เว็บบอร์ด Taladhoon.com
เมษายน 23, 2014, 04:12:05 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บริษัท ไอ อาร์ เอส ฯ จัดอบรมหลักสูตรการวิเคราะห์หุ้น "เรียนก่อน...รวยกว่า รุ่นที่ 2"

***ราคาพิเศษสุดๆ...เรียน 2 วันเต็ม สมัครก่อน 21 มีนาคม 57 จากราคาเต็ม 5,599 ลดเหลือเพียง 4,500 บาท ***
http://www.taladhoon.com/taladhoon/board/index.php?topic=13428.msg153338
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 17 18 [19] 20 21 22   ลงล่าง
  พิมพ์  
| | ผู้เขียน หัวข้อ: อยากให้อ่าน  (อ่าน 110571 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #450 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2008, 10:32:17 PM »


Wednesday, 21 May 2008

นักลงทุนขาโจ๋

ในช่วงนี้เรามักได้ยินหรือพบเห็นนักเล่นหุ้นหรือนักลงทุนที่มีอายุน้อยแต่มีพอร์ตหุ้นใหญ่โต   เป็นนักลงทุนที่  Aggressive  หรือ  “ดุดัน”   “กล้าได้กล้าเสีย” บางคนอาจจะใกล้เป็น   “ขาใหญ่” หรือ  “นักปั่น”  ส่วนใหญ่ที่เป็นข่าวก็ดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จสูงมาก   และบางคนร่ำรวยอย่างไม่น่าเชื่อ  ที่สำคัญ  เขาเหล่านั้นมักไม่ได้ทำงานประจำที่เป็นลูกจ้างแต่ยึดอาชีพการลงทุนเป็นหลักตั้งแต่อายุอาจจะไม่ถึง 30 ปี    ในแวดวงของนักเล่นหุ้นหรือนักลงทุน  คนเหล่านี้อาจจะเป็นฮีโร่หรือเป็นแบบอย่างที่คนอยากเป็น   อยากเลียนแบบ     และมักเป็นที่อิจฉาของนักเล่นหุ้นหรือนักลงทุนอื่นที่ยัง   “ไม่ประสบความสำเร็จ”  คำถามก็คือ   การลงทุนซื้อขายหุ้นนั้นเป็นศาสตร์หรือศิลป์ที่เราควรเริ่มต้นทำตั้งแต่อายุยังน้อย   เช่น  ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยหรือไม่?    และ   เราควรเป็นนักลงทุน  “มืออาชีพ”  คือลงทุนเป็นหลักตั้งแต่เรียนจบหรืออายุยังไม่ถึง 30 ปีหรือไม่?   การลงทุนจะเหมือนกับการเล่นกีฬาหรือการเป็นศิลปินอื่นหรือเปล่าที่คนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องเริ่มตั้งแต่อายุน้อย   ยิ่งน้อยเท่าไรก็ยิ่งดีหรือเปล่า?

คำตอบของผมก็คือ   ประการแรก  คนที่จะสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นนักลงทุนอาชีพตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยหรือตั้งแต่อายุไม่ครบ 30 ปีนั้น    ผมคิดว่าทางบ้านจะต้องค่อนข้างมีฐานะดีและพร้อมที่จะเอาเงินมาให้เราลงทุนอย่างน้อยต้องเป็นหลักล้านหรือหลายล้านบาทได้    ความเห็นของผมก็คือ   ทางบ้านจะต้อง  “รวย”  คือน่าจะมีเงินเป็นหลัก 20-30 ล้านบาทขึ้นไปอยู่แล้วก่อนที่เราจะได้สิทธิที่จะลงทุนเป็นอาชีพตั้งแต่อายุยังน้อย   เพราะผมคิดว่า   ถ้าคุณมีเงินลงทุนไม่พอในตอนแรก   ผลตอบแทนการลงทุนที่ได้นั้น  แม้ว่าจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์สูงมาก   แต่โอกาสที่เม็ดเงินจะมากพอให้คุณอยู่ได้และร่ำรวยเพิ่มขึ้นนั้นค่อนข้างจะยากมาก   ดังนั้น   การทำงานกินเงินเดือนน่าจะได้เงินมากกว่าการที่จะให้เงินที่มีอยู่น้อยไป  “ทำงาน”  แทนเรา   ดังนั้น  กลยุทธ์ที่จะเป็นนักลงทุนอาชีพตั้งแต่อายุยังน้อยนั้น   น่าจะเป็นเรื่องของคนที่มีพ่อแม่ค่อนข้างรวยหรือรวยมาก   ไม่ใช่เรื่องของคนที่มีพ่อแม่เป็นคนจนหรือคนชั้นกลางที่มีเงินแค่พอกินพอใช้

เรื่องที่สองก็คือ  การลงทุนเป็นสิ่งที่ต้องเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่อายุยังน้อยหรือไม่เพื่อที่จะเก่งและประสบความสำเร็จ?   ข้อนี้เราต้องมาดูว่าการลงทุนนั้นต้องอาศัยทักษะอะไรและมันคล้าย ๆ  กับกีฬาหรือดนตรีหรืองานศิลป์อย่างอื่นที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือไม่?   คำตอบของผมก็คือ  การลงทุนนั้น   มันอาจจะเป็นศิลปะสัก 70%  และอาจจะเป็นวิทยาศาสตร์สัก 30%  แต่คำว่าศิลปะนั้นไม่ใช่ศิลปะของการใช้ร่างกายที่จะต้องฝึกฝนตั้งแต่อายุยังน้อยมาก    แต่มันเป็นเรื่องของศิลปะในการใช้ศาสตร์ต่าง ๆ   เกือบทั้งหมดในโลกนี้โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคนและเศรษฐกิจมาประกอบกัน   ดังนั้น   ศิลปะของการลงทุนเองจริง ๆ  นั้นไม่มีหรือมีน้อยมาก   ด้วยเหตุดังกล่าว   ผมเชื่อว่า   ถ้าเราเข้าห้องค้าหุ้นตั้งแต่อายุน้อยมากและวัน  ๆ   เอาแต่  “ศึกษา” จากการซื้อขายหุ้น   เราจะไม่มีหรือไม่ได้  “ศิลปะในการลงทุน”   ซึ่งอันนี้จะแตกต่างจากเด็กที่เข้าห้องและซ้อมเปียโนทั้งวันหรืออยู่ในสนามกอล์ฟมาแทบจะชั่วชีวิตในวัยเด็ก

ผมคิดว่า  การเรียนรู้เรื่องการลงทุนนั้น   แน่นอน  ยิ่งเรียนรู้เร็วก็ยิ่งมีทักษะมากขึ้น   แต่ทักษะการลงทุนนั้น  ส่วนใหญ่แล้วเราก็เรียนในห้องเรียนอยู่แล้ว   มันคือวิชาการที่เรียกว่า  Liberal Arts  ซึ่งก็คือวิชาที่เรารู้สึก  “น่าเบื่อ” ทั้งหลาย  เช่น  ประวัติศาสตร์  ปรัชญา   สังคม  จิตวิทยา  และเศรษฐศาสตร์  อะไรเหล่านี้    ประเด็นของผมก็คือ   การเรียนรู้เรื่องของการลงทุนนั้น   เราควรเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยเหตุผลสำคัญที่ไม่ใช่เรื่องของผลตอบแทนทางการเงิน    แต่เป็นเรื่องของการที่เราจะได้มี  “แกน”  ที่จะทำให้เราศึกษาวิชาการต่าง  ๆ  อย่างมีเป้าหมายและทิศทางชัดเจน   นั่นก็คือ   ถ้าเราไม่ลงทุนเลย   เราก็อาจจะไม่รู้ว่าจะศึกษาประวัติศาสตร์ไปทำไม  หรือเศรษฐศาสตร์มันเกี่ยวข้องอะไรกับหุ้น   การที่เราลงทุน   มีการได้เสียอยู่จะเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เราอ่าน  คิด  และศึกษา  เรื่องราวต่าง ๆ  ในสังคม   และนี่จะเป็นประโยชน์และสร้างทักษะการลงทุนโดยที่เราไม่รู้ตัว

ด้วยเหตุดังกล่าว  ผมจึงสนับสนุนให้เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุน้อย    สำหรับคนที่ทางบ้านไม่รวย  ผมคิดว่าควรเริ่มการลงทุนเมื่อเรียนจบและมีงานทำมีรายได้ของตนเองแล้ว    การใช้เงินของทางบ้านเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะถ้าเกิดความเสียหายจะทำให้ภาพของการเป็นนักลงทุนเสียหายตั้งแต่แรก    สำหรับคนที่ทางบ้านร่ำรวย   ผมเองคิดว่าการลงทุนตั้งแต่ยังเรียนก็น่าจะทำได้   แต่ไม่ควรเริ่มก่อนประมาณปีสามหรือปีสี่ในมหาวิทยาลัยและเป็นการใช้เงินจำนวนน้อยเป็นหลักแสนบาทเท่านั้นเพื่อเรียนรู้กระบวนการในการซื้อขายและตลาดหุ้น   การลงทุนเป็นเรื่องเป็นราวควรจะเป็นหลังจากเรียนจบแล้ว

ประเด็นสำคัญก็คือ   ถ้าที่บ้านรวยพอ  เราควรเป็น  “นักลงทุนอาชีพ”  ตั้งแต่อายุยังน้อยหรือไม่?   นี่เป็นคำถามที่ค่อนข้างยากที่จะตอบ   คนที่ทางบ้านรวยมากบางคนอาจจะคิดว่าการทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนเดือนละหมื่นสองหมื่นบาทนั้น   ดูไปแล้วแทบไม่มีความหมายเลยเมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นที่เขาอาจจะได้เป็นแสนเป็นล้านบาทในเวลาอันสั้นจากเม็ดเงินที่ทางบ้านให้มาและเขาพร้อมที่จะเล่นอย่าง  “ดุดัน”  เพราะสำหรับเขาแล้ว   เขาเสี่ยงได้   ถ้าพลาดก็ขอใหม่   หรือในกรณีเลวร้ายที่สุด  เขาก็ไปหางานอะไรก็ได้ทำแม้ว่างานนั้นจะไม่ท้าทายหรือสนุกเหมือนกับการลงทุนหรือเล่นหุ้น    ในกรณีแบบนี้   ผมเองไม่เห็นด้วย   เพราะดูเหมือนว่าการลงทุนจะกลายเป็นข้ออ้างของคนที่ขี้เกียจทำงาน   และโอกาสที่เขาจะประสบความสำเร็จก็มักจะน้อย

คนที่จะเป็นนักลงทุนอาชีพเต็มตัวตั้งแต่อายุยังน้อยนั้น   ผมคิดว่าเขาควรพิสูจน์ว่าตนเองมีความสามารถในการลงทุนเพียงพอและมีเม็ดเงินที่มากพอทำให้เขามีอิสระทางการเงินแล้ว    คำว่ามีความสามารถเพียงพอนั้น   หมายความว่าผลตอบแทนในการลงทุนของเขาสูงพอ   อย่างน้อยปีละ15%  ทบต้นอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไปโดยที่เม็ดเงินที่ใช้ลงทุนมากพอ  อย่างน้อยอาจจะต้องเป็น  10 ล้านขึ้นไป   และการลงทุนของเขามีการป้องกันความเสี่ยง  เช่นมีการกระจายการลงทุนเพียงพอ  นอกจากนั้น   ผลตอบแทนการลงทุนปีต่อปีก็ควรจะไม่ผันผวนเกินไป  ประเภทกำไรบางปีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่บางปีขาดทุน 40-50%  แบบนี้ก็แสดงว่าผลตอบแทนอาจจะเกิดจากความบังเอิญมากกว่าฝีมือ   ถ้าทำได้แบบนี้   ผมคิดว่า  การเป็นนักลงทุนอาชีพก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม

โดยสรุปแล้ว   นอกเหนือจากเงื่อนไขเฉพาะสำหรับบางคน  ผมคิดว่า  เราไม่ควรเป็นนักลงทุนอาชีพตั้งแต่อายุน้อย  ความจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาเพื่อศึกษาวิชาการลงทุนนั้นมีน้อย   นั่นคือ  เราศึกษาการลงทุนได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักลงทุนอาชีพ   วิธีที่ดีกว่าสำหรับคนทั่วไปก็คือ  เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุน้อยและศึกษาการลงทุนพร้อม ๆ  กับการทำงานประจำอื่น ๆ  จนถึงวันที่เรามีเงินมากพอและเรามั่นใจในความสามารถของเราแล้ว   ถึงวันนั้นเราอาจจะอยากเป็นนักลงทุนอาชีพที่ชีวิตมีอิสรเสรีและมีความสุขกว่าการทำงานประจำที่เราไม่ชอบ   การเป็นนักลงทุนอาชีพ  “ขาโจ๋” ไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้เราเก่งกว่าคนอื่นที่เริ่มอาชีพการลงทุนทีหลังหลังจากเป็นนักลงทุน  “สมัครเล่น” มานาน

 
Posted by nivate at 9:44 AM in โลกในมุมมองของ Value Investor
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #451 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 02:16:46 PM »


รายงานพิเศษ

“TTW” ธุรกิจผูกขาด

โตไม่มีวันหยุด


วานนี้(22 พฤษภาคม) ถือเป็นกฤษ์งามยามดีที่หุ้นน้องใหม่ อย่างบมจ.น้ำประปาไทย หรือ TTW ได้เข้ามามีบทบาทในตลาดหุ้นไทยอย่างเต็มตัว พร้อมกับบรรยากาศการซื้อขายวันแรกก็เป็นไปอย่างน่าพอใจ เมื่อราคาหุ้นยืนเหนือราคาจองที่ระดับ 4.20 บาท ได้อย่างแข็งแกร่ง  ขณะที่ยืนสูงสุดระดับ 4.46 บาท และปิดที่ระดับ 4.42 บาท เพิ่มขึ้น 5.24% จากราคาจอง

นี่ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากสำหรับการเริ่มต้นด้วยดี แม้ว่าราคาจะยืนเหนือจองอย่างหวุดหวิด แต่ก็นับว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน และดูดีกว่ารุ่นพี่บางรายที่ราคาหลุดจองตั้งแต่วันแรก

อย่างไรก็ตาม TTW ถือเป็นบริษัทผลิตน้ำประปาของเอกชนที่ใหญ่ที่สุดที่นำหุ้นเข้าตลาด

โดยบริษัทมีแหล่งผลิตน้ำประปาหลักๆอยู่ 2 แห่ง คือจังหวัดสมุทรสาครซึ่งมีกำลังผลิต 320,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน และที่จังหวัดปทุมธานี 308,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน

ทั้งนี้ จุดเด่นที่น่าสนใจของบริษัทแห่งนี้คือ ธุรกิจมีการผูกขาดในพื้นที่จำหน่ายน้ำประปาให้แก่  กปภ.ซึ่งเป็นธุรกิจมีความมั่นคงสูง  เพราะเป็นผู้ผูกขาดในการผลิตและจำหน่ายน้ำประปาให้กับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ในพื้นที่บริการ

กล่าวคือ TTW เป็นเอกชนรายเดียวที่จำหน่ายน้ำประปาในจ.นครปฐม และ จ.สมุทรสาคร  รวมถึงบริษัทย่อย  คือ  บจก. ประปาปทุมธานี (PTW) ซึ่งเป็นเอกชนรายเดียวที่จำหน่ายน้ำประปาในจ.ปทุมธานี โดย กปภ. พร้อมจะปรับเพิ่มปริมาณรับซื้อน้ำขั้นต่ำตามความต้องการและปรับเพิ่มราคาตามอัตราเงินเฟ้อเพื่อความเหมาะสม

ด้วยเหตุนี้ TTW จึงเป็นบริษัทที่ศักยภาพในการเติบโตสูง เพราะปัจจุบันในพื้นที่บริการของ TTW และ PTW ยังมีสัดส่วนผู้ใช้น้ำบาดาลอยู่ถึง 81% และ 36% ตามลำดับ ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่ความต้องการใช้น้ำประปาเพื่อทดแทนน้ำบาดาล  รวมทั้งตามการขยายตัวของประชากรและโรงงานในพื้นที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ TTW เติบโตในอัตราสูงอีก

พร้อมกันนี้บริษัทได้ขยายกำลังการผลิตอีก   31%  เพื่อผลักดันการเติบโตในอนาคต เนื่องจากปัจจุบัน TTW มีอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงถึง 86% ดังนั้นเพื่อรองรับกับความต้องการใช้น้ำประปาที่ยังเติบโตต่อเนื่อง TTW จึงเตรียมขยายกำลังการผลิตจากเดิมอีก 31%

ซึ่งคาดว่าจะได้รับอนุมัติจาก กปภ. ภายในปีนี้

ขณะที่ปี 2550 ที่ผ่านมา บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิระดับสูงถึง 30% หรือมีกำไรสุทธิ 1,020 ล้านบาท มีรายได้รวม 3,250 ล้านบาท และคาดว่าในปีนี้ทิศทางของผลประกอบการน่าจะดีต่อเนื่อง

จากปริมาณการใช้น้ำที่เติบโตจากการเพิ่มกำลังการผลิตในบริษัทลูกคือ บริษัท ประปาปทุมธานี อีก 1 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทำให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มเป็น 6 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน รวมถึงได้ปรับเพิ่มราคาขายน้ำตามสัญญาสัมปทานไปแล้ว น่าจะทำให้ทิศทางผลประกอบการของบริษัทในปีนี้น่าจะดีขึ้น

ดังนั้นจากความเสี่ยงในการดำเนินงานต่ำ  จากธุรกิจได้รับความคุ้มครองจากสัญญา take-or-pay ในสัดส่วนสูงถึง 90% ของกำลังการผลิตน้ำประปารวม

อีกทั้งยังมีสัญญาซื้อขายน้ำประปาระยะยาว รวมถึงมีโครงสร้างค่า น้ำประปาที่ดีโดยมี

escalation factor ที่ทำให้บริษัทสามารถขึ้นค่าน้ำประปาได้สูงกว่าต้นทุนที่สูงขึ้น มีความอ่อนไหวทางต้นทุนน้อยและทำสัญญาคุ้มครองต้นทุนที่สูงขึ้นไว้กับ กปภ.

ประกอบกับธุรกิจมีลักษณะผูกขาด ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาทำธุรกิจได้ยาก

จึงถือเป็นความได้เปรียบสำหรับ  TTW  เนื่องจากการจ่ายน้ำประปาถูกกำหนด ตามพื้นที่ให้บริการ และการลงทุนในระบบท่อส่งน้ำต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยลดการแข่งขันจากผู้ประกอบการนอกพื้นที่ให้บริการ

นอกจากนี้  การที่ TTW เป็นผู้ผลิตน้ำประปาขนาดใหญ่รายแรกจึงทำให้บริษัทมีความ ได้เปรียบทางต้นทุน  โดยบริษัทจะมีกำไรสุทธิเติบโตสูงที่อัตราเฉลี่ย 34% ต่อปี แถมการระดมทุนครั้งนี้ ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของบริษัทลดลง ประกอบกับบริษัทสามารถรับรู้ผลดำเนินงานของบริษัทย่อย PTW ทั้งปี ช่วยหนุนรายได้จากยอดขายน้ำเพิ่มขึ้น

ดังนั้นด้วยศักยภาพ  และความแข็งแกร่งของธุรกิจ TTW ดังกล่าว ทำให้เหล่าโบรกเกอร์หลายสถาบันออกมาแนะนำ “ซื้อ” หุ้นรายนี้กันจำนวนมาก โดยเฉพาะ บล.เอเชียพลัส

ได้ประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 2551 ด้วยวิธี DCF (WACC ที่ 11.0%)เท่ากับ 5.14 บาท/หุ้น

โดยหากคิดเป็น PER หรือ PBV จะอยู่ที่ 15.2 เท่า และ 2.4เท่า ตามลำดับ ยังต่ำกว่า EASTW หรือหุ้นลักษณะเดียวกันในประเทศอื่น รวมทั้งTTW ยังให้ ROE มากกว่าและคาดว่าจะมี  EPS  Growth  เฉลี่ยปีละ 28.1% ใน 2ปีนี้ จึงแนะนำ “ซื้อลงทุน” โดยมี Upside ราว 22.3%

ส่วน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส เราให้ราคาตามพื้นฐานของ TTW เท่ากับ 5.65 บาท ซึ่งมีส่วนลด 10% จากมูลค่าหุ้นที่ประเมินจาก DCF ที่ 6.27 บาท โดยเทียบเท่ากับ PE ปี 51 ที่ 17.2 เท่า และ PE เฉลี่ยปี 51-52 ที่ 12.0 เท่า

แม้ว่า PE ของ TTW จะสูงเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มเดียวกัน แต่เป็นเพราะกำไรสุทธิขยายตัวในอัตราที่ก้าวกระโดด ทำให้ PEG ในปี 51 อยู่ที่ 1.1 เท่า และลดลงเหลือเพียง 0.3 เท่าในปี 52 คาดการณ์ Dividend Yield ปี 50+51 เท่ากับ 7.2% (โดยเป็นเงินปันผลของปี 50 ที่จะจ่ายใน 4Q51 + เงินปันผลของปี 51 ที่จะจ่ายใน 2Q52)

ด้านบล.เกียรตินาคิน  ประเมินราคาที่เหมาะสมอ้างอิง APER 11 เท่า จากอุตสาหกรรม อยู่ที่ 3.90 บาท และจาก DCF อยู่ที่ 4.75 บาท แนะนำ "ซื้อลงทุน" บริษัทเป็นผู้ประกอบการสาธารณูปโภคในการผลิตและจำหน่ายน้ำให้กับ กปภ. และลูกค้า

โดยมีการเติบโตตามกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นซึ่งไปในทิศทางเดียวกับความต้องการใช้ของภาคอุตสาหกรรม และจำนวนประชากรในพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อการเติบโตที่ค่อนข้างมั่นคงและให้ผลตอบแทนที่ต่อเนื่องในระยะยาว   โดยบริษัทมีแผนจ่ายปันผลของผลประกอบการปี 50 ประมาณ 0.15 บาทในปลายปี 51

ขณะที่ บล.กิมเอ็ง ให้ราคาที่เหมาะสม 5 บาท/หุ้นจากวิธีคิดลดกระแสเงินสด และ WACC ที่ 11.44% ที่ราคา IPO 4.20 บาท มีการซื้อขาย PER ปี 2551 ที่ 13.7 เท่า EV/EBITDA  11.9  เท่า  และ  P/BV 2.3 เท่า และเมื่อรวมกับส่วนต่างจากราคาเป้าหมายที่ 19%

นี่ จึงเป็นหุ้นที่น่าจับตามมองอย่างยิ่งทั้งในเวลานี้และอนาคตข้างหน้า เพราะว่าความน่าสนใจของหุ้นรายนี้ไม่เพียงแต่เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี  แต่ยังมีราคาที่นักลงทุนหน้าตักน้อยก็หาซื้อได้ แถมให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าอีกด้วย


วันที่ 23 พ.ค. 2551 แสดงข่าวมาแล้ว 4ช.ม. 54นาที
 
 
TTW Price %Change High Low P/E BV
4.42 1.38 % 4.48 4.38 17.39 N.A.
EASTW Price %Change High Low P/E BV
4.56 -0.44 % 4.58 4.54 15.32 1.33
PE Price %Change High Low P/E BV
1.15 0.88 % 1.16 1.14 7.00 N.A.

 
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #452 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2008, 12:28:05 PM »


ชำนิ จันทร์ฉาย ประธานกรรมการ:บจก.ซี.เจ. มอร์แกน


'ชำนิ จันทร์ฉาย' พ่อมดวงการ 'ปรับหนี้' เบื้องหลัง..เกมปั้น 'หุ้นเน่า' เขย่า 'หุ้นร้อน'

เปิดกลยุทธ์เด็ด อดีตกูรูวงการเหล็ก "ชำนิ จันทร์ฉาย" จับบริษัท “หนี้สินรุงรัง” ใส่ตะกร้าล้างน้ำ ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ปั้น "หุ้นเน่า" เขย่า "หุ้นร้อน" ประดับวงการหุ้น



----------------------------------
ผลประกอบการปีนี้ ของหุ้น TCC มีโอกาสพลิกจาก "ขาดทุนสุทธิ" เป็น "กำไรสุทธิ" แน่นอน ส่วนรายได้ก็จะเติบโตอย่างมากจากปีที่แล้ว
---------------------------------

ประวัติไม่ต้องพูดถึง "ยาวเหยียด" เอ่ยชื่อ นาย ช. หนวดงาม ไม่มีใครในวงการเหล็กไม่รู้จัก ชำนิ จันทร์ฉาย ประธานกรรมการ บจก.ซี.เจ. มอร์แกน บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินปรับโครงสร้างหนี้ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและกรรมการบริหาร สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ปัจจุบันนั่งเป็นประธานกรรมการ บมจ.ไทย แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น (เดิมชื่อ บมจ.ไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์) และ ประธานกรรมการ บจก.เหล็กบูรพาอุตสาหกรรม

พ่อมดวงการปรับโครงสร้างหนี้รายนี้ ฝึกฝนวิทยายุทธ์ในฐานะลูกน้องเก่าคู่บารมีของ สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ก่อนจะมาทำงานให้กับ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งเป็นกรรมการ บมจ.เอสทีพี แอนด์ ไอ และ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น

ย้อนกลับไปหลายปีที่ผ่านมา ชำนิ เคยฝากผลงานปรับโครงสร้างหนี้ บมจ.ปุ๋ยแห่งชาติ” (ปุ๋ยเอ็นเอฟซี) เคยเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้โรงพยาบาลพญาไท และบางบริษัทของสมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล (กลุ่มจี สตีล) โรงเหล็กน่ำเฮง สตีล และล่าสุดอยู่เบื้องหลังการขายกิจการ บจก.เหล็กบูรพาอุตสาหกรรม ไปต่อยอดธุรกิจ (และราคาหุ้น) ให้กับบมจ.มิลล์คอนสตีลอินดัสทรีส์ (MILL) ของ สิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล หลานชายเถ้าแก่สมศักดิ์

แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวในทำนองที่ว่า ชำนิ กับสวัสดิ์ แตกคอกันรุนแรง และก่อนจะมาดังในวงการปรับโครงสร้างหนี้ นาย ช. หนวดงาม บอกกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า บุคคลที่ต้องก้มลงกราบงามๆ คือ สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง หากชีวิตนี้ไม่มาเจอคนคนนี้ คงไม่มีชื่อ ชำนิ จันทร์ฉาย อย่างทุกวันนี้แน่นอน

เขาเล่าว่า ได้เข้ามาคลุกคลีกับสวัสดิ์ นานร่วม 20 ปี (2522-2540) โดยเริ่มทำงานที่โรงเหล็กรับผิดชอบงานเกือบทุกอย่างร่วมกับน้องชายแท้ๆ ของสวัสดิ์ จากนั้นก็มาดูแลสายงานผลิตจนถึงสายการเงิน จึงทำให้มีคอนเนคชั่นกับบุคคลแทบทุกวงการที่เกี่ยวข้อง อีกอย่างอยู่กับสวัสดิ์ก็รู้ซึ้งถึงหัวอกของลูกหนี้ในยามที่เงินขาดมือว่าเป็นอย่างไร

ส่วนเคล็ดลับที่ทำให้ยืนยงในวงการปรับโครงสร้างหนี้มีหลัก 4 ข้อ หนึ่ง. ต้องทำให้เจ้าหนี้ และลูกหนี้ ยอมรับความจริงให้ได้ว่า แผนฟื้นฟูกิจการที่มีความยุติธรรม "ไม่มีในโลก" มีแต่แผนที่ “สมเหตุสมผล” เพราะคำว่า “ยุติธรรม” มันแปลว่าทั้งสองฝ่าย "ต้องเท่าเทียม" แต่ในความเป็นจริงกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ไม่เคยมีคำคนนี้ หากทำให้เจ้าหนี้ และลูกหนี้ ยืนอยู่บนพื้นฐานสมเหตุสมผลได้ ขั้นตอนต่อไปก็ยากน้อยลง

สอง. ต้องทำให้เจ้าหนี้ และลูกหนี้ ยินยอมปฏิบัติตามรายละเอียดในแผนฟื้นฟูกิจการอย่างไม่มีข้อแม้ สาม. ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ และลูกหนี้ มักจะคิดเข้าข้างตัวเอง ที่ปรึกษาจะต้องประสานให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจร่วมกันให้ได้ เจ้าหนี้จะคิดว่าตอนลูกหนี้อยากได้เงินกู้ก็ยินยอมทุกอย่าง พอถึงเวลาผ่อนชำระก็มีข้อแก้ตัวมากมาย ฝั่งลูกหนี้ก็คิดว่าตอนที่บริษัทยังมีเครดิตดีแทบจะใส่พานมาให้ พอเดือดร้อนไม่ยอมช่วยแล้วยังมาซ้ำเติมกันอีก เป็นต้น

ข้อสุดท้าย ต้องเปลี่ยนทัศนคติของทั้งสองฝ่ายซึ่งทำได้ยากพอสมควร อธิบายง่ายๆ เจ้าหนี้ก็กลัวว่าลูกหนี้จะไซฟ่อนเงิน ฝ่ายลูกหนี้ก็กลัวจะโดนยึดอำนาจการบริหาร หวาดระแวงซึ่งกันและกัน

"ผมถือว่าโชคดีที่เกิดมามีพรสวรรค์ในการโน้มน้าวคน หากคนทำอาชีพนี้ไม่สามารถทำให้ทั้งสองฝ่ายมาพบกันที่ตรงกลางได้ ก็เท่ากับว่าอาจทำให้คน 2 ฝ่าย ยิ่งเกลียดกันมากขึ้นก็ได้"

ส่วนรายละเอียดในการปรับโครงสร้างหนี้ให้สำเร็จ พ่อมดวงการปรับโครงสร้างหนี้ วัย 51 ปี บอกว่า มีด้วยกัน 5 วิธี หนึ่ง. ต้องวิเคราะห์ความสามารถทางธุรกิจ (อุตสาหกรรม) ของลูกหนี้ แล้วดูว่าธุรกิจนั้นยังมีความสามารถ (มีอนาคต) ในการทำกำไรมากน้อยแค่ไหน สอง. พิจารณาดูว่าลูกหนี้มีความตั้งใจจะทำธุรกิจนั้นต่อหรือไม่ มีลูกหนี้หลายรายไม่ต้องการทำธุรกิจต่อ หรือไม่มีความเชี่ยวชาญ ถ้าเป็นกรณีนี้ก็ต้องหาคนที่ชำนาญมาสานงานต่อ

สาม. ต้องวิเคราะห์กลุ่มเจ้าหนี้ และจัดอันดับความสำคัญ ตรงนี้ค่อนข้างสำคัญเพราะมีหลายประเภท เช่น เจ้าหนี้สถาบันการเงินในประเทศ ต่างประเทศ เจ้าหนี้รายบุคคล หรือเจ้าหนี้ทางการค้า หากรู้ประเภทหนี้แล้วจะสามารถเจรจาแก้ไขได้ถูกจุด สี่. ต้องวิเคราะห์และแบ่งแยกลักษณะหนี้ เช่น หนี้ระยะสั้น หนี้ระยะยาว หนี้มีหลักประกัน และหนี้ไม่มีหลักประกัน เป็นต้น

ข้อสุดท้าย ต้องวิเคราะห์ความสามารถในการหาเงิน (EBITDA) ของบริษัท ต้องมองไป 5-7 ปี ข้างหน้าว่า บริษัทจะสามารถหารายได้ต่อปีได้ในอัตราเท่าไร ข้อนี้ต้องอาศัยข้อมูลจากเจ้าหนี้ และลูกหนี้ นำมาวิเคราะห์

"ที่หนักใจเป็นพิเศษ คือ ลูกหนี้หน้าด้าน..เจ้าหนี้หน้าเลือด เราต้องยกแม่น้ำขึ้นมาทั้งมหาสมุทรเพื่อชี้ให้เห็นว่าเดินไปทางไหนถึงจะรอดร่วมกัน อย่างตอนนี้อยู่ระหว่างแก้ไขปัญหา บมจ.กรุงเทพผลิตเหล็ก (BSI) ที่แก้ไขไม่ได้ตามกำหนด เตรียมจะไปคุยกับเจ้าของโรงเหล็กหลายๆ เจ้า เช่น บมจ.ทาทา สตีล (ประเทศไทย) และบมจ.จี สตีล"

ชำนิ บอกว่า บริษัท ซี.เจ. มอร์แกน เปิดมาตั้งแต่ปี 2541 ปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว 3 แสนล้านบาท ถือได้ว่าเป็นบริษัทปรับโครงสร้างหนี้ใหญ่อันดับ 3 ในตลาด ผลงานที่ผ่านมา เช่น ปรับหนี้กลุ่มบริษัท คันทรี่ โฮลดิ้ง ของ สดาวุธ เตชะอุบล เปลี่ยนมาเป็น บมจ.เอเวอร์แลนด์ ของตระกูลโลจายะ ขณะนั้นมีมูลหนี้ 15,000 ล้านบาท

บมจ.กรุงเทพผลิตเหล็ก มูลหนี้ 60,000 ล้านบาท บมจ.ปุ๋ยแห่งชาติ มูลหนี้ 18,000 ล้านบาท กลุ่มปุ๋ยไทย มูลหนี้ 13,000 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีอุตสาหกรรมท่อสตีลเหล็กกล้า มูลหนี้ 3,000 ล้านบาท กลุ่มโรงเหล็กแอลพีเอ็น มูลหนี้ 77,000 ล้านบาท และบมจ.สยามแก๊ส มูลหนี้ 8,000 ล้านบาท เป็นต้น

"ที่ภาคภูมิใจคือปรับโครงสร้างหนี้ปุ๋ยแห่งชาติ แต่สุดท้ายรายใหม่ที่เข้ามาถือหุ้นกลับไม่สานงานต่อ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังย่ำอยู่กับที่"

สำหรับอาชีพนี้ ยิ่งปรับหนี้มาก..ยิ่งเป็นทุกข์ ถ้ามีงานในมือมากแสดงว่าเศรษฐกิจยิ่งแย่ มาในระยะหลังเริ่มหันมาหากินกับคนรวย พอปรับโครงสร้างจบก็เอาเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์สร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ ส่วนตัวก็จะมีรายได้มากขึ้น ลูกหนี้ก็แฮปปี้ที่จะจ่าย

