เว็บบอร์ด Taladhoon.com
เมษายน 19, 2014, 01:10:59 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บริษัท ไอ อาร์ เอส ฯ จัดอบรมหลักสูตรการวิเคราะห์หุ้น "เรียนก่อน...รวยกว่า รุ่นที่ 2"

***ราคาพิเศษสุดๆ...เรียน 2 วันเต็ม สมัครก่อน 21 มีนาคม 57 จากราคาเต็ม 5,599 ลดเหลือเพียง 4,500 บาท ***
http://www.taladhoon.com/taladhoon/board/index.php?topic=13428.msg153338
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 22   ลงล่าง
  พิมพ์  
| | ผู้เขียน หัวข้อ: อยากให้อ่าน  (อ่าน 110355 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #50 เมื่อ: กันยายน 30, 2007, 03:44:44 PM »

มอง "Golden Land" ผ่าน "วิลเลี่ยม จอห์น วิลฟอง" เทิร์นอะราวด์ "ของจริง" หรือเพียง "ชั่วคราว"

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว (ปี 2548) บริษัทนี้เพิ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า "ติดหล่ม" จากการวางตำแหน่งทางการตลาดบ้านเดี่ยว "ผิดพลาด" แต่ "วิลเลียม จอห์น วิลฟอง" บอกว่า ปีนี้ จะเป็นปีที่บริษัทโชว์ผลงานดีที่สุดในรอบ 10 ปี เกิดอะไรขึ้นกับ "โกลเด้นแลนด์" ของจริง หรือแค่ภาพลวง Huh

------------------------------------------
: "ผมคิดว่า จริงๆ เราเริ่ม "เทิร์นอะราวด์" ตั้งแต่ในปี 2550 นี้แล้ว"
 ------------------------------------------

ในปี 2550 นี้ "โกลเด้นแลนด์" มีสตอรี่ใหม่ให้จับตามองอยู่หลายประเด็น โดยเฉพาะโครงการยักษ์ "วันสาทร สแควร์" สวรรค์น้อยๆ ดวงใหม่ รวมถึงประเด็นการดึงตัว "สหัส ตันติคุณ" มาแก้จุดอ่อน "บ้านเดี่ยว" ราคาแพงที่สร้างปัญหาด้านยอดขายมาโดยตลอด

วิลเลี่ยม จอห์น วิลฟอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ "โกลเด้นแลนด์" (GOLD) ยังคงยืนยันกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ถึงทิศทางธุรกิจ 5 ปีนี้ (2550-2554) ว่า บริษัทยังคงมุ่งเน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จับกลุ่ม "ลูกค้าระดับบน" ทั้งโครงการบ้านเดี่ยวและโครงการอาคารสูง ซึ่งมีความถนัดและเชี่ยวชาญต่อไป

แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ลูกค้าตลาดบนชะลอการตัดสินใจซื้อไปบ้าง แต่ตลาดนี้ยังมีโอกาสที่จะสร้างผลกำไรได้ หลังจากคู่แข่งต่างถอนตัวไปแล้วเกือบหมด

วิลเลี่ยม วิลฟอง ยอมรับว่า ช่วงที่ผ่านมา รายได้และกำไรจากโครงการบ้านเดี่ยวของโกลเด้นแลนด์ค่อนข้างชะลอตัว แต่จากนี้ไปเชื่อว่าจะเห็นการปรับตัวดีขึ้น หลังจากมีการปรับโครงผู้บริหารชุดใหม่ โดยแต่งตั้ง "สหัส ตันติคุณ" อดีตผู้บริหารจาก บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และกรรมการผู้อำนวยการฝ่าย Housing (Chief Operating Officer and President-Housing) ของบริษัท มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2550 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ในช่วง "ครึ่งปีแรก" รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท ลดลง 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรายได้จากโครงการบ้านเดี่ยวที่ลดลง จากนี้ไปจึงต้องรอวัดฝีมือสหัสว่าจะพลิกสถานการณ์กลับมาได้ ตามราคา "คุย" ของซีอีโอวิลเลี่ยมหรือไม่

วิลเลี่ยม วิลฟอง บอกว่า สหัสจะเข้ามามีบทบาทดูแลโครงการบ้านจัดสรรของโกลเด้นแลนด์ทั้งหมด ส่วนตัวเขาจะรับผิดชอบโครงการพัฒนาอาคารสูงของบริษัททั้งหมด

เขาระบุว่า โกลเด้นแลนด์ยังเหลือที่ดินรอการพัฒนา (แลนด์แบงก์) อีก "หลายร้อยไร่" สำหรับนำไปพัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยว อยู่ในทำเลย่านถนนศรีนครินทร์, บางนา, ปิ่นเกล้า, สาทร ฯลฯ

"นโยบายของเรายังให้ความสำคัญกับตลาดบ้านเดี่ยวระดับบน (เฉลี่ยเกิน 10 ล้านบาท/ยูนิต) แม้ว่าจะมีทิศทางขยายการลงทุนในโครงการอาคารสูงมากขึ้น ซึ่งเราพยายามสร้างสมดุลระหว่างรายได้จากโครงการบ้านจัดสรร รายได้จากค่าเช่าและคอนโดมิเนียม เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว"

สำหรับโปรเจคการลงทุนขนาดใหญ่ ที่ถือว่าเป็น "ไฮไลต์" ของโกลเด้นแลนด์ ได้แก่ โครงการวันสาทร สแควร์ บนพื้นที่ทั้งหมด 15,644 ตารางเมตร (ประมาณ 10 ไร่) บริเวณสถานทูตรัสเซียเก่า ตั้งอยู่บนทำเลที่ดีที่สุดบนถนนสาทร บริเวณหัวมุมสี่แยกสาทร-นราธิวาสฯ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี

ตามแผนจะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจขนาดใหญ่แห่งใหม่ ประกอบด้วย 3 อาคารใหญ่ อาคารแรก พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมหรู "ดิ อินฟินิตี้" อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และขายโครงการได้หมดแล้ว

อาคารที่สอง สร้างเป็นโครงการอาคารสำนักงาน (ออฟฟิศ) ให้เช่า จะก่อสร้างตึกขนาดใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โครงการนี้จะลงทุนเองทั้งหมด มูลค่าก่อสร้างประมาณ 3,000 ล้านบาท ได้วงเงินสินเชื่อแล้วประมาณ 1,860 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2553

อาคารที่สาม จะพัฒนาเป็นโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว มูลค่า 4,300 ล้านบาท โครงการนี้โกลเด้นแลนด์ร่วมทุนกับกลุ่มอิสทิธมาร์ (Istithmar Hotels FZE) กลุ่มทุนจากดูไบ จัดตั้งบริษัทร่วมทุน นอร์ท สาธร โฮเต็ล โดยบริษัทถือหุ้น 20% และกลุ่มอิสทิธมาร์ถือหุ้น 80% คาดโครงการจะแล้วเสร็จในปลายปี 2553

วิลเลี่ยม วิลฟอง บอกว่า โครงการวันสาทร สแควร์ จะเป็น "เดิมพันอนาคตใหม่" จะสร้างรายได้ระยะยาวตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป และยังมีแผนพัฒนาที่ดิน โครงการไผ่สิงห์โต บนเนื้อที่ 8.3 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนพระราม 4 เยื้องกับอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เช่าพื้นที่ระยะยาวจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ในย่านถนนพระราม 4

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะทำรีสอร์ทหรูที่จังหวัดกระบี่ โครงการบ้านคลองทราย สปา รีสอร์ท แอนด์ วิลล่าส์ บนเนื้อที่ 118 ไร่ ห่างจากอำเภอเมืองกระบี่ และท่าอากาศยานจังหวัดเพียง 40 นาที ในขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการออกแบบ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโกลเด้นแลนด์ ยังส่งสัญญาณด้วยว่า ทิศทางต่อไป บริษัทจะทยอย "ปลดล็อก" สินทรัพย์และที่ดินที่มีอยู่ในมือนำออกมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกตัวอย่างเช่น การขาย โครงการเมย์แฟร์ แมริออท เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์สูง 26 ชั้น ย่านหลังสวน ให้กับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โกลด์ (GOLDPF) เป็นต้น

เมื่อถามว่า หลังจากโครงการวันสาทร สแควร์ แล้วเสร็จในปี 2553 จะเป็น "จุดเปลี่ยนอนาคต" ครั้งสำคัญของโกลเด้นแลนด์หรือไม่

"ผมคิดว่า จริงๆ เราเริ่มเทิร์นอะราวด์ตั้งแต่ในปีนี้ (2550) แล้ว" วิลเลี่ยม วิลฟอง กล่าว

โดยชี้ให้เห็นว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัทได้กำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โกลด์ (GOLDPF) จำนวน 798 ล้านบาท ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในงวดครึ่งปีแรก 2550 โกลเด้นแลนด์มีกำไรสุทธิก้าวกระโดด อยู่ที่ 879 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นผลกำไรที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปี

"แผนการออกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ เพิ่มเติม คงยังไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ แต่หากโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาแล้วเสร็จ นั่นก็เป็นแนวทางหนึ่งที่เราสนใจ" ผู้บริหารโกลเด้นแลนด์ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งหมดนี้ คือ อนาคต..ที่ยังไม่นิ่ง ของ "Golden Land Property" ภาพจริงยังต้องรอวัดฝีมือ "บ้านเดี่ยว" ของ "สหัส ตันติคุณ" และรอโครงการวันสาทร สแควร์ แล้วเสร็จในปี 2553
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #51 เมื่อ: กันยายน 30, 2007, 04:00:51 PM »

ศตวรรษใหม่ 'เอสซีจี' เจ้าอาเซียน !

สุกัญญา ศุภกิจอำนวย

มาเหนือเมฆ สำหรับกลยุทธ์พาตัวเองขึ้นเป็น "ผู้นำตลาดอาเซียน" ขีดเส้นใต้คำว่า "อย่างยั่งยืน" ของเอสซีจี
หลายคนงงงวยว่า เหตุใดเอสซีจี "พุ่งเป้า" ไปในตลาดอาเซียน แทนที่จะเป็นจีนและอินเดีย
บิ๊กบอสอย่าง "กานต์ ตระกูลฮุน" เฉลยให้ฟังชัดๆ ว่า...เพราะปี 2553 หรือในอีก 3 ปีจากนี้ กำแพงภาษีระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันเองจะเป็นศูนย์


-------------------------------------------------
"ในความคิดของผมและทีมผู้บริหาร เห็นว่าตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยโอกาส หากมองจากขนาดของตลาดที่มีประชากรสูงถึง 560 ล้านคน"
"ภายใน 4-5 ปีจากนี้ รายได้จากการส่งออกบวกกับรายได้จากฐานการผลิตต่างประเทศของเอสซีจี จะ “เกินครึ่ง” ของรายได้รวมเครือ"
-------------------------------------------------


เป็นจังหวะเดียวกับที่เอสซีจีเริ่มรับรู้รายได้ หลังทุ่มงบลงทุนสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท ในระยะ 5 ปี (2549-2553) เพื่อปูพรมการลงทุนในอาเซียน

เป็น "ไมล์ สโตน" ของเอสซีจีที่กำลังจะมีอายุครบ 100 ปีในอีก 6 ปีข้างหน้า

เป้าหมายการเป็น "ผู้นำตลาดอาเซียน" ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี ในปี 2558 (ค.ศ.2015) หรือในอีก 8 ปีข้างหน้า นำมาซึ่งการประกาศแผนลงทุนในระยะ 5 ปี (2549-2553)

ด้วยการเทงบลงทุนสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท เพื่อผลักดันยอดขายให้อยู่ในระดับ "แถวหน้า" ในอาเซียน

ก่อนจะค่อยๆ ขยับเป็นผู้นำในปี 2558 ทั้งในแง่ของการยอมรับในแบรนด์เอสซีจี และในเชิงผลตอบแทนการลงทุน (Financial Return)

มีการตั้งข้อสังเกตว่า เงื่อนเวลาดังกล่าว ช่างประจวบเหมาะกับจังหวะที่องค์กรแห่งนี้จะก้าวย่างครบปีที่ร้อยในปี 2556 (ค.ศ.2013) หรือก่อนเป้าหมายการเป็นผู้นำตลาดอาเซียนเพียง 2 ปี

แบบเผื่อเหลือ-เผื่อขาด บวกลบ 2 ปีอย่างมีชั้นเชิงในการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ

แม้ "กานต์ ตระกูลฮุน" กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี จะออกมาปฏิเสธว่า "เป็นคนละเรื่องเดียวกัน" แต่ถ้า 2 เหตุการณ์ที่ว่านี้ เกิดในเวลาใกล้เคียงกันได้ ย่อมเป็นช่วงเวลาเฉลิมฉลองความสำเร็จที่สำคัญของ "ศตวรรษใหม่" เอสซีจี

"เราตั้งเป้าปี 2558 ชัดเจน เป็น Mission Statement เราอยากเป็นผู้นำตลาดที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Market Leader ก็มีกิจกรรมเยอะที่จะเดินไปสู่จุดนั้นให้ได้ ตรงนี้ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอันหนึ่งเหมือนกัน

ส่วนเรื่องเราจะครบร้อยปีในปี 2556 ไม่ได้นำ 2 เรื่องนี้มาผูกกัน ครบร้อยปียังไงก็ต้องมาถึงจนได้ เราก็เตรียมพร้อมที่จะต้อนรับวาระนั้นไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ปี 2546 สมัยที่ผมเป็นผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ มีเวลา 10 ปีล่วงหน้าที่จะเตรียมงาน

การเป็นผู้นำอาเซียนไม่ได้ดูจุดนั้น แต่เราดูตามไทม์ เฟรม ที่ควรจะเป็นมากกว่า" กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี ระบุ

กิจกรรมเยอะที่จะเดินไปสู่การเป็น "ผู้นำตลาดอาเซียน" ตามคำพูดของกานต์ หมายถึง การให้ความสำคัญที่จะขยาย "การลงทุน" ไปในภูมิภาคอาเซียนที่เข้าไปลงทุนแล้วหลายโครงการ และกำลังจะเพิ่มดีกรีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

โดยพุ่ง "สปอตไลท์" การลงทุนไปใน 3 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

"ที่มองชัดที่สุดคือ เวียดนาม อินโดนีเซีย รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์ ตอนนี้เอสซีจีกำลังศึกษาที่จะเข้าไปลงทุนที่อินโดนีเซียในธุรกิจปิโตรเคมีเพิ่มเติม รวมถึงเปิดการลงทุนใหม่ในธุรกิจวัสดุก่อสร้างและซีเมนต์ แต่ยังไม่ลงตัวมากนัก

เวียดนาม เราก็ประกาศตัวลงทุนโรงงานกระดาษไปแล้ว อาจจะเพิ่มเรื่องโรงกล่อง เวียดนามมีครบทุกอย่างยกเว้นซีเมนต์ ปิโตรเคมีก็มีแล้ว ก็คงจะต้องดูปิโตรเคมีต่อไป วัสดุก่อสร้างเรามีโรงงานเล็กๆ ทำหลังคา กระเบื้องซีแพคโมเนียขายดีมากๆ ตั้งโรงงานที่นครโฮจิมินห์แล้ว กำลังจะไปดูที่นครฮานอย ธุรกิจค่อนข้างไปได้ดี"

ที่ผ่านมาโครงการลงทุนของเอสซีจีซึ่งประกาศแผนลงทุนไปแล้วทั้งในและต่างประเทศ รวมวงเงิน (ณ เดือนสิงหาคม) อยู่ที่ 8.8 หมื่นล้านบาท

ในจำนวนนี้ เฉพาะโครงการขยายการลงทุนปิโตรเคมีต้นน้ำ-ปลายน้ำ คอมเพล็กซ์เดียวก็ปาเข้าไปถึง 62,700 ล้านบาท !!!

แบ่งเป็นโครงการลงทุนโรงงานโอเลฟินส์ แห่งที่ 2 ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับบริษัทดาว เคมิคอล ยักษ์ใหญ่ธุรกิจปิโตรเคมีจากสหรัฐอเมริกา โดยเอสซีจีถือหุ้น 67% มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์ 1.7 ล้านตันต่อปี วงเงินลงทุนประมาณ 45,600 ล้านบาท และโครงการลงทุนโครงการปิโตรเคมีปลายน้ำ (Downstream) ถือหุ้นโดยธุรกิจเคมีภัณฑ์ เครือซิเมนต์ไทย 100% มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 17,100 ล้านบาท เพื่อนำผลิตภัณฑ์จากโรงงานโอเลฟินส์ แห่งที่ 2 มาเป็นวัตถุดิบ

คาดว่าโครงการโอเลฟินส์แห่งที่ 2 และโครงการปิโตรเคมีปลายน้ำ จะสามารถเริ่มผลิตได้ในปี 2553 ถือเป็นโครงการสำคัญที่จะสร้างรายได้มโหฬารให้กับเครือ หากพิจารณาตามกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่จะเพิ่มขึ้นเท่าตัว

ก่อนหน้านี้ "ชลณัฐ ญาณารณพ" กรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ เอสซีจี เคยบอกไว้ว่า เมื่อโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะทำให้ยอดขายของธุรกิจเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว หากวัฏจักรปิโตรเคมีในขณะนั้นอยู่ในช่วง "ขาขึ้น" ตามที่กะเก็งไว้

โดยในปี 2549 เอสซีจีมียอดขายสุทธิเท่ากับ 258,175 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นยอดขายสุทธิของธุรกิจเคมีภัณฑ์ 122,645 ล้านบาท หรือประมาณ 50% ของยอดขายสุทธิรวมเครือ

นอกจากนี้ เอสซีจียังเข้าไปลงทุนโครงการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีเอทธิลีน ชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) ในประเทศอิหร่าน ใช้เงินลงทุน 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติของประเทศอิหร่าน, บริษัทอิโตชู คอร์ปอเรชั่น แห่งประเทศญี่ปุ่น และบมจ.ปตท.เคมิคอล มีกำลังการผลิต 3 แสนตันต่อปี โครงการจะเริ่มผลิตได้ภายในปี 2552 เพื่อรองรับตลาดธุรกิจเคมีภัณฑ์ในภูมิภาคที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #52 เมื่อ: กันยายน 30, 2007, 04:01:26 PM »

ในส่วนของธุรกิจซีเมนต์ เอสซีจีได้เข้าไปขยายการลงทุนสร้างโรงงานปูนซีเมนต์แบบครบวงจร ในจังหวัดกัมปอต ประเทศกัมพูชา กำลังการผลิต 0.85 ล้านตันต่อปี วงเงินลงทุนประมาณ 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยโครงการจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในปี 2550

ด้านธุรกิจกระดาษ เอสซีจีใช้เงินลงทุน 18,000 ล้านบาท ในโครงการหลัก ได้แก่ การขยายกำลังการผลิตกระดาษคราฟท์ 2.2 แสนตันต่อปี ในเวียดนาม และการขยายกำลังการผลิตกระดาษพิมพ์เขียน กำลังการผลิต 2 แสนตันต่อปี ที่จังหวัดขอนแก่น

ขณะที่ธุรกิจจัดจำหน่าย ยังมีโครงการ Lifestyle Centre เพื่อเป็นศูนย์แสดงสินค้าและนวัตกรรม มูลค่าลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท โดยตั้งอยู่ที่ถนนเกษตร-นวมินทร์ จะเปิดให้บริการได้ในไตรมาสแรกของปี 2551

นี่คือภาพการลงทุนโครงการหลักๆ ทั้งหมดของเอสซีจีในช่วงที่ผ่านมา แน่นอนจะมีการลงทุนเพิ่มเติมอีกตามเม็ดเงินลงทุนที่เหลืออยู่ !!!

"เรามองแผน 5 ปี 2549-2553 จะใช้เงินประมาณ 1.2 แสนล้านบาท เท่าที่ดูทุกอย่างยังเป็นไปตามแผน ปี 2549 ใช้เงินไปสองหมื่นกว่าล้านบาท, ปี 2550 ลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เราทำไปเกือบเสร็จสองโครงการแล้ว โครงการไหนเสร็จเราก็ตัดออก เขมรก็จะเสร็จแล้ว แต่ยังไม่รวมโครงการลงทุนใหม่ที่จะเข้ามา" กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี เผยและว่า...

โครงการทั้งหมดจะแล้วเสร็จปี 2553 ระหว่างนี้อาจจะมีโครงการลงทุนที่อายุไม่เกิน 3 ปี หรือ 2 ปีครึ่ง เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ รวมๆ แล้วน่าจะใช้เงินลงทุนตามที่ตั้งไว้ที่ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้การเติบโตของเอสซีจีเป็นไปแบบ "ยั่งยืน"

นั่นคืออัตราเติบโตของธุรกิจจะต้องอยู่ในเกณฑ์ 5-10% ซึ่งกรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจีคนนี้ ไม่นิยมการโตของเครือแบบ "ก้าวกระโดด" เพราะจะสวนทางกับความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธที่จะประเมิน "รายได้" ที่จะเกิดขึ้นหลังปี 2553 แม้จะมีเป้าหมายไว้ในใจอยู่แล้ว

...รายได้จะดับเบิลหรือไม่

“คาดการณ์รายได้ยาก มีตัวเลขนะ แต่ผมไม่อยากเรียนตอนนี้ (หัวเราะ) เพราะ 40-50% เป็นโครงการปิโตรเคมี ซึ่งราคาผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับตลาดโลก ในช่วงของการเดินเครื่องผลิต 2-3 ปีแรก จะมี EBITDA และ Cash Flow เข้ามาจริง แต่ยังไม่มีกำไร เพราะมีเรื่องค่าเสื่อมราคาเข้ามาเกี่ยวข้อง และยังเดินเครื่องไม่เต็มกำลังการผลิต

รายได้ที่เกิดขึ้นในวัฏจักรปิโตรเคมีขาขึ้น เราก็จะมีรายได้มาลงทุนได้ต่อ ส่วนหนึ่งก็นำไปชำระหนี้ จ่ายเงินปันผล”

กานต์บอกได้แต่เพียงว่า สัดส่วนรายได้จากการลงทุนต่างประเทศจะเพิ่มจาก 5% ของรายได้รวมเครือ เป็น 10% ภายหลังปี 2553 เป็นต้นไป

ทั้งยังประเมินด้วยว่า ภายใน 4-5 ปีจากนี้ รายได้จากการส่งออกบวกกับรายได้จากฐานการผลิตต่างประเทศจะ “เกินครึ่ง” ของรายได้รวมเครือ

“วันนี้เราส่งออกสินค้าจากไทยไปต่างประเทศสัดส่วน 34% ก็เท่ากับ 1 ใน 3 ของรายได้แล้ว บวกอีก 5% ที่เป็นรายได้จากฐานการผลิตต่างประเทศ

ราวปี 2553 การส่งออกของเครือซิเมนต์ไทยจะเพิ่มขึ้น จากโครงการปิโตรเคมีแห่งที่ 2 ที่จะแล้วเสร็จเพราะจะส่งออกมากขึ้น ส่งผลให้รายได้จากตลาดในประเทศจะลดลงเหลือแค่ครึ่งเดียว”

จะเห็นได้ว่า.. ประมาณการรายได้ในอนาคตของเอสซีจี ชี้ชัดถึงทิศทางการก้าวเดินของเอสซีจีในตลาดอาเซียน ได้เป็นอย่างดี

"คนถามผมเยอะว่า...ทำไมไม่โฟกัสไปที่ตลาดจีนและอินเดีย เพราะถนนการลงทุนทุกสายมุ่งไปที่นั้น ทำไมถึงโฟกัสไปที่ตลาดอาเซียน" กานต์เล่า ก่อนจะบอกว่า

"ในความคิดของผมและทีมผู้บริหาร เห็นว่าตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยโอกาส หากมองจากขนาดของตลาดที่มีประชากรสูงถึง 560 ล้านคน

อาเซียนยังจะมีความร่วมมือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะบทบาทของ "ประเทศไทย" ในเวทีอาเซียน...." กานต์วิเคราะห์

....โดยเฉพาะในปี 2551-52 ที่จะมีเลขาธิการอาเซียนที่ชื่อ...สุรินทร์ พิศสุวรรณ

ในความเห็นของกานต์ยังมองว่า....อาเซียน "ฟื้น" แล้ว และกำลังจะมีอำนาจต่อรองในเวทีโลกมากขึ้น หากประเทศสมาชิกผนึกกำลังกันให้ดี

"ผมว่าอาเซียนจากนี้ไปจะมีความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น มีการเพิ่มการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น เพราะอาเซียนฟื้นแล้ว จากเศรษฐกิจที่เคยมีปัญหา ปีนี้อินโดนีเซีย เศรษฐกิจโตเกิน 6% ฟิลิปปินส์ปีนี้อาจจะโต 6.9% ไทยเองโอเคล่ะปีนี้เราก็ยังมีปัญหาอยู่ เวียดนามไม่ต้องพูดถึง เศรษฐกิจโตไปตั้ง 8% กว่าแล้ว"

ขณะที่กำแพงภาษีระหว่างกันจะทยอยปรับลดลงเรื่อยๆ จนถึงปี 2553 ภาษีจะเป็น "ศูนย์"

ถึงบรรทัดนี้ คงจะร้องอ๋อว่า...โครงการลงทุนของเอสซีจีจะได้รับประโยชน์เพียงใด จากโครงสร้างภาษีดังกล่าว หากทุกอย่าง "ลงล็อก" ที่วางไว้

นี่คือ...แผน "ดักโอกาส" ที่แยบยลของเอสซีจี

...ที่มีปลายทางของการ "Generate" รายได้ในโครงการลงทุนใหม่ทั้งหลายแหล่...หลังปี 2553

ปีที่ "พรมแดน-กำแพงการค้า" ระหว่างอาเซียนจะถูกทำลายลงราบคาบ

"เอสซีจีมีแนวทางว่าต้องทำธุรกิจกับประเทศนั้นๆ อาทิเช่น ไทยกับฟิลิปปินส์, ไทยกับอินโดนีเซีย จะต้องเป็นแบบ Out-Out และ Out-In (การลงทุนข้ามกันไปมา) ผมเชื่อว่าอาเซียนอาจจะได้พลังงานขับดันจากเศรษฐกิจของจีนและอินเดียที่เติบโตขึ้นมาก ถ้าเราไม่รวมกันจริงๆ จังๆ จะเหนื่อยมาก สำหรับประเทศเล็กๆ ในกลุ่มอาเซียน"

กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี ยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า...การลงทุนตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment-FDI) ของอาเซียนในระหว่างปี 2544-2548 มีมูลค่าถึง 118 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (118,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นการลงทุนที่ทำให้เกิดการจ้างงาน มีผลทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง

"เบอร์หนึ่งที่เข้ามาลงทุนมาจากสหภาพยุโรป (อียู) สัดส่วน 25%-30% เบอร์สองเป็นนักลงทุนจากสหรัฐ สัดส่วน 17% เบอร์ 3 เป็นการลงทุนจากอาเซียนด้วยกันเอง สัดส่วน 11% ส่วนเบอร์ 4 เป็นการลงทุนจากญี่ปุ่น สัดส่วน 10%

ถ้าคิดจะร่วมมือกันจริงๆ จังๆ การลงทุนระหว่างสมาชิกด้วยกันควรจะเพิ่มสูงขึ้นอีก จะทำให้เป็นเทรดดิ้งบอร์ดที่แข็งแรงของเรา"

ในส่วนของกลยุทธ์การทำตลาดของเอสซีจี เพื่อช่วงชิงการเป็นผู้นำตลาดอาเซียนนั้น กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี ระบุว่า จะเน้นการสร้างฐานการผลิตกระจายเข้าไปในจุดที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต ในลักษณะของการลงทุนระยะยาว (Long Term) โดยเน้นธุรกิจหลัก (Core Business) คือ ปิโตรเคมี กระดาษ ซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง

..."เมื่อเป็น Free Trade (การค้าเสรี) จริงๆ Flow (การหมุนเวียน) ของสินค้า จะทำได้ง่ายขึ้น" เขาเชื่อมั่น

"ตัวเลขเทรดดิ้งไทยไปอาเซียนทั้งเข้าและออกเพิ่มขึ้นเป็น 25% ของทั้งหมด ซึ่งดีขึ้นเยอะ แต่ในแง่การลงทุนยังถือว่าน้อย"

ที่แน่ๆ เอสซีจีไป "ปักธง" ลงทุนรออยู่ข้างหน้าแล้ว
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #53 เมื่อ: กันยายน 30, 2007, 04:09:10 PM »

