อยากให้อ่าน

<< < (13/108) > >>

ป้าสุ:
Asian Discovery : ตลาดหุ้นเอเชีย ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง

จากการศึกษาของเราพบว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ นักลงทุนต่างชาติได้เข้าซื้อหุ้นใน 6 Emerging Markets รวมมูลค่าทั้งสิ้น 7.53 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (USMn) โดย อินเดีย, ไต้หวัน, ไทย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีการซื้อสุทธิสูงสุดที่ 1.22 หมื่นล้านเหรียญ, 4.6 พันล้านเหรียญ, 2.9 พันล้านเหรียญ, 2.87 พันล้านเหรียญ และ 1.62 พันล้านเหรียญ ตามลำดับ

มีเพียงเกาหลีเท่านั้นที่ถูกขายสุทธิ 1.67 หมื่นล้านเหรียญ และนับเป็นการขายต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยนักลงทุนต่างชาติที่ระดับ 1.2 หมื่นล้านเหรียญ อย่างไรก็ดีหากพิจารณาในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ที่ตลาดมีความวิตกต่อปัญหา Sub-Prime จะพบว่านักลงทุนต่างชาติได้มีการขายสุทธิในช่วงดังกล่าวสูงถึง 2.4 หมื่นล้านเหรียญ และเราพบว่าเกาหลี, ไต้หวัน และไทย ถูกขายสุทธิมากที่สุดที่ 1.54 หมื่นล้านเหรียญ, 8.3 พันล้านเหรียญ และ 1.1 พันล้านเหรียญตามลำดับ ขณะที่อีก 3 ตลาด มีแรงซื้อสุทธิเพียงเล็กน้อย

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะ MSCI-Emerging Markets มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือเพิ่มขึ้น 36.3% จากต้นปี และส่งผลให้ MSCI-Asia Ex Japan ทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 639 จุด (2 ต.ค.) หรือเพิ่มขึ้น 41% จากต้นปี นับเป็นภูมิภาคที่มีการปรับตัวสูงที่สุดในโลก ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวของจีน (MSCI-China +78%) และฮ่องกง (MSCI-HK +36%) เป็นสำคัญ

ขณะที่ MSCI-World ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 13.4% ซึ่งถูกถ่วงน้ำหนักจากภูมิภาคอเมริกาเหนือ (MSCI-US) และ MSCI-G7 ที่มีการปรับตัวขึ้นเพียง 10.7% และ 9.8% ตามลำดับ

นอกจากนี้การศึกษาของเราพบว่ากลุ่มประเทศ BRIC (Brazil, Russia, India and China) ซึ่งเป็น Emerging Markets ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังได้รับความนิยมจากนักลงทุนต่างประเทศอย่างล้นหลามจนส่งผลให้ MSCI-BRIC ปรับตัวขึ้น 48% จากต้นปี และนับเป็นกลุ่มดัชนีที่มีการปรับตัวสูงที่สุดในโลกในปีนี้ [/color]

ป้าสุ:
ถอดรหัส "K NOW" กระบวนคิดใหม่ "บัณฑูร ล่ำซำ" "พญามังกร” ขยับหัว "กสิกรไทย" ร่ายรำ

อีกครั้งหนึ่งที่ “พญามังกร” เช่น “บันฑูร ล่ำซำ” ต้องออกจากถ้ำ เพื่อประกาศความชัดเจนว่า หลังจากนี้ กสิกรไทยจะ “ฉีก” ตัวเองออกจากวงจรสินค้าการเงินเดิมๆ ที่หวังกินเพียง “ดอกเบี้ย” ไปวันๆ เพื่อเข้าสู่ “มิติใหม่” ของธนาคารพาณิชย์ ที่ไม่ได้มีเพียง “สินค้า” ไว้รอขาย แต่เป็นการมอบชีวิตที่ “สมบูรณ์แบบ” ให้กับลูกค้า

-------------------------------------------
“คนกสิกรไทยยุคใหม่ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าถึงใจลูกค้า และต้องทำให้ลูกค้ามองกสิกรไทย เป็นมากกว่าธนาคาร ที่มีสินค้าหลากหลายให้เลือก เพื่อทำให้ชีวิตของเขา (ลูกค้า) ดียิ่งขึ้นให้จงได้”
------------------------------------------

จุดมุ่งหมายเพียงหนึ่งเดียวของชายผู้อยู่เหนือ “การเปลี่ยนแปลง” นี้ ปักธงอยู่ที่ตำแหน่ง “อันดับหนึ่ง” บนลู่วิ่งการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมากระบวนการทำงานของเครือกสิกรไทย จะสอดรับกับแนวโน้มการใช้ชีวิตของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ธนาคารจะ "มูฟ" จาก "Product Centric" เอาโปรดักท์เป็นศูนย์กลาง ให้เป็นเรื่องของ "Customer Centric" นั่นคือ จะคิดอะไรก็ต้องใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ให้ในสิ่งที่ "มากกว่า" ที่ลูกค้ารับรู้

การมูฟของ บัณฑูร ล่ำซำ ครั้งล่าสุด ภายใต้หลักคิดพื้นฐานนี้ อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่ "พญามังกร” ส่วยหัว แล้ว "กสิกรไทย" ร่ายรำไปตามจังหวะ ไม่ต่างไปจากการ "ทบทวน" กระบวนคิดสร้างสรรค์ สร้างความสดใหม่ให้กับตัวเอง

หลังจากแบงก์รวงข้าว ณ ริมเจ้าพระยา ต้องรับศึกหนักจากแบงก์ใบโพธิ์ ณ รัชโยธิน ที่ในระยะหลังดูจะมีมูฟเมนท์ที่คึกคักมากกว่า

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ได้กล่าวถึงปรัชญาใหม่ของการให้บริการ "เครือธนาคารกสิกรไทย สำหรับชีวิตวันนี้...และตลอดไป" (KASIKORNBANK GROUP:A People to Simplify Your Life) ว่า โจทย์ของการทำธุรกิจในปัจจุบันนี้คือ การสร้างนวัตกรรมใหม่ในการให้บริการกับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว นวัตกรรมทุกอย่างเป็นสิ่งที่สามารถลอกเลียนกันได้เพียงข้ามคืน และกลายเป็นสินค้าที่เหมือนกันไปหมด

