เว็บบอร์ด Taladhoon.com
ธันวาคม 21, 2014, 10:59:41 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: อยากรวยด้วยหุ้น สมัครเรียน"เก็บหุ้นเข้าพอร์ตปีนี้...ขายทำกำไรปีหน้า" สอนปัจจัยพื้นฐานผสานกราฟเทคนิคโดยคุณสุเชษฐ์ สุขแท้ คุณช.โชติวงศ์ เพ็ชญไพศิษฏ์(13 ธ.ค. 57) 9-17 น.เพียง 2,500 บาท สำรองที่นั่งด่วนโทร 02-6507930-1   http://irs.co.th/irs/course/detail/6
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 9   ลงล่าง
  พิมพ์  
| | ผู้เขียน หัวข้อ: รู้ไหมคะว่า...(แสนรู้)  (อ่าน 104363 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #75 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2007, 04:32:31 PM »

พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ ที่ไทยจะเข้าไปบูรณะ

Posted by รุสสกี้ , 20:24:49 น.  

เมื่อวันอังคาร คณะรัฐมนตรีไทยอนุมัติงบบูรณะปฏิสังขรณ์พระราชวังปีเตอร์ฮอฟในรัสเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการฟื้นฟูสัญลักษณ์ไทยในรัสเซียเพื่อร่วมฉลองความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศที่จะครบรอบ 110 ปีในปีนี้ งานนี้ไทยจะใช้เงินประมาณ 210 ล้านบาทสำหรับการบูรณะปีกด้านซ้ายของพระราชวัง ที่เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวช่วงที่เสด็จเยือนรัสเซียเมื่อปี 1897 งานด้านการบูรณะ จะเป็นการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงต่างประเทศของไทยกับกระทรวงวัฒนธรรมรัสเซีย ในส่วนของรัสเซียก็จะช่วยเหลือโครงการนี้เป็นเงินราว 140 ล้านบาท ขณะที่นายยูริ กาวาลชุค กงสุลกิตติมศักดิ์ของไทยประจำนครเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก ก็จะร่วมสมทบด้วย 35 ล้านบาท
 
วังใหญ่

มรดกโลก

พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ หรือที่คนรัสเซียเรียกว่า เปเตรกอฟ มีรากศัพท์มาจากภาษาเยอรมัน และแปลได้ว่า "สวนของปีเตอร์" พระราชวังตั้งอยู่ที่เมือง ปีเตอร์ฮอฟ ตัวพระราชวังห่างจากเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก 29 กิโลเมตร ทั้งพระราชวัง รวมทั้งเขตใจกลางเมืองปีเตอร์ฮอฟ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความเจ็บแค้นที่มีต่อเยอรมนีที่ทุบทำลาย และขโมยทรัพย์สมบัติในพระราชวังไป ทางการได้เปลี่ยนชื่อพระราชวังเป็นแบบรัสเซีย คือ เปตร้าดวอเรียซ ซึ่งแปลว่าวังของปีเตอร์ แต่หลังยุคสหภาพโซเวียต ที่นี่ก็หันกลับมาใช้ชื่อเดิม ปัจจุบันงานบูรณะก็ยังคงดำเนินอยู่


แวร์ซายรัสเซีย - นครหลวงแห่งน้ำพุ

พระราชวังที่ได้รับสมญานามว่าแวร์ซายรัสเซีย จากรูปแบบการก่อสร้างและ นครหลวงแห่งน้ำพุ จากการที่มีน้ำพุมากมายถึงกว่า 150 แห่ง ตั้งอยู่ริมฝั่งอ่าวฟินแลนด์ และถูกจัดสร้างตามพระราชดำริและตามแบบที่ของพระเจ้าปีเตอร์ มหาราช ทรงกำหนดเองด้วย

ความโดดเด่นของพระราชวัง ที่ใช้เป็นที่ประทับในช่วงฤดูร้อนของพระเจ้าซาร์ เริ่มมาตั้งแต่ที่ตั้ง ที่เป็นเนินสูง 16 เมตร ห่างจากเขตฝั่งทะเลแค่ไม่ถึง 100 เมตร สวนตอนล่าง หรือ นิชนึย สาด เป็นส่วนสำคัญที่สุด และสวยงามที่สุดของพระราชวัง สวนมีพื้นที่ 1.02 ตารางกิโลเมตร ที่นี่เป็นที่ตั้งของน้ำพุมากมาย รวมถึงน้ำพุที่ดีและสวยที่สุด รวมถึงพระตำหนัก และสวนอีกมากมาย

ที่ยอดเนิน เป็นที่ตั้งของ บอลชอย ดวอเรียซ หรือ วังใหญ่ ส่วนด้านหลังวังใหญ่ เป็นที่ตั้งของสวนตอนบน หรือเวีร์กนึย สาด ที่ก็เหมือนกับสวนตอนล่าง คือมีน้ำพุกระจัดกระจายอยู่ตามบ่อน้ำขนาดใหญ่ 7 แห่ง แต่น้ำพุที่นี่ไม่น่าประทับใจเท่าสวนตอนล่างและรูปแบบการจัดวางของสิ่งปลูกสร้างในเขตสวนนี้ก็ไม่เป็นระบบแบบแผนเท่า

ที่หน้าวังใหญ่ เป็นน้ำตกเทียมใหญ่ ที่เรียกกันว่า บอลชอย คาสขาด โดยวังใหญ่และน้ำตกส่วนนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของพระราชวัง ถัดจากส่วนนี้ลงมาเป็นคลองที่แบ่งสวนตอนล่างออกเป็น 2 ส่วน


น้ำตกเทียมใหญ่ ลอกแบบมาจากน้ำตกที่วัง ชาโต ดูมาร์ลี ของพระเจ้าหลุยซ์ ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส และวังของพระองค์ ก็ถูกลอกแบบมาจัดสร้างเป็นพระตำหนักแห่งหนึ่งของพระราชวังแห่งนี้ด้วย ที่บ่อน้ำบริเวณนี้มีน้ำพุแซมซันตั้งอยู่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์การที่รัสเซียรบชนะสวีเดน น้ำที่พุ่งจากน้ำพุนี้สูงถึง 20 เมตร ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในพระราชวัง แต่น้ำพุในปัจุบันไม่ใช่ของเดิมที่ติดตั้งมาตั้งแต่ยุค 1730 เพราะของเดิมถูกเยอรมันขโมยไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างน้ำตกเทียมใหญ่ มีการเจาะเป็นถ้ำเข้าไปซึ่งมีความสูง 2 ชั้น ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์น้ำพุ


น้ำพุแซมซัน

น้ำพุไร้ปั้ม

ความโดดเด่นอีกอย่างของพระราชวังแห่งนี้ก็คือน้ำพุทั้งหมดของที่นี่ ไม่มีการใช้ปั้มในการสูบฉีดน้ำ น้ำที่นี่มาจากตาน้ำธรรมชาติ และเก็บไว้ในบ่อเก็บที่สวนตอนบน จากนั้น ด้วยหลักการการยกระดับที่ช่วยเพิ่มแรงดันน้ำ ก็ทำให้น้ำสามารถพุ่งขึ้นไปได้ สำหรับน้ำพุแซมซัน ที่พุ่งได้ไกลถึง 20 เมตรนั้น ต้องใช้ระบบท่อพิเศษที่ยาวถึง 4 กิโลเมตรในการสร้างแรงดันน้ำ และด้วยอารมย์ขันของคนรัสเซียโบราณ น้ำพุบางแห่งสร้างขึ้นเพื่อเอาไว้แกล้งคนให้เปียก เช่นน้ำจะพุ่งออกมาเมื่อมีคนเดินผ่านเป็นต้น

สำหรับตัววังใหญ่นั้น ถ้ามองด้านหน้าและหลังอาจจะรู้สึกว่าใหญ่โต แต่ในความเป็นจริง วังหลักนั้นค่อนข้างแคบหากมองจากทางด้านข้าง และมีห้องแค่ประมาณ 30 ห้องเท่านั้น

ประวัติการก่อสร้าง

แต่เดิม บริเวณที่ตั้งของพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ เป็นพื้นที่การเกษตร เมื่อพระเจ้าปีเตอร์ มหาราช ทรงมีดำริจะสร้างเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก ที่ปลายด้านตะวันออกสุดของอ่าวฟินแลนด์ และจากบริเวณปีเตอร์ฮอฟ พระองค์ทรงมองเห็นภูมิประเทศโดยรอบ ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญต่อการวางแผนจัดสร้างเมือง รวมทั้งการปรับปรุงเมือง ครอนสตั๊ดท์ ให้เป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่ง


ภายใน

ในปี 1714 พระองค์ทรงสร้างพระราชวังที่ทำจากไม้ขึ้นที่นี่สำหรับใช้เป็นที่ประทับเมื่อเสด็จไปกลับยุโรปผ่านทางครอนสตั๊ดท์ และต่อมาก็ได้ขยายเป็นวังใหญ่โต ผู้คุมงานก่อสร้างพระราชวังในยุคพระเจ้าปีเตอร์ เริ่มต้นจาก โยฮันส์ ฟรี๊ดริก บราวน์สไตน์ สถาปนิกชาวเยอรมัน ต่อด้วย ฌอง แบ็บติสต์ อเล็กซองเดอร์ เลอบลอนด์ ชาวฝรั่งเศส พิธีเปิดพระราชวัง มีขึ้นเมื่อ 15 สิงหาคม 1723 แต่งานก่อสร้างในส่วนของพระเจ้าปีเตอร์เสร็จสิ้นในปี 1725 ขณะที่พระเจ้าซาร์องค์ต่อๆมาทุกพระองค์จะทรงขยับขยายพระราชวังออกไปด้วย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 09:40:51 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #76 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2007, 09:51:14 PM »

พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน

พรชัย จันทโสก : รายงาน jantasok@yahoo.com

-----------------------------------

กลายเป็นที่ฮือฮา และตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ท้วงติง ถึงความเหมาะสมกรณีอันเนื่องมาจากทางราชบัณฑิตยสถานได้จัดทำ พจนานุกรมคำใหม่ โดยรวบรวมคำที่ปรากฏระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม 2548 - 26 เมษายน 2550 และหลายคำเป็น 'ภาษาวัยรุ่น' หรือ 'คำแสลง' ซึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับในภาษาไทยระดับมาตรฐาน และคำเหล่านี้เมื่อนานไปอาจยังคงอยู่หรือตายไปตามยุคสมัย

ยกตัวอย่างเช่นคำว่า กระดี๊กระด๊า (กะดี๊กะด๊า) กรึ๊บ กวนตีน กวนบาทา กลืนเลือด กิ๊บเก๋ เกย์ควีน เกย์คิง กิ๊ก โก๊ะ โกอินเตอร์ กูรู คั่ว โคโยตี้ จ๊าบ ดี๊ด๊า เด็กแนว เด๊ะ ตลกบริโภค ต่อมฮา ติงต๊อง ตีฉิ่ง ทอม ดี้ ป๋าดัน เจ๊ดัน นมหก โนเนม อินเทรนด์ เอาะๆ อึ๋ม อาโนเนะ เป็นต้น

แม้คำบางคำยังไม่เป็นที่ยอมรับว่าถูกต้องตามหลักภาษาไทย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคำเหล่านี้มีอิทธิพลต่อคนยุคนั้นๆ เพราะมีการใช้กันเหมือนเป็นปกติธรรมดา ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็เกิดความเป็นห่วงเรื่องการใช้ภาษาไทยที่นับวันยิ่งผิดเพี้ยนรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะยุคสื่ออินเทอร์เน็ตระบาด

ต่อไปนี้เป็นทรรศนะของ ศ.ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต ประเภทวรรณศิลป์ สาขาวิชาภาษาไทย สำนักศิลปกรรม และในฐานะประธานคณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ว่าทำไมถึงมีความจำเป็นต้องทำพจนานุกรมเล่มดังกล่าวขึ้น

แม้ทางราชบัณฑิตจะปฏิเสธว่าไม่ใช่พจนานุกรมสำหรับ 'วัยโจ๋' เพราะเป็นการรวบรวมคำที่เกิดขึ้นใหม่และเป็นคำที่ใช้กันในปัจจุบัน แต่หลายคำเป็นภาษาที่มักใช้กันจำกัดเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น

0ที่ผ่านมาคำเหล่านี้ยังไม่เคยบรรจุไว้ในพจนานุกรม?

ถ้าหากย้อนกลับไปอ่านวรรณคดีหรือบันทึกเก่าๆ คำบางคำทุกวันนี้อ่านแล้วไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร อ่านก็ไม่ออกด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้มีการบันทึกหรือเก็บคำเหล่านี้ไว้ เวลาอ่านต้องมานั่งเดาเอาเอง ฉะนั้นคำที่เกิดขึ้นสมัยนี้ก็ต้องเก็บไว้ เพื่อว่าสมัยหลังจะได้มีแหล่งค้นคว้าอ้างอิงว่าคำๆ นี้มีความหมายว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นคำอะไรก็ตามที่คิดว่าเป็นคำธรรมดาๆ ต้องจดเอาไว้ บันทึกเอาไว้ จะได้รู้ว่ามีความหมายอย่างไร เพราะถ้าคำเหล่านี้ไม่ได้มีคนใช้ต่อ ไม่ได้มีคนพูดขึ้นมามันก็หายไป บางคำอาจจะอยู่ บางคำอาจจะหายไป บอกไม่ได้ ฉะนั้นตอนนี้คำเกิดขึ้นก็ต้องเก็บไว้ก่อน

จากการสำรวจชำระพจนานุกรมฉบับปัจจุบัน จะเห็นว่ามีคำที่ยังไม่ได้เก็บอยู่จำนวนมาก คำโบราณ คำสมัยใหม่ ดังนั้นเราแบ่งหน้าที่กัน คณะกรรมการชุดหนึ่งไปเก็บคำโบราณเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้ และคนไม่ค่อยรู้จัก พยายามเก็บมารวบรวมให้ได้ทั้งหมด อีกกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่รวบรวมเก็บคำสมัยใหม่หรือคำที่ใช้กันในปัจจุบัน

แต่สาเหตุที่มีข่าวออกไปอย่างนั้น เพราะมีนักข่าวมาถามแล้วจับประเด็นไม่ได้ พูดอะไรก็ผิดไปหมด พูดอะไรก็ไม่ทราบ ผิดเรื่องไปหมดเลย กลายเป็นว่าราชบัณฑิตยสถานจะบัญญัติคำภาษาวัยรุ่นไปเสีย มันไม่ใช่หน้าที่ของราชบัณฑิตที่จะต้องไปบัญญัติคำใหม่ ถ้าจะบัญญัติต้องบัญญัติศัพท์วิชาการเฉพาะคำที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษ และไม่มีคำภาษาไทยใช้เท่านั้น จะเห็นว่าศัพท์วิชาการทุกสาขาต้องบัญญัติขึ้นมา แต่ว่าคำเหล่านี้ราชบัณฑิตไม่ได้บัญญัติ แต่เป็นคำที่เกิดขึ้นมาเอง เพียงแต่ราชบัณฑิตมีหน้าที่เก็บรวบรวมไว้เท่านั้น

0พจนานุกรมเล่มนี้เป็นการเก็บคำใหม่ที่ใช้กันในปัจจุบัน?

เรียกว่าเป็นการสำรวจและรวบรวมคำปัจจุบัน เก็บคำที่ใช้ในปัจจุบันนี่แหละ หมายถึงคำที่ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมเล่มใหญ่ หรือยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับสมบูรณ์ เมื่อเก็บมาแล้วถึงได้รู้ว่ามี 'คำหลง' คือ คำที่ควรจะเก็บแต่ไม่ได้เก็บ คำที่เกิดมาใหม่ คำที่เป็นคำแสลง คำที่ยืมจากภาษาต่างประเทศคือ ภาษาอังกฤษ อย่าง 'เครดิตการ์ด' 'แฟรนไชส์' มันเป็นคำที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ถ้าไม่เก็บต่อไปจะรู้ได้อย่างไรว่าแปลว่าอะไร เพราะที่ใช้กันอยู่มันไม่ได้ตรงกับภาษาอังกฤษ ไม่ได้ทับศัพท์ถูกต้อง บางทีก็ถูก บางทีก็ไม่ถูก บางทีมันมีความหมายแค่นี้ แต่เอามาใช้กับความหมายอื่น อย่างคำว่า 'รุ่นเดอะ' มีคำว่า the ในภาษาอังกฤษ แต่ 'รุ่นเดอะ' แปลว่าอะไร พอเอามาใช้มันแปลว่า เก่า โบราณ รุ่นใหญ่

ฉะนั้นตราบใดที่เรายังรู้ความหมายอยู่ ยังพอเข้าใจได้ว่าเราใช้ในประโยคอย่างนี้ก็เก็บเอาไว้ ทำคำอธิบาย และเก็บตัวอย่างไว้ อย่างคำว่า 'กะโหลกกะลา' 'กะรัต' เมื่อเอามาใช้ในความหมายใหม่ก็ต้องเก็บไว้ด้วย หรืออย่าง 'กั๊ก' หมายถึงกักแบ่งเอาไว้ส่วนหนึ่ง หรือ 'ยิงกระต่าย' ก็ไม่ได้หมายความว่าไปยิงกระต่ายจริงๆ บางคำมีความหมายใหม่ก็ต้องเอามาด้วย หรือความหมายเดิมยังไม่ได้เก็บเลยก็เก็บมา อย่างเช่น ของตาย ของสูง ขังลืม ขัดตาทัพ เหล่านี้มีคำต่างๆ เยอะแยะ พยายามสำรวจและเก็บรวบรวมมาไว้ในพจนานุกรมเล่มนี้

พจนานุกรมคำใหม่และคำเก่าที่พ้นสมัยไปแล้วจะแยกเล่มกันต่างหาก เล่มนี้ที่จริงส่วนหนึ่งเป็นคำใหม่ แต่อีกส่วนหนึ่งคิดว่าเป็น 'คำหลง' คือคำที่พจนานุกรมควรจะเก็บไว้ แต่ยังไม่ได้เก็บและใช้กันมานานแล้ว

0สำรวจและรวบรวมคำเหล่านี้มาจากไหนบ้าง?

จากทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ จากที่ได้ยิน จากที่ใช้กันตามสื่อ หรือจากที่คนทั่วๆ ไปพูดกัน อย่างคำว่า ปาร์ตี้ลิสต์ ปาปารัสซี่ ปาท่องโก๋ ป๋าดัน เจ๊ดัน การเก็บคำในพจนานุกรมจะไล่ไปตามลำดับตัวอักษร ข่าวที่เกิดขึ้นเป็นการเข้าใจผิดกันไปเอง เพราะไม่ทราบว่าเราเก็บอะไร พอบอกว่าเก็บคำใหม่ นักข่าวก็ถามว่าเก็บคำใหม่อย่างคำว่า 'กิ๊ก' เก็บไหม เราบอกไปว่าเก็บ เขาเลยไปเขียนว่าเราจะเก็บแต่เฉพาะคำภาษาที่เป็นแสลง จริงๆ ไม่ใช่เฉพาะภาษาแสลง อาจจะมีนิดหน่อย แต่จริงๆ มันคือ คำที่ใช้ทั่วไป คำทับศัพท์ที่ยืมคำภาษาอังกฤษมาใช้

อย่างคำว่า 'ม็อบ' แตกย่อยออกไปเป็น ม็อบจัดตั้ง ม็อบมือถือ ม็อบขาสั้น คำเหล่านี้มีอยู่ ฉะนั้นก็ต้องเก็บ เพราะว่าต่อไปถ้าเด็กรุ่นใหม่มาค้นหนังสือพิมพ์หรืออ่านนิตยสารหรือวารสารสมัยปัจจุบัน อ่านแล้วเขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าแปลว่าอะไร ถ้าเขามาเปิดพจนานุกรมก็จะได้รู้ว่ามันแปลว่าอะไร ยุคนี้ใช้ความหมายอย่างนี้ แต่ต่อไปคำเหล่านี้จะอยู่ไหม ไม่ทราบ เปลี่ยนไหม ไม่ทราบ มันเป็นอนาคต อนาคตมันเปลี่ยนไปยังไงก็ค่อยไปเก็บกันอีกทีว่าเปลี่ยนไปแล้วนะ มีคำใหม่เกิดขึ้นแล้วนะ คำนี้ตายไปแล้วนะ จะกลายเป็นศัพท์โบราณไป หรือศัพท์ทางการที่สามารถใช้ได้ทั่วไป แต่ยังไม่ได้เก็บ อย่างศัพท์ด้านเศรษฐกิจ เช่นคำว่า 'ช้อนหุ้น' แปลว่าอะไร

0มองว่าคำแสลงที่เป็นภาษาวัยรุ่นถึงอย่างไรก็ต้องเก็บไว้?