สร้างแบรนด์-สร้างคน-สร้างนวัตกรรม 'พลัง' เจาะตลาดอาเซียน

การเร่งสร้างความยอมรับในแบรนด์เอสซีจี เป็นกลยุทธ์หนึ่งของเอสซีจีเพื่อรองรับการบุกตลาดอาเซียน
"กานต์ ตระกูลฮุน" กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี ยอมรับว่า แม้แบรนด์ของเอสซีจีจะเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคคนไทย แต่ในตลาดอาเซียน คนยังไม่ค่อยรู้จักเอสซีจีมากนัก


จึงต้องเร่งสร้างการยอมรับในแบรนด์เอสซีจีให้อยู่ในระนาบเดียวกับมัลติเนชั่นแนล แบรนด์ทั้งหลาย

ด้วยการ Integrate แบรนด์ต่างๆ ของบริษัทให้เป็น “SCG” (Siam Cement Group) เพราะเอสซีจีมีบริษัทในเครือกว่าร้อยบริษัท ชื่อบริษัทที่แตกต่างกันไป ย่อมทำให้ผู้คนเกิดความ “สับสน”

“เมื่อก่อนไปลงทุนที่ไหน เขาก็ไม่ทราบว่าเป็นเอสซีจีหรือไม่ การรวมแบรนด์เป็นแบรนด์เดียวทำให้เราเริ่มมีพลัง ผมไปพบพาร์ทเนอร์ นักธุรกิจก็รู้จักเอสซีจีมากขึ้น ในช่วงหลังมีโอกาสพบผู้นำอาเซียนในหลายฟอรัม ก็เป็นที่รู้จัก เราต้องสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง เทียบเท่า Multinational Brand” กานต์ตั้งเป้า

ขณะเดียวกันเขาบอกว่า เมื่อไปลงทุนที่ไหน ก็อยากให้คนในท้องถิ่นนั้นๆ อยากจะทำงานร่วมกับเอสซีจี เห็นเอสซีจีเป็นองค์กรที่คนอยากทำงานด้วย

เพราะฉะนั้นโครงการลงทุนในต่างประเทศ จึงเป็นมากกว่าการใส่เม็ดเงินเพื่อซื้อเครื่องจักร-สร้างโรงงาน

แต่หมายรวมถึง "การสร้างแบรนด์" ปฏิบัติการเชิงรุก มีทีมงานลงพื้นที่ตั้งแต่โรงงานยังไม่ทันสร้าง

โดยเฉพาะปฏิบัติการด้านซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility) ที่กานต์บอกว่า "ต้องมาก่อน แล้วธุรกิจค่อยตาม" ดังนั้นโครงการลงทุนในต่างประเทศของเอสซีจี เอสซีจีจะดูแลชุมชน ทั้งในรูปของการพัฒนาชุมชนและให้ทุนการศึกษา

"อย่างเวียดนาม เราให้ทุนการศึกษา 400 กว่าทุน ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มผลิตกระดาษจากโรงงานที่นั่นเลย คือ อยากให้ชุมชนเขาดี แล้วคงจะสร้างโรงเรียนด้วย เพราะที่โน่นให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามาก

เวียดนามเราเข้าไปจริงๆ ร่วม 10 ปีแล้ว เริ่มจากเทรดดิ้ง จนมียอดขายดีขึ้น เราจึงตัดสินใจเข้าไปตั้งโรงงาน ทำให้เรามีฐานลูกค้าที่แข็งแรง"

ที่เวียดนามและฟิลิปปินส์ เอสซีจียังให้ทุนการศึกษาพนักงานไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยท็อปเทนในอเมริกา ด้านเอ็มบีเอ 10 ทุน และด้านเทคนิคัลอีก 20 ทุน

กานต์บอกว่า ธุรกิจของเอสซีจีจะเดินหน้าต่อไปได้นับจากนี้ โดยเฉพาะการลงทุนในต่างประเทศ เรื่องการตอบแทนสังคม เป็นเรื่องสำคัญและไม่ควรมองข้าม

ปีๆ หนึ่ง เอสซีจีมีงบด้านซีเอสอาร์เกือบ 200 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น

กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี ยังสรุปว่า Corporate Image ที่เอสซีจีอยากให้สังคมภายนอกมอง คือการสะท้อนสิ่งที่เอสซีจีทำ ในเรื่องการเป็นคนดีของสังคม เป็นองค์กรที่มีความว่องไวพร้อมที่จะปรับตัว

ขณะที่ในส่วนของการ “สร้างคน” กานต์ระบุว่า...กุญแจสำคัญของความสำเร็จในการเป็นผู้นำตลาดอาเซียนอยู่ที่สิ่งนี้

ตามแผนการพัฒนาบุคลากรของเอสซีจี ระบุว่าภายใน 5 ปี (2550-54) เอสซีจีจะต้องเร่งเพิ่มคนไม่น้อยกว่า 5,000 คน โดยในจำนวนนี้ 3,000 กว่าคน เป็นคนท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อรับแผน “โตนอกบ้าน”

เมื่อรวมกับพนักงานท้องถิ่นที่มีอยู่เดิมกว่า 2,000 คนแล้ว ส่งผลให้ภายใน 5 ปีจากนี้ เอสซีจีจะมีพนักงานท้องถิ่นเพิ่มขึ้นเกือบ 6,000 คน หรือคิดเป็น 20% (เพิ่มจาก 11-12%) ของจำนวนพนักงานเอสซีจีที่จะเพิ่มขึ้นจาก 2.4 หมื่นคน เป็นเกือบ 3 หมื่นคน

“ใช่...เราให้ความสำคัญกับคนท้องถิ่น เพราะเรามีแผนจะไปลงทุนต่างประเทศ ทำให้เราต้องใช้พนักงานท้องถิ่นมากขึ้น เราคงไม่เอ็กซปอร์ตคนด้านปฏิบัติการ (operation) แต่จะพยายามพัฒนาคนท้องถิ่นให้มีความสามารถ

รวมไปถึงการหล่อหลอมวัฒนธรรมของเรา เช่น Value ของเครือ ที่เน้นความเป็นคนเก่ง คนดี การดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม การอยู่กับทุกภาคส่วน (Stake Holder) อย่างเป็นธรรม”

ในเรื่องวัฒนธรรมของแต่ละประเทศที่ต่างกัน ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในการดำเนินธุรกิจ โดยที่ผ่านมา เอสซีจีได้ให้สถาบันเอเชียศึกษามาฝึกอบรมบุคลากรของเครือ

วิธีการสร้างคนของเอสซีจีจะให้ความสำคัญกับการฝึกอบรม ซึ่งงบด้านการอบรม (Classroom Training) อย่างเดียว ใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท ส่วนปี 2550 คงใช้งบเกือบ 600 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังส่งบุคลากรที่เป็น Role Model ของเอสซีจี เข้าไปหลอมละลายพฤติกรรมของพนักงานท้องถิ่น "เช่น การติดต่อกับลูกค้า จะมีหัวหน้าและลูกน้องที่เป็นคนท้องถิ่น กรณีที่เขาคิดจะเอาเปรียบลูกค้า เช่น การขึ้นราคาสินค้า เราก็ต้องบอกว่าไม่ได้ พวกลูกน้องก็จะเห็นพฤติกรรมของเรา เป็นต้น"

นอกจากนี้ เอสซีจียังตั้งคณะกรรมการบุคคลประจำในแต่ละประเทศ เพื่อดูแลตลาดแรงงานในประเทศนั้นๆ การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานในแต่ละประเทศให้ถูกต้อง รวมถึงการกำหนดค่าจ้างเงินเดือนให้สามารถแข่งขันได้ในแต่ละพื้นที่ และการสร้างแบรนด์

ในส่วนของผู้บริหารระดับสูง เพื่อให้สอดรับกับการขยายงานของเอสซีจีในอาเซียน เมื่อต้นปี 2550 เอสซีจีได้นำโปรเฟสเซอร์ “Ralph Biggadike” จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มาจัดหลักสูตร EDP: Executive Development Program อบรมให้กับผู้บริหารระดับสูงทั้งเครือ ที่มีอยู่ประมาณ 150 คน เน้นเรื่องการเป็นผู้นำ (Leadership) และการจัดการเชิงกลยุทธ์ในช่วงของการ “เตรียมคน”

โดยการอบรมในปีถัดๆ ไป จะดึงผู้บริหารในระดับรองลงมาร่วมด้วย

“พวกนี้พอพ้นจาก Functional Manager (ผู้จัดการระดับปฏิบัติการ) สู่การเป็น General Manager (ผู้จัดการทั่วไป) จะต้องประสานงานกับคนมากมาย ต้องรู้จักมองภาพกว้างขึ้นทั้งเรื่องธุรกิจ และเรื่องคน เพื่อให้เขามีความรู้ มีทักษะ ประสบความสำเร็จในการทำงาน

บางคนเป็นแมเนเจอร์เก่งในฟังก์ชันของตัวเอง พอขึ้นมาระดับเดียว เฟลล์แล้ว เพราะไม่เก่งเรื่องคน” กานต์เผย

นอกจากการอบรมจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียแล้ว คนที่ติดตามแผนการบ่มเพาะบุคลากรของเอสซีจี จะพบว่า เอสซีจีเป็นลูกค้าหลักของฮาร์วาร์ด บิซิเนส สคูล ซึ่งกานต์เองก็ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้น

“เอสซีจีเป็นลูกค้าของฮาร์วาร์ด ส่งผู้บริหารระดับสูงไปเรียนค่อนข้างจะหมดแล้ว ตอนนี้ก็เริ่มส่งผู้บริหารระดับรองลงมาไปเรียนที่นั่นปีละ 4 คน และเพิ่งส่งไปเรียนที่วาร์ตัน บิซิเนส สคูล ในปีนี้เป็นปีแรก ในหลักสูตร Advance Management Program (AMD) อีก 4 คน รวมทั้งสองมหาวิทยาลัย เอสซีจีส่งผู้บริหารไป 8 คน ถือว่าเยอะทีเดียว” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เล่า

ในแง่การเติบโตในหน้าที่การงาน (Career Path) เอสซีจีได้เปิดโอกาสให้ผู้บริหารจากองค์กรภายนอก หรือแม้แต่บุคลากรท้องถิ่นจากบริษัทในเครือในต่างประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะคนไทย สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับบริหารของเครือได้เช่นกัน

ตอบโจทย์ว่าทำไมเอสซีจีต้องทำองค์กรให้เป็น “Innovative Organization” (องค์กรแห่งนวัตกรรม) ซึ่งเป็นอีกเป้าหมายที่ล้อไปกับการเป็นผู้นำการตลาดอาเซียน

“ต้องเปิดจริงๆ จังๆ เพราะโลกเปลี่ยนเร็ว องค์กรแต่ละองค์กรจะกว้างขึ้น ไม่ใช่กว้างขึ้นในธุรกิจใหม่ แต่จะกว้างขึ้นในแง่ของพื้นที่ในธุรกิจที่เราชำนาญ ที่ไม่จำกัดเฉพาะในประเทศไทย การบริหารงานก็จะต้องรีโมตมากขึ้น

เป็นความจำเป็นอยู่เองที่บุคลากรจะต้องพร้อมที่จะตัดสินใจ ต่อไปมีมือถือ พีดีเอ ตัวหนึ่ง ข้อมูลก็เต็มที่แล้ว สามารถตัดสินใจได้เลย

เมื่อก่อนระดับสูงจะได้เปรียบด้านข้อมูลมากกว่าคนอื่น แต่ตอนนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เหมือนๆ กับเรา empower ไปข้างล่าง ก็เหมือนกับบุคลากร หากมีไอเดียดีๆ ก็เสนอได้ ค่อนข้างเปิดมากๆ” กานต์เล่า

การใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนองค์กรนั้น เอสซีจีมองนวัตกรรมเป็น 3 สเต็ป ได้แก่ การพัฒนาโปรดักท์หรือสินค้า, การพัฒนาขั้นตอน หรือกระบวนการผลิตที่แตกต่างจากคู่แข่งในโลก และการปรับบิซิเนส โมเดล หรือรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไป

โดยให้ความสำคัญกับเรื่องของการวิจัยและพัฒนา (Research & Development-R&D) ค่อนข้างมาก กานต์ย้ำว่า ภายในปี 2551-2552 เอสซีจีจะใช้งบด้านนี้เกินพันล้านบาท จากเดิมที่ใช้เพียง 100 กว่าล้านบาทเท่านั้น

นอกจากนี้ยังจัดตั้งทีมงานเข้ามาดำเนินการด้านนี้โดยเฉพาะ

“เราเพิ่งเริ่มเรื่องอินโนเวชั่น เมื่อปี 2548 งบทั้งหมดที่ใส่เข้าไปประมาณ 170 ล้านบาท เห็นได้ชัดว่าเรามีสินค้าใหม่ออกมาสู่ตลาด เช่น สินค้าวัสดุก่อสร้างเลย และเม็ดพลาสติกพีอี 100 ซึ่งเราพัฒนาเองไม่ได้ซื้อไลเซ่นจากใคร ไปทดสอบตลาดในยุโรปก็ผ่านหมด ถือว่าเราเป็นผู้นำได้

ต้องเรียนว่าอินโนเวชั่น ไม่ได้หมายถึงการวิจัยและพัฒนาอย่างเดียว อินโนเวชั่น คือทั้งหมดครอบจักรวาล แต่เนื่องจากธุรกิจเราอยู่บนพื้นฐานของแมนูแฟคเจอริ่ง การวิจัยและพัฒนาเลยสำคัญสำหรับเรา”

...อุตสาหกรรมจากนี้ไป จะอาศัยค่าแรงถูกไม่ได้แล้ว ต้องอาศัยสมอง" กานต์ระบุ



เอสซีจีวางกับดัก 'ผู้นำ' ตลาดอาเซียน เหนือเมฆทุ่ม 1.2 แสนล. รับภาษี 0%

ต้องบอกว่า "แยบยล" สำหรับแผนลงทุน 1.2 แสนล้าน ในระยะ 5 ปี (2549-2553) ของเครือซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ที่วางทิศทางการลงทุนหลักไปที่ตลาดอาเซียน โดยมีเวียดนาม-อินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์ เป็นเป้าหมาย



แทนการหันเหความสนใจไปที่แม่เหล็กอย่าง "จีน-อินเดีย"

น่าสังเกต...ทุกโปรเจคของเอสซีจีจะแล้วเสร็จ และเริ่มรับรู้รายได้หลังปี 2553

ปีเดียวกับที่อาเซียนจะทลายกำแพงภาษีเหลือศูนย์ !!!

คิดดูเอาเองว่า...เอสซีจีจะรับทรัพย์เพิ่มเป็นเท่าไหร่ จากยอดขายปีละ 2 แสนล้านในปัจจุบัน

ก่อนจะติดจรวดขอเป็น "ผู้นำตลาดอาเซียน" ในปี 2558

หลังครบรอบ "หนึ่งศตวรรษ" เอสซีจี เพียง 2 ปี
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #54 เมื่อ: กันยายน 30, 2007, 04:14:20 PM »

Chinabiz : ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-จีน ฤดูเก็บเกี่ยวมาถึงแล้ว

ประสงค์ อุทัยแสงชัย กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ
ตัวเลขการส่งออกผักและผลไม้ไปยังจีนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2550 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 45.59 คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 4.2 พันล้านบาท ส่วนการนำเข้าจากจีนนั้นเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 27.17 คิดเป็นมูลค่า 1.3 พันล้านบาท ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้าสินค้ากลุ่มนี้ โดยร้อยละ 89.28 ของผลิตผลทางการเกษตรที่ไทยส่งออกไปยังจีน



ใครๆ ก็รู้ว่าไทยกับจีนนั้นมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนาน และยิ่งผูกพันแน่นแฟ้นมากขึ้นหลังจากมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณ 30 ปีก่อนโน้น

จวบจนปี 2546 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนก็ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง เมื่อมีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวส่งผลต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของไทยอย่างมหาศาล โดยเฉพาะจากการที่ไทยกับจีนได้ทำข้อตกลงทวิภาคีเร่งรัดการลดภาษี (Early Harvest Agreement) เมื่อเดือนมกราคม 2547

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวนี้ ทั้งสองประเทศต้องลดภาษีนำเข้าสินค้าประเภทผัก ผลไม้ และผลิตผลทางการเกษตรอื่นๆ จนกระทั่งไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ภายใน 2 ปี ดังนั้นในปัจจุบัน การนำเข้าสินค้าเกษตรระหว่างทั้งสองประเทศจึงปลอดภาษี

ในช่วงที่กำลังดำเนินการลดภาษีให้เหลือ 0% นั้น ข้อตกลงเร่งรัดการลดภาษี ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากส่งผลให้การแข่งขันในตลาดสินค้าเกษตรทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อสินค้าเกษตรจากจีนเริ่มไหลบ่าข้ามชายแดนเข้าสู่ไทย ซึ่งเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเกษตรกรไทยโดยเฉพาะผู้ที่เพาะปลูกพืชเมืองหนาว หรือพืชชนิดเดียวกันกับที่มีแหล่งเพาะปลูกในจีน ต่างได้รับผลกระทบในเชิงลบไปแบบเต็มๆ เช่น เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมในภาคเหนือ เป็นต้น

หลักจากประเทศไทยได้สังเกตการณ์ผลกระทบจากการลดภาษีในช่วง 2 ปีดังกล่าวนั้น ขณะนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการศึกษาอิทธิพลของข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่มีต่อการค้าของทั้งสองประเทศ

ข้อมูลของกรมส่งเสริมการส่งออก ระบุว่า ตัวเลขการส่งออกผักและผลไม้ไปยังจีนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2550 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 45.59 คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 4.2 พันล้านบาท ส่วนการนำเข้าจากจีนนั้นเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 27.17 คิดเป็นมูลค่า 1.3 พันล้านบาท ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้าในส่วนของสินค้ากลุ่มนี้ โดยร้อยละ 89.28 ของผลิตผลทางการเกษตรที่ไทยส่งออกไปยังจีนคือ มันสำปะหลัง ส่วนผลไม้สดและแช่แข็ง เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ ส้มโอ ฝรั่ง มะม่วง และมังคุดนั้น มีสัดส่วนรวมร้อยละ 10.58 และสินค้าส่งออกจำพวกผักมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.14

หากพิจารณามูลค่าการค้าระหว่างไทยกับจีนแล้วจะพบว่า มูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังจีนในไตรมาสแรกปี 2549 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสสุดท้ายของปี 2548 ร้อยละ 17.32 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.02 แสนล้านบาท โดยในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ไทยนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.32 คิดเป็นมูลค่า 1.15 แสนล้านบาท

กล่าวโดยสรุปได้ว่า ในช่วงดังกล่าวนั้น ไทยได้ดุลการค้าจากผลิตผลทางการเกษตรอย่างเป็นกอบเป็นกำ ในขณะที่จีนได้ดุลจากการค้าโดยรวม แต่การได้ดุลของจีนดังกล่าวก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากมันสำปะหลังและผลไม้แล้ว สินค้าไทยที่จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้ากับจีน ได้แก่ ยางพารา อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และไมโครชิพ เพราะจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ด้วยจำนวนประชากรที่มากถึง 1,300 ล้านคน และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้นประเทศไทยจึงได้รับประโยชน์จากจีนมากกว่าที่ได้รับจากประเทศคู่ค้าอื่นๆ


อย่างไรก็ตาม แม้ข้อตกลงเร่งรัดการลดภาษีได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการค้าของทั้งสองประเทศอย่างชัดเจนหลังดำเนินการได้เพียง 2 ปี แต่เรื่องนี้ยังมีอีกหลายแง่มุมที่นักธุรกิจไทยต้องมองให้ออกว่าจะเกิดอะไรตามมาอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมจะนำมาเสนอในบทความชิ้นถัดจากนี้ครับ
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #55 เมื่อ: กันยายน 30, 2007, 04:19:11 PM »

ความรู้คู่สติ - เครื่องช่วยชีวิตสากล

น.พ. ยุทธนา ภาระนันท์. E-mail : yparanan@hotmail.com
หากท่านอยู่บนเครื่องบินที่เสียหลักขณะกำลังแตะพื้น ท่านจะเลือกอะไรระหว่าง ลุกขึ้นร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ หรือ รัดเข็มขัดนิรภัยแล้วก้มหัวชิดเข่าเตรียมรับแรงกระแทก
คมคิด : ความรู้ในมือของคนขาดสติก็เหมือนขาของคนพิการที่ห้อยลงมาอย่างไร้ประโยชน์


“ช่วงนี้ จะเดินทางไปไหนให้ดูฟ้าดูฝนดีๆ นะ” ยุทธศักดิ์กล่าวเตือน หลังจากได้อ่านข่าวอุบัติเหตุทางเครื่องบินที่ภูเก็ต และสภาพอากาศช่วงนี้ไม่แน่นอน

“สุดสัปดาห์นี้ ต้องบินไปประชุมใหญ่ที่กระบี่ด้วย” วรรณฤดีพูดอย่างกังวล

“ถ้าอย่างงั้น เตรียมตัวให้พร้อมอย่างเล่มนี้แนะนำซิ” ยุทธศักดิ์พูดพร้อมยื่นหนังสือThe WORST-CASE SCENARIO Survival Handbook: TRAVEL เขียนโดย Joshua Piven & David Borgenicht ให้ดู

“ไม่ใช่ทุกคนจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางเครื่องบินที่ภูเก็ตนะเพราะมีอีก 41 คนที่รอดตาย และหากมีสติก็สามารถช่วยคนอื่นได้อีกด้วย” ยุทธศักดิ์มองโลกแง่ดี พลันนึกถึงนักบุญเสื้อเหลืองคือนายไพบูลย์ ผาพันธ์คนไทยที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุทางเครื่องบินแล้วยังครองสติมีน้ำใจหันหลังมาช่วยชาวออสเตรเลียที่ติดอยู่ตรงประตูทางออกฉุกเฉิน จนรอดชีวิตมาได้

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสอนเราสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเพื่อสามารถรับมือกับการเหตุฉุกเฉินได้อย่างดี ซึ่งต้องอาศัยการเตรียมตัวอย่างรอบคอบระมัดระวังโดยอาศัยความรู้ และเตือนสติตนเองเสมอว่าอย่ามองข้ามความปลอดภัย

การเดินทางกับชีวิตนักบริหารเป็นของคู่กัน นักบริหารที่รู้จักมองโลกในแง่ดี (Optimism) ซึ่งเป็นทุนทางจิตวิทยา (Psychological Capital) ของการบริหารสมัยใหม่ จะสามารถรับมือกับความรู้สึกไม่มั่นใจหรือกังวลกับการเดินทางโดยเครื่องบินได้ ด้วยการคาดหวังผลทางบวกต่อการเดินทางว่าจะปลอดภัยเพราะได้เรียนรู้การรอดตายในภาวะฉุกเฉินและเตรียมตัวให้พร้อมไว้แล้ว ท่านพร้อมที่จะเหินฟ้ามากน้อยเพียงใด มาสำรวจผ่านดัชนีการบริหารด้วยกัน

ดัชนีการบริหาร

ถ้าต้องเผชิญกับเหตุฉุกเฉินทางเครื่องบิน ท่านเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยัง

กรุณากาเครื่องหมายหน้าข้อที่เห็นว่าตรงกับตัวท่าน

_____ ฉันสนใจฟังและลองทำตามการสาธิตความปลอดภัย

_____ ฉันนับจำนวนเก้าอี้ระหว่างตนเองกับประตูทางออกฉุกเฉิน

_____ ฉันรู้ว่าจะเปิดประตูทางออกฉุกเฉินได้อย่างไร

ข้อเสนอแนะ : หากท่านไม่ได้ ?ในข้อใดข้อหนึ่ง อาจใช้ "ทักษะรอดตาย" ช่วยได้

ทักษะรอดตาย (Survival skill)

ทักษะนี้เป็นวิธีปฏิบัติตัวยามเกิดเหตุฉุกเฉินโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีเครื่องบินตก โดยใช้สติกำกับและตั้งเป้าให้กับตนเองว่าต้องรอดตาย ซึ่งจะทำให้ทุกระบบ ทุกอวัยวะของร่างกายประสานสอดคล้องกัน ไม่ตื่นตระหนก และไม่เพียงเรารอดตายแต่ยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนดังโมเดลและคำอธิบายถัดไปนี้

1. เตรียมตัวให้พร้อม เป็นการคิดนึกเห็นภาพล่วงหน้าก่อนออกเดินทางและลองทำในข้อปฏิบัติยามเกิดเหตุฉุกเฉินเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเกิดเหตุได้แก่ เลื่อนเที่ยวบินหากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย เลือกที่นั่งใกล้ทางเดินและอยู่ครึ่งท้ายของเครื่องบิน มองหาทางออกที่ใกล้ที่สุดไว้เพิ่มสัก 2 ทาง นับจำนวนที่นั่งระหว่างเรากับประตูทางออกฉุกเฉิน ฟังการสาธิตความปลอดภัย ฝึกใส่และปลดเข็มขัดนิรภัย เรียนรู้วิธีเปิดประตูทางออกฉุกเฉิน เป็นต้น

2. ปฏิบัติตัวอย่างมีสติ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริงๆ ให้พูดบอกตัวเองเบาๆ ว่า “เราต้องรอด” ซึ่งจะช่วยลดการตื่นตระหนกและตั้งเป้าหมายเชิงบวก ให้สวดภาวนาและอธิษฐานเบาๆ เช่น “ขอพระเจ้าช่วย...” เพื่อลดความกังวลกับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้โดยฝากไว้กับพระเจ้าหรือสิ่งยึดเหนี่ยวของแต่ละบุคคล และหันสติมาจดจ่อกับสิ่งที่เราควบคุมได้หรือทำได้แทน ในขณะเดียวกันก็ปฏิบัติตัวดังโมเดลการปฏิบัติตัวยามเกิดเหตุฉุกเฉิน

3. ช่วยผู้อื่นให้รอด เมื่อเรารอดออกมาได้แล้วให้ส่งเสียงหรือเป่าสัญญาณนกหวีดให้ผู้อื่นได้ตามเรามา รีบเรียก 191 หรือเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาช่วยคนที่เหลือ และไม่รีรอที่จะช่วยเหลือพยุงคนอื่นให้รอดชีวิตพร้อมกับเรา


“เมื่อขึ้นเครื่องบินครั้งต่อไป ท่านจะทำอะไรเพิ่มบ้าง เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม”

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #56 เมื่อ: กันยายน 30, 2007, 04:28:13 PM »

เศรษฐกิจโลกอ่อนล้า... เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง

ECO-NO-MISS : ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย

“ยังไม่ดีขึ้น” ผมรำพึงกับตัวเองเมื่อนึกถึงภาพเศรษฐกิจไทย พร้อมๆ กับเสียง “เฮ้อ” ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ภายหลังจากอ่านข่าวเศรษฐกิจของไทยและของต่างประเทศในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา และคิดอยู่ในใจว่า “อนาคตจะเป็นอย่างไร และเราควรจะทำอย่างไร เมื่อเศรษฐกิจโลกอ่อนล้าและเศรษฐกิจไทยอ่อนแรง”


นักธุรกิจไทยส่วนใหญ่มักมีความเห็นต่อทิศทางการปรับตัวทางเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ว่า สัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน ยอดขายสินค้าภายในประเทศยังคงมีสัญญาณชะลอตัวลงต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีความหวังในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่จะมาจากการใช้จ่ายในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นช่วงปลายปี แต่เสถียรภาพทางการเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งในปัจจุบันและภายหลังการเลือกตั้งคือความเสี่ยงที่สำคัญ

คนไทยยังเชื่อว่า รัฐบาลผสมที่จะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง อาจมีระยะเวลาการบริหารประเทศไม่นานนัก ดังนั้นทุกคนจึงได้แต่เฝ้ารอความชัดเจนทางการเมืองว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล และนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่จะเป็นอย่างไร การลงทุนและการจ้างงานใหม่ๆ ของภาคเอกชนในขณะนี้จึงยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน การลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลหรือที่เราคุ้นชื่อกันว่า “เมกะโปรเจค” โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะมีการประมูลและก่อสร้างได้เมื่อไร ทำให้ประเทศไทยขาดการหนุนนำโดยภาครัฐ

ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน เช่น การก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงขาดความคึกคัก

เมื่อภาคธุรกิจและภาคการเมืองไม่ขยับเขยื้อน ภาคประชาชนจึงขาดความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ประชาชนชะลอการบริโภค ยอดขายของสินค้าหลายประเภทชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดตามที่ปรากฏเป็นข่าว

จึงไม่แปลกอะไรที่เราจะเห็นข่าวคราวในหน้าหนังสือพิมพ์ทางธุรกิจในช่วงต้นสัปดาห์นี้ว่า แม้ว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงนี้แต่ก็มีธุรกิจที่เฟื่องฟูธุรกิจหนึ่งก็คือ ธุรกิจทวงหนี้ เพราะหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL เกิดขึ้นมาก ด้วยเหตุนี้ทำให้ธนาคารพาณิชย์จึงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ

สถานการณ์ขณะนี้ เข้าทำนอง เศรษฐกิจไทยอ่อนล้าจนอ่อนแรง ยังดีที่ยังพอมีความหวังจากการที่การส่งออกในเดือนสิงหาคมนี้มีอัตราการขยายตัวกลับมาที่ระดับ 18% หลังจากที่มีอัตราการขยายตัวเพียง 6% ในเดือนกรกฎาคม จนทำให้กระทรวงพาณิชย์ยังคงยืนยันเป้าหมายอัตราการขยายตัวของการส่งออกในปีนี้ที่ระดับ 12.5%

เมื่อเศรษฐกิจโลกอ่อนล้าลงเช่นปัจจุบัน ทำให้ความกังวลเริ่มมีมากขึ้นว่าการส่งออกอาจชะลอตัวลงและไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีหน้าที่อาจมีปัญหามากขึ้นกว่านี้

เมื่อมองออกไปนอกประเทศ ประเทศคู่ค้าหลักที่สำคัญของประเทศไทย ก็คือ สหรัฐอเมริกา ที่ปัจจุบันเศรษฐกิจเริ่มที่จะส่งสัญญาณของการอ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เป็นผลมาจากปัญหา Sub-Prime เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อใน Sub-Prime ในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ ที่มีปัญหาจนทำให้เกิดลุกลามไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก เพราะจำนวนผู้กู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ในตลาดสินเชื่อคุณภาพต่ำในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 12.56% ของผู้กู้ทั้งหมด ในไตรมาสที่ 3 ปี 2549 เป็น 13.33% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2549 และสู่ระดับ 13.80% ในไตรมาสแรกปี 2550

อีกทั้งสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ในตลาดที่ต้องปิดกิจการไปแล้วเป็นจำนวนมาก ทำให้ผลกระทบลุกลามไปสู่การลงทุนในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐ ทำให้ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การปรับลดการจ้างงานในภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มอ่อนแรงลง

นอกจากนั้น ปัญหา Sub-Prime ยังส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นของสหรัฐอย่างยากจะหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยที่มีการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และส่งผลให้ดัชนีในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐปรับตัวลดลง ซึ่งย่อมบ่งบอกได้ถึงสถานการณ์ของความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการใช้จ่ายของประชาชนในประเทศที่เริ่มชะลอตัวลง ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐมีสัญญาณของการชะลอตัวลง

เนื่องจากการใช้จ่ายของภาคเอกชนของสหรัฐ มีสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 70 ของ GDP ของสหรัฐ ดังนั้น การชะลอการบริโภคของสหรัฐ ย่อมทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐชะลอตัวลงได้เช่นกัน

ดังนั้น สหรัฐจึงได้มีการเร่งปรับตัวโดยการฉีดยาที่แรงเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate ลง 0.5% จาก 5.25% เป็น 4.75% ซึ่งเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยลงในครั้งเดียวที่รุนแรง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหา Sub-Prime ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ ทำให้ Fed ต้องลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน หวังพยุงเศรษฐกิจของสหรัฐไม่ให้ชะลอตัวลงมาก

ปัญหา Sub-Prime ที่เกิดในสหรัฐ ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐชะลอตัวลงเพียงประเทศเดียว แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของโลกโดยรวมต้องชะลอตัวลงเช่นกัน

จากการศึกษาของ IMF พบว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐ ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวในระดับต่ำกว่าร้อยละ 2 จะทำให้เศรษฐกิจโลกในปีนี้ขยายตัวเพียงร้อยละ 4.75 ซึ่งต่ำกว่าที่ IMF เคยคาดการณ์ไว้เดิมที่ร้อยละ 4.90

ประเทศไทย หากมองว่าในปีนี้การส่งออกเป็นพระเอกที่ช่วงพยุงเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้อัตราการขยายตัวยังอยู่ในระดับสูง ทำให้เราต้องเพิ่มความเป็นห่วงในการปรับตัวทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต

หากเรามองไปในปีหน้า ภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนล้าจากปัญหาการชะลอตัวของสหรัฐ และเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแรง จากสถานการณ์ความผันผวนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ปีหน้าความอ่อนล้าและอ่อนแรงคงจะต้องทวีความรุนแรงขึ้นอีก

ในปีหน้าสิ่งที่ประเทศไทยคงต้องเผชิญหน้ายากที่จะหลีกเลี่ยง ก็คือ เรื่องของน้ำมันที่มีแนวโน้มราคาสูงต่อเนื่อง ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนที่ดูเหมือนจะนิ่งๆ แต่ก็แฝงไปด้วยความไม่แน่นอน การส่งออกที่เป็นพระเอกในปีนี้ ก็น่าจะลดความร้อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจของสหรัฐที่ชะลอตัวลง

ดังนั้นพระเอกในปีนี้ ก็คงไม่ได้เป็นพระเอกในปีหน้า เราคงต้องหาพระเอกตัวใหม่ที่จะมาช่วยเศรษฐกิจของไทยแทนการส่งออก

ในใจของผม ผมคิดว่าพระเอกปีหน้าคงต้องพึ่งตนเอง โดยรัฐบาลจะต้องพยายามที่จะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศไทยให้ได้มากที่สุด เพราะการใช้จ่ายจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าอย่างมั่นคง

โครงการต่างๆ ที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ หนีไม่พ้นโครงการเมกะโปเจค การสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจให้กลับฟื้นขึ้นอีกครั้ง นั่นคือทางออกเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศกลับมาแข็งแกร่ง และก้าวเดินได้อีกครั้งหนึ่งในปีหน้า

ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรทำให้ค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออก และปรับตัวใกล้เคียงคู่แข่ง ซึ่งภาคธุรกิจมองว่าควรอยู่ในระดับประมาณ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 3-6 เดือนนี้

เศรษฐกิจโลกอ่อนล้า...เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง จะเผชิญหน้าได้ก็ต้องอาศัยสุภาษิตไทยที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ปีหน้า "ต้องสู้" ครับ ความอ่อนแรงของเรา เราแก้ไขได้ แต่ความอ่อนล้าของโลก เราคงไปทำอะไรไม่ได้มาก

รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันและรัฐบาลไทยชุดใหม่จะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับภาคประชาชนและภาคธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคและการลงทุนให้ฟื้นตัวขึ้นอย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งมากขึ้นในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เริ่มอ่อนล้า
[/color]


"เศรษฐกิจโลกอ่อนล้า....เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง จะเผชิญหน้าได้ก็ต้องอาศัยสุภาษิตไทยที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ปีหน้า "ต้องสู้" ครับ ความอ่อนแรงของเรา เราแก้ไขได้ แต่ความอ่อนล้าของโลก เราคงไปทำอะไรไม่ได้มาก"
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #57 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2007, 07:33:25 PM »

ถึงทีลาว-เวียดนามเกิด ตลาดหุ้นไทยตายซาก

ลาว เล็งตามรอยกัมพูชา หลังเห็นเวียดนามเปิดประเทศ - ตั้งตลาดหุ้นแล้วรุ่ง จึงเตรียมแต่งตัวตั้งตลาดหุ้นกับเค้าบ้าง งานนี้วงการแนะจับตา หากพัฒนาได้เร็วมีสิทธิ์รุ่ง เพราะศก.ขยายตัวได้ดีถึง 8% ขณะที่เวียดนามขยายตัว 8.3% ด้านกัมพูชา ขยายตัว 10.5% ระบุหากไทยไม่เร่งพัฒนาตัวเอง และทำงานให้มีมาตรฐาน อาจโดนแซงหน้า ด้านนักวิเคราะห์ ไม่ฟันธงว่า ตลาดเกิดใหม่ทั้ง 3 ประเทศจะเวิร์คหรือไม่ รอดูอนาคตค่อยว่ากัน
 
     ช่วงนี้ประเทศกำลังพัฒนากำลังพาเหรดปั้นตลาดหุ้นเป้นของตัวเองเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา หรือลาว ที่ตบเท้าเข้ามาศึกษาระบบเทรดของประเทศไทย เพื่อนำกลับไปพัฒนาและจัดตั้งตลาดหุ้นบ้าง หลังจากที่ประเทศเวียดนามได้เปิดตัวตลาดหุ้นไปเรียบร้อยโรงเรียนญวน ทำให้เป็นที่จับจ้องของนักลงทุนต่างประเทศ เพราะตลาดหุ้นเกิดใหม่มักให้ผลตอบแทนที่ดี ดูอย่างตลาดหุ้นเวียดนาม ที่สร้างความประทับใจให้นักลงทุนอย่างมาก
 
          แหล่งข่าวจากวงการค้าหลักทรัพย์รายหนึ่งกล่าวว่า จากการที่ประเทศเกิดใหม่อย่างลาว และกัมพูชามีแนวคิดที่จะเปิดตลาดหุ้น และอีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตาคือประเทศเวียดนาม เพราะการพัฒนาของเวียดนามเป็นเป็นสิ่งทีทั่วโลกจับตาอย่างมาก และมีเงินทุนไหลเข้าสูง ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มต่อเนื่อง และดัชนีตลาดหุ้นเวียดนาม ปรับเพิ่มสูงขึ้นล่าสุดเกิน 1,000 จุดไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังเติบโตได้ดี จึงน่าจะส่งผลให้เวียดนามแข่งขันกับไทยได้ในไม่ช้าๆไม่นานนี้ ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจที่ค้าจ้างแรงงานแสนถูก หรือตลาดทุนก็ตาม เพราะตอนนี้เวียดนามเป็นหนึ่งในอาเซียนที่ถูกจับตาทั้งลงทุนโดยตรงและตลาดหุ้นไม่น้อยหน้าไทย โดยเฉพาะเมื่อดูจากอัตราการขยายตัวทางศก.ใฝนช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี ยิ่งหนุนให้เงินไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
 
        ขณะที่าวและกัมพูชา หลังจากมีแนวคิดที่จะจัดตั้งตลาดหุ้น และพยายามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย แม้ขณะนี้ยังไร้วี่แวววิวัฒนาการไม่ทันสมัยเหมือนไทย แต่แนวโน้มในอนาคตเป็นประเทศที่น่าติดตามยิ่ง ขณะที่ตลาดหุ้นเวียดนามมีโอกาสที่จะเติบโตและได้รับการพัฒนามากขึ้น เพราะมีแนวโน้มว่าบริษัทชั้นนำของต่างประเทศอเมริกา ยุโรป แม้กระทั่งจีน เตรียมขนเงินไปลงทุนธุรกิจหลักทรัพย์ของเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่เวียดนามเปิดทางให้แปรรูปและนำเข้าไปจดทะเบียน ยิ่งส่งเสริมให้ตลาดหุ้นเวียดนามมีความน่าสนใจมากขึ้น
 
          เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นไทยปีนี้มีบริษัทน้องใหม่เข้าระดมทุนไม่ถึง 10 บริษัท ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยเองก็ตบเท้าหั่นเป้าบจ.แทบไม่ทัน หลังจากที่กัดฟันคงเป้าหมาย บจ.ใหม่ไว้ที่ 60 บริษัทมานาน สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการด้านนโยบายเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากดูแนวโน้มและภาพรวมของตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมานั้นสุดผันผวน ทำให้บริษัทหลายแห่งชะลอการเข้าจดทะเบียนออกไป ด้านรัฐวิสาหกิจหลายแห่งก็ยังไม่สามารถเข้าจดทะเบียนได้ เนื่องจากติด พ.ร.บ.การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
 
       ขณะที่การกำกับดูแลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ยังไร้มาตราฐาน ดูจากผลงานที่ผ่านมามักโดนกระแสการเลือกปฎิบัติเป็นประจำ ดังนั้นหากตลาดหุ้นไทยไม่พัฒนาและรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงาน อาจทำให้ในอนาคตบริษัทต่างหนีไปจดทะเบียนในตลาดวียดนามแทน รวมทั้งนักลงทุนต่างชาติด้วย
 
            มาดูทางด้านภาพรวมของทั้ง 3 ประเทศเวียดนาม กำลังเป็นประเทศเกิดใหม่ที่น่าจับตา มูลค่าจีดีพีปี 2550 อยู่ที่ 262.5 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 8.3% รายได้ต่อหัว 3,100 ดอลลาร์/ปี โดยจีดีพี 9 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัว 8.3% ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวของจีดีพีในช่วงดังกล่าวได้รับแรงหนุนจาก ภาคส่งออกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 9 เดือนแรกขยายตัว 19.4% มีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 35.2 พันล้านดอลลาร์

           นอกจากนี้ การขยายตัวของจีดีพีดังกล่าวยังมาจากการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 9.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่รัฐบาลมีเป้าหมายจะดึงดูดเงินลงทุนทางตรงจากต่างชาติปีนี้ให้ได้ 13 พันล้านดอลลาร์
 
       และที่ผ่านมาค่าเงินดองเวียดนาม แข็งค่าขึ้นทำสถิติสูงสุดรอบเกือบ 3 ปี รับอานิสงส์เงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ปรับลดดอกเบี้ยลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้จาก 5.25% เป็น 4.75% เมื่อวัน 18 กันยายนที่ผ่านมา

            มาดูทางฟาก กัมพูชา มูลค่าจีดีพีปี 2006 38.89 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 10.5% รายได้ต่อหัว 2,800 ดอลลาร์/ปี ที่ผ่านมา ไอเอ็มเอฟ เคยกล่าวชื่นชมชมกัมพูชาบริหารเศรษฐกิจเก่ง ทำให้ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ โดยไอเอ็มเอฟเชื่อจีดีพีปีนี้พุ่ง 9.5% ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจกัมพูชาขยายตัวอย่างรวดเร็วมาจากภาคเกษตรกรรมที่แข็งแกร่ง ภาคก่อสร้าง ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม
 
           นอกจากนี้ กัมพูชา ยังมีนโยบายที่จะจัดตั้งตลาดลหลักทรัพย์ โดยรัฐบาลกัมพูชาเรียกร้องให้ภาคธุรกิจปรับปรุงระบบการทำบัญชีให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกของประเทศในปี 2009
 
           นายงี ตายี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังกัมพูชา กล่าวว่า ขณะนี้มี บริษัทกว่า 400 บริษัทที่มีสินทรัพย์สูงกว่า 500,000ดอลลาร์ขึ้นและมีพนักงานตั้งแต่ 100 คน ขึ้นไปมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีให้ได้มาตรฐานสำหรับการสอบบัญชีและแจ้งงบการเงินในแต่ละไตรมาส
 
          นอกจากนี้ เขายังระบุด้วยว่าการเปิดตลาดหลักทรัพย์จะเป็นการสร้างบรรยากาศการลงทุนและเป็นตัวเร่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอีกทางหนึ่ง

             ด้านประเทศลาว มีการคาดการณ์ว่าปีนี้จีดีพีจะขยายตัว 8.3% มูลค่าจีดีพี 13.74 พันล้านดอลลาร์ รายได้ต่อหัวปี 2006 อยู่ที่ 2,200 ดอลลาร์/ปีโครงสร้างเศรษฐกิจปี 2006 ภาคเกษตรคิดเป็น 43.4% อุตสาหกรรม 30.6%และภาคบริการคิดเป็น 26% จำนวนแรงงาน 2.1 ล้านคน
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #58 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2007, 07:35:08 PM »

*** ลาวศึกษาโครงสร้างตลาดหุ้นไทย เตรียมวางแผนก่อตั้งภายใน3-4ปี

        ท้าวอ้วน พรหมจักร์ เอกอัครราชทูต วิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ผู้แทนถาวรประจำ UNESCAP กล่าวว่าภายในอีก3-4 ปี ลาวตั้งใจจะก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ขึ้นในประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษารายละเอียดโครงสร้างของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาของประเทศลาวต่อไป

         ทั้งนี้มองว่าลาวเริ่มมีความพร้อมที่จะก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาลาวมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจแล้ว 7-8%ต่อปีประกอบกับมีธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนกว่า10 แห่ง ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ(ไฮโดรพาวเวอร์)รวมทั้งอีกหลายกิจการที่มีความพร้อมสามารถจะเข้าจดทะเบียนได้
 
      'คิดว่าเศรษฐกิจของลาวขยายตัวพร้อมแล้ว และเรายังมีการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ เช่นพวกไฮโรพาวเวอร์ และอีกหลายกิจการ ซึ่งน่าจะมีประมาณ 10 บริษัท ที่มีความพร้อมสามารถเข้าจดทะเบียนได้ ดังนั้นเราก็ต้องมองในระยะยาว และต้องเริ่มศึกษา เพราะประเทศไทยช่วงแรกก็มีแค่20 บริษัท ต่อมาอีก30 ปีจึงพัฒนามาเป็น 500 บริษัทได้'นายอ้วนกล่าว

         อย่างไรก็ตาม การศึกษางานของตลาดหลักทรัพย์เป็นความต้องการส่วนตัวที่อยากจะเรียนรู้การปฏิบัติงานของตลาดหลักทรัพย์ไทย แต่หลังจากนี้จะนำเสนอข้อมูลต่อกระทรวงการต่างประเทศลาว เพื่อรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมีอำนาจในการผลักดันนโยบายต่อไป
 
          นางนงราม วงษ์วานิช รองผู้จัดการ สายงานบริหาร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่อนาคตตลาดหุ้นไททยกับตลาดลาาวจะมีการเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตร เพื่อแลกเปลี่ยนความรูทางด้านเทคโนโลยีระหว่างกัน รวมทั้งตลาดหุ้นลาวอาจขอให้ตลาดหุ้นไทยไปช่วยพัฒนาระบบการซื้อขายเหมือนที่ตลาดหุ้นไทยทำกับตลาดหุ้นเวียดนาม

***ตลท.เซ็น MOU ตลาดหุ้นเวียดนาม หวังสนับสนุนระบบ คาดปี 51 เริ่มเห็นบจ.ญวนตบเท้าเข้ามาระดมทุน

       นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กับตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ The Hochiminh Stock Exchange (HOSE) นั้น เป็นการสนับสนุนการทำงานแก่ HOSE ต่อไปอีก 3 ปีนับตั้งแต่ปี 2550 ต่อเนื่องจากความร่วมมือเดิมที่จะสิ้นสุดในปีนี้ ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการดูแลบำรุงรักษาระบบซื้อขายหลักทรัพย์ และความร่วมมือในการสนับสนุนให้ธุรกิจร่วมทุนระหว่างไทย – เวียดนามเข้าจดทะเบียนในตลท.และ HOSE นอกจากนี้ ยังจะขยายการสนับสนุนด้านการให้ความรู้ด้านตลาดทุนด้วย
 
         “ตลาดหลักทรัพย์ฯมีเจตนารมณ์และเห็นความสำคัญของการสร้างพันธมิตรเพื่อให้เกิดความร่วมมือเพื่อการพัฒนาตลาดทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันความร่วมมือระหว่างกันจะเสริมสร้างพัฒนาการสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตลาดทุนในภูมิภาคนี้ อันจะเอื้อต่อการพัฒนาความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียในอนาคต” นางภัทรียากล่าว
 
           ทั้งนี้ ในปี 2551 คงจะได้เห็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จากประเทศเวียดนามเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างเป็นรูปธรรมหลังจากที่มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU กับตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินแห่งประเทศเวียดนาม หรือ HOSE ในวันนี้
 
           'ทั้ง 2 ตลาดฯจะร่วมกันผลักดันให้ธุรกิจเพิ่มทุนระหว่างไทย และเวียดนาม เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งยังจะช่วยขยายและสนับสนุนการให้ความรู้ด้านตลาดทุนด้วย'นางภัทรียา กล่าว
 
           ด้านคุณปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การเซ็น MOU ในครั้งนี้เป็นการให้ความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 3 ของการร่วมมือกับประเทศดังกล่าว นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังจะร่วมกันพัฒนาตลาดทุนให้มีความก้าวหน้าอีกด้วย
 
         ดร. เจิ่น ดัค ซิง กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ แห่งประเทศเวียดนาม (HOSE) เปิดเผยว่า “การสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพิ่มความน่าสนใจให้ตลาดหลักทรัพย์ของเวียดนามทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะการวางแผนที่จะมีบริษัทในเวียดนามไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ รวมทั้งตลาดหุ้นไทยด้วย นอกจากนี้ การให้ความรู้ด้านตลาดทุนที่ตลาด หลักทรัพย์ฯ ดำเนินการอยู่ เป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขยายฐานนักลงทุนคุณภาพในอนาคต”
 
           ตลาดหลักทรัพย์ฯได้สนับสนุนด้านเทคโนโลยีสำหรับระบบซื้อขายหลักทรัพย์แก่ศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์โฮจิมินห์มาตั้งแต่ปี 2543 โดยส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้คำแนะนำและพัฒนาระบบซื้อขายหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งพัฒนาเป็นระบบจับคู่แบบอัตโนมัติในปัจจุบัน (Automatic Order Matching: AOM) ซึ่งได้มีการเปิดใช้มาตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.2550 โดยศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์โฮจิมินห์ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกของประเทศเวียดนามในชื่อ The Hochiminh Stock Exchange (HOSE) เมื่อ 8 ส.ค.2550 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์โฮจิมินห์ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาศึกษาดูงานที่ตลาดหุ้นไทยเป็นระยะและล่าสุดได้มีโครงการแลกเปลี่ยนพนักงานเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันเพื่อวางพื้นฐานในการทำงานร่วมกันในอนาคตด้วย

***วงการ ไม่ฟันธง หุ้นลาว-เวียดนาม แซงหน้าไทย

            นายวีระชัย ครองสามสี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า การที่ประเทศลาวมีแนวคิดที่จะจัดตั้งตลาดหุ้นนั้น เชื่อว่าคงต้องใช้ระยะเวลาอีกนานกว่าที่จะพัฒนาระบบให้มีความทัดเทียมประเทศอื่นได้ ดังนั้น จึงเชื่อว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้การลงทุนในประเทศลาวทั้งภาคธุรกิจที่แท้จริง และในตลาดหุ้นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจะมีความน่าสนใจน้อยกว่าตลาดหุ้นไทยอย่างมาก

            ขณะที่แม้ปัจจุบันประเทศเวียดนามจะมีการพัฒนาหลายๆด้าน รวมถึงตลาดหุ้น แต่เมื่อเทียบกันกับประเทศไทยแล้ว ในขณะนี้ความก้าวหน้าของตลาดหุ้นไทยก็ยังมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด เช่น เรื่องชนิดสินค้าที่ซื้อขายในตลาด จำนวนบริษัทจดทะเบียนที่ประเทศเวียดนามมีเพียงร้อยกว่าบริษัท ซึ่งความน่าสนใจของตลาดหุ้นเวียดนามในปัจจุบันก็คือ ความเป็นตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเดียวกัน เช่น จีน อินเดีย หรือกระทั่งไทย ในระยะยาวก็ถือว่ามีความน่าสนใจในสายตานักลงทุนระดับสากลน้อยกว่า

            อย่างไรก็ดีในส่วนของตลาดหุ้นไทยเองปัจจุบันถูกกดดันด้วยปัญหาทางการเมืองทำให้มีความน่าสนใจน้อยกว่าที่ควรจะเป็น โดยหากในอนาคตประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ความน่าสนใจของการลงทุนในประเทศไทยรวมถึงตลาดหุ้นก็จะมีเพิ่มขึ้นอีกมากจนประเทศเพื่อนบ้านอาจก้าวตามไม่ทัน
 
           นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.แอ๊ดคินซัน เปิดเผยว่า ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าความน่าสนใจระหว่างตลาดหุ้นไทย กับตลาดหุ้นของประเทศเวียดนาม รวมทั้งตลาดหุ้นที่จะเกิดใหม่ในอนาคตอย่างตลาดหุ้นของประเทศลาวและประเทศกัมพูชาจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากน้อยแค่ไหนหรือได้รับความสนใจมากกว่าตลาดหุ้นของประเทศไทยหรือไม่ เนื่องจากในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับตลาดหุ้นที่จะเกิดใหม่ดังกล่าวตลอดจนยังไม่ได้นำข้อมูลของประเทศต่างๆ มาเปรียบเทียบกัน
 
       " ยังบอกไม่ได้ว่าตลาดหุ้นของประเทศใดจะน่าสนใจมากกว่ากัน เพราะตอนนี้ทางฝ่ายวิเคราะห์ของแอ๊ดคินซันยังไม่มีข้อมูลหรือขนาดของตลาดหุ้นประเทศต่างๆเลย จึงยังไม่สามารถบอกได้ เพราะไม่มีข้อมูลแต่เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังคงน่าสนใจอยู่เพราะช่วงนี้ดัชนีฯก็มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้ " นายรณกฤต กล่าว
 
          โดยคาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้เนื่องจากอยู่ในช่วงที่มีเงินทุนไหลเข้า ประกอบกับยังไม่มีปัจจัยลบใหม่ๆ เข้ามากดดันบรรยากาศการลงทุน ยกเว้นปัจจัยทางการเมืองที่ช่วงนี้รัฐมนตรีทยอยออกมาลาออกจากตำแหน่ง แต่ไม่กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากนัก เพราะใกล้จะเลือกตั้งและมีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำเลือกซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี เช่น พลังงาน ธนาคารพาณิชย์และอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น โดยให้แนวรับ SET Index ในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 848 จุด ให้แนวต้านไว้ที่ 870 จุด
 
           นายชัย จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.พัฒนสิน เปิดเผยว่า คงจะไม่สามารถเปรียบเทียบความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นเวียดนาม รวมทั้ง ตลาดหุ้นที่จะเกิดใหม่ในอนาคตอย่างตลาดหุ้นประเทศลาวและกัมพูชาได้ เพราะเชื่อว่าตลาดหุ้นของแต่ละประเทศมีความน่าสนใจลงทุนเหมือนกัน แต่จะคึกคักหรือไม่ขึ้นอยู่กับความพอใจของนักลงทุนมากกว่าว่าจะเลือกลงทุนตลาดหุ้นใด
 
           รวมทั้ง ผลตอบแทนที่จะได้รับตลอดจนความน่าสนใจของบริษัทที่เข้าระดมทุนว่ามีความโดดเด่นมากน้อยแค่ไหนและกฎระเบียบของตลาดหุ้นนั้นๆ เอื้อต่อการลงทุนมากน้อยแค่ไหนด้วย

            " ความน่าสนใจของตลาดหุ้นแต่ละแห่ง ก็มีความน่าสนใจเท่าๆ กันหมด จะไปเปรียบเทียบกันไม่ได้และบอกไม่ได้ว่าถ้าตลาดหุ้นเกิดใหม่มาแล้วจะทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้รับความนิยม ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกิดมา 200 กว่าปีแต่ยังได้รับความสนใจอยู่ไม่เห็นว่าจะลดความนิยมลงเลย ถ้าบริษัทที่เข้าตลาดฯ ดี ผลตอบแทนดี กฎเอื้อต่อการลงทุน " นายชัย กล่าว
[/color]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 01, 2007, 07:36:00 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #59 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2007, 12:31:37 PM »

รายงาน

ทำไมพม่าอาจโกลาหลอีก ?