ส่วนที่เข้าไปถือหุ้น TCC บมจ.ไทย แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น (หรือ บมจ.ไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์) 5.42% และเข้าไปร่วมบริหาร ไม่ได้มีจุดประสงค์จะเข้าไป “ปั้นหุ้น” เพียงแค่อยากเห็นบริษัทที่ปรับหนี้มากับมือมีความเจริญก้าวหน้า และเติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อถามถึงอนาคตของ บมจ.ไทย แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น ชำนิ บอกว่า ผลประกอบการปีนี้ มีโอกาสพลิกจากขาดทุนสุทธิ 49.58 ล้านบาท เป็น "กำไรสุทธิ" แน่นอน ส่วนรายได้ก็จะเติบโตอย่างมากจากปีที่แล้ว (1,403 ล้านบาท) โดยจะมีรายได้จากธุรกิจถ่านหินราว 3,000 ล้านบาท รายได้จากธุรกิจเดิม ผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศประมาณ 300 ล้านบาท

"ปัจจุบันเรานำเข้าถ่านหินจากอินโดนีเซียเดือนละ 20,000-30,000 ตัน มาขายอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจถ่านหินที่เราหันมาทำอย่างเต็มตัวสูงถึง 8-13% เรามีแผนจะนำเข้าเป็นประมาณ 1 ล้านตันต่อเดือน และในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ จะพิจารณาว่าจะเลิกผลิตเครื่องปรับอากาศดีหรือไม่ มองว่าทำให้ตายก็ไม่มีทางกำไร เนื่องจากมีภาษีสรรพสามิตสูงถึง 16%"

ชำนิ จันทร์ฉาย ยอมรับว่า โครงสร้างธุรกิจของ TCC ยังไม่ "สะเด็ดน้ำ" แผนต่อไปอยากมีโรงคัดแยกถ่านหินเป็นของตัวเอง คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท จะนำเงินที่ได้จากการขายบริษัท เหล็กบูรพาอุตสาหกรรม 200 ล้านบาท รวมกับที่ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 176 ล้านบาท มาลงทุน ขณะเดียวกันก็กำลังมองหาธุรกิจเสริม ตอนนี้มองธุรกิจพลังงานทดแทน และธุรกิจเหล็กอยู่ ส่วนในอนาคตกำลังมองลู่ทางขายถ่านหินไปประเทศจีน และอินเดีย ที่ยังมีความต้องการอยู่จำนวนมาก


เส้นทาง "ปั้นหุ้น" และใส่ตะกร้าล้างน้ำ "บริษัทเน่า" ของ นาย ช. หนวดงาม คงไม่จบลงเพียงเท่านี้ เพราะทุกย่างก้าว คือ ผลประโยชน์ที่หอมหวน และชวนชิม ส่วนจะ "น่าลิ้มลอง" หรือไม่! ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีๆ เพราะหุ้นที่ชำนิ เข้าไปเกี่ยวข้อง (อาทิ TCC STPI MILL) "เที่ยวดอย" กันเกือบหมดแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 26, 2008, 08:53:05 AM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #453 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2008, 12:44:03 PM »

เถ้าแก่เยสเตอร์เดย์ 'ตัน ภาสกรนที' อีก 5 ปี อาจไม่มี 'ตัน' นามสกุล 'โออิชิ' อีกต่อไป

อีก 5 ปีข้างหน้า อาจจะไม่มีคนนามสกุล "ภาสกรนที" อยู่ที่ "โออิชิ กรุ๊ป" อีกแล้วก็เป็นได้ แล้วสิ่งใด! จะเป็นถนน “เส้นใหม่” ของ “เจ้าพ่อชาเขียว” แล้ววันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเขา กับ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ผู้เป็นทั้ง “เจ้าของใหม่” "เจ้านาย" และ “กัลยาณมิตร” แปรเปลี่ยนไปอย่างไร "ตัน" มีคำตอบ

---------------------------
การมีหุ้นเยอะไม่สำคัญเท่ากับว่า คุณจะสามารถสร้างมูลค่าให้กับหุ้นตัวนั้นมากขึ้นได้อย่างไร และการมีหุ้นส่วน (พันธมิตร) ที่ดี จะช่วยให้ธุรกิจของคุณโตได้เร็วขึ้น
 --------------------------


รวยแล้วเลิก หรือดังแล้วแยกวงอาจไม่ใช่บทสรุปของนักสร้างโอกาสอย่าง ตัน ภาสกรนที แต่จุดบรรจบของถนน ก็คือ ทางแยกไปสู่ถนนเส้นใหม่ เมื่อความสำเร็จหนึ่งถูกพิชิตได้แล้ว ชีวิตย่อมถวิลหาความสำเร็จสิ่งใหม่ แม้ต้องผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยวและยากลำบากก็เป็นความท้าทายที่อยากจะเดิน

แม้จุดหมายของตันที่โออิชิ กรุ๊ป จะกระชั้นเข้ามา แต่เขายังถวิลหาความเป็น "ที่สุด" อยู่เสมอ ก่อนจะ "แขวนนวม" จากเวทีนี้ด้วยภาพชัยชนะที่ติดตัวไปตลอด

“ปีที่แล้วยอดขายเราโต 20% และกำไรเพิ่ม 180% สิ้นปีนี้ ผมจะทำยอดขายให้ได้ 5,000 ล้านบาท สูงที่สุดตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นมา (เคยทำไว้ดีที่สุด 4,682 ล้านบาท ในปี 2548)” ตัน ภาสรนที กรรมการผู้จัดการ บมจ.โออิชิ กรุ๊ป ประกาศเป้าหมายในปีนี้ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek

อดีตผู้ก่อตั้งที่กลายมาเป็นลูกจ้างหมายเลขหนึ่งของโออิชิ บอกต่อว่า ผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้ออกมาได้ "ดีเกินคาด" โดยมียอดขาย 1,311 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.5% กำไรสุทธิ 122 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.9%

“ช่วงต้นปีเราใช้งบจำนวน 40-50 ล้านไปกับการซื้อสื่อโฆษณาและโปรโมทสินค้าใหม่กาแฟสดคาฟีโอ ไม่งั้นตัวเลขจะสวยกว่านี้อีก” ตันไม่ลืมที่จะคุย

ไม่เพียงงัดแคมเปญ "ไปแต่ตัว...ทัวร์ยกแก๊งค์ กับโออิชิ" พาผู้โชคดีที่ส่งผลิตภัณฑ์โออิชิมาชิงโชคไปเที่ยวญี่ปุ่น แถมพอคเก็ตมันนี่ให้อีกคนละ 20,000 บาท นอกเหนือจากเป็นการกระตุ้นยอดขายในช่วงหน้าร้อนซึ่งเป็นไฮซีซันของธุรกิจเครื่องดื่มแล้ว ยังเป็นการตอบแทนคืนลูกค้าโออิชิต่อจากแคมเปญ “รวยฟ้าผ่า” ที่ดังทะลุฟ้าเมื่อสามปีที่แล้ว ที่ทำให้ยอดขายและกำไรสุทธิของโออิชิสูงสุดเป็นประวัติการณ์

“จะทำธุรกิจให้สำเร็จบางครั้งจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์เซลส์โปรโมชั่นซะบ้าง แต่อย่าทำบ่อยไม่งั้นแบรนด์จะเสีย ไม่แน่อีก 2-3 ปีเราจะทำแบบนี้อีกครั้งก็ได้” นี่ไง! วิธีคิดอย่าง "ตัน" จะไม่มีทางตัน

ส่วนผลตอบรับจากแคมเปญใหม่นี้ ตันบอกว่าค่อนข้างเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ เมื่อดูจากยอดขายในช่วงเดือนเมษายนจนถึงตอนนี้ที่ขึ้นมาแบบ “พุ่งกระฉูด” (อีกแล้วครับท่าน) เฉพาะแคมเปญนี้ เราคาดหวังว่าจะกระตุ้นยอดขายให้ธุรกิจเครื่องดื่มโตได้ 30% ถึงตอนนี้บอกได้ว่าเป็นจริงแล้ว

ส่วนประเด็นวิตกกังวลเรื่องราคาวัตถุดิบในการผลิตอาหาร เช่น ข้าว น้ำตาล น้ำมันพืช ฯลฯ ที่ปรับตัวขึ้นสูงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบถึงต้นทุนที่โออิชิต้องแบกรับมากขึ้น ตันแก้ปัญหาโดยมีการสั่งสต็อกสินค้าและวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า โดยบางส่วนสั่งจองสินค้าล่วงหน้าเก็บไว้ตั้งแต่ครึ่งปีจนถึงหนึ่งปี

"ปัญหาราคาสินค้าแพงจะไม่กระทบต่อกำไรของโออิชิในปีนี้ ซึ่งการสั่งซื้อวัตถุดิบมาสต็อกไว้ล่วงหน้าช่วยให้เราประหยัดต้นทุนได้ปีหนึ่งเป็น 100 ล้านบาท อย่างเนื้อหมูเราสั่งซื้อล่วงหน้าไว้ตั้งแต่ราคากิโลกรัมละ 70 บาทตอนนี้เกือบ 100 บาท แต่ปีหน้าวิธีนี้คงใช้ไม่ได้ผลแล้ว ถ้าเราจะขึ้นราคาก็จะพยายามไม่ให้ลูกค้าเดือดร้อนมากนัก"

ส่วนต้นทุนในการขนส่งและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยให้ผู้จัดจำหน่าย (ซัพพลายเออร์) เป็นผู้รับผิดชอบเอง ไม่เกี่ยวข้องกับโออิชิ

นอกจากนี้ ตันได้ใช้วิธีทบทวนขั้นตอนการผลิตใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นการลดต้นทุนไปในตัว แต่ยังคงกำลังการผลิตให้อยู่ในระดับสูงสุดที่จะสามารถส่งยอดขายให้ถึงเป้า 5,000 ล้านบาท

“ตอนนี้เราตั้งกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 70-80% แล้ว ขอเพียงมีกำลังผลิตที่ 60% ยอดขายเราก็ถึงเป้าแล้ว”

สำหรับ "กาแฟสดคาฟีโอ" แม้หลายคนจะบอกว่ายังไงก็ไม่เหมือนกาแฟชงสดๆ (ทดแทนกันไม่ได้) แต่เจ้าของแนวความคิดจับกาแฟสดมาใส่กระป๋อง มั่นใจว่า ผลิตภัณฑ์ตัวนี้เป็นสินค้าที่มีอนาคตแน่นอน

“ผมเชื่อว่าโออิชิจะเป็นผู้นำกระแส (Trend Setter) ได้เหมือนกับที่เคยสร้างกระแสชาเขียวมาแล้ว ส่วนราคาขายที่ตั้งไว้ 25 บาทต่อขวดไม่ถือว่าแพงนัก เพราะถ้าเทียบปริมาณแล้วเราบรรจุมากกว่ากาแฟกระป๋อง และผู้บริโภคเขาแยกแยะได้ว่าราคาเท่านี้กับกาแฟสดถือว่าไม่แพง”

เจ้าพ่อโออิชิ ร่ายไซส์ตลาดกาแฟในประเทศไทยให้ฟังว่า มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ประมาณ 25,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็น Instant Coffee หรือกาแฟพร้อมดื่มรวมกาแฟผง 90% และอีก 10% เป็นกาแฟสด ซึ่งช่วงหลังได้รับความนิยมมากขึ้นจากกระแส “สตาร์บัคส์” ทำให้การดื่มกาแฟไม่ใช่แฟชั่นอีกต่อไป

ธงจะหักหรือไม่..ไม่รู้ แต่ตันฟันฉับว่า ภายในไม่เกิน 3 ปีนี้ เทรนด์ของผู้บริโภคจะหันทิศทางมายังตลาดกาแฟสดมากขึ้น และสัดส่วนตลาดจะเปลี่ยนเป็น 50:50 การที่โออิชินำคาฟีโอ เข้าสู่ตลาดก่อนใคร โอกาสที่จะประสบความสำเร็จจึงมีสูงมาก อีกทั้งยังมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 25%

“ในอนาคตกาแฟคาฟีโอจะต้องติดตลาดแน่นอน ถ้าผู้บริโภคติดกาแฟสดแล้วผมรับรองว่าจะไม่มีใครอยากกลับไปหากาแฟชงธรรมดาอีกแล้ว คิดง่ายๆ ตอนนี้มีคนอื่นเริ่มตามหลังเราแล้วด้วยซ้ำ ส่วนเป้ายอดขายปีแรกผมขอแค่ 800 ล้านเป็นประเดิมก่อน”

ในส่วนของ "น้ำส้มเซกิ" และเครื่องดื่มสุขภาพ “อะมิโนโอเค” แม้รายได้จะไม่เข้าเป้า และยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน เป็นสินค้าที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ตัน ยืนยันว่าจะยังไม่ยกเลิกไลน์การผลิต แต่ก็หยุดการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปก่อน โดยมองว่ายังมีโอกาสทางการตลาดอยู่ ประกอบกับมีสัดส่วนการผลิตน้อยไม่กระทบรายได้มากนัก จึงเก็บไว้ก่อน

การเดินเกมที่ “ผิดพลาด” ครั้งนี้ เจ้าของไอเดียวิเคราะห์ว่า แม้ตลาดน้ำส้มจะค่อนข้างใหญ่ แต่ก็มีผลิตภัณฑ์ที่จับตลาดล่าง (ราคาประมาณ 10-12 บาท) คอยดักทางตลาดบนของเซกิที่ขายราคา 20 บาท ทำให้ยังไม่สามารถแจ้งเกิดได้ ส่วนอะมิโนโอเค เป็นการนำกระแสเกินไปคนไทยอาจจะยังไม่คุ้นเคย แม้ว่าที่ญี่ปุ่นจะนิยมดื่มรองจากชาเขียวก็ตาม

http://“ทำธุรกิจเครื่องดื่มคุณคิดผลิตภัณฑ์ออกมา 10 อย่างแล้วโดนซะ 1 อย่างก็ถือว่าโชคดีแล้ว ผมคงไม่เก่งมาจากไหนที่หยิบจับอะไรก็ขึ้นไปหมด” ประมาณว่าการหาดาวดวงใหม่ยังไงก็ต้องลองผิดลองถูกอยู่ดีไม่ว่าจะมีข้อมูลเยี่ยมแค่ไหน

ในส่วนของธุรกิจร้านอาหารปีนี้ โออิชิ อยากจะเปิดสาขาใหม่อีก 20 แห่ง ในทุกๆ เชน เช่น ภัตตาคารบุฟเฟ่ต์ โออิชิราเม็ง ชาบูชิ ฯลฯ โดยจะเน้นทำเลในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่ก่อน นอกจากนี้อาจจะเพิ่มการผลิตอาหารแช่แข็งสำเร็จรูป เช่น แซนด์วิช เกี๊ยวซ่า ปูอัด เพราะว่าได้รับผลตอบรับจากลูกค้าดีมาก และมีกำไรค่อนข้างดี

“ถ้าเป็นไปได้ผมอยากเห็นสัดส่วนรายได้ของโออิชิมาจากธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มเท่ากันที่ 50:50 จากตอนนี้อยู่ที่ 40:60 เพื่อไม่ให้น้ำหนักเอียงไปด้านหนึ่งมากเกินไป และเป็นการกระจายความเสี่ยง”

แม้ว่าตันจะพยายามค้นหา “พระเอกตัวใหม่” ที่จะเข้ามาแทนที่ผลิตภัณฑ์ “ชาเขียว” ที่ดูเหมือนว่าจะพ้นยุคเฟื่องฟูไปแล้ว แต่ โออิชิ กรีนที ก็ยังเป็นสินค้าหลักที่มีสัดส่วนการผลิตถึง 95% ของไลน์ผลิตเครื่องดื่ม และน่าจะอยู่ในสภาวะ “คงที่” แล้ว

“มนุษย์ดื่มชามาตั้ง 2,000 ปี แต่ชาเขียวในประเทศไทยเพิ่งจะมีอายุแค่ 4-5 ปี ส่วนที่ญี่ปุ่นเขาทำตลาดมา 30 ปี ทุกวันนี้ก็ยังขายได้ ที่จะบอก คือชาเขียวตอนนี้มันไม่ใช่เครื่องดื่มแฟชั่นแล้ว แต่เป็นสินค้าปกติในชีวิต โปรดักท์นี้ยังมีอนาคตอีกมาก”

ตัน กล่าวเสริมว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มอาหารและเกษตรได้รับการตอบรับค่อนข้างสูง ซึ่งโออิชิเอง ก็คงได้รับอานิสงส์นี้ไปด้วยเช่นกัน ถึงอย่างไรเมื่อมองย้อนอดีต หุ้น OISHI ก็มีแต่ “ขาขึ้น” มาโดยตลอด แต่ประเด็นที่หุ้น OISHI มีสภาพคล่องต่ำ (มีฟรีโฟลทเพียง 13.15%) ทางแก้วิธีเดียวคงต้องให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ (กลุ่มสิริวัฒนภักดี) ขายหุ้นบางส่วนออกมาเพื่อให้มีพื้นที่ว่างมากขึ้น
“ผู้ถือหุ้นติงเราเรื่องนี้ไม่น้อยในที่ประชุมบอร์ด ผมจึงเสนอประเด็นนี้ให้กับคุณฐาปน (สิริวัฒนภักดี) นำไปพิจารณาแต่ดูจากท่าทีของเขาแล้วก็ยังไม่มีความชัดเจนในประเด็นนี้”

ล่าสุด กลุ่มสิริวัฒนภักดี ได้มีการโยกหุ้นภายในบางส่วนให้บุคคลอื่น แต่ตันยืนยันว่า เท่าที่ได้คุยกับ “เจ้าสัวเจริญ” รับรองได้ว่าจะไม่มีการทิ้งหุ้น OISHI ออกไปอย่างแน่นอน "...คุณเจริญซื้อหุ้นใครมาแล้วจะไม่มีการขายออกแน่นอน ผมมั่นใจ"

ส่วนทางเลือกในการแตกพาร์เพื่อให้มีหุ้นมากขึ้นนั้น ตัน บอกว่า "คงไม่จำเป็น" ไม่รู้ว่าจะแตกพาร์ไปทำไม เพราะเราไม่มีหนี้ และเราก็มีเงินสดในมือตั้ง 700 ล้านบาท (ก่อนจ่ายปันผล) หุ้น OISHI ไม่น่าจะมีคนต้องการมากจนถึงต้องแตกพาร์เพื่อกระจายหุ้นให้มากขึ้นหรอก

เมื่อพิจารณาจากหุ้นในมือตันและภรรยา (สุนิสา สุขพันธุ์ถาวร) ถือรวมกัน 20 ล้านหุ้น หรือ 10.66% อีกทั้งราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 35 บาท ในปัจจุบัน ถ้าตันคิดจะวางมือจากการบริหารในอีก 5 ปีข้างหน้า เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีการทยอยขายหุ้นในส่วนที่เหลือล็อตสุดท้ายมูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท นี้ ออกไป

“ผมคงไม่ขายหุ้น OISHI ออกไปแน่ ทั้งชีวิตนี้ผมไม่เคยซื้อขายหุ้นเองเลยสักครั้ง” เป็นคำตอบจากตัน อดีตผู้ก่อตั้งที่กลายมาเป็นลูกจ้างหมายเลขหนึ่งของโออิชิ

----------------------------------------------

ความในใจ และอนาคต 'ลูกจ้างหมายเลขหนึ่ง'

นับตั้งแต่ตันและภรรยา (สุนิสา สุขพันธุ์ถาวร) ขายหุ้น OISHI และความเป็นเจ้าของออกไปให้กับเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2549 จำนวน 42.36 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 32.50 บาท เพื่อแลกกับเงินสดๆ มูลค่า 1,377 ล้านบาท (ไม่รวมในส่วนของพันธมิตรที่ร่วมขายด้วย) ครั้งนั้นมี "สัญญาใจ" กับเจ้าสัวเจริญให้ตันต้องบริหารโออิชิต่อไปเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี (ห้ามออก)

เป็นเวลากว่าสองปีแล้วที่กลุ่มเจริญเข้ามาถือหุ้นใหญ่ OISHI ขณะที่ตันต้องแปรสภาพจาก “ผู้ก่อตั้งและเจ้าของ” มาเป็น “ลูกจ้างหมายเลขหนึ่ง” ในบริษัทที่เคยเป็นของตัวเอง

“ทำงานกับคุณเจริญแล้วสบายใจ เพราะเขาไม่เคยมายุ่งย่ามกับการทำงานเลย และให้สิทธิผมในการบริหารอย่างเต็มที่ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคุณเจริญตั้งใจให้การซื้อหุ้น OISHI เป็นเพียงแค่การลงทุนเท่านั้น..ผมว่าเขาเป็นนักธุรกิจที่ผู้คนน่าจะเอาเป็นตัวอย่างนะ เขาอุตส่าห์ช่วยซื้อธุรกิจที่กำลังแย่ๆ ให้ไปรอดได้ตั้งเยอะ ไม่ใช่คนที่จ้องแต่จะเทคโอเวอร์กิจการของคนอื่น อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ"

ในใจของ "เถ้าแก่เยสเตอร์เดย์" รู้สึกอย่างไรกับกิจการของตัวเองแต่ไม่มีความเป็นเจ้าของเหมือนเดิม ที่จริงแล้วตันบอกว่า ไม่เคยยึดติดกับความเป็นเจ้าของ เพราะการมีหุ้นเยอะไม่สำคัญเท่ากับว่าจะทำให้ "มูลค่าหุ้น" นั้น เพิ่มขึ้นได้เท่าไร ที่สำคัญธุรกิจจะโตได้ต้องมี “หุ้นส่วน” (พันธมิตร) ที่ดี ซึ่งก็ยอมรับว่า คุณเจริญมีส่วนกับความสำเร็จของโออิชิในวันนี้ด้วย แม้ไม่ทั้งหมดแต่ก็ไม่น้อย

“ถึงคุณเจริญไม่เข้ามาเทคโอเวอร์เมื่อสองปีที่แล้ว โออิชิก็ยังเดินหน้าไปได้ เพราะเราไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุน แต่เมื่อเข้ามาแล้วผมว่าเป็นผลดีด้วยซ้ำ ทำให้สถานะการเงินของเรายิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ถ้าเกิดผมตัดสินใจจะลงทุนให้โออิชิโตขึ้นอีกหลายเท่าก็ไม่ต้องคิดมากเท่าไหร่ (คุณเจริญ) เงินถึงแน่นอน”

ผู้บริหารนักคิดนอกกรอบ ตอกย้ำว่า โออิชิในวันนี้ ไม่ใช่ของ “นายตัน” อีกต่อไปแล้ว และหลังจากนี้ก็จะค่อยๆ "ถอยตัวเอง" ออกจากงานบริหาร และอีกภายใน 5 ปีข้างหน้า (ไม่เกินปี 2555) ก็จะวางมืออย่างเป็นทางการ ส่วนคนที่จะมาแทน ยังไม่ได้คิดหาตอนนี้เหลือเวลาอีกตั้งนาน แต่โดยหลักการแล้วคงต้องพิจารณาจากคนภายในก่อนอยู่แล้ว แต่ที่แน่ๆ จะไม่ใช่คนนามสกุล “ภาสกรนที” อย่างแน่นอน

ปัจจุบัน ตันมีบุตรสาวกับภรรยาเก่าคนเดียว คือ "น้องกิฟท์" วริสา ภาสกรนที ซึ่งปัจจุบันศึกษาระดับปริญญาตรีด้านออกแบบละครเวที ที่วิทยาลัยศิลปะเซนต์มาร์ติน ประเทศอังกฤษ

“ผมคงไม่ให้ลูกสาว (น้องกิฟท์) เข้ามาทำงานที่โออิชิแน่นอน เขาอุตส่าห์เรียนจบเมืองนอกมาก็ควรเริ่มต้นเป็นลูกจ้างคนอื่นเสียก่อน ถ้าเริ่มมาเป็นผู้บริหารที่โออิชิเลยดูจะเร็วเกินไป”

เขายกตัวอย่างเส้นทางการเติบโตของตัวเองว่า กว่าจะสร้างอาณาจักรโออิชิได้อย่างวันนี้ก็เริ่มจากการเป็นลูกจ้างมาก่อน เช่นเดียวกับ “เจริญ สิริวัฒนภักดี” บุคคลที่ตันเอ่ยปากว่าเป็น “หุ้นส่วน” ธุรกิจที่ดีเยี่ยม ในวัยเด็กก็เป็นลูกจ้างย่านถนนทรงวาดมาก่อนจะมีธุรกิจแสนล้านในปัจจุบัน

“ถ้าไม่เคยเป็นลูกจ้างมาก่อน คนคนนั้นก็จะเป็นเจ้านายคนที่ดีไม่ได้ เพราะเขาจะไม่เข้าใจถึงความยากลำบาก เช่นเดียวกับนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่หลายๆ คนล้วนแต่เริ่มต้นจากศูนย์แทบทั้งสิ้น”

เมื่อถามว่าหลังจากล้างมือในอ่างทองคำแล้ว จะหันมาจับ "ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์" อย่างเต็มตัวหรือไม่ เพราะที่ดินใกล้สถานี BTS เพลินจิตที่ลงทุนไว้เมื่อสองปีก่อน และถึงกับเอ่ยปากว่าจะพัฒนาให้เป็นโรงแรม คอนโดมิเนียม และศูนย์การค้า มูลค่านับหมื่นล้านบาท จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ตัน ตอบสั้นๆ ว่า รอดูกลุ่มเซ็นทรัลเขาลุย (ที่ดินบริเวณสถานทูตอังกฤษ) ไปก่อน ถ้าเขาไม่ขึ้น (เลิกทำ) ไม่แน่อาจจะขายก็ได้ "ผมยืนยันอีกครั้งว่า ที่ดินตรงนั้นผมมองเป็นแค่การลงทุน" (ไม่ใช่การทำธุรกิจ)

ไม่ลงมือทำ ย่อมไม่พบกับความพ่ายแพ้ และไม่มีทางประสบความสำเร็จฉันใดก็ฉันนั้นกับชีวิต "ตัน ภาสกรนที" ที่ถนนทุกสาย "ไม่มีทางตัน"
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #454 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2008, 12:58:03 PM »



'ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง' แค่เป็นหวัด หรือ กำลังป่วย!!!

“ต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบสูงขึ้นแบบนี้ จะให้อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 18% เหมือนปีที่แล้วคงยาก คาดว่าปีนี้คงจะเหลือแค่ 16% เราจึงต้องเร่งสร้างรายได้ให้มากขึ้น อีกทั้งปีนี้ จะไม่มีรายได้พิเศษจากดอกเบี้ยรับ คงต้องเหนื่อยเพิ่มอีก”
 


ผลประกอบการไตรมาส 1 ปีนี้ ของ บมจ.ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง ออกมา "ต่ำกว่า" ปีที่แล้ว แค่ส่งสัญญาณ "เป็นหวัด" แต่เหตุไฉน! ราคาหุ้น UEC กลับร่วงมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 จากจุดพีค 11.75 บาท ลงมาแตะใกล้ๆ 5 บาท ซึ่งส่ออาการ "ป่วยหนัก" ให้เห็น และเป็นช่วงเดียวกันกับที่ ยูนิมิตได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 200 Best Under 1 Billion ประจำปี 2550 ของนิตยสาร Forbes Asia สิงคโปร์

แม้ว่า ไพบูลย์ เฉลิมทรัพยากร ผู้ถือหุ้นใหญ่จะใช้กลยุทธ์ "ซื้อนำ" เพื่อเรียกศรัทธากลับคืนแต่ก็กระชากราคาหุ้นไม่ขึ้น แสดงว่า อาการไข้หวัดของยูนิมิต พาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม 2 เม็ด ท่าทางจะเอาไม่อยู่ แล้วเป้าหมายที่ ไทยลักษณ์ ลี้ถาวร เคยลั่นวาจาไว้อย่างสุดท้าทายว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า บริษัทจะเติบโตขั้นต่ำปีละ 20% ดูจะเป็น "งานยาก" ซะแล้ว

อาการฟอร์มตกและราคาหุ้นกู่ไม่กลับครั้งนี้ ไทยลักษณ์ ลี้ถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง แจงว่า ไตรมาสแรก บริษัทมีรายได้ 436 ล้านบาท โตขึ้น 21% แต่กำไรสุทธิลดลงจาก 64 ล้านบาทเหลือ 55 ล้านบาท "เป็นเพราะต้นทุนดำเนินงานเราสูงขึ้น"

เหตุผลคลาสสิกของยูนิมิตก็เหมือนกับอีกหลายบริษัท "ราคาน้ำมัน" และ "ราคาเหล็ก" ปรับตัวสูงขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี เป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับแก่บริษัท แต่ยูนิมิตพยายามที่จะแก้ปัญหาโดยการ "ล็อก" ราคาเหล็กกับผู้ค้าส่งไว้ ที่ราคากิโลกรัมละ 28-29 บาท จากราคาปัจจุบันที่ขายกิโลกรัมละ 40 บาท คิดเป็น 80% ของวัตถุดิบที่สั่งซื้อเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ไตรมาสสองของปีนี้เป็นต้นไป ยูนิมิตจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาเหล็กเก่าที่สต็อกไว้จำนวน 2,000 ตัน จะหมดลง ซึ่งกดดันไปถึงตัวเลขกำไรสุทธิโดยตรง

“กำลังการผลิตการใช้เหล็กของเรายังไม่ใหญ่มากนัก อำนาจการต่อรองราคากับผู้ขายในต่างประเทศจึงไม่สูง เป็นไปได้ว่าเราอาจจะต้องปรับราคาส่งมอบโปรเจคกับลูกค้า เพื่อให้บริษัทไม่เข้าเนื้อ”

ปัจจุบันรายได้หลักของยูนิมิตยังมาจากธุรกิจผลิตและติดตั้งถังความดันขนาดใหญ่ (High Pressure Vessel) 68% ผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรม 17% ภาชนะบรรจุสารเคมี 7% ติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ 5% และ ผลิตโครงสร้างเหล็ก 3%

ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิไตรมาสแรกลดลง เกิดจากความล่าช้าในการจัดหาวัตถุดิบและการออกแบบโรงงานของลูกค้ารายหนึ่ง ส่งผลให้แผนเดิมที่จะตั้งสัดส่วนการทำงานระหว่างที่โรงงานของยูนิมิตเองกับงานภาคสนามไว้ที่ 60:40 ต้องเปลี่ยนเป็น 30:70 เนื่องจากงานเร่งรัด ทำให้ต้นทุนแรงงานสูงขึ้น 60% หรือ 22.7 ล้านบาท

ประกอบกับ บริษัทต้องจ่ายชดเชย ค่าความเสียหายที่งานล่าช้าอีก 10 ล้านบาท ข่าวร้ายที่ออกมานี้จึงกระทบชิ่งไปถึงความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น UEC โดยตรง

“สาเหตุที่ราคาหุ้นเราลงแรงในช่วงที่ผ่านมาอาจเป็นเพราะนักลงทุนกังวลความเสียหายจากโปรเจคนี้และต้นทุนดำเนินการเราสูงขึ้น กำไรเลยหด ถึงอย่างไรเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะมีรายได้ 2,400 ล้านในปีนี้ และมีกำไรมากกว่าปีที่แล้ว (330 ล้านบาท) จะยังคงเป็นไปได้อยู่”

ไทยลักษณ์ พยายามอธิบายว่า งานค้างที่ยกมาจากปีที่แล้ว (Backlog) 2,200 ล้านบาท เพิ่งจะรับรู้ไปแค่ 400 ล้านบาท ยังเหลืออีก 1,800 ล้านบาทที่จะทยอยรับรู้ในปีนี้ ประกอบกับการยื่นงานประมูลใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้ที่มากขึ้นมาชดเชยกับอัตรากำไรสุทธิ ที่คาดว่าจะต้อง “ลดลง” อย่างแน่นอน

“ต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบสูงขึ้นแบบนี้ จะให้อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 18% เหมือนปีที่แล้วคงยาก คาดว่าปีนี้คงจะเหลือแค่ 16% (ไตรมาส 1 เท่ากับ 12.51%) เราจึงต้องเร่งสร้างรายได้ให้มากขึ้นเพื่อให้มีกำไรมากกว่าปีที่แล้ว อีกทั้งปีนี้เราจะไม่มีรายได้พิเศษจากดอกเบี้ยรับอีกแล้ว คงต้องเหนื่อยเพิ่มอีก”

สำหรับแผนงานที่จะรักษาอัตรากำไรสุทธิในปีนี้ บริษัทต้องขยายโรงงานแห่งใหม่ไปที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจังหวัดระยอง นอกเหนือจากโรงงานเก่าที่ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เพื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตในโรงงานมากขึ้น แทนที่จะต้องไปผลิตที่ไซต์งานลูกค้า ซึ่งเป็นภาระที่บริษัทต้องแบกต้นทุนมากขึ้น

“เป็นไปได้เราอยากย้ายเข้าโรงงานใหม่ในเดือนนี้ด้วยซ้ำ เพราะงานมันมีให้ทำอยู่แล้ว และแบงก์ก็ให้วงเงินเรามาแล้ว คาดว่าไตรมาสสองนี้จะสรุปได้ว่าเราจะซื้อโรงงานใหม่ได้เลยหรือว่าต้องเช่า”

สำหรับโรงงานใหม่ ไทยลักษณ์ ประเมินว่าจะขยายพื้นที่การผลิตได้ 10-30 ไร่ และน่าจะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 50-70 ล้านบาท ซึ่งจะกู้มาจากสถาบันการเงิน แต่ก็จะส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 0.41 เท่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ส่วนแผนงานที่จะขยายธุรกิจเป็นผู้ผลิตถัง NGV ติดตั้งในรถยนต์ ซึ่งยูนิมิตเคยประกาศจะชิมลางลองเข้ามาเป็นผู้เล่นรายใหม่ในตลาด จากการประเมินต้นทุนและโอกาสทางการตลาดแล้ว ค่อนข้างยากที่จะทำกำไรจากธุรกิจนี้

“ถ้าจะลงมาผลิตถัง NGV เราต้องลงทุนโรงงานใหม่อีก 800 ล้านบาทไม่รวมที่ดิน อีกทั้งถ้าจะให้คุ้มทุน เราต้องผลิตให้ได้ 200,000 ถัง ในขณะที่รายใหญ่ (ปตท.) เขาได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากประเทศจีน ถึงอย่างไรเราก็สู้ไม่ไหว โปรเจคนี้ต้องพับเก็บไว้ก่อน”