ต้องเก็บไว้ก่อน เพราะว่าบางทีเราไม่เข้าใจ อย่างคำว่า 'ชิลล์ๆ' ถ้าไม่รู้ว่ามาจากไหนจะแปลไม่ออกเลย ไม่รู้ที่มาที่ไป ออกเสียงอย่างนี้ จะถูกหรือผิดแต่นี่คือ สิ่งที่ฟังมา คนเขาบอกมาว่าใช้อย่างนี้ นานๆ เข้าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช้แล้ว พยายามฟังดูว่าอะไรถูกกันแน่ เหมือนอย่าง 'บิลท์อารมณ์' หรือ 'บิลด์อิน' เราสะกดออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ เสียงเลยผิดเพี้ยนไป แต่เวลาพูดเข้าใจได้ เหมือนดาราต้อง 'บิลท์อารมณ์' แปลว่า สร้างอารมณ์ให้เกิดขึ้น

0ไม่ได้มองว่าภาษาพวกนี้ทำให้ภาษาไทยวิบัติหรือผิดเพี้ยน?

ถูกผิดไม่รู้ แต่สิ่งที่คนทั่วไปใช้เป็นอย่างนี้ อันนี้เป็นข้อมูลที่เราเก็บ สมมติว่าจะให้ถูกให้ผิดนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนที่จะบอกว่าเป็นภาษามาตรฐานนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องดูให้ออกว่าพวกนี้เป็นภาษาปาก ไปใช้กับภาษามาตรฐานไม่ได้ เวลาสอนเด็กก็เขียนอย่างนี้ ถ้าเขียนอย่างนี้แล้วให้เขาวิจารณ์ว่านี่เป็นภาษาพูด ภาษาปาก ไม่ใช่ภาษาทางการ ครูอาจจะบอกต่อว่าถ้าเขียนเป็นภาษาทางการจะเขียนยังไง เขาต้องรู้ว่าภาษาทางการเป็นอย่างไร เช่น 'เมาท์' ภาษาทางการว่า อภิปราย พูดคุย เจรจา นี่เป็นการเรียนรู้ภาษาต่างระดับกัน

0สมมติว่าถ้าเกิดเด็กๆ นำไปพูดไปเขียนจนติดเป็นนิสัยล่ะ?

เขาเขียนได้ แต่ครูต้องแก้และอธิบายให้ฟังว่าคำนี้เป็นภาษาพูด ใช้เป็นภาษาเขียนไม่ได้ ถ้าจะใช้เป็นภาษาเขียนต้องใช้อย่างนี้ๆ แต่อาจจะเขียนได้ในบทสนทนาที่เป็นนวนิยาย ต้องรู้จักภาษา เหมือนกับที่รู้ว่าคำราชาศัพท์ต้องใช้คำนี้ ภาษาคนธรรมดาต้องใช้คำนี้ ภาษาปาก ภาษาเล่น ใช้อย่างนี้ ภาษาจะด่ากันก็ใช้อีกอย่าง
[/size]

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #77 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2007, 09:52:55 PM »

0คิดว่าคำเหล่านี้เป็นสีสันของภาษาหรือเปล่า?

เรียกว่าเป็นคำที่ทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกได้ เหมือนเวลาปกติที่พูดกับพ่อแม่ก็ต้องพูดเพราะ พูดอยู่กับเพื่อนก็อีกอย่างหนึ่ง อันนี้ก็ปกติ คนทุกคนต้องมีวงศัพท์ต่างๆ อยู่แล้ว คำหยาบคายก็ไม่ควรเอามาพูดกับคุณพ่อคุณแม่ ไปพูดกับพระก็พูดหยาบคายไม่ได้ คำธรรมดาๆ เพราะๆ ไปพูดกับพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ได้ มันต้องมีขอบเขตของกาลเทศะ บุคคล และเหตุการณ์

0พจนานุกรมเล่มนี้มีคำแสลงและคำทั่วไปเป็นสัดส่วนต่างกันเท่าไร?

คำแสลงมีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ได้ ไม่มากเท่าไร ความจริงจะเป็นพวกสำนวนและคำใหม่ที่มีความหมายอีกอย่าง เช่น 'รับจ๊อบ' ไม่ได้หมายความว่าเป็นลูกจ้างที่เป็นมนุษย์เงินเดือน แต่เป็นการรับเป็นงานๆ เสร็จแล้วก็เสร็จกัน หรือ 'รากแก้ว' 'รากหญ้า' เหล่านี้ก็เป็นคำใหม่ที่มาจากภาษาอังกฤษ คนละอย่างกับความหมายตรง

0ถ้าเกิดคำใหม่ขึ้นก็ต้องเก็บไปเรื่อยๆ?

เก็บไปเรื่อยๆ ตามเท่าที่จะตามได้ เก็บเท่าที่จะเก็บได้ กรรมการทุกท่านได้ยินอะไรมาก็รีบจด จะได้รู้ว่ามันมีคำนี้ที่เขาใช้กันอยู่ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พิมพ์สักปีหนึ่งก่อน ให้รู้ว่ามีแค่นี้ อันที่หลงเหลืออยู่ และเกิดใหม่ ปีหน้าก็ทำใหม่ ปีหน้าจะมีอีก กรรมการชุดนี้ก็จะทำไปเรื่อยๆ ปีหน้าอาจจะได้อีกสัก 200-300 คำ เพราะจริงๆ ควรจะเก็บไปทุกปี เก็บไปเรื่อยๆ เพราะเราเองยังไม่เคยบอกด้วยซ้ำว่าคำไหนเกิดปีไหน ภาษาอังกฤษเขาจะมีบอกว่าคำนี้เกิดช่วงปีไหน แต่เรายังไม่ได้ละเอียดถึงขนาดนั้น ตอนนี้กำลังจะเริ่ม เอาแค่ให้เก็บได้ก่อน ไม่ได้มีแรงถึงขนาดนั้น

คำไหนที่เป็นภาษาปกติที่คนยอมรับคือ อาจจะเป็นคำทับศัพท์ที่ใช้เป็นปกติแล้ว ไม่มีศัพท์บัญญัติขึ้นมาใหม่ ก็ส่งไปให้เล่มใหญ่เก็บ หมายถึงคำส่วนหนึ่งในเล่มนี้จะนำไปเก็บไว้ในพจนานุกรมเล่มใหญ่ เป็นคำถาวรไป แต่ก็จะมีเล่มใหม่ต่อไปอีกเรื่อยๆ อาจจะมีคำแสลงเกิดขึ้นมาอีกเยอะแยะ คงแล้วแต่ยุคสมัย คงแล้วแต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่

จริงๆ อย่างคำว่า 'แฟน' ที่ใช้กันโดยทั่วไป แต่ยังเป็นภาษาต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ จะไปเขียนเป็นภาษาราชการไม่ได้ ก็ยังไม่ได้บรรจุในพจนานุกรม บางทีกรรมการก็ไปเพ่งเล็งคำใหม่ๆ มากเกินไป จะบอกว่าเป็นการทำให้ภาษาเสีย ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของการรวบรวมคำที่เกิดขึ้นใหม่ ส่วนใหญ่เป็นคำแสลงแทบทั้งนั้น หมายถึงว่าเป็นคำที่ไม่ได้ใช้ความหมายตรง มันเป็นความหมายที่เกิดขึ้นใหม่ เป็นความหมายที่สอง อย่าง 'กินคำโต' ก็ไม่ได้เป็นกินคำโตๆ แต่หมายถึงการคอร์รัปชันโครงการใหญ่ๆ คำแสลงเหล่านี้เป็นคำที่ไม่ใช่ความหมายตรง และส่วนใหญ่จะเป็นคำภาษาอังกฤษ เพราะว่าสมัยนี้คนชอบใช้ภาษาอังกฤษมาก

0พจนานุกรมเล่มใหม่นี้มีคำทั้งหมดกี่คำ?

ประมาณ 700-800 คำ พยายามรวบรวมคำช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 10 สิงหาคม 2548 ถึง 26 เมษายน 2550 ไว้ก่อน แต่จริงๆ ยังมีอีกเยอะ ต้องเติมไปเรื่อยๆ ปีหน้าน่าจะมีอีกสักเล่มหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นยามภาษา เพราะหากไม่บันทึกคำเหล่านี้ไว้ ถ้าต้องรอให้เวลาผ่าน 5-10 ปีก่อน บางทีก็ลืม หรืออาจจะหายไป ไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร อาจจะนึกได้ว่ามีคำนี้แต่อาจจะแปลไม่ถูก ไม่ตรงอย่างที่ใช้กันจริงๆ อย่างเล่มนี้ก็ต้องไปศึกษาถามเด็กๆ ว่าเขาใช้กันยังไง ให้เด็กๆ อธิบาย ฉะนั้นถ้าระบุปีที่ใช้จะสามารถช่วยค้นได้มากเลย

อย่างเวลาไปอ่าน 'ไปรษณียบัตรเจ้าฟ้า' ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงรวบรวมไว้ จะมีคำแสลงเยอะมาก เจ้าฟ้าท่านอยู่เมืองนอกบ้าง อยู่เมืองไทยบ้าง เวลาเขียนไปรษณียบัตรคุยกันมีศัพท์แปลไม่ออกเยอะมาก

การรวบรวมคำเหล่านี้จึงไม่ใช่ศัพท์ที่ไร้ค่า มันก็มีค่าในฐานะเป็นศัพท์แสลง คนใช้กันได้ อีกหน่อยเวลาไปอ่านหนังสือย้อนหลังจะเข้าใจได้ว่าคำนี้แปลว่าอะไร หรือบริบทสังคมเป็นอย่างไร 0

---------------------------------------

ตัวอย่างคำศัพท์

กระดี๊กระด๊า,หมายถึง ระริกระรี้, ตื่นเต้น, แสดงความสนใจเพศตรงข้าม เช่น พอเห็นหนุ่มหล่อๆ มาร่วมงาน สาวๆ ก็กระดี๊กระด๊ากันเป็นแถว

กะดี๊กะด๊า

กรึ๊บ " ดื่มเหล้า เช่น เลิกงานแล้วขอไปกรึ๊บสักหน่อย

กวนตีน " ชวนให้หมั่นไส้จนอยากทำร้าย เป็นคำไม่สุภาพ เช่น ไอ้หมอนี่หน้าตากวนตีนจริง

กวนบาทา " ชวนให้หมั่นไส้จนอยากทำร้าย

กลืนเลือด " กล้ำกลืนความเจ็บแค้นอย่างสาหัส

กิ๊บเก๋ " น่ารัก เท่ เช่น ชุดของเธอกิ๊บเก๋น่าดู

กูรู " ผู้เชี่ยวชาญ, ผู้รู้

เกย์ควีน " ชายรักร่วมเพศที่แสดงบทบาททางเพศเป็นหญิง

เกย์คิง " ชายรักร่วมเพศที่แสดงบทบาททางเพศเป็นชาย

แก้มลิง " แหล่งพักน้ำเพื่อรับปริมาณน้ำมาก ช่วยไม่ให้เกิดน้ำท่วม

กิ๊ก " เพื่อนสนิทต่างเพศซึ่งอาจจะมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว

โก๊ะ " ผลุบผลับและขี้หลงขี้ลืม

โกอินเตอร์ " เผยแพร่ ขาย หรือแสดงในต่างประเทศ

ไขก๊อก " ลาออก, ถอนตัว

คนมีสี " กลุ่มบุคคลที่แต่งเครื่องแบบ มักหมายถึงทหารหรือตำรวจ

คั่ว " คบกันอย่างคู่รักมานานแล้ว

โคโยตี้ " ผู้หญิงที่เต้นประกอบเพลงด้วยลีลาเย้ายวน มักเต้นในสถานเริงรมย์

ฆ่าตัดตอน " ฆ่าเพื่อไม่ให้ซัดทอดความผิดมาถึงตน

จวก " ว่าหรือตำหนิอย่างรุนแรง

จ๊าบ " สีฉูดฉาดสดใส, สวยและทันสมัย, เข้าท่า, น่าสนใจ

เด็กแนว " วัยรุ่นที่มีพฤติกรรมหรือแต่งตัวเป็นแบบเฉพาะของตน

เด๊ะ " ทุกประการ

เดชะบุญ " บังเอิญ (ใช้ในทางที่ดี)

เดต " ไปเที่ยวเฉพาะหนุ่มสาวโดยลำพัง, การนัดไปเที่ยวของหนุ่มสาว

ตลกบริโภค " ผู้ที่เข้าไปตีสนิทหรือทำให้ครึกครื้นเพื่อหวังกินฟรี

ต่อมฮา " จุดของอารมณ์ที่ทำให้หัวเราะหรือรู้สึกขำ

ติงต๊อง " ไม่เต็มเต็ง

ตีฉิ่ง " ร่วมหลับนอนกันระหว่างหญิงรักร่วมเพศ

ทอม " หญิงรักร่วมเพศที่ประพฤติตนเป็นฝ่ายชาย, คู่กับดี้

นกเขา " อวัยวะเพศชาย

ฯลฯ
[/size]

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #78 เมื่อ: มิถุนายน 16, 2007, 05:50:49 PM »

ยูเอ็นยกวันเกิด “มหาตมะ คานธี” เป็นวันงดความรุนแรงโลก

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 มิถุนายน 2550 16:20 น.
 
 
 
อนุสาวรีย์มหาตมะ คานธี

  
      เอเอฟพี – องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็นแถลงในวันนี้ (16) จะยกวันคล้ายวันเกิดในทุกๆ ปีของมหาตมะ คานธี บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อินเดียที่ส่งสารเกี่ยวกับสันติภาพให้ทั่วโลกได้รับรู้ ให้เป็นวันงดความรุนแรงโลก
      
       ยูเอ็นประกาศให้ชาติสมาชิกทั้งหมด และบุคคลทั่วไปรำลึกว่าวันที่ 2 ตุลาคมของทุกๆ ปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของคานธี ให้ปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม และเผยแพร่โดยทั่วไปให้ทุกคนงดใช้ความรุนแรง ซึ่งอินเดียได้เสนอมติดังกล่าวต่อยูเอ็น
      
       ด้าน ลูกหลานของคานธีได้เรียกร้องให้เกิดความเคลื่อนไหว แต่ย้ำว่าความเคลื่อนไหวนี้ไม่ควรเป็นแค่เชิงสัญลักษณ์ ควรจะได้รับการยอมรับเพียงพอ และหากยูเอ็นประกาศให้วันที่ 2 ตุลาคมเป็นวันงดความรุนแรง พวกเขาก็ควรมั่นใจว่าประเทศสมาชิกจะปฏิบัติตามด้วย
      
       “ความขัดแย้งควรถึงจุดจบ และก็ควรมีความคืบหน้าในการสร้างโลกให้ปราศจากความรุนแรงด้วย” ตูชาร์ คานธี ผู้นำขอลบรรดาเหลนของมหาตมะ คานธีกล่าว
      
       ทั้งนี้ คานธีคือ ผู้ที่แสดงความขัดขืน และเป็นตัวแทนต่อสู้กฎอาณานิคมของอังกฤษในฐานะพลเมืองอินเดีย ซึ่งสิ้นสุดในปี 1947 ทว่า เขาเสียชีวิตโดยถูกมือปืนชาตินิยมชาวฮินดูลอบยิงในปี 1948

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 09:43:43 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #79 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2007, 03:58:07 PM »

เรียนไม่รู้จบ
เรื่อง - รมณ รวยแสน  ภาพ - อุทร ศรีพันธ์

เรื่องมดๆ


ความสัมพันธ์มดกับคนไม่เคยตัดกันได้ขาด แม้มันจะน่ารำคาญมากแค่ไหน แต่ก็ต้องอยู่ร่วมกันตั้งแต่เล็กจนโต และแม้จะเกลียดแค่ไหน เราก็ยังแอบเอ็นดูมันจนได้ มีการนำไปตั้งเป็นชื่อคนแบบ 'น้องมด' และบางครั้งเหงาๆ ก็ได้แกล้งหาโน่นหานี่มาคั่นทางเดินของมันเล่นๆ

บนโลกนี้มีมดอยู่ราว 20,000 ชนิด เฉพาะในเมืองไทยพบมดประมาณ 800-1,000 ชนิด ส่วนแบบที่อยู่ในบ้านหลังที่เราๆ อยู่กันมีมดอยู่สัก 2 - 3 ชนิดเท่านั้นเอง

แล้วที่เหลืออีกเป็นร้อยๆ พันๆ ชนิด หน้าตามันเป็นอย่างไร? ...ไม่ต้องกลุ้มใจที่จินตนาการหน้าตามันไม่ออก เพราะเมืองไทยมีพิพิธภัณฑ์มดให้ได้ดูได้ศึกษากัน และไม่ได้มีเฉพาะตัวอย่างมดในเมืองไทยเท่านั้น มีมดจากต่างประเทศให้ดูด้วย

พิพิธภัณฑ์มดที่ว่านี้อยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บนตึกวินิจวนันดร แม้ขนาดห้องจัดแสดงจะไม่ใหญ่โต มีขนาดเพียง 20 กว่าตารางเมตร แต่จัดแสดงมดไว้กว่า 20,000 ตัว ผู้ก่อตั้งใช้เวลาสะสมไม่น้อยกว่า 6 ปี

พิพิธภัณฑ์จัดแบ่งออกเป็น 4 ส่วนได้แก่ ส่วนที่ 1 มหัศจรรย์แห่งมด แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการ รูปร่าง และสังคมมด การสื่อสารและอาหาร ส่วนที่ 2 สายใยสัมพันธ์แห่งมด เป็นเรื่องมดกับวิถีชีวิตมนุษย์ มดกับระบบนิเวศ และส่วนที่ 3 คุณค่าอนันต์ของมด เน้นให้เห็นถึงประโยชน์ของมดต่อคนในแง่มุมต่างๆ อย่าง การสร้างรายได้หรือสิ่งแวดล้อม

รศ.เดชา วิวัฒน์วิทยา อาจารย์ภาควิชาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เริ่มศึกษาธรรมชาติของมดตั้งแต่ปี 2540 และเมื่อสนใจศึกษาจริงจังมากขึ้น กระทั่งก่อตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์มด เมื่อปี 2544

"คนแต่ละคนมีเรื่องที่ต้องค้นหาตัวเองว่าต้องการจะทำอะไร อย่างผมสนใจศึกษาเรื่องมด เดิมสนใจอยู่หลายอย่าง เช่น ผีเสื้อ ด้วง แมลงปอ แต่เรื่องมด เป็นเรื่องที่อยู่ในสมองเราที่สุด คือได้ยินได้ฟังข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เราก็สนใจ แล้วก็จำได้ไม่ลืมด้วย ก็เลยคิดว่าเรื่องนี้ก็น่าจะใช่ สิ่งที่เราต้องการทำ" ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์มด เล่าถึงที่มาของความสนใจในสัตว์ร่วมโลกตัวเล็กๆ

พิพิธภัณฑ์มดเปิดมากว่า 6 ปี มีผู้คนหลากหลายเข้ามาชม มีตั้งแต่เด็กอนุบาลไปจนถึงผู้ใหญ่ตัวโตๆ แต่ละคนมีความสนใจมดต่างกัน ถ้าเป็นผู้ใหญ่มาเรียนรู้เพื่อจะใช้ประโยชน์จากมดอย่างไรได้บ้าง มีช่องทางทำมาหากินอย่างไร ซึ่งตรงนี้ก็มีข้อมูลเตรียมไว้ให้ ส่วนเด็กๆ อนุบาลมักจะมาด้วยคำถาม ที่ทำให้คนตอบได้สนุกด้วย

มดกินอะไร? ทำไมมดเดินเป็นแถว? มดไปโรงเรียนไหม? ... พิพิธภัณฑ์มดมีบุคลากรไม่มากนัก บางครั้งอาจจะมีนักศึกษามาคอยดูแล และบางครั้งอาจารย์เดชาก็บรรยายให้ผู้เข้าชมได้ฟัง และตอบคำถามต่างๆ ที่หลายคนสนใจ

เดชา อธิบายว่า มดแต่ละวัยกินอาหารต่างกัน ไม่ได้กินน้ำตาลอย่างเดียว น้ำตาลคือ แหล่งพลังงานสำหรับมดทำงาน ส่วนอาหารที่แท้จริงของมดก็คือสัตว์ทุกชนิดที่อยู่บนโลก แต่ต้องเป็นสัตว์ที่กำลังจะตายหรืออ่อนแอ หรือเพิ่งตายไม่นาน ไม่ใช่สัตว์ที่เน่าเหม็น ถ้าเน่าเหม็นแล้วมดจะไม่กิน

"มดที่ออกมาเดิน ที่เราเห็น พวกนี้จะไม่กินสัตว์ แต่มันจะเอากลับไปให้ตัวหนอนหรือน้องๆ ของมันที่อยู่ในรัง แต่ตัวมันเองจะกินน้ำตาล เพื่อเป็นพลังงานใช้ทำงานได้ทั้งวัน เป็นเหตุผลว่าทำไมมดถึงกินน้ำตาล เจอปุ๊บ มันก็จะกินๆ ให้ตัวเอง แล้วกินเผื่อเพื่อนมันด้วย" เดชา ตอบคำถามเด็กๆ เป็นประจำเรื่องมดกับน้ำตาล

ส่วนเรื่องมดรู้ได้อย่างไรว่าน้ำตาลอยู่ตรงไหน เพราะไม่ว่าคนเราจะซ่อนน้ำตาลไว้ลึกลับแค่ไหน (บางครั้งคนซ่อนเอง ถึงกับลืม) มดก็ยังสามารถค้นพบได้ ก็เพราะมันจะใช้หนวดของมันซึ่งตรงปลายจะมีขนเล็กๆ และเต็มประสาทสัมผัส มันจะแยกแยะสิ่งที่มากระทบได้ไวและดีมากๆ เหมือนคนตาบอด ก็จะหูดีมาก มดก็เหมือนกัน

เดชา อธิบายต่อว่า นอกจากประสาทสัมผัสที่ไวของมัน ที่ทำให้พบขุมทรัพย์น้ำตาลได้ง่ายนั้น ยังมีเรื่องทิศทางลมมาสนับสนุนด้วย ลมจะพากลิ่นมา แม้บางครั้งจะอยู่ใกล้ๆ แต่ถ้าทิศทางลมพัดไปตรงข้ามกับตัวมด มดก็จะไม่มา เพราะไม่ได้กลิ่น ลมเป็นตัวช่วย และที่สำคัญเป็นนิสัยของมดที่จะซอกแซกและซุกซน มันจะเดินไปเรื่อยเปื่อย ทำให้มีโอกาสจะเจอน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ได้

ส่วนเรื่องที่มดเดินเป็นทิวเป็นแถว ก็เพราะมดจะเดินตามกลิ่นของพวกมันเอง หากมองผ่านแว่นขยายจะพบว่า เวลาที่มดเดิน มันจะหย่อนก้นลงแล้วปล่อยกลิ่น มดตัวหลังก็จะเดินตามกลิ่นตัวข้างหน้าไปเรื่อยๆ

"ความสำคัญของการเดินเป็นแถวของมด ก็คือ หากมีตัวใดตัวหนึ่งแตกแถวไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเข้มแข็งของอาณาจักรของมันก็ลดลง สัตว์อื่นก็จะเข้ามากินตัวที่แตกๆ ออกไป การแตกแถวจะเป็นปัญหาให้กับสังคมมด เพราะจะถูกโจมตีง่ายๆ ถ้าเดินเป็นแถวจะทรงพลังกว่า สัตว์มันจะรู้กันโดยธรรมชาติ"

เดชา เล่าต่อว่า ในบ้านทั่วๆ ไป จะมีมดอยู่ 3 - 4 ชนิด แต่ถ้าเป็นบ้านที่มีส่วนหย่อมก็จะมากกว่านั้น มดเข้ามาในบ้านคนมีเพียงสองเหตุผลคือ หาอาหารและหาที่อยู่อาศัย ถ้าเป็นหน้าแล้งมันก็จะมาเพื่อกินน้ำ ถ้ามันเข้าบ้านแล้ว ไม่เจออาหาร มันก็จะออกไปเลย ไม่แวะไม่อยู่นาน แต่อย่างไรก็ตามบ้านก็ไม่อาจจะปลอดมด แม้จะไม่มีเศษอาหารก็ตาม เพราะ...

"ถ้ามดเข้ามาไม่เจออาหาร แล้วมันจะเข้ามาอีกไหม ก็ต้องตอบว่าเข้า เพราะมันจะเข้ามาจนกว่ามันจะเจอ ไม่ว่าเราจะจัดบ้านสะอาดอย่างไรก็ตาม อาจจะมาแล้วออกไปเพราะไม่เจอ แต่มันก็จะกลับมาใหม่ และมันก็ไม่ได้มีก๊กเดียว ก๊กนี้มาไม่เจอ ก็ออกไป ก๊กใหม่ไม่รู้ใช่ไหม มันก็เข้ามาสำรวจซ้ำ ทันทีที่ทำเศษอาหารตก มันก็จะปรากฏตัว บ้านคนจึงมีมดตลอด"

และบางคนก็มักจะสงสัยว่า ก่อนฝนจะตก มักจะเห็นมดอพยพก่อน แสดงว่ามันต้องรู้ตัวล่วงหน้าว่าฝนจะตก

อาจารย์เดชา บอกว่า มันไม่ได้กำลังอพยพเฉยๆ ถ้าฝนจะตก เราจะเห็นมดขนตัวอ่อนของมันขึ้นบ้านคน ถามว่าทำไมมดรู้ก่อนล่วงหน้า มันก็อาศัยประสาทสัมผัสจากหนวดที่มีขนของมัน ที่จะรับรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของอากาศ โดยที่บางทีมนุษย์เราเข้าไม่ถึง แต่ภาวะบางวันคนเราก็เข้าถึงได้ อย่างบางวันตอนเช้าๆ ร้อนอบอ้าวมากๆ คนมักพูดกันว่าร้อนเหมือนฝนจะตก ฉะนั้นพอมันร้อนอบอ้าวแบบนั้น คนเราก็จะไม่ซักผ้าตากทิ้งไว้ข้างนอกชายคา หรือถ้าตากผ้าไว้ เราก็ต้องเก็บก่อนที่จะออกไปทำธุระข้างนอก เหมือนกันกับมด เมื่อมันรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง มันก็จะเตรียมตัวด้วยการขนตัวอ่อนไว้ในที่ปลอดภัย


ข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องมดๆ ผู้สนใจสามารถตามไปคุยกับอาจารย์เดชาได้ที่พิพิธภัณฑ์มด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
.........................
หมายเหตุ : พิพิธภัณฑ์มด เบอร์โทร 0-2579-0176

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #80 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2007, 08:16:55 PM »



 
Anti Aging

วัคซีนไม่จำกัดวัย เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องฉีด

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการได้รับวัคซีนอาจจะต้องได้รับในเด็กเท่านั้น แต่ความจริงผู้ใหญ่ก็มีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ ที่ระบบภูมิต้านทานของร่างกายเสื่อมถอยหรือในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ หรือโรคปอดเรื้อรัง ถือเป็นกลุ่มที่ต้องดูแลควรต้องได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่างๆ เพราะเมื่อติดเชื้อจะทำให้ปอดและหัวใจแย่ลงอย่างมาก

สัปดาห์นี้ มาสำรวจกันว่ามีวัคซีนชนิดไหนบ้างที่ผู้ใหญ่ควรรู้จักไว้

วัคซีนป้องกัน บาดทะยัก คอตีบและไอกรน เป็นวัคซีนที่จำเป็นต้องได้รับตั้งแต่วัยเด็ก โรคบาดทะยักเองหากติดเชื้อแล้วโอกาสเสียชีวิตสูง หากได้รับเข็มสุดท้ายตั้งแต่ในวัยเด็กเกิน 10 ปีมาแล้ว ควรฉีดกระตุ้นอีก 1 ครั้ง สำหรับวัคซีนไอกรนในผู้ใหญ่แนะนำให้ใช้ชนิดไม่มีเซลล์หรือ acellular pertussis นอกจากนี้ในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ควรจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักเช่นกัน

วัคซีน HPV ป้องกันการติดเชื้อไวรัสชนิด Papilloma ซึ่งส่วนใหญ่แนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ในผู้หญิงทุกคนช่วงอายุระหว่าง 9 ขวบ -26 ปี ที่ดีที่สุดควรฉีดก่อนที่จะเริ่มมีเพศสัมพันธ์เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV แต่อย่างไรก็ตามในผู้หญิงที่อายุเกิน 26 ปี แล้วแต่ยังมีกิจกรรมทางเพศไปเรื่อยๆ ก็ควรได้รับวัคซีนเช่นกัน วัคซีนชนิดนี้ควรฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ซึ่งหากได้รับการฉีดเข็มแรกไปแล้วพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ ก็ควรรอจนคลอดแล้วค่อยฉีดเข็มที่เหลือต่อไป ห้ามฉีดในขณะที่ตั้งครรภ์

วัคซีนป้องกันโรคสุกใส ในคนที่ไม่เคยติดเชื้อหรือไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน โดยเฉพาะในบุคคลกลุ่มเสี่ยง เช่น แพทย์ พยาบาล หรือมีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือในกลุ่มที่มีโอกาสสัมผัสกับกลุ่มคนบ่อยๆ เช่น คุณครูหรือในคนที่ดูแลเด็กเล็ก หรือในผู้ใหญ่วัยเจริญพันธุ์ หรือคนที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ แนะนำให้ฉีดวัคซีนชนิดนี้ สำหรับข้อห้าม ไม่ควรฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์หรือหญิงที่คาดว่าจะตั้งครรภ์ภายใน 4 สัปดาห์หลังได้รับวัคซีน

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ แนะนำให้ฉีดในคนที่มีโรคเรื้อรังทางด้านหัวใจและปอด เช่น หอบหืด หรือโรคทาง Metabolic เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคเกี่ยวกับความผิดปกติในการสร้างเม็ดเลือดแดง หรือในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำที่เกิดจากการได้รับยากดภูมิหรือติดเชื้อ HIV สำหรับในบางอาชีพ เกี่ยวกับบุคลากรทางการแพทย์ควรได้รับการฉีดวัคซีนชนิดนี้ สำหรับกลุ่มเสี่ยงโดยอายุ คือ กลุ่มเด็กเล็ก อายุระหว่าง 6 เดือนถึง 4 ปี หรือในวัยผู้ใหญ่อายุมากกว่า 50 ปี การฉีดวัคซีนนี้ให้ประโยชน์ในการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เพราะในกลุ่มนี้จะมีโอกาสติดเชื้อที่รุนแรงได้

วัคซีนนิวโมคอกคัล เพื่อป้องกันปอดอักเสบ แนะนำให้ฉีดในคนที่มีโรคปอด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต หรือผู้ที่ไม่มีม้ามไม่ว่าจะเป็นแต่กำเนิดหรือโดยการผ่าตัดหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง สำหรับการรับวัคซีนในผู้สูงอายุที่อายุน้อยกว่า 65 ปี หากได้รับเข็มแรกฉีดเพื่อกระตุ้นจนครบ 5 ปีแล้ว ก็ควรได้รับวัคซีนเข็มที่สองอีกครั้ง แต่สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีแล้วเพิ่งได้รับวัคซีนเข็มแรก โดยปกติจะได้รับวัคซีนเข็มเดียว

วัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ และบี ในแถบประเทศไทยควรได้รับวัคซีนชนิดนี้เพราะเป็นแหล่งที่มีการติดเชื้อชุกชุม
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #81 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2007, 08:27:57 PM »

t-care

กินผักเพิ่มพลังชีวิต
เอื้อพันธุ์ aupan_s@yahoo.com

ถึงเวลากินผักกันอีกครั้ง...

ดีที่หนึ่งปี มีวันกินผักสัก 10 วัน วิรัติเนื้อสัตว์เสียบ้างจะได้อารมณ์ดี เรื่องนี้ชาวผักรู้ นักมานุษยวิทยาบางคนก็บอกว่า มนุษย์เราเป็นคนกินพืช น่าจะเป็นชาวมังสวิรัติ เพราะมีฟันและรูปร่างเหมาะกับกินพืช ไม่ใช่สัตว์ป่ามีเขี้ยวเล็บหรือฟันแหลมคม แต่เป็นไงมาไง...มนุษย์กลับเป็นคนกินสัตว์ไปเสียนี่

มนุษย์ต่างจากสัตว์ก็ตรงมีสมองล้ำเลิศแถมมาให้ด้วย มีสองมือ สองขา ที่หยิบจับอาวุธล่าสัตว์และอุปกรณ์ฉีกเนื้อเอาไว้กินอย่างสบาย แต่ถึงแม้มนุษย์จะเป็นคนกินพืช แต่จากหลักฐานทางโบราณคดีก็พบว่า มนุษย์ยุคถ้ำ ยุคหิน กินเนื้อสัตว์มานานแล้ว สงสัยกินพืชแล้วไม่อยู่ท้อง ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะต่อสู้กับสัตว์ป่าและภัยธรรมชาติ มนุษย์จึงประดิษฐ์หอกแหลมและอาวุธเพื่อล่าสัตว์เป็นอาหาร

เมื่อเวลาผ่านไป จากมนุษย์อยู่ถ้ำเข้าสู่ยุคหินใหม่หรือ Neolithic มนุษย์หลังยุคหินนี่เองที่เริ่มสังคมเกษตร เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช มีชุมชนอาศัยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำ ที่มีผืนดินและน้ำสำหรับทำการเกษตร โดยค้นพบหลักฐานซากพืชซากสัตว์โบราณจากการตรวจสอบคาร์บอน-14 ที่สามารถบอกอายุได้ว่ามนุษย์เริ่มรู้จักเลี้ยงแกะก็เมื่อ 8,500 ปีก่อนศักราช หรือก่อนยุคอาณาจักรโรมัน

หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุด พบในเขตภาคเหนือของประเทศอิรัก หรือดินแดนเมโสโปเตเมีย คนแถวนั้นยุคโน้น รู้จักเลี้ยงแพะ แกะ ปลูกธัญพืช อีก 500 ปีจากนั้นก็พบหลักฐานการเลี้ยงฝูงแพะบริเวณตอนกลางของประเทศอีหร่านในปัจจุบัน ที่น่าประหลาดใจคือ มีหลักฐานพบว่า มีฟาร์มหมูในแถบประเทศไทยเมื่อ 8,000 ปีก่อนยุคศักราช

ดังนั้น เนื้อสัตว์จำพวกแกะ แพะ วัว จนถึงม้า คงเป็นอาหารของมนุษย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์จำพวกนมเนยด้วย อย่างไรก็ดี ธัญพืชประเภทถั่วและซีรีล ก็ปลูกกันเป็นไร่มาตั้งแต่ 8,000 ปีก่อนคริสตกาล พบหลักฐานในประเทศอีหร่าน อิรัก ซีเรีย ตุรกี จอร์แดน และอิสราเอล จากนั้นก็มีการปลูกข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ ถั่วชิคพี ถั่วฟาบา ส่วนทื่เกาะครีท ประเทศกรีซ เป็นต้นกำเนิดของสวนมะกอก การเกษตรเจริญก้าวหน้าจากแถบลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส เข้าสู่ยุคอียิปต์โบราณ ยุคโรมัน อาณาจักรกรีก แล้วแผ่ไปยังตะวันออกกลาง ขึ้นเหนือไปยุโรป อังกฤษและสแกนดิเนเวีย ราว ๆ 4,000 - 2,000 ปีก่อนคริสตกาล

ในขณะเดียวกัน ทวีปอเมริกา ชนพื้นเมืองและชาวเปรูก็รู้จักปลูกข้าวโพดกินกันแล้ว ชาวจีนในลุ่มแม่น้ำแยงซีปลูกข้าวเป็น น่าแปลกอีกที่ว่า มีหลักฐานพบว่า ในเอเซียตะวันตกเฉียงใต้มีต้นแอปเปิล สวนส้มอาจจะเริ่มที่ประเทศอินเดีย และแถบแม่น้ำไทกริส

อาณาจักรไอยคุปต์เติบโตพร้อมกับผลผลิตทางการเกษตร ชาวอียิปต์ใช้พืชกว่า 500 ชนิด ทั้งประเภทปลูกเองและพืชป่าใช้ทำยาและทำไวน์ ต้นฝ้ายและลินินเชื่อว่าปลูกที่อียิปต์ก่อน ส่วนชาวจีนปลูกต้นรูบาร์บไว้ทำยา ต้นเฮมพ์หรือพืชประเภทกัญชาปลูกในเมืองจีนเช่นกัน

นักปราชญ์ชาวกรีกฮิปโปเครตีส เขียนตำรับยารักษาโรค 87 วิธี ด้วยสมุนไพร ฮ่องเต้แห่งประเทศจีน มีสวนดอกไม้ สวนสมุนไพร มาตั้ง 100 ปีก่อนคริสตศักราช มนุษย์ฉลาดที่ตรงรู้จักใช้พืชเป็นทั้งอาหารและยา แต่คนเราไม่ว่าชอบกินผักหรือกินเนื้อ ต้องอาศัยอาหารจากพืชเป็นรากฐาน เพราะสัตว์และคนสร้างอาหารเองไม่ได้ แต่พืชทำได้ นี่คือความมหัศจรรย์ของพืช

เสียดายที่เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์อิ่มเอมกับอาหารเนื้อสัตว์อันโอชะ แล้วชีวิตก็รีบเร่งเสียจนกินแต่อาหารขยะไร้เส้นใยจากพืชผัก สังเกตดูเถิดว่า ในแต่ละวันเรากินผักสักกี่กำ กินผลไม้กี่คำ แต่ในแต่ละคำนั้นล้วนเป็นเนื้อสัตว์บ้าง อาหารตัดแต่ง อาหารปรุงรส ที่นอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้วยังย้อนมาทำร้ายเราในอนาคตอีกด้วย

เหตุนี้เอง เจ้ากรมหรือกระทรวงที่เกี่ยวกับสุขภาพและโภชนาการในทุกประเทศ มีนโยบายรณรงค์ให้คนกินพืชมากกว่ากินเนื้อสัตว์ ต่อให้เป็นสังคมคนกินเนื้อนมไข่ ยังไงก็ต้องกินผัก ชาวตะวันตกที่ยังชีพอยู่ด้วยน้ำนมวัว ชีส เนื้อสัตว์ ก็ยังต้องกินผัก ในที่สุดอาหารผักก็เป็นซูเปอร์ฟู้ดของคนทุกชนชาติ

ทำไมต้องกินผัก เพราะประโยชน์จาก สารสี ในผักและผลไม้ คือวิตามินแร่ธาตุ ให้คุณค่าแก่ร่างกายมากกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ คนกินผักอย่างเดียวมีแนวโน้มร่างกายแข็งแรงกว่าคนกินเนื้ออย่างเดียว อย่าเพิ่งปฏิเสธว่าใครจะกินแต่ผักหรือเนื้ออย่างเดียว หากสถิติที่เพิ่มขึ้นของ ชาวมังสวิรัติ ทำให้รู้ว่า คนเริ่มนิยมกินผักอย่างเดียวหรือเป็นชาวมังสวิรัติเพิ่มขึ้นทุกปีในทุกประเทศ

ชาวมังสวิรัติบอกว่า ผักผลไม้สดเป็นอาหารที่มี พลังชีวิต สูง ชาวผักบางกลุ่มต่อต้านการกินเนื้อสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ บ้างบอกว่า สาเหตุของมะเร็งและโรคร้ายก็เพราะกินเนื้อสัตว์ ก่อนที่สัตว์จะถูกฆ่ามันจะหลั่งสารแห่งความกลัว (หรืออาจจะโกรธแค้น) เมื่อเรากินเนื้อมันเราก็รับแต่สารแห่งความโกรธขึ้ง มิน่าเล่า...มนุษย์ทุกวันนี้จึงมีจิตใจดั่งเดรัจฉาน กินเนื้อสัตว์หลั่งสารพิษหรือเลี้ยงด้วยฮอร์โมนผิดวิธี จึงมีจิตใจโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ มีแต่ร่างกายเท่านั้นที่แสดงว่าเป็น "มนุษย์"

ชาวผักรณรงค์ให้กินผักเพราะเชื่อว่า ทุกสรรพสิ่งบนโลก อาศัยอยู่ได้ด้วยพลังจากดวงอาทิตย์ พลังที่สร้างชีวิตให้ความสดชื่นแจ่มใส พลังเหล่านี้มีในพืชสีเขียว ผัก ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง ที่สามารถเก็บกักเอาพลังไว้ได้ เมื่อเรากินผักผลไม้ เราก็รับพลังนั้นเอาไว้ โดยเฉพาะผักที่เพิ่งเด็ดจากต้น ผลไม้เก็บสดๆ กินแล้วเราจะสดใส ร่าเริง แข็งแรง มีอายุยืนนาน

ในทางโภชนาการ ผักสดผลไม้สดมีเส้นใยมาก เส้นใยเหล่านี้จะไม่ถูกย่อยสลายในลำไส้เล็ก แต่สามารถปล่อยสารอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกายออกมา อีกทั้งมีคุณสมบัติดูดซับสารพิษต่างๆ แล้วขับถ่ายออกไป เมื่อใดก็ตามที่กินอาหารมีเส้นใยน้อย ร่างกายจะเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น มะเร็งลำไส้ ไส้ติ่งอักเสบ เบาหวาน เส้นเลือดแดงแข็งตัว ฯลฯ


การรณรงค์ให้กินผักผลไม้สดก็มาจากสาเหตุใหญ่อีกอย่างคือ ภัยจาก มะเร็ง ทุกวันนี้สถิติโรคมะเร็งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเมืองไทยมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่ง และสำรวจพบว่า หนึ่งในสามของคนที่เป็นมะเร็ง มีสาเหตุจากอาหาร ทุกวันนี้หลายหน่วยงานรณรงค์คำขวัญว่า "ผักผลไม้ต้านมะเร็ง" และชวนกินพืชที่แทบจะมีครบทุกสีและเกิดจากธรรมชาติ สารสีในพืชคือสารต้านมะเร็ง แล้วเมื่อกินพืชก็ควรกินให้หลากหลาย ให้สารสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีม่วง เขียวและขาว เป็นสารต้านอนุมูลอิสระคือมะเร็งและโรคร้ายอื่นๆ

กินเจปีนี้มีโอกาสกินสารต้านมะเร็งได้เยอะๆ ไปไหนก็เจอแต่ผัก แต่ขอให้กินอร่อยและถูกวิธี กินสัก 10 วันจะได้มีพลังชีวิตสดใส สู้โลกใบวุ่นนี้ต่อไป...@
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 09:44:15 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #82 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2007, 08:32:21 PM »

t-drink

ฮิลตัน หัวหิน

ในคืนพิเศษไวน์อนาคีน่า


ธวัชชัย เทพพิทักษ์


ชิลี ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตไวน์โลกใหม่แต่อายุแก่ในขบวนผู้ผลิตไวน์โลกใหม่ด้วยกัน เพราะผลิตไวน์มาแล้วถึง 500 ปี ขณะที่ออสเตรเลีย แคลิฟอร์เนีย เรียกว่ายังเด็กๆ ห่างกัน 200 - 300 ปี ไวน์ชิลีจึงได้รับการซูฮกยกหัวแม่มือจากคอไวน์ทั่วโลกว่าคุณภาพดีสมราคา บางยี่ห้อ บางขวดคุณภาพเกินตัว เมื่อเทียบกับราคาและมาตรฐานการผลิตกับไวน์โลกเก่าในยุโรป

ชิลีประกาศกฎเหล็กครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 1996 เป็นระเบียบข้อบังคับเรื่องการควบคุมเขตผลิตไวน์ (Appellation) เพื่อทำไวน์ให้มีมาตรฐาน สอดคล้องกับข้อบังคับขององค์กรการค้าของกลุ่มสหภาพยุโรป รัฐบาลจะเข้มงวดเพื่อให้มาตรฐานไวน์เทียบเท่าไวน์ยุโรป และชาติอื่นๆ

หน่วยงานที่ควบคุมคุณภาพและหาตลาดต่างประเทศไวน์ของชิลีเรียกว่า NCEC (National Council of External Commerce) กำหนดมาตรฐานส่งออกเป็น 4 ระดับคือ Courant บ่มในถังโอ๊ค 1 ปี ก่อนบรรจุขวดขาย, Special บ่ม 2 ปี, Reserva บ่ม 4 ปี และ Gran Reserva บ่มอย่างน้อย 6 ปี เท่ากับว่าไวน์ชิลีเมื่อบรรจุขวดก็สามารถดื่มได้ทันที

ตามประกาศดังกล่าว ชิลีแบ่งเขตการผลิตไวน์เป็น 2 แคว้นใหญ่ๆ คือ อะคอนคาหว่า (Aconcagua) หรือเขตเหนือ และแคว้น ภาคกลาง (Central Region) ทั้ง 2 แคว้นนี้แบ่งเป็น 6 เขตย่อยคือ อะคอนคาหว่า,คาซาบลังกา (Casablanca), ไมโป (Maipo), ราเพล (Rapel), คูริโค (Curico) และเมาเล่ (Maule) ผลิตไวน์ได้ปีละประมาณ 70 ล้านหีบ เป็นอันดับ 14 ของโลก

ที่สำคัญชิลีเป็นหนึ่งในชาติที่มีองค์ประกอบ สามเหลี่ยมแห่งความสมบูรณ์ลงตัวของการผลิตไวน์ ซึ่งมีอยู่ในชาติที่ผลิตไวน์ดีของโลก เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี ออสเตรเลีย และแคลิฟอร์เนีย คือสภาพภูมิอากาศ (Climate) ชั้นดิน (Soil) และพันธุ์องุ่น (Vine Variety)

มุมหนึ่งในหุบเขาราเพล แวลลีย์ (Rapel Valley) เชิงเขาแอนดีส (Andes) ฟิลิป อิบาเนซ (Felipe Ib??ez) และฮอร์เก กูเตียร์เรซ (Jorge Guti?rrez) ร่วมชั้นเรียนจับมือกันตั้ง “วินา อนาคีน่า” (Vi?a Anakena) เพื่อผลิตไวน์ให้มีความพิเศษมากกว่าผู้ผลิตรายอื่นๆ

ปี 1998 องุ่นแปลงแรกปลูก ณ อัลโต คาชาโปล (Alto Cachapoal) ปัจจุบันมีไร่องุ่นอยู่ในหลายพื้นที่ ปลูกองุ่นหลายพันธุ์ เช่น กาแบร์เนต์ โซวีนยอง (Cabernet Sauvignon) แมร์โลต์ (Merlot) ชาดองเนย์ (Chardonnay) โซวีนยอง บลอง (Sauvignon Blanc) ซีราห์ (Syrah) มาลเบค (Malbec) การ์เมแนร์ (Carmenere) ปิโนต์ นัวร์ (Pinot Noir) และวิโอเนียร์ (Viognier)

ชิลีเป็นชาติเดียวในทวีปอเมริกาใต้ที่รอดพ้นจากการกัดกินไร่องุ่นของฟีลล็อกซีรา (Phylloxera) ซึ่งทำลายล้างไร่องุ่นทั่วยุโรปราวกลางศตวรรษที่ 19 สันนิษฐานว่าที่ฟีลล็อกซีราไม่สามารถมากัดกินองุ่นในชิลีได้ เพราะมีเทือกเขาแอนดีสกั้นไว้ ประกอบกับพื้นดินและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในการปลูกองุ่น

ปัจจุบันอนาคีน่าผลิตไวน์ 4 รุ่น เรียงจากธรรมดาไปสูงสุดคือ Varietal, Reserve, Single Vineyard และ ONA ที่เป็นไวน์คุณภาพพรีเมียม (ONA Premium) และสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองมาได้อย่างมากมาย เฉพาะปีนี้น่าจะกว่า 10 เหรียญ ทั้งในแคนาดา ฝรั่งเศส สาธารณรัฐเช็ก เป็นต้น ในเมืองไทยนำเข้าโดย บริษัท บีบี แอนด์ บี (BB & B) โทร. 02-6619446-7

ผมได้ชิมไวน์อนาคีน่า โอเอ็นเอ พร้อมกันหลายรุ่นครั้งล่าสุดที่โรงแรมฮิลตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา (Hilton Hau Hin Resort & Spa) ซึ่งเป็นโรงแรมสวยระดับห้าดาวของหัวหิน ในบรรยากาศริมทะเลยามค่ำ ณ ห้องอาหารชายหาด (Chay Had) เป็นห้องกริลล์แบบเปิดโล่ง ตั้งอยู่ริมชายหาดที่เงียบสงบ คล้ายๆ กับริมทะเลทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยเชฟสจ๊วร์ต ดาลีย์ (Stuart Daly) ชาวไอริช ทำเมนูพิเศษให้เข้ากับไวน์ได้อย่างดี ดังนี้.-

อนาคีน่า โอเอ็นเอ โซวีนยอง บลอง 2006 (Anakena ONA Sauvignon Blanc 2006) : ไวน์สีทองอ่อนๆ มีกลิ่นสับปะรด ส้มโอ น้ำผึ้ง สมุนไพร สไปซี่ โอ๊คกรุ่นๆ เสิร์ฟกับคอร์สแรกที่เป็นกุ้งย่าง ตกแต่งด้วยเสาวรส สับปะรดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ คลุกมะพร้าวขูด เข้าท่าทั้งความคิดและรสชาติ

อนาคีน่า โอเอ็นเอ วิโอเนียร์ รีสลิ่ง ชาร์ดองเนย์ 2005 (Anakena ONA Viognier Riesling Chardonnay 2005) : ไวน์ขาวที่ผสมสานจาก 3 ราชินีองุ่นเขียว หอมดอกไม้ ผลไม้ บอดี้หนักแน่น โอ๊คฝรั่งเศสหอมกรุ่น ครีมมี่ ตัวนี้เสิร์ฟกับสโม้คแซลมอน ตกแต่งด้วยเนื้อปู แตงกวาและคาเวียร์ญี่ปุ่น กินกับไวน์ยิ่งอร่อย

อนาคีน่า โอเอ็นเอ กาแบร์เนต์ โซวีนยอง แมร์โลต์ คาร์เมแนร์ 2004 (Anakena ONA Cabernet Sauvignon Merlot Carmenere 2004) : ผสมผสานจาก 3 ราชาองุ่นแดง โดยเฉพาะคาร์เมแนร์เป็นองุ่นประจำชาติชิลี เป็นไวน์คุณภาพตัวหนึ่งของชิลี บ่มโอ๊ค 16 เดือน สีแดงเข้ม มีแบล็คเคอร์แร้นท์ พลัม มะเดื่อแห้งสุกๆ อบเชย สไปซี่ แทนนินค่อนข้างนุ่ม เสิร์ฟกับอกเป็ดราดซอสรสชาติคล้ายๆ พะโล้หอมอบเชย แซมด้วยเส้นก๋วยหมี่ ฯลฯ ตอนแรกเป็ดเหนียวนิดๆ แต่เมื่อกินกับไวน์ได้แทนนินมาช่วยทำให้นุ่มลง จานนี้เชฟเก่งทั้งรสชาติและการผสมผสาน

อนาคีน่า โอเอ็นเอ ซีราห์ 2004 (Anakena ONA Syrah 2004) : ที่ผ่านมาในบ้านเราแทบไม่เคยมีใครได้ลิ้มลองซีราห์จากชิลี ปัจจุบันเริ่มมากขึ้นแล้ว ตัวนี้ดีมาก สีแดงเข้ม บอดี้หนักแน่น มีกลิ่นแบล็คเคอร์แร้นท์ ราสพ์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เปปเปอร์ สไปซี่ แทนนินคล้ายๆ ชา ตอนจบมีสไปซี่และค่อนข้างยาว เสิร์ฟกับเนื้อแกะนุ่มๆ หั่นเป็นชิ้น พร้อมมันฝรั่งบด พริกไทย โกทชีส และซอสโปรวองซ์ เป็นต้น จานนี้รสชาติของอาหารและไวน์ส่งเสริมกันดี

อนาคีน่า ซิงเกิ้ล เลท ฮาร์เวสต์ 2004 (Anakena Single Late Harvest 2004) : ปิดท้ายด้วยไวน์หวานที่หอมน้ำผึ้ง ดอกไม้ และแอพริคอท เสิร์ฟกับของหวานอร่อยดี

ท่านที่ไปหัวหินต้องการสถานที่ดินเนอร์มื้อพิเศษ ในบรรยากาศคลาสสิกริมทะเล อาหารดี ไวน์ราคาสมเหตุสมผล พนักงานมีความรู้ ทั้งหมดอยู่ที่โรงแรมฮิลตัน หัวหิน โทร. 032-538-999@
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 09:44:40 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #83 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2007, 04:15:40 PM »



ผืนน้ำ-ขุนเขางดงามที่เกาะช้าง

27 ตุลาคม พ.ศ. 2550 12:00:00
 
หากจะขับรถท่องเที่ยวไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก และได้บรรยากาศแห่งการพักผ่อนใกล้ทะเลสวยใส ธรรมชาติบริสุทธิ์ไร้มลพิษ หลายคนนึกถึงเกาะช้าง จังหวัดตราด ที่ใช้เวลาขับรถเพียง 4 ชั่วโมง ก็ไปถึง

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ชายฝั่งทะเลตะวันออกเต็มไปด้วยกลุ่มเกาะน้อยใหญ่หลายแห่ง ที่สำคัญได้แก่ เกาะช้าง เกาะหมาก เกาะกูด ในจังหวัดตราด เกาะเสม็ด เกาะมัน จังหวัดระยอง เกาะล้าน เกาะสีชัง ในจังหวัดชลบุรี ในจำนวนนี้ "เกาะช้าง" นับเป็นที่กล่าวขาน ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวชาติยุโรป

“เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีที่เกาะช้าง สุดทางบูรพา" นับเป็นคำขวัญของจังหวัดตราด โดยมีอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างที่มีชื่อเสียงในระดับโลก แทบไม่น่าเชื่อว่าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ประกอบด้วยเกาะต่างๆ ที่มากถึง 52 เกาะ เรียงรายตั้งแต่เขตอำเภอแหลมงอบ อำเภอเมือง และอำเภอคลองใหญ่ เกาะที่สำคัญที่สุด คือ เกาะช้าง นอกจากนี้ยังมีเกาะอื่นๆ ที่ยังคงสภาพความสวยงามตามธรรมชาติ ได้แก่ เกาะคลุ้ม เกาะเหลายาใน เกาะง่าม เกาะไม้ซี้ใหญ่ เกาะหวาย เกาะรัง ฯลฯ เดิมเกาะช้างเป็นเกาะที่ไม่มีชุมชนตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัย หากมีความสำคัญในฐานะที่เป็นท่าจอดเรือหลบลมมรสุม เป็นแหล่งเสบียงอาหาร และน้ำจืด โดยเฉพาะบริเวณอ่าวสลักเพชร หรืออ่าวสลัด เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่โจรสลัด ชาวจีนไหหลำ และญวน


ปัจจุบันบนเกาะช้างมีประชาชนอาศัยอยู่ 8 หมู่บ้าน ถือเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศรองจากเกาะภูเก็ต มีเนื้อที่ประมาณ 429 ตารางกิโลเมตร ความโดดเด่นของเกาะช้างคือลักษณะภูมิประเทศ ที่ส่วนใหญ่เป็นเขาสูงมีผาหินสลับซับซ้อน ยอดเขาที่สูงที่สุด ได้แก่ เขาสลักเพชร สภาพป่าโดยทั่วไปอุดมสมบูรณ์ ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบเขา อันเป็นบ่อเกิดของต้นน้ำลำธาร ทำให้มีน้ำตกหลายแห่งบนเกาะ ชายหาด และปะการังที่สวยงามอยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะ

การเดินทางไปเที่ยวเกาะช้างไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหลักของภาคตะวันออก และไปสิ้นสุดที่จังหวัดตราด จะเห็นป้ายบอกทางไปเกาะช้าง ซึ่งมีท่าเรือที่สามารถโดยสารไปยังเกาะช้าง ที่อำเภอแหลมงอบทั้งหมด 3 ท่า ได้แก่ ท่าเทียบเรือ

แหลมงอบ ค่าเรือโดยสาร 50 บาท ใช้เวลาประมาณ 45 นาที มีเรือออกทุกชั่วโมง ท่าเรือเซ็นเตอร์พอยท์เฟอร์รี่ มีเรือเฟอร์รี่ออกทุกวัน จากท่าเรือแหลมงอบไปขึ้นที่ท่าเรือด่านเก่า ที่เกาะช้าง อัตราค่าโดยสารไปกลับราคาคนละ 120 บาท รถยนต์ 4 ล้อ ไปกลับ ฟรี ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 45 นาที และท่าเรือเฟอร์รี่อ่าวธรรมชาติ ไปขึ้นเกาะช้างที่ท่าเรือเกาะช้างเฟอร์รี่บริเวณอ่าวสับปะรด มีบริการเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเกาะช้าง ค่าบริการสำหรับรถยนต์ 4 ล้อ พร้อมคนขับข้ามแบบไปเกาะช้างต้องเสียค่าใช้จ่ายคันละ 150 บาท และสำหรับนักท่องเที่ยวราคาคนละ 60 บาท ใช้เวลาในการเดินทาง 45 นาที มีเรือออกทุกๆ 30 นาที


ปัจจุบันอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับบุคคลผ่านเข้าไปในเขตอุทยาน โดยจะตั้งบูธบริเวณท่าเรือเฟอร์รี่ทั้ง 3 แห่งบนฝั่งอำเภอแหลมงอบ โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยคนละ 20 บาท เด็ก 10 บาท นักท่องเที่ยวต่างประเทศคนละ 200 บาท เด็ก 100 บาท

เมื่อขับรถขึ้นไปบนเกาะช้าง จะพบกับสถานที่น่าสนใจบนเกาะช้างมากมาย ตั้งแต่ยุทธนาวีเกาะช้าง อยู่ทางตอนใต้ของเกาะช้าง น่านน้ำทะเลตราดบริเวณอ่าวสลักเพชร อ่าวสลักคอก ยังเป็นอีกหน้าหนึ่งของบันทึกประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 กองทัพเรือไทยสามารถขับไล่ผู้รุกรานให้ล่าถอยไปได้ แต่ไทยต้องสูญเสียกองเรือและทหารกล้าไปจำนวนหนึ่ง วีรกรรมทหารเรือไทยได้รับการจดจารึก และรำลึกถึงวันที่ 17 มกราคมของทุกปี ณ อนุสรณ์สถานยุทธนาวีที่เกาะช้าง อำเภอแหลมงอบ


เกาะง่าม กลายเป็นจุดปะทะจุดