งอยู่หน้าโรงแรมเอเชียนั้น ถ้าบอกว่าเป็นรอยพระบาทจริง ผู้ที่เป็นเจ้าของโรงแรมก็จะกังวล แต่ถ้าหากบอกไม่ใช่ ก็ยังเป็นทุกข์แน่นอน

เรื่องดังกล่าวจึงทำการพิสูจน์ ว่าพลังงานไม่สูญหายไปไหนและเชื่อในอำนาจพุทธานุภาพพิสูจน์ได้ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่ใช่พุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนาเกิดขึ้นโดยการปฏิบัติและทฤษฎี โดยพระพุทธเจ้าเป็นนักพิสูจน์ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์สัจธรรมถึง 6 ปี

พระอาจารย์อารยะวังโสจึงให้เตรียมกล้องไว้ โดยถ้าเป็นจริงต้องมีพลังงานที่ไปในทางของพุทธ มีพลังพุทธานุภาพสถิตอยู่ เพราะ แม้ในพระที่แขวนคอก็มีพลังที่ พระสงฆ์ท่านอธิษฐานไว้ มีพลังทั้งเย็น ทั้งร้อน จึงเกิดการคุ้มครองป้องกัน

การพิสูจน์ที่เกิดขึ้นทำประมาณช่วงเที่ยงคืน วันนั้นมีการถ่ายรูปหลายกล้อง แต่มีเพียงกล้องเดียวของหนึ่งในสมาชิกครอบครัวเจ้าของโรงแรมที่ถ่ายภาพมีแสงพวยพุ่งได้ แสงนี้เห็นได้ด้วยตาที่จอภาพของกล้อง บังเกิดตั้งแต่ยังไม่กด ชัตเตอร์ เพราะถ่ายด้วยความตั้งใจและเป็นผู้ที่ตั้งจิตเอาไว้ตั้งแต่แรก

และเมื่อตรวจสอบกับกล้องอื่นๆ ที่ถ่ายในมุมเดียวกัน ก็กลับไม่มีแสงเหล่านี้เลย


“อาตมาจึงจบการพิสูจน์ นั่นเป็นเพราะมีพลังบริสุทธิ์ที่พวยพุ่งขึ้นมาไม่ใช่มีจากปาฏิหาริย์ เป็นไปตามที่ตั้งจิตอธิษฐาน ในภาพมีลักษณะแสงสว่างไสว แสงเป็นหยกขาวพวยพุ่ง ภาพปรากฏชัดเจนมาก


“พระพุทธศาสนาไม่ได้โน้มน้าวให้เชื่อ แต่เป็นการชี้แนว

“เพราะฉะนั้นอย่าลืมว่าเราจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ต้องไม่ใช่ปฏิเสธ หรือเชื่อทีเดียว มองอย่างศึกษาเข้าใจ หาสัจธรรมความจริง ทุกอย่างมันมีเหตุมีปัจจัย”

สำหรับหินก้อนหน้าโรงแรมเอเชีย พระอาจารย์อารยะวังโสแนะนำให้เจ้าของโรงแรมยกขึ้นตั้งแท่นทำเป็นบัลลังก์ อัญเชิญพระแก้วหยกมาประดิษฐาน

“ถ้ามาไหว้กันเองคนไม่เชื่อบอกว่ามาไหว้ก้อนหิน คนเชื่อ ก็มาไหว้อย่างงมงาย ขอหวยบ้าง ถ้าทำอย่างนี้เอาพระพุทธรูปมา ไว้ เวลาเรามาไหว้ก็มาไหว้พระ ถ้าใครจะเชื่อในพระบาทก็ไม่ ผิด ทั้งปริยัติ และปฏิบัติไม่เถียง กันแน่

“มันอยู่ตรงนี้ต่างหากว่าเราควรทำอะไรอย่างที่เห็นและรู้โดยไม่ ขัดแย้งกัน เพื่อให้ถูกต้องทั้งพยัญชนะ และความหมาย เมื่อ เราทำให้ถูกต้อง อาตมาก็มองว่า มาพิสูจน์ก็ดี แต่จริงๆ แล้วควรมองว่ามันเป็นธรรมดา พวกหนึ่ง ก็บอกว่าใช่ อีกพวกบอกว่าไม่ใช่ ก็ทะเลาะกันอีก อันนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา ถ้าอยากรู้ก็ต้องไปศึกษา ให้เข้าใจในภาวะภูมิธรรม

“ควรเชื่ออย่างมีเหตุผล ว่าใช่หรือไม่ใช่” m  

 


http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=news&id=195953

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