นับจากนี้ไป ธนาคารกสิกรไทยจะเป็นผู้เริ่มต้นอุตสาหกรรมการเงินในมิติใหม่ของการให้บริการรอบด้านแบบ 360 องศา รวมถึงสร้าง “เครือข่ายชุมชน” หรือ Community ใหม่ ร่วมกันสามฝ่าย (ธนาคารกสิกรไทย ลูกค้า และพันธมิตรภายนอก) เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อดินเพื่อสร้างภูเขาให้ยิ่งใหญ่

“จากนี้ไป 1+1+1 จะไม่เท่ากับ 3 อีกต่อไป แต่จะมากกว่านั้น เราจะหล่อหลอมรวมและผนึกกำลังกันสร้างสรรค์และพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ร่วมกัน โดยธนาคารกสิกรไทยจะคอยเป็นคนกลางให้”

ในส่วนของธนาคารได้มีการแบ่งลูกค้าออกเป็น 7 กลุ่มย่อย หากมองคร่าวๆ จะมี 2 กลุ่มหลัก คือ ลูกค้าบุคคล ที่มีชีวิตส่วนตัว มีความต้องการปัจจัย 4 ที่ต้องการชีวิตเอกเขนกสามารถใช้ชีวิตได้ตามพื้นฐานที่พอจะมี และกลุ่มธุรกิจ ซึ่งจะหารายได้กลับเข้ามาในชีวิตประจำวัน โดยใน 2 กลุ่มนี้ ต้องการชีวิตทางการเงินที่ไม่ได้จบแค่วงเงินสินเชื่อ แต่เป็นผลที่ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ

"บุคคลทุกคนไม่ได้ต้องการสินเชื่อบ้าน แต่ต้องการบ้านที่อยู่สบาย คุ้มค่ากับงบประมาณที่จำกัด เป็นปัจจัยสี่ที่พอเพียงกับการบริโภคของตัวเอง และครอบครัวเป็น "ชีวิตที่เอกเขนก" (Leisurely Life) ดังนั้นธนาคารจะขยายกรอบที่ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่จะเสริมองค์ความรู้ขณะที่ฝั่งภาคธุรกิจก็ไม่ได้จบลงที่สินเชื่อ เพราะการปล่อยกู้เฉยๆ เหมือน 20 ปีก่อนไม่พอ เพราะธุรกิจมีการแข่งขันสูง ทำอย่างไรที่จะให้ธุรกิจไปรอด"

ดังนั้น ธนาคารจึงเสนอปรัชญาใหม่ของการให้บริการที่เหนือกว่าบริการทางการเงินนี้ ที่เรียกว่า "K NOW" (หมายถึง ขุมปัญญาแห่งชีวิตและธุรกิจ) ที่รวบรวมสาระ ข้อมูล ความรู้ คำปรึกษาที่จำเป็นในชีวิต ผ่านเวบไซต์มุมความรู้ (Knowledge Corner) ของธนาคารกสิกรไทย โดยธนาคารจะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลที่สำคัญและจำเป็น

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าส่วนบุคคลที่ใช้บริการสินเชื่อบ้านกสิกรไทยที่มีโครงการ Home Smiles Club ที่ลูกค้าสามารถใช้บริการของเครือธนาคารกสิกรไทยได้ทั้งก่อนและหลังการกู้ ตั้งแต่ข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านจัดสรรในทำเลต่างๆ คุณภาพของหมู่บ้าน ราคา การขอสินเชื่อ การออกแบบ การตกแต่ง ต่อเติมบ้าน การขจัดปัญหาเกี่ยวกับบ้านทั้งซ่อมแซม กำจัดปลวก ระบบสาธารณูปโภค ฯลฯ โดยขณะนี้มีสมาชิกประมาณ 35,000 ราย

กลุ่มลูกค้าธุรกิจ นอกจากได้รับบริการการเงินแบบ Solution ที่เน้นการให้บริการด้านการเงินอย่างครบวงจรแล้ว K NOW คือ บริการที่ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของบริการทางการเงิน ที่จะให้ธุรกิจแข็งแกร่ง เติบโต เป็น "ธุรกิจไร้ขีดจำกัด" (Boundless Business) สามารถแข่งขันด้วยความแข็งแกร่งทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าเอสเอ็มอีที่ใช้บริการทางการเงินต่างๆ กสิกรไทยก็มีโครงการ K SME Care ที่ให้บริการนอกเหนือจากสินเชื่อ คือ คำปรึกษาด้านธุรกิจ (Advice) ข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจและธุรกิจ (Research and Information) รวมทั้งการอบรมให้ความรู้ (Education) โดยการเปิดหลักสูตร K SME Care ให้ลูกค้าเอสเอ็มอีทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้เรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจรวม 3 รุ่น ประมาณ 1,400 คน และในปี 2551 ยังมีโครงการที่ขยายการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้น จะมีการจัดตั้ง "กองทุนเพื่อการร่วมทุน" (Venture Capital) เข้าไปร่วมลงทุนในธุรกิจของลูกค้า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในเรื่องเงินทุนในการดำเนินธุรกิจด้วย รวมถึงบริการ K-Supply Chain Management เพื่อให้บริการนอกเหนือจากบริการทางการเงิน โดยธนาคารจะเข้าไปให้คำแนะนำเรื่องการบริหารจัดการให้กับลูกค้า เสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจได้ดีขึ้น ทั้งด้านการจัดการเอกสารการส่งออก โลจิสติกส์เพื่อวางแผนการผลิต การขนส่ง วิธีการส่งออก การจัดการด้านภาษี ซึ่งหากมีการจัดการและวางแผนที่ดี จะช่วยให้ลูกค้าลดต้นทุนได้ถึง 10-20%

"เรากำลังจะสร้างองค์ความรู้ เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่แทรกขึ้นมาในอุตสาหกรรมหลักของสถาบันการเงิน เพื่อให้ลูกค้าใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและสมบูรณ์มากขึ้น เพราะวันหนึ่งเรามี 24 ชั่วโมง อยู่ที่ใครใช้เวลาได้คุ้มค่าที่สุด การรวบรวมข้อมูลของธนาคารจะช่วยให้ลูกค้าสามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ในเวลาอันจำกัด นี่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นมิติใหม่สนองความต้องการของลูกค้า เป็นวิธีการมองตลาดที่กว้างกว่าโลกการเงิน"