แผนธุรกิจ 5 ปีของยูนิมิตจะต้องเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างประเทศจากปัจจุบันอยู่ที่ 20% เป็น 50% นั้น ที่ประเทศมาเลเซีย บริษัทที่มีไซส์และประเภทธุรกิจคล้ายคลึงกับยูนิมิต มีสัดส่วนรายได้การส่งออกถึง 90% "ซึ่งเราน่าจะเดินตามโมเดลนี้ได้ในอนาคต"

ส่วนของตลาดในประเทศ ไทยลักษณ์ มองว่าโอกาสยังเปิดกว้างอีกมาก โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า ที่ยูนิมิตน่าจะมีโอกาสได้รับงาน และธุรกิจบำบัดน้ำเสีย ที่มีความพร้อมจะรับงานแล้วในขณะนี้ และจะเป็นช่องทางรายได้ใหม่ในอนาคต

รวมถึงธุรกิจใหม่นั่นคือ การเป็นผู้ผลิตถัง Cryogenic ซึ่งเป็นถังเก็บความเย็นสองชั้น ใช้ในงานเฉพาะกิจที่ยังไม่มีผู้ประกอบการในประเทศไทยโดยตรง ทำให้ยูนิมิตต้องร่วมทุน (Joint Venture) กับต่างประเทศ

“ธุรกิจใหม่นี้คาดว่าจะเริ่มได้ภายในปีนี้ และน่าจะมีกำไรดีไม่น้อยเพราะความต้องการสูง แต่มีผู้ผลิตน้อยราย”

ผู้บริหารรายนี้ กล่าวว่า ยูนิมิตยังไม่มีการปรับเป้าระยะยาวว่า ภายใน 5 ปีหลังจากนี้ บริษัทจะเติบโต 20% ทุกปี และในปีหน้าจะโตได้อีก 30% หรือมียอดขายแตะระดับ 3,000 ล้านบาท ทั้งที่ต้นทุนดำเนินงานสูงขึ้นอย่างผิดปกติ เนื่องจากบริษัทมีความสามารถในการปรับตัวที่ดี

เขายังให้ความเชื่อมั่นว่า หุ้น UEC ยังคงมีเสน่ห์อยู่ หากมองไปที่ “จุดเด่น” ของหุ้นมีสภาพคล่องที่สูงขึ้น (หลังแตกพาร์เหลือ 0.25 บาท) และมี P/E Ratio ที่ระดับ 12 เท่า อัตรา ROE ที่สามารถรักษาให้อยู่ที่ระดับ 28% ตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น และการขยายเพดานการถือหุ้นของต่างชาติให้เป็น 49% จึงมั่นใจได้ว่าหลังประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 2 หุ้น UEC จะกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง

“ผมต้องขอโทษผู้ถือหุ้นทุกคนที่กำไรเราตก ราคาหุ้นเลยตกลงแบบผิดปกติด้วย แต่ผมยังเชื่อว่าระยะสั้นในปีนี้เป้ารายได้ของเราที่เคยประกาศไว้จะทำได้อย่างแน่นอน และสถานการณ์หุ้น UEC จะกลับมามั่นคงอีกครั้ง” ไทยลักษณ์ ให้คำมั่นสัญญา ภายใต้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ยังไม่กลับคืนมา
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #455 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2008, 01:06:49 PM »

ชนะอย่างเต่า 'เอ็ม บี เค' รายได้โต 5% ทุกปี

อุบไต๋!..แตกไลน์ 'บริหารศูนย์การค้า'


นโยบายของ "บันเทิง ตันติวิท" ประธานกรรมการ บมจ.เอ็ม บี เค คือการรักษาระดับรายได้ให้เติบโต (ขั้นต่ำ) 5% ในทุกๆ ปี แม้จะไม่วิ่งเร็วเหมือนกระต่าย แต่ MBK ในยุคต่อจากนี้ จะเดินไปอย่างมั่นคง

--------------------
ROE ของหุ้น MBK ไม่เคยต่ำกว่า 12-14% ส่วนรายได้แม้จะไม่เคยโตแบบหวือหวา แต่ก็มั่นคงสูง
--------------------

ในนิทานอีสป "เต่า" ยังชนะ "กระต่าย" ได้ แม้จะไปอย่างเชื่องช้า แต่ไปอย่างมั่นคง ถือเป็นทิศทางเดินที่ชัดเจนอย่างยิ่งของ บมจ.เอ็ม บี เค เมื่อวานเป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังเป็นเช่นเดิม

ตัวเลขผลประกอบการรวมของเอ็มบีเค งวด 9 เดือน สิ้นสุด 31 มีนาคม 2551 มีรายได้รวม 4,569 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จาก 4,379 ล้านบาท แต่มีกำไรสุทธิ 999.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.2% เมื่อเทียบกับ 838.26 ล้านบาท ในงวดเดียวกันของปีก่อน

"ผลประกอบการงวด 9 เดือน ถือว่ายังเป็นไปตามเป้าที่เราวางไว้" สุเวทย์ ธีรวชิรกุล กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.เอ็ม บี เค กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek

ปีที่แล้วเศรษฐกิจไม่ดีนัก ทำให้ตัวเลขทราฟฟิก (อัตราการเดินเข้า-ออกห้าง) เอ็มบีเค ลดลง 5% แต่ก็ไม่ส่งผลต่อรายได้ของเราอย่างมีนัยสำคัญ แถมปีบัญชี 2550 ยังโตขึ้น 12.5% ด้วยซ้ำ

ปัจจุบันพื้นที่ขาย (Sellable Area) ของห้างเอ็มบีเค รวมทั้งสิ้น 90,000 ตารางเมตร ปล่อยให้เช่าเต็ม 100% และมีอัตราการเทิร์นโอเวอร์ของผู้เช่าต่ำเพียงปีละไม่ถึง 1% แม้ว่าบริษัทจะมีการปรับค่าเช่าขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% ทุกปี สุเวทย์ ชี้ว่าตัวเลขนี้แสดงถึงรายได้จากค่าเช่าที่ค่อนข้างมั่นคง

“รายได้จากค่าเช่าของเราคงที่แน่นอนมา 10 ปีแล้ว รายได้และกำไรเราก็โตขึ้นขั้นต่ำ 5% ทุกปี ด้วยเช่นกัน ผมประเมินว่ารายได้รวมของเอ็มบีเคเมื่อถึงสิ้นเดือนมิถุนายนปีนี้ (1 รอบปีบัญชี) น่าจะถึงระดับ 6,200 ล้านบาทได้แน่นอน (เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 5,898 ล้านบาท)”

ตามข้อสัญญาใหม่ที่ทำไว้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำหนดว่าเอ็มบีเคจะต้องปรับปรุงพื้นที่ภายในห้างก่อนสัญญาจะมีผลบังคับใช้ในปี 2561 ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 1,200 ล้านบาท โดยจะเริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป

“จากเดิมเรามีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงพื้นที่ปีหนึ่งประมาณ 100 ล้านบาท แต่หลังจากนี้ ก็ต้องรับภาระเพิ่มอีกปีละ 100 ล้านบาท แต่ก็ยังน้อยไม่กระทบต่อผลประกอบการเท่าใดนัก”

ทางด้านความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่ต้องแบกรับจากค่าสิทธิการเช่าพื้นที่ห้างที่ต้องจ่ายให้จุฬาฯมากขึ้น อาจส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นจากรายได้ค่าเช่าพื้นที่ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 45% ต้องปรับลดลง แต่ประเด็นนี้จะไม่ส่งผลกระทบที่รุนแรงจนน่าเป็นกังวล

“คาดว่าหลังสัญญาฉบับใหม่เริ่มต้นขึ้น อัตรากำไรสุทธิที่ได้จากค่าเช่าพื้นที่ห้างเอ็มบีเค อาจลดลงจาก 25%เหลือ 20% แต่เมื่อถึงเวลานั้นรายได้จากธุรกิจอื่นจะเข้ามาช่วยเสริมได้ ประเมินดูแล้วผลประกอบการของเอ็มบีเคคงไม่กระเทือนเท่าไร”

ทางด้านธุรกิจจำหน่ายข้าวถุง ของ บมจ.ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี (PRG) ที่เอ็มบีเคถือหุ้นอยู่ 74.52% และคิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 30% ของงบการเงินรวม ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงเรื่องยอดขายที่มากขึ้นจากปรากฏการณ์ "ข้าวแพง"

“2 เดือนที่ผ่านมาเราเห็นยอดขายสูงขึ้น อาจเป็นเพราะเอาข้าวมาจากสต็อกเก่ามาขายทำให้ราคาเรายังไม่สูงนักเมื่อเทียบกับรายอื่นในตลาด”

เขาประเมินว่า กำไรจากการขายข้าวถุง “มาบุญครอง” ในปีบัญชีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นจากปกติปีละ 30-40 ล้านบาท เป็น 70-80 ล้านบาท แต่น่าจะส่งผลดีในระยะสั้น (ปีเดียว) เท่านั้น คาดว่าในอีกไม่นานราคาข้าวน่าจะเริ่มทรงตัวหรือปรับลดลงเล็กน้อย ประกอบกับสต็อกข้าวเก่า (ราคาถูก) ที่นำมาขายในเวลานี้จะเหลือถึงแค่เดือนมิถุนายนนี้เท่านั้น

“เวลานี้อัตรากำไรขั้นต้นของข้าวถุงอยู่ที่ 11% และไม่น่าจะเพิ่มมากกว่านี้ แม้ว่าราคาข้าวจะขึ้นแต่ต้นทุนเราก็สูงขึ้นด้วย อีกทั้งตลาดเราเป็นภายในประเทศ 90% ไม่ได้รับประโยชน์เท่ากับผู้ส่งออก”

ผู้บริหารรายนี้กล่าวเสริมอีกว่า เอ็มบีเคคงไม่เข้าไปถือหุ้น PRG เพิ่มอีก แม้ว่าธุรกิจข้าวจะเริ่มดีขึ้นเพราะถ้าเข้าไปถือเกิน 75% ตามกฎของตลาดหลักทรัพย์บังคับให้ต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้ง 100% ซึ่งไม่อยู่ในนโยบายของบริษัท

ส่วนธุรกิจโรงแรมและสนามกอล์ฟ ภายในสองปีนี้ (2551-2552) จะยังไม่เห็นโครงการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ อย่างเร็วที่สุดอาจจะเป็น โรงแรมระดับ 5 ดาวที่ เกาะสมุย คาดว่าจะเปิดได้ต้นปี 2553 ต่อด้วยโรงแรม 5 ดาว ที่เกาะภูเก็ต

นอกจากนี้ เอ็มบีเคไม่มีนโยบายเข้าซื้อที่ดิน (แลนด์แบงก์) เก็บไว้ เนื่องจากเป็นการเพิ่มภาระดอกเบี้ยจ่ายโดยไม่จำเป็น แต่จะเข้าไปซื้อที่ดินก็ต่อเมื่อตัดสินใจจะลงทุนก่อสร้างแล้วเท่านั้น ยกเว้นแต่เล็งเห็นว่าเป็นพื้นที่ซึ่งน่าจะทำกำไรได้ในอนาคตก็อาจจะเข้าไปเก็บไว้ก่อน

“ปีสองปีที่ผ่านมารายได้จากธุรกิจโรงแรมเราดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามามากขึ้น ประกอบกับเราปรับขึ้นราคาค่าห้องขึ้นทุกปี 5-8% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่กระทบต่ออัตราการเข้าพักแต่อย่างไร”

สุเวทย์ กล่าวอีกว่า สัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงแรมจะเพิ่มขึ้นจาก 20% ในปัจจุบันเป็น 25% ภายในสองปีข้างหน้าเพื่อมาชดเชยรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ห้างที่จะเริ่มลดลง

ส่วนธุรกิจสนามกอล์ฟ ที่ปัจจุบันมีอยู่ 2 สนามคือ Rock Palm และ Red Moutain ที่จังหวัดภูเก็ตและกำลังจะเปิดเพิ่มอีกหนึ่งสนามที่จังหวัดปทุมธานี สุเวทย์ กล่าวว่ายังมีสัดส่วนรายได้เพียง 5% อีกทั้งมาร์จินยังไม่สูง แต่ก็ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีอนาคตถ้าเลือกทำเลได้เหมาะสม

“สนามกอล์ฟน่าจะเป็นธุรกิจที่ไม่หวือหวาแต่รายได้เข้ามาเรื่อยๆ เหมือนน้ำซึมบ่อทราย และเป็นส่วนหนึ่งที่จะเข้ามาเสริมให้ธุรกิจโรงแรมของเราน่าสนใจยิ่งขึ้น”

ทางด้านแผนงานที่จะเข้าไปรับจ้างบริหารศูนย์การค้าให้กับ “จามจุรีสแควร์” ที่มีกำหนดเปิดตัวในเดือนมิถุนายนนี้ เป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะไม่เกิดขึ้น เพราะทางจุฬาฯจะบริหารงานเอง

สุเวทย์ ยังเปิดเผยด้วยว่า เอ็มบีเคยังมีกำไรส่วนหนึ่งประมาณ 20% จากการ “ลงทุน” ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ โดยพอร์ตลงทุนของเอ็มบีเคในปีบัญชีที่ผ่านมา พบว่ามีการถือหุ้น 30.60% ในบริษัท สยามพิวรรธน์ (เจ้าของศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี และสยามพารากอน) 29.76% ใน บมจ.โรงแรม รอยัลออคิด ประเทศไทย (ROH) บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) สัดส่วน 9.75% และบริษัทนอกตลาดจำนวนหนึ่ง

“เอ็มบีเคไม่มีพอร์ตลงทุนระยะสั้น ส่วนใหญ่เราจะถือหุ้นยาวทั้งสิ้น ถ้าดูในงบการเงินปีที่แล้ว เรามีกำไรจากการขายเงินลงทุนระยะสั้นเพียง 18 ล้านบาท แต่มีรายได้จากดอกเบี้ยรับ 25 ล้านบาท และเงินปันผล 172 ล้านบาท”

ทางด้านสถานการณ์หุ้น MBK ที่ไม่ค่อยมีข่าวหวือหวา ประกอบกับมีสภาพคล่องที่ไม่สูงนัก สุเวทย์ วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะนักลงทุนส่วนใหญ่จะซื้อแล้วแช่ยาว แต่เมื่อดูจากกราฟหุ้นแล้วจะเห็นว่า "ขึ้นช้าแต่ชัวร์"

“ผู้ถือหุ้นเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยซื้อๆ ขายๆ แต่นั่นก็เป็นเพราะนโยบายของเราด้วยที่ค่อนข้างจะคอนเซอร์เวทีฟนิดๆ รายได้กับข่าวอาจจะดูไม่มีสีสันแต่ก็มีความแน่นอนสูง สิ่งที่เราเน้นมาตลอดคือ ทำอย่างไรให้ผู้ถือหุ้นพอใจสูงสุด”

สุเวทย์ ชี้ให้เห็นถึงอัตรา ROE ของหุ้น MBK สามารถรักษาให้อยู่ที่ระดับประมาณ 12-14% มาตลอด ยังสูงกว่าหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์หลายๆ ตัว และมีความแน่นอนไม่หวือหวาเหมือนกับหุ้นกลุ่มค้าปลีกทั่วไป ด้วยความที่เป็นหุ้น “ลูกเสี้ยว” ที่มี 3 ธุรกิจหลักในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

“บางครั้งก็ยากที่จะจัดหมวดหมู่ให้เอ็มบีเคว่าจะอยู่เซคชั่นไหนเพราะเราทำธุรกิจหลากหลาย ตั้งแต่ห้างค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และขายข้าว แต่ก็ดีเพราะว่าจะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ในยุคที่เศรษฐกิจยังไม่แน่นอน”

ผู้บริหารรายนี้กล่าวทิ้งท้ายว่า เร็วๆ นี้ เอ็มบีเค อาจจะมีธุรกิจใหม่ออกมาให้ตื่นเต้น แต่ก็ยังอยู่ในเซคชั่นที่มีความชำนาญ นั่นคือ บริหารศูนย์การค้าเช่นเดิม

แต่ สุเวทย์ ขออุบไว้ก่อน "ของแบบนี้พูดออกไปก่อนก็ไม่ตื่นเต้นนะสิ!"
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #456 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2008, 01:10:25 PM »

นักลงทุนเลือดเหล็ก

ตลาดหุ้นไทย ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงและมีปริมาณการซื้อขายเข้ามาสนับสนุน ต่างชาติซื้อสุทธิ, ความมั่นใจเริ่มกลับเข้ามา เพราะการเมือง กว่าจะตัดสินคดีกัน เหลือเวลาอีก 1 - 2 เดือน (คดีใบแดงนายยงยุทธ นัดฟัง 8 ก.ค. 51), บริษัทจดทะเบียนทยอยประกาศผลการดำเนินงานปรับสูงขึ้น

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (กลุ่มพลังงาน, กลุ่มเกษตร, กลุ่มเหล็ก) มีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเหล็ก (GSTEEL, BSBM, SSI, TSTH, NSM และเกือบทั้งกลุ่ม) ที่ราคายังไม่เคยปรับตัวขึ้นมานานแล้ว มีปริมาณการซื้อขายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และประกอบกับราคาหุ้นอยู่ในฐานที่ต่ำ ช่วงนี้หากนักลงทุนรายย่อย ไม่ได้เข้าซื้อหุ้นในกลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP, BANPU, UMS) จะหันเข้ามาซื้อกลุ่มเหล็ก ซึ่งน่าสนใจ , กลุ่มแบงก์ (SCB, BBL, KBANK, BAY, BAY-W1) ก็น่าสนใจ

แต่อาจจะทำกำไรได้ไม่ได้มากเท่า กลุ่มหุ้นขนาดเล็กอย่างกลุ่มเหล็ก, กลุ่มเดินเรือ (TTA, PSL), หาก SET ยืนเหนือ 880 จุดได้ ลุ้นแนวต้าน 900 - 905, 910, 920 - 930, 950 - 970 จุด ตามลำดับ ระยะยาวยังดูดี (จากการวัดระยะเป้าหมาย (Measuring Target) ของ รูป HS Bottom Complex)

วิเคราะห์ทางเทคนิค

1. SET ได้ทะลุ แนวต้านสำคัญ (850 - 860 จุด) ขึ้นไปได้ ถือเป็นสัญญาณบวกและ เริ่มมีปริมาณการซื้อขายเข้ามาสนับสนุนแล้ว คงต้องติดตามว่า ปริมาณการซื้อขายจะเข้ามาอย่างต่อเนื่องหรือเปล่า หากต่อเนื่องเป็นระยะ 1 - 2 สัปดาห์ได้ (25,000 - 30,000 ล้านบาท/วัน) จะถือว่า ตลาดหุ้นไทยเรา จะเริ่มเดินหน้าไปสู่ 900 - 920 จุด ต่อไปได้ แต่ถ้าหากปริมาณการซื้อขาย อ่อนแรงเมื่อไหร่ การปรับฐานจะเริ่มกลับมาอีกครั้ง และต้องระวังดัชนี DJIA ห้ามหลุด แนวรับ 12,700 จุด ลงมา ถ้ายืนเหนือ ได้ ดัชนีทั่วโลก น่าจะได้รับผลดีตามไปด้วย

2. ถือว่า SET ได้ทะลุกรอบ แนวต้านสามเหลี่ยมลู่ขึ้น (Ascending Triangle) ที่ 850 - 860 จุด กลายเป็นแนวโน้มขาขึ้นใหม่อีกครั้ง สามารถวัดระยะเป้าหมายระยะกลาง - ยาว (Measuring Target) ที่ 920 - 930, 950 - 970 จุด

3. SET Daily ได้กลับไปยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยได้ทุกเส้น โดยเรียงเส้น 10, 25, 75 และ 200 วัน ได้ ถือว่าเป็นสัญญาณขาขึ้นใหม่อีกครั้ง (Bullish) โดย EMA 10 วัน (858 จุด), EMA 25 วัน (846 จุด), EMA 75 วัน (832 จุด) และ EMA 200 วัน (815 จุด) จุด ตามลำดับ กลยุทธ์การลงทุน คือ ปล่อยลอยตามน้ำ (Follow the main trend)

ทีนี้ต้องมาดูว่า ท่านจะกลยุทธ์การลงทุน ใช้เส้นค่าเฉลี่ย 10 หรือ 25 วันเป็นเกณฑ์ ในการลงทุน ถ้าใช้ EMA 10 วัน คือ ถ้าไม่หลุด EMA 10 วัน ไม่ขาย การใช้ 10 วัน จะผันผวนมากกว่า EMA 25 วัน แต่เวลาตลาดหุ้นหรือราคาหุ้น ปรับตัวลงมา จะขายได้ราคาดีกว่า 25 วัน ต้องดูพฤติกรรมการลงทุนของแต่ละคนเป็นเกณฑ์

4. SET Daily: จากภาพระยะสั้น ที่กลัวจะเกิด สัญญาณขัดแย้งกัน (Bearish Divergence) ราคาหุ้นสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ แต่ Indicator (MACD, 14RSI) ไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ (จุดสูงต่ำลง) แต่รูปแบบ SET ได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น คือ ไม่เกิด Bearish Divergence แล้ว เป็นสัญญาณที่ดี

5. ภาพ ระยะกลาง ของSET ถือว่าได้ตีทะลุแนวต้านเส้น คอ (Neck Line: NL) ประมาณ 850 จุด กลายเป็นสัญญาณซื้ออีกครั้ง สามารถวัดระยะเป้าหมาย (Measuring Target) ที่ 950 - 970 จุด ปริมาณการซื้อขายเริ่มเข้ามาสนับสนุน

6. นำโดย (Leader) หุ้นพื้นฐานขนาดใหญ่ (พลังงาน, แบงก์, เดินเรือ, กลุ่มเหล็ก) หลังจากบริษัทจดทะเบียนได้ทยอยประกาศผลการดำเนินงานแล้ว หลายบริษัทผลงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต่างชาติ เริ่มกลับมาซื่อสุทธิแล้ว ส่วนหุ้นกลุ่มเก็งกำไร หลังประกาศ การใช้ Turnover list ต้องวางเงินสดร้อยเปอร์เซ็นต์ ดูเหมือนเริ่มจะหยุดวิ่ง ค่อยๆ เริ่ม เคลื่อนไหวออกด้านข้าง (Sideway - sideway up) แต่ กลุ่มเหล็ก เริ่มมีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

7. SET Weekly ยังยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย EMA ได้ทุกเส้น (10, 25, 75 และ 200 week) โดย EMA 10 week = 846 จุด, 25 week = 833 จุด, EMA 75 week = 797, EMA 200 week = 722 ตามลำดับ, ภาพ SET ระยะยาว ยังเป็น สัญญาณ Bullish Convergence (SET weekly และMACD, 14RSI, Modified Stochastic มีจุดต่ำยกสูงขึ้นเช่นเดียวกัน, MACD ยืนเหนือศูนย์ เป็นสัญญาณซื้อ (MACD Line = 10.80)

8. จากการกำหนด จุดสูงสุด (High) 924.70 จุด และ จุดต่ำสุด (Low) 728.58 จุด แล้วหา Fibonacci retracement ระยะกลางๆ จะได้ 38.2% = 849.78, 50% = 826.94, 61.8% = 803.50 จุด ตามลำดับ SET ผ่านแนวต้านสำคัญ 850 จุด ได้ ทำให้ SET จึงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องได้

9. จากการลากเส้นแนวโน้มขาขึ้น (Long-term up trend line) โดยกำหนดจุดต่ำสุด (L1 = 587.92 จุด เมื่อวันที่ 19/12/2006) ผ่าน L2 = 728.58 จุด (24/1/2008) แล้วทำเส้นคู่ขนาน (Parallel) โดยกำหนดจุดสูงสุด (H1 = 850.18) วันที่ 29/2/2008 จะได้แนวต้านที่ 877 - 880 จุด โดยประมาณ, และ กำหนด H2 = 860.69 จุด (2/1/2008) จะได้แนวต้านถัดไปที่ 910 จุด โดยประมาณ

10. SET ได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง รุนแรง นำโดย กลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP, BANPU), ธนาคาร (SCB, BBL, KBANK, BAY, BAY-W1), เดินเรือ (TTA ตัวนำ, PSL ตัวตาม) และ กลุ่มเหล็ก (GTSEEL, TSTH, BSBM, SSI, NSM) หลัง SET ทะลุ 850 - 860 จุด

ซึ่งเป็นแนวต้านที่สำคัญ กลายเป็นสัญญาณซื้ออีกครั้ง ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การเมืองไทย จะมีปัญหาหรือไม่ โดยศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ได้นัดฟังคำตัดสิน คดีใบแดง นายยงยุทธ 8 กรกฎาคม 2551 นี้ (ยังพอมีเวลาให้ ซื้อขายหุ้นไปได้ ช่วงหนึ่ง) และจะมีการปรับ ครม. ครั้งใหญ่หรือไม่ จะมีปัญหาเรื่องการยุบพรรคหรือไม่, การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 จะก่อปัญหาใหญ่หรือไม่, ถ้าการเมืองไม่ผันผวนมากนัก แรงซื้อของต่างชาติ น่าจะยังต่อเนื่อง, ปัญหาราคาน้ำมันแพง ทำให้เงินเฟ้อสูง (ราคาสินค้าประเภทอาหารสูงขึ้น), รอผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องสถานะและอายุของ คตส. ว่า ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญปี 2550 หรือไม่ ก่อนที่จะรับหรือไม่รับคำร้องหรือไม่ กรณีที่ คตส. ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลทักษิณ รวม 47 คน กรณี การออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว (คดีหวยบนดิน) ซึ่งเกี่ยวข้องกับ 3 รัฐมนตรี, บริษัทจดทะเบียน ทยอยประกาศผลการดำเนินงาน บางบริษัทเริ่มทยอยจ่ายปันผล ประจำไตรมาส

แนวต้านระยะสั้น อยู่ที่ 880, 900 - 905, 910 จุด เป้าหมายระยะกลาง - ยาว ของรูปหัวและไหล่ซับซ้อน (HS Bottom Complex) อยู่ที่ 920 - 930, 950 - 970 จุด ตามลำดับ , แนวรับสำคัญ 850, 860 จุดตามลำดับ

11. สรุปทยอยซื้อหุ้นใหญ่แล้ว แล้วถือ รอ ยาวต่อไป (PTT, PTTEP, BANPU, UMS, TTA, PSL, SCB, BBL, KBANK, BAY), หุ้นเก็งกำไร เสี่ยง เรื่อง Turnover List ต้องเข้าออกเร็วไว้ก่อน กลุ่ม สินค้าเกษตร (LST, KASET, TVO), กลุ่มเหล็ก (GSTEEL, SSI, BSBM, TSTH, NSM และ อื่นๆ), กลุ่มที่ดิน (ซื้อกลุ่ม Properties Fund เพื่อกินปันผล น่าจะดีสำหรับการลงทุนระยะยาว QHPF, FUTUREPF, SPF, MJLF, CPNRF เป็นต้น รับปันผล ทุกไตรมาส จะง่ายกว่า), กลุ่มอื่นๆ (GENCO) ตัดขาย หากขาดทุน 5% ตัวหุ้น ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนมากนัก


ถ้าจะเก็งกำไร คงต้องดูหุ้นกลุ่มเหล็กเป็นสำคัญ ในช่วงนี้
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #457 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2008, 01:14:29 PM »

Value Way : ราคาน้ำมันจะไปเท่าไร

วิบูลย์ พึงประเสริฐ

ช่วงนี้ไม่มีหัวข้อข่าวทางเศรษฐกิจอะไรร้อน เท่ากับเรื่องราคาน้ำมันที่กำลังพุ่งสูงเป็นประติการณ์ ถ้ายังจำกันได้เมื่อกลางปีที่แล้ว ราคาน้ำมันดิบยังซื้อขายกันอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล


ในช่วงเวลานั้นมีสำนักทางเศรษฐศาสตร์สองสาย ออกมาทำนายเกี่ยวกับราคาน้ำมัน สายแรกบอกว่าราคาน้ำมันที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนั้นสูงมากแล้ว ราคาน้ำมันจะกลับมาอยู่ที่ 35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยให้เหตุผลว่าสาเหตุที่ราคาน้ำมันขึ้นไปสูงนั้นเกิดจากประเทศสหรัฐอเมริกาซื้อน้ำมันดิบเข้าสต็อกจำนวนมากในช่วงต้นปี และสต็อกน้ำมันของอเมริกาเริ่มอิ่มตัวไม่สามารถซื้อเพิ่มได้มากกว่าเดิมอีกแล้ว เมื่อรัฐบาลอเมริกาหยุดสะสมน้ำมันจะทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง

ส่วนสำนักสายที่สองโดยเฉพาะสำนักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมนแซคส์ออกมาสวนกระแส พร้อมกับฟันธงทำนายว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในอีกไม่เกินหนึ่งหรือสองปีข้างหน้า

เหตุผลหลักๆ ของการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเนื่องมาจากปริมาณของดีมานด์และซัพพลายของน้ำมันดิบไม่สมดุลกัน ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังวิกฤติเศรษฐกิจของเอเชียปี 1997 จากโรคต้มยำกุ้งที่เกิดจากการลอยตัวค่าเงินบาทของไทยจนลุกลามไปทั่วโลก ราคาน้ำมันได้ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ต่ำกว่า 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้บริษัทน้ำมันขาดทุนเป็นจำนวนมาก

เมื่อบริษัทไม่กำไรจึงไม่มีเงินทุนไปลงทุนในส่วนของการขุดเจาะและผลิตน้ำมันเพิ่มเติม ซัพพลายของน้ำมันดิบจึงคงตัวมาเป็นเวลาหลายปี จวบจนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่เพิ่มขึ้นเป็นเลขสองหลักมากกว่าทศวรรษ ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันของประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนดีมานด์มากกว่าซัพพลาย ราคาน้ำมันจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในตอนนี้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าสำนักสายที่สองได้คาดการณ์สถานการณ์น้ำมันได้อย่างถูกต้อง ปัจจุบันราคาน้ำมันได้เพิ่มขึ้นจาก 90 ดอลลาร์เมื่อปลายปีที่แล้วมาอยู่ที่ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนพฤษภาคมนี้ และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นต่อไป

คำถามต่อมาคือ “ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นไปถึงเท่าไร”

เช่นเดิมสำนักทางเศรษฐศาสตร์ต่างพากันออกมาทำนายราคาน้ำมันในอนาคต แต่ที่ต่างจากคราวที่แล้วก็คือ ไม่มีสำนักไหนกล้าออกมาทำนายว่าราคาน้ำมันจะลดลงในอนาคต ทุกคนต่างคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะเพิ่มสูงขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมาโกลด์แมนแซคส์ออกบทวิเคราะห์ทำนายว่าราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นถึง 150 ถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในอีก 6 ถึง 24 เดือนข้างหน้า ส่วนบทวิเคราะห์ของแมทธิว ซิมมอนทำนายว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปถึง 300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2013

อย่าลืมว่า ในภาวะที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้น บริษัทน้ำมันต่างเร่งลงทุนในเรื่องของการขุดเจาะและผลิตน้ำมันดิบมากขึ้น ถึงแม้การค้นหาน้ำมันดิบจะใช้เงินลงทุนและค่าใช้จ่ายสูงขึ้นมาก แต่ราคาน้ำมันที่สูงเช่นนี้ก็คุ้มค่าต่อการลงทุน เมื่อซัพพลายเริ่มมากขึ้นจากการลงทุนใหม่ๆ จนสามารถไล่ตามดีมานด์จากประเทศจีนหรืออินเดียที่กำลังเจริญเติบโตได้ ราคาน้ำมันจะเริ่มปรับตัวลดลง ซึ่งการพัฒนาแหล่งน้ำมันนั้นใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3-5 ปี


ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้ เราคงไม่เห็นราคาน้ำมันถูกไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #458 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2008, 01:20:05 PM »

จุดเสี่ยงลงทุน 'หุ้นคอมมอดิตี้' ระวัง!! แรงขายเก็งกำไร

นักวิเคราะห์ประเมินการลงทุนในหุ้นคอมมอดิตี้ หรือ "สินค้าโภคภัณฑ์" กำลังเข้าสู่ "จุดอันตราย" ที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง หลังจากราคาสินค้าได้ปรับตัวขึ้นมาก อาจเกิดความเสี่ยงราคาผันผวนรุนแรง และ "แรงขาย" เก็งกำไร

แนะลงทุนหุ้นคอมมอดิตี้ที่มีผลงานโดดเด่น เช่น น้ำมันปาล์ม "UVAN-CPI-UPOI" กลุ่มพลังงาน "ต้นน้ำ" ที่ยังได้ประโยชน์ อย่าง "PTT" และ "PTTEP" ตลอดจนกลุ่มเหล็ก

ผลประกอบการของ "หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์" ในไตรมาส 1/2551 ที่ "พุ่งขึ้น" เป็นประวัติการณ์หลังราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ "หุ้น" เหล่านี้ได้รับความสนใจลงทุนของนักลงทุนอย่างเนืองแน่น

ขณะที่ "ราคาหุ้น" ได้ตอบรับ และปรับตัวสูงขึ้นมาตลอด เช่นกัน

"สุกิจ อุดมศิริกุล" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บล.นครหลวงไทย กล่าวว่า โอกาสลงทุนในหุ้นคอมมอดิตี้ของนักลงทุนระยะยาวยังมีอยู่ เนื่องจากสินค้ายังมีดีมานด์ หรือความต้องการสูงในระยะยาว ประกอบกับการเกิดปัญหาด้านการผลิตสินค้า

แต่การลงทุนจะมีจุดอันตราย เนื่องจากมีโอกาสที่หุ้นจะปรับตัวลงจากแรง "ขาย" เก็งกำไรหุ้นในกลุ่มนี้

"ด้านพื้นฐานของตัวหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์อาจจะไม่มีความเสี่ยง เพราะพื้นฐานของธุรกิจและหุ้นยังรองรับการเติบโตในระยะยาวได้ แต่ช่วงสั้นจะมีความเสี่ยงของราคาและการเก็งกำไร ซึ่งจะทำให้ราคาผันผวนรุนแรงได้

ประกอบกับช่วงนี้ตลาดหุ้นฟื้นตัว ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้น จึงมีโอกาสที่จะเกิดแรงขายในตลาดคอมมอดิตี้ หลังจากที่นักลงทุนได้ขายพันธบัตรออกมาในช่วงก่อนหน้า เนื่องจากคาดการณ์อัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรสูงขึ้น"

การลงทุนในหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ช่วงนี้จึงมีความเสี่ยง และจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สุกิจบอกว่า การลงทุนในหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์จะมีความเสี่ยงเรื่องเทรดดิ้งหรือการเก็งกำไรในราคาอยู่ด้วย จึงทำให้หุ้นเกิดแรงเหวี่ยงได้มาก และในสินค้าแต่ละประเภทก็ซับซ้อน ยากที่จะเข้าใจ

การเลือกลงทุนในหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์จึงต้องพิจารณาด้วยว่า ธุรกิจของบริษัทอยู่ในขั้นใดและได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ราคาหุ้นแต่ละกลุ่มไม่ได้ปรับตัวขึ้นตามกันทุกกลุ่ม

"หุ้นคอมมอดิตี้จะเป็นหุ้นที่ลงทุนยาก เพราะลักษณะธุรกิจมีความซับซ้อนมาก เช่น ธุรกิจโรงกลั่น เหล็ก

อย่ามองเพียงแค่แนวโน้มราคาน้ำมัน หรือราคาเหล็ก แต่ให้มองว่าราคาสินค้าที่ปรับขึ้นจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้ดีขึ้นหรือไม่ ตลอดจนต้องทำความเข้าใจธุรกิจของบริษัทด้วยว่า อยู่ในอุตสาหกรรมขั้นไหน เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีแนวโน้มแตกต่างกัน"

สุกิจให้มุมมองในแต่ละอุตสาหกรรมว่า ธุรกิจพลังงานจะมีทั้งธุรกิจต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ โดยที่ธุรกิจต้นน้ำ อย่างปตท.สผ.หรือบ้านปู จะได้ประโยชน์สูงสุด เพราะมีแหล่งขุดเจาะ และเหมืองแร่เป็นของตัวเอง จึงทำให้ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่

ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นเป็นธุรกิจกลางน้ำจะได้รับผลประโยชน์ไม่ชัดเจน เพราะมีต้นทุนราคาน้ำมัน ทำให้ธุรกิจปลายน้ำยังมีความเสี่ยง

"ผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้น คาดจะส่งผลกระทบต่ออัตรามาร์จินของธุรกิจปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์อย่างหุ้น "PTTAR" ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 30% จากธุรกิจปิโตรเคมี"

สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมัน สุกิจมองว่า โอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นในระยะยาวยังมีอยู่ จากส่วนเกินของปริมาณน้ำมันที่มีน้อย แต่ในระยะสั้นราคาน้ำมันในช่วงครึ่งหลังน่าจะอ่อนตัวมาอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากเศรษฐกิจทุกประเทศชะลอตัว

นอกจากนั้น ในส่วนของสินค้าโภคภัณฑ์ประเภท "เหล็ก" สุกิจ บอกว่า ราคาสินแร่เหล็กซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตและแปรรูปเหล็กได้ปรับขึ้นมาสูงมากถึง 60-70% ขณะที่ราคาเหล็กได้ปรับขึ้นมา 30% จากความต้องการใช้เหล็กที่เพิ่มขึ้นและตามราคาแร่เหล็กที่สูง

ผู้ผลิตและผู้ค้าจึงยังได้ประโยชน์จากราคาที่ปรับตัวขึ้นอยู่ เนื่องจากความต้องการใช้เหล็กมีอยู่ ประกอบกับต้นทุนเหล็กได้เพิ่มขึ้นมาก จึงทำให้สามารถปรับราคาขายได้อีก

"แต่คิดว่าเป็นการปรับราคาในระยะสั้นเท่านั้น จากสต็อกสินค้าเดิมที่มีอยู่ แต่เมื่อต้องซื้อวัตถุดิบราคาใหม่ จะทำให้ไม่ได้ประโยชน์มากนัก"

ขณะที่ในระยะยาวผู้ที่ได้เปรียบคือ ผู้ที่สามารถผลิต Billet และ Slab ซึ่งราคาผลิตภัณฑ์ยังคงปรับขึ้น โดยแนวโน้มราคาเหล็กยังแข็งแรงในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากความต้องการใช้เหล็กยังมีสูง"

หุ้นที่ได้ประโยชน์และแนะนำให้ลงทุน เช่น "TMT" และ "TSTH"

ขณะที่กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ข้าว น้ำมันปาล์มและยางพารา สุกิจบอกว่า ในระยะสั้นราคามีแนวโน้มปรับขึ้นจากอุปสงค์พิเศษ เช่น ภัยพิบัติ แต่ในระยะยาวราคาได้ปรับฐานแล้ว เช่น ข้าว อ้อย ราคายังทรงตัวระดับสูงต่อได้

อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรที่นำไปใช้พลังงานทดแทนจะมีความเสี่ยง เนื่องจากเริ่มมีการเปลี่ยนวัตถุดิบไปเป็นสินค้าอื่นๆ ที่ไม่กระทบต่อผู้บริโภค จึงคาดว่า สินค้าอาหารทดแทนพลังงาน จะมีความต้องการลดลงทั่วโลก ทำให้การเก็งกำไรลดลงและราคาสินค้าน่าจะอ่อนตัวบ้าง

"แต่ในระยะยาวราคามีแนวโน้มปรับขึ้นได้บ้างตามความต้องการใช้แท้จริงของประชากรที่เพิ่มขึ้น เช่น จีน อินเดียซึ่งพื้นที่เกษตรมีน้อยและพัฒนาไม่ทันความต้องการ"


ในแง่กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ช่วงนี้นั้น สุกิจให้คำแนะนำว่า ยังคงแนะนำซื้อหุ้นในกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่ม เช่น "PTT" และ "PTTEP"

ส่วนกลุ่มถ่านหิน ได้แก่ "BANPU"และ "LANNA" รวมไปถึงกลุ่มเหล็ก อย่างหุ้น "TSTH" ซึ่งคาดว่าราคาสินค้าจะยังคงปรับเพิ่มขึ้น

ขณะที่หุ้นสินค้าเกษตร เขาแนะนำ หุ้น "UVAN" ,"CPI" และ "UPOI" เนื่องจากแนวโน้มของราคาสินค้าเกษตรที่ยังปรับตัวเพิ่มขึ้น


+++++++


"อย่ามองเพียงแค่แนวโน้มราคาน้ำมัน หรือราคาเหล็ก แต่ให้มองว่าราคาสินค้าที่ปรับขึ้น จะทำให้ผลประกอบการของบริษัทดีขึ้นหรือไม่ และต้องทำความเข้าใจธุรกิจด้วยว่า อยู่ในอุตสาหกรรมขั้นไหน เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีแนวโน้มแตกต่างกัน"
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #459 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2008, 10:02:43 PM »


Sunday, 25 May 2008

Growth แบบไทยๆ

ประเทศไทยในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมานั้นต้องยอมรับว่าหาอุตสาหกรรมที่รักษาอัตราการเติบโตให้สูงแบบต่อเนื่องได้ยาก (เกิน 10% ทุกปี) การเติบโตที่เนื่องมาจาก Market Growth นั้นเป็นอะไรที่หวังได้ยากอยู่สำหรับหุ้นไทย

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ผมคิดว่าเป็นเพราะ ประเทศของเราไม่สามารถสร้างบรรยากาศที่น่าลงทุนให้เกิดขึ้นได้ การเมืองที่ไม่นิ่งทำให้นักธุรกิจชะลอการตัดสินใจ การแทรกแซงตลาดอยู่เรื่อยๆ โดยภาครัฐทำให้ความเสี่ยงในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น การส่งสัญญาณที่คลุมเครือว่าประเทศของเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเสรีจริงหรือไม่ เหตุทั้งหลายเหล่านี้ทำให้ การลงทุนของภาคเอกชนซึ่งเป็นเครื่องจักรที่ขับดัน Economic Growth ที่แท้จริงจึงวิ่งไม่ออก ในขณะที่ ประเทศเกิดใหม่หลายประเทศตอนนี้กำลังหันมาใช้ตลาดเสรีเป็นเครื่องมือในการทำเศรษฐกิจให้เติบโต เราจึงได้แต่นั่งมองประเทศอื่นๆ ในโลกกอดคอกันเติบโตอย่างรวดเร็ว การเติบโตที่สูงมากของเศรษฐกิจโลกได้ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นอย่างมาก เราต้องรับภาระจากต้นทุนที่สูงขึ้นนี้เหมือนประเทศอื่น แต่ในขณะเดียวกันเรากลับไม่ได้อานิสงส์จากการเติบโตเลย เพราะบรรยากาศการลงทุนภายในประเทศของเราเองมีปัญหาอยู่ เรื่องนี้นับว่าน่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาการเติบโตของบ้านเราต้องอาศัยการส่งออกเป็นตัวพยุงเอาไว้ เพราะการส่งออกอาศัย Market Growth ที่มาจากตลาดโลกเป็นตัวช่วย

กลับมาเข้าเรื่องหุ้นของเราต่อดีกว่า ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้ทำให้การเลือกหุ้นเติบโตโดยดูจาก Market Growth ในไทยนั้นค่อนข้างหาหุ้นได้ยาก ผมสังเกตว่า หุ้นไทยที่สามารถรักษาการเติบโตได้ต่อเนื่องนั้น ส่วนใหญ่แล้ว มักไม่ได้พึ่ง Market Growth แต่อาศัยแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในอุตสาหกรรมมากกว่า

ตัวอย่างเช่น กลุ่มค้าปลีก เป็นกลุ่มหนึ่งที่สามารถรักษาการเติบโตให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจได้ต่อเนื่องมาแล้วหลายปี ที่จริงแล้วความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคของคนไทยนั้นมีการเติบโตที่ต่ำมาก (2-3% ต่อปี) ถือได้ว่าตลาดค่อนข้างอิ่มตัว แต่ที่หุ้นค้าปลีกเติบโตได้มากทุกปีนั้นเกิดจากแนวโน้มการเปลี่ยนที่ซื้อของของผู้บริโภค กล่าวคือ ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อของเหล่านี้เพิ่มขึ้นเท่าไรนัก แต่ผู้บริโภคนิยมซื้อของจากร้านแบบเก่า เช่น ร้านโชห่วย หรือตลาดสด น้อยลง และหันมาซื้อสินค้าในห้องแอร์มากขึ้นเรื่อยๆ ของทุกอย่างเริ่มขึ้นห้างมากขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ของที่แต่ก่อนไม่เคยเห็นในห้างก็เริ่มเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ การเติบโตจึงเกิดจากการย้ายที่ซื้อของของผู้คน ซึ่งเกิดขึ้นในอัตราที่สูงทุกปี และมีแนวโน้มจะเป็นแบบนี้ต่อไปอีกนาน ร้านค้าปลีกแบบใหม่จึงสามารถเติบโตได้เกิน 10% ทุกปี แม้ว่าตลาดจะไม่โตเลยก็ตาม (อาศัยการค่อยๆ กินส่วนแบ่งตลาด ร้านแบบเดิมไปเรื่อยๆ)

ตลาดที่อยู่อาศัยก็เช่นเดียวกัน หลายปีที่ผ่านมาตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งตลาดไม่ได้เติบโตเท่าไรนัก ค่อนข้างจะแย่ลงด้วยซ้ำ แต่ตลาดซิตี้คอนโดกลับมีการเติบโตที่สูงมาก นั้นเป็นเพราะสภาพการจราจรที่ติดขัดมากขึ้นเรื่อยๆ ราคาน้ำมันที่แพงและการเกิดขึ้นของรถไฟฟ้า ทำให้ผู้บริโภคหันมานิยมซื้อที่อยู่อาศัยในตัวเมืองมากกว่าเดิม เพราะถูกกว่า สะดวกกว่า ทันสมัยกว่า บริษัทที่เน้นทำซิตี้คอนโดเป็นหลักจึงรักษาการเติบโตให้สูงได้อย่างต่อเนื่องทั้งๆ ที่ตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวมอยู่ในสภาพที่ไม่ดีนัก

ลองสังเกตดูหุ้นไทยที่สามารถรักษาการเติบโตได้นานๆ สิครับ ส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะแบบนี้ ตลาดไม่ได้โตขึ้นเลย แต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมไปสู่รูปแบบใหม่ และบริษัทอยู่ในฐานะที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนั้น


Posted by 1001ii at 3:02 PM in 1001 Investment Ideas







Sunday, 1 June 2008

Turnarounds

ปีเตอร์ลินซ์ บอกว่า มีหุ้นแค่สองประเภทเท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนอย่างน่าประทับใจแก่นักลงทุนได้ คือ หุ้นเติบโต (Growth Stocks) และหุ้นพลิกฟื้น (Turnarounds)  

ในบล็อคนี้ผมพูดถึงแต่หุ้นเติบโตอยู่ตลอดเวลาและแทบจะไม่เคยพูดถึงหุ้นแบบอื่นเลย รวมทั้งหุ้น Turnarounds ด้วย หุ้น Turnarounds เป็นหุ้นที่ผมไม่ถนัด ผมจึงไม่ค่อยให้ความสนใจพวกมันเท่าไรแม้ว่านักลงทุนมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่น่าประทับใจจากพวกมันได้ไม่แพ้หุ้นเติบโตเลยก็ตาม ในตลาดหุ้น เราควรอยู่ให้ห่างไกลจากสิ่งที่เราไม่มีความถนัด (อย่าโลภ) นานๆ ผมจึงจะซื้อหุ้น Turnarounds สักครั้ง และไม่เคยถือพวกมันเกิน 10% ของพอร์ต

อย่างไรก็ตาม หุ้น Turnaround เป็นหุ้นที่มีนักลงทุนถามผมบ่อย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผมก็ไม่รู้จะแนะนำอย่างไร เพราะผมไม่ค่อยได้ตามหุ้นพวกนี้ ผมว่าบ้านเรามีนักลงทุนที่นิยมเล่นหุ้น Turnaround มากกว่าหุ้นเติบโตมาก ซึ่งเป็นไปตามแนวความเชื่อที่มีอยู่ทั่วไปในตลาดว่า "บริษัทของไทยโตได้น้อย ถ้าไม่เล่นหุ้น Turnaround โอกาสจะได้กำไรมากๆ คงไม่มี" จากการสังเกตพฤติกรรมของนักลงทุนที่หลงไหลหุ้น Turnaround ผมมีข้อสังเกตบางอย่างที่อยากเอามาแชร์ให้ฟังดังนี้

- สาเหตุที่ "บาง" คนหลงใหลหุ้น Turnarounds มากนั้นอาจเกิดจากพวกเขาให้ความสำคัญกับ "ขนาด" ของ Upside มากเกินไปและให้ความสำคัญกับ "โอกาส" ที่ Upside นั้นจะเกิดขึ้นน้อยเกินไปก็ได้ หุ้น Turnarounds อาจให้ผลตอบแทนได้สูงถึง 100-200% แต่โอกาสเช่นนั้นไม่ได้สูงมากนัก ในขณะที่ Downside ซึ่งต่ำกว่า Upside นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่า เหมือนอย่างที่ วอเรน บัฟเฟต เคยพูดว่า "Turnarounds seldom turn." ที่จริงแล้ว ถ้าคำนึงทั้งขนาดและโอกาส (expected value) หุ้น Turnarounds กับ หุ้นเติบโต นั้นอาจมีความน่าสนใจที่ไม่ต่างกันมากนัก เพราะแม้หุ้นเติบโตส่วนใหญ่จะมี Upside ไม่สูงนักในระยะสั้นๆ แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นมีมากกว่า

- เรามักเกิดความสนใจหุ้น Turnaround ขึ้นมาหลังจากเพิ่งเกิดเหตุการณ์ที่ราคาหุ้นของมันร่วงลงอย่างหนักใหม่ๆ และเข้าไปซื้อหุ้นเหล่านั้นด้วยตรรกที่ว่า ลงมาแรงๆ เดี๋ยวจะต้องเด้งแรงๆ หรือลงมาแล้ว 50% แปลว่าถูก แต่ความจริงแล้ว ไม่เคยมีกฏเกณฑ์พรรณนั้นอยู่ในตลาดหุ้นมาก่อน หุ้นที่ลงแรงๆ อาจนิ่งไปเลยหรือ sideway down ไปอีกหลายๆ ปีเลยก็เป็นไปได้บ่อย และเปอร์เซ็นต์ที่ร่วงลงมาจากจุดต่ำสุดมากๆ ก็ไม่สามารถบ่งบอกว่าหุ้นถูกหรือแพงได้เช่นเดียวกัน อย่างหุ้นสถานีโทรทัศน์ที่ร่วงลงมาจาก 30 บาทเหลือแค่ 6 บาทนั้น ยังสามารถลงต่อไปเหลือไม่ถึงบาทได้ หุ้นถังแก๊ส (มาจาก 17 บาท) หรือหุ้นอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร (มาจาก 12 บาท) ก็เป็นตัวอย่างที่ดีเช่นเดียวกัน

ที่จริงแล้ว ถ้าเราอยาก bet กับหุ้น Turnaround ควรทำเมื่อมีข่าวเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้นเข้ามากระทบมากกว่า การซื้อหุ้นที่ตกแรงๆ เพื่อหวังให้มันเด้งแรงๆ โดยไม่มีเหตุผลอะไรรองรับ ไม่ต่างกับการหวังล้มๆ แล้งๆ  การเก็งเมื่อมีสัญญาณฟื้นตัวแล้วแม้ว่าอาจจะต้องซื้อสูงกว่าจุดต่ำสุดไปบ้าง แต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็นแล้วว่า ก้นเหวอยู่ตรงไหนและยังมีโอกาสที่หุ้นจะวิ่งขึ้นได้มากกว่าหุ้นที่ยังคงทำ new low อยู่อย่างต่อเนื่อง

- หุ้นที่มีข่าวร้ายมากๆ บางตัวอาจจะยังไม่ถูกอย่างที่คิดก็ได้ เนื่องจากแนว Turnarounds เป็นแนวที่นักลงทุนไทยส่วนใหญ่นิยมเล่น ตลาดหุ้นไทยจึงมีนักลงทุนที่ยินดีเข้าไปรับของที่ถูกเทออกมามากกว่าปกติ ราคาหุ้นจึงไม่ลงไปมากกว่าจุด oversold ได้ง่ายๆ ถ้าต้องการตัดสินใจซื้อขายหุ้น Turnaround โดยอาศัยจิตวิทยา ไม่ควรซื้อหุ้นที่แค่มีข่าวร้ายธรรมดา หรือราคาหุ้นร่วงชั่วครั้งชั่วคราว เพราะจะยังไม่ปลอดภัยมากพอ ควรซื้อเมื่อมันเลวร้ายแล้วเลวร้ายอีกจนเหนือความคาดหมายของทุกคนจริงๆ ดังเช่นคติของ Sir John Templeton ยอดนักซื้อของถูกระดับตำนานที่บอกว่า  The only time to buy is the time of "maximum" pessimism.

-หุ้น Turnaround ที่กลับตัวได้สำเร็จแล้ว ควรขายออกไปเสีย ไม่ควรถือต่อไปในระยะยาว เพราะการที่มันเคยเกิดปัญหาถึงขั้นวิกฤตได้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะ พวกมันไม่ใช่หุ้นที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งเท่าไรนัก (อันนี้ไม่เสมอไป แต่ส่วนใหญ่) นักลงทุนมักมีความรู้สึกที่ดีกับหุ้น Turnaround ที่กลับตัวได้สำเร็จมากเพราะมันทำกำไรให้อย่างมากเลยเกิดความคิดไปว่ามันเป็นกิจการที่ยอดเยี่ยมและอยากถือมันตลอดไป ซึ่งจะนำไปสู่ความผิดหวังในอนาคต

ขอให้ท่านนักลงทุนทุกท่านโชคดีกับ Turnarounds ครับ ส่วนตัวผมเองขอเล่นหุ้นเติบโตที่ผมถนัดดีกว่า

 
Posted by 1001ii at 5:17 PM in 1001 Investment Ideas
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 02, 2008, 11:21:12 AM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #460 เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2008, 07:06:25 PM »


วิกฤตการณ์ข้าวยากหมากแพง

ภัยคุกคามจากลัทธิเก็งกำไร
 


          นับตั้งแต่กองทุนประกันความเสี่ยง หรือ เฮดจ์ฟันด์ ซึ่งเป็นผลผลิตขั้นสุดท้ายของลัทธิเก็งกำไร ได้ถือกำหนดขึ้น เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับความผันผวนและความเสี่ยงที่ยากจะรับมือมาโดยตลอด เมื่อวิกฤตการณ์เศรษฐกิจเอเชียประทุขึ้นในปี 1997 หลายคนมองโลกในแง่ดีว่า บทเรียนที่ทั้งโลกได้รับพร้อมๆ กันในครั้งนั้น จะทำให้ผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจโลกมีความฉลาดและรู้เท่าทันมากขึ้นที่จะป้องกันไม่ให้วิกฤตการณ์ในรูปแบบเดียวกันเกิดขึ้นอีก ทว่าความหวังกับความจริงที่ปรากฏกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อสหรัฐฯ มหาอำนาจผู้ยึดมั่นในปรัชญาเศรษฐกิจทุนนิยมต้องเผชิญวิกฤตซับไพร์ม ซึ่งได้ส่งผลให้ตลาดเงินโลกปั่นป่วนมาจนถึงขณะนี้ หากประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำแห่งโลกเศรษฐกิจเสรียังได้รับบทเรียนสาหัสจากลัทธิเก็งกำไรที่อยู่เคียงคู่ลัทธิทุนนิยมถึงเพียงนี้ ย่อมไม่แปลกที่บัดนี้ทั่วโลกจะต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากลัทธิเก็งกำไรโดยลำพัง เมื่อนักเก็งกำไรที่ผิดหวังจากตลาดซับไพร์ม ตลาดเงินสหรัฐฯ และตลาดเงินโลกต่างทุ่มเททรัพยากรทางการเงินที่มีอยู่โหมเก็งกำไรในตลาดน้ำมัน ตลาดวัตถุดิบอุตสาหกรรม และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรเพื่อแก้มือ หลังต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมหาศาลอันเป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤตซับไพร์ม ผลที่ตามมาก็คือ ความยากลำบากในการหาเลี้ยงชีพของคนส่วนใหญ่ในโลก
 
          ข้อมูลจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์นิวยอร์ค หรือ ไนเม็กซ์บ่งชี้ว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทะลุ 135 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 เป็นผลจากการที่นักค้าน้ำมันเร่งเปิดสถานะซื้อเพื่อปิดสถานะขาย หลังคาดการณ์ผิดว่าราคาน้ำมันจะลดลงแรง ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นักค้าน้ำมันเร่งเปิดสถานะซื้อเพื่อชดเชยผลขาดทุนจากการเปิดสถานะขาย หลังจากก่อนหน้านี้ได้เร่งเปิดสถานะขาย หรือ ทำ short position จนทำให้สถานะซื้อลดลง 8.1% ก่อนที่จะเผชิญผลขาดทุน เมื่อราคาน้ำมันไม่ได้ลดลงอย่างที่คาด ข้อเท็จจริงที่ไนเม็กซ์เปิดเผย เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดเป็นว่าเล่น ไม่ได้อิงกับกฎอุปสงค์อุปทานอย่างที่นักเศรษฐกิจเข้าใจ อันที่จริงย่อมกล่าวได้ว่า กฎอุปสงค์ อุปทานได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว นับตั้งแต่โลกเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจเสรีที่ใครจะแสวงหาประโยชน์ใดๆ ก็ได้ทุกที่ ทุกเวลา หากมีกำลังเงินและกำลังสติปัญญาสูงพอ จึงไม่แปลกที่คำยืนยันของบรรดาสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ โอเปคที่ว่า อุปทานน้ำมันในตลาดโลกเพียงพอกับความต้องการอยู่แล้ว และไม่มีที่ใดในโลกเผชิญภาวะขาดแคลน จะไม่เป็นผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ก็ในเมื่อตลาดน้ำมันมีประเด็นให้เล่น หรือ ให้เก็งกำไรกันตลอดทั้งปี ใยจะไม่ใช้โอกาสที่มีอยู่แสวงหาประโยชน์เข้ากระเป๋าเล่า ส่วนใครจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างนั้น ไม่ใช่ประเด็นที่นักเก็งกำไรต้องใส่ใจ

           เมื่อราคาน้ำมันทำสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่อง แน่นนอนว่า ย่อมส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในทุกประเทศทั่วโลกแพงขึ้นตามไปด้วย จึงไม่แปลกที่ขณะนี้ประเทศส่วนใหญ่ในโลกจะเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงจากแรงดึงด้านอุปทาน ซึ่งก็คือต้นทุนการผลิต ขณะที่อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต้องอยู่ในระดับติดลบไปตามๆ กัน เพราะเศรษฐกิจที่บอบช้ำมาตั้งแต่ฟองสบู่ซับไพร์มสหรัฐฯ แตกทำให้ไม่สามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อปรามเงินเฟ้อได้ ขณะเดียวกัน การขึ้นอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางภาวะค่าครองชีพสูงย่อมเป็นการซ้ำเติมผู้บริโภคที่มีภาระหนี้สินและแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่สูงขึ้นอยู่แล้ว ให้ได้รับความเดือดร้อนมากขึ้น

           อย่างไรก็ดี เมื่อคนส่วนใหญ่ในโลกตกเป็นฝ่ายเสียประโยชน์จากเกมการเงินในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยสินค้าที่เป็นปัจจัยแห่งการดำรงชีพ ย่อมต้องเกิดเสียงเรียกร้อง หรือ ความเคลื่อนไหวอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบมากเกินไป เหตุนี้เองได้นำไปสู่การเปิดเผยความจริงจากผู้บริหารบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกหลายรายที่กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นเพียงภาพลวงตาที่นักค้าน้ำมันในตลาดล่วงหน้าร่วมกันสร้างขึ้นเท่านั้น

ในการตอบข้อซักถามต่อคณะกรรมาธิการยุติธรรมวุฒิสภาสหรัฐฯระหว่างวันที่ 21- 22พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้บริหารจากบริษัทน้ำมันรายใหญ่ได้แก่ รอยัลดัทช์เชลล์ บีพี โคนอโค ฟิลลิปส์ เชฟรอน และเอ็กซ์ซอนโมบิล มีความเห็นตรงกันว่า ราคาน้ำมันดิบควรเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 35-90 ดอลลาร์/บาร์เรลเท่านั้น และยืนยันว่ากรอบราคานี้ได้สะท้อนความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์การเมือง ภัยธรรมชาติ และปัจจัยแวดล้อมที่อยู่เหนือการควบคุมอื่นๆ แล้ว ถามว่าราคาน้ำมันที่เกินจากระดับที่ควรจะเป็นอีกกว่า 40 ดอลลาร์/บาร์เรลมาจากไหน ก็ต้องตอบว่า มาจากการผลัดกันโยนไม้รับไม้ต่อกันไปเป็นทอดๆจากราคาหนึ่งไปสู่ราคาหนึ่ง ทำนองเดียวกับการสร้างราคาหุ้นนั่นเอง
 
          เมื่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้ากลายเป็นแหล่งแสวงหาประโยชน์ของนักเก็งกำไร ซึ่งไม่ได้มีความต้องการใช้สินค้าที่เข้าซื้อขายจริงๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้อำนาจในโลกเศรษฐกิจที่จะต้องร่วมมือกันสร้างกลไกปกป้องผู้บริโภค หรือ คนส่วนใหญ่ในโลก ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แนวคิดการควบคุมการเคลื่อนไหวของนักเก็งกำไรจึงเกิดขึ้น เมื่อนายโจเซฟ ไลเบอร์แมน ประธานคณะกรรมาธิการกำกับกิจการภาครัฐและความมั่นคงแห่งชาติประจำวุฒิสภาสหรัฐฯเปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯจะพิจารณาออกกฎเกณฑ์ที่จำเป็นในการจำกัดนักลงทุนสถาบันและนักเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ให้กระทำการใดๆ อันส่งผลให้ราคาเพิ่มขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผล

           'กฎเกณฑ์ที่ควรออกมาจะพุ่งเป้าไปที่นักลงทุนสถาบันและนักเก็งกำไรที่เข้าไปลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อชดเชยผลขาดทุนจากการลงทุนในตลาดหุ้นและขาดทุนจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์' นายไลเบอร์แมน กล่าว
 
          แม้ในขณะนี้ข้อเสนอของนาย ไลเบอร์แมน จะยังคงเป็นนามธรรม ทว่านับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ยังมีผู้ที่คิดต่อกรกับลัทธิเก็งกำไร ทำให้มีความหวังว่า วันหนึ่งสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพจะไม่ใช่สังเวียนประลองของกองทุนเก็งกำไรทั้งหลาย และผู้ที่มีสิทธิซื้อขายสินค้าเหล่านั้นจะเป็นผู้ที่มีความต้องการใช้โดยตรง ไม่ใช่ผู้ที่ต้องการส่วนต่างราคาเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดี ในส่วนของผู้บริโภค หากเห็นว่าการเฝ้ารอให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีเสถียรภาพมากขึ้นอาจไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ก็สามารถร่วมมือกันตอบโต้นักเก็งกำไรทั้งหลายได้ด้วยการประหยัดการใช้พลังงาน ใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้สอดคล้องกับยุคค่าครองชีพสูงเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหากต้องเผชิญวิกฤตการณ์ข้าวยากหมากแพงจริงๆ



By : วรเชษฐ์ พันธ์ภูวงศ์
       eFinanceThai.com

           
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #461 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2008, 08:37:12 AM »

บริหารความสุขในชีวิตแบบ VI

โลกในมุมมองของ Value Investor

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 26 พฤษภาคม 2551


                หลังจากการใช้ชีวิตแบบ Value Investor ที่มุ่งมั่นมานานและได้สังเกตเห็นชีวิตของคนอื่น ๆ รวมทั้งทบทวนความหลังของตนเองผมก็พบว่า ความสุขของคนเรานั้น บางทีอาจจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจครั้งสำคัญ ๆ ในชีวิตไม่กี่เรื่อง นั่นก็คือ ถ้าตัดสินใจถูกต้อง ชีวิตเราอาจจะง่ายขึ้น สะดวกขึ้น มีความสุขมากขึ้น ถ้าตัดสินใจผิด เราอาจจะลำบากขึ้น มีความสุขน้อยลง และก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร ว่าที่จริงเราอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเราตัดสินใจผิดและทำให้ความสุขของเราน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และต่อไปนี้คือการตัดสินใจครั้งสำคัญ ๆ ในชีวิตที่เราควรจะคำนึงถึง แน่นอน มันเป็นแนวความคิดแบบ VI ของผมเองซึ่งอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคนแต่ถ้าคุณนำไปคิดก่อนตัดสินใจมันก็คงจะช่วยให้ความสุขของคุณมากขึ้น โดยเฉพาะในระยะยาว
 
              เรื่องแรกก็คือ การเรียน โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาสำหรับเด็กจำนวนมากก็คือ หลายคนเรียนในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบหรือไม่มีความถนัด แต่เรียนในคณะที่ตนเองสามารถ “ทำคะแนนถึง” ดังนั้น สำหรับหลาย ๆ คนแล้ว เขาต้องเข้าไปเรียนในวิชาที่ตนเองไม่ชอบและบางคนก็เป็นคนที่เรียนด้อยกว่าเพื่อนในชั้นเพราะคะแนนของตนเองนั้นอยู่ในลำดับท้าย ๆ ของคณะที่ตนเองเข้าเรียน การที่ต้องเรียนในวิชาที่ตนเองไม่ชอบหรือไม่ถนัดหรือเรียนแล้วได้คะแนนต่ำต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเป็นสิ่งที่ทำให้ความสุขของการเรียนและชีวิตการทำงานในอนาคตสูญเสียไปอย่างมาก ข้อแนะนำของผมก็คือ พยายามเลือกเรียนในวิชาที่ตนเองชอบ เรียนแล้วมีความสุขหรือไม่ทุกข์ นอกจากนั้นเรียนแล้วรู้สึกว่าง่าย ถ้ายังนึกไม่ออกก็อาจจะดูจากคะแนนแอดมิชชั่นว่าคะแนนของเราควรจะอยู่ในระดับสูงของคณะที่รับ ทำได้แบบนี้ชีวิตเราจะเริ่มต้นด้วยความสุข

                เรื่องต่อมาคือการทำงาน ถ้าจะให้มีความสุข ผมคิดว่าเราต้องหลีกเลี่ยงการทำงานที่มีความเครียดสูง การทำงานที่มีการกำหนดเป้าหมายสูงแต่บริษัทหรือกิจการมีปัจจัยสนับสนุนน้อยหรือเป็นบริษัทระดับรองนั้นมักจะทำให้เราต้องออกแรงมากกว่าปกติและเกิดความเครียด พยายามหางานที่เราทำแล้วรู้สึกว่าง่ายและมีความสุขแต่ไม่ใช่งานที่ทำแล้วรู้สึกเบื่อไม่ท้าทาย บางคนบอกว่างานแบบที่ว่านั้นไม่มีหรือมีก็ไม่ทำเงิน ถูกครับ แต่ถ้าเราพยายามหา เราก็อาจจะเจองานที่เหมาะกับเราจริง ๆ เราชอบ และเมื่อทำแล้วเราก็จะทำได้ดี ในที่สุดเงินก็จะตามมา นี่ก็คงจะเหมือนกับการหาหุ้นลงทุนที่คนมักจะบอกว่าหุ้นดีราคาถูกนั้นไม่มี แต่ถ้าเราตั้งใจหาจริง ๆ เราก็อาจจะเจอ และเมื่อเจอแล้ว เราก็มีความสุข ว่าที่จริง ถ้าเราทำงานแล้วรู้สึกว่าเครียด บางทีนั่นก็เพียงพอที่จะบอกแล้วว่า มันไม่ใช่งานที่ดีและจะทำให้เรามีความสุขได้ในระยะยาว