การประท้วงตามท้องถนนในกรุงย่างกุ้งซาลงไปแล้วหลังจากที่ผู้ปกครองทหารกวาดล้าง  แต่ปัญหาเศรษฐกิจที่ฝังรากลึกในประเทศชี้ว่า จะยังคงเกิดความไม่สงบของพลเมืองอีกหลายเดือนหรืออีกหลายปี

พม่าเคยเป็นประเทศที่รวยที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย แต่ชะตากรรมของพม่าถดถอยลงในช่วง 45 ปี นับแต่ทหารยึดอำนาจ

หลังจากที่ตัดขาดจากโลกภายนอกและขับไล่ชาวต่างชาติออกไป ทหารพยายามสร้างแบรนด์สังคมนิยมของตนเองขึ้นมา เป็นผลให้พม่าพลาดแรงระเบิดในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะรุ่งเรืองแบบเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นมิตรกับธุรกิจและเปิดกว้างมากกว่าอย่าง  ไทย มาเลเซีย และจีน

กระแสการประท้วงต่อต้านรัฐบาลพม่าเมื่อเร็วๆนี้มีขึ้นหลังจากที่ราคาเชื้อเพลิงทั่วโลกเพิ่มขึ้น จนบีบให้รัฐบาลต้องต้องลดเงินอุดหนุนต่อน้ำมันดีเซลที่นำเข้ามา

การปกครองอย่างทารุณของผู้ปกครองทหารได้ทำให้สหรัฐและประเทศในยุโรปใช้มาตรการลงโทษต่อการค้าและการลงทุนในอดีต  และในขณะนี้สหรัฐกำลังผลักดันให้ลงโทษทางการเงินเพิ่มอีกโดยพุ่งเป้าไปที่ผู้นำทหารอาวุโสและบริษัทที่ทำธุรกิจกับพม่า

นั่นอาจทำให้รัฐบาลมีเงินสดที่จะซื้อดีเซลและน้ำมันกลั่นอื่นๆได้น้อยลง  แม้ว่าพม่าจะส่งออกก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ แต่ก็ไม่สามารถกลั่นน้ำมันได้

การลงโทษทางการเงินอาจทำให้ชาวพม่า    56    ล้านคนที่ทุกข์ยากเพราะการบริหารเศรษฐกิจผิดพลาดมาหลายทศวรรษอยู่แล้วก่อความไม่สงบอีกได้

"เงื่อนไขต่างๆจะเลวร้ายลงเมื่อพม่าเริ่มไร้เสถียรภาพมากขึ้นและนอกคอกมากขึ้น" ซีน เทอร์เนลล์ นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยแมคควอรี ในซิดนีย์ กล่าว

ความพยายามของนัการทูตจากนานาประเทศที่จะปลดชนวนวิกฤติไม่คืบหน้า อิบราฮิม กัมบารี   ทูตพิเศษของสหประชาชาติพยายามที่จะพบกับนายพลตันฉ่วยเป็นครั้งที่สองเมื่อวันจันทร์ แต่จนกระทั่งวานนี้ก็ไม่สามารถทำได้

กัมบารีได้พบกับออง   ซาน  ซูจี  ผู้นำฝ่ายค้านที่ถูกกักบริเวณในบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายคน  เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดในการหารือและผู้ปกครองทหารพม่าไม่ได้ให้ความเห็นต่อภาระกิจของกัมบารี

สื่อรัฐบาลได้ตำหนิชาวต่างชาติว่ามีส่วนทำให้เกิดความรุนแรงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทหารได้สังหารประชาชนไปอย่างน้อย 10 คน รัฐบาลต่างชาติและผู้ต่อต้านรัฐบาลบางคนเกรงว่าอาจจะมีคนตายมากกว่านี้

แต่นักวิเคราะห์การเมืองกล่าวว่า ราคาสินค้าที่สูงขึ้นเป็นพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้มีการต่อต้านรัฐบาล และการลดเงินอุดหนุนน้ำมันได้ทำให้สถานการณ์บานปลาย

เนื่องจากรายจ่ายของรัฐบาลได้รับแรงบีบคั้นอยู่แล้วจาการก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ที่เนย์ปิดอว์ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของย่างกุ้งไป 325 ก.ม. และทุนสำรองต่างประเทศมีมูลค่าทั้งหมด  1,250 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่ผ่านมา ตันฉ่วยจึงเลือกที่จะลดการอุดหนุนน้ำมันดีเซล เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ทำให้ราคาดีเซลเพิ่มเป็นสองเท่าในชั่วข้ามคืน และราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า

"การขาดดุลงบประมาณเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล การลดเงินอุดหนุนเป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องในเชิงงบประมาณ" ประทีป ศรีวัสตวา นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) กล่าว

การลดเงินอุดหนุนเป็นสาเหตุให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อนไปทั่ว "ความยากลำบากได้ก่อตัวมาระยะหนึ่งแล้ว" นักเศรษฐศาสตร์เอดีบี กล่าว

หลังจากที่เลิกอุดหนุนน้ำมัน การประท้วงขนาดเล็กๆเริ่มเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม

มีประชาชนประมาณ 500 คนประท้วงในย่างกุ้ง สองวันต่อมา รัฐบาลจับกุมผู้ประท้วง 13 คนเมื่อความผิดหวังเกี่ยวกับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นการต่อต้านการปกครองของทหารในวงกว้างขึ้น

วันที่  22 กันยายน พระสงฆ์ 10,000 รูป เดินขบวนประท้วงในเมืองมัณฑะเลย์ และนางซูจี ออกมาต้อนรับพระสงฆ์ที่เดินขบวนมาหน้าบ้านของเธอ การประท้วงเริ่มใหญ่ขึ้นจนกระทั่งทหารตัดสินใจใช้กำลังเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้ว่า  นานาชาติประนามการกวาดล้าง  แต่หลายๆชาติในเอเชีย อาทิ เกาหลีใต้ อินเดีย จีน ไทย และสิงคโปร์ ยังคงเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจพม่าอย่างหนัก แต่จีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของพม่า ถูกกดดันจากนานาประเทศมากขึ้นให้ใช้อิทธิพลของตนเพื่อควบคุมเหล่านายทหารพม่า

เทอร์เนลล์  กล่าวว่า อาจเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่มีสาเหตุมาจากการกวาดล้างมาก และสถานการณ์จะไม่ดีขึ้นในเร็วๆนี้


(เรียบเรียงจากวอลสตรีท เจอร์นัล)

-----------------------------------------
(ตาราง)พลาดการเติบโต ตัวเลขปี 2549

จีดีพี* อัตราการเติบโตที่แท้จริง จีดีพี*ต่อหัว อัตราเงินเฟ้อ

(พันล้านดอลลาร์) (ดอลลาร์) (ราคาผู้บริโภค)
-----------------------------------------------------------------
-พม่า $85.2 3.0% $1,800 21.4%

เวียดนาม $262.5 8.2 $3,100 7.5

ไทย $596.5 5.0 $9,200 5.1
-----------------------------------------------------------------
*ดุลยภาพอำนาจซื้อ ที่มา :ข้อมูลหน่วยข่าวกรองสหรัฐ

วันที่ 03 ต.ค. 2550 แสดงข่าวมาแล้ว 2ช.ม. 55นาที
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #60 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2007, 03:20:49 PM »

Asian Discovery : ตลาดหุ้นเอเชีย ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง

จากการศึกษาของเราพบว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ นักลงทุนต่างชาติได้เข้าซื้อหุ้นใน 6 Emerging Markets รวมมูลค่าทั้งสิ้น 7.53 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (USMn) โดย อินเดีย, ไต้หวัน, ไทย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีการซื้อสุทธิสูงสุดที่ 1.22 หมื่นล้านเหรียญ, 4.6 พันล้านเหรียญ, 2.9 พันล้านเหรียญ, 2.87 พันล้านเหรียญ และ 1.62 พันล้านเหรียญ ตามลำดับ

มีเพียงเกาหลีเท่านั้นที่ถูกขายสุทธิ 1.67 หมื่นล้านเหรียญ และนับเป็นการขายต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยนักลงทุนต่างชาติที่ระดับ 1.2 หมื่นล้านเหรียญ อย่างไรก็ดีหากพิจารณาในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ที่ตลาดมีความวิตกต่อปัญหา Sub-Prime จะพบว่านักลงทุนต่างชาติได้มีการขายสุทธิในช่วงดังกล่าวสูงถึง 2.4 หมื่นล้านเหรียญ และเราพบว่าเกาหลี, ไต้หวัน และไทย ถูกขายสุทธิมากที่สุดที่ 1.54 หมื่นล้านเหรียญ, 8.3 พันล้านเหรียญ และ 1.1 พันล้านเหรียญตามลำดับ ขณะที่อีก 3 ตลาด มีแรงซื้อสุทธิเพียงเล็กน้อย

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะ MSCI-Emerging Markets มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือเพิ่มขึ้น 36.3% จากต้นปี และส่งผลให้ MSCI-Asia Ex Japan ทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 639 จุด (2 ต.ค.) หรือเพิ่มขึ้น 41% จากต้นปี นับเป็นภูมิภาคที่มีการปรับตัวสูงที่สุดในโลก ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวของจีน (MSCI-China +78%) และฮ่องกง (MSCI-HK +36%) เป็นสำคัญ

ขณะที่ MSCI-World ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 13.4% ซึ่งถูกถ่วงน้ำหนักจากภูมิภาคอเมริกาเหนือ (MSCI-US) และ MSCI-G7 ที่มีการปรับตัวขึ้นเพียง 10.7% และ 9.8% ตามลำดับ

นอกจากนี้การศึกษาของเราพบว่ากลุ่มประเทศ BRIC (Brazil, Russia, India and China) ซึ่งเป็น Emerging Markets ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังได้รับความนิยมจากนักลงทุนต่างประเทศอย่างล้นหลามจนส่งผลให้ MSCI-BRIC ปรับตัวขึ้น 48% จากต้นปี และนับเป็นกลุ่มดัชนีที่มีการปรับตัวสูงที่สุดในโลกในปีนี้
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #61 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2007, 03:41:52 PM »

ถอดรหัส "K NOW" กระบวนคิดใหม่ "บัณฑูร ล่ำซำ" "พญามังกร” ขยับหัว "กสิกรไทย" ร่ายรำ

อีกครั้งหนึ่งที่ “พญามังกร” เช่น “บันฑูร ล่ำซำ” ต้องออกจากถ้ำ เพื่อประกาศความชัดเจนว่า หลังจากนี้ กสิกรไทยจะ “ฉีก” ตัวเองออกจากวงจรสินค้าการเงินเดิมๆ ที่หวังกินเพียง “ดอกเบี้ย” ไปวันๆ เพื่อเข้าสู่ “มิติใหม่” ของธนาคารพาณิชย์ ที่ไม่ได้มีเพียง “สินค้า” ไว้รอขาย แต่เป็นการมอบชีวิตที่ “สมบูรณ์แบบ” ให้กับลูกค้า

-------------------------------------------
“คนกสิกรไทยยุคใหม่ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าถึงใจลูกค้า และต้องทำให้ลูกค้ามองกสิกรไทย เป็นมากกว่าธนาคาร ที่มีสินค้าหลากหลายให้เลือก เพื่อทำให้ชีวิตของเขา (ลูกค้า) ดียิ่งขึ้นให้จงได้”
------------------------------------------

จุดมุ่งหมายเพียงหนึ่งเดียวของชายผู้อยู่เหนือ “การเปลี่ยนแปลง” นี้ ปักธงอยู่ที่ตำแหน่ง “อันดับหนึ่ง” บนลู่วิ่งการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมากระบวนการทำงานของเครือกสิกรไทย จะสอดรับกับแนวโน้มการใช้ชีวิตของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ธนาคารจะ "มูฟ" จาก "Product Centric" เอาโปรดักท์เป็นศูนย์กลาง ให้เป็นเรื่องของ "Customer Centric" นั่นคือ จะคิดอะไรก็ต้องใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ให้ในสิ่งที่ "มากกว่า" ที่ลูกค้ารับรู้

การมูฟของ บัณฑูร ล่ำซำ ครั้งล่าสุด ภายใต้หลักคิดพื้นฐานนี้ อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่ "พญามังกร” ส่วยหัว แล้ว "กสิกรไทย" ร่ายรำไปตามจังหวะ ไม่ต่างไปจากการ "ทบทวน" กระบวนคิดสร้างสรรค์ สร้างความสดใหม่ให้กับตัวเอง

หลังจากแบงก์รวงข้าว ณ ริมเจ้าพระยา ต้องรับศึกหนักจากแบงก์ใบโพธิ์ ณ รัชโยธิน ที่ในระยะหลังดูจะมีมูฟเมนท์ที่คึกคักมากกว่า

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ได้กล่าวถึงปรัชญาใหม่ของการให้บริการ "เครือธนาคารกสิกรไทย สำหรับชีวิตวันนี้...และตลอดไป" (KASIKORNBANK GROUP:A People to Simplify Your Life) ว่า โจทย์ของการทำธุรกิจในปัจจุบันนี้คือ การสร้างนวัตกรรมใหม่ในการให้บริการกับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว นวัตกรรมทุกอย่างเป็นสิ่งที่สามารถลอกเลียนกันได้เพียงข้ามคืน และกลายเป็นสินค้าที่เหมือนกันไปหมด

นับจากนี้ไป ธนาคารกสิกรไทยจะเป็นผู้เริ่มต้นอุตสาหกรรมการเงินในมิติใหม่ของการให้บริการรอบด้านแบบ 360 องศา รวมถึงสร้าง “เครือข่ายชุมชน” หรือ Community ใหม่ ร่วมกันสามฝ่าย (ธนาคารกสิกรไทย ลูกค้า และพันธมิตรภายนอก) เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อดินเพื่อสร้างภูเขาให้ยิ่งใหญ่

“จากนี้ไป 1+1+1 จะไม่เท่ากับ 3 อีกต่อไป แต่จะมากกว่านั้น เราจะหล่อหลอมรวมและผนึกกำลังกันสร้างสรรค์และพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ร่วมกัน โดยธนาคารกสิกรไทยจะคอยเป็นคนกลางให้”

ในส่วนของธนาคารได้มีการแบ่งลูกค้าออกเป็น 7 กลุ่มย่อย หากมองคร่าวๆ จะมี 2 กลุ่มหลัก คือ ลูกค้าบุคคล ที่มีชีวิตส่วนตัว มีความต้องการปัจจัย 4 ที่ต้องการชีวิตเอกเขนกสามารถใช้ชีวิตได้ตามพื้นฐานที่พอจะมี และกลุ่มธุรกิจ ซึ่งจะหารายได้กลับเข้ามาในชีวิตประจำวัน โดยใน 2 กลุ่มนี้ ต้องการชีวิตทางการเงินที่ไม่ได้จบแค่วงเงินสินเชื่อ แต่เป็นผลที่ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ

"บุคคลทุกคนไม่ได้ต้องการสินเชื่อบ้าน แต่ต้องการบ้านที่อยู่สบาย คุ้มค่ากับงบประมาณที่จำกัด เป็นปัจจัยสี่ที่พอเพียงกับการบริโภคของตัวเอง และครอบครัวเป็น "ชีวิตที่เอกเขนก" (Leisurely Life) ดังนั้นธนาคารจะขยายกรอบที่ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่จะเสริมองค์ความรู้ขณะที่ฝั่งภาคธุรกิจก็ไม่ได้จบลงที่สินเชื่อ เพราะการปล่อยกู้เฉยๆ เหมือน 20 ปีก่อนไม่พอ เพราะธุรกิจมีการแข่งขันสูง ทำอย่างไรที่จะให้ธุรกิจไปรอด"

ดังนั้น ธนาคารจึงเสนอปรัชญาใหม่ของการให้บริการที่เหนือกว่าบริการทางการเงินนี้ ที่เรียกว่า "K NOW" (หมายถึง ขุมปัญญาแห่งชีวิตและธุรกิจ) ที่รวบรวมสาระ ข้อมูล ความรู้ คำปรึกษาที่จำเป็นในชีวิต ผ่านเวบไซต์มุมความรู้ (Knowledge Corner) ของธนาคารกสิกรไทย โดยธนาคารจะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลที่สำคัญและจำเป็น

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าส่วนบุคคลที่ใช้บริการสินเชื่อบ้านกสิกรไทยที่มีโครงการ Home Smiles Club ที่ลูกค้าสามารถใช้บริการของเครือธนาคารกสิกรไทยได้ทั้งก่อนและหลังการกู้ ตั้งแต่ข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านจัดสรรในทำเลต่างๆ คุณภาพของหมู่บ้าน ราคา การขอสินเชื่อ การออกแบบ การตกแต่ง ต่อเติมบ้าน การขจัดปัญหาเกี่ยวกับบ้านทั้งซ่อมแซม กำจัดปลวก ระบบสาธารณูปโภค ฯลฯ โดยขณะนี้มีสมาชิกประมาณ 35,000 ราย

กลุ่มลูกค้าธุรกิจ นอกจากได้รับบริการการเงินแบบ Solution ที่เน้นการให้บริการด้านการเงินอย่างครบวงจรแล้ว K NOW คือ บริการที่ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของบริการทางการเงิน ที่จะให้ธุรกิจแข็งแกร่ง เติบโต เป็น "ธุรกิจไร้ขีดจำกัด" (Boundless Business) สามารถแข่งขันด้วยความแข็งแกร่งทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าเอสเอ็มอีที่ใช้บริการทางการเงินต่างๆ กสิกรไทยก็มีโครงการ K SME Care ที่ให้บริการนอกเหนือจากสินเชื่อ คือ คำปรึกษาด้านธุรกิจ (Advice) ข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจและธุรกิจ (Research and Information) รวมทั้งการอบรมให้ความรู้ (Education) โดยการเปิดหลักสูตร K SME Care ให้ลูกค้าเอสเอ็มอีทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้เรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจรวม 3 รุ่น ประมาณ 1,400 คน และในปี 2551 ยังมีโครงการที่ขยายการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้น จะมีการจัดตั้ง "กองทุนเพื่อการร่วมทุน" (Venture Capital) เข้าไปร่วมลงทุนในธุรกิจของลูกค้า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในเรื่องเงินทุนในการดำเนินธุรกิจด้วย รวมถึงบริการ K-Supply Chain Management เพื่อให้บริการนอกเหนือจากบริการทางการเงิน โดยธนาคารจะเข้าไปให้คำแนะนำเรื่องการบริหารจัดการให้กับลูกค้า เสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจได้ดีขึ้น ทั้งด้านการจัดการเอกสารการส่งออก โลจิสติกส์เพื่อวางแผนการผลิต การขนส่ง วิธีการส่งออก การจัดการด้านภาษี ซึ่งหากมีการจัดการและวางแผนที่ดี จะช่วยให้ลูกค้าลดต้นทุนได้ถึง 10-20%

"เรากำลังจะสร้างองค์ความรู้ เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่แทรกขึ้นมาในอุตสาหกรรมหลักของสถาบันการเงิน เพื่อให้ลูกค้าใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและสมบูรณ์มากขึ้น เพราะวันหนึ่งเรามี 24 ชั่วโมง อยู่ที่ใครใช้เวลาได้คุ้มค่าที่สุด การรวบรวมข้อมูลของธนาคารจะช่วยให้ลูกค้าสามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ในเวลาอันจำกัด นี่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นมิติใหม่สนองความต้องการของลูกค้า เป็นวิธีการมองตลาดที่กว้างกว่าโลกการเงิน"

ทั้งหมดนี้ เป็นการ "ถอดรหัส" ความหมายของคำว่า K NOW ภายใต้ปรัชญาใหม่ "A People to Simplify Your Life" ธนาคารกสิกรไทยทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น

บันฑูรยังมอบหมายหน้าที่ให้กับพนักงานทุกคนของเครือกสิกรไทย ต้องเข้าใจในแนวคิดอันนี้ให้ถ่องแท้ และไปบอกต่อกับลูกค้าถึงเจตนารมณ์ของเครือกสิกรไทยให้ทั่วถึง

“คนกสิกรไทยยุคใหม่ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าถึงใจลูกค้า และต้องทำให้ลูกค้ามองกสิกรไทย เป็นมากกว่าธนาคาร ที่มีสินค้าหลากหลายให้เลือก เพื่อที่จะทำให้ชีวิตของเขาดียิ่งขึ้นให้จงได้”

ที่สุดแล้ว นี่คือความเป็น "Unlimited" ความไร้ขีดจำกัด ที่ซ่อนอยู่ในตัวของผู้นำที่อยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงของเครือกสิกรไทย ซึ่งเขามี "เป้าหมาย" อย่างชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจะไม่มีความหมายเลย ถ้าองค์กรนั้นไม่มี “เป้าหมาย” ที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน...

“จะทำธุรกิจเราก็ต้องมุ่งหวังความเป็นอันดับหนึ่ง และนั่นคือเป้าหมายที่เราต้องไปให้ถึง
”[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #62 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2007, 03:42:58 PM »

ย้อนรอย..ภูมิปัญญา “อัศวินการเงิน” "Enterpreneur" ผสม "Professional"


นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง "กรรมการผู้จัดการใหญ่" ของธนาคารกสิกรไทย เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535 เพื่อสานต่อธุรกิจของตระกูล ต่อจาก “บรรยงค์ ล่ำซำ” ผู้เป็นอา มหาบัณฑิต MBA จาก Harvard Business School ก็ได้สรรค์สร้าง “สิ่งใหม่” ให้กับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยมาโดยตลอด เพื่อตอกย้ำคำว่า "มืออาชีพ" มากกว่าคำว่า "ตัวแทนของตระกูล"

บัณฑูรรู้ดีว่าสัดส่วนการลงทุนของตระกูลล่ำซำในธนาคารกสิกรไทย ลดระดับลงมาเรื่อยๆ จนเหลือไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น ถ้ามีใครไปพูดกับบัณฑูรว่า "ท่านเจ้าสัว" ก็จะได้ยินคำตอบสวนกลับมาว่า "เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์" ครั้งกระโน้นน่ะ "ใช่" แต่วันนี้ "ไม่ใช่" แล้ว

ระหว่างความเป็น "Enterpreneur" กับ "Professional" บัณฑูรอยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 คำนี้อย่างแยกไม่ออก ทั้งในฐานะผู้มีบารมีเหนือการเปลี่ยนแปลง ฐานะทางสังคม และการเชื่อถือเรื่อง "ฮวงจุ้ย" แบบคนจีนโบราณ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ "Enterpreneur" ส่วนความเป็น "Professional" เขาก็ฉายภาพออกมาได้อย่างโดดเด่น

อาจกล่าวได้ว่า ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารแรกที่นำเครื่องฝากเงินสดอัตโนมัติมาใช้ ผลิตบัตรเครดิตในชื่อธนาคารของตัวเอง ตลอดจนการนำแนวคิด Re-engineering มาใช้ตั้งแต่ปี 2537 เพื่อวางรากฐานการจัดการสมัยใหม่ให้กับองค์กร

ส่วนวิกฤติการเงิน ปี 2540 บัณฑูรก็นำพาธนาคารกสิกรไทยฟันฝ่ามาได้อย่างแข็งแกร่ง หลังจากนั้นก็มีการนำหลักการ Balanced Scorecard (BSC) มาใช้เป็นเครื่องชี้วัดองค์กร จัดประกวด "อี-เกิร์ล" ขึ้นทุกๆ 2 ปี มีมาแล้ว 4 รุ่น

ความเปลี่ยนแปลงล่าสุดก่อนหน้านี้ คือ การผนึกกำลังของบริษัทในเครือทั้งหก ในรูปแบบ “Synergy” ภายใต้ชื่อ “K Exellent” โดยสื่อออกมาภายใต้สัญลักษณ์ยอดมนุษย์ตัวสีเขียว “K Hero” และล่าสุดกับวาระ “K Now” ที่ตั้งใจมอบสิ่งที่ "มากกว่า" ผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้กับลูกค้า

แม้ว่าทุกการเปลี่ยนแปลงของ KBANK จะไม่ได้ยืนอยู่ในตลาดแต่เพียงผู้เดียว เพราะบรรดาคู่แข่งก็สามารถเดินตามจนทันได้ทุกครั้ง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่กสิกรไทยและบัณฑูร เริ่มเดินก่อนใคร

“ผมเบื่อสินค้าเดิมๆ (สินเชื่อ) ที่มุ่งตัดราคาแข่งกัน เลยต้องหาสิ่งใหม่ๆ ออกมาแข่งขัน” บัณฑูรกล่าวถึงแรงบันดาลใจของการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทั้งที่รู้ว่าสุดท้ายแล้วคู่แข่งก็เดินตามทันอยู่ดี

คำตอบของบัณฑูรก็คือ "เราก็ต้องออกเดินหาสิ่งใหม่อีกครั้ง..ก็เท่านั้นเอง"

------------------------

คาดปีนี้ "สินเชื่อ" ขยายตัวมากกว่า 8%

------------------------

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงการขยายสินเชื่อของธนาคารว่า เชื่อว่าสินเชื่อของธนาคารในปีนี้จะขยายตัวมากกว่า 8% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8-13% เนื่องจากในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา สินเชื่อของธนาคารเพิ่มขึ้นแล้ว 7% และในช่วงไตรมาส 3 นี้ แนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อสูงกว่าไตรมาสที่ผ่านมา โดยเฉพาะสินเชื่ออุปโภคบริโภคอย่างสินเชื่อที่อยู่อาศัย สามารถขยายตัวได้เกินกว่าเป้าหมาย แม้ว่าภาคสินเชื่อเพื่อธุรกิจยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

ส่วนเรื่องเอ็นพีแอล ยังเป็นประเด็นที่ธนาคารต้องให้ความสำคัญและเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อาจทำให้ลูกค้าที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อไปแล้ว ได้รับผลกระทบได้ โดยในปีนี้ธนาคารจะมีการตั้งสำรองตามปกติประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท เนื่องจากธนาคารมีการตั้งสำรองไอเอเอส 39 ครบแล้ว

บัณฑูร ล่ำซำ กล่าวเสริมว่า สินเชื่อของธนาคารในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ในระดับ 8% ส่วนในปีหน้าคาดว่าสินเชื่อของธนาคารยังมีโอกาสที่จะขยายตัวได้ตามภาวะเศรษฐกิจ และความเสี่ยงที่ได้ประเมินไว้ ขณะที่แนวโน้มเอ็นพีแอลที่เกิดขึ้นนั้น บางส่วนมาจากลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งขึ้นอยู่กับวงจรเศรษฐกิจว่าจะฝืนได้แค่ไหน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของธุรกิจด้วย แม้ภาครัฐบาลมีส่วนในการเอื้ออำนวยให้ธุรกิจมีความคล่องตัว แต่ในที่สุดจะต้องสำเร็จด้วยตัวเอง

บัณฑูรยังกล่าวให้เห็นภาพว่า ความท้าทายของธนาคารพาณิชย์ในเวลานี้ คือการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่ออย่างไรให้เกิดเอ็นพีแอลน้อยที่สุด รวมถึงการจัดการบุคลากร (Human Resource) ให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการแข่งขันที่รุนแรงได้
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #63 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2007, 09:40:40 PM »

ผ่าพอร์ต "ทวีฉัตร จุฬางกูร" นายน้อย "ซัมมิทกรุ๊ป"
เล่นหุ้น 5 โบรกฯ เฉพาะ "บล.ไอร่า" 1,500 ล้านบาท


เจาะเซฟ..มังกรน้อย "ทวีฉัตร จุฬางกูร" ทายาท "ซัมมิทกรุ๊ป" เปิดพอร์ตเล่นหุ้น 5 โบรกฯ เฉพาะ "บล.ไอร่า" แห่งเดียว 1,500 ล้านบาท เจ้าตัวยันไม่ใช่ "นอมินี" นักการเมือง แต่ยอมรับทำหน้าที่เป็น "ผู้จัดการกองทุน" ของตระกูล

----------------------------------------
"พอร์ตการลงทุน ไม่ได้มีเฉพาะของผมคนเดียว แต่มีของครอบครัวรวมอยู่ด้วย ซึ่งผมทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้จัดการกองทุนของครอบครัว"
--------------------------------------

กล่าวกันว่า ใครก็ตามที่ถูกเลื่อนชั้นจากคนในวงการหุ้นถึงขั้น “เซียน” มักจะต้องเก็บตัว และไม่เปิดเผยตัวเองต่อผู้คนมากนัก เช่นเดียวกับเซียนหุ้นพันล้าน “ทวีฉัตร จุฬางกูร” หลานชายอดีต รมว.คมนาคม “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ในฐานะ "นายน้อย" แห่งค่ายซัมมิทกรุ๊ป

เขาเป็นบุคคลที่ทีมงานกรุงเทพธุรกิจ BizWeek เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด ตั้งแต่ข่าวการเป็นเจ้าของหุ้นไอพีโอ ปตท. (PTT) ในอันดับต้นๆ เมื่อหลายปีก่อน จนสร้างความฮือฮาในวงการว่า “เขาเป็นใคร” จากเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นต้นมา ถือได้ว่าเป็นการ “แจ้งเกิด” ชื่อในวงการครั้งแรกของเซียนหุ้นวัย 35 ปี รายนี้

การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งของทวีฉัตร จะเข้าทำนอง “เหยียบเมฆไร้รอย” แทบไม่มีเลยที่เซียนหุ้นรายนี้จะปรากฏตัวให้เห็น “ตัวเป็นๆ” เช่นที่ (ตั้งใจ) ไป "เปิดตัว" ในงานแถลงข่าวเปิดออฟฟิศใหม่ บล.ไอร่า ที่โรงแรมปาร์คนายเลิศ ซึ่งวันนั้นคลาคล่ำไปด้วยบุคคลดังๆ ในวงการธุรกิจและนักการเมือง บ่งบอกถึง "คอนเนคชั่น" ของประธานกรรมการ บล.ไอร่า “ซุปไก่” ศุภชัย พิศิษฐ์วานิช ได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มาพร้อมกับ "คุณแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ในฐานะผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้ง ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. ก็มาแสดงความยินดีด้วย เป็นต้น

แต่นักข่าวกลับไปรุมล้อมชายหนุ่มที่ไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน ซึ่งบ่อยครั้งที่รับรู้ได้ถึงอาการ "หงุดหงิด" กับคำถามของสื่อมวลชน และประกาศว่าจะ "ฟ้อง" หากใครถ่ายรูปตัวเขาไปลงหนังสือพิมพ์