ทั้งหมดนี้ เป็นการ "ถอดรหัส" ความหมายของคำว่า K NOW ภายใต้ปรัชญาใหม่ "A People to Simplify Your Life" ธนาคารกสิกรไทยทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น

บันฑูรยังมอบหมายหน้าที่ให้กับพนักงานทุกคนของเครือกสิกรไทย ต้องเข้าใจในแนวคิดอันนี้ให้ถ่องแท้ และไปบอกต่อกับลูกค้าถึงเจตนารมณ์ของเครือกสิกรไทยให้ทั่วถึง

“คนกสิกรไทยยุคใหม่ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าถึงใจลูกค้า และต้องทำให้ลูกค้ามองกสิกรไทย เป็นมากกว่าธนาคาร ที่มีสินค้าหลากหลายให้เลือก เพื่อที่จะทำให้ชีวิตของเขาดียิ่งขึ้นให้จงได้”

ที่สุดแล้ว นี่คือความเป็น "Unlimited" ความไร้ขีดจำกัด ที่ซ่อนอยู่ในตัวของผู้นำที่อยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงของเครือกสิกรไทย ซึ่งเขามี "เป้าหมาย" อย่างชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจะไม่มีความหมายเลย ถ้าองค์กรนั้นไม่มี “เป้าหมาย” ที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน...

“จะทำธุรกิจเราก็ต้องมุ่งหวังความเป็นอันดับหนึ่ง และนั่นคือเป้าหมายที่เราต้องไปให้ถึง”[/color]

ป้าสุ:
ย้อนรอย..ภูมิปัญญา “อัศวินการเงิน” "Enterpreneur" ผสม "Professional"


นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง "กรรมการผู้จัดการใหญ่" ของธนาคารกสิกรไทย เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535 เพื่อสานต่อธุรกิจของตระกูล ต่อจาก “บรรยงค์ ล่ำซำ” ผู้เป็นอา มหาบัณฑิต MBA จาก Harvard Business School ก็ได้สรรค์สร้าง “สิ่งใหม่” ให้กับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยมาโดยตลอด เพื่อตอกย้ำคำว่า "มืออาชีพ" มากกว่าคำว่า "ตัวแทนของตระกูล"

บัณฑูรรู้ดีว่าสัดส่วนการลงทุนของตระกูลล่ำซำในธนาคารกสิกรไทย ลดระดับลงมาเรื่อยๆ จนเหลือไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น ถ้ามีใครไปพูดกับบัณฑูรว่า "ท่านเจ้าสัว" ก็จะได้ยินคำตอบสวนกลับมาว่า "เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์" ครั้งกระโน้นน่ะ "ใช่" แต่วันนี้ "ไม่ใช่" แล้ว

ระหว่างความเป็น "Enterpreneur" กับ "Professional" บัณฑูรอยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 คำนี้อย่างแยกไม่ออก ทั้งในฐานะผู้มีบารมีเหนือการเปลี่ยนแปลง ฐานะทางสังคม และการเชื่อถือเรื่อง "ฮวงจุ้ย" แบบคนจีนโบราณ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ "Enterpreneur" ส่วนความเป็น "Professional" เขาก็ฉายภาพออกมาได้อย่างโดดเด่น

อาจกล่าวได้ว่า ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารแรกที่นำเครื่องฝากเงินสดอัตโนมัติมาใช้ ผลิตบัตรเครดิตในชื่อธนาคารของตัวเอง ตลอดจนการนำแนวคิด Re-engineering มาใช้ตั้งแต่ปี 2537 เพื่อวางรากฐานการจัดการสมัยใหม่ให้กับองค์กร

ส่วนวิกฤติการเงิน ปี 2540 บัณฑูรก็นำพาธนาคารกสิกรไทยฟันฝ่ามาได้อย่างแข็งแกร่ง หลังจากนั้นก็มีการนำหลักการ Balanced Scorecard (BSC) มาใช้เป็นเครื่องชี้วัดองค์กร จัดประกวด "อี-เกิร์ล" ขึ้นทุกๆ 2 ปี มีมาแล้ว 4 รุ่น

ความเปลี่ยนแปลงล่าสุดก่อนหน้านี้ คือ การผนึกกำลังของบริษัทในเครือทั้งหก ในรูปแบบ “Synergy” ภายใต้ชื่อ “K Exellent” โดยสื่อออกมาภายใต้สัญลักษณ์ยอดมนุษย์ตัวสีเขียว “K Hero” และล่าสุดกับวาระ “K Now” ที่ตั้งใจมอบสิ่งที่ "มากกว่า" ผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้กับลูกค้า

แม้ว่าทุกการเปลี่ยนแปลงของ KBANK จะไม่ได้ยืนอยู่ในตลาดแต่เพียงผู้เดียว เพราะบรรดาคู่แข่งก็สามารถเดินตามจนทันได้ทุกครั้ง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่กสิกรไทยและบัณฑูร เริ่มเดินก่อนใคร

“ผมเบื่อสินค้าเดิมๆ (สินเชื่อ) ที่มุ่งตัดราคาแข่งกัน เลยต้องหาสิ่งใหม่ๆ ออกมาแข่งขัน” บัณฑูรกล่าวถึงแรงบันดาลใจของการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทั้งที่รู้ว่าสุดท้ายแล้วคู่แข่งก็เดินตามทันอยู่ดี

คำตอบของบัณฑูรก็คือ "เราก็ต้องออกเดินหาสิ่งใหม่อีกครั้ง..ก็เท่านั้นเอง"

------------------------

คาดปีนี้ "สินเชื่อ" ขยายตัวมากกว่า 8%

------------------------

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงการขยายสินเชื่อของธนาคารว่า เชื่อว่าสินเชื่อของธนาคารในปีนี้จะขยายตัวมากกว่า 8% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8-13% เนื่องจากในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา สินเชื่อของธนาคารเพิ่มขึ้นแล้ว 7% และในช่วงไตรมาส 3 นี้ แนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อสูงกว่าไตรมาสที่ผ่านมา โดยเฉพาะสินเชื่ออุปโภคบริโภคอย่างสินเชื่อที่อยู่อาศัย สามารถขยายตัวได้เกินกว่าเป้าหมาย แม้ว่าภาคสินเชื่อเพื่อธุรกิจยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