                เรื่องที่สามคือการตัดสินใจในการซื้อทรัพย์สินรายการใหญ่ที่คนจำนวนมากอาจจะไม่ได้คิดอย่างถี่ถ้วนในผลกระทบระยะยาวของมัน นั่นก็คือ รถยนต์กับบ้าน ในกรณีของบ้านนั้น ผมคิดว่าทำเลของบ้านเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด การที่บ้านอยู่ไกลจากที่ทำงานมากและไม่มีรถไฟฟ้าผ่านจะทำให้เราต้องเสียเวลาและเงินทองมากทุกวันในการเดินทาง นี่เป็นการทำลายความสุขมหาศาลเมื่อเทียบกับบ้านที่อยู่ใกล้หรือติดกับสถานีรถไฟฟ้า บางคนบอกว่าบ้านที่อยู่ไกลนั้นเป็นบ้านเดี่ยวมีบริเวณและมีสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าคอนโดหรือทาวน์เฮ้าส์ แต่ผมคิดว่าไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป แนวทางการเลือกบ้านที่จะให้ความสุขในระยะยาวได้ก็คือ หนึ่ง ซื้อบ้านที่มีห้องพอดีกับสมาชิกครอบครัวของเราในอนาคตอย่าซื้อบ้านที่ใหญ่เกินไป สอง ซื้อบ้านในทำเลที่ติดหรือใกล้กับระบบขนส่งมวลชนที่เป็นรถไฟฟ้าอย่าให้ระยะทางเกิน 500 เมตรซึ่งเป็นระยะทางที่เราจะเดินได้อย่างสบาย สาม บ้านควรอยู่ใกล้กับสวนสาธารณะระยะห่างไม่ควรเกิน 1 กิโลเมตร ถ้าได้บ้านแบบนี้ ผมคิดว่า ชีวิตประจำวันของเราจะมีความสุข

                รถยนต์นั้น ถ้าเรามีบ้านที่อยู่ใกล้ระบบรถไฟฟ้า เราก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมีมากนัก แต่ถ้าจะมี ผมคิดว่าเราไม่ควรจะลงทุนกับมันมากเกินไป ถ้ารายได้เราไม่มาก เราก็อาจจะซื้อรถเก่า และในทุกกรณี ผมคิดว่ารถญี่ปุ่นที่เป็นรถที่คนนิยมกันเป็นรถที่ให้คุณค่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเงินที่เราใช้ การใช้รถยนต์นั้น อย่าไปดูแลมันมาก ถ้ามันจะมีรอยขีดข่วนบ้างหรือสะอาดน้อยลงมาหน่อยก็ไม่ควรจะใส่ใจมากนักเพราะในชีวิตประจำวันเรามีเรื่องที่จะต้องทำมากมายอยู่แล้ว

                คู่ครองเป็นเรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตเรามีความสุขมากหรือน้อย ดังนั้น สำหรับคนที่ยังไม่มีคู่ การมองหาคู่ครองที่ดีเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของเรา เรื่องของฐานะทางการเงินเป็นองค์ประกอบหนึ่งแต่ผมคิดว่ามันไม่ได้สำคัญมากเท่ากับที่คนทั่วไปคิด ความมั่งคั่งของคนนั้น สำหรับผมแล้วมักจะไม่ใช่เงินที่พ่อแม่มี แต่เป็นเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ นั่นก็คือ ตัวของเขาเอง ผมคิดว่าถ้าคนมีความรู้ความสามารถสูงและมีทัศนคติที่ดีในไม่ช้าเขาก็มักจะมีเงินหรือร่ำรวยขึ้นและอาจจะร่ำรวยกว่าคนที่อาจจะมีฐานะทางบ้านที่ดีแต่ความสามารถด้อยกว่า นี่ก็คงเหมือนหุ้นที่ดีและโตเร็วที่มักให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นที่มีทรัพย์สมบัติมากแต่กิจการไม่มีจุดเด่นหรือเก่งเท่า นี่ก็พูดถึงเรื่องทางการเงิน แต่คู่ครองที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขอีกข้อหนึ่งก็คือ คู่ครองควรมีคุณสมบัติที่เสริมซึ่งกันและกันหรือเป็นที่พึ่งของกันและกันได้

                สุดท้ายก็คือ เรื่องของการลงทุน ผมคิดว่าคนที่จะมีความสุขในระยะยาวได้มากกว่านั้น จำเป็นที่จะต้องลงทุนและเข้าใจการลงทุนอย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง เพราะว่าในระยะยาวแล้ว คนที่ลงทุนเป็นและสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าแม้จะเพียงปีละ 2-3 % ก็จะสามารถสะสมความมั่งคั่งได้มากกว่าคนที่ไม่สนใจการลงทุนได้มหาศาลเมื่อเวลาผ่านไปเป็นสิบ ๆ ปีหรือหลายสิบปี ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องนั้น ผมคิดว่าเป็นแหล่งของความสุขที่สำคัญ มันทำให้เรารู้สึกดีขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าอายุเราจะมากขึ้นซึ่งตรงกันข้ามกับคนที่แก่ตัวลงโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะอยู่อย่างไรกับเม็ดเงินที่มีอยู่น้อยนิด บางคนอาจจะบอกว่าไม่กล้าลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้นเพราะกลัวความเสี่ยง แต่ข้อเท็จจริงก็คือ เขาอาจจะไม่เคยลองหรืออาจจะลองมาไม่ยาวพอหรือที่ร้ายกว่าก็คือ ใช้วิธีการลงทุนที่ผิด การลงทุนที่ถูกต้องนั้น ถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงบ้างก็เป็นความเสี่ยงที่รับได้ ว่าที่จริงในชีวิตคนเรานั้น เราต้องรับความเสี่ยงอื่นมากมายอยู่แล้ว ความเสี่ยงเหล่านั้นมีมากกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นมาก ดังนั้น เราจึงควรรับความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดหุ้น เพราะผลตอบแทนของมันนั้น “คุ้มค่า”


http://www.thaivi.com/article/value-investor/528-vi.html


บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #462 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2008, 01:21:44 PM »

พลวัต

กรรมของชาติกำลังพัฒนา

มีคำเฉลยน่าสนใจจากนักเศรษฐศาสตร์บางคนในยุโรป ที่ตอบคำถามซึ่งผมเคยตั้งเอาไว้นานแล้วที่ว่า เหตุใด เศรษฐกิจของชาติต่างๆในโลกจึงไม่เกิดพังพินาศเสียทีทั้งที่ราคาน้ำมันพุ่งกระฉูดทำสถิติใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า เขาบอกเหตุผลเอาไว้ 3 ประการด้วยกันคือ- ประเทศพัฒนาแล้วในโลกนี้โดยเฉพาะชาติที่ร่ำรวยหัวแถวที่เรียกว่า G-7 นั้น มีโครงส้รางทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาฐานจากธุรกิจบริการในสัดส่วนที่สูงกว่าฐานการผลิตที่แท้จริงแบบในอดีตเมื่อ 30 ปีก่อน

ทำให้ได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาน้ำมันค่อนข้างต่ำ ตัวอย่างเช่นเศรษฐกิจสหรัฐพึ่งพาสัดส่วนน้ำมันเพียงร้อยละ 42% ของจีดีพี.เท่านั้น จึงแข็งแกร่งมากกว่าเดิม- กลไกการขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ขยับขึ้นในระยะเวลาค่อนข้างยาวนานคือประมาณ 6 ปีแล้วกว่าจะมาถึงระดับปัจจุบัน ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันแบบไม่ทันตั้งตัวดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1973 ที่เกิดจากการรลดส่งออกกะทันหันชนิดไม่ทันตั้งตัวของกลุ่มชาติสมาชิกโอเปก ทำให้มีการปรับกลไกของตลาดให้เหมาะสมเพียงพอในระดับหนึ่งที่จะป้องกันการเปราะบางของเศรษฐกิจโดยรวมของชาติต่างๆได้-

การขึ้นของราคาน้ำมันและสินค้าอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องตามมา เป็นผลพวงจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากการบริโภคของมนุษย์โดยรวมเอง มากกว่าการขาดแคลนน้ำมันหรือสินค้าที่มีอยู่ในตลาด ทำให้เป็นที่ยอมรับได้ความน่าสนใจของคำตอบดังกล่าวก็คือว่า เมื่อชาติพัฒนาแล้ว สามารถปรับกลไกภายในของตนเองในการสร้างภูมิคุ้มกันจนไม่ทำให้ราคาน้ำมันส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจของตนเองแล้ว ชาติใดบ้างในโลกนี้ที่ตกเป็นผู้รับเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจากการขึ้นราคาน้ำมันและราคาสินค้าแทน?คำตอบก็คือ ชาติกำลังพัฒนาที่เรียกว่าตลาดเกิดใหม่น่ะแหละข้อสรุปข้างต้นย่อมหมายความว่า หากเศรษฐกิจโลกจะเกิดพังพินาศขึ้นมา ก็ต้องเกิดในส่วนของชาติกำลังพัฒนาที่ใดที่หนึ่งในโลกนี้เป็นหลักอย่างไม่ต้องสงสัย ปัญหาก็คือ ใครจะถูกแจ็คพ็อตเข้ากันล่ะ!มีสูตรที่นักคณิตศาสตร์สำหรับพยากรณ์อนาคตตั้งเป็นตุ๊กตาเอาไว้เพื่อคาดเดาล่วงหน้า (อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ แต่พิจารณาดูก็ไม่น่าจะเสียหลายอะไร)ก็คือว่า

ผลพวงของการขึ้นราคาน้ำมันต่ออัตราการเติบโตของชาติกำลังพัฒนาโดยเฉลี่ย จะถ่ายโอนไปข้างหน้าโดยเฉลี่ย ประมาณ 1-2 ปี แล้วแต่โครงสร้างภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งประเด็นสำคัญก็คือ ทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจสูงขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรลดลง และทำให้การจ้างงานใหม่ๆลดลง แน่นอนว่า ในระยะแรกของการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน อาจจะส่งผลให้กำไรบางธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ในระยะยาวแล้ว จะพบว่า โอกาสที่จะทำกำไรจะลดต่ำลงอย่างฮวบฮาบ และท้ายสุดอาจจะจบลงด้วยการที่กิจการหยุดเติบโต และเริ่มขาดทุน ที่น่าสนใจก็คือว่า ในช่วงระยะเวลาอันผันผวนเนื่องจากการทะยานขึ้นของราคาสินค้าอย่างนี้ สถาบันที่มีบทบาทช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นน้อยที่สุด กลับได้แก่ธนาคารชาติทั้งหลาย ที่ไม่สามารถจะวางตัวเข้ามารับบทบาทในเชิงสร้างสรรค์อะไรได้ นอกเหนือจากเรื่องของอัตราดอกเบี้ย วึ่งไม่ใช่ตัวแปรที่มีความหมายมากนัก เพราะในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น เรื่องการเติบโตและการว่างงาน มีความสำคัญมากกว่าเรื่องเงินเฟ้อที่ควบคุมไม่ได้หลายเท่านัก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากภาวะเช่นนี้ในบรรดาชาติกำลังพัฒนาก็จะพบว่า เริ่มมีบางชาติที่เข้าข่ายสุ่มเสี่ยงต่อการที่เศรษฐกิจจะกลับมาพังพินาศรอบใหม่อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ชาติแรกที่น่ากังวลมากที่สุดคือ อาร์เจนติน่า ที่หลายปีนี้เริ่มฟื้นตัวจากหายนะเมื่อ 8 ปีก่อน ตอนนี้กำลังเริ่มเข้าตาจนอีกครั้ง เมื่ออัตราเงินเฟ้อกลับมาอาละวาดที่ระดับเหนือกว่า 25% เข้าไปแล้ว

รองลงไปคือรัสเซีย ที่มีอัตราเงินเฟ้อ 18% เวียดนามที่เงินเฟ้อระดับ 15% และซาอุดิอาระเบียที่มีอัตราเงินเฟ้อ 9.5% เพียงแต่ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นมายาภาพอยู่ เพราะโดยข้อเท็จจริง ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อในประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศต่ำกว่าความเป็นจริงหลายเท่า เนื่องจากมีการปซ่อนตัวเลขเอาไว้ด้วยเงินอุดหนุนราคาสินค้าของรัฐบาล ผ่านทั้งการกดราคาสินค้า ผ่านการขาดดุลงบประมาณ หรือ ด้วยวิธีการอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป้นเส้นทางนำไปสู่หายนะในอนาคตได้ง่ายทั้งสิ้น เพราะเมื่องวันใด ความสามารถในการอุดหนุนของรัฐบาลพังทลายลงเพราะหมดเงินงบประมาณ เศรษฐกิจก็พร้อมจะพังในอัตราเร่งอย่างเต็มที่ ดังเคยเกิดขึ้นมาแล้ว

นั่นหมายความว่า โอกาสที่ชาติกำลังพัฒนาในโลกนี้จะย่างเข้าสู่เศรษฐกิจถดถอยและพังพินาศมีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้นในอนาคตอันไม่ไกลเกินรอ โดยเฉพาะในชาติที่เลือกเอาหนทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาดด้วยการเข้าแทรกแซงกลไกตลาดจนบิดเบี้ยวไปหมดจนกลไกไม่ยอมทำงานอีกต่อไป

เรื่องนี้ เตือนใจบรรดาผู้นำทางการเมืองของประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งไทยได้ดีว่า อย่าเล่นการเมืองแล้วตกในกับดักแห่งอำนาจ จนกระทั่งลืมการบริหารกลไกเศรษฐกิจของประเทศจนบิดเบี้ยว และนำไปสู่หายนะ

โดยเฉพาะประเทศที่มีกลไกเศรษกิจทุนนิยม และเปิดเสรีอยู่แล้ว ยิ่งต้องเพิ่มความระวังมากเป็นพิเศษ เพราะรัฐบาลนั้น อาจจะสามารถทำในสิ่งที่”เจตนาดี ประสงค์ร้าย”ได้เสมอ หากไม่ยึดหลักมั่น

บางครั้ง การปล่อยให้กลไกเศรษฐกิจทำงานโดยยอมให้คนบางส่วนเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลง อาจจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าการแทรกแซงกลไกตลาดจนยับเยิน ข้อเตือนใจนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และจะยังเกิดขึ้นต่อไป

เกิดมาในชาติกำลังพัฒนาก็อย่างนี้แหละ
.................

วันที่ 27 พ.ค. 2551 แสดงข่าวมาแล้ว 3ช.ม. 40นาที
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #463 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2008, 11:41:06 AM »

  พืชพลังงานของไทย:  ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนพลังงานทดแทนในอนาคต

   ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ในปัจจุบันประเทศต่างๆ ได้สนับสนุนและให้ความ
สำคัญในการพัฒนาพลังงานทดแทนกันมากขึ้นเพื่อช่วยลดสัดส่วนการพึ่งพิงน้ำมันปิโตรเลียมที่มี
แนวโน้มว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้พลังงานทดแทนที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจอย่าง
มากในขณะนี้คือ เชื้อเพลิงชีวภาพ (Bio Fuel) ซึ่งผลิตได้จากผลิตผลทางการเกษตรต่างๆ
ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง และข้าวโพด เป็นต้น


   ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผลกระทบจากแรงกดดันของสถานการณ์ราคาน้ำมันดังกล่าวที่
เกิดขึ้น เริ่มส่งผลทำให้กลายเป็นปัญหาที่สำคัญของโลกขณะนี้ กล่าวคือ การผลิตพืชเกษตรแต่
เดิมผลิตเพื่อใช้บริโภคเป็นอาหารทั้งเพื่อเป็นอาหารของคนโดยตรง นำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์และ
เป็นวัตถุดิบเพื่อป้อนอุตสาหกรรมการเกษตรต่างๆ แต่ปัจจุบันพื้นที่ทำการเกษตรกลับถูกนำไป
ปลูกพืชพลังงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากกระแสความต้องการนำพืชพลังงานมาผลิตเป็นเชื้อเพลิง
ชีวภาพมีมากขึ้น ส่งผลให้ทั่วโลกต่างหวาดวิตกเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ด้านอาหารที่กำลังเกิดขึ้นและ
กลายเป็นหัวข้อสำคัญซึ่งถกเถียงกันในเวทีโลก และต่างเร่งหาทางออกร่วมกันก่อนที่วิกฤตด้าน
อาหารและวิกฤตด้านพลังงานจะส่งผลร้ายแรงต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต
 
ตลาดพลังงานชีวภาพของโลก

   เชื้อเพลิงชีวภาพที่จะกล่าวถึงในที่นี้ประกอบด้วย 2 ประเภทหลัก คือ เอทานอล และไบ
โอดีเซล ทั้งนี้เอทานอลส่วนใหญ่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง ส่วนไบโอดีเซลใช้วัตถุดิบจาก
ปาล์มน้ำมันเป็นหลัก  นอกจากนี้ยังมีพืชประเภทอื่นๆ ที่สามารถนำมาผลิตเป็นพลังงานชีวภาพ
ได้ อาทิ ข้าวโพด ถั่วเหลือง ข้าว ข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวสาลี สบู่ดำ  และเรพซีด (Rapeseed)
เป็นต้น
               ในปี 2550 การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพของโลกยังคงมีสัดส่วนน้อยเพียงร้อยละ 5 เมื่อ
เทียบกับการผลิตเชื้อเพลิงจากฟอสซิลที่มีมากกว่า 1,200 พันล้านลิตร อย่างไรก็ตาม คาดว่า ใน
ระยะเวลา 15-20 ปีข้างหน้าการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจะมีบทบาทในการทดแทนน้ำมันเพิ่มขึ้น
โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของปริมาณการใช้น้ำมันจากฟอสซิลทั่วโลก สำหรับ
การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพของโลกในปัจุบันแบ่งเป็นสัดส่วนการผลิตเอทานอลร้อยละ 93 และที่
เหลือร้อยละ 7 เป็นไบโอดีเซล

ตลาดเอทานอล
 
             เอทานอล ที่ผลิตจากวัตถุดิบจากพืชพลังงานชนิดต่างๆ จำนวน 1 ตัน จะให้ผลผลิตเอทา
นอลที่แตกต่างกัน สำหรับวัตถุดิบที่ให้ผลผลิตเอทานอลสูงที่สุดคือ ข้าวและข้าวโพด รองลงมา
เป็น กากน้ำตาล และหัวมันสำปะหลังสด

 
             การผลิตเอทานอลในตลาดโลกมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 20 ต่อปี สำหรับปี
2550 มีปริมาณการผลิตประมาณ 13.1 พันล้านแกลลอน1 โดยมีผู้ผลิตรายใหญ่คือ สหรัฐฯ สัด
ส่วนร้อยละ 49.6 รองลงมาเป็นบราซิลร้อยละ 38.3 สหภาพยุโรปร้อยละ 4.4 จีนร้อยละ 3.7
แคนาดาร้อยละ 1.6 ไทยร้อยละ 0.6  อินเดียร้อยละ 0.4 ออสเตรเลียร้อยละ 0.2 และประเทศ
อื่นๆ ร้อยละ 1.2 ด้านการนำเข้าเอทานอล สำหรับประเทศสหรัฐฯ ถือเป็นผู้นำเข้าเอทานอลราย
สำคัญคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31 ของปริมาณการนำเข้าเอทานอลรวมทั้งโลก ส่วนใหญ่นำเข้า
จากบราซิล ส่วนผู้นำเข้าเอทานอลรายอื่นๆ ของโลก ได้แก่ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี และ
ไต้หวัน เป็นต้น
   
ตลาดไบโอดีเซล

   ไบโอดีเซล การนำไบโอดีเซลไปใช้ส่วนใหญ่นำไปผสมกับน้ำมันดีเซล ไบโอดีเซลเริ่ม
มีการผลิตในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2533 การผลิตไบโอดีเซลของโลกในปี 2550 มีปริมาณ 3.7
พันล้านลิตร มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 33 ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา การ
ผลิตไบโอดีเซลยังคงมีสัดส่วนที่น้อยเพียงร้อยละ 0.2 ของความต้องการบริโภคน้ำมันดีเซลรวม
ของโลก ทั้งนี้สหภาพยุโรปเป็นผู้ผลิตไบโอดีเซลรายใหญ่ของโลกมีสัดส่วนร้อยละ 90 ของปริมาณ
การผลิตไบโอดีเซลของโลก โดยเยอรมนีเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดสัดส่วนร้อยละ 53 ของการผลิต
ไบโอดีเซลรวมของโลก รองลงมา คือ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา สัดส่วนร้อยละ 15 และ 8 ตาม
ลำดับ

ตลาดพลังงานชีวภาพของไทย

ความต้องการเอทานอลในไทยขยายตัวตามปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ที่เพิ่มขึ้น

 
            ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ของไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี
2548 ปริมาณการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณเฉลี่ย 1.8 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นเป็น 3.3
และ 4.2 ล้านลิตร/วันในปี 2549 และปี 2550 ส่วนปริมาณจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ก็มีแนวโน้ม
เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้จากข้อมูลกระทรวงพลังงาน ณ 31 มีนาคม 2551 ไทยมีปริมาณการใช้
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95   แก๊สโซฮอล์ 91 และ E 20 รวมกันประมาณ 7.4 ล้านลิตร/วัน โดยมีสถานี
บริการน้ำมันที่จำหน่ายน้ำมันดังกล่าวจำนวน 3,963 แห่ง
 
             ปัจจุบันรัฐบาลใช้กลไกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาทำให้ราคาน้ำมันแก๊ส
โซฮอล์ 95 ถูกกว่าน้ำมันเบนซิน 95 ประมาณลิตรละ 4 บาท เพื่อเป็นการจูงใจให้ประชาชน
เปลี่ยนมาใช้แก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มมากขึ้น ส่วนของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ภาครัฐได้มีการส่งเสริม
ให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 มากขึ้นเช่นกัน โดยใช้กลไกชดเชยราคาเช่นเดียวกับ
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ถูกกว่าราคาน้ำมันเบนซิน 91
ลิตรละ 3.70 บาท ล่าสุดรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนใช้แก๊สโซฮอล์ E 20 เริ่มออกมาจำหน่าย
ตั้งแต่ต้นปี 2551 แต่ยังมีข้อจำกัดด้านสถานีจำหน่ายและสามารถตอบสนองรถยนต์ได้เฉพาะบาง
รุ่น ทั้งนี้ภาครัฐพยายามส่งเสริมให้มีการใช้น้ำมัน E20 เพิ่มขึ้นโดยการรักษาส่วนต่างของราคา
แก๊สโซฮอล์ E 20 ให้มีราคาจำหน่ายต่ำกว่าราคาน้ำมันเบนซิน 95 ถึงลิตรละ 6 บาท รวมทั้งมี
มาตรการลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน E 20 ด้วย ล่าสุดกระทรวงพลังงานเร่งผลักดัน
นโยบายส่งเสริมการใช้ E 85 ให้เร็วขึ้นภายในปี 2551-2552 จากเป้าหมายเดิมในปี 2555
โดยรัฐอาจจะเข้าไปชดเชยส่วนต่างของราคา E 85 ให้ต่างจากน้ำมันเบนซิน 95 ถึงลิตรละ 10
บาท
 
              ที่ผ่านมาการผลิตเอทานอลยังคงมีปริมาณเกินกว่าความต้องการใช้ จากข้อมูล
ของกระทรวงพลังงานเดือนเมษายน 2551 โรงงานที่ผลิตเอทานอลจริงมีจำนวน 8 ราย มีกำลัง
การผลิตอยู่ที่ 1.3 ล้านลิตร/วัน จากจำนวนโรงงานเอทานอลที่ได้รับอนุญาตทั้งสิ้น 45 ราย  ขณะที่
ปริมาณการใช้เอทานอลจริง ณ เดือนมีนาคม ปี 2551 อยู่ที่ 7.4 แสนลิตร/วัน (คิดเทียบจาก
ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์รวมกันประมาณ 7.4 ล้านลิตร/วัน) ทำให้สต็อกเอทานอลของไทย ณ
เดือนมีนาคม 2551 มีปริมาณรวม 49 ล้านลิตร ซึ่งเป็นสต็อกของบริษัทค้าน้ำมันและผู้ผลิตเอทา
นอล สำหรับราคาซื้อขายเอทานอลในประเทศกำหนดโดยอ้างอิงราคาเอทานอลของตลาดบราซิล
เป็นหลัก สำหรับเดือนพฤษภาคม ปี 2551 ราคาเอทานอลลดลงมาอยู่ที่ 17.54 บาท/ลิตร จาก
เดิมเดือน มกราคม 2550 มีราคา 25.30 บาท/ลิตร
 
             ในส่วนของกระทรวงพลังงานวางเป้าหมายการผลิตเอทานอลปี 2551 และปี 2552 อยู่
ที่ 2.7 และ 3.8 ล้านลิตร/วัน ขณะเดียวกันได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์ส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์
โดยตั้งเป้าหมายศักยภาพการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของไทยในปี 2554 รวม 5.4 ล้านลิตร/วัน ซึ่ง
แบ่งเป็นเป้าหมายการใช้เอทานอล 2.4 ล้านลิตร/วัน และเป้าหมายการใช้ไบโอดีเซลรวม 3.0
ล้านลิตร/วัน
               
ความต้องการใช้ไบโอดีเซลในประเทศเพิ่มจากการส่งเสริมไบโอดีเซล B 2 และ B 5 ของภาครัฐ
 
            ผลจากมาตรการบังคับใช้น้ำมันไบโอดีเซล B 100 ผสมในน้ำมันดีเซลในสัดส่วนร้อย
ละ 2 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นไป ทำให้มีการปริมาณใช้ไบโอดีเซล B
100 ประมาณ 1 ล้านลิตรต่อวัน (คิดเทียบจากปริมาณการใช้น้ำมันดีเซล 50 ล้านลิตร/วัน) ดังนั้น
คาดการณ์ว่า ปี 2554 ปริมาณความต้องการใช้ไบโอดีเซล B100 จะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว คิดเป็น
ปริมาณการใช้กว่า 3.0 ล้านลิตร/วัน เพื่อใช้ทดแทนการนำเข้าน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งส่งผลให้
ปริมาณการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B 2 และ น้ำมันไบโอดีเซล B 5 น่าที่จะยังคงมีปริมาณจำหน่าย
เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในปัจจุบันภาครัฐกำหนดราคาน้ำมันดีเซล B 5 ให้มีราคาต่ำกว่าน้ำมัน
ดีเซลหมุนเร็วประมาณ 0.70 บาท/ลิตร  ทำให้ในเดือนมีนาคม ปี 2551 ปริมาณจำหน่ายไบโอ
ดีเซล B 5 เพิ่มขึ้นเป็น 7.5 ล้านลิตร/วัน จากปี 2550 ซึ่งมีปริมาณจำหน่ายเฉลี่ยเพียง 1.7 ล้าน
ลิตร/วัน สำหรับราคาไบโอดีเซล B 100 อ้างอิง ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2551 ซึ่งภาครัฐกำหนด
อยู่ที่ 37.94 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนซึ่งมีราคา 29.62 บาท/ลิตร

               ปัจจุบันไทยมีโรงงานผลิตไบโอดีเซล (เดือน มีนาคม 2551) จำนวน 9 แห่ง มีกำลัง
การผลิตรวม 2.2 ล้านลิตร/วัน
ขณะที่ปริมาณการผลิตไบโอดีเซล B 100 โดยมีการผลิตจริง
เฉลี่ย 1.3 ล้านลิตร/วัน และคาดว่า จำนวนโรงงานผลิตไบโอดีเซลจะเพิ่มขึ้นจากจำนวน 9 โรง
เป็น 21 โรงภายในปี 2552 และมีกำลังการผลิตไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นเป็นปริมาณ 5.3 ล้านลิตร/วัน
ภายในปีหน้า

ยุทธศาสตร์ส่งเสริมเอทานอลและไบโอดีเซลของรัฐ..รองรับความยั่งยืนด้านพลังงาน
 
               ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของภาครัฐในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเอ
ทานอลและไบโอดีเซลของไทย รวมถึงพิจารณาปัญหาอุปสรรคของธุรกิจและเสนอประเด็นสำคัญ
ซึ่งควรเร่งดำเนินการ โดยพิจารณาปัจจัยหลัก 4 ด้านประกอบด้วย ด้านวัตถุดิบ ด้านการผลิต ด้าน
ตลาด และด้านนโยบายของภาครัฐ ซึ่งสามารถแบ่งประเด็นการพิจารณาด้านต่างๆ ดังนี้
 
               วัตถุดิบ สำหรับประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมด้านวัตถุดิบโดยเฉพาะผลผลิต
กากน้ำตาลและมันสำปะหลังซึ่งสามารถนำมาผลิตเอทานอลได้เป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้โรงงานผลิต
เอทานอลของไทยส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบจากกากน้ำตาลเป็นหลัก ส่วนจำนวนโรงงานผลิตเอทานอ
ลจากมันสำปะหลังมีน้อย และปัจจุบันเผชิญปัญหาวัตถุดิบมันสำปะหลังมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ราคาวัตถุดิบจากกากน้ำตาลมีแนวโน้มลดลง ส่วนการผลิตไบโอดีเซลจากวัตถุดิบปาล์ม
น้ำมัน ซึ่งไทยยังคงมีศักยภาพการผลิตปาล์มน้ำมันด้อยกว่าประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียที่
เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก อย่างไรก็ตาม ภาครัฐกำลังดำเนินการวางเป้า
หมายขยายพื้นที่ปลูกปาล์มเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันไบโอดีเซลที่จะเพิ่มมากขึ้นต่อ
เนื่อง และปรับปรุงประสิทธิภาพผลผลิตปาล์มต่อไร่เพื่อให้ได้น้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นตามแผน
พัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรเรียนรู้เทคโนโลยี
การปลูกปาล์มของต่างประเทศซึ่งจะให้ไทยสามารถเพิ่มผลผลิตปาล์มให้มากขึ้น ขณะที่ผลผลิต
อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมันของไทยยังประสบปัญหาปริมาณผันผวนตามสภาพดินฟ้า
อากาศและราคาผลผลิตที่ขึ้นกับอุปสงค์และอุปทานทั้งตลาดต่างประเทศและภายในประเทศ ดัง
นั้นแนวทางแก้ไขปัญหาที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการคือ ควรเร่งขยายพื้นที่เพาะปลูกและส่งเสริม
การเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น รวมทั้งการวางนโยบายที่ชัดเจนโดยการจัดโซนนิ่งใน
การเพาะปลูกพืชแต่ละชนิด โดยเฉพาะการปลูกพืชที่เป็นอาหารกับการปลูกพืชเพื่อผลิตพลังงาน
ทดแทนเพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีชีวภาพมาปรับใช้ในการเพิ่มผลผลิตพืชพลังงานได้อย่าง
เหมาะสม รวมทั้งขยายความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคในการเข้าไปลงทุนปลูกพืชใน
ประเทศเพื่อนบ้านในรูปแบบ Contract Farming ให้มากขึ้นเพื่อให้สามารถบริหารจัดการความ
เสี่ยงด้านวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                การผลิต ปริมาณการผลิตเอทานอลของไทยมีมากกว่าปริมาณความต้องการใช้ ทั้งนี้
จากการประเมินปริมาณความต้องการใช้และปริมาณการผลิตเอทานอล พบว่า จำนวนโรงงานที่
ได้รับอนุญาตผลิตเอทานอลจำนวน 45 ราย มีกำลังการผลิตรวม 12 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ปริมาณ
การผลิตเอทานอลจริงขณะนี้อยู่ที่ 1.3 ล้านลิตร/วัน และเป้าหมายปี 2551 และ 2552 คาดว่า จะ
มีปริมาณการผลิตเอทานอล 2.7 และ 3.8 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ความต้องการใช้เอทานอลปัจจุบัน
อยู่ที่ 7.4 แสนลิตร/วัน และรัฐตั้งเป้าหมายการใช้เอทานอลอยู่ที่ 2.4 ล้านลิตร/วันภายในปี 2554
ซึ่งจะเห็นได้ว่าไทยมีศักยภาพการผลิตอยู่มาก สำหรับผลผลิตเอทานอลส่วนเกินที่เหลือใช้ในการ
ส่งออก สำหรับปี 2550 ไทยส่งออกเอทานอล 14 ล้านลิตร และในช่วง 2 เดือนแรกปี 2551 มี
ปริมาณการส่งออกเอทานอลสูงถึง 10 ล้านลิตร โดยมีประเทศที่ผู้นำเข้าหลัก ได้แก่ สิงคโปร์
สหภาพยุโรป ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และไต้หวัน เป็นต้น สำหรับการผลิตไบโอดีเซลยังคงมีปัญหา
จากคุณภาพการผลิต เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐาน ขณะที่ไทยยังคงเผชิญ
ปัญหาสำคัญจากราคาวัตถุดิบในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตเอทานอลและไบโอ
ดีเซลของไทยสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานต้นทุนในต่างประเทศ โดยเอทานอลมีตลาดบราซิลเป็น
มาตรฐาน ส่วนราคา B 100 นั้นอ้างอิงจากราคาน้ำมันปาล์มดิบของไทยซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียง
กับราคาของตลาดมาเลเซียและอินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ทั้งนี้แม้ว่าผู้ผลิตเอทา
นอลและไบโอดีเซล B 100 ของไทยไม่ได้ประสบกับภาวะขาดทุน แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า
ทางการควรเร่งวางแผนบริหารจัดการปริมาณการผลิตและความต้องการใช้เอทานอลและไบโอ
ดีเซลอย่างเหมาะสมเพื่อให้สามารถวางแผนการเพาะปลูกพืชพลังงานได้อย่างถูกต้อง และศึกษา
วิเคราะห์ต้นทุนการผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลจากวัตถุดิบแต่ละชนิดเพื่อให้เชื่อมโยงกับแผน
ยุทธศาสตร์การใช้พลังงานทดแทนของไทย ขณะเดียวกันก็เร่งระบายสต๊อกโดยการเฉพาะการส่ง
เสริมการส่งออกเอทานอลไปยังต่างประเทศให้มากขึ้น ในขณะที่การผลิตปัจจุบันยังมากกว่าระดับ
การใช้ในประเทศ
 
              การตลาด ตลาดภายในประเทศเองแนวโน้มปริมาณการใช้เอทานอลและไบโอดีเซล
ยังขยายตัวได้อีกมาก สำหรับแนวทางที่ภาครัฐได้ดำเนินการไปแล้วคือ การรณรงค์ส่งเสริมให้
ประชาชนหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลมากขึ้น โดยใช้กลไกส่วนต่างของราคาเป็น
แรงจูงใจให้คนหันมานิยมใช้มากขึ้น รวมทั้งเร่งขยายจำนวนสถานีบริการน้ำมันแก๊สโซฮอล์และ
น้ำมันไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น ตลอดจนศึกษาแนวทางการส่งเสริมเอทานอลและไบโอดีเซลของต่าง
ประเทศเพื่อนำมาปรับใช้กับการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพของไทยต่อไป

                  นโยบาย ประเด็นซึ่งภาครัฐกำลังดำเนินการคือ การกำหนดแผนแม่บทด้านพลังงาน
ทดแทนระยะเวลา 15 ปี (ปี 2551-ปี 2565) โดยการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนให้มาก
ขึ้น ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ประเด็นสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ คือ การวางกรอบนโยบาย
ที่ชัดเจนเพื่อให้สามารถบริหารจัดการส่งเสริมการผลิตการใช้เอทานอลและไบโอดีเซลอย่างต่อ
เนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายที่วางไว้ซึ่งจะครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน
(Value Chain) ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การผลิต การตลาด และการวิจัยพัฒนาเอทานอลและไบ
โอดีเซล โดยอาศัยความร่วมมือกันของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่ง
แวดล้อม กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ซึ่งการประสานด้านข้อมูลและการดำเนินงาน
ระหว่างกันเพื่อให้สามารถกำหนดความต้องการใช้และอุปทานผลผลิตที่ชัดเจน และทำให้
สามารถกำหนดมาตรการรองรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้ภายใน 4
ปี ข้างหน้าภาครัฐมีนโยบายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิตพืชพลังงานที่สำคัญของ
โลก โดยตั้งเป้าหมายผลักดันให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแหล่งผลิตพืชพลังงานทดแทนที่
สำคัญของประเทศ ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้กระทรวงการคลังสนับสนุนงบประมาณ
25,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันนโยบายพืชพลังงานให้เป็นรูปธรรม และล่าสุดภาครัฐมีนโยบายนำ
ที่ดินทิ้งร้างจากส่วนราชการมาแจกจ่ายให้เกษตรกรเช่าพื่อปลูกพืชพลังงานทดแทน โดยคิดค่า
เช่าในอัตรา 20 บาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งกำหนดให้เช่าที่ดินนานถึง 30 ปี ตลอดจนประสานความร่วม
มือกันระหว่างโรงงานผู้ผลิต ผู้ค้าน้ำมัน ผู้ผลิตรถยนต์ สถาบันการเงินต่างๆ และผู้บริโภค ซึ่ง
นโยบายต่างๆ ในการสนับสนุนการปลูกพืชพลังงานของรัฐบาลถือเป็นนโยบายสำคัญที่จะช่วยขับ
เคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน และช่วยลดการพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียมของ
ไทยในอนาคต

บทสรุป
 
               ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นไม่หยุดยั้ง ทำให้หลายประเทศต่างหันมาสนใจ
พัฒนาพลังงานทดแทนอย่างจริงจังโดยเฉพาะพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งนี้ประเด็นที่น่าสนใจ
และกำลังกลายเป็นปัญหาที่สำคัญขณะนี้คือ การแย่งชิงพื้นที่เพาะปลูกระหว่างพืชที่เป็นอาหาร
และพืชที่ใช้ผลิตเป็นพลังงานจนทำให้เกิดวิกฤตด้านอาหารและวิกฤตด้านพลังงานไปทั่วโลก
เนื่องจากกระแสความต้องการนำพืชไปผลิตเป็นพลังงานมีมากขึ้น สำหรับไทยเองมีศักยภาพและ
ความพร้อมในการปลูกพืชพลังงานที่สำคัญโดยเฉพาะอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งทำให้ไทยสามารถ
นำมาต่อยอดการผลิตให้เกิดการเชื่อมโยงกันในอุตสาหกรรมเอทานอลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
และเป้าหมายการพัฒนาและส่งเสริมการผลิตและการใช้เอทานอลให้มากขึ้น สำหรับการผลิตไบ
โอดีเซลจากปาล์มน้ำมันของไทยยังมีศักยภาพการผลิตปาล์มน้ำมันต่ำกว่ามาเลเซียและ
อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก อย่างไรก็ตาม  ภาครัฐกำลังดำเนินการตามแผนพัฒนา
อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันไบโอดีเซลที่มากขึ้น
ต่อเนื่องโดยการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มเพิ่มขึ้น การปรับปรุงประสิทธิภาพผลผลิตปาล์มต่อไร่เพื่อให้
ได้น้ำมันปาล์มดิบมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรเรียนรู้เทคโนโลยีการปลูกปาล์มของต่าง
ประเทศ

   ทั้งนี้ประเด็นสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการวางกรอบนโยบายที่ชัดเจนเพื่อให้สามารถ
บริหารจัดการการผลิตการใช้เอทานอลและไบโอดีเซลอย่างเหมาะสมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยพิจารณาครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ทั้งด้านวัตถุ
ดิบ การผลิต การตลาดและการวิจัยพัฒนา โดยอาศัยการประสานกันของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม
กระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม รวมทั้งความร่วม
มือกันระหว่างโรงงานผู้ผลิต ผู้ค้าน้ำมัน ผู้ผลิตรถยนต์ สถาบันการเงินต่างๆ ตลอดจนผู้บริโภค ใน
การช่วยผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานทดแทนของไทยให้เป็นไปอย่างยั่งยืนเพื่อรองรับ
ความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศในอนาคต


ที่มา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย     วันที่   28/05/08   เวลา   11:16:46


บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #464 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2008, 12:41:41 PM »


รายงานพิเศษ

เปิดมุมมอง 118 ซีอีโอ บจ.  