“ทวีฉัตร จุฬางกูร” เป็นบุตรคนที่ 2 ของ สรรเสริญ และ หทัยรัตน์ จุฬางกูร เขามีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ได้แก่ อภิชาติ พี่ชายคนโต ทวีฉัตร เป็นคนที่สอง ตามมาด้วย กรกรช, วุฒิภูมิ, ณัฐพล (ชอบเล่นหุ้น) และอัครพล

ส่วน สรรเสริญ จุฬางกูร มีน้องชายแท้ๆ คือ ดร.พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ (เสียชีวิตแล้ว-สามีสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ) และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นเจ้าของกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทกรุ๊ป ขณะที่ สรรเสริญ เป็นเจ้าของกลุ่มบริษัทซัมมิทกรุ๊ป ธุรกิจแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ขณะที่ โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ นักลงทุนรายใหญ่ ก็เป็นน้องชายอีกคนหนึ่งของสรรเสริญ

สำหรับความเคลื่อนไหวของทวีฉัตร ตั้งแต่ปลายปี 2549 มีข่าวร่วมกับเพื่อนนักธุรกิจเข้าไปเทคโอเวอร์ บล.พรูเด้นท์ สยาม ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อและผู้ถือหุ้นใหม่เป็น บล.ไอร่า จึงไม่แปลกที่ทวีฉัตร จะยึดเอา บล.ไอร่า เป็นหนึ่งในฐานที่มั่น ซึ่งเขาระบุว่าปัจจุบันเปิดพอร์ตเล่นหุ้นกับโบรกเกอร์ทั้งหมด 5 แห่ง และลงทุนกับ บล.ไอร่า มากที่สุด มูลค่าพอร์ตประมาณ 1,500 ล้านบาท

"กลุ่มจุฬางกูรไม่ได้ซื้อขายหุ้นผ่าน บล.ไอร่า เพียงแห่งเดียว เพราะต้องการให้ บล.ไอร่า (ที่ตนเองถือหุ้นใหญ่) สามารถพึ่งพาตัวเองได้ โดยไม่คาดหวังค่าธรรมเนียมจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเพียงกลุ่มเดียว"

นอกจากนี้ ทวีฉัตรยอมรับว่า การลงทุนหลายครั้งเป็นการลงทุนให้กับคนในครอบครัว เนื่องจากตัวเองมีประสบการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นมานาน เริ่มเข้ามาลงทุนตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยการนำหุ้นไอพีโอที่พ่อและแม่ได้มาซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ ได้กำไรจากการลงทุนครั้งนั้นไปพอสมควร จึงเริ่มลงทุนอย่างจริงจังในตลาดหุ้นตั้งแต่ช่วงนั้นเป็นต้นมา ปัจจุบันเจ้าตัวบอกว่า พอร์ตหุ้นของครอบครัวที่ดูแลมีมูลค่าอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาท เห็นจะได้

“พอร์ตการลงทุนไม่ได้มีเฉพาะของผมคนเดียว แต่มีของครอบครัวรวมอยู่ด้วย ซึ่งผมทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้จัดการกองทุนของครอบครัว เพราะถ้ากรณีที่เกิดปัญหาขึ้นมา ผมไม่อยากให้คนในครอบครัวต้องเสียชื่อเสียงไปด้วย อีกอย่างผมมีประสบการณ์ในตลาดหุ้นมานาน และคนในครอบครัวก็ไว้ใจกัน”

สำหรับช่วงที่บาดเจ็บจากการลงทุนมากสุด “ทวีฉัตร” ยอมรับว่าเป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ช่วงนั้นเสียหายหนัก เพราะพวกไฟแนนซ์โดนสั่งปิดกิจการไปเยอะ หุ้นบางตัวเหลือค่าเพียงเศษกระดาษ

ส่วนช่วงที่มีกำไรจากการลงทุนมากสุด เป็นช่วงของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา (สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ซึ่งขณะนั้นตัวเองมีการลงทุนในตลาดหุ้นค่อนข้างมาก เพราะมั่นใจการบริหารงานของรัฐบาลชุดนั้น โดยมองว่าทีมเศรษฐกิจเป็นทีมที่มีความแข็งแกร่ง และผู้ลงทุนก็ให้การยอมรับ ราคาหุ้นในขณะนั้นจึงตอบรับในทิศทางที่ดี

นอกจากนี้ “ทวีฉัตร” ยังบอกเล่าถึงเทคนิคการลงทุนส่วนตัวให้ฟังว่า ระยะหลังมานี้จะแบ่งพอร์ตการลงทุนเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกเน้นลงทุนในหุ้นพื้นฐาน ลงทุนระยะยาว ขณะที่อีกส่วนเป็นการลงทุนตามเทคนิค และเทคนิคส่วนใหญ่เป็นเทคนิคที่สร้างขึ้นมาเองจากประสบการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นกว่า 16 ปี

ในส่วนพอร์ตการลงทุนหุ้นพื้นฐานนั้น เขาบอกว่า ก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง จะทำการบ้านอย่างหนัก โดยขอเข้าพบผู้บริหารบริษัทที่สนใจเข้าลงทุน (Company Visit) แต่การพบผู้บริหารของบริษัทที่จะเข้าลงทุนอย่างเดียวไม่เพียงพอ จะติดต่อขอพบกับผู้ส่งวัตถุดิบ (ซัพพลายเออร์) ให้กับบริษัทนั้น รวมไปถึงบริษัทคู่แข่งขันด้วย โดยต้องดูให้แน่ชัดว่าธุรกิจที่จะเอาเงินไปลงทุนระยะยาวด้วยนั้น เป็นธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ไม่ใช่อยู่ในช่วงขาลง

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ คือ กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริการ โรงแรม หรือสนามกอล์ฟ โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมนั้น ที่ผ่านมามีการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก

ส่วนหุ้นเก็งกำไรนั้น ทวีฉัตรยอมรับว่ามีบ้าง การลงทุนในตลาดหุ้น ก็ต้องมีบ้างที่ขายหุ้นบางตัวออกจากพอร์ตแล้วซื้อกลับเข้ามาใหม่ ซึ่งวิธีการซื้อขายในบางครั้งหลายคนอาจกล่าวหาว่าเป็นการเขย่าหุ้น แต่ที่จริงวิธีนี้เป็นเพียงการปรับสมดุลของราคาหุ้นเท่านั้น

แต่ถ้าถามว่าชอบหุ้นกลุ่มไหนมากที่สุด เจ้าตัวบอกว่าเป็นกลุ่มไฟแนนซ์ เพราะหุ้นไฟแนนซ์สังเกตง่าย ให้ดูวอลุ่มการซื้อขายในตลาด ถ้าวันไหนตลาดมีปริมาณซื้อขายมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท แสดงว่าฝรั่งเข้าแล้ว และหุ้นกลุ่มนี้มักจะไปก่อน

สำหรับคำถามที่ใครๆ ต่างสงสัยกันว่า เซียนหุ้นรายนี้ เป็น “นอมินี” ให้กับกลุ่มทุนการเมืองหรือไม่

"ยืนยันว่าไม่ได้เป็นนอมินีของใคร อีกทั้งคุณอา (สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ก็วางมือทางการเมืองไปแล้ว ไม่น่าจะดึงมาเกี่ยวข้องกันอีก และกลุ่มที่เข้ามาถือหุ้นใน บล.ไอร่า ก็ไม่ใช่กลุ่มทุนการเมืองของใครด้วย”

ก่อนจบการสนทนา ทวีฉัตรยังขอโอกาสลบภาพ “กลุ่มทุนการเมือง” ออกไปซะที เพราะเครือญาติก็วางมือจากการเมืองไปหมดแล้ว ถ้าเกิดเรื่องเสียชื่อเสียงกับตัวเขา (สุริยะ) ครอบครัวก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย สำหรับตนเองก็เล่นหุ้นอย่างแฟร์ๆ ไม่ได้อาศัย "อินไซเดอร์" จากใครเป็นพิเศษ

จากการสำรวจพอร์ตลงทุนของทวีฉัตร จุฬางกูร ในปี 2550 โดยกรุงเทพธุรกิจ BizWeek พบว่า ทวีฉัตรมีเงินลงทุนในตลาดหุ้นไม่น้อยกว่า 23 บริษัท คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 2,186 ล้านบาท (ดูจากตาราง) โดย 3 อันดับแรก เป็นหุ้นในกลุ่มสามารถของตระกูลวิไลลักษณ์ ได้แก่ สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) สามารถ ไอ-โมบาย (SIM) และสามารถเทลคอม (SAMTEL)

ส่วนหุ้นที่ถือ มีมูลค่าเกินหุ้นละ 100 ล้านบาท ยังประกอบไปด้วย อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) แอสคอน คอนสตรัคชั่น (ASCON) ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GRAMMY) แนเชอรัล พาร์ค (N-PARK) และ บล.เอเซีย พลัส (ASP) เป็นต้น

สำหรับหุ้นไฟแนนซ์ที่ทวีฉัตรลงทุน นอกจากหุ้น ASP แล้ว ยังมีหุ้น บง.กรุงเทพธนาทร (BFIT) บล.ไซรัส (SYRUS) และฟินันซ่า (FNS) และก่อนหน้านี้ก็เคยถือหุ้น บล.บีฟิท (BSEC) มาแล้ว 5 ล้านหุ้น

ขณะเดียวกัน ในปี 2550 ที่ผ่านมา ทวีฉัตรยังเข้าเก็บหุ้น ไทยสตีลเคเบิล (TSC) ธุรกิจของครอบครัวจุฬางกูร อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลที่ราคาต่ำกว่าไอพีโอ เมื่อตอนเข้าตลาดครั้งแรก วันที่ 23 มิถุนายน 2548 ที่หุ้นละ 9.20 บาท

สำหรับมุมมองที่มีต่อตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันนั้น ทวีฉัตรมองว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีพื้นฐานที่ดีกว่าหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เพียงแต่มีปัจจัยกดดันเรื่องการเมือง ถ้าผ่านการเลือกตั้งไปได้ และมีการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจค มั่นใจว่าการลงทุนภายในประเทศจะกลับมาอย่างแน่นอน
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #64 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2007, 09:42:12 PM »

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค" วันที่ยังไม่ "Perfect"

 "ชายนิด โง้วศิริมณี" ซุ่มแผน "ทวงบัลลังก์” อีก 2 ปี “คืนฟอร์ม” รายได้ "หมื่นล้าน"

ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ "ชายนิด โง้วศิริมณี" เคยมีอาณาจักรธุรกิจยิ่งใหญ่ ชื่อชั้นของเขาเป็นรองเพียงแค่ "อนันต์ อัศวโภคิน" เพียงคนเดียว ผ่านมา 10 ปี "พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค" ตามหลัง "รุ่นน้อง" ไกลสุดกู่ ปัจจุบัน มีมาร์เก็ตแคปอยู่อันดับที่ 31 ในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในเมื่อ "ชาติเสือ" ยังไม่ทิ้งลาย แล้ว "ชาติชาย" ที่ชื่อ "ชายนิด" มีหรือจะทิ้งเขี้ยวเล็บ !!!




--------------------------------------------------------
"ปี 2550 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จะเป็นปีแรกที่เราเริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ โดยเฉพาะในส่วนของคอนโดมิเนียม และมีโอกาสจะกลับมาจ่ายเงินปันผลอีกครั้ง"
---------------------------------------------------------

มูฟเมนท์ของ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ที่ผ่านมา ในด้าน Marketing มีความคึกคักไม่แพ้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าอื่นในตลาด แต่ในแง่ของ "Product Differentiation" หรือความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ในสายตาของลูกค้า พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ไม่ได้อยู่ในฐานะที่ "ได้เปรียบ" คู่แข่งขันรายอื่น

บนน่านน้ำ "ทะเลสีเลือด" ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ มีการวิเคราะห์ว่า พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เคลื่อนตัวช้ากว่าคู่แข่งในแง่ของผลิตภัณฑ์ (คอนโดมิเนียม) และติดยึดกับ "ทำเล" บนวิถีคิดการสะสมที่ดินผืนใหญ่ ซึ่งทำให้เคลื่อนตัวช้า และมีต้นทุนด้านอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าคู่แข่งในระนาบเดียวกัน

ปัจจัยเหล่านี้ สะท้อนมาที่งบการเงินย้อนหลัง 5 ปี (2546-2550) สัดส่วนทางการเงินของ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ระบุชัดถึง "จุดอ่อน" ในแง่ของความสามารถในการทำกำไร ขณะที่ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity) "ถดถอย" มาโดยตลอด

ฉายภาพอนาคต มาที่ราคาหุ้น PF ซื้อขาย "ต่ำกว่า" มูลค่าทางบัญชี 7.24 บาท ถึง "ครึ่งหนึ่ง" ในแง่ของสินทรัพย์ ถือว่า "ถูก" แต่ในแง่ของความสามารถในการทำกำไร ถือว่า "แพง"

ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มือทำงานของ "ชายนิด โง้วศิริมณี" ถ่ายทอดแผนธุรกิจ 5 ปี (2548-2552) ให้กับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า ภายในปี 2552 เรามั่นใจว่าจะมียอดรับรู้รายได้ และยอดขายแตะระดับ 10,000 ล้านบาท และอาจมีกำไรสุทธิถึง 1,200 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นจะขยับจาก 30% ขึ้นมา 32% และอัตรากำไรสุทธิจะปรับตัวขึ้นจาก 10% มาที่ 12%

มือขวาของ "ชายนิด โง้วศิริมณี" ยังคงยืนยันว่า จะทำได้ตามนี้ ภายใต้เหตุผล ซึ่งในช่วงปี 2548-2549 พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

"อย่างในปี 2548 เราได้สร้างแบรนด์คอนโดมิเนียม Metro Park ระดับราคา 1.2-2.5 ล้านบาท ออกมาสู่ตลาด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี"

เขายังบอกด้วยว่า ในปี 2549-2550 พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้สร้างแบรนด์ The Villa เป็นที่อยู่อาศัยประเภททาวน์เฮ้าส์และบ้านแฝด บนแนวคิดใหม่ ทำเลใกล้รถไฟฟ้า ราคาเริ่มต้น 1.7-3 ล้านบาท จากเดิมที่เน้นพัฒนาเพียงบ้านเดี่ยว แบรนด์เพอร์เฟค เพลส ราคาเฉลี่ย 3.5-7 ล้านบาท เพอร์เฟค พาร์ค ราคา 2.5-5 ล้านบาท และมณียา มาสเตอร์พีซ ราคา 7 ล้านบาทขึ้นไป

“เราไม่ได้ยึดติดกับแนวความคิดเก่าๆ แล้ว ทุกวันนี้เราปรับเปลี่ยนรูปแบบของผลิตภัณฑ์มีครบทุกเซ็กเมนท์ และวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ แม้ว่าจะเห็นผลช้า แต่จะค่อยๆ เห็นผลงานที่ดีขึ้น”

ดร.ธีระชน บอกว่า ภายในปี 2552 พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จะมีรายได้จากคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากปัจจุบัน 20% ทาวน์เฮ้าส์เพิ่มขึ้นกว่า 10% บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 40% สัดส่วนที่เหลือจะเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์ "ตามสถานการณ์" ของตลาดในขณะนั้น เช่น ถ้าหากคอนโดมิเนียมราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ได้รับความนิยม พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค อาจจะขึ้นโครงการในทำเลเดียวกับโครงการบ้านเดี่ยวที่ดำเนินการอยู่ เป็นต้น

เมื่อสอบถามถึงทิศทางธุรกิจในปีนี้ ดร.ธีระชน ระบุว่า ปี 2550 ถือว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จะเป็นปีแรกที่เริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ โดยเฉพาะในส่วนของคอนโดมิเนียม และมีโอกาสจะกลับมาจ่ายเงินปันผลอีกครั้ง ภายหลังหยุดจ่ายไปในปี 2549

"ปีนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีผลประกอบการขยายตัวตามที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ว่า จะมียอดขาย 8,000 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ 6,400 ล้านบาท และกำไรสุทธิประมาณ 700 ล้านบาท"

ปัจจุบัน พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มียอดขายที่ยังไม่รับรู้รายได้ (Backlog) 4,900 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 3,200 ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์ 550 ล้านบาท บ้านแฝด 350 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว 800 ล้านบาท คาดว่าจะบันทึกรายได้ในปีนี้กว่า 2,000 ล้านบาท

“ช่วงไตรมาส 4 (ปีนี้) เราเตรียมจะออกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 500-600 ล้านบาท จะขายให้กับนักลงทุนสถาบันในประเทศ เราจะโอนโครงการย่านถนนรามคำแหงและเอกมัย เข้าไปเป็นสินทรัพย์ในกองทุน ดังนั้นก็มีความเป็นได้อีกว่าเราจะมีผลประกอบการมากกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมิน”

ผู้บริหารรายนี้ฝากบอกว่า อยากให้ผู้ถือหุ้น “อดใจรอ” อีกไม่นาน เชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่าในอดีต ทั้งนี้ ภายในปี 2551 พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ “เต็มเม็ดเต็มหน่วย” คาดว่าจะมียอดขาย 9,000 ล้านบาท ขยายตัวขึ้นกว่า 25%

สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง 2550 พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค วางแผนไว้อย่างไร ดร.ธีระชน แจกแจงว่า ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ บริษัทเตรียมเปิดขายโครงการต่อเนื่อง 7 แห่ง โดยจะเป็นบ้านโซนพิเศษ ติดทะเลสาบ ได้แก่ โครงการ The Villa รัตนาธิเบศร์-ราชพฤกษ์ เฟส 1 จำนวน 100 ไร่ ราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท ล่าสุดมียอดขายแล้ว 530 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะทะลุ 600 ล้านบาท ขณะที่ปี 2551 ประเมินยอดขายโครงการนี้ไว้ 800 ล้านบาท

นอกจากนั้นยังมีโครงการเพอร์เฟค พาร์ค พระราม 5-บางใหญ่ เฟส 1 จำนวน 120 ไร่ ราคาเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท จากทั้งหมด 4 เฟส จำนวน 200-300 ไร่ มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท คาดว่าจะมียอดขายปีละ 600 ล้านบาท โครงการนี้สามารถขายได้อีก 6 ปีข้างหน้า

โครงการมณีรินทร์ เลค & พาร์ค ติวานนท์-วงแหวน เฟส 4 จำนวน 30 ยูนิต ราคา 4.97 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะมียอดขาย 100 ล้านบาท โดยเฟส 1 ขายหมดแล้ว ส่วนเฟส 2-3 เหลือขาย 500 ล้านบาท โครงการเพอร์เฟค เพลส รัตนาธิเบศร์-ราชพฤกษ์ 200 ไร่ ล่าสุดขายได้แล้ว 524 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะมียอดขาย 600 ล้านบาท

นอกจากนั้นยังมีโครงการเพอร์เฟค เพลส สุขุมวิท 77-สุวรรณภูมิ 300 ไร่ จำนวน 800 ยูนิต ราคา 4.49 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท ล่าสุดเฟส 1 ขายได้แล้ว 1,340 ล้านบาท จากมูลค่า 2,200 ล้านบาท โครงการเพอร์เฟค เพลส พระราม 5-ราชพฤกษ์ 10 ไร่ จำนวน 42 ยูนิต มูลค่า 182 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะขายได้ 50-60 ล้านบาท และโครงการเพอร์เฟค เพลส รามคำแหง-สุวรรณภูมิ 30 ไร่ จำนวน 100 ยูนิต มูลค่า 670 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะขายได้ 100 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัทมีโครงการอยู่ในมือ 16 แห่ง อาทิเช่น โครงการเพอร์เฟค เพลส รัตนาธิเบศร์ จำนวน 935 ยูนิต ล่าสุดเหลือขาย 5 ยูนิต มูลค่า 22.5 ล้านบาท โครงการเพอร์เฟค เพลส รัตนาธิเบศร์-ราชพฤกษ์ จำนวน 395 ยูนิต เหลือขาย 325 ยูนิต มูลค่า 1,412 ล้านบาท โครงการมณีรินทร์ พาร์ค รัตนาธิเบศร์ 189 ยูนิต เหลือขาย 13 ยูนิต มูลค่า 65 ล้านบาท

โครงการเพอร์เฟค พาร์ค รัตนาธิเบศร์-ราชพฤกษ์ 147 ยูนิต เหลือ 37 ยูนิต มูลค่า 150 ล้านบาท และโครงการเมโทร พาร์ค สาทร จำนวน 4,560 ยูนิต เหลือขาย 3,210 ยูนิต มูลค่า 6,415 ล้านบาท เป็นต้น

ส่วนบริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ จะเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ 2 แห่ง คือ โครงการเดอะแกรนด์-ไอซ์แลนด์ พาราไดซ์ จำนวน 16 ยูนิต มูลค่า 700 ล้านบาท และโครงการเออร์เบิร์น สาทร เฟส 2 จำนวน 375 ยูนิต มูลค่า 1,868 ล้านบาท

ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ มองแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ว่า ในแง่ของอุปสงค์ (ความต้องการซื้อ) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่ผู้บริโภคจะใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น ในแง่ของอุปทานคาดว่าจำนวนหน่วยขายเปิดใหม่มีแนวโน้มลดลง รวมทั้งความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อโครงการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย และตลาดที่อยู่อาศัยระดับบนที่ชะลอตัว เพราะยังมีสินค้าคงค้างอยู่ในตลาดค่อนข้างมาก

“ปีนี้ ผู้ประกอบการยังคงเน้นพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีขนาดเล็กลง ราคาถูกลง จากราคาเฉลี่ย 3 ล้านบาท เหลือ 2.5 ล้านบาท และหันมาพัฒนาทาวน์เฮ้าส์และคอนโดมิเนียมมากขึ้น”

ผู้บริหารรายนี้ยังกล่าวปิดท้ายว่า จากที่ประเมินสถานการณ์มองว่าในครึ่งหลังปี 2551 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีโอกาสฟื้นตัวอีกครั้ง ใครที่คิดจะเก็บเกี่ยวผลกำไรจากหุ้นกลุ่มนี้ ก็อย่ารีบรอช้า (เดี๋ยวจะซื้อหุ้นไม่ทัน)

-----------------------------------

"Leading Change" จุดเปลี่ยน "วิถีก้าว"

แรงบันดาลใจ "พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค"

-------------------------------------

ส่วนหนึ่งของ "จุดเปลี่ยน" ครั้งสำคัญของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือชื่อว่า "Leading Change" (หน้าปกหนังสือเป็นรูปนกเพนกวิน) ของ John P.Kotter

ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ เล่าให้ฟังว่า John P.Kotter เป็นนักวิจัยวัย 60 ปี เขาเขียนหนังสือ Leading Change โดยบอกถึงเคล็ดลับ 8 ข้อว่า ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ ทั้งนี้ ดร.ธีระชน ยังอ้างถึง "อนันต์ อัศวโภคิน" เจ้าพ่อแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็ใช้กลยุทธ์นี้ ทำให้สามารถปรับตัวได้ก่อนคนอื่น แต่เขาไม่ได้ระบุว่า อนันต์ได้นำแนวคิดมาจาก John P.Kotter หรือไม่

โดยเคล็ดลับความสำเร็จ 8 ข้อ สรุปได้ดังนี้ หนึ่ง..ผู้บริหารต้องรู้ว่าในช่วงนี้ตลาดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนอยู่ในทิศทางใด คู่แข่งกำลังทำอะไร และในอนาคตจะมีสัญญาณร้าย หรือดีอะไรเกิดขึ้นบ้าง สอง..ต้องสร้างทีมงานให้มีความแข็งแกร่งในทุกๆ ตำแหน่ง และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเทียบเท่าต่างชาติ สาม..ผู้บริหารต้องมี “วิชั่น” ที่ดีในการบริหารงาน สี่..ต้องจัดประกวดงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับสายงาน เพื่อเพิ่มทักษะให้กับพนักงาน เช่น พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้จัดประกวด “Foreman Awards” ให้คิดรูปแบบโครงการใหม่ที่ทันสมัย ตรงใจผู้บริโภค

ห้า..ปรับโครงสร้างองค์กรเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ ตามที่ผู้บริโภคต้องการ หก..สร้าง “แบรนด์” ให้เข้มแข็ง แตกต่างจากคู่แข่ง เจ็ด..มีหลักสูตรบริหารจัดการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ แปด..ต้องพัฒนาระบบงานอย่างต่อเนื่อง

"กลยุทธ์เหล่านี้ เราเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2548 วันนี้เห็นแล้วว่าใช้ได้ผลจริงๆ"

ดร.ธีระชน ยังบอกด้วยว่า นอกจากนี้เรายังขับเคลื่อนธุรกิจด้วยแผน 4 P คือ Proficient ทีมงานต้องเป็นมืออาชีพ Persistent ยืนหยัด People-oriented ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และ Profile ข้อมูลการทำธุรกิจต้องแน่น ที่ผ่านมาถือว่าเรามีพนักงานที่จบปริญญาโทและเอก มากที่สุดถึง 60 คน
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #65 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2007, 09:43:55 PM »

เมื่อไรจะถึง..ฤดูเก็บเกี่ยว "เอแคป แอ๊ดไวเซอรี่"

ถึงแม้จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2548 แต่ชื่อของ บมจ.เอแคป แอ๊ดไวเซอรี่ (ACAP) ดูจะไม่คุ้นหู และเทรดกันอย่างเงียบเหงา ที่ผ่านมาราคาหุ้น ACAP ก็ถอยหลังจากราคาไอพีโอ 7 บาท มาโดยตลอด

2 คู่หูผู้บริหาร "เอแคป" ดร.วิวัฒน์ วิฑูรย์เธียร กรรมการผู้จัดการ เอนก ปิ่นวนิชย์กุล กรรมการบริษัท ยอมรับว่า ธุรกิจปรับโครงสร้างหนี้และบริหารสินทรัพย์ ถือเป็นธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะเอแคป ซึ่งเป็นบริษัทเดียวในธุรกิจนี้ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และเป็นธุรกิจที่ต้องรอคอยการเก็บเกี่ยว ทำให้หุ้นของบริษัทไม่ค่อยเป็นที่สนใจและรู้จักของนักลงทุนทั่วไปมากนัก

ทั้งสองช่วยกันอธิบายว่า ถ้าจะดูโอกาสการเติบโตของบริษัทอย่างง่ายๆ หนึ่ง..ให้มองดูไซส์ของพอร์ตการบริหารหนี้ หากยิ่งบริหารพอร์ตเพิ่มขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำกำไรมากขึ้น สอง..ระยะเวลากว่าจะได้ผลตอบแทน เนื่องจากธรรมชาติของธุรกิจบริหารพอร์ตสินทรัพย์ กว่าที่กระแสเงินสดที่เก็บได้จะเริ่มเข้ามา ต้องรอประมาณ 1-2 ปี

ปีนี้ (2550) ต้องถือว่าเป็นช่วงของการปรับตัวของบริษัท ภายหลังจากช่วงครึ่งปีแรก ได้มีการประมูลหนี้มาใหม่ ขณะที่การเข้าไปประมูลสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ในราคาที่ต่ำกว่ามูลหนี้ ทำให้มีโอกาสที่จะเกิด Hidden Value

"ของแบบนี้ มันเหมือนเราซื้อของแบกะดิน ซึ่งมีทั้งของดีและไม่ดีคละกันไป ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ถ้าเกิดเจอของดี อาจจะทำให้ได้ผลตอบแทนดีกว่าต้นทุนที่ซื้อมา ทำให้เกิด Hidden Value ซึ่งคนที่มีสายตายาวไกลต้องรอประมาณ 1-2 ปี จึงจะเห็น"

สำหรับรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จึงไม่แปลกที่จะเห็นชื่อของทนายนักเล่นหุ้น อย่าง ทนายมานัส กำเหนิดงาม เข้ามาถือหุ้นอยู่ด้วย 1.98% ดร.วิวัฒน์ บอกว่า โดยส่วนตัวรู้จักกัน ส่วนที่ทนายมานัสเข้ามาถือหุ้น เขามาลงทุนซื้อเอง แต่ซื้อไม่เยอะ

ทั้งนี้ ผู้บริหารเอแคปประเมินทิศทางธุรกิจในอนาคตว่า จากนโยบายของแบงก์ชาติที่สนับสนุนให้มีการลดหนี้เอ็นพีแอลเหลือ 2% และกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องตั้งสำรองหนี้สูญตามมาตรฐานบัญชี IAS 39 ทำให้ในช่วง 1-2 ปีนี้ หลายแบงก์มีแนวโน้มจำหน่ายหนี้ด้อยคุณภาพออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อลดภาระกันสำรอง จึงเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าร่วมประมูลหนี้ดังกล่าวเพิ่มขึ้น

"เราหวังว่าน่าจะมีโอกาสเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากขยายขึ้นไปอีกเท่าตัว ขึ้นอยู่กับว่าจะประมูลซื้อได้หรือเปล่า และต้องดูด้วยว่าทำแล้วมีกำไรด้วย"

สองผู้บริหารเอแคป เผยว่า พอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่บริษัทสนใจ เช่น สินทรัพย์ด้อยคุณภาพของธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (ธสน.) เป็นต้น

ทั้งนี้ หลังจากสัญญาบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพระหว่างเอแคป กับ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ (มูลหนี้ตามบัญชี 3.3 หมื่นล้านบาท) สิ้นสุดลงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้เข้าซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของธนาคารทหารไทยและธนาคารยูโอบี มูลหนี้รวมประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท เข้ามาทดแทนในพอร์ต

ปัจจุบัน บริษัทจึงบริหารหนี้อยู่ในพอร์ตประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท และในเดือนตุลาคมนี้ จะเข้าไปรับซื้อเอ็นพีแอลที่บริษัทเข้าไปร่วมทุนจัดตั้ง บริษัท เอแคป (มาเลเซีย) จำกัด รองรับการขยายงานเข้าไปบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในประเทศมาเลเซีย อีกประมาณ 2.5 พันล้านบาท ถึงปลายปีนี้ จึงคาดว่าบริษัทจะมีพอร์ตบริหารหนี้อยู่ในมือรวมมูลค่าประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท

"ช่วงเก็บเกี่ยว น่าจะเริ่มเห็นในปี 2551 ส่วนในปีนี้ ก็เริ่มมีรายได้เก็บเกี่ยวเข้ามาบ้างแล้ว และไม่คิดว่าผลกำไรจะลดลง แต่บอกไม่ได้ว่าจะกำไรเท่าใด อย่างไรก็ตาม คาดว่าไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้ ผลประกอบการน่าจะพลิกกลับมามีกำไร และไม่ขาดทุนแล้ว แต่ปีหน้าน่าจะดีกว่าปีนี้ ที่รายได้เพิ่มขึ้น แต่กำไรลดลง"

ทั้งนี้ ในงวดครึ่งแรกปี 2550 เอแคปมีรายได้ 184 ล้านบาท แต่ขาดทุน 94.88 ล้านบาท โดยวิวัฒน์ชี้แจงว่า เป็นการขาดทุนตามหลักเกณฑ์ทางบัญชี เนื่องจากบริษัทต้องมีการตั้งสำรองการด้อยค่าเงินลงทุนในลูกหนี้ที่ซื้อมา โดยเป็นการตั้งสำรองเพิ่มเติมสำหรับลูกหนี้ที่หลักประกันต่ำกว่าราคาที่ซื้อมา

ดังนั้น ภายหลังการทยอยเก็บหนี้ในอนาคต ตัวเลขจึงน่าจะออกมาดีขึ้น และธุรกิจน่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง โดยหากดูผลประกอบการที่แท้จริง ควรต้องไปดูที่ "งบเดี่ยว" ที่ยังไม่รวมบริษัทลูกเข้ามา

ขณะที่ช่วงต้นของการเริ่มบริหารหนี้ จะต้องใช้เวลาในการเตรียมงาน และดำเนินการขั้นตอนต่างๆ รายได้ช่วงแรกจึงจะยังไม่มากนัก แต่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และจะเริ่มเห็นผลกำไรหลังจากซื้อสินทรัพย์มาบริหารอย่างน้อยต้องใช้เวลากว่า 1 ปี

ส่วนการเข้าไปลงทุนถือหุ้น 60% ใน บริษัท บริหารสินทรัพย์สตาร์ จำกัด คาดว่าจะส่งผลให้บริษัทมีทางเลือกและโอกาสในการทำธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบัน บริษัทแห่งนี้เป็นเจ้าของพอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ที่มีมูลหนี้ประมาณ 1,600 ล้านบาท
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #66 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 02:46:57 PM »



BAY พลิกเป็นกำไรตั้งแต่ 2H50 หมดภาระสำรองจำนวนมาก

คาดว่า BAY จะรายงานผลขาดทุนในงวด 9 เดือนแรกของปี 2550 เป็นจำนวน 6.0 พันล้านบาท โดยกำไรสุทธิใน 3Q50 ที่ 1.6 พันล้านบาท จะช่วยลดผลขาดทุนใน 2Q50 ที่ 8.8 พันล้านบาท ได้บ้าง เราคาดว่าธนาคารจะเริ่มรายงานผลกำไรตั้งแต่ 3Q50 เป็นต้นไป หลังการตั้งสำรองเพื่อรองรับ IAS39 และ Qualitative Reclassification Loan ครบแล้ว และคาดว่าผลกำไรใน 4Q50 ที่เป็นบวกของธนาคาร จะช่วยลดการขาดทุนในช่วง 9 เดือนแรกได้ และจะทำให้ผลขาดทุนในปี 2550 อยู่ที่ประมาณ 2.5 พันล้านบาท

เรามองว่านักลงทุนกำลังมองไปที่แนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้นในปี 2551 ของ BAY มากกว่า เนื่องจากราคาหุ้น BAY ได้ปรับตัวลงมาสะท้อนการชะลอตัวในปี 2550 ไปแล้ว เราคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2551 จะโตขึ้นมากเป็น 6.2 พันล้านบาท จากสินเชื่อที่จะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งหลังการปรับโครงสร้างพื้นฐานของธนาคารเริ่มมีผลแล้ว ในขณะที่ Cost % Income และส่วนต่างของดอกเบี้ย (Loan Spread) ของธนาคาร จะดีขึ้นหลังการซื้อ GECAL เข้ามา

นอกจากนั้น รายได้ค่าธรรมเนียมจะเริ่มกระเตื้องขึ้นจากบริการต่างๆ ได้แก่ ATM การโอนเงิน Debit Card Bancassurance และการเติบโตของสินเชื่อ (ในงบรวม) ซึ่งเราคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% YoY หากให้ PBV ในปี 2551 ของ BAY อยู่ที่ 2.0 เท่า มูลค่าทางพื้นฐานในปี 2551 ของ BAY จะอยู่ที่ 30 บาท ดังนั้น เราแนะนำซื้อลงทุนระยะยาวถึงปี 2551 อย่างไรก็ตาม นักเก็งกำไรอาจรอขายที่สูงกว่า 30 บาท ซึ่งเป็นมูลค่าทางพื้นฐานที่เหมาะสมของ BAY

Investment Theme :

รายงานการพบผู้บริหาร

๐ประเด็นที่น่าสนใจในการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ อยู่ที่การจบสิ้นของการตั้งสำรองจำนวนมากๆ แล้ว

จากข้อมูลที่ได้จากการพบผู้บริหารเมื่อวานนี้ เราคาดว่ากำไรสุทธิใน 3Q50 ของ BAY จะอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาท ลดลง 14.46% YoY เนื่องจากสินเชื่อที่ยังหดตัวลงต่อ และกำไรจากการลงทุนใน 3Q49 ที่สูงถึง 789.5 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการขายหุ้นโรงพยาบาลพญาไท แต่ธนาคารกลับมีกำไรจากการลงทุนใน 3Q50 น้อยมาก ทำให้เราคาดว่ารายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยใน 3Q50 ของ BAY จะลดลง 31.29% YoY และคาดว่า Tax Rate ของธนาคารจะยังอยู่ที่ 0% จาก Tax Shield ที่ยังเหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม เรามองเห็นแนวโน้มของ BAY ที่ดีขึ้นแล้วจากส่วนต่างของดอกเบี้ย (Loan Spread) ใน 3Q50 ที่คาดว่าจะเริ่มทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2.82% ในขณะที่ NIM อยู่ที่ 3.11%

นอกจากนั้น BAY จะไม่มีการตั้งสำรองจำนวนมากในช่วงที่เหลือของปี 2550 อีกแล้ว เนื่องจากธนาคารมีการตั้งสำรองสำหรับรองรับ IAS 39 และหนี้จัดชั้นเชิงคุณภาพ (Qualitative Reclassification Loan) ครบแล้ว

๐BAY เน้น Inorganic Growth ในปีนี้เพื่อเตรียมรุกในปี 2551

BAY มองว่าสินเชื่อและกำไรสุทธิใน 3Q50 ของธนาคารที่ชะลอตัวลง มีสาเหตุหลักมาจากการมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างพื้นฐานของธนาคารเพื่อเตรียมรุกในปี 2551 และเน้นการเติบโตในลักษณะ Inorganic Growth มากกว่า (การเติบโตที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานภายในของบริษัทเอง) เช่น การเข้ามาของ GECIH และการซื้อ GECAL อย่างไรก็ตาม BAY ไม่สนใจธุรกิจอื่นๆ ของกลุ่ม GE ที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจการเงิน แม้ว่ากลุ่ม GE จะมีธุรกิจด้านอื่น เช่น Commercial และ Healthcare ก็ตาม

BAY มองว่าการปรับโครงสร้างพื้นฐานของธนาคารเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจาก Consumer Financing และธุรกิจรายย่อย เป็นสิ่งใหม่ของธนาคาร นอกจากนั้น Consumer Financing เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าจำนวนมาก ดังนั้น ธุรกิจประเภทนี้จะแตกต่างจากลูกค้าประเภท Corporate โดยลูกค้าในกลุ่ม Consumer Financing จำเป็นต้องใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์มาก เพราะธนาคารจะไม่สามารถดูแลลูกค้าทุกคนพร้อมๆ กันได้ ในขณะที่ลูกค้าประเภท Corporate จะเน้นใช้ความสัมพันธ์มากกว่า

BAY ยังมุ่งเน้นธุรกิจ Consumer Financing ต่อไป เนื่องจากธนาคารคาดว่าตลาดกลุ่มนี้มีขนาดใหญ่และมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีก นอกจากนั้น สินเชื่อประเภทดังกล่าวมี Yield ค่อนข้างสูง ทำให้ธนาคารสามารถขยาย Loan Spread ได้ง่ายขึ้น

๐ ยังคงมีเป้าหมายที่จะลด NPL ลงต่อ แม้ว่าการขาย NPL ในขณะนี้ค่อนข้างยาก

สินเชื่อ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม ของ BAY ลดลงประมาณ 13,000 ล้านบาท โดยเป็นการลดลงจากการ Write-off ลูกหนี้ลง 1 พันล้านบาท และเป็นการลดลงเพราะการผิดนัดชำระหนี้ (Non-Payment) อีก 10,000 ล้านบาท ในขณะที่ NPL Ratio ณ สิ้น 2Q50 ของธนาคาร อยู่ที่ 8.6% เพิ่มขึ้นจาก 5.8% ในปี 2549

BAY ตั้งเป้าลด NPL รวมทั้งของ BAY และ AAMC จาก 74.6 พันล้านบาท ณ สิ้นมิถุนายน 2550 กลับลงอยู่ในระดับเดียวกับในปี 2549 ที่ 62.8 พันล้านบาท โดยการขาย NPL ออกมาประมาณ 10 พันล้านบาท
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 07, 2007, 02:48:37 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #67 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 02:49:11 PM »

คำยืนยัน (อีกครั้ง) หุ้น SECC ไม่มี "รายใหญ่" คุม !!

คำต่อคำ..จากปากผู้บริหาร บมจ.เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส ทำไม! ราคาหุ้น SECC จึงวิ่งหวือหวา "ร้อนแรง" สวนทางผลประกอบการ ที่ "หดตัว" ติดต่อกันถึง 2 ไตรมาส


เป็นที่น่าสังเกตว่า ราคาหุ้น SECC ที่คนในวงการหุ้นเรียกขานว่า "เซ็ค-ซี" ปีนี้ "เร่งเครื่อง" ขึ้นมาค่อนข้างหวือหวา หลังแผนปั้นหุ้นสเต็ปแรกในปีที่แล้ว "พลาดเป้า" เพราะตั้งแต่เข้าตลาดมาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2549 เปิดเกมได้ไม่ค่อยสวย ราคาหุ้นไปไม่ถึงดวงดาว และบางช่วงรูดต่ำกว่าราคาจองที่ 3 บาท..เร่งเครื่องไม่ขึ้น ถึงขนาดว่าผลประกอบการครึ่งแรกปี 2549 มีกำไรเติบโตกว่า 225% แต่ราคาหุ้นยังแผ่วอยู่แถว 2.50 บาท

แต่ปีนี้ สถานการณ์พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ และดูเหมือนว่าที่ สมพงษ์ วิทยารักษ์สรรค์ ประธานกรรมการ บมจ.เอส.อี.ซี.ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส เคยคุยไว้ว่า ธุรกิจรถหรูนำเข้าไม่สะดุดตามเศรษฐกิจ ไม่รู้จะจริงหรือเปล่า เพราะจนถึงขณะนี้ ผ่านครึ่งทางปี 2550 ความสามารถโชว์ฟอร์ม "โตสวนตลาด" ของ SECC ยังไม่เห็นวี่แวว

หลังรายได้งวด 6 เดือนแรกปี 2550 ทำได้ 1,263.42 ล้านบาท ลดลง 15% จาก 1,484.25 ล้านบาท ในปี 2549 ขณะที่กำไรทรุดดิ่งลงมา 67.4% จาก 89.56 ล้านบาท เหลือ 29.16 ล้านบาท แต่ที่น่าประหลาด คือ หุ้น SECC หวือหวา เติบโตสวนทางผลประกอบการ

จนถึงขนาดร่ำลือกันในเวบไซต์ว่า หุ้นตัวนี้ "เล่นรอบบ่อย" มาก และถ้าคิดจะเล่นหุ้น SECC ไม่ต้องคิดดูพื้นฐาน หรือเล่นยาว หรือแม้กระทั่งมองเลยเถิดกันไปถึงว่า หุ้นแม่ทำราคามาเพื่อขายลูก "วอร์แรนท์ SECC-W1" ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า หุ้นตัวนี้มี "เสือคุม" เพราะมี "มาร์เก็ตเมคเกอร์" เป็นเซียนหุ้นมือพระกาฬ

ทำไมยอดขายรถตก แต่หุ้นไม่ตก ไพบูลย์ สุขสุธรรมวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอส.อี.ซี.ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส ให้คำตอบว่า น่าจะเป็นเพราะนักลงทุนให้ความเชื่อมั่น...

"จริงๆ ถ้าถามว่า ทำไมราคาหุ้นขึ้น ผมว่าคงเป็นการขึ้นตามภาวะตลาดมากกว่า"

ในขณะที่ปีที่แล้ว ราคาหุ้น SECC กลับเร่งไม่ค่อยขึ้น ไม่หวือหวาเหมือนปีนี้ ก็ต้องยอมรับว่า ปีที่แล้ว ถ้ามองภาวะตลาดตอนที่เราเข้าไป ก็หืดขึ้นคอนะ ภาพรวมตลาดเป็นอย่างนั้น ก็กระทบเหมือนกันหมด ขนาดหุ้นตัวใหญ่ๆ กว่าเรายังโดนเหมือนกัน

ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า หุ้น SECC ขึ้นๆ ลงๆ เดาทางยาก และมีการเล่นรอบบ่อย ไพบูลย์บอกว่า "อันนี้ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ผมว่ามันเป็นธรรมดา ที่ความคิดของแต่ละคนจะคิดกันไปยังไงก็ได้"

เมื่อถามตรงๆ ถึงเสียงร่ำลือกันว่า หุ้น SECC มี ท.พ.ยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม ดูแลอยู่ จริงเท็จอย่างไร ไพบูลย์ปฏิเสธหนักแน่นว่า "ไม่จริง" และถามว่าปัจจุบันกลุ่มพันธุ์วงศ์กล่อม ที่มีรายชื่อในทำเนียบผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ยังถือหุ้นอยู่มากน้อยเท่าไหร่ "จริงๆ รายชื่อผู้ถือหุ้นเราก็เยอะ ผมก็จำนามสกุลไม่ค่อยได้"

ส่วนสาเหตุที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปถึง 4.44 บาท ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้บริหารรายนี้ ปฏิเสธว่า ตนไม่ใช่นักวิเคราะห์หุ้น และทุกวันนี้ เราก็ไม่มีเวลามานั่งดูแล (ราคา) หุ้นอยู่แล้ว เพราะทุกวันเราพยายามทำงานเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายเท่านั้น ส่วนที่ผู้บริหารจะมีการเทขายหุ้นออกมาบ้าง ก็เป็นธรรมดาที่มีการซื้อๆ ขายๆ และส่วนใหญ่ก็เป็นการขายวอร์แรนท์ กับ ESOP ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไร

อย่างไรก็ตาม กรรมการผู้จัดการ เอส.อี.ซี.ออโต้เซลส์ฯ ยอมรับว่า ผลงานในปีนี้ทั้ง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา อาจจะยังไม่เข้าเป้าเท่าที่ควร เนื่องจากตลาดรถยนต์โดยรวมต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

"แต่เราก็ยังยืนยันเป้าหมายเดิมว่าถึงสิ้นปี เราน่าจะทำได้ถึงเป้าที่วางไว้ว่าปีนี้จะเติบโตขึ้น 10% และมีรายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท หลังจากสถานการณ์ในไตรมาสสุดท้ายน่าจะเริ่มคลี่คลาย ส่วนกำไรก็ไม่น่าจะต่ำกว่าปีที่แล้วที่ทำได้ 121 ล้านบาท"

พร้อมยอมรับว่า โค้งสุดท้ายในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ บริษัทต้องเร่งสปีดทำตลาดพอสมควร ทั้งการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ซึ่งจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี จะทยอยเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีก 4-5 รุ่น ราคาขายตั้งแต่คันละ 3 ล้านบาทขึ้นไป ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไป คือ รถสปอร์ต SUV รุ่น CX7 ขนาด 7 ที่นั่ง ราคา 3.2-3.6 ล้านบาท คาดว่าจะทำยอดขายได้ 20 คัน ภายในช่วง 2 เดือนนี้

นอกจากนี้ ยังใช้กลยุทธ์การตลาดมัดใจลูกค้า โดยเปิดตัว Limousine Club สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถกับบริษัท โดยในเดือนธันวาคมนี้ เตรียมจัดงานใหญ่ คือ Limousine Member Party นำรถยนต์รุ่นใหม่มาจัดแสดงให้กับลูกค้า นอกเหนือจากการเข้าร่วมงานมอเตอร์โชว์ในช่วงปลายปี

ส่วนแผนทำโครงการรถเช่าที่ สมพงษ์ วิทยารักษ์สรรค์ บิ๊กบอส เคยคุยโปรเจคนี้ไว้เมื่อตอนต้นปี ล่าสุด ไพบูลย์บอกว่า บริษัทยังไม่มีแผนที่จะทำธุรกิจดังกล่าว

"เรื่องรถเช่า จริงๆ เราไม่มีนโยบายที่จะทำ จริงๆ เป็นแค่การศึกษาข้อมูล แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ ส่วนโครงการเข้าร่วมประมูลรถของ ขสมก.ล่าสุด ยังต้องรอความชัดเจน เพราะขณะนี้ทีโออาร์ยังไม่ได้ออกมา" กรรมการผู้จัดการ SECC กล่าวทิ้งท้าย
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #68 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 02:57:27 PM »

จีน&อินเดีย The Power of the World

สรวิศ อิ่มบำรุง

ใครๆ ก็ไปเที่ยว "อินเดีย" กับ "จีน" ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียและจีนได้

ทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่คนไทยจะลัดฟ้าไปลงทุนในจีนและอินเดีย เพราะบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหลายแห่งขายกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีนและอินเดีย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่เกิดวิกฤติซับไพร์มขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ยิ่งทำให้เสน่ห์ของเอเชียโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ในฐานะที่เป็นภูมิภาคที่จะเป็นแหล่งรองรับเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ที่จะไหลออกมาจากสหรัฐเข้ามาในภูมิภาคนี้

แล้วถ้าจะพูดถึงเอเชียในปัจจุบันคงต้องนึกถึง 2 ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ที่แม้ปัจจุบันจะเป็นเครื่องจักรที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอยู่ในตอนนี้ แต่ก็มีการคาดการณ์กันว่าภายในปี 2050 ทั้ง 2 ประเทศนี้จะก้าวขึ้นมาเป็น "Top 3" ทางเศรษฐกิจของโลก

อะไรคือ เสน่ห์และความน่าสนใจของจีนและอินเดีย Fundamentals สัปดาห์นี้มีเรื่องราวมานำเสนอ

.............................................

ศักยภาพ และความเสี่ยงที่ต่างกันของจีน-อินเดีย

ด้วยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และอินเดียในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นของทั้ง 2 ประเทศปรับตัวขึ้นมาเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดติดอันดับโลกในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้มีหลาย บลจ.ออกกองทุนคุ้มครองเงินต้นโดยลิงค์ผลตอบแทนไปกับดัชนีตลาดหุ้นจีน เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้มีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีจากตลาดหุ้นจีนได้ หรือแม้แต่การออกกองทุน FIF ที่ลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเองก็ช่วยเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีนและอินเดียอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

ในช่วงหลังจึงได้มีบาง บลจ.ที่จัดตั้งกองทุน FIF เพื่อที่จะเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีน และอินเดียโดยเฉพาะ เริ่มตั้งแต่ "กองทุนเปิดแมนูไลฟ์ สเตรงท์ ไชน่า แวลู" ของบลจ.แมนูไลฟ์ ,"กองทุนเปิดทหารไทย ไชน่า อิควิตี้ อินเด็กซ์" ของบลจ.ทหารไทย และล่าสุดกับ "กองทุนเปิดทิสโก้ ไชน่า อินเดีย ดิวิเดนด์ ฟันด์" ของบลจ.ทิสโก้ ซึ่งถือเป็น บลจ.แรกที่เข้าไปลงทุนในอินเดีย ซึ่งกำลังเสนอขายหน่วยลงทุนอยู่ระหว่างวันที่ 1-12 ต.ค.50 นี้ จึงถือว่าเป็นเพียง 3 กองทุนที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนหรืออินเดียโดยตรงในปัจจุบัน

@จีน-อินเดียมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในปี 2050 เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ" กรรมการผู้จัดการ กลุ่มวิจัยเศรษฐกิจ บล.ไทยพาณิชย์ บอกว่า ถ้าพูดถึงศักยภาพของ 2 ประเทศ จีน มีพลเมืองประมาณ 1,300 ล้านคน ขนาดเศรษฐกิจประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เศรษฐกิจประเทศเติบโตเฉลี่ย 10-11% ต่อปี ในขณะที่อินเดียประชากรประมาณ 1,100 ล้านคน มีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเศรษฐกิจของประเทศเติบโตเฉลี่ย 8-9% ต่อปี ภาพศักยภาพของจีน และอินเดียค่อนข้างชัดเจนในเชิงโครงสร้างที่จะสามารถเติบโตต่อไปได้ในระยะยาวอย่างต่อเนื่องแม้จะมีความเสี่ยงในระยะสั้นเกิดขึ้นบ้างก็ตาม

แต่เรื่องที่ทำให้คนตื่นเต้นเกี่ยวกับจีนและอินเดีย เพราะมีการคาดการณ์โดยโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งได้รับความสนใจพอสมควรโดยเขาพยายามมองว่าโลกของปี 2050 หน้าตาจะเป็นยังไง ขนาดเศรษฐกิจโลกในปี 2050 ในโลกเศรษฐกิจอะไรจะเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งจากการคาดการณ์นี้พบว่าในปี 2050 เศรษฐกิจของประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน ,สหรัฐ และอินเดีย นั่นหมายความว่าในปี 2050 ตามการคาดการณ์นี้จีน และอินเดียจะก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจติด Top3 ของโลกเลยทีเดียว

"โดยเศรษฐกิจของจีนจะแซงขนาดเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในดอลลาร์เทอมในปี 2015 อีกไม่ถึง 15 ปี และแซงสหรัฐอเมริกาในปี 2040 ส่วนอินเดียจะแซงญี่ปุ่นในปี 2032 โดยเศรษฐกิจของอินเดียในปี 2050 จะใหญ่กว่าทุกประเทศยกเว้นจีน และสหรัฐ นี่เป็นศักยภาพของทั้ง 2 ประเทศในการเติบโต ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธความจริงข้อนี้ ในระยะยาวเศรษฐกิจของ 2 ประเทศนี้สื่อว่าทั้ง 2 ประเทศจะก้าวขึ้นมาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ"

@ศักยภาพเชิงโครงสร้างที่ต่างกันของจีนและอินเดีย โดย ดร.เศรษฐพุฒิ ยังบอกอีกว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียเฉลี่ย 8-9% ต่อปี ในขณะที่จีนเองก็โตในระดับ 10-11% ต่อปี แล้วทั้ง 2 ประเทศน่าจะรักษาระดับการเติบโตในระดับที่สูงเอาไว้ได้ แม้ในอนาคตอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกโดยรวม จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงก็ตาม แต่จะเห็นว่าการเติบโตของจีน และอินเดียก็ยังอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศนี้ไม่เหมือนกัน โครงสร้างทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศนี้ก็ต่างกัน

จีนจะเป็นการเติบโตที่พึ่งพิงอุตสาหกรรม มีการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศเข้ามาค่อนข้างมากซึ่งมีการประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวจะยังคงสูงต่อเนื่องในอีก 5-6 ปีข้างหน้า ในขณะที่อินเดียเศรษฐกิจโตจากด้านบริการและการบริโภคในประเทศเป็นหลัก ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเองไม่ได้โตเท่าที่ควร

นอกจากนี้ การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในอินเดียต่ำกว่าจีนค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากความไม่พร้อมในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอินเดียเองที่โตไม่ทันกับเศรษฐกิจของประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

"แม้ว่าตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศนี้จะไม่เหมือนกัน แต่ปัญหาที่ทั้ง 2 เศรษฐกิจนี้จะต้องเจอคือ การที่เขาจะต้องก่อให้เกิดการจ้างงานให้ได้ แต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็ช่วยในเรื่องของการจ้างงานค่อนข้างมาก ต้องยอมรับว่าในอินเดียถ้าภาคอุตสาหกรรมไม่โตเร็วความสามารถที่จะดูดซับแรงงานที่ถูกปล่อยออกมาจากภาคเกษตรจะทำได้ไม่ดี จะเข้ามาในภาคบริการเองก็อาจจะทำได้ไม่ดีนัก ในขณะที่จีนแรงงานจากภาคเกษตรสามารถเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมรองรับได้ค่อนข้างดี"

@ภาครัฐถอยเหตุเบื้องหลังทำเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศเติบโต ดร.เศรษฐพุฒิ บอกว่าในช่วงที่ผ่านมา เราคงจะคุ้นเคยกับ "BRICs" ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ได้แก่ บราซิล ,รัสเซีย ,อินเดีย และจีน แต่ใน 4 ประเทศนี้ตัวที่มีความสำคัญมากที่สุดคือ จีนกับอินเดีย

ข้อเท็จจริงคือ เศรษฐกิจจีนและอินเดียเติบโตขึ้นมาได้เพราะภาครัฐถอย แล้วปล่อยให้เอกชนเขาโตจึงถือว่าทั้ง 2 ประเทศนี้ สามารถจับกระแสของโลกาภิวัตน์ และกระแสเงินลงทุนของต่างชาติได้ค่อนข้างดี เมื่อก่อนจีนควบคุมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นควบคุมราคา ควบคุมดอกเบี้ย ควบคุมสินเชื่อ ควบคุมทุกอย่าง ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้โอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตได้ โอกาสที่ทรัพยากรจะไปในทิศทางที่ควรจะเป็นก็จะน้อยลง

ปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศโตได้ที่สำคัญจึงมาจากการถอยออกของภาครัฐเพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะประชากรของทั้ง 2 ประเทศมีมากมานานแล้ว แต่ประเทศเพิ่งมาโตในช่วงหลังเพราะภาครัฐถอย เปิดเศรษฐกิจมากขึ้น

"โดยเฉพาะจีนนี่ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก(World Trade Organization
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #69 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 02:58:26 PM »

(WTO) เพราะมีเงื่อนไขสารพัดที่จีนต้องทำเพื่อที่จะเปิดเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น คือ รัฐเริ่มที่จะถอยกับการมีบทบาทในการควบคุมเศรษฐกิจ แล้วปลดปล่อยให้กระแสเงินลงทุนเข้ามามีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรมากยิ่งขึ้น อินเดียก็เช่นเดียวกัน"

@ความเสี่ยงที่ต่างกันของเศรษฐกิจจีนและอินเดีย เมื่อมองถึงโอกาสแล้วก็ต้องมามองถึงความเสี่ยงกันด้วย ดร.เศรษฐพุฒิ มองว่า ทั้งอินเดียและจีนถ้ามองในระยะยาวมีศักยภาพในการเติบโตที่มาจากปัจจัยพื้นฐานของประเทศจริงๆ แต่ก็มีจุดที่น่าจับตามองของเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงที่ต่างกันออกไป

โดยอินเดียจะมีปัญหาในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ไม่ง่าย การที่โครงสร้างพื้นฐานของอินเดียมีปัญหา ก็เนื่องมาจากเศรษฐกิจของอินเดียไม่ได้โตมานานมากแล้ว สมัยก่อนเศรษฐกิจอินเดียโตปีละ 3-4% ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ได้โตเท่าไร เพราะฉะนั้นอินเดียจึงเฉยในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานมานานมากๆ แต่พอเศรษฐกิจมันเริ่มโตจึงเจอปัญหาในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างมาก อย่างเมืองมุมไบเมืองการค้าของอินเดียไปเจอโครงสร้างพื้นฐานแล้วจะหนาว ถนนเล็กและแคบมีหลุมเต็มไปหมด

ดร.เศรษฐพุฒิ เล่าว่าเคยมีโอกาสพบกับผู้ที่มีส่วนดูแลในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของอินเดีย เขาก็บอกว่าตัวเลขที่รัฐวางแผนเอาไว้ว่า จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเท่าโน้นเท่านี้ น่าจะทำไม่ได้ เพราะ 1)หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบมีข้อจำกัดในการที่จะทำตามแผนพอสมควร นี่จะต่างกับจีนและนั่นคือจุดแข็งของจีน 2)ทรัพยากรที่จะนำมาใช้เพื่อลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานนั้นต้องการมากมายมหาศาล เขาคำนวณตัวเลขมาว่าถ้าจะทำการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตามแผนที่รัฐบาลวางเอาไว้ นั่นหมายความว่าจะต้องดูดเงินจากการลงทุนภาคเอกชนจำนวนมหาศาล จนภาคเอกชนจะไม่เหลือทรัพยากรที่จะไปใช้ลงทุน

"ถามว่าแล้วอินเดีย ว่าจะสามารถกู้เงินมาลงทุนได้มากมายมั้ย ก็มีข้อจำกัดเพราะว่าอินเดียในแง่เศรษฐกิจของประเทศยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ ซึ่งถ้าไปกู้ยืมมากก็จะยิ่งขาดดุลมาก ดังนั้นในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นจุดอ่อนของอินเดียแล้วแก้ไขได้ไม่เร็วแล้วก็ไม่ง่ายด้วย"

ในขณะที่จีนเองที่น่าจับตามองจะเป็นเรื่องของเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาก เรื่องของราคาสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นมามากเริ่มปรับตัวขึ้นมาแรง เช่น ราคาอสังหาริมทรัพย์ในอินเดีย หรือจีนก็ตาม หรือในตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก

@จีนและอินเดียเติบโตแบบฟองสบู่หรือไม่ เชื่อว่าเป็นคำถามที่นักลงทุนส่วนใหญ่ก็อยากจะรู้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ดร.เศรษฐพุฒิ ตอบว่า ถ้ามองการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ คือ จีนและอินเดีย คนมองด้วยความเป็นห่วงเพราะเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศนี้เติบโตเร็วมาก มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะร้อนแรงเกินไป(Over Heat) มีโอกาสที่จะเกิดเป็นฟองสบู่แล้วแตกจนเศรษฐกิจตกลงมามั้ย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้โอกาสพวกนี้มีอยู่แล้วแต่ถ้าดูโดยรวมของทั้ง 2 ประเทศพบว่ายังไม่ค่อยน่าเป็นห่วงนัก ถ้าเศรษฐกิจร้อนแรงมาก แสดงว่าดีมานด์มากกว่าซัพพลาย หรือการใช้จ่ายมากกว่ารายได้ของประเทศ สิ่งที่จะสะท้อนให้เห็นทันทีคือ "ดุลบัญชีเดินสะพัดต้องขาดดุล" เหมือนกับไทยช่วงก่อนวิกฤติ เพราะว่าการที่เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แสดงว่ารายจ่ายมากกว่ารายได้ของเรา

"แต่จีนทราบกันดีว่าบัญชีเดินสะพัดเกินดุลค่อนข้างมากประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) แสดงว่าจีนผลิตมากกว่าการบริโภคภายในประเทศที่เหลือก็ส่งออก นี่เป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกว่าเศรษฐกิจจีนไม่ได้ร้อนแรงเท่าไร ในขณะที่อินเดียต่างออกไป ถ้าถามสัญญาณของ Over Heat ต้องบอกว่าอยู่ที่อินเดียมากกว่า เพราะจีนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล แต่อินเดียขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 3% ของจีดีพี จริงๆ หลักๆ ตัวที่ช่วยอินเดียคือ เรื่องของบริการ "

อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วคิดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของทั้ง 2 ประเทศจะเติบโตได้เฉลี่ยในระดับ 8-10% โดยมองว่าอินเดียเองเศรษฐกิจไม่น่าจะโตไม่ต่ำกว่าปีละ 5% ไปในอีก 30 ปีข้างหน้า เพราะในแง่ของประชากรอินเดียมีโครงสร้างประชากรที่อายุน้อยที่สุด คนที่จะอยู่ในวัยทำงานจะมีระยะเวลายาวนานขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจอื่นๆ ของโลกจะมีประชากรในวัยแรงงานที่เริ่มอ่อนตัวลง

@จุดแข็งที่ต่างกันของจีนและอินเดีย ดร.เศรษฐพุฒิ บอกว่า จุดแข็งของจีนจะเป็นในเรื่องของประสิทธิภาพในการผลิตที่ดี และการแปลงนโยบายต่างๆ ของภาครัฐมาสู่ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ แต่อินเดียเองก็มีจุดแข็งที่แตกต่างกันออกไป โดยอินเดียมีความยืดหยุ่นทางการปกครองที่สูงกว่า

นอกจากนี้ จุดแข็งอีกอันของอินเดียคือ มีบริษัทที่มีธรรมาภิบาลติดอันดับโลก(World Class Corporations) ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะบริษัทเหล่านี้เติบโตมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ต้องแข่งขัน แล้วเป็นการเติบโตเพื่อที่จะขึ้นมาแข่งขันในระดับโลกเลย ซึ่งมีบริษัทอินเดียหลายแห่งที่ติดอันดับโลกในปัจจุบัน ความน่าสนใจอยู่ที่ในอดีตอินเดียปิดประเทศมาตลอด อยู่ในฐานะที่เป็นผู้บริโภคคุณเลือกไม่ได้คุณต้องเป็นผู้บริโภคตลอด แต่ความที่อินเดียต้องการไปแข่งขันกับโลกจากเดิมที่เขาไม่มีอะไรเลย แต่ขณะนี้อินเดียเริ่มเปิดประเทศ แล้วบริษัทในประเทศเขาก็ปรับตัวได้เร็วมากมันสื่อถึงว่าศักยภาพของบริษัทอินเดียที่มีค่อนข้างสูง

"ต่างกับจีนที่อยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับ 9-10% ต่อปี มานานมากแล้ว เหมือนไทยตอนวิกฤติที่มีโอกาสที่กราฟจะพลิกกลับลงมาได้ แต่ของอินเดียเศรษฐกิจเขาเหมือนกับผ่านจุดที่สโลว์ดาวน์มาแล้ว มันถูกกดดันมาแล้วระดับหนึ่ง บริษัทในอินเดียจึงถือเป็นจุดแข็งของอินเดียเลย"

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลคร่าวๆ ที่น่าจะทำให้คุณรู้จักกับจีนและอินเดียได้มากขึ้นไม่มากก็น้อย เพื่อประโยชน์ในการลงทุนของคุณเองในอนาคต
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #70 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 02:59:37 PM »

ตลาดหุ้น "จีน-อินเดีย" แพงไปหรือยัง


ความร้อนแรงของตลาดหุ้นจีน และอินเดีย บางทีก็ทำให้นักลงทุนกล้าๆ กลัวๆ ไปเหมือนกัน ครั้นจะรอ เพื่อให้ดีกรีความร้อนแรงปรับตัวลง ก็ปรากฏว่าตลาดหุ้นทั้ง 2 ประเทศก็ขึ้นเอาๆ จะเอายังไงดีเพราะบางทีของดีก็แพง ของแย่มันก็ถูก ตกลงว่าตลาดหุ้นจีน และอินเดีย แพงไปหรือยังในตอนนี้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ "พิชา รัตนธรรม" ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการลงทุน-ธุรกิจกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บลจ.ทิสโก้ บอกว่าทั้งจีนและอินเดียเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงและมีแนวโน้มจะเติบโตต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสุด ถือเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในอนาคต เราก็มองหาว่าประเทศไหนที่มีความน่าสนใจ โดยประเทศที่น่าสนใจจะต้องมีปัจจัย 2 อย่าง คือ 1)ต้องมีประชากรมาก 2)ต้องมีรูมในการพัฒนาประเทศมาก ถ้าเป็นประเทศที่มีคนมากแต่เป็นประเทศที่เจริญไปแล้ว รูมที่จะโตอาจจะไม่มาก หรือในทางกลับกันประเทศที่มีประชากรน้อยแต่ว่ารูมในการพัฒนาไม่มี อาจจะเป็นหมู่เกาะ การเติบโตก็จะไม่มากเช่นเดียวกัน ทำไมต้องมองจีนกับอินเดียเพราะทั้ง 2 ประเทศพัฒนาได้ เติบโตได้

เมื่อลงทุนเราต้องการ "อัตราผลตอบแทน" เพราะฉะนั้นจึงต้องให้ความสนใจในเรื่องของ "การเติบโต" เป็นหลัก เหตุผลที่คนชอบจีนและอินเดียทั้ง 2 ตลาดนี้มากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กองทุนที่จัดตั้งขึ้นในนิวยอร์ก หรือลอนดอนก็จะเริ่มมีจีน และอินเดียเข้าไปผสมค่อนข้างมาก เหตุผลง่ายๆ ถ้าดูผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นทั้ง 2 ประเทศในช่วง 6 ปีย้อนหลังตั้งแต่ปี 2002-2007(สิ้นสุดเดือนส.ค.) จะเห็นชัดๆ เลยว่าเป็น 2 ประเทศในโลกที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงขนาดนี้

ถ้าดูผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียย้อนหลังไป 6 ปี ไม่มีปีไหนเลยที่ติดลบ จากดัชนี MSCI India พบว่าตลาดหุ้นอินเดียในปี 2502 ให้ผลตอบแทน 5.3% และให้ผลตอบแทน 65.5% ,11.0% ,40.1% ,46.5% และ 10.0% ในปี 2503 ,2504 ,2505 ,2506 และ2507 ตามลำดับ

ในขณะที่ดัชนี HSCEI ซึ่งสะท้อนผลตอบแทนในตลาดหุ้นจีนในช่วง 6 ปี ที่ผ่านมาก็ให้ผลตอบแทนที่สูงเช่นกัน โดยในปี 2502 ให้ผลตอบแทน 13.2% และให้ผลตอบแทน 152.2% ,-5.6% ,12.4% ,94% และ38.7% ในปี 2503 ,2504 ,2505 ,2506 และ2507 ตามลำดับ

พิชาย้ำว่า อย่าลืมว่าในช่วงย้อนหลัง 6 ปีที่ผ่านมา ก็มีเหตุการณ์ที่มีผลกระทบในทางลบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องซาร์ส ไข้หวัดนก สงคราม หรือเรื่องอัตราน้ำมันสูง เป็นต้น ซึ่งแต่ละช่วงที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นก็จะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นอยู่แล้ว ซึ่งหุ้นของจีนและอินเดียทั้ง 2 ประเทศนี้ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันไม่ใช่ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบในเชิงลบ แต่เมื่อตลาดหุ้นมีการปรับตัวลงมาแล้วก็สามารถที่จะดีดกลับขึ้นไปใหม่ได้ จะเห็นว่าทุกปีโดนทุกปีเลย ปีที่แย่ที่สุดสำหรับตลาดหุ้นอินเดียคือ ปี 2002 ให้ผลตอบแทน 5.3% ในขณะที่ตลาดหุ้นจีนปีที่แย่ที่สุดคือ ปี 2004 ให้ผลตอบแทนติดลบ 5.6% เพราะปีก่อนหน้าโตไป 152.2% ก็เลยต้องมีการปรับตัวลงมานิดหนึ่ง

"โดยเฉลี่ยแล้วตลาดหุ้นจีน และอินเดียทั้ง 2 ประเทศนี้เป็นตลาดที่ให้อัตราผลตอบแทนที่สูงน่าจะที่สุดในโลก โดยตลาดหุ้นอินเดียน่าจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 30-40% ต่อปี ในขณะที่ตลาดหุ้นจีน น่าจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเกิน 50% ต่อปี ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา"

เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่อาจจะสงสัยว่าแล้วช้าไปหรือยังสำหรับตลาดหุ้นจีน และอินเดียที่จะเข้าไปลงทุน พิชาตอบว่า นักลงทุนหลายคนยอมรับว่าเศรษฐกิจจีนกับอินเดียจะโต หุ้นจะโตนำผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)มากในช่วง 4-5 ปีมานี้ ตลาดหุ้นทั้ง 2 ประเทศตอนนี้แพงไปแล้วหรือยัง แต่ถ้ามาดูตัวเลขมูลค่าตลาดรวมของตลาดหุ้น(Marketcapitalization)ต่อจีดีพีของตลาดหุ้นทั่วโลกพบว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 107% หมายความว่าตลาดหุ้นส่วนใหญ่โดยเฉลี่ยจะใหญ่กว่าจีดีพีนิดหน่อยไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ อังกฤษ มาเลเซีย ตลาดหุ้นจะโตมากกว่าจีดีพี แต่จีนสัดส่วนนี้อยู่ที่ 44% ในขณะที่อินเดียอยู่ที่ 96% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

"ดังนั้นตลาดหุ้นของทั้ง 2 ประเทศจึงมีรูมที่จะเติบโตของตลาดหุ้นได้อีกมาก การเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีน และอินเดียจึงเหมือนได้ประโยชน์ 2 ต่อ คือ ประโยชน์จากการที่ตลาดหุ้นของทั้ง 2 ประเทศจะเติบโตขึ้น เพราะปัจจุบันหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดอาจจะน้อยด้วย ในอนาคตก็คงจะมีการทยอยนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นทั้ง 2 ประเทศเพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้มูลค่าตลาดรวมโตขึ้น ในขณะเดียวกันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศก็สูงกว่าประเทศอื่นในโลกด้วย"

พิชาบอกว่าถ้าเรามาดูอัตราส่วนทางการเงินเพื่อเปรียบเทียบตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย(ไม่รวมญี่ปุ่น) จะพบว่าตลาดจีนมีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ(P/E)ที่ 22.1 เท่าในปี 2007 และเหลือ 18.8 เท่าในปี 2008 ในขณะที่ตลาดหุ้นอินเดียมีค่าพีอีที่ 16.9 เท่าในปี 2007 และเหลือ 14.5 เท่าในปี 2008 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในภูมิภาคมีค่าพีอีอยู่ที่ 16.3 เท่าในปี 2007 และเหลือ 14.1 เท่าในปี 2008 ถ้ามองดูจากตัวเลขพีอีแล้วเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียอาจจะดูว่าตลาดหุ้นจีนแพงนิดหนึ่ง แต่ตลาดหุ้นอินเดียถือว่าไม่แพงเลยถ้าเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภคเอเชีย(ไม่รวมญี่ปุ่น)ด้วยกัน พูดง่ายๆ ถ้ามาเลเซีย กับอินเดียพีอีเท่ากัน ทำไมไม่ซื้ออินเดีย เห็นๆ อยู่

"ในอนาคตจีนและอินเดียจะก้าวขึ้นมาเป็น Top3 ของโลก ถ้าจะเทียบจริงๆ ควรจะเทียบทั้ง 2 ประเทศกับตลาดโลกที่เป็นตลาดใหญ่ๆ เช่น สหรัฐ ,สหราชอาณาจักร ,ญี่ปุ่น ,ยุโรป ,ฮ่องกง สิงคโปร์ หรือไต้หวัน เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าถ้าเทียบกับประเทศที่เป็นมหาอำนาจของโลกตลาดหุ้นทั้ง 2 ประเทศถือว่าถูกเลย เพราะว่าจีนกับอินเดียพีอีอยู่ในเรนจ์เดียวกันกลุ่มนี้ แต่จีนและอินเดียมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น(EPS Growth)สูงกว่ามาก เพราะฉะนั้นคุณจะไปซื้อหุ้นฮ่องกงทำไม จะไปซื้อหุ้นสหราชอาณาจักรทำไม ซื้อจีนกับอินเดียพีอีใกล้เคียงกัน แต่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นสูงกว่าด้วย"

ทั้งนี้คาดการณ์ว่าในปี 2507 อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นของจีนอยู่ที่ 22.2% และในปี 2008 อยู่ที่ 17.9% ในขณะที่อินเดียเองอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นในปี 2007 อยู่ที่ 16.6% และในปี 2008 อยู่ที่ 17.0% แล้วโดยปกติอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นจะโตมากกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นของทั้ง 2 ประเทศจะต่ำกว่า 14-15% เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะทั้ง 2 ประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยน่าจะอยู่ประมาณ 10% ได้


ท้ายสุดแล้วตลาดหุ้นจีน และอินเดียจะแพงเกินไปหรือยังสามารถที่จะลงทุนได้คงต้องขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้ลงทุนเองแล้ว

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #71 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2007, 03:06:18 PM »

Financial Intelligence


atchara.y@bu.ac.th

ยังไม่จน... อยู่อย่างจน... จะไม่จน

ยังไม่รวย... อยู่อย่างรวย... จะไม่รวย... ยังไม่จน... อยู่อย่างจน... จะไม่จน...หลายท่านอาจเคยได้ยินประโยคนี้มาบ้างแล้ว ใครที่เคยเห็นเคยได้ยินผ่านหูผ่านตามาแล้ว หรือใครยังไม่เคยได้ยินมาก่อน ลองอ่านซ้ำอีกสักรอบ แล้วมาคิดกันเล่นๆ ค่ะว่า คำกล่าวประโยคนี้ให้อะไรแก่เราบ้าง

สารสำคัญอย่างแรกที่ส่งออกมา น่าจะเป็นการกระตุ้นเตือนใจให้เราได้คิดทบทวนเพื่อประมาณฐานะของตนเองว่า เรารวยหรือยัง? หรือว่า เราจนหรือเปล่า? เรายังไม่รวย หรือเรายังไม่จน? หลายคนตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเองไม่ค่อยจะได้ เพราะเวลาในแต่ละวันหมดไปกับการจัดการธุระ การงาน อาชีพ หรือมัวแต่จัดการกับบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง ลูกค้า บุตรหลาน สามี ภรรยา เพื่อนฝูง พี่น้อง จนไม่เหลือเวลาไว้ดูแลจัดการตัวเอง หากเราได้ลองพิจารณาตัวเองอย่างจริงจังดูสักที เราอาจจะได้คำตอบหลายๆ อย่างที่จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสุขใจมากขึ้น

เพราะหากเราจัดการตัวเองได้ รู้ฐานะที่แท้จริงของตัวเอง เข้าใจตัวเองมากขึ้น เราก็จะเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น รู้ทันสิ่งต่างๆ รอบตัวเรามากขึ้น การวิ่งวุ่นไปตามสังคม ตามเพื่อน ตามคนอื่น เพื่อ Update ไม่ให้ตก Trend ก็จะเป็นไปอย่างพอเหมาะพอควรแก่ฐานะ

การตรวจสอบฐานะที่แท้จริงของตัวเองทำได้ง่ายๆ โดยการรวบรวมข้อมูลทางการเงินทั้งหมด แล้วแยกเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจนว่า เรามีข้าวของ สมบัติต่างๆ ประเมินมูลค่าได้เท่าไร แล้วยังเป็นหนี้เป็นสินอยู่อีกเท่าไร

เราจะจนหรือจะรวย ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าทรัพย์สินที่เรามีอยู่ไม่ว่าจะเป็น บ้าน รถยนต์ เครื่องประดับ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ชุดโฮมเธียเตอร์ เครื่องครัว เฟอร์นิเจอร์ กระทั่งเสื้อผ้าอาภรณ์เหล่านั้น เมื่อหักกลบลบกับหนี้สินแล้ว ตัวเลขที่ได้ติดลบหรือไม่... คนจำนวนไม่น้อย ประเมินฐานะความรวยจากสิ่งที่มี สิ่งที่เห็น หรือจากสินทรัพย์เพียงด้านเดียว ซึ่งไม่ถูกต้องนัก เพราะการมีข้าวของเครื่องใช้ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ในขณะที่ยังมีภาระหนี้สินรุงรังจากข้าวของเหล่านั้นย่อมไม่ได้แสดงฐานะที่แท้จริง

เพราะความสบายกายที่ได้จากสิ่งของเหล่านี้ ไม่สามารถสร้างความสุขใจได้เสมอไป

เมื่อรู้ฐานะที่แท้จริงแล้ว ลองถามตัวเองต่อไปว่า ปัจจุบันเราใช้ชีวิตแบบใด เราอยู่อย่างรวย หรืออยู่อย่างจน? ใครตอบคำถามนี้ไม่ได้ ให้ลองทำบันทึกการใช้จ่ายของตัวเองดู รับรองรู้ชัดแจ้ง เห็นจริงว่าพฤติกรรมทางการเงินของตัวเองเป็นแบบอยู่อย่างรวย หรืออยู่อย่างจน... บันทึกการใช้จ่ายนี้ทำง่ายๆ เพียงแค่จด จด จด จดตามจริง มีรายได้เท่าไร มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเท่าไร อะไรบ้าง ลองจดดูสักอาทิตย์ สองอาทิตย์ รับรองรู้แน่ๆ ว่าอยู่อย่างจน หรืออยู่อย่างรวย

ปัญหาทางการเงินคงจะไม่เกิด หากเราใช้จ่ายน้อยกว่าที่หาได้เสมอ การใช้จ่ายเงินของเรามีกรอบอยู่ที่รายได้ที่หาได้ หลายคนใช้จ่ายเงินได้เยอะ เพราะหาเงินได้เยอะ การเปรียบเทียบการใช้จ่ายของตนเองกับคนอื่น จึงไม่ถูกต้องนักเพราะรายได้ที่ไม่เท่ากัน ไม่เช่นนั้นอาจเข้าทำนอง... เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง... ยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งเป็นหนี้ได้ง่าย เป็นหนี้ได้ทุกที่ เป็นหนี้ได้ทุกอย่าง เพราะสินค้าแทบทุกชนิด รอพร้อมให้เราซื้อเงินผ่อนได้แทบทุกห้างร้าน การขี้ตามช้างจึงทำได้ไม่ยากนัก ยิ่งง่าย...ยิ่งอันตราย

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถประหยัดได้อีกมากมาย ที่หลายคนมองข้าม ไม่เห็นค่าของเงินเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น หลายบ้านติด Cable TV ที่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน หรือใช้บริการ package ราคาสูง ที่มีหลายร้อยช่องให้เลือกดูทั้งที่ไม่ค่อยอยู่บ้าน หากลองปรับเปลี่ยนให้ราคาถูกลงจะประหยัดได้เดือนละหลายร้อยบาท ปีละหลายพันบาท หรือการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ผ่านเคาน์เตอร์ที่คอยอำนวยความสะดวกให้เรา แต่มีค่าธรรมเนียม แม้จะเป็นเงินเดือนละไม่กี่สิบบาท แต่หลายๆ รายการรวมกัน ทุกเดือน ทุกเดือน จนเป็นปี รวมๆ กัน เงินจำนวนนี้ รวมแล้วไม่น้อยเลยทีเดียว

หรือแม้กระทั่งกาแฟที่เราซื้อทุกวัน วันละสอง สามแก้ว ลองรวมค่ากาแฟ รายวัน รายเดือน และรายปีดูจะเห็นชัดเจนว่า ค่ากาแฟรวมแล้วเป็นเงินไม่น้อยเลย แล้วพอรวมค่า Cable TV ค่าธรรมเนียมความสะดวกสบาย ค่ากาแฟ ค่าน้ำอัดลม ค่าขนมขบเคี้ยว ค่ารองเท้าคู่ที่ยี่สิบ ค่ากระเป๋าใบที่แปด ค่าใช้จ่ายที่รั่วออกจากกระเป๋าเราเหล่านี้

หากนำไปซื้อทองคำ ไปลงทุน ไปซื้อกองทุนรวมรับรองกลายเป็นเงินก้อนเป็นกอบกำแน่นอน อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า "Latte Effect" หรือผลกระทบจากกาแฟลาเต้ ซี่งที่มีผลต่อความมั่งคั่งของเรา เพราะหากเรามองข้ามเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน... สะสมนานๆ เข้า ... เรื่องเล็กน้อย ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องเรื้อรังได้เสมอ... เพียงประหยัดวันละนิด เพื่อเงินออมที่งอกงาม...ความมั่นคง ความร่ำรวย ก็จะอยู่กับเราอย่างยั่งยืน

เมื่อเรารู้ว่า เรายังไม่รวย หรือยังไม่จน และเพราะเราเลือกได้ว่าจะอยู่อย่างรวย หรือจะอยู่อย่างจน... การไปให้ถึงเป้าหมายสำคัญที่ว่าจะไม่จน...จึงอยู่ที่เราเป็นผู้กำหนด ซึ่งเป้าหมายที่ดีต้องกำหนดขึ้นอย่างสมเหตุสมผล เป้าหมายที่เป็นจริงได้ยากจะทำให้เราท้อแท้ เหนื่อยจนอาจหมดกำลังใจได้ อย่างหลายๆ คน ที่ยังยากจนอยู่เพราะไม่รู้จักพอ ต่อให้มีทรัพย์สินเงินทองเป็นพันล้าน หมื่นล้านก็ไม่รวย เพราะไม่เคยพอ

การรู้จักประมาณตนเอง การรู้จักใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล จะเป็นภูมิคุ้มกัน ที่นำพาเราไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างสุขใจ... ยังไม่จน... อยู่อย่างจน... จะไม่จน
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #72 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2007, 02:02:56 PM »

รายงานพิเศษ

การแตกพาร์ :เพิ่มราคาและสภาพคล่องได้หรือไม่(1)

งานสำคัญอย่างหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคือการส่งเสริมกิจกรรมการซื้อขายในตลาดให้เกิดสภาพคล่องและให้การส่งเสริมการระดมทุนต่อกิจการของหลักทรัพย์ที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาด  ซึ่งปัจจุบันตลาดมีหุ้นหรือหลักทรัพย์จดทะเบียนทั้งสิ้น 535 หลักทรัพย์แยกเป็นหลักทรัพย์ในตลาดหลัก   490   หลักทรัพย์  และหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (Market  Alternative  Investment หรือ MAI) จำนวน 45 หุ้น โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์รวมกัน  (Market  Capitalization)  มากกว่า 6 ล้านล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบโดยมูลค่ากับตลาดในภูมิภาคอย่าง สิงคโปร์และ ฮ่องกงแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ไทยยังคงต้องการ การเสริมสภาพคล่องให้เกิดการซื้อง่ายขายคล่องได้อีกมาก

นอกเหนือจากความพยายามของตลาดในการส่งเสริมให้เกิดหลักทรัพย์จดทะเบียนใหม่ๆเพิ่มขึ้นในตลาดแล้ว  การส่งเสริมให้มีมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน  โดยการเพิ่มปริมาณหุ้นของหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องดีแต่ราคาในตลาดสูงมากเกินไปและยากแก่การซื้อเพื่อลงทุน   ซึ่งเรียกว่าเป็นวิธีการแตกหุ้น  stock  split  เพื่อให้นักลงทุนในตลาดมีทางเลือกมากขึ้นและลงทุนในตัวหุ้นด้วยราคาที่ดูเหมือนถูกลง จึงเป็นวิธีที่ส่งเสริมให้เกิดขึ้นได้รวดเร็วที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการสร้างหลักทรัพย์ตัวใหม่ๆ

โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวนเกินกว่าร้อยละ 25 ได้มีการประกาศการแตกหุ้นในช่วงระยะเวลาปี  2545 – 2547 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยได้เข้ามาทำการซื้อขายหุ้นของบริษัทมากขึ้นและเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด

ทั้งนี้การแตกหุ้นจะทำให้ระดับราคาลดลงและมีปริมาณหุ้นมากขึ้น   งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาผลกระทบต่อการแตกหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยว่าเป็นไปตามคาดการณ์ของบริษัทที่ทำการแตกหุ้นหรือไม่ และเพื่ออธิบายผลกระทบของแตกหุ้นต่อผู้ลงทุน

รายงานวิจัยนี้จะแบ่งออกเป็น 7 ส่วน โดยส่วนที่ 1 เป็นนิยามและความหมายของการแตกหุ้น  ส่วนที่  2  ชี้ให้เห็นสมมุติฐานต่างๆ  ของงานวิจัยในอดีต ส่วนที่ 3 เป็นราละเอียดของข้อมูลที่ใช้ในการศึกษา ส่วนที่ 4 และ 5 แสดงผลที่ค้นพบจากงานวิจัยด้านราคาและสภาพคล่อง และผลกระทบด้านอุตสาหกรรม ตามลำดับ ส่วนที่ 6 ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการแตกหุ้น และบทสรุปในส่วนที่ 7


การแตกหุ้น คือการแตกพาร์

การแตกหุ้นหรือ stock split หมายถึง การที่บริษัททำการลดราคาที่ตราไว้ (par)

ให้ต่ำลง และเพิ่มจำนวนหุ้นของบริษัทโดยที่ไม่มีผลต่อกระแสเงินสด หรือมูลค่าทางบัญชีของบริษัทตามทฤษฎีทางการเงิน การแตกหุ้นจัดเป็นเงินปันผลรูปแบบหนึ่ง คล้ายๆ กับการจ่ายหุ้นปันผล  โดยบริษัทไม่ต้องจ่ายเงินสดปันผล แต่ผู้ถือหุ้นได้หุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้น บริษัทที่จ่ายหุ้นปันผลจะมีปริมาณหุ้นเพิ่มขึ้น แต่ราคาที่ตราไว้ (par) คงเดิม

การแตกหุ้นตามทฤษฎีไม่ควรจะมีผลกระทบต่อความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้น (shareholders’  wealth) เนื่องจากราคาควรปรับตัวลงเป็นสัดส่วนกับจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น เช่น บริษัทมีหุ้น 1 ล้านหุ้น ราคาที่ตราไว้ 100 บาท มีราคาตลาด 150 บาท หลักจากบริษัทแตกหุ้นในสัดส่วน 1 หุ้นเดิมต่อ 2 หุ้นใหม่ ปริมาณหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านหุ้น และราคาที่ตราไว้ 50

บาท ราคาตลาดตามทฤษฎีควรอยู่ที่ 75 บาท

จากตัวอย่างนี้ ความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นที่มีหุ้นอยู่ 100 หุ้นก่อนการแตกหุ้น เท่ากับ 15,000 บาท หลักการแตกหุ้นแล้วราคาตลาดตามทฤษฎีควรอยู่ที่ 75 บาท ผู้ถือหุ้น 100 หุ้นจะมีหุ้นเป็น 200 หุ้น ความมั่งคั่งจึงควรอยู่ที่ 15,000 บาท (200 หุ้น x 75 บาท) คงเดิม



จากภาคปฏิบัติหลักการแตกหุ้น อาจพบราคาหุ้นที่ลดลงสูงกว่าราคาตามทฤษฎี ทำให้ความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นสูงขึ้น เช่นแทนที่ราคาจะอยู่ที่ 75 แต่กลับอยู่ที่ราคา 80 บาทเป็นต้น และมีงานวิจัยภาพสะท้อนเชิงประจักษ์หลายชิ้น ที่พบหลักฐานที่มูลค่าหุ้นไม่เป็นไปตามทฤษฎี ดังปรากฏในส่วนต่อไปนี้


งานวิจัยที่สำคัญ

ถึงแม้ว่าตามทฤษฎีทางการเงินแล้วมูลค่าของหุ้นไม่ควรเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการแตกหุ้น แต่มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบหลักฐานมาโต้แย้ง Grinblatt, Masulis และ Titman (1984) ใช้ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้บริหารใช้การแตกหุ้นเป็นการส่งสัญญาณที่ดีสำหรับผลประกอบการในอนาคต

เช่นเดียวกับ McNichols และ Dravid (1990), Ikenberry, Rankine และ Stice (1996), Conroy และ Harris (1999) ที่สรุปว่าการแตกหุ้นมีประโยชน์ต่อผู้บริหารในการส่งสัญญาให้ราคาปรับตัวสอดคล้องกับผลประกอบการในอนาคตโดยไม่ต้องรับผิดชอบกับการประกาศโดยตรง

งานวิจัยของ  Schultz (2000), และ Dhar, Goetzmann, Shepherd และ Zhu  (2004)  พบว่าสภาพคล่องของหุ้นเพิ่มขึ้น เมื่อมีการแตกหุ้นในตลาดสหรัฐอเมริกา โดยสาเหตุจาก Amihud, Mendelson และ Uno (1999) อธิบายว่าในตลาดหลักทรัพย์ประเทศญี่ปุ่น  ผู้ลงทุนรายย่อยพอใจกับระดับราคาหุ้นต่ำๆ หรือหุ้นราคาถูกมากกว่าหุ้นที่มีระดับราคาสูงๆ

อย่างไรก็ตามผลงานวิจัย ผลกระทบของการแตกหุ้นและสภาพคล่องยังไม่ชัดเจน เช่น

Copeland  (1979),  Conroy,  Harris, และ Benet (1990), และ Desai, Nimalendran และ Venkataraman (1998) พบว่าส่วนต่างของราคาเสนอซื้อและเสนอขาย (bid-ask spread) ซึ่งเป็นตัววัดส่วนกลับของสภาพคล่องโดยวัดความฝืดของตลาด (market friction) เพิ่มสูงขึ้น

งานวิจัยที่ใช้ตัววัดที่แตกต่างกัน เช่น ปริมาณและมูลค่าซื้อขายต่อวันพบว่าสูงขึ้นหลังการแตกหุ้น  จากงานของ  Lamoureux  และ  Poon  (1987),  Muscarella และ Vetsuypens  (1996) และ Desai, Nimalendran และ Venkataraman (1998) ซึ่งงานวิจัยครั้งนี้พบว่าการเพิ่มขึ้นของส่วนต่างของราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย ทำให้เกิดภัยจากการคัดเลือก (adverse selection) มากขึ้น

ในขณะที่  Easley, O’Hara และ Saar (2001) แสดงว่าเป็นเพราะการเพิ่มขึ้นของความผันผวนของราคา ผลงานของ Gorkittisunthorn และคณะ (2006) ที่ได้ศึกษาผลกระทบของการแตกหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า การลดลงของส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขายมีนัยสำคัญมากขึ้น   ถ้าเป็นการแตกหุ้นของบริษัทที่มีการถือหุ้นโดยเจ้าของน้อยกว่า

Schultz (2000) ให้เหตุผลว่าการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อและการแตกหุ้นทั้งๆ ที่มีหลักฐานว่าต้นทุนการซื้อขายหุ้นสูงขึ้นมาจากการที่นายหน้าให้คำแนะนำ ในขณะที่ Lakonishok และ Lev (1998) ไม่พบว่าการแตกหุ้นทำให้ปริมาณการซื้อขายเปลี่ยน ผลลัพธ์และเหตุผลจากงานวิจัยดังกล่าวข้างต้นทำให้การเลือกวิธีวัดสภาพคล่องและการตีความมีความท้าทายอย่างยิ่ง

นอกจากนี้การวิเคราะห์สาเหตุของราคาหุ้นที่สูงกว่าราคาตามทฤษฎีจากการแตกหุ้น และผลกระทบต่อการประเมินมูลค่าของกิจการ     มีงายวิจัยจากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพคล่องและผลตอบแทนของหลักทรัพย์ต่างประเภทและต่างอุตสาหกรรม Amihud

และ Mendelson (1986) พบว่าถ้าส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขายสูง

ผลตอบแทนที่ต้องการจะสูงตามไปด้วย

Brennan  และ Subrahmanyam (1996) ใช้ข้อมูลระหว่างวันเพื่อศึกษาการตอบสนองของราคาและพบว่าหลังจากตัดปัจจัยด้านความเสี่ยงออกแล้ว ต้นทุนของการซื้อขายคือส่วนต่างของราคาเสนอซื้อและขาย จะมีความสัมพันธ์กับผลตอบแทนที่ต้องการ Amihud (2002) ได้ยืนยันความสัมพันธ์นี้จากการศึกษาอัตราส่วนผลกระทบของราคา โดยวัดจากอัตราส่วนระหว่างค่าสัมบูรณ์ของร้อยละของการเปลี่ยนแปลงของราคาต่อมูลค่าหลักทรัพย์ที่ซื้อขาย

ที่สำคัญจะเห็นว่าบริษัทส่วนใหญ่จะมีราคากระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มที่ 4 คือ ณ ระดับราคา 10-25 บาท และกลุ่ม 5ที่ราคา 25-50 บาท การซื้อขายหุ้นจำแนกตามประเภทของผู้ลงทุนก็ชี้ให้เห็นว่าผู้ลงทุนรายย่อยมีความพอใจที่จะซื้อขายหุ้นที่มีระดับราคาต่ำ

ส่วนผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนต่างชาติจะซื้อขายหุ้นที่มีระดับราคาสูง  ซึ่งมักจะเป็นหุ้นของบริษัทใหญ่ที่มีนักวิเคราะห์ติดตามมาก ในช่วงปี 2545-2547 ที่มีการศึกษานี้ ผู้ลงทุนรายย่อยมีสัดส่วนการซื้อขายถึง 60-70% ของมูลค่าซื้อขายในตลาด และการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยนี้มีการกระจุกตัวอยู่ในหุ้นที่มีช่วงราคา 10 บาทถึง 50 บาท

สถิตินี้แสดงให้เห็นความแตกต่างของสภาพแวดล้อมของการลงทุนระหว่างตลาดไทย และตลาดหลักทรัพย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีนักลงทุนสถาบันสูงกว่า


วันที่ 10 ต.ค. 2550 แสดงข่าวมาแล้ว 4ช.ม. 20นาที

 
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #73 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2007, 02:05:46 PM »

พลวัต

ขันติธรรมต่อความเสี่ยง

ในทฤษฎีการเงินของทุนนิยม   คำว่า   ขันติธรรมต่อความเสี่ยง   หรือ  risk tolerance  ได้รับความใส่ใจจากผู้คนที่เกี่ยวข้องน้อยกว่าปกติเสมอ ยกเว้นในในยามที่เกิดความผันผวน หรือ ตีบตันจากวิกฤตทางการเงินที่เกิดขึ้น

กรณีวิกฤตซับไพรม์ของตลาดเงินในอเมริกา ถือว่าทำให้กระบวนทัศน์ของนักการเงินต่อขันติธรรมต่อความเสี่ยงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะยามนี้ หลายคนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า ระดับที่ยอมรับได้ของขันติธรรมนั้น ควรจะอยู่ที่เท่าใดกันแน่

ที่เป็นคำถามสำคัญขึ้นมาก็เพราะว่า ในอดีตนั้น เมื่อวงจรธุรกิจการเงินเป็นช่วงขาลง

รัฐหรือหน่วยงานรัฐ จะต้องเข้ามามีบทบาทแทรกแซงกลไกตลาดเงิน เพื่อให้กระบวนการฟื้นตัวเร็วกว่าปกติ แต่ในปัจจุบัน ขนาดใหญ่โตของความเสี่ยงเพิ่มมากเสียจนกระทั่งรัฐก็ลังเลใจที่จะเข้ามาแทรกตลาดอย่างเต็มตัว

อย่างมากที่สุดที่เฟดฯ หรือธนาคารกลางจะทำได้ก็คือ พิจารณาเรื่องอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้กระบวนการของตลาดเงินเดินหน้าต่อไปได้เท่านั้น

ที่เหลือปล่อยให้กลไกของตลาดดำเนินการไปเองโดยมือที่มองไม่เห็น

ประเด็นสำคัญของขันติธรรมต่อความเสี่ยงอยู่ที่ว่า ในอดีตจนถึงปัจจุบัน นิยามของคำนี้ ค่อนข้างคลุมเครือ และเป็นแค่สำนวนโวหารกันในวงการเท่านั้น ในทางวิชาการที่จะออกมาเป็นตัวเลขชัดเจนหรือผลสรุปที่เป็นวิทยาศาสตร์ ยังไม่เกิดขึ้นจริงจัง

เคยมีคนพยายามที่จะให้นิยามคำนี้หลายครั้ง แต่ก็พบว่ามีข้อติดขัดในหลายเรื่อง เช่น

-ปัญหาเรื่องของกรอบเวลา ความเสี่ยงในห้วงเวลาตลาดเป็นขาขึ้น กับขา

ลง หรือ ตลาดนิ่ง ย่อมไม่เท่าเทียมกัน การจะกำหนดระดับความเสี่ยงที่

ชัดเจน จึงกระทำได้ยาก

-กรอบความเชื่อ ในเรื่องของระดับความเสี่ยง ก็ยากจะบอกได้ว่า ระดับของ

ความเสี่ยงที่ถือว่า ต้องตัดความเสียหายนั้น ควรจะอยู่ที่เท่าใด

-ความเสี่ยงกับผลตอบแทนเป็นของควบคู่กัน ตลาดที่มีความเสี่ยงเท่ากับ 0

คือตลาดที่มักจะให้ผลตอบแทนเป็น 0 เช่นกัน

-ประสบการณ์ของผู้บริหารทุนเก็งกำไร จะใช้วัดประสิทธิภาพได้จริงหรือไม่

เพราะความฉลาดหรือรอบจัดของผู้บริหารนั้น ไม่น่าจะขึ้นกับอายุการ

ทำงานเป็นสำคัญ

กรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ บริษัทผู้บริหารกองทุนซับไพรม์ของอเมริกาที่ชื่อ New Century Financial อันเป็นต้นเหตุของวิกฤตซับไพรม์ที่เกิดขึ้นในปีนี้นั่นเอง

บริษัทดังกล่าว เป็น SPL ที่ก่อตั้งขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อทำหน้าที่บริหารหนี้เสียจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยการแปลงหนี้เสียเป็นสินทรัพย์ หรือ securitization

ด้วยการรวบเอาหนี้จากสถาบันการเงินมารวบเป็นก้อนเดียว  แล้วออกตราสารที่เรียกว่า CDO รองรับ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทหนึ่ง แล้วก็ระดมทุนใหม่โดยผ่าน CDO ที่ขายให้กับผู้ซื้อตราสารดังกล่าวโดยมีแรงจูงใจเรื่องผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

ตอนที่บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นมาใน ค.ศ. 1995 หรือเมื่อ 12 ปีก่อน บริษัทนี้ก็มีกำไรในทันที

ในปี ค.ศ. 1998 บริษัทนี้ ได้รับรางวัลบริหารงานยอดเยี่ยม จากมีกำไรและการเติบโตสูงมาก จาก Ernst & Young Entrepreneur of the Year Award ถือเป็นบริษัทที่เติบโตเร็วมากระดับแนวหน้าของสหรัฐฯ มีสำนักงานทั่วประเทศ 111 แห่ง มีพนักงานกว่า 1,100 คน และมีวงเงินหนี้ในการจัดการมากถึง 2 พันล้านดอลลาร์

ในปีที่ 7 ของการดำเนินงาน ก็ผลักดันตัวเองเข้าจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหุ้นแนสแดกของนิวยอร์กได้สำเร็จ แถมกลายเป็นบริษัทติดอันดับ 100 index ของตลาดดังกล่าวด้วยหนึ่งปีหลังเข้าตลาด บริษัทขึ้นชื่อติดอันดับ 1 ใน 100 บริษัทที่เติบโตเร้วสุดในอเมริกาของนิตยสาร Fortune

อีกปีหนึ่งถัดมา ตลาดแนสแดกเล็กเกินไปเสียแล้ว บริษัทจึงย้ายมาจดทะเบียนที่ตลาด NYSE และกลายเป็นบริษัทวับไพรม์อันดับสองของสหรัฐฯ เมื่อวัดจากขนาดสินทรัพย์

เดือนธันวาคม ค.ศ. 2004 ราคาหุ้นของบริษัทนี้ทำสถิติสูงสุดที่ระดับ 64 ดอลลาร์ต่อหุ้น ก่อนที่ข่าวร้ายจะเริ่มมาเยือนเมื่อฟองสบู่ของธุรกิจสังหาริมทรัพย์เริ่มปรากฏตัวขึ้นมานับแต่ธนาคารกลางหรือเฟดฯตัดสินใจเพิ่มอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า

ผลที่เกิดขึ้นคือ ต้นปี ค.ศ. 2006 ราคาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดอเมริกาเริ่มถดถอยลงอย่างจริงจัง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ บรรดา CDO ของบริษัทที่ออกจำหน่ายและมีผู้ถือเอาไว้มากมายเสื่อมราคาลงอย่างชัดเจน จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาที่จะไถ่ถอน บริษัทก็เผชิญปัญหาสภาพคล่องขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ท้ายสุด ฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดลง เมื่อธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ (HSBC) ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ยอมตัดความเสียหายจากการเสื่อมค่าในการถือ CDO โดยขาดทุนถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์เมื่อต้นปีนี้ และถอนตัวจากธุรกิจซับไพรม์ ซึ่งทำให้เกิดอาการตื่นตระหนกไปทั่วตลาด

เดือนมีนาคม ราคาหุ้นของบริษัทถูกนักลงทุนเขขายจนถล่มลงมาถึง 90% และก่อนจะแถลงข่าวหมดความสามารถชำระหนี้ได้  และปิดกิจการเข้าสู่ภาวะล้มละลาย  ราคาหุ้นครั้งสุดท้ายเหลืออยู่แค่ 1 เซนต์เท่านั้น

แม้ว่าผู้บริหารของบริษัทจะรอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง แต่ ข้อสรุปของบริษัทที่ปรึกษาและตรวจบัญชี ก็สรุปออกมาตรงกันว่า ความไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมการฉ้อโกงภายใน คือปัญหาของบริษัทดังกล่าว

โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของ  การไม่มีนิยามเรื่อง  ขันติธรรมต่อความเสี่ยง เป็นสำคัญ

ข้อสรุปทำนอง”วัวหาย แล้วล้อมคอก”อย่างนี้ อาจจะไม่ได้ช่วยแก้ไขอะไรได้ แต่ก็มีผลต่อกระบวนทัศน์ของนักการเงินทั่วโลกอย่างชัดเจนว่า การบริหารความเสี่ยงนั้น แท้ที่จริงแล้ว มันก็คือการเสี่ยงครั้งต่อไปเท่านั้นเอง

.............
วันที่ 10 ต.ค. 2550 แสดงข่าวมาแล้ว 4ช.ม. 23นาที
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #74 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2007, 08:19:56 AM »

  (P' Prettypetite) ห่วงโซ่ตราสารอนุพันธ์มูลค่า 750 ล้านๆยูเอส


สวัสดีค่ะ

บทความล่าสุดของดิฉันเมื่อหลายอาทิตย์ที่แล้วว่า ดูเหมือนว่า เงินจะล้นโลก อีกแล้ว เป็นการสังเกตุของตัวดิฉันเอง และล่าสุดเมื่อวานนี้เอง เพิ่งได้รับ บทวิเคราะห์ fund flow ว่ามีเงินไหลบ่าเข้ามาในเอเซีย แค่ 2 อาทิตย์ มากกว่าเงินที่เข้ามาในช่วงก่อนหน้าตั้งแต่ต้นปี

ผู้เชี่ยวชาญฝรั่งบอกว่า USA จะเกิด slow recession คือค่อยๆซึม ใช้เวลานานหลายปี (ดูญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง) กลุ่ม commodities ที่เป็นกระทิง มายาวนาน 37 ปี (มีกราฟให้ดู) ก็เช่นกัน จะค่อยๆ ลดความร้อนแรงลง เนื่องจากค่าเงินของประเทศ commodities rich countries เช่น รัสเซีย จีน บราซิล คานาดา และออสเตรเลีย มีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นมาก

ขณะนี้ เงินออสเตรเลีย แข็งขึ้นมากที่สุดในรอบ 23 ปี เมื่อเทียบกับสหรัฐ ดอกเบี้ย 2 years bond อยู่ที่ 6.58% คานาเดียนดอล เกิน 1 ต่อ 1 ยูเอสแล้ว แต่เงินหยวนจีนยังไม่ยอมให้แข็ง เพราะตุนเงินยูเอสในคลังมากเกินไป ขืนปล่อยให้แข็ง ค่าเงินยูเอสจะดูยิ่งขาดทุนหนักขึ้น


เรื่องค่าเงินสหรัฐที่มีแนวโน้มว่าจะเสื่อมค่าลงอีก เนื่องจากจะมีการลดดอกเบี้ย และการถดถอยของเศรษฐกิจ นำมาซึ่งการปกป้อง และเก็งกำไรทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งกู้เงินสหรัฐ ใช่ อ่านไม่ผิดดอกค่ะ จะมีอะไรที่เจ๋งมากไปกว่า การกู้เงินที่กำลังจะอ่อนลง และดอกเบี้ยก็กำลังจะลดลงเล่า ในเมื่อเห็นๆอยู่ ว่า ใช้คืนน้อยลงในอนาคต

การแตกตื่น และเร่งด่วนในการโยกย้าย ถ่ายเท เงินยูเอส ให้เป็น ค่าเงินสกุลอื่นๆ ที่มีแนวโน้มว่าจะสูงค่าขึ้น ทำให้เงินส่วนหนึ่ง ถูกโยนเข้ามา ในตลาดหุ้น โดยเฉพาะในเอเซีย คุณภาพ ความถูก แพง ไม่ใช่จุดประสงค์แล้ว มันอยู่ที่ ทำยังไง จะฟอกเงิน US$ ที่ยังเหลือท่วมโลก ในคลังธนาคารชาติต่างๆ ให้กลายเป็นสินทรัพย์ ที่ปลอดภัยกว่า และไม่เสื่อมค่าลง

เงินส่วนหนึ่งถูกเทไปที่ ทองคำ ซึ่งสหรัฐเป็นประเทศที่ตุนทองคำ ไว้ในคลังมากที่สุดในโลกอยู่แล้ว ประเทศที่ค่าเงินมีแนวโน้มว่าจะสูงค่าขึ้นมากๆ การเข้าเก็งกำไรทอง จะไม่คุ้มเท่าไร

สหรัฐเป็นประเทศติดหนี้ สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก อันดับสองคือ อังกฤษ หนี้ที่สองประเทศนี้ติดค้าง ตีเป็นค่าเงินยูเอสดอล เพราะฉะนั้น เขาไม่แคร์ เรื่องค่าเงินยูเอสจะอ่อน (ตามไปอ่านบทความที่ดิฉันเขียนไว้ ราวสักปีกว่าๆได้ค่ะ ในกรุ๊ป หรือค้นจากตู้เมล์ท่านเอง)


ที่จริงบ้านที่อเมริกาตอนนี้ถูกมาก ถูกกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำ แต่มันมีเยอะ เกินความต้องการ หากทิ้งว่างไว้ก็จะเจอภาษีอาน จำเป็นต้องโละออกถูกๆ หรือปล่อยให้ยึดคืนไป

การเข้ามาแย่งกันเร่งซื้อทรัพย์สิน ซื้อหุ้น คือการช่วยกันตีฟองสบู่ในเอเซีย ทำให้เกิดเงินเฟ้อ ของแพงมากขึ้น ประชาชนระดับล่างจะยากจนลง จะเกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางสังคมมากขึ้น

คำถามคือ เป็นไปได้หรือที่ หุ้นของธนาคารต่างๆในเอเซีย ซึ่งขณะนี้ มี premium สูงกว่าทางอเมริกา และยุโรป ร่วม 80% จะยังคงทะยานสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่ราคาทางโน้นจะลดลงเรื่อยๆ

คำตอบคือ เป็นไปไม่ได้ เมื่อเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องไล่ราคาขึ้นมาพร้อมๆกัน ไม่ให้มี premium ที่ห่างกันจนเกินพอดี เราจึงจะได้เห็น หุ้นธนาคารเอเซีย ขึ้นแรง หุ้นธนาคารฝรั่งก็ขึ้นมั่ง

และอีกหน่อย ดีไม่ดี พวกต่างชาติก็เข้ามาฮุบธนาคารในเอเซีย เสร็จแล้วก็จัดการการปล่อยกู้ไปซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน แล้วนำมามัดรวมกัน ออกตั๋วเงินทำให้เกิด subprime loan ในเอเซียมั่ง จะได้สมน้ำสมเนื้อกัน เฮ.... หรือเอาไปเพิ่มทุนบริษัทสินเชื่อตัวเอง โดยบอกว่าเป็นการลงทุนธุรกิจร่วมกัน หรือรวบรัด ก็เอาไปซื้อตั๋วเงิน AAA (จริงรึ??) ที่ค้างในธนาคารฝรั่งต่ออีกที ฮา.... เขาฮานะ ไม่ใช่เรา


สหรัฐ จะได้รับผลประโยชน์ค่าเงินอ่อนในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ ฉะนั้น Dow Jones Industries ก็ไม่น่าที่จะร่วงแรงแต่อย่างใด แต่ในส่วน ของผู้บริโภค จะค่อยๆหดตัวลง เนื่องจากหาเงินกู้ที่จะมาใช้ฟุ่มเฟือยยากขึ้น บางคน บ้านก็โดนยึดไป และประชาชนส่วนใหญ่ ไม่มีเงินออม ก็คงต้อง ทำงานหนักขึ้น เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวกันใหม่

ปัญหาตอนนี้ คือไม่มีใครรู้ว่า โลกใบนี้ ได้สร้าง credit ไปกี่สิบ กี่ร้อย หรือกี่พันเท่า ต่อทรัพย์สินที่นำมาจำนอง (รวมรถ หุ้น และอื่นๆ) จึงไม่มีใคร ที่จะสามารถประเมินความเสียหายได้ สถาบันการเงิน ที่ปล่อยกู้มือแรกๆ ทุกแห่ง เพื่อลดความเสี่ยง NPL และเพื่อหาเงินสดมาหากำไรอีก ก็ออกตั๋วเงินขายต่อ โดยใช้ทรัพย์สินติดจำนองเป็นหลักประกัน และจ้างบริษัทจัดเรทติ้ง ให้เรท เป็น AAA จะได้ขายคล่อง และได้ราคาดี

คนที่รับตั๋วไป ก็ทำแบบคนแรก และคนต่อๆไปก็ทำแบบเดียวกัน ทุกคนต่างรู้ดีว่า นี่คือความเสี่ยง จึงพยายามปัดความเสี่ยง ไปให้ผู้อื่น รับช่วงต่อ

ทุกๆคนได้เงินสด ก็เอาไปหมุนได้อีกเป็นหลายๆเท่า รวมทั้งเข้ามาปั่นหุ้น และเล่นตราสารอนุพันธ์สารพัดรูปแบบ ด้วยคิดว่า บางรูปแบบ สามารถปกป้องความเสี่ยงได้ ซึ่งกลับ ยิ่งเสี่ยงหนักเพิ่มขึ้นไปอีก เช่นขณะนี้ ที่มีคนบอกว่า บรรดาผู้ที่มองเห็นความเลวร้าย และพยายามปกป้องด้วยการ short ด้วยตราสารอนุพันธ์ กลับกลายเป็นผู้ที่เจ็บปวดที่สุด

คือหมดตัวก่อนที่ความเลวร้ายจริงๆจะคืบคลานมาถึง เพราะ การพยายาม เข้ามาปกป้อง ด้วยวิธีการ "ซื้อเวลา" ของธนาคารชาติต่างๆ โดยการปั๊มเงิน เข้าระบบ ซึ่งโดยความเป็นจริง เงินสดเหล่านี้ ไม่ได้ไปถึง มือผู้บริโภค ที่ต้องการจริงๆ มันหมุนเวียนอยู่เฉพาะในแวดวง ของสถาบันผู้ที่เริ่มต้น และสานต่อก่อเรื่องขึ้นมา รวมทั้งบรรดานายทุนตัวใหญ่ๆ

จำนวนตราสารอนุพันธ์ในโลกขณะนี้มีจำนวน 750 Trillion US$ โดยที่รายได้คนทั้งโลก รวมกัน แค่ 45 Trillion ลูกสาวกำลังเรียนปี 3 สาขา Finance ที่ ABAC กลับบ้านวันนี้หลังสอบเสร็จ หยุดปิดเทอม 20 วัน เธอบอกว่า 1 Trillion = 1 ล้านๆ และเล่าว่า ข้อสอบถามว่า subprime ในสหรัฐ ก่อให้เกิดปัญหา ในประเทศไทยแค่ไหน และอย่างไร แต่คะแนนข้อนี้แค่ 5%

ดิฉันจึงได้ตั้งชื่อไว้แต่ต้นในกรุ๊ปของดิฉันว่า แชร์ลูกโซ่ Subprime Loan ซึ่งนี่เป็นห่วงโซ่แรก แต่ห่วงต่อๆไป มันซับซ้อนกว่า จึงต้องหาหนทาง ต่อห่วงไปเรื่อยๆ


เพราะมันเป็นวงแชร์ระดับโลก จึงปล่อยให้ล้มไม่ได้เด็ดขาด


Source: Prettypetite date 11/10/2007
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 22   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!