ส่วนเรื่องเอ็นพีแอล ยังเป็นประเด็นที่ธนาคารต้องให้ความสำคัญและเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อาจทำให้ลูกค้าที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อไปแล้ว ได้รับผลกระทบได้ โดยในปีนี้ธนาคารจะมีการตั้งสำรองตามปกติประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท เนื่องจากธนาคารมีการตั้งสำรองไอเอเอส 39 ครบแล้ว

บัณฑูร ล่ำซำ กล่าวเสริมว่า สินเชื่อของธนาคารในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ในระดับ 8% ส่วนในปีหน้าคาดว่าสินเชื่อของธนาคารยังมีโอกาสที่จะขยายตัวได้ตามภาวะเศรษฐกิจ และความเสี่ยงที่ได้ประเมินไว้ ขณะที่แนวโน้มเอ็นพีแอลที่เกิดขึ้นนั้น บางส่วนมาจากลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งขึ้นอยู่กับวงจรเศรษฐกิจว่าจะฝืนได้แค่ไหน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของธุรกิจด้วย แม้ภาครัฐบาลมีส่วนในการเอื้ออำนวยให้ธุรกิจมีความคล่องตัว แต่ในที่สุดจะต้องสำเร็จด้วยตัวเอง

บัณฑูรยังกล่าวให้เห็นภาพว่า ความท้าทายของธนาคารพาณิชย์ในเวลานี้ คือการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่ออย่างไรให้เกิดเอ็นพีแอลน้อยที่สุด รวมถึงการจัดการบุคลากร (Human Resource) ให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการแข่งขันที่รุนแรงได้[/color]

ป้าสุ:
ผ่าพอร์ต "ทวีฉัตร จุฬางกูร" นายน้อย "ซัมมิทกรุ๊ป"
เล่นหุ้น 5 โบรกฯ เฉพาะ "บล.ไอร่า" 1,500 ล้านบาท

เจาะเซฟ..มังกรน้อย "ทวีฉัตร จุฬางกูร" ทายาท "ซัมมิทกรุ๊ป" เปิดพอร์ตเล่นหุ้น 5 โบรกฯ เฉพาะ "บล.ไอร่า" แห่งเดียว 1,500 ล้านบาท เจ้าตัวยันไม่ใช่ "นอมินี" นักการเมือง แต่ยอมรับทำหน้าที่เป็น "ผู้จัดการกองทุน" ของตระกูล

----------------------------------------
"พอร์ตการลงทุน ไม่ได้มีเฉพาะของผมคนเดียว แต่มีของครอบครัวรวมอยู่ด้วย ซึ่งผมทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้จัดการกองทุนของครอบครัว"
--------------------------------------

กล่าวกันว่า ใครก็ตามที่ถูกเลื่อนชั้นจากคนในวงการหุ้นถึงขั้น “เซียน” มักจะต้องเก็บตัว และไม่เปิดเผยตัวเองต่อผู้คนมากนัก เช่นเดียวกับเซียนหุ้นพันล้าน “ทวีฉัตร จุฬางกูร” หลานชายอดีต รมว.คมนาคม “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ในฐานะ "นายน้อย" แห่งค่ายซัมมิทกรุ๊ป

เขาเป็นบุคคลที่ทีมงานกรุงเทพธุรกิจ BizWeek เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด ตั้งแต่ข่าวการเป็นเจ้าของหุ้นไอพีโอ ปตท. (PTT) ในอันดับต้นๆ เมื่อหลายปีก่อน จนสร้างความฮือฮาในวงการว่า “เขาเป็นใคร” จากเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นต้นมา ถือได้ว่าเป็นการ “แจ้งเกิด” ชื่อในวงการครั้งแรกของเซียนหุ้นวัย 35 ปี รายนี้

การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งของทวีฉัตร จะเข้าทำนอง “เหยียบเมฆไร้รอย” แทบไม่มีเลยที่เซียนหุ้นรายนี้จะปรากฏตัวให้เห็น “ตัวเป็นๆ” เช่นที่ (ตั้งใจ) ไป "เปิดตัว" ในงานแถลงข่าวเปิดออฟฟิศใหม่ บล.ไอร่า ที่โรงแรมปาร์คนายเลิศ ซึ่งวันนั้นคลาคล่ำไปด้วยบุคคลดังๆ ในวงการธุรกิจและนักการเมือง บ่งบอกถึง "คอนเนคชั่น" ของประธานกรรมการ บล.ไอร่า “ซุปไก่” ศุภชัย พิศิษฐ์วานิช ได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มาพร้อมกับ "คุณแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ในฐานะผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้ง ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. ก็มาแสดงความยินดีด้วย เป็นต้น

แต่นักข่าวกลับไปรุมล้อมชายหนุ่มที่ไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน ซึ่งบ่อยครั้งที่รับรู้ได้ถึงอาการ "หงุดหงิด" กับคำถามของสื่อมวลชน และประกาศว่าจะ "ฟ้อง" หากใครถ่ายรูปตัวเขาไปลงหนังสือพิมพ์

“ทวีฉัตร จุฬางกูร” เป็นบุตรคนที่ 2 ของ สรรเสริญ และ หทัยรัตน์ จุฬางกูร เขามีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ได้แก่ อภิชาติ พี่ชายคนโต ทวีฉัตร เป็นคนที่สอง ตามมาด้วย กรกรช, วุฒิภูมิ, ณัฐพล (ชอบเล่นหุ้น) และอัครพล

ส่วน สรรเสริญ จุฬางกูร มีน้องชายแท้ๆ คือ ดร.พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ (เสียชีวิตแล้ว-สามีสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ) และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นเจ้าของกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทกรุ๊ป ขณะที่ สรรเสริญ เป็นเจ้าของกลุ่มบริษัทซัมมิทกรุ๊ป ธุรกิจแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ขณะที่ โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ นักลงทุนรายใหญ่ ก็เป็นน้องชายอีกคนหนึ่งของสรรเสริญ