ปัญหาการเมือง-ราคาน้ำมันน่ากังวลสุด

จากผลการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารจดทะเบียน(Quarterly      Thailand Economic Outlook Survey) หรือ CEO survey จำนวน 118 บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ใน  8  อุตสาหกรรม  ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาด(มาร์เก็ตแคป)  รวมทั้งสิ้นประมาณ 60 % ประจำไตรมาส 2/2551 โดยมีแนวคำถาม 3 ประเด็นหลัก คือ 1.แนวโน้มเศรษฐกิจและผลการดำเนินการ 2. ประเด็นเกี่ยวกับอุปสงค์ภายในประเทศ และ 3. มุมมองต่อประเด็นทางเศรษฐกิจ-การเมืองของรัฐบาลปัจจุบัน

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้บริหารสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)  เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง มุมมองเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และธุรกิจของตนเอง  ในปัจจุบันเทียบกับช่วง  6  เดือนที่ผ่านมา มองว่า 1.ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ดีขึ้นมาก 3 % ดีขึ้น 45 % เหมือนเดิม 19 % แย่ลง 32% และแย่มาก 1% 2.อุตสาหกรรมของท่าน ดีขึ้นมาก 4% ดีขึ้น 52% เหมือนเดิม 22% แย่ลง 17% และแย่มาก 5%

3.ธุรกิจของท่านดีขึ้นมาก 9% ดีขึ้น 54% เหมือนเดิม 15% แย่ลง 20% และแย่มาก 2%

ในช่วง  6 เดือนข้างหน้า 1.ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ดีขึ้น 37% เหมือนเดิม 28% แย่ลง 13% และแย่ลงมาก 2% 2.อุตสาหกรรมของท่าน ดีขึ้น 54% เหมือนเดิม 29% และแย่ลง 17% 3.ธุรกิจของท่าน ดีขึ้นมาก 4% ดีขึ้น 63% เหมือนเดิม20% แย่ลง 13%

ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม  ท่านคิดว่า ภาวะโดยรวมของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับ 6 เดือนที่ผ่านมา ดีขึ้นมาก 3% ดีขึ้น45% เหมือนเดิม 19% แย่ลง 32% และแย่ลงมาก 1% ท่านคิดว่าภาวะโดยรวมของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไรในอีก 6 เดือนข้างหน้า ดีขึ้น 37% เหมือนเดิม 28% แย่ลง 33% และแย่ลงมาก 2%

ปัจจัยเสี่ยงที่ท่านกังวลใจมากที่สุดต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทของท่านคืออะไร จากผลสำรวจอันดับ 1 พบว่าเป็นเรื่องของราคาวัตถุดิบ/น้ำมันที่เพิ่มขึ้น อันดับ 2 เสถียรภาพทางการเมือง 3. กำลังซื้อที่ลดลงภายในประเทศ 4.ปัญหาชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก 5.ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น 6.การไม่สามารถปรับเพิ่มราคาสินค้า 7. การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน 8. ปัญหาซับไพรม์ในสหรัฐฯ

สำหรับราคาวัตถุดิบ/น้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยมีผลกระทบด้านลบอย่างรุนแรงมาก 64% และมีผลกระทบด้านลบบ้าง   36%   ความรุนแรงของปัญหาเศรษฐกิจโลก  และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยมองว่าปัญหาซับไพรม์จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร โดยตัวเลขส่วนใหญ่  89%  มองว่ามีผลกระทบด้านลบบ้าง  ส่วนผลกระทบแบบรุนแรงมีเพียงแค่ 4% เท่านั้น

ส่วนปัญหาวิกฤติอาหารโลก(Food crisis) จะมีผลกระทบด้านบวกต่อเศรษฐกิจไทย และอีก  25  %  จะมีผลกระทบด้านลบบ้าง อย่างไรก็ตามปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลกทั้ง 3 ประเด็น จะมีผลกระทบด้านลบบ้าง 83% และไม่มีผลกระทบ 13% ทั้งนี้หากอยู่ในธุรกิจส่งออก  มองว่าแนวโน้มอีก 6 เดือนข้างหน้าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น 44% ส่วนอีก 39% มองว่าเหมือนเดิม และอีก 17 % มองว่ามีแนวโน้มแย่ลง

-แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

แผนการระดมทุนสำหรับการลงทุนของบริษัทในอีก 12 เดือนข้างหน้า อันดับแรกส่วนใหญ่จะใช้กำไรสะสม  61 ราย ขอสินเชื่อจากธนาคารในประเทศ 25 ราย เพิ่มทุน หรือระดมทุนจากผู้ถือหุ้น  14 ราย และการออกหุ้นกู้ภายในประเทศ 10 ราย ส่วนอันดับที่ 2 มองว่า  จะใช้วิธีการขอสินเชื่อจากธนาคารในประเทศ 44 ราย ใช้กำไรสะสม 17 ราย ใช้วิธีการเพิ่มทุนหรือระดมทุนจากผู้ถือหุ้น  11  ราย ออกหุ้นกู้ในประเทศ 11 ราย ขอสินเชื่อจากธนาคารต่างประเทศ 4 ราย และออกหุ้นกู้ในต่างประเทศ 5 ราย

ส่วนมุมมองของการสำรวจในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในปัจจุบัน อยู่ในเกณฑ์สูง

34% เหมาะสม 61% และอยู่ในเกณฑ์ต่ำ 5% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะเป็นอย่างไรในอีก

6 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้น 20 % ไม่เปลี่ยนแปลง 58% และลดลง 22%

สภาวะทางการเงินของบริษัทในปัจจุบัน มีสภาพคล่องดี 44% ปกติ 47 % และตึงตัวมาก 9% ส่วนต้นทุนทางการเงินของบริษัทในปัจจุบัน อยู่ในเกณฑ์ต่ำ 21% อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้

74 % และอยู่ในเกณฑ์สูง 5% สำหรับตัวเลขยอดการชำระหนี้การค้าเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับช่วง  6 เดือนที่ผ่านมา ชำระหนี้ได้ดีขึ้น 3% ชำระตามปกติ 70% และ เรียกเก็บหนี้ยากขึ้น   27%  สำหรับการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วง  6  เดือนข้างหน้า  เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ลดลงบ้าง 40 % ลดลงมาก 11 % เพิ่มขึ้นบ้าง 23% เพิ่มขึ้นมาก 7% และเท่าเดิม 19%

นโยบายที่คิดว่ารัฐบาลควรนำมาใช้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคอันดับแรก คือ 1.การลดหย่อนภาษี 2.ลดดอกเบี้ย 3.กระตุ้นการใช้จ่ายของรากหญ้า 4. การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ และ 5. เร่งการปล่อยสินเชื่อของธนาคารรัฐ

ประเด็นการจ้างแรงงาน จากจำนวนคนงานหรือพนักงานจำนวนทั้งหมด 279,517 คน

ความต้องการจ้างงานเพิ่มในช่วง 12 เดือนข้างหน้า จำนวน 11,006 คน เพิ่มขึ้นประมาณ

4% โดยมีทั้งหมด 44 บริษัท(37%) คาดว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มเติม และมี 52 บริษัท(44%)คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการจ้างงาน   โดยมี   21บริษัท(18%)ไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับการจ้างงานเพิ่มเติม และมีเพียง 1 บริษัทที่ตอบว่าจะลดคนงาน

-เสถียรภาพการเมือง-นโยบายเศรษฐกิจของรัฐ

ผลสำรวจให้ผู้บริหารคาดการณ์เงินเฟ้อในอีก 12 เดือนข้างหน้า(ผลสำรวจรอบนี้)พบว่าส่วนใหญ่มองว่าจะอยู่ที่ 5% ส่วนผลสำรวจของเดือนมกราคมที่ผ่านมาส่วนใหญ่อยู่ที่  3-4 % ขณะที่ผลสำรวจของเดือนตุลาคมที่ผ่านมาอยู่ที่    2-3   %เท่านั้น   สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารมีความกังวลว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าเดิม เนื่องจากผลกระทบจากเงินเฟ้อจากเศรษฐกิจทั่วโลก

จากผลสำรวจผู้บริหารทั้งหมด 76% ประเมินว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีอายุการบริหารงานไม่ถึง 1 ปี ขณะที่มองว่ามีอายุถึง 2 -2 ปีขึ้นไป จำนวน 24% ซึ่งตัวเลขความเชื่อมั่นของผู้บริหารบจ.ดังกล่าวถือว่าลดลง  เมื่อเทียบกับการสอบถามเมื่อ 3 เดือนก่อน โดยมองว่ารัฐบาลจะมีอายุไม่ถึง 1 ปีมีเพียงแค่ 55 % ส่วนที่เหลืออีก 45 % มองว่ารัฐบาลสามารถมีอายุตั้งแต่ 2-2 ปีขึ้นไป จำนวน 45 %

“ตัวเลขที่เป็นมุมมองผู้บริหารเรื่องระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลล่าสุดมีความแตกต่างจากผลสำรวจช่วง 3 เดือนก่อนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตัวเลขที่มองว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ถึง 1 ปี  มีมากถึง  76  % ซึ่งถือว่าพุ่งขึ้นมามากเมื่อเทียบกับผลสำรวจเดิมที่มีเพียง 55 % ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงเสถียรภาพทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของรัฐบาลชุดนี้ว่าเป็นเช่นไร”ดร.กอบศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจมุมมองที่มีต่อเสถียรภาพทางการเมืองในช่วง  6 เดือนข้างหน้าว่าเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพน้อยลง 57%

เหมือนเดิม  32  % มีเสถียรภาพน้อยลงมาก 7% ส่วนที่เหลืออีก 4 % มีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น

สำหรับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง   3  เดือนที่ผ่านมานั้น  ควรปรับปรุงนโยบายใหม่ 29 % น่าพอใจ30 % เฉยๆ 32% ควรปรับปรุงมาก 9%

อย่างไรก็ตามนโยบายที่คิดว่ารัฐบาลควรปรับปรุงและเน้นความสำคัญ  คือ การดูแลเสถียรภาพทางการเมือง เร่งโครงการเมกะโปรเจ๊กต์ และการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ส่วนการผ่อนคลายความ นอกจากนี้ยังมีประเด็นการเข้มงวดเรื่องการควบคุมราคาสินค้า การดูแลค่าเงินบาท การควบคุมราคาน้ำมัน การดูแลราคาข้าว การกระตุ้นการส่งออกและการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

นอกจากนี้ มองว่า เศรษฐกิจโดยรวมของไทยในปีนี้น่าจะขยายตัวดีขึ้น โดยมองว่าปีนี้น่าจะขยายตัวได้ 4.5-5.5% แต่สิ่งที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อจะยังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่า 4-5 เดือนข้างหน้าน่าจะปรับตัวเกิน 6% จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5.5% เนื่องจากภาคเอกชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้กำลังซื้อภายในประเทศลดลง รวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองขณะนี้


วันที่ 29 พ.ค. 2551 แสดงข่าวมาแล้ว 3ช.ม. 8นาที
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #465 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2008, 12:46:35 PM »


พลวัต

ไฟฟ้านิวเคลียร์ฝรั่งเศส

โลกกำลังหัวปั่นกับราคาน้ำมันที่วิ่งขึ้นไม่หยุด บางครั้งทำท่าจะปรับพักฐาน แต่ท้ายสุดราคาก็เล่นรอบวิ่งขึ้นไปต่อเนื่องระลอกแล้วระลอกเล่า จนกระทั่งเศรษฐกิจจะพังพินาศกันรอมร่อ แต่ที่ประเทศหนึ่งคือฝรั่งเศส กลับมีปัญหาใหม่ที่ตรงกันข้าม

คนฝรั่งเศสหลายท้องที่กำลังโวยวายว่า ต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มเติมในพื้นที่ใกล้บ้านตนเอง

บางคนแสดงความโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรงที่ชุมชนของตนตกสำรวจจากบริษัทผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์(ที่ปัจจุบันแปลงเป็นบริษัทมหาชนไปแล้ว)ในรายชื่อแหล่งที่จะสร้างโรงงาน

เอ็นจีโอ และนักประท้วงฝรั่งเศส ไม่ทราบพากันหายหัวไปไหน จึงไม่ยอมออกโรงมาประท้วงการสร้างไฟฟ้านิวเคลียร์กันเอาเสียเลย ทั้งที่ประเทศนี้ ได้ชื่อว่า เป็นต้นกำเนิดของนักประท้วงสารพัดพันธุ์มายาวนานหลายร้อยปี

คำตอบก็อยู่ที่กระบวนทัศน์ และทัศนคติที่มีต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของคนฝรั่งเศสเป็นสำคัญ

จะบอกว่าเป็นเพราะฝีมือทำงานมวลชนสัมพันธ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฝรั่งเศสเหนือชั้นกว่าชาติอื่นๆ ก็คงไม่เต็มปากนัก แต่ต้องยอมรับว่า การจัดการเรื่องการศึกษาต่อมวลชนประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น

ฝรั่งเศส เป็นชาติหลักในโลกปัจจุบันนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาน้ำมันและพลังงานทั่วโลกน้อยมาก เพราะ 75% ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศนี้ มาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ 55 โรงทั่วประเทศ ซึ่งมีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยของเราเอง

ล่าสุด โรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงที่ 56 ซึ่งตั้งใจกลางชุมชนเมืองในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ก็จะเสร็จสมบูรณ์ลงมือผลิตไฟฟ้าได้ภายใน 12 เดือนข้างหน้า

บรรดานายกเทศมนตรี และประชาชนในเมืองซิโยส์ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงใหม่ ได้ร่วมมือกันวางแผนว่า จะมีการเฉลิมฉลองโรงไฟฟ้าใหม่นี้กันอย่างเอิกเกริก และไม่มีใครแสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็นว่าจะต้องอยู่กับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แม้แต่น้อย

ที่น่าสนใจก็คือ แผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคีลยร์ใหม่อีกหลายสิบโรงในอนาคต ได้ถูกตัวแทนชุมชนต่างๆพากันยื่นจดหมายประท้วงอย่างรุนแรงที่รายชื่อของชุมชนตนตกสำรวจ เพราะแต่ละแห่งอยากให้มีรายชื่อบรรจุลงไปทั้งสิ้น

คำถามที่น่าสนใจก็คือ เหตุใดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงเป็นที่ยินดีต้อนรับสำหรับคนฝรั่งเศสยิ่งนัก?

คำตอบก็คือว่า พวกเขา ยังไม่เคยลืมความเจ็บปวดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและการขาดแคลนไฟฟ้าเมื่อเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน ค.ศ. 1973 จนต้องปันส่วนไฟฟ้ากัน

ฝรั่งเศส เป็นชาติที่ประหลาด เพราะทรัพยากรด้านพลังงานในประเทศแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเอาเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน แก๊สธรรมชาติ หรือ น้ำมัน ในขณะที่ความต้องการมีอยู่มหาศาล ดังนั้น พวกเขาจึงยินยอมลงความเห็นร่วมว่า นิวเคลียร์คือคำตอบสุดท้ายที่ต้องเลือกเอา และปรากฏว่า ตัดสินใจไม่ผิด เพราะผลพวงจากการเร่งสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วประเทศ บังเกิดผลตามมาในปัจจุบันอย่างน่าอิจฉา

ไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เหล่านี้ ไม่เพียงทำให้ราคาค่าไฟฟ้าเสถียรใฝนประเทศเท่านั้น หากยังส่งออกเป็นรายได้เข้าประเทศไปยังสหภาพยุโรปอื่นๆอีกด้วย

มีคนต้องการคำอธิบายว่า เหตุใดคนฝรั่งเศสจึงหัวอ่อนเหลือเกินต่อเรื่องไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งที่นักต่อต้านนิวเคลียร์ทั่วโลกยืนยันว่า ต้องหยุดยั้งกันให้ได้

ที่ฝรั่งเศสเองก็เคยมีการต่อต้านเช่นกัน แต่ที่เป็นข่าวใหญ่ก็มีเพียงครั้งเดียวตอนที่เริ่มแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกเท่านั้น

มีคนพยายามให้คำตอบแบ่งออกเป็น 4 ข้อ ดังนี้คือ- คนฝรั่งเศสหยิ่งในตัวเองสูง ไม่ชอบพึ่งพาชาติอื่นๆในทุกเรื่อง เมื่อมีคำถามเรื่องพลังงาน จึงหาคำตอบร่วมกันได้เร็วว่า ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะพึ่งตนเองได้ คำขวัญก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงออกมาชัดเจนจนถึงปัจจุบันว่า “ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแก๊ส ไม่มีถ่านหิน เราจึงไม่มีทางเลือกอื่น "no oil, no gas, no coal, no choice"- วัฒนธรรมอหังการของอดีตมหาอำนาจเก่าแก่ ทำให้คนฝรั่งเศสชอบโปรเจกท์ขนาดยักษ์ที่อวดอ้างคนอื่นๆได้ พวกเขาต้องการแสดงว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฝรั่งเศศใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในโลก เหมือนกับเครื่องบินแอร์บัส และ รถไฟอัลสตรอม หรือ ทางหลวงที่ดีเลิศ เพราะพวกเขาเชื่อว่า ไม่เคยมีโรงงานที่ปลอดภัย 100% ในโลกนี้ จึงไม่ต้องกลัว - รัฐบาลฝรั่งเศสทุ่มเทให้ข่าวสารทุกด้านที่เป็นรายละเอียดทั้งหมดให้ประชาชนทราบทั้งข้อดีและความเสี่ยงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นานหลายปี รวมทั้งอนุญาตให้ผู้คนเข้าเยี่ยมชมโรงงานได้ต่อเนื่องเพื่อตอบข้อสงสัยจนกระทั่งคนคุ้นเคย- คนฝรั่งเศสที่อยู่ในเขตภูธร ต่างรู้สึกเป็นเกียรติยศที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาโผล่ให้เห็นที่หน้าต่างบ้านของตน แทนที่จะเป็นใจกลางมหานครปารีสอันยิ่งใหญ่ ที่สำคัญที่สุด ประเด็นความเข้าใจเกี่ยวกับกากกัมมันตภาพรังสีที่เหลือจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งเป็นประเด็นที่กลัวกันนัก ได้รับการประกันจากรัฐบาลว่าจะไม่เกิดขึ้นด้วยเหตุหลายประการ ยิ่งล่าสุด มีการพัฒนาเทคโนโลยีล่าสุด ทำให้กากกัมมันตภาพรังสีแปลงรูปเป็นก้อนหิน แล้วนำไปฝังใต้ดินลึกกว่า 150 เมตร ซึ่งถือว่าปลอดภัยอย่างมาก ก็ยิ่งทำให้ความหวาดกลัวไฟฟ้านิวเคลียร์ลดลงต่ำมาก ปล่อยให้ชาติที่ยังจัดการกับการต่อต้านอย่างไร้ประสิทธิผลวุ่นวายต่อไปไม่รู้จบ พร้อมกับรับผลพวงของราคาน้ำมันแพง และมลพิษจากโลกร้อนในต้นทุนสูงลิ่ว


...............

วันที่ 29 พ.ค. 2551 แสดงข่าวมาแล้ว 3ช.ม. 13นาที

 
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #466 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2008, 09:56:33 PM »


ผ่าเบื้องหลัง 'เพื่อนรักต่างวัย' เสี่ยไมด้า 'ฉาย บุนนาค' จิ๊กซอว์ใหม่..บนกระดานหุ้น

รักใหม่ของ "กมล เอี้ยวศิวิกูล" ไม่ได้หมายถึง "ตั๊ก" บงกช คงมาลัย ที่อาจเป็นแค่ "รักลวง" ของชายโสดวัย 56 ปี กับเด็กสาว แต่พันธะครั้งใหม่ของ "เสี่ยโต้ง" กลายเป็นเซียนหุ้นรุ่นลูก "ฉาย บุนนาค" ชีวิตของเขาทั้ง 2 โคจรมาพบกันบนกระดานหุ้น และผลประโยชน์ครั้งใหม่ก็อุบัติขึ้น ณ ที่แห่งนั้น


---------------------------------------
ธุรกิจเงินผ่อนมาถึง "ทางตัน" แล้ว ถ้าหวังจะให้ผลประกอบการขยายตัวปีละกว่า 20% ชาตินี้ก็คงไม่มีทางได้เห็น
-----------------------------------------


ถ้าในโลกนี้โชคลาภได้มาอย่างง่ายดาย อาณาจักรที่รุ่งเรืองคงไม่เสื่อมสลาย นั่นไม่ใช่อยากเติบโตเร็วๆ ดอกหรือ และหากไม่ผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยวและยากลำบาก มีหรือจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน อาณาจักรธุรกิจของ กมล เอี้ยวศิวิกูล ก็ดำเนินไปด้วยกฎที่ตายตัวอันนี้

แม้เจ้าของอาณาจักรจะจบแค่ประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาการบัญชี โรงเรียนกรุงเทพพาณิชยการ แต่ฟองสบู่ของหุ้น ไมด้า แอสเซ็ท เคยสร้างมาร์เก็ตแคปทะยานไปถึงกว่า 1 หมื่นล้านบาท แต่ความฝันผ่านไปเพียงชั่วครู่ความจริงก็ปรากฏว่า ราคาหุ้น MIDA ถูกตีมูลค่าด้วยค่าความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล

เมื่อเป็นเช่นนั้น ทุกอย่างจึงกลับสู่ความเป็นจริง...

ธุรกิจเงินผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้าแอ่งน้ำที่เริ่มเหือดแห้ง ทำให้กมลหาทางเบนเข็มทิศธุรกิจไปสู่ช่องทางการลงทุนใหม่ๆ บางครั้งเต็มไปด้วยความเสี่ยง และจุดบกพร่อง และหนึ่งในบทเรียนราคาแพง คือ การเข้าไปลงทุนในธุรกิจโรงแรมระดับ 5-6 ดาว ร่วมกับ กลุ่มสุธาสินี เสตะพันธุ (โรงแรมสมุย เพนนินซูลา รีสอร์ท แอนด์ สปา โรงแรมไฮแอท ภูเก็ต โรงแรม พาร์ค ไฮแอท เชียงใหม่ และโรงแรม เดอะ รีสอร์ท หัวหิน รีสอร์ท์ แอนด์ สปา) จนกลายเป็นความขัดแย้งทางกฎหมาย และกดดันหุ้น MIDA มาตลอด

ตลอดเส้นทางหลายปี ความเป็น "นักลงทุนรายใหญ่" บวกกับบุคลิกเป็นผู้มากมิตร ความสนิทสนมกับ พายัพ ชินวัตร จึงเฉิดฉายในบางช่วง วันนี้ กมลได้พบเพื่อนรักต่างวัยคนใหม่ ฉาย บุนนาค หลังศึกษานิสัยใจคอกันมากว่า 1 ปี ก็ยอมเปิดทางให้ฉาย และเพื่อนรัก "ซัน" รัตนะ วงศ์นภาจันทร์ ทายาท เยาวเรศ ชินวัตร เข้าถือหุ้นใหญ่ บมจ.ดี อี แคปปิตอล (DE) ในสัดส่วนราว 15% หลังเห็นว่าไอเดียการทำธุรกิจของนักลงทุนวัย 27 ปี รายนี้ มีโอกาสสร้างผลกำไรให้ได้มากกว่าปัจจุบัน

ไม่เพียงเท่านั้นยังเปิดประตูให้ ฉายและรัตนะ เข้ามาถือหุ้น บมจ.ไมด้า ลิสซิ่ง (ML) ในสัดส่วนอีกราว 15%

เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า การขยับตัวของ “มังกรแซ่เอี้ยว” ครั้งนี้ ดูจะไม่ธรรมดา โดยเชื่อว่าเป้าหมายที่จะ “ฝัง” ธุรกิจเช่าซื้อให้ “ตาย” ไปพร้อมกับราคาหุ้น MIDA ที่ตกต่ำ ดูจะไม่ใช่ “ธง” ในใจของกมล..แล้วเป้าหมายจริงๆ เขากำลังคิดอะไรอยู่

กมล เอี้ยวศิวิกูล กรรมการผู้จัดการ บมจ.ไมด้า แอสเซ็ท ประธานกรรมการ บมจ.ไมด้า-เมดดาลิสท์ เอ็นเธอร์เทนเมนท์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ดี อี แคปปิตอล และ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ไมด้า ลิสซิ่ง เผยความสัมพันธ์กับ ฉาย บุนนาค เล่าให้ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า

"การจับมือกับฉาย คงไม่สิ้นสุดเพียงแค่ร่วมมือกันทำงานในดี อี แคปปิตอล แต่ในอนาคตก็มีโอกาสลงขันกันทำธุรกิจอื่นๆ ร่วมกันอีก เขายังไฟแรง อายุยังน้อย และมุ่งมั่นที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หลังประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นมาแล้วระดับหนึ่ง"

กมล ชี้แจงว่า ความร่วมมือจะจำกัดวงอยู่แต่เฉพาะการทำธุรกิจร่วมกันเท่านั้น โดยจะไม่มีการเล่นหุ้นก๊วนเดียวกัน ที่ผ่านมาก็ “คิดเอง ทำเอง” (เล่นหุ้นคนเดียว) มาตลอด อีกอย่างเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการบริหารงาน ซึ่งต้องดูแลเองเกือบทั้งหมด

"วันนี้คงเร็วเกินไปที่จะมาแจกแจงว่าอนาคตจะทำอะไรร่วมกัน เพราะเพิ่งคบหาดูใจกันมาได้แค่ 1 ปีกว่าเท่านั้น ยังต้องดูกันยาวๆ แต่ตอนนี้รู้สึกสบายใจ อย่างน้อยการมีเพื่อนรุ่นลูกก็ทำให้มีวิสัยทัศน์กว้างขึ้น"

ฉายเป็นเจ้าของไอเดียให้ดี อี แคปปิตอล หันมาลงทุนธุรกิจพลังงาน นำเข้าหม้อไอน้ำ (บอยเลอร์) ผลิตพลังงานไอน้ำด้วยเทคโนโลยีถ่านหิน แทนหม้อไอน้ำแบบเดิมที่ใช้น้ำมันเตาและมีต้นทุนพลังงานค่อนข้างสูง

"เขานำแผนนี้มาเสนอ ผมก็เห็นว่าธุรกิจนี้จะสามารถทดแทนธุรกิจเช่าซื้อที่กำลังจะตายได้ เนื่องจากในเมืองไทยยังไม่มีใครนำเทคโนโลยีแบบใหม่เข้ามาจำหน่าย ขณะนี้มีโรงงานที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงผลิตพลังงานไอน้ำมีอยู่กว่า 1,000 แห่ง ถ้าเปลี่ยนมาใช้ระบบนี้จะช่วยลดต้นทุนได้ 40-50% เชื่อว่าธุรกิจนี้มีอนาคต"

เจ้าพ่อไมด้า เล่าคร่าวๆ ว่า จะนำธุรกิจเช่าซื้อมาผสมผสานกับธุรกิจพลังงาน ถ้าประสบความสำเร็จก็ไม่จำเป็นต้องหาธุรกิจใหม่เข้ามาเสริมอีก เพราะธุรกิจนี้มีความเสี่ยงต่ำ มาร์จินสูง หากแนวคิดนี้ประสบความสำเร็จดี อี แคปปิตอล จะพลิกจากขาดทุนมาเป็นกำไรได้ไม่ยาก

หลังจากหันมาทำธุรกิจหม้อไอน้ำ (บอยเลอร์) ต่อไปธุรกิจหลักของดีอี จะมาจาก 2 ส่วน คือ ธุรกิจจำหน่ายเทคโนโลยีหม้อไอน้ำ และธุรกิจเอทานอล โดยธุรกิจอย่างหลัง กมลเสนอเองหลังมีคนนำโรงงานผลิตเอทานอลมาเสนอขาย คาดว่าในเดือนพฤษภาคม นี้ จะได้ข้อสรุป ในเบื้องต้นอาจต้องใส่เงินเพิ่มอีกนิดหน่อย เพื่อเดินเครื่องผลิตเฟส 2 ที่มีกำลังการผลิต 60,000 ลิตรต่อวัน (รวมเฟส 1 จะมีกำลังการผลิต 120,000 ลิตรต่อวัน)

นอกจากนี้ เซียนหุ้นวัย 27 ปี อาจเสนอบอร์ดเข้ามาเป็นกรรมการ ภายหลังให้มารดา โฉมพิศ บุนนาค และจำนงค์ พุทธิมา อดีตผู้บริหารในเครือ บง.เอกธนกิจ เข้ามาร่วมบริหารงานในดี อี แคปปิตอล แล้ว

"ฉายต้องการบริหารบริษัทนี้จริงๆ เขาแสดงเจตนาชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่า อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เขาต้องการสร้างความมั่นคงให้ตัวเอง (อาชีพเล่นหุ้นไม่ยั่งยืน)"

สำหรับธุรกิจใน "ตระกูล M" ที่ กมลยอมรับว่าเป็นห่วงที่สุดในตอนนี้ คือ บมจ.ไมด้า-เมดดาลิสท์ เอ็นเธอร์เทนเมนท์ ผลิตและจำหน่ายเครื่องเล่นปาเป้าอิเล็กทรอนิกส์ โต๊ะพูล โต๊ะฟุตบอล และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในแง่ของ "ฐานะการเงิน" ในอนาคต

ทั้งนี้ เกิดจากการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักชะลอตัว รัฐบาลญี่ปุ่นจำกัดจำนวนตู้ปาเป้าต่อพื้นที่ว่างของร้าน และจำกัดเวลาการเล่น จนต้องชะลอโครงการขยายโรงงานและคลังสินค้า จากแผนเดิมจะใช้เงินลงทุนขยายโรงงานมูลค่า 160 ล้านบาท

"ยอมรับว่าผมไม่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับธุรกิจต่างประเทศ แม้ว่าจะว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับตลาดต่างประเทศมาดูแลแล้วก็ตาม แต่ในปี 2551 พันธมิตรรายนี้ไม่ประสบความสำเร็จในการทำมาร์เก็ตติ้ง ปัจจุบันกำลังหาทางแก้ไขจุดบกพร่องนี้อยู่"

เขาเปิดเผยว่า ไมด้า-เมดดาลิสท์อยู่ระหว่างศึกษาหาธุรกิจใหม่ๆ เข้ามา ยังมีกระแสเงินสดเหลืออยู่ 200-300 ล้านบาท แต่จะเป็นธุรกิจอะไร และจะได้ข้อสรุปช่วงไหนยังไม่สามารถให้คำตอบได้

ทางด้าน บมจ.ไมด้า ลิสซิ่ง (ML) ที่บริษัทแม่ถือหุ้น 60.45% เป็นอีกบริษัทที่กำลังแก้ไข “จุดอ่อน” ที่วันนี้ต้องยอมรับว่า “ธุรกิจเงินผ่อน” มันมาถึง "ทางตัน" แล้ว ถ้าหวังจะให้ผลประกอบการขยายตัวปีละกว่า 20% ชาตินี้ก็คงไม่มีทางได้เห็น ปัจจุบันธุรกิจนี้มีการแข่งขันสูงมาก จึงทำได้เพียงประคับประคองให้ฐานะการเงินไม่ตกต่ำ แต่โดยเฉลี่ยพอร์ตสินเชื่อจะอยู่ในระดับปีละ 1,000 ล้านบาท หรือราว 100 ล้านบาทต่อเดือน

วิธีแก้ไขปัญหาทำได้ทางเดียว คือ ต้องหาพันธมิตรเข้ามาจึงจะสามารถปล่อยกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ หากมีพันธมิตรที่ดีเชื่อว่าธุรกิจนี้ยังไปได้ เนื่องจากรูปแบบการให้สินเชื่อรถยนต์มือสองของไมด้า ลิสซิ่งแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น โดยจะปล่อยสินเชื่ออายุ 7-10 ปีขึ้นไป ในขณะที่เจ้าอื่นจะปล่อยสั้นแค่ 4-5 ปี

“อีก 1 ปีข้างหน้า ไมด้า แอสเซ็ท คงจะลดบทบาทใน ML ลง เราจะขายหุ้นออกไปบางส่วน ที่ผ่านมาก็มีคนสนใจเข้ามาคุยกับเราบ้างแล้ว แต่ตกลงราคากันไม่ได้เลยต้องล้มดีล ส่วนตัวผมยังเชื่อว่า มีคนอยากได้บริษัทเราเยอะ เพราะปัจจุบันมีลูกหนี้กว่า 3,000 ล้านบาท และเรียกเก็บเงินได้เดือนละ 150 ล้านบาท ฉะนั้นทำไมเราต้องขายของถูกให้คนอื่น”

ในกรณีของ ฉาย ที่เข้ามาถือหุ้น ML กมลเชื่อว่าคงจะไม่เข้ามาบริหาร เพราะไม่ชำนาญธุรกิจนี้ และก็ไม่เคยคุยกันถึงเรื่องนี้ ส่วนเหตุผลที่เข้ามาคิดว่าน่าจะมองตัวเลขทางการเงินที่ถือว่า “สวย” ในระดับหนึ่ง (มีกำไรทุกปีไม่เคยขาดทุน)

ส่วนฐานที่มั่นหลัก บมจ.ไมด้า แอสเซ็ท เจ้าพ่อไมด้า อธิบายว่า หลังจากปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ โดยการสลัดภาพธุรกิจเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วหันมารุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เต็มตัว น่าจะทำให้ผลประกอบการของไมด้าต่อไป “ดีมากถึงมากที่สุด” เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง

"ปีนี้ เราตั้งเป้าว่า ไมด้าจะมีรายได้ประมาณ 1,800-2,000 ล้านบาท (ปี 2550 มีรายได้ 1,991 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 14.55 ล้านบาท)"

ในส่วนของรายได้ คาดว่าจะมาจากธุรกิจเช่าซื้อประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยจะรับรู้รายได้จาก โครงการพฤกษาพรรณ จ.นครปฐม ประมาณ 200 ล้านบาท ตอนนี้มียอดขายแล้ว 70% จากมูลค่าโครงการ 300 ล้านบาท

นอกจากนี้ จะรับรู้รายได้จากโครงการ The Paradise ถนนแจ้งวัฒนะ ประมาณ 200 ล้านบาท ตอนนี้มียอดขายแล้ว 30% จากจำนวน 70 ยูนิต มูลค่าทั้งหมด 450 ล้านบาท และโครงการในจังหวัดราชบุรี ประมาณ 100 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 40% จากจำนวน 38 ยูนิต มูลค่าทั้งโครงการ 200 ล้านบาท

แต่จุดที่จะเป็นไฮไลต์ จะเกิดขึ้นในปี 2552 รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมากขึ้นอีกเท่าตัว เพราะกำลังดำเนินการอยู่หลายโครงการ เช่น โครงการแถวสี่แยกแคราย จะขึ้นคอนโดมิเนียม และโรงแรมระดับ 3 ดาว อยู่ในพื้นที่เดียวกัน มูลค่า 400 ล้านบาท โครงการย่านถนนรามคำแหง มูลค่า 500-600 ล้านบาท ราคาขาย 30,000 บาทต่อตารางเมตร โครงการโรงแรมใน จ.นครปฐม มูลค่า 500-600 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโรงแรมอีก 2 แห่ง ในย่านถนนแจ้งวัฒนะ มูลค่า 200 ล้านบาท โรงแรมกาสะลอง ริเวอร์แควร์ รีสอร์ท ที่จังหวัดกาญจนบุรี มูลค่า 400 ล้านบาท และยังมีโรงแรมที่ร่วมลงทุนกับกลุ่มสุธาสินี เสตะพันธุ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการฟ้องร้อง คาดว่าเรื่องน่าจะจบภายใน 3-4 เดือนข้างหน้านี้

“ตอนนี้เรากำลังขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ลาว จะเข้าไปทำธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ดอกเบี้ยที่นั่นค่อนข้างสูงกว่าบ้านเรา คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2-3 เดือนข้างหน้านี้ ถ้าทุกอย่างราบรื่นเชื่อว่ารายได้จากธุรกิจเช่าซื้อจะกลับมาดีอีกครั้ง”

เส้นทางอันคดเคี้ยวและยากลำบาก ของ กมล เอี้ยวศิวิกูล กำลังถูกบททดสอบอันหนักหน่วง ความสำเร็จเป็นสิ่งที่เวลาจะเป็นผู้อธิบาย แม้จะมี ฉาย บุนนาค เป็นจิ๊กซอว์ตัวใหม่มาสร้างสีสันบนกระดานหุ้น แต่เขาย่อมไม่ใช่ตัวแปร หากธุรกิจนั้นไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานที่ควรจะเป็น
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #467 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2008, 10:02:25 PM »


'ฉาย-รัตนะ' คู่หู-คู่ร้อน..วงการหุ้น

-----------------------------

ในช่วงนี้ "ดาวดวงใหม่" วงการนักเล่นหุ้น คงหนี้ไม่พ้น 2 คู่หู-คู่ใหม่ ฉาย บุนนาค และ "ซัน" รัตนะ วงศ์นภาจันทร์ หลานชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรียกว่า 2 คนนี้ ไปไหน-ไปกัน ฉาย เข้า "โฉบหุ้น" พีเออี (ประเทศไทย) รัตนะ ก็ตามไป "สอย" ด้วยคน จนมีชื่อติดชาร์ทเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ของ PAE ในปัจจุบัน

เมื่อฉาย เข้าไปเฉิดฉายอยู่ที่หุ้น อินเตอร์ไฮด์ (IHL) รัตนะ ก็ไม่พลาด นอกจากนี้ทั้งคู่ยังมีบทบาทเข้าลงทุนในหุ้นอีกหลายตัว ได้แต่ STAR GEN ML และ DE เป็นต้น

สำหรับประวัติของฉาย เป็นลูกชายคนเดียว ของ โฉมพิศ บุนนาค อดีตผู้บริหารบง.เอกธนกิจ ส่วนบิดา คือ ยุทธ ชินสุภัคกุล ผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.โรงพิมพ์ตะวันออก และบมจ.เอส. แพ็ค แอนด์ พริ้นท์

ฉาย เข้าสู่วงการหุ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2546 หลังเรียนจบปริญญาตรีด้านไฟแนนซ์ จาก LSE (London School Of Economics) ประเทศอังกฤษ ขณะที่เริ่มเล่นหุ้นฉายมีอายุเพียง 22-23 ปี ตอนนั้นเริ่มจากเงินตั้งต้นไม่กี่แสนบาท แต่เพียงปีแรกก็ขาดทุนย่อยยับ จนต้องขอให้แม่เข้ามาช่วยซัพพอร์ต

ตั้งแต่เรียนจบเคยทำงานมาแล้วหลายที่ ทั้งที่บริษัท เอิร์นแอนด์ยัง จำกัด ฝ่ายวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ของ บล.ซีมิโก้ และที่สุดท้าย คือ บล.นครหลวงไทย ก่อนจะลาออกมาเรียนต่อปริญญาโทที่ศศินทร์ อย่างเต็มตัว และผันชีวิตเข้าสู่วงการหุ้นอย่างเร่าร้อน มีพอร์ตเล่นหุ้นระดับ "หลายร้อยล้านบาท"

คนที่รู้จักฉาย บอกว่า เขาเคยเป็นมาร์เก็ตติ้งมาก่อน และเป็นมือรับจ้างเล่นหุ้นให้กับกลุ่มเพื่อนๆ สมัยก่อนยังไม่ค่อยมีตังค์ไปเที่ยวด้วยกันรุ่นพี่ต้องควักกระเป๋าเลี้ยงไอ้น้องคนนี้เป็นประจำ

ปัจจุบัน ฉายเปิดพอร์ตเล่นหุ้นอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆ หลายโบรกฯ ที่ บล.นครหลวงไทย บล.ซีมิโก้ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) บล.บีฟิท และบล.ซิกโก้

เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า การเล่นหุ้นเป็นงานอดิเรก แต่จะให้ยึดเป็นอาชีพคงไม่ โดยล่าสุด ฉาย เข้าไปปักหลักลงหมุดชีวิต ที่ บมจ.ดี อี แคปปิตอล ของ "เสี่ยโต้ง" กมล เอี้ยวศิวิกูล และมีแผนจะทอดสัมพันธ์ลงทุนสานธุรกิจทางด้านอื่นร่วมกันในอนาคต

ถึงแม้จะจัดเป็น "คลื่นลูกใหม่" ที่เข้ามาโลดแล่นในตลาดหุ้นได้แค่ 4-5 ปี แต่ฉาย ก็รวยคอนเนคชั่น รู้จักคุ้นเคยกับนักลงทุนรายใหญ่ "รุ่นพี่" หลายคนในวงการ รวมถึงกลุ่มหาดใหญ่ (สมเกียรติ วงศ์คุณทรัพย์) และกลุ่มเสี่ยสอง

แต่หนึ่งในรุ่นพี่ ที่ฉาย นับถือ และพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยมากที่สุดคนหนึ่ง ก็คือ "เสี่ยป๋อง" วัชระ แก้วสว่าง ที่เป็นเหมือน "อาจารย์" ช่วยติว "เทคนิคัล" ในการเล่นหุ้นให้

สไตล์การเล่นหุ้นของฉายชอบเข้าเร็ว-ออกเร็ว และค่อนข้างจะหนักไปในแนวเล่นหุ้นเก็งกำไรมากกว่า สูตรการลงทุนจะซื้อหุ้นตามจังหวะฟันด์โฟลว์ และเป็นหุ้นที่ต้องมี “สตอรี่” ซัพพอร์ตดีๆ เขาเปรียบเทียบว่า หุ้นต่อให้ดีแค่ไหน แต่ถ้าฟันด์ยังไม่โฟลว์เข้ามา ก็เหมือนกับของมันดีแต่คนยังไม่สนใจ หุ้นมันก็ยังขึ้นไม่ได้ ถึงต้องดูทั้งสองอย่างประกอบกัน คือ พื้นฐานดี และมีฟันด์โฟลว์เข้ามา

ส่วนประวัติของ รัตนะ วงศ์นภาจันทร์ หรือ "ซัน" เป็นบุตรชายคนที่สองของ เยาวเรศ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับ วีรชัย วงศ์นภาจันทร์ มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 3 คน ได้แก่ พี่สาว "แซนด์" ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ และน้องชาย "ซูน" ธนวัตร วงศ์นภาจันทร์

ปัจจุบัน รัตนะ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใน บริษัท ชินวัตรโฮม จำกัด ของครอบครัวทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการดาหลาบุรี วิลล่าหรูสไตล์บาหลี บนเนื้อที่ 13 ไร่ ในเมืองภูเก็ต (เยื้องโครงการโบ๊ทลากูน ใกล้กับอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร) เปิดตัวโครงการไปตั้งแต่ปี 2549

ข้อมูลของ บริษัท ชินวัตรโฮม จำกัด มีทุนจดทะเบียน 80 ล้านบาท มีที่ทำการอยู่ที่ อาคารมหธราดล ชั้น 4 ห้อง เอ ซอย 12 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร

นอกจากนี้ รัตนะ ยังเปิดบริษัท ไอเอ็มเอ็ม ไพรเวท อีควิตี้ จำกัด ร่วมกับกลุ่มเพื่อนๆ ฉาย บุนนาค และอภิเทพ ธรรมเกษม (ถือหุ้น IHL DE PAE เป็นต้น) แต่ยังไม่ได้เปิดดำเนินธุรกิจ บริษัทแห่งนี้มีทุนจดทะเบียน 4.9 ล้านบาท จดทะเบียนที่ตั้ง 39/5 ซอยสุขุมวิท 11 ไชยยศ แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา

คู่หู-คู่ร้อน วัยกระเตาะวงการหุ้น พ.ศ.นี้ ต้อง ฉาย บุนนาค และ รัตนะ วงศ์นภาจันทร์ และที่กำลังมาแรงอีกคน "นิกกี้" พิรุณ ชินวัตร บุตรชายคนที่สอง ของ พายัพ ชินวัตร..พ่อ-แม่ เปิดทาง เงินร้อนล่อใจ บรรดา "ลูกไม้" เลยหล่นไม่ไกลต้น
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #468 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2008, 10:39:05 PM »


'มาร์ค โมเบียส' ฟันธง หุ้นไทยยัง 'สดใส'

ในสายตากูรูด้านการลงทุน และมีประสบการณ์ลงทุนยาวนานในตลาดเกิดใหม่กว่า 20 ปี .. "มาร์ค โบเมียส" มองหุ้นไทยครึ่งปีหลัง (2551) ยังสดใสและน่าลงทุน ไม่หวั่นแม้การเมืองวุ่นวายหากยังมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง



เน้นกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงและราคาต่ำกว่ามูลค่า เตรียมใส่เงินลงทุนเพิ่มในหุ้น "บริโภค" และ "ขนส่งทางเรือ" ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว


จากตัวเลขเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่เริ่มไหลกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง เห็นได้จากยอดซื้อขายสะสมของนักลงทุนต่างประเทศระหว่างวันที่ 2-27 พฤษภาคม 2551 กลับมาเป็น "ยอดซื้อสุทธิ" คิดเป็นมูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท

สวนทางนักลงทุนสถาบันและลูกค้าทั่วไป ที่เป็น "ยอดขายสุทธิ"

แสดงให้ถึงมุมมองการลงทุนที่ "แตกต่าง" กันคนละมุม ในขณะที่ดัชนีหุ้นไทยเริ่ม "ถดถอย"..

โดยเริ่มเห็นนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน ลดความมั่นใจการลงทุนในตลาดหุ้นไทยภายใต้สถานการณ์การเมืองไทยที่กลับมาวุ่นวายอีกครั้งขณะนี้

ต่างจากมุมมองของกองทุนต่างชาติที่มีความช่ำชอง และมีประสบการณ์ลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทยมายาวนาน กลับเห็นเป็น "โอกาส" เข้าลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดี แต่ราคาได้ตก "ต่ำกว่า" มูลค่าหุ้น

"มาร์ค โมเบียส" ประธานบริหาร บริษัท เทมเพิลตัน แอสเซท แมนเนจเมนท์ เจ้าของฉายาราชาลงทุนและผู้เชี่ยวชาญการลงทุนตลาดเกิดใหม่ และประเทศอื่นๆ อีก 40 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารทุกมุมทั่วโลกราว 1.7 ล้านล้านบาท ประเมินการลงทุนในหุ้นไทยครึ่งปีหลัง (2551) ว่า แม้ว่ามุมมองของนักลงทุนนอกประเทศอื่นๆ จะเห็นว่าสถานการณ์การเมืองเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุนในไทย ทำให้การลงทุนขาดเสถียรภาพและวุ่นวาย

แต่มองว่าหลังจากที่ผ่านถ่ายรัฐบาลใหม่มาจากการเลือกตั้ง เรากลับมองเห็นโอกาสและสามารถซื้อหุ้นที่ดีในราคาต่ำมากกว่า

"แม้ว่าการปฏิวัติของไทยที่ผ่านมาจะทำให้นักลงทุนต่างชาติวิตกกังวล แต่จากประสบการณ์ลงทุนของเราในไทยมายาวนานกว่า 20 ปี ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ของไทยเป็นอย่างดี และมองตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุนอยู่"

โมเบียส บอกว่า สาเหตุที่สนใจและยังคงลงทุนในหุ้นไทยต่อไป แม้ที่ผ่านมาสถานการณ์การเมืองในไทยยังคงวุ่นวายเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมาหลายครั้ง แต่การที่ไทยเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรี บริษัทเอกชนให้บริการและผลิตสินค้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ อุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงบริษัทผู้ส่งออก ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมได้ดี จึงทำให้เรายังต้องการลงทุนในไทยต่อไป

"เราต้องการลงทุนในไทย เพราะบริษัทต่างๆ ยังได้รับผลพวงจากเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับ 5-6% ถือว่าเป็นอัตราที่ดีมาก เมื่อเทียบกับอัตราการโตเฉลี่ยของหลายประเทศที่เราเข้าไปลงทุน

ทำให้เราอยากลงทุนในประเทศนี้ เพราะมีภาคธุรกิจหลากหลายและบริษัทไทยได้ประโยชน์จากการเติบโตเศรษฐกิจในอนาคต"

ก่อนหน้านั้นกองทุนภายใต้การบริหารของโมเบียส ได้ลงทุนในหุ้นกลุ่ม "พลังงาน" และ "ธนาคารพาณิชย์" แต่ปัจจุบันกองทุนของเขาให้ความสนใจลงทุนเพิ่มในหุ้น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก..หุ้นเพื่อการบริโภค เนื่องจากรายได้ต่อหัวของประชากรไทยสูงขึ้น ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคมากขึ้น

กลุ่มที่สอง..หุ้นธุรกิจ "ขนส่งทางเรือ" ที่มีอยู่ไม่กี่บริษัทและน่าสนใจลงทุน เนื่องจากเป็นธุรกิจรองรับการขนส่งผลผลิตทั้งในและนอกภาคเกษตรของประเทศได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นที่ยอมรับเชื่อถือได้ในตลาดโลก

"เรายังสนใจลงทุนในธุรกิจบริโภค เพราะรายได้ของประชากรสูงขึ้น จะทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รวมถึงธุรกิจชิปปิ้งหรือธุรกิจเดินเรือ ซึ่งการให้บริการของไทยทำได้ดีและเชื่อถือได้"

สำหรับกลยุทธ์การตัดสินใจลงทุนช่วงนี้ โมเบียส บอกว่า ปัจจัยตัดสินใจลงทุนในหุ้น สิ่งแรกที่จะพิจารณาคือสภาพคล่องว่าหุ้นนั้นซื้อขายหุ้นได้ง่าย

ประการต่อมา..จะพิจารณา "คุณค่า" ของบริษัท โดยดูว่าบริษัทนั้นต้องมูลค่าที่ดีและตัดสินใจซื้อเมื่อราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าจึงจะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดี

จากนั้นจึงจะพิจารณาตัวเจ้าของ หรือผู้บริหารบริษัทว่า ใครเป็นผู้ควบคุมบริษัทและผู้บริหารปฏิบัติต่อนักลงทุนอย่างไร โดยเราจะตัดสินใจลงทุนเมื่อได้พบปะพูดคุยกับผู้บริหารบริษัทก่อนลงทุนเสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น

"เราจะให้ความสำคัญกับสภาพคล่องหุ้นเป็นอันดับแรก เพื่อให้สามารถซื้อและขายหุ้นได้ง่าย แล้วจึงมาดูมูลค่าบริษัทว่าดีไหม เพื่อคาดหวังกำไรในอนาคต และต้องซื้อได้ในราคาต่ำ ขณะเดียวกันจะพิจารณาถึงเจ้าของบริษัทที่ลงทุนด้วยว่า บริหารงานให้ความใส่ใจ และปฏิบัติต่อนักลงทุนอย่างเป็นธรรมด้วย" โมเบียส กล่าว

ในขณะที่ "เคนเนธ ไวท์" กรรมการบริหารและประธาน บริษัท ฟินันซ่า เครดิต จำกัด ในฐานะนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในไทยอีกรายหนึ่งให้ความเห็นสอดคล้องว่า แม้ที่ผ่านมานักลงทุนไทยจะมองปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยลบต่อการลงทุน แต่นักลงทุนต่างประเทศ รวมทั้งบริษัทฟินันซ่า ยังมองว่าตลาดหุ้นไทยน่าสนใจลงทุนอยู่

จะเห็นได้จากตลาดหุ้นไทยช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บ่งบอกว่าเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ ได้กลับเข้ามาลงทุนในไทยแล้ว โดยเฉพาะเงินใหม่จากกองทุนบำเหน็จบำนาญต่างประเทศ ที่เน้นการลงทุนระยะยาว

"ผมคิดว่านักลงทุนในประเทศมีความคิดเป็นลบต่อตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ แต่จากตัวเลขเม็ดเงินใหม่ที่เข้ามาในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเม็ดเงินจากเฮดจ์ฟันด์ กองทุนบำเหน็จบำนาญต่างชาติ ล้วนเข้ามาลงทุนระยะยาว โดยต่างชาติยังให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยระดับสูงในปัจจุบัน"

นักลงทุนต่างชาติรายนี้ มองแนวโน้มการลงทุนว่า อุตสาหกรรม "ยานยนต์" มีความน่าสนใจลงทุนอย่างมากในช่วงนี้ ทั้งที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ โดยเป็นการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนจากสหรัฐที่เข้ามาลงทุนในไทย เนื่องจากมองว่าไทยจะเป็น "ฮับ" หรือศูนย์กลางผลิตรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันภาครัฐได้ปรับปรุงในเรื่องต่างๆ เช่น ระบบบัญชี การมีธรรมาภิบาล ให้ได้มาตรฐานสากลแล้ว

เช่นเดียวกับ แนวทางการลงทุนของนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น .."มิตซิจิ โคโนชิตะ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกองทุนส่วนบุคคลจากกลุ่ม เอเชีย พาร์ทเนอร์ ฟันด์ (APF) ปัจจุบันมีพอร์ตลงทุนในไทย และประเทศอาเซียนอื่นๆ ราว 3 หมื่นล้านบาท กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดดึงดูดใจให้ลงทุนอยู่ เนื่องจากราคาหุ้นยังต่ำ โดยค่าพี/อี เรโช เพียง 8-9 เท่า ต่ำกว่าตลาดหุ้นเวียดนามหรืออินเดีย ที่มีค่าพีอีสูงกว่า 30 เท่า

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีมาร์เก็ตแคปมากกว่า 16 เท่า โดยปัจจุบันอยู่ที่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.3 แสนล้านบาท หุ้นไทยจึงน่าสนใจลงทุน

"ผมไม่กังวลเรื่องการเมืองไทย ไม่ว่าจะได้รัฐบาลชุดใดที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะไม่กระทบกับธุรกิจของเรา และสามารถทำธุรกิจต่อไปได้ตราบใดที่ยังไม่มีการปฏิวัติ"

มิตซิจิ บอกว่า กลุ่มเอพีเอฟจะเป็นการลงทุนระยะยาวไม่ใช่ 3-5 ปี แต่เป็น 10 ปีขึ้นไป โดยจะเน้นซื้อลงทุนในบริษัท เพื่อนำมาบริหารจัดการและเพิ่มมูลค่า ไม่ใช่การลงทุนในตลาดหุ้น โดยที่ผ่านมากลุ่มเอพีเอฟได้เข้าถือหุ้นใหญ่ 76% ในบล.ยูไนเต็ด รวมถึงการเข้าลงทุนในบริษัท กรุ๊ปลิส ซึ่งดำเนินธุรกิจลิสซิ่งอันดับ 5 ของไทย

นอกจากนั้น นักลงทุนจากญี่ปุ่นกลุ่มนี้ยังลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทย อีกด้วย

โดยที่ผ่านมาได้เข้าซื้อกิจการในบริษัท พีพี โครัล และใช้แบรนด์เนมว่า "ซีโบรา" ซึ่งดำเนินกิจการรีสอร์ทบนเกาะพีพี ด้วยเงินลงทุน 630 ล้านบาท เพื่อรองรับลูกค้าจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น

สำหรับทิศทางการลงทุนของกลุ่มเอพีเอฟ มิตซิจิ บอกว่า ขณะนี้ทางกลุ่มให้ความสนใจลงทุนในธุรกิจ "Non-Bank" และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยเพิ่มเติม

"ปีนี้เราเริ่มมองหาและอยากลงทุนในธุรกิจนอนแบงก์ ด้านธุรกิจการเงิน รวมถึงบริษัทประกัน จากเดิมที่เรามีบล.ยูไนเต็ดและบริษัท กรุ๊ปลิส อยู่แล้ว ซึ่งถ้าได้มาจะทำให้กลุ่มของเราสามารถให้บริการลูกค้าได้ครบวงจร และสามารถดึงลูกค้าเข้ามาได้อีกมาก"

ในขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มิตซิจิ บอกว่า เป็นธุรกิจที่น่าสนใจลงทุนมาก โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์นอกเมือง เนื่องจากท่องเที่ยวของไทยมีคุณลักษณะพิเศษที่ยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก จึงให้ความสนใจลงทุนเพิ่มใน "ธุรกิจโรงแรม" ที่เน้นให้ผู้ใช้บริการใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด

"เราเน้นอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นเพิ่มคุณค่าให้แก่ชีวิต และตอบสนองลูกค้าระดับไฮ เอ็น ซึ่งมีลูกค้าจำนวนมากอยากอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ

เรามองว่าตอนนี้เป็น Good Time หรือ จังหวะที่ดีในการลงทุนในไทย ยิ่งในช่วงที่เกิดวิกฤติคนตื่นตระหนกและคนเริ่มขาย จะเป็นจังหวะที่ดีในการหาบริษัทที่มีคุณค่าและราคาที่เริ่มตกลงมา" มิตซิจิ กล่าว

แม้ว่าการเมืองของไทยจะกำลังวุ่นวายและส่งผลลบต่อบรรยากาศการลงทุน แต่ในอีกมุมมองหนึ่งของนักลงทุนต่างชาติบางกลุ่มยังเชื่อมั่น และยังไม่ได้ถอนเงินออกจากไทย...

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #469 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2008, 10:42:07 PM »

Value way : ทำความเข้าใจ PBV Ratio

มนตรี นิพิฐวิทยา

เราได้คุยกันเรื่อง PE Ratio มาแล้ว คราวนี้ขอคุยเรื่อง PBV Ratio กันบ้าง เพราะอัตราส่วนสองตัวนี้นักลงทุนมักนำมาใช้ร่วมกันเสมอๆ


BV หรือ Book Value แปลเป็นไทยคือ "มูลค่าตามบัญชี" ก็คือมูลค่าส่วนผู้ถือหุ้น หรือถ้าความหมายจริงๆ ก็คือ มูลค่าของทรัพย์สินที่หักด้วยหนี้สินแล้ว เหลือเป็นมูลค่าของผู้ถือหุ้นเท่าไร

เนื่องจากเป็นมูลค่าทางบัญชี มันจึงเกิดปัญหาขึ้นมาคือ การลงบัญชีนั้นแต่ละบริษัทอาจบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินแตกต่างกันไป เช่นสินทรัพย์ถูกกำหนดให้บันทึกมูลค่าที่ราคาทุน คือราคาที่ได้สินทรัพย์นั้นมา บางบริษัทมีที่ดินที่บันทึกไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พอมาถึงปัจจุบันมูลค่าของที่ดินเพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัว แต่มูลค่าที่บันทึกลงในบัญชีนั้นยังมีมูลค่าเท่ากับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หากไม่มีการประเมินมูลค่าและบันทึกบัญชีใหม่มูลค่าก็ยังคงบันทึกเอาไว้เท่าเดิม

มูลค่าทางบัญชีนี้ถ้าหากเราเข้าใจลึกซึ้งก็สามารถช่วยให้เราค้นพบบริษัทที่น่าลงทุนได้ไม่ยาก

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทมีเครื่องจักรผลิตสินค้าอยู่เครื่องหนึ่ง สามารถผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี พอเวลาผ่านไป มีผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันออกมาขายมากๆ เข้า ผลกำไรที่เคยมีกลับกลายเป็นผลขาดทุน บางบริษัทคู่แข่งทนไม่ไหวเลิกกิจการไประหว่างยังขาดทุน ส่วนบริษัทยังทนผลิตสินค้าต่อไป แน่นอนราคาหุ้นของบริษัทคงต้องตกลงมาอย่างหนัก

และถ้าหากตกลงมามากๆ เมื่อเทียบกับมูลค่าของเครื่องจักรแล้วละก็ดูให้ดีๆ เลยครับ เพราะถ้าเราสร้างเครื่องจักรใหม่อาจต้องใช้เงินทุนมากกว่าราคาหุ้นตอนนั้นแน่นอน

ฉะนั้นหุ้นของบริษัทนั้นจึงถือได้ว่าถูกมากๆ เมื่อเทียบกับราคาที่จะต้องไปลงทุนสร้างเครื่องจักรใหม่ เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตที่ราคาหุ้นปิโตรเคมีบางบริษัทต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี และต่ำกว่ามูลค่าสร้างโรงงานใหม่มาก พอธุรกิจกลับมาเริ่มมีกำไร ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นหลายเท่าตัว

กลับมาดูความหมายของ PBV กันต่อครับ PBV = ราคาหุ้นปัจจุบัน / มูลค่าทางบัญชี หรือ PBV = P0 / Book Value

Book Value = Equity (ส่วนผู้ถือหุ้น)

เอากำไรสุทธิหรือ Net income หรือ Earning เข้ามาคูณและหารไปพร้อมๆ กัน เราจะได้สูตรใหม่ ดังนี้

PBV = (Price x Earning) / (Equity x Earning)

จับคู่ใหม่ให้เห็นชัดๆ คือ PBV = {Price / Earning) x {Earning / Equity) เราจะได้ สูตรใหม่ดังนี้

PBV = PE x ROE

สูตรนี้บอกเราว่าค่า PBV ถูกกำหนดด้วยค่าสองค่าคือ PE และ ROE (อัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น) เรื่อง PE ผมกล่าวไปแล้วเมื่อคราวที่แล้ว ส่วน ROE นั้นค่านี้บอกเราว่าบริษัทเอาเงินทุนที่ได้จากผู้ถือหุ้นไปลงทุนแล้วสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าหรือไม่

คราวนี้เรามาดูว่า หุ้นที่ PBV มีค่าสูงค่าต่ำนั้นบ่งบอกอะไรบ้าง

หุ้นที่ PBV ต่ำ PE สูง ROE ต่ำ เป็นหุ้นที่อาจมีมูลค่าเกินพื้นฐานไปแล้ว เพราะ PE สูงแต่กลับให้ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นต่ำ มันจึงมาสะท้อนออกที่ PBV

หุ้นที่ PBV ต่ำ PE ต่ำ ROE สูง อาจเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง (สะท้อนออกทาง PE) หรืออาจจะมีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน อันนี้ต้องเข้าไปดูรายละเอียดการดำเนินงานของบริษัท ถ้าธุรกิจดี ไม่เสี่ยงอย่างที่ตลาดคิดก็น่าลงทุนมาก

หุ้นที่ PBV สูง PE สูง ROE ต่ำ หุ้นแบบนี้อันตรายมาก เพราะผลตอบแทนผู้ถือหุ้นต่ำ PE กลับสูง และเชื่อว่าต้องสูงมากถึงสามารถดึง PBV ให้สูงตามไปด้วย

หุ้นที่ PBV สูง PE ต่ำ ROE สูง หุ้นแบบนี้อาจเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง หรือความไม่แน่นอนของการทำกำไรไม่แน่นอน หรือบางครั้งราคาสูงเกินมูลค่าไปแล้วก็ได้ เพราะผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสูงมาก แต่ PE กลับต่ำมาก การที่ ROE สูงอาจเป็นเพราะมีหนี้สินมากกว่าทุนมากๆ ก็ได้ แน่นอนครับว่าหนี้สินมากๆ ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย

ทั้งหมดนี้เราต้องดูพื้นฐานทางธุรกิจประกอบกันเพื่อให้เป็นการยืนยันซึ่งกันและกันว่า ทั้งธุรกิจซึ่งเป็นเหตุนั้นส่งผลให้ผลที่ได้ออกมาคืออัตราส่วนต่างๆ นั้นออกมาในรูปแบบใด
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #470 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2008, 10:47:54 PM »

One of a Kind กลยุทธ์ "ช.การช่าง" บิ๊กรับเหมา สู่ สาธารณูปโภค

ลมลเพ็ชร อภิสิทธิ์นิรันดร์

ธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ที่ดี ย่อมสะท้อนอนาคตอันยาวไกล เห็นได้ชัดเจนเมื่อ กลุ่มบริษัท ช.การช่าง สวมหมวกอีกใบ นอกจากจะเป็นบิ๊กรับเหมารายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศแล้ว ยังเอาจริงเอาจังกับธุรกิจสัมปทานสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา มากขึ้นเรื่อยๆ กับเป้าหมายการเป็น 0ne of a kind


ปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร ช.การช่าง เคยบอกไว้ว่า การเป็นเพียงผู้รับเหมาอย่างเดียว แม้จะได้รับงานโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฐานะทางการเงินจะมั่นคงเสมอไป เนื่องจากรายได้หลักไปผูกติดกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมเป็นหลัก ถ้าเศรษฐกิจดี งานก็เดิน เงินก็มา แต่อย่าลืมว่าถ้าเศรษฐกิจสะดุด งานก็น้อย เงินก็น้อยลงด้วยเช่นกัน

ยังปฏิเสธไม่ได้ว่า เมกะโปรเจคทั้งหลายแหล่ แยกกันไม่ออกกับนโยบายการเมือง ยิ่งอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ด้วยแล้ว

การบริหารความเสี่ยง ด้วยการมองไปรอบตัว จับหมับไปที่ธุรกิจอื่นๆ ที่พอจะ "ต่อยอด" ออกไปได้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม !

เหมือนกับที่ ช.การช่าง เล็งเห็นศักยภาพของการลงทุนของธุรกิจสัมปทานด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่ง เช่น ไฟฟ้า และน้ำประปา ซึ่งยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจจะซบเซาเพียงใด ก็ตาม

ช.การช่าง จึงเป็นบริษัทแรกๆ ที่มองการณ์ไกลในเรื่องนี้ เห็นได้จากโครงสร้างธุรกิจของบริษัทที่แบ่งเป็น "กลุ่มงานก่อสร้าง" และ "กลุ่มงานสัมปทาน" ก่อนที่บริษัทรับเหมารายอื่นจะไหวตัว

จุดเริ่มต้นธุรกิจสัมปทานสาธารณูปโภคของช.การช่าง เริ่มจากการเข้าไปรับเหมาประมูลงานก่อสร้างโครงการของบริษัทประปาปทุมธานี แต่พอก่อสร้างได้ไปสักระยะ โครงการก็เริ่มมีปัญหา เพราะต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ทำเอาพาร์ทเนอร์รายอื่นถอยกรูด เหลือไว้เพียง "เทมส์ วอเตอร์" ผู้ผลิตน้ำประปารายใหญ่จากอังกฤษ ที่ยังต้องการจะเดินหน้าโครงการนี้อยู่ จึงได้ชักชวน ช.การช่าง ร่วมถือหุ้น

นั่นถือเป็นก้าวแรกในการ "รุก" เข้าสู่ธุรกิจสัมปทานสาธารณูปโภคของ กลุ่ม ช.การช่าง

ทว่าเรื่อยวุ่นๆ ในบริษัทประปาปทุมธานียังไม่จบลงง่ายๆ จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นเรื่อยมา จนในที่สุด ช.การช่าง ผ่าทางตันเรื่องนี้ด้วยการจัดตั้ง บริษัทน้ำประปาไทย เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะนำบริษัทนี้เข้าจดจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีบริษัทประปาปทุมธานี เป็นบริษัทลูก

ก่อนจะดึงมือดีอย่าง สมโพธิ์ ศรีภูมิ อดีตรองกรรมการผู้จัดการ บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด หรือ BMCL (กลุ่มบริษัทช.การช่างถือหุ้นใหญ่ ผู้รับงานประมูลสัมปทานโครงการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าใต้ดินรายแรกในไทย) มารับตำแหน่ง "กรรมการผู้จัดการใหญ่" บมจ.น้ำประปาไทย

สมโพธิ์ ยังเคยรับราชการทหาร ก่อนจะโดดเข้าสู่แวดวงธุรกิจเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา ผ่านการชักชวนของ "ปลิว" ให้เข้าร่วมงานด้านต่างประเทศ ร่วมกับสมบัติ กิจจาลักษณ์ (กรรมการผู้จัดการ BMCL) อีกหนึ่งแขนขาของปลิว

ขณะเดียวกัน สมโพธิ ยังเล่าถึงแนวคิดในการดำเนินธุรกิจของปลิวไว้อย่างน่าสนใจว่า...

“คุณปลิวให้นโยบายกับเราไว้ว่า การทำธุรกิจทุกประเภทของ กลุ่ม ช.การช่าง บริษัทนั้นๆ จะต้องเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของเอกชน ต้องเป็นหนึ่งในธุรกิจนั้นซึ่งเราก็เห็นแล้ว คือ น้ำประปา และยังมีธุรกิจไฟฟ้าที่ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน แทบทุกโครงการก็จะมีกลุ่ม ช.การช่างเข้าไปมีเอี่ยวเสมอ”

พูดง่ายๆ ว่า กลุ่มช.การช่าง ต้องการจะเป็น One of a Kind ให้ได้ !

สำหรับธุรกิจน้ำประปา บมจ.น้ำประปาไทย คือผู้ผลิตและจ่ายน้ำประปาภาคเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ และยังเป็นผู้ผลิตและจ่ายน้ำประปารายแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (เข้าซื้อขายเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2551)

โดยจะดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำประปาในจังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรสาคร ตามสัญญาซื้อขายน้ำประปาที่ทำไว้กับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2543 อายุสัญญา 30 ปี

สมโพธิ์ เล่าว่า พื้นที่จังหวัดนครปฐมและจังหวัดสมุทรสาคร จัดเป็นพื้นที่ที่มีทำเลที่ตั้งเหมาะสมต่อการขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจ เนื่องจากตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มน้ำเหมาะแก่การคมนาคมขนส่งและค้าขาย ความเจริญเติบโตของเมืองของทั้ง 2 จังหวัด ทำให้เชื่อว่าชุมชนจะมีความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการทำเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น ในขณะที่การใช้น้ำในพื้นที่ดังกล่าวยังเป็น "น้ำบาดาล"

เขาบอกว่า โรงผลิตน้ำประปาบางเลน ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 38 ไร่ ในตำบลบางระกำ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีกำลังผลิตน้ำวันละ 320,000 ลูกบาศก์เมตร โดยนำน้ำดิบจากแม่น้ำท่าจีนมาผ่านกระบวนการบำบัดน้ำ จนกลายเป็นน้ำประปาคุณภาพ สำหรับการเก็บเตรียมไว้ในถังน้ำใสซึ่งมีขนาดความจุ 30,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อจัดส่งไปยังสถานีจ่ายน้ำอีก 2 แห่ง น้ำประปาจะถูกส่งผ่านทางท่อเป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตรไปยังสถานีจ่ายน้ำพุทธมณฑล

สถานีจ่ายน้ำพุทธมณฑล ตั้งอยู่บนถนนพุทธมณฑล สาย 5 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน มีเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ ทำหน้าที่รับน้ำจากโรงงานผลิตน้ำประปาบางเลน โดยมีถังเก็บน้ำใสขนาดความจุ 50,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อให้บริการจ่ายน้ำให้กับพื้นที่บริการของสำนักงานประปาสามพราน และสำนักงานประปาอ้อมน้อย ที่จ่ายต่อให้กับประชาชนในพื้นที่ อำเภอสามพราน อำเภอพุทธมณฑล อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม และอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร น้ำประปาอีกส่วนหนึ่งจะถูกส่งผ่านทางท่ออีกเช่นกัน จากสถานีจ่ายน้ำพุทธมณฑลเป็นระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตรไปยังสถานีจ่ายน้ำมหาชัย

ส่วนสถานีจ่ายน้ำมหาชัย ตั้งอยู่ในตำบลนาดี อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร มีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ และมีถังเก็บน้ำใสขนาดความจุ 20,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อการจ่ายน้ำประปาให้กับพื้นที่ให้บริการของสำนักงานประปาสมุทรสาคร ซึ่งจะให้บริการจ่ายน้ำกับผู้ใช้น้ำในอำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

อย่างไรก็ตาม สมโพธิ์ เชื่อว่า ในปี 2551 บริษัทจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตของรายได้ให้ใกล้เคียงกับปี 2550 ที่มีรายได้อยู่ที่ 3,250 ล้านบาท หรือเติบโต 17% จากปี 2549 เพราะมั่นใจว่า ความต้องการใช้น้ำยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากการเติบโตของการจ่ายน้ำช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 40%

ขณะที่บริษัทยังมีการลงทุน ขยายกำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้นอีก 100,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทำให้บริษัทมีกำลังการผลิต รวมอยู่ที่ 388,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คาดว่าการเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าวจะแล้วเสร็จ ช่วงปลายไตรมาส 2 ถึงต้นไตรมาส 3 ของปีนี้
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #471 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2008, 10:51:36 PM »

นาร์กิส-แผ่นดินไหว โอกาส "ฟื้น" การค้า...พม่า-จีน

ประกายดาว แบ่งสันเทียะ

ภาพของ "สี่แยก" การค้าอินโดจีน โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางเริ่มชัดเจนขึ้น อีกไม่นานจะเห็นความคึกคักในการลำเลียงลำเลียงสินค้าระหว่างประเทศ ตั้งแต่จีนตอนใต้ ไล่ลงมาเวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่าและไทย ขอเพียงมองเห็นโอกาสทางการค้า เช่น กรณีของพม่าและจีน ที่ประสบภัยธรรมชาติ นี่คือโอกาสของการค้าไทย ที่เกิดขึ้นภายหลังการช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ธรรม


แนวคิดการค้าเสรีและเป็นธรรม ภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนหนึ่งจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศในระดับภูมิภาค ให้มีศักยภาพด้านการลงทุนและการบริการร่วมกัน กลายเป็นที่มาของการจัดเสวนาในหัวข้อ "สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มทางการค้า 5 ประเทศเพื่อนบ้าน กับการปรับตัวของเอกชนไทย" โดยความร่วมมือของ

คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และทูตพาณิชย์ไทยจาก 5 ประเทศเพื่อนบ้าน

โดยทูตพาณิชย์ไทย ต่างลงความเห็นว่า ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสทางการค้าใน 5 ประเทศเพื่อนบ้านผ่านหลายช่องทาง เพียงแต่ต้องรู้จักกำหนดยุทธศาสตร์ให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ แต่ละพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกันออกไป

ยกตัวอย่าง เหตุการณ์ภัยธรรมชาติจากพายุนาร์กิส ที่เกิดขึ้นในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี ในประเทศพม่า และเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน การที่ไทยแสดงความอาทรในการส่งความช่วยเหลือไปยังสองประเทศ ภาพลักษณ์ที่ดีนี้ จะนำไปสู่การ "ต่อยอด" การค้ากับทั้งสองประเทศ ในภาวะของการ "ฟื้นฟู" เมือง ภายหลังได้รับความเสียหาย ทำให้ความต้องการสินค้าอุปโภค-บริโภค เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

มตยวงศ์ อมาตยกุล ทูตพาณิชย์ไทยประจำนครย่างกุ้ง ประเทศพม่า บอกว่า พายุนาร์กิส ทำให้ภาคเอกชนไทยหลายรายที่เข้าไปลงทุนในพม่าได้รับผลกระทบ อาทิ บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี.) มูลค่าความเสียหายประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ และโรงงานบะหมี่ในเครือสหพัฒน์ โชคดีที่บริษัทนี้ได้ทำประกันไว้ ทำให้ผลกระทบเบาบางลง

ความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำให้พม่ายังคงต้องการความช่วยเหลืออีกมาก ไทยจึงไม่ควรมองความเสียหายเป็นโอกาสทางการค้า แต่ควรแสดงความจริงใจในการช่วยเหลือพม่า เป็นพันธมิตรและเพื่อนบ้านที่ดี โดยในอนาคตเชื่อว่ารัฐบาลพม่าจะยอมเปิดกว้างรับการค้าจากไทยมากขึ้น

เขายังระบุว่า ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและพม่าที่มีมายาวนาน ตลอดจนภาคเอกชนไทยหลายรายได้เข้าไปลงทุนทำการค้า แม้การค้ากับพม่าส่วนใหญ่จะยังต้องผ่านรัฐบาลทหารพม่า ก็ตาม

"ที่ผ่านมารัฐบาลทหารพม่ามีนโยบายผลิตสินค้าเพื่อใช้เองภายในประเทศ โดยพยายามเรียนรู้และตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศ โดยไม่ต้องการพึ่งพาการนำเข้า แต่พม่าก็ยังมีจุดอ่อนที่ต้นทุนการผลิตสูง เนื่องจากขาดอุตสาหกรรมต่อเนื่องในกลุ่มสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และคลัสเตอร์ที่เกี่ยวข้อง

ผู้นำพม่าเริ่มเห็นแล้วว่าแนวทางนี้ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องนัก เพราะสินค้าที่ผลิตขึ้นในพม่าจะมีราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงไทยหลายเท่าตัว ผู้นำเข้าพม่าจึงเริ่มเปิดทางนำเข้าสินค้าหลายรายการจากไทยมากขึ้น กลายเป็นโอกาสเปิดตลาดสินค้าอุปโภค-บริโภคของไทย" ทูตพาณิชย์ไทยประจำนครย่างกุ้ง ระบุ

โดยในปีนี้ ไทยได้ทำหนังสือขอจัดงาน "ไทยแลนด์ เอ็กซิบิชั่น" ในพม่าขึ้น โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงพาณิชย์พม่า หากพม่าตอบตกลง ย่อมจะกลายเป็นโอกาสของสินค้าไทย หลังจากการจัดงานแสดงสินค้าไทยในพม่าจะถูกระงับไปตั้งแต่ปี 2548

"จีน" เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร ทูตพาณิชย์ไทยประจำนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน บอกว่า ความเสียหายในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน มีการประเมินมูลค่าในเบื้องต้นประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลจีนยังต้องเร่งฟื้นฟูบูรณะเมืองขึ้นมาใหม่ทั้งสิ่งปลูกสร้าง และการดูแลคุณภาพชีวิตประชากร ความต้องการสินค้าก็เพิ่มมากขึ้น จึงถือเป็นโอกาสการค้าของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง ออกแบบบ้าน เพื่อบูรณะเมืองเฉิงตู ขณะที่ธุรกิจอาหารและบริการยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง

"เหตุการณ์แผ่นดินไหว มูลค่าความเสียหายหมื่นล้าน จากบ้านเรือนและธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่ถูกทำลาย ทำให้รัฐบาลจีนต้องเร่งบูรณะเมือง และย้ายเมืองใหม่ไปในที่ที่มีความปลอดภัยและสร้างความเจริญได้เร็ว ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันจีนมีปริมาณสำรองเงินตราในคลังมากถึง 1.68 ล้านดอลลาร์"

เขายังระบุว่า จีนเป็นประเทศที่มีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงมากเฉลี่ย 10% ต่อปี และยังถือเป็นตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลายมณฑลในจีนยังต้องการการพัฒนาอีกมากโดยเฉพาะในระยะ 20 ปีจากนี้ เพราะปัจจุบันการเจริญเติบโตของจีน ยังกระจุกตัวในบางพื้น โดยเฉพาะพื้นที่ติดทะเลในภาคตะวันออก และภาคใต้
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #472 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2008, 10:54:43 PM »

แผ่นดินไหวเสฉวน

จรัส จิตกิจติจำรัส charas_c@hotmail.com

ช่วงระยะนี้ถ้าไม่พูดถึงภัยธรรมชาติมหาวิปโยคที่เกิดขึ้นใกล้บ้านเรา 3 แห่ง คือ ที่ประเทศพม่า ประเทศจีน และประเทศฟิลิปปินส์ก็คงจะเป็นเรื่องแปลก


ภัยพิบัติครั้งนี้ของทั้ง 3 ประเทศ มีความรุนแรงและสร้างความเสียหายหนักหนา มากมายเป็นประวัติการณ์ แต่วิธีการจัดการโดยเฉพาะของประเทศจีนและพม่า และการตอบสนองหรือปฏิกิริยาของชุมชนโลกที่มีต่อกันดูเหมือนต่างกันราวฟ้ากับดิน

ผมจะขอกล่าวถึงเพียงส่วนที่เกี่ยวกับประเทศจีน ถึงแม้ครั้งนี้ผมจะไม่ได้เข้าไปตะลุยในพื้นที่และรับรู้เหตุการณ์อย่างใกล้ชิดดังที่เคยปฏิบัติมาก็ตาม

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอเวิ่นชวน (Wenchuan) ของแคว้นปกครองตนเองชนชาติทิเบตและชนชาติเชียงอาป้า ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ตัวอำเภอเวิ่นชวนห่างจากนครเฉิงตู ซึ่งเป็นเมืองเอกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ร้อยกว่ากิโลเมตร ระหว่างทางก็จะผ่านเมืองตูเจียงเยี่ยนซึ่งเป็นที่ตั้งของเขื่อนตูเจียงเยี่ยนที่มีอายุเก่าแก่กว่า 2,300 ปี อำเภอเวิ่นชวนตั้งอยู่บนพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างภูเขาชิงเฉิง (Qingcheng) หรือในนิยายกำลังภายในเรียกว่า แชเซี่ย และภูเขาฉีว๋งหลาย (Qionglai) ของที่ราบสูงซงพาน (Songpan) และตั้งอยู่บนแนวแผ่นดินไหวของประเทศจีนที่พาดมาจากทางใต้ คือ ยูนนาน มาทางเหนือโดยผ่านตรงกลางของมณฑลเสฉวนไล่เข้าสู่ทางใต้ของมณฑลกานซู (Gansu) แล้วแยกออกเป็น 2 ทาง คือ ทางตะวันออกเฉียงเหนือไปทางมหานครปักกิ่งและตะวันตกเฉียงเหนือตลอดแนวมณฑลกานซู เป็นลักษณะเหมือนตัวอักษร Y

แผ่นดินไหวครั้งนี้ระดับการสั่นสะเทือนที่ประกาศไว้ในช่วงแรกเป็น 7.8 ริกเตอร์ และมีการปรับเป็นครั้งสุดท้ายที่ 8.0 ริกเตอร์ ซึ่งจัดว่ารุนแรงมาก พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมีกว่าห้าสิบอำเภอ เขต และเทศบาลซึ่งกระจายอยู่ในมณฑลเสฉวน มณฑลกานซู มหานครฉงชิ่ง มณฑลส่านซี มณฑลหูหนาน มณฑลเหอหนาน มณฑลหูเป่ย มณฑลกุ้ยโจวและมณฑลยูนนานเป็นต้น

จนกระทั่งวันที่ 25 พ.ค. 2551 มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวกว่า 62,600 คน บาดเจ็บกว่า 280,000 คน สูญหายกว่า 29,000 คนโดยประมาณและเกิดความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจโดยตรงในขั้นนี้ประมาณ 50,000 ล้านหยวน ซึ่งคาดคะเนว่าอาจสูงถึงสองแสนล้านหยวนและผู้เสียชีวิตอาจเกินกว่า 80,000 คน

อย่างไรก็ตามทางการจีนได้มีปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วและรอบด้านโดยกองกำลังของกองทัพจีนทั้งทหารและตำรวจเข้าไปถึงพื้นที่หลังจากเกิดแผ่นดินไหวเพียงแค่ 2 ชั่วโมง หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้มีการจัดส่งผู้เชี่ยวชาญ อุปกรณ์ช่วยภัยอย่างรวดเร็วและประชาชนก็ร่วมแรงร่วมใจกันบริจาคทรัพย์สินเงินทองสิ่งของ ช่วยทั้งกำลังใจและกำลังกายเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและได้มีการป้องกันโรคระบาดอย่างเข้มแข็ง

พร้อมกับบางพื้นที่ได้เริ่มวางแผนการฟื้นฟูทางกายภาพและจิตใจ ได้เริ่มกลับมาทำการผลิต เพาะปลูกเพื่อลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุดอย่างเต็มความสามารถ การเสนอข่าวอย่างเปิดเผยและโปร่งใสและทันต่อการพัฒนาของเหตุการณ์ ความร่วมมือของประชาชน องค์กร หน่วยราชการทุกระดับของจีนได้รับความชื่นชมจากนานาชาติ และได้รับความช่วยเหลือจากนานาประเทศอย่างเต็มรูปแบบด้วยความเต็มใจ แสดงให้เห็นถึงมนุษยธรรมเหนือกว่าความต่างของลัทธิหรือการเมือง

ภัยพิบัติครั้งนี้ถึงแม้นำพาความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสภาพจิตใจ ความเป็นอยู่ของประชาชน กระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างมากมายก็จริง แต่ผมคิดว่าหลังจากภัยพิบัติแล้วผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของจีนคงไม่มากนัก และคงสามารถฟื้นคืนได้ในไม่นาน และโครงการฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ภัยพิบัติยังอาจสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคใกล้เคียง อาจมีการขยับเคลื่อนไปในทางที่เติบโตมากขึ้นด้วยซ้ำ

เพราะเชื่อขนมกินได้เลยว่าทั้งรัฐบาลกลางจีนและรัฐบาลท้องถิ่นเสฉวนและมณฑลใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากภัยครั้งนี้ จะต้องมีการทุ่มเทความสามารถและกำลังอย่างเต็มที่เพื่อสร้างเมืองใหม่ สร้างเศรษฐกิจใหม่

นั่นหมายถึงมีความต้องการมหาศาลในช่วงเวลาฟื้นฟูบูรณะที่จะใช้เวลาไม่ยาวนานนัก เมื่อเป็นเช่นนั้นในพื้นที่ภัยพิบัติดังกล่าว คงจะได้เห็นเมืองที่ทันสมัยที่สามารถต้านแผ่นดินไหวระดับรุนแรง เป็นพื้นที่และเมืองที่มีการผลิตทางอุตสาหกรรมและการเกษตรที่ทันสมัยอย่างแน่นอน ซึ่งจีนเคยทำมาแล้วที่นครถังซาน มณฑลเหอเป่ย 150 กิโลเมตรทางตะวันออกของมหานครปักกิ่งที่เคยประสบภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ระดับ 7.8 ริกเตอร์ เมื่อค.ศ.1976 ที่นิยมเปรียบเทียบกับนกฟีนิกส์ที่ตายแล้วหลังผ่านเปลวเพลิงและเกิดใหม่จะยิ่งสวยงามกว่าเดิม ภาคราชการและภาคธุรกิจไทยน่าที่จะนำมาพิจารณาเพื่อวางแผนในการร่วมฟื้นฟูบูรณะและสร้างความเจริญใหม่เหล่านี้
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #473 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2008, 10:56:59 PM »

บุกตลาด "ลาว-กัมพูชา-เวียดนาม"

สำหรับประเทศในแถบอินโดจีน อย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กัมพูชา และเวียดนาม นั้น ยังมีโอกาสทางการค้าและการลงทุนที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะการจำหน่ายสินค้าเพื่อป้อนความต้องการภายในประเทศเหล่านี้

เฉลิมพล พงษ์ฉบับนภา ทูตพาณิชย์ไทย ประจำนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว บอกว่า พิจารณาจากมูลค่าการค้าร่วมกันระหว่างไทยกับลาว จะพบว่า ลาวขาดดุลการค้าไทยมาเป็นเวลานาน ล่าสุดในปี 2550 ไทยส่งออกไปลาวคิดเป็นมูลค่า 1,311.8 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากลาวเพียง 470.1 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าลาว 841.7 ล้านดอลลาร์ เพราะลาวยังต้องการความช่วยเหลือในการพัฒนาประเทศจากนอกประเทศ ทั้งจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และประเทศอื่นๆ รวมถึงไทย ที่เข้าไปลงทุนและทำคอนแทร็คท์ฟาร์มมิ่งกับชาวเกษตรกรลาวในสินค้าเกษตร 14 ชนิด ไทยยังเป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งในลาว อย่างไรก็ตามไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากลาว

"ผู้ประกอบการไทยที่จะไปทำการค้าหรือลงทุนในลาว จะต้องเปลี่ยนแนวคิดเหมือนเปลี่ยนซิมโทรศัพท์มือถือเป็นซิมลาว ควรมีความคิดเชิงบวก มองปัญหาอุปสรรคให้เป็นโอกาส เริ่มต้นจากการสอบถามข้อมูลกับพ่อค้าและลูกค้าคนลาวว่ามองคนไทย มองสินค้าไทยอย่างไร จากนั้นก็ต้องจูนกันให้ติด"

ยกตัวอย่างเช่น ควรยกย่องลาวให้เป็น "เจ้าภาพ" และไทยเป็น "เจ้ามือ" คนไทยจะต้องเป็นผู้ควักกระเป๋าเลี้ยงเมื่อเจรจาธุรกิจ เพื่อซื้อใจคนลาว และลบบาดแผลความสัมพันธ์ในอดีตที่เคยมีมา ที่มองว่าคนไทยดูถูกคนลาว ระยะหลังๆ ลาวยังเริ่มให้ความสำคัญกับจีน และเวียดนาม ที่เข้ามาช่วยเหลือด้านการศึกษาและให้เงินสนับสนุนในระหว่างทำสงคราม

...พึงระลึกไว้เสมอว่า ลาวมีทรัพยากรและแรงงาน ส่วนไทยมีหน้าที่ลงทุนนำเงิน และเทคโนโลยี และการตลาดเข้าไปเพื่อเข้าไปใช้ทรัพยากรในลาว "เฉลิมพล" ระบุ

ส่วนกัมพูชา ยังเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจคล้ายกับลาว จิรนันท์ วงศ์มงคล ทูตพาณิชย์ไทยประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา แนะว่า จังหวัดที่มีแนวโน้มจะเป็นเมืองใหม่ในไม่ช้า คือ กัมปงโสม หรือ กรุงพระสีหนุวิลล์ เพราะเป็นที่ตั้งของท่าเรือน้ำลึก มีชายแดนทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ ห่างจากกรุงพนมเปญ 230 กม.และยังติดกับอ่าวไทยถือเป็นจุดรองรับการค้าระหว่างประเทศที่ดี

อุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับการลงทุนในกัมพูชา คือ อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ เพราะมีชายฝั่งอันอุดมสมบูรณ์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป เพราะมีต้นทุนแรงงานต่ำ มีความสะดวกในการขนส่ง และยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการนำเข้าสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกา,อุตสาหกรรมแก้ว เนื่องจากมีวัตถุดิบทรายขาวเป็นจำนวนมาก และยังมีพื้นที่เหมาะสมในการทำการเกษตร รวมไปถึงทำฟาร์มโค-กระบือ

"เวียดนาม" เป็นอีกประเทศที่เนื้อหอมสำหรับนักลงทุนต่างชาติ กาญจนา เทพารักษ์ อดีตทูตพาณิชย์ไทยประจำนครโฮจิมินห์ซิตี ประเทศเวียดนามเวียดนาม บอกว่า นักธุรกิจไทยเริ่มให้ความสนใจย้ายฐานเข้าไปลงทุนในเวียดนามมากขึ้น จากแรงจูงใจจากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังมีพื้นที่ใกล้ประเทศไทย เริ่มตั้งแต่การเข้าไปลงทุนเปิดสำนักงานตัวแทนจำหน่าย บางรายยังเข้าไปทำธุรกิจ (Trading) โดยไม่รู้ว่าเวียดนามยังไม่เปิดให้ต่างชาติเข้าไปทำการค้าจนกว่าจะถึงปี 2552

เธอระบุว่า เวียดนามเป็นตลาดที่เข้าถึงและเข้าใจยาก นักธุรกิจไทยจึงต้องเปลี่ยนทัศนคติในการทำการค้ากับเวียดนามไม่เพียงเป็นการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายเท่านั้น แต่ควรมองโอกาสการลงทุนคู่ขนานกันไป เพราะเวียดนามยังคงเป็นประเทศสังคมนิยม ระบบค้าปลีกยังเป็นลักษณะดั้งเดิม ทำให้ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ยังมีน้อย ดังนั้นการจะทำให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ยกเว้นหลังปี 2552 เมื่อมีการเปิดการลงทุนด้านการทำธุรกิจTrading

สำหรับน้องใหม่ที่เริ่มเข้าไปทำการค้าในเวียดนาม ควรพบปะนักธุรกิจเวียดนามและเจรจาการค้าด้วยตัวเอง เพราะคนเวียดนามไม่นิยมที่จะติดต่อการค้าทางอีเมล หรือจดหมายทางแฟกซ์ และจำเป็นอย่างยิ่งที่นักธุรกิจไทยจะต้องเดินทางไปสำรวจตลาดด้วยตัวเอง เพื่อให้เข้าใจสภาพตลาด วิธีทำการตลาด พฤติกรรมการจับจ่าย และรสนิยมผู้บริโภคในเวียดนาม การสมัครเข้าร่วมงานแสดงสินค้ายังเป็นกลยุทธ์การเจาะตลาดที่ยิงตรงไปที่ลูกค้าและผู้นำเข้า รวมถึงยังเป็นช่องทางในการแนะนำตัวเองที่ดี
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #474 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2008, 11:02:07 PM »

บริหารวัตถุดิบ "ไบโอดีเซล" ผุดสวนปาล์มกลางทุ่งรังสิต

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ผลักดันให้พลังงานทดแทนกำลังจะกลายเป็นพระเอก หากสามารถผ่าทางตันในเรื่องวัตถุดิบได้ โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน ที่นำมาเป็นส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซล ทดแทนการใช้น้ำมันดีเซล


จึงเกิดความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บริษัทชุมพรอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) และกระทรวงพลังงาน ในการแปลงพื้นที่สวนส้มรกร้างหลายหมื่นไร่ บริเวณรังสิตคลอง 8-13 เนรมิตสวนปาล์มไปแล้วกว่า 20,000 ไร่ ก่อนจะเกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ

พื้นที่ดังกล่าว ยังถือเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่ใกล้กรุงเทพฯมากที่สุด

ดร.สมัย ใจอินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนทุ่งรังสิตเคยเป็นสวนส้มขนาดใหญ่ที่สุด แต่ในอนาคตกำลังจะกลายเป็นสวนปาล์มขนาดใหญ่ เพราะพื้นที่บริเวณนี้ดินมีไวรัสเป็นอันตรายต่อต้นส้ม ไม่สามารถปลูกส้มได้อีกต่อไป จึงแก้ไขได้ด้วยการปลูกปาล์ม พืชที่แก้ปัญหาเรื่องดินได้ดี

พื้นที่บริเวณนี้ยังมีเป้าหมายจะปลูกปาล์มน้ำมันให้ได้ถึง 50,000 ไร่ ซึ่งจะได้ผลผลิตต่อไร่มากถึง 200,000 ตันต่อปี

แม้ปัจจุบันจะปลูกปาล์มน้ำมันได้แล้วกว่า 20,000 ไร่ และเพิ่งได้ผลผลิตเพียง 100-200 ไร่ เท่านั้น ยังต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปีกว่าผลผลิตจะเพิ่มสูงขึ้น

โดยปาล์มน้ำมันที่ผลิตได้จากไร่ทั้งหมด ในเบื้องต้นบริษัทสุขสมบูรณ์ น้ำมันปาล์ม จำกัด จากจังหวัดชลบุรี จะเป็นผู้รับซื้อไว้ทั้งหมด เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร แต่ในอนาคตกระทรวงพลังงานเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องการตลาดเชิงพาณิชย์

"พื้นที่ 100-200 ไร่ที่ว่านี้มีผลผลิตออกมาทั้งหมดแล้วตั้งแต่ปี 2547 ทางเราได้ไปติดต่อและหาตลาดให้เกษตรกร เพราะโครงการที่รังสิตนี้ เป็นโครงการพลิกฟื้นสวนส้มที่ปัจจุบันปลูกส้มไม่ได้แล้ว เราเลยมาส่งเสริมให้เจ้าของสวนส้มที่ขาดทุนหันมาปลูกปาล์มน้ำมันทดแทน ในอนาคตบริษัทชุมพรอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ยังมีแผนจะเข้ามาตั้งโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่รังสิต" เขาระบุ

นอกจากทุ่งรังสิตจะเป็นแหล่งเพาะปลูกปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในพื้นที่ภาคกลางแล้ว รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรยังได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อเพิ่มผลผลิตและทดแทนการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศให้ได้มากที่สุด

โดยปาล์มน้ำมันที่ปลูกจะรองรับการผลิตไบโอดีเซล ตามนโยบายการส่งเสริมพลังงานทดแทน ขณะที่พืชพลังงานชนิดอื่นๆ เช่น มันสำปะหลัง หรืออ้อย จะถูกนำไปใช้ในการผลิตแก๊สโซฮอล์

ดร.อภิชาต จงสกุล เลขาธิการเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน โดยเฉพาะในจังหวัดที่อยู่ติดกับน้ำ เช่น แม่น้ำโขงในเขต จังหวัดหนองคาย จะมีการปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ แต่การปลูกปาล์มน้ำมันจะมองไปที่การนำไปใช้เป็น "อาหารมนุษย์" ก่อนเป็นอันดับแรก ผลผลิตที่เหลือจึงจะนำมาใช้ผลิตพลังงานทดแทน

เขายังระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทย มีการบริโภคปาล์มน้ำมันประมาณ 800,000 ตันต่อปี ขณะที่ความต้องการสูงถึง 1 ล้านตันต่อปี ส่วนใหญ่ใช้ในการบริโภค แต่ทางกระทรวงพลังงานต้องการนำปาล์มน้ำมันเฉลี่ย 300,000 ตันต่อปีมาใช้ผลิตพลังงานทดแทน ทำให้เชื่อว่าในอนาคตความต้องการปาล์มน้ำมันจะเพิ่มสูงขึ้นกว่านี้

“เราสามารถเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกได้มากกว่านี้ แต่เรากลัวว่าการปลูกปาล์มน้ำมันจะเข้าไปรุกพื้นที่นาข้าว ปัจจุบันเรามีพื้นที่ปลูกปาล์มทั่วประเทศประมาณ 3-5 ล้านไร่ ในอีก 5 ปีจะเพิ่มพื้นที่ปลูกอีก 2.5 ล้านไร่”

นอกจากจะมีปาล์มน้ำมันเพื่อใช้ในการบริโภคและเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนแล้ว ยังมีพื้นที่อีกจำนวนมากที่ปลูกพืชพลังงาน เช่น อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งจะใช้ในการผลิตเอทานอล เพื่อนำมาผสมเป็นแก๊สโซฮอล์ โดยจังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีการปลูกมันสำปะหลังมากที่สุด ส่วนจังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดที่ปลูกอ้อยมากที่สุด
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
หน้า: 1 ... 17 18 [19] 20 21 22   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!