สำหรับความเคลื่อนไหวของทวีฉัตร ตั้งแต่ปลายปี 2549 มีข่าวร่วมกับเพื่อนนักธุรกิจเข้าไปเทคโอเวอร์ บล.พรูเด้นท์ สยาม ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อและผู้ถือหุ้นใหม่เป็น บล.ไอร่า จึงไม่แปลกที่ทวีฉัตร จะยึดเอา บล.ไอร่า เป็นหนึ่งในฐานที่มั่น ซึ่งเขาระบุว่าปัจจุบันเปิดพอร์ตเล่นหุ้นกับโบรกเกอร์ทั้งหมด 5 แห่ง และลงทุนกับ บล.ไอร่า มากที่สุด มูลค่าพอร์ตประมาณ 1,500 ล้านบาท

"กลุ่มจุฬางกูรไม่ได้ซื้อขายหุ้นผ่าน บล.ไอร่า เพียงแห่งเดียว เพราะต้องการให้ บล.ไอร่า (ที่ตนเองถือหุ้นใหญ่) สามารถพึ่งพาตัวเองได้ โดยไม่คาดหวังค่าธรรมเนียมจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเพียงกลุ่มเดียว"

นอกจากนี้ ทวีฉัตรยอมรับว่า การลงทุนหลายครั้งเป็นการลงทุนให้กับคนในครอบครัว เนื่องจากตัวเองมีประสบการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นมานาน เริ่มเข้ามาลงทุนตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยการนำหุ้นไอพีโอที่พ่อและแม่ได้มาซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ ได้กำไรจากการลงทุนครั้งนั้นไปพอสมควร จึงเริ่มลงทุนอย่างจริงจังในตลาดหุ้นตั้งแต่ช่วงนั้นเป็นต้นมา ปัจจุบันเจ้าตัวบอกว่า พอร์ตหุ้นของครอบครัวที่ดูแลมีมูลค่าอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาท เห็นจะได้

“พอร์ตการลงทุนไม่ได้มีเฉพาะของผมคนเดียว แต่มีของครอบครัวรวมอยู่ด้วย ซึ่งผมทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้จัดการกองทุนของครอบครัว เพราะถ้ากรณีที่เกิดปัญหาขึ้นมา ผมไม่อยากให้คนในครอบครัวต้องเสียชื่อเสียงไปด้วย อีกอย่างผมมีประสบการณ์ในตลาดหุ้นมานาน และคนในครอบครัวก็ไว้ใจกัน”

สำหรับช่วงที่บาดเจ็บจากการลงทุนมากสุด “ทวีฉัตร” ยอมรับว่าเป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ช่วงนั้นเสียหายหนัก เพราะพวกไฟแนนซ์โดนสั่งปิดกิจการไปเยอะ หุ้นบางตัวเหลือค่าเพียงเศษกระดาษ

ส่วนช่วงที่มีกำไรจากการลงทุนมากสุด เป็นช่วงของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา (สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ซึ่งขณะนั้นตัวเองมีการลงทุนในตลาดหุ้นค่อนข้างมาก เพราะมั่นใจการบริหารงานของรัฐบาลชุดนั้น โดยมองว่าทีมเศรษฐกิจเป็นทีมที่มีความแข็งแกร่ง และผู้ลงทุนก็ให้การยอมรับ ราคาหุ้นในขณะนั้นจึงตอบรับในทิศทางที่ดี

นอกจากนี้ “ทวีฉัตร” ยังบอกเล่าถึงเทคนิคการลงทุนส่วนตัวให้ฟังว่า ระยะหลังมานี้จะแบ่งพอร์ตการลงทุนเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกเน้นลงทุนในหุ้นพื้นฐาน ลงทุนระยะยาว ขณะที่อีกส่วนเป็นการลงทุนตามเทคนิค และเทคนิคส่วนใหญ่เป็นเทคนิคที่สร้างขึ้นมาเองจากประสบการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นกว่า 16 ปี

ในส่วนพอร์ตการลงทุนหุ้นพื้นฐานนั้น เขาบอกว่า ก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง จะทำการบ้านอย่างหนัก โดยขอเข้าพบผู้บริหารบริษัทที่สนใจเข้าลงทุน (Company Visit) แต่การพบผู้บริหารของบริษัทที่จะเข้าลงทุนอย่างเดียวไม่เพียงพอ จะติดต่อขอพบกับผู้ส่งวัตถุดิบ (ซัพพลายเออร์) ให้กับบริษัทนั้น รวมไปถึงบริษัทคู่แข่งขันด้วย โดยต้องดูให้แน่ชัดว่าธุรกิจที่จะเอาเงินไปลงทุนระยะยาวด้วยนั้น เป็นธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ไม่ใช่อยู่ในช่วงขาลง

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ คือ กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริการ โรงแรม หรือสนามกอล์ฟ โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมนั้น ที่ผ่านมามีการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก

ส่วนหุ้นเก็งกำไรนั้น ทวีฉัตรยอมรับว่ามีบ้าง การลงทุนในตลาดหุ้น ก็ต้องมีบ้างที่ขายหุ้นบางตัวออกจากพอร์ตแล้วซื้อกลับเข้ามาใหม่ ซึ่งวิธีการซื้อขายในบางครั้งหลายคนอาจกล่าวหาว่าเป็นการเขย่าหุ้น แต่ที่จริงวิธีนี้เป็นเพียงการปรับสมดุลของราคาหุ้นเท่านั้น

แต่ถ้าถามว่าชอบหุ้นกลุ่มไหนมากที่สุด เจ้าตัวบอกว่าเป็นกลุ่มไฟแนนซ์ เพราะหุ้นไฟแนนซ์สังเกตง่าย ให้ดูวอลุ่มการซื้อขายในตลาด ถ้าวันไหนตลาดมีปริมาณซื้อขายมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท แสดงว่าฝรั่งเข้าแล้ว และหุ้นกลุ่มนี้มักจะไปก่อน

สำหรับคำถามที่ใครๆ ต่างสงสัยกันว่า เซียนหุ้นรายนี้ เป็น “นอมินี” ให้กับกลุ่มทุนการเมืองหรือไม่

"ยืนยันว่าไม่ได้เป็นนอมินีของใคร อีกทั้งคุณอา (สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ก็วางมือทางการเมืองไปแล้ว ไม่น่าจะดึงมาเกี่ยวข้องกันอีก และกลุ่มที่เข้ามาถือหุ้นใน บล.ไอร่า ก็ไม่ใช่กลุ่มทุนการเมืองของใครด้วย”

ก่อนจบการสนทนา ทวีฉัตรยังขอโอกาสลบภาพ “กลุ่มทุนการเมือง” ออกไปซะที เพราะเครือญาติก็วางมือจากการเมืองไปหมดแล้ว ถ้าเกิดเรื่องเสียชื่อเสียงกับตัวเขา (สุริยะ) ครอบครัวก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย สำหรับตนเองก็เล่นหุ้นอย่างแฟร์ๆ ไม่ได้อาศัย "อินไซเดอร์" จากใครเป็นพิเศษ

จากการสำรวจพอร์ตลงทุนของทวีฉัตร จุฬางกูร ในปี 2550 โดยกรุงเทพธุรกิจ BizWeek พบว่า ทวีฉัตรมีเงินลงทุนในตลาดหุ้นไม่น้อยกว่า 23 บริษัท คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 2,186 ล้านบาท (ดูจากตาราง) โดย 3 อันดับแรก เป็นหุ้นในกลุ่มสามารถของตระกูลวิไลลักษณ์ ได้แก่ สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) สามารถ ไอ-โมบาย (SIM) และสามารถเทลคอม (SAMTEL)

ส่วนหุ้นที่ถือ มีมูลค่าเกินหุ้นละ 100 ล้านบาท ยังประกอบไปด้วย อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) แอสคอน คอนสตรัคชั่น (ASCON) ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GRAMMY) แนเชอรัล พาร์ค (N-PARK) และ บล.เอเซีย พลัส (ASP) เป็นต้น

สำหรับหุ้นไฟแนนซ์ที่ทวีฉัตรลงทุน นอกจากหุ้น ASP แล้ว ยังมีหุ้น บง.กรุงเทพธนาทร (BFIT) บล.ไซรัส (SYRUS) และฟินันซ่า (FNS) และก่อนหน้านี้ก็เคยถือหุ้น บล.บีฟิท (BSEC) มาแล้ว 5 ล้านหุ้น

ขณะเดียวกัน ในปี 2550 ที่ผ่านมา ทวีฉัตรยังเข้าเก็บหุ้น ไทยสตีลเคเบิล (TSC) ธุรกิจของครอบครัวจุฬางกูร อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลที่ราคาต่ำกว่าไอพีโอ เมื่อตอนเข้าตลาดครั้งแรก วันที่ 23 มิถุนายน 2548 ที่หุ้นละ 9.20 บาท

สำหรับมุมมองที่มีต่อตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันนั้น ทวีฉัตรมองว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีพื้นฐานที่ดีกว่าหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เพียงแต่มีปัจจัยกดดันเรื่องการเมือง ถ้าผ่านการเลือกตั้งไปได้ และมีการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจค มั่นใจว่าการลงทุนภายในประเทศจะกลับมาอย่างแน่นอน[/color]

ป้าสุ:
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค" วันที่ยังไม่ "Perfect"

 "ชายนิด โง้วศิริมณี" ซุ่มแผน "ทวงบัลลังก์” อีก 2 ปี “คืนฟอร์ม” รายได้ "หมื่นล้าน"

ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ "ชายนิด โง้วศิริมณี" เคยมีอาณาจักรธุรกิจยิ่งใหญ่ ชื่อชั้นของเขาเป็นรองเพียงแค่ "อนันต์ อัศวโภคิน" เพียงคนเดียว ผ่านมา 10 ปี "พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค" ตามหลัง "รุ่นน้อง" ไกลสุดกู่ ปัจจุบัน มีมาร์เก็ตแคปอยู่อันดับที่ 31 ในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในเมื่อ "ชาติเสือ" ยังไม่ทิ้งลาย แล้ว "ชาติชาย" ที่ชื่อ "ชายนิด" มีหรือจะทิ้งเขี้ยวเล็บ !!!




--------------------------------------------------------
"ปี 2550 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จะเป็นปีแรกที่เราเริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ โดยเฉพาะในส่วนของคอนโดมิเนียม และมีโอกาสจะกลับมาจ่ายเงินปันผลอีกครั้ง"
---------------------------------------------------------

มูฟเมนท์ของ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ที่ผ่านมา ในด้าน Marketing มีความคึกคักไม่แพ้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าอื่นในตลาด แต่ในแง่ของ "Product Differentiation" หรือความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ในสายตาของลูกค้า พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ไม่ได้อยู่ในฐานะที่ "ได้เปรียบ" คู่แข่งขันรายอื่น

บนน่านน้ำ "ทะเลสีเลือด" ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ มีการวิเคราะห์ว่า พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เคลื่อนตัวช้ากว่าคู่แข่งในแง่ของผลิตภัณฑ์ (คอนโดมิเนียม) และติดยึดกับ "ทำเล" บนวิถีคิดการสะสมที่ดินผืนใหญ่ ซึ่งทำให้เคลื่อนตัวช้า และมีต้นทุนด้านอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าคู่แข่งในระนาบเดียวกัน

ปัจจัยเหล่านี้ สะท้อนมาที่งบการเงินย้อนหลัง 5 ปี (2546-2550) สัดส่วนทางการเงินของ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ระบุชัดถึง "จุดอ่อน" ในแง่ของความสามารถในการทำกำไร ขณะที่ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity) "ถดถอย" มาโดยตลอด

ฉายภาพอนาคต มาที่ราคาหุ้น PF ซื้อขาย "ต่ำกว่า" มูลค่าทางบัญชี 7.24 บาท ถึง "ครึ่งหนึ่ง" ในแง่ของสินทรัพย์ ถือว่า "ถูก" แต่ในแง่ของความสามารถในการทำกำไร ถือว่า "แพง"

ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มือทำงานของ "ชายนิด โง้วศิริมณี" ถ่ายทอดแผนธุรกิจ 5 ปี (2548-2552) ให้กับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า ภายในปี 2552 เรามั่นใจว่าจะมียอดรับรู้รายได้ และยอดขายแตะระดับ 10,000 ล้านบาท และอาจมีกำไรสุทธิถึง 1,200 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นจะขยับจาก 30% ขึ้นมา 32% และอัตรากำไรสุทธิจะปรับตัวขึ้นจาก 10% มาที่ 12%

มือขวาของ "ชายนิด โง้วศิริมณี" ยังคงยืนยันว่า จะทำได้ตามนี้ ภายใต้เหตุผล ซึ่งในช่วงปี 2548-2549 พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

"อย่างในปี 2548 เราได้สร้างแบรนด์คอนโดมิเนียม Metro Park ระดับราคา 1.2-2.5 ล้านบาท ออกมาสู่ตลาด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี"

เขายังบอกด้วยว่า ในปี 2549-2550 พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้สร้างแบรนด์ The Villa เป็นที่อยู่อาศัยประเภททาวน์เฮ้าส์และบ้านแฝด บนแนวคิดใหม่ ทำเลใกล้รถไฟฟ้า ราคาเริ่มต้น 1.7-3 ล้านบาท จากเดิมที่เน้นพัฒนาเพียงบ้านเดี่ยว แบรนด์เพอร์เฟค เพลส ราคาเฉลี่ย 3.5-7 ล้านบาท เพอร์เฟค พาร์ค ราคา 2.5-5 ล้านบาท และมณียา มาสเตอร์พีซ ราคา 7 ล้านบาทขึ้นไป

“เราไม่ได้ยึดติดกับแนวความคิดเก่าๆ แล้ว ทุกวันนี้เราปรับเปลี่ยนรูปแบบของผลิตภัณฑ์มีครบทุกเซ็กเมนท์ และวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ แม้ว่าจะเห็นผลช้า แต่จะค่อยๆ เห็นผลงานที่ดีขึ้น”

ดร.ธีระชน บอกว่า ภายในปี 2552 พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จะมีรายได้จากคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากปัจจุบัน 20% ทาวน์เฮ้าส์เพิ่มขึ้นกว่า 10% บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 40% สัดส่วนที่เหลือจะเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์ "ตามสถานการณ์" ของตลาดในขณะนั้น เช่น ถ้าหากคอนโดมิเนียมราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ได้รับความนิยม พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค อาจจะขึ้นโครงการในทำเลเดียวกับโครงการบ้านเดี่ยวที่ดำเนินการอยู่ เป็นต้น

เมื่อสอบถามถึงทิศทางธุรกิจในปีนี้ ดร.ธีระชน ระบุว่า ปี 2550 ถือว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จะเป็นปีแรกที่เริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ โดยเฉพาะในส่วนของคอนโดมิเนียม และมีโอกาสจะกลับมาจ่ายเงินปันผลอีกครั้ง ภายหลังหยุดจ่ายไปในปี 2549

"ปีนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีผลประกอบการขยายตัวตามที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ว่า จะมียอดขาย 8,000 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ 6,400 ล้านบาท และกำไรสุทธิประมาณ 700 ล้านบาท"

ปัจจุบัน พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มียอดขายที่ยังไม่รับรู้รายได้ (Backlog) 4,900 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 3,200 ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์ 550 ล้านบาท บ้านแฝด 350 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว 800 ล้านบาท คาดว่าจะบันทึกรายได้ในปีนี้กว่า 2,000 ล้านบาท

“ช่วงไตรมาส 4 (ปีนี้) เราเตรียมจะออกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 500-600 ล้านบาท จะขายให้กับนักลงทุนสถาบันในประเทศ เราจะโอนโครงการย่านถนนรามคำแหงและเอกมัย เข้าไปเป็นสินทรัพย์ในกองทุน ดังนั้นก็มีความเป็นได้อีกว่าเราจะมีผลประกอบการมากกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมิน”

ผู้บริหารรายนี้ฝากบอกว่า อยากให้ผู้ถือหุ้น “อดใจรอ” อีกไม่นาน เชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่าในอดีต ทั้งนี้ ภายในปี 2551 พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ “เต็มเม็ดเต็มหน่วย” คาดว่าจะมียอดขาย 9,000 ล้านบาท ขยายตัวขึ้นกว่า 25%

สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง 2550 พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค วางแผนไว้อย่างไร ดร.ธีระชน แจกแจงว่า ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ บริษัทเตรียมเปิดขายโครงการต่อเนื่อง 7 แห่ง โดยจะเป็นบ้านโซนพิเศษ ติดทะเลสาบ ได้แก่ โครงการ The Villa รัตนาธิเบศร์-ราชพฤกษ์ เฟส 1 จำนวน 100 ไร่ ราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท ล่าสุดมียอดขายแล้ว 530 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะทะลุ 600 ล้านบาท ขณะที่ปี 2551 ประเมินยอดขายโครงการนี้ไว้ 800 ล้านบาท

นอกจากนั้นยังมีโครงการเพอร์เฟค พาร์ค พระราม 5-บางใหญ่ เฟส 1 จำนวน 120 ไร่ ราคาเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท จากทั้งหมด 4 เฟส จำนวน 200-300 ไร่ มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท คาดว่าจะมียอดขายปีละ 600 ล้านบาท โครงการนี้สามารถขายได้อีก 6 ปีข้างหน้า

โครงการมณีรินทร์ เลค & พาร์ค ติวานนท์-วงแหวน เฟส 4 จำนวน 30 ยูนิต ราคา 4.97 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะมียอดขาย 100 ล้านบาท โดยเฟส 1 ขายหมดแล้ว ส่วนเฟส 2-3 เหลือขาย 500 ล้านบาท โครงการเพอร์เฟค เพลส รัตนาธิเบศร์-ราชพฤกษ์ 200 ไร่ ล่าสุดขายได้แล้ว 524 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะมียอดขาย 600 ล้านบาท

นอกจากนั้นยังมีโครงการเพอร์เฟค เพลส สุขุมวิท 77-สุวรรณภูมิ 300 ไร่ จำนวน 800 ยูนิต ราคา 4.49 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท ล่าสุดเฟส 1 ขายได้แล้ว 1,340 ล้านบาท จากมูลค่า 2,200 ล้านบาท โครงการเพอร์เฟค เพลส พระราม 5-ราชพฤกษ์ 10 ไร่ จำนวน 42 ยูนิต มูลค่า 182 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะขายได้ 50-60 ล้านบาท และโครงการเพอร์เฟค เพลส รามคำแหง-สุวรรณภูมิ 30 ไร่ จำนวน 100 ยูนิต มูลค่า 670 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะขายได้ 100 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัทมีโครงการอยู่ในมือ 16 แห่ง อาทิเช่น โครงการเพอร์เฟค เพลส รัตนาธิเบศร์ จำนวน 935 ยูนิต ล่าสุดเหลือขาย 5 ยูนิต มูลค่า 22.5 ล้านบาท โครงการเพอร์เฟค เพลส รัตนาธิเบศร์-ราชพฤกษ์ จำนวน 395 ยูนิต เหลือขาย 325 ยูนิต มูลค่า 1,412 ล้านบาท โครงการมณีรินทร์ พาร์ค รัตนาธิเบศร์ 189 ยูนิต เหลือขาย 13 ยูนิต มูลค่า 65 ล้านบาท

โครงการเพอร์เฟค พาร์ค รัตนาธิเบศร์-ราชพฤกษ์ 147 ยูนิต เหลือ 37 ยูนิต มูลค่า 150 ล้านบาท และโครงการเมโทร พาร์ค สาทร จำนวน 4,560 ยูนิต เหลือขาย 3,210 ยูนิต มูลค่า 6,415 ล้านบาท เป็นต้น

ส่วนบริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ จะเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ 2 แห่ง คือ โครงการเดอะแกรนด์-ไอซ์แลนด์ พาราไดซ์ จำนวน 16 ยูนิต มูลค่า 700 ล้านบาท และโครงการเออร์เบิร์น สาทร เฟส 2 จำนวน 375 ยูนิต มูลค่า 1,868 ล้านบาท

ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ มองแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ว่า ในแง่ของอุปสงค์ (ความต้องการซื้อ) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่ผู้บริโภคจะใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น ในแง่ของอุปทานคาดว่าจำนวนหน่วยขายเปิดใหม่มีแนวโน้มลดลง รวมทั้งความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อโครงการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย และตลาดที่อยู่อาศัยระดับบนที่ชะลอตัว เพราะยังมีสินค้าคงค้างอยู่ในตลาดค่อนข้างมาก

“ปีนี้ ผู้ประกอบการยังคงเน้นพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีขนาดเล็กลง ราคาถูกลง จากราคาเฉลี่ย 3 ล้านบาท เหลือ 2.5 ล้านบาท และหันมาพัฒนาทาวน์เฮ้าส์และคอนโดมิเนียมมากขึ้น”

ผู้บริหารรายนี้ยังกล่าวปิดท้ายว่า จากที่ประเมินสถานการณ์มองว่าในครึ่งหลังปี 2551 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีโอกาสฟื้นตัวอีกครั้ง ใครที่คิดจะเก็บเกี่ยวผลกำไรจากหุ้นกลุ่มนี้ ก็อย่ารีบรอช้า (เดี๋ยวจะซื้อหุ้นไม่ทัน)

-----------------------------------

"Leading Change" จุดเปลี่ยน "วิถีก้าว"

แรงบันดาลใจ "พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค"

-------------------------------------

ส่วนหนึ่งของ "จุดเปลี่ยน" ครั้งสำคัญของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือชื่อว่า "Leading Change" (หน้าปกหนังสือเป็นรูปนกเพนกวิน) ของ John P.Kotter

ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ เล่าให้ฟังว่า John P.Kotter เป็นนักวิจัยวัย 60 ปี เขาเขียนหนังสือ Leading Change โดยบอกถึงเคล็ดลับ 8 ข้อว่า ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ ทั้งนี้ ดร.ธีระชน ยังอ้างถึง "อนันต์ อัศวโภคิน" เจ้าพ่อแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็ใช้กลยุทธ์นี้ ทำให้สามารถปรับตัวได้ก่อนคนอื่น แต่เขาไม่ได้ระบุว่า อนันต์ได้นำแนวคิดมาจาก John P.Kotter หรือไม่

โดยเคล็ดลับความสำเร็จ 8 ข้อ สรุปได้ดังนี้ หนึ่ง..ผู้บริหารต้องรู้ว่าในช่วงนี้ตลาดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนอยู่ในทิศทางใด คู่แข่งกำลังทำอะไร และในอนาคตจะมีสัญญาณร้าย หรือดีอะไรเกิดขึ้นบ้าง สอง..ต้องสร้างทีมงานให้มีความแข็งแกร่งในทุกๆ ตำแหน่ง และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเทียบเท่าต่างชาติ สาม..ผู้บริหารต้องมี “วิชั่น” ที่ดีในการบริหารงาน สี่..ต้องจัดประกวดงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับสายงาน เพื่อเพิ่มทักษะให้กับพนักงาน เช่น พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้จัดประกวด “Foreman Awards” ให้คิดรูปแบบโครงการใหม่ที่ทันสมัย ตรงใจผู้บริโภค

ห้า..ปรับโครงสร้างองค์กรเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ ตามที่ผู้บริโภคต้องการ หก..สร้าง “แบรนด์” ให้เข้มแข็ง แตกต่างจากคู่แข่ง เจ็ด..มีหลักสูตรบริหารจัดการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ แปด..ต้องพัฒนาระบบงานอย่างต่อเนื่อง

"กลยุทธ์เหล่านี้ เราเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2548 วันนี้เห็นแล้วว่าใช้ได้ผลจริงๆ"

ดร.ธีระชน ยังบอกด้วยว่า นอกจากนี้เรายังขับเคลื่อนธุรกิจด้วยแผน 4 P คือ Proficient ทีมงานต้องเป็นมืออาชีพ Persistent ยืนหยัด People-oriented ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และ Profile ข้อมูลการทำธุรกิจต้องแน่น ที่ผ่านมาถือว่าเรามีพนักงานที่จบปริญญาโทและเอก มากที่สุดถึง 60 คน[/color]

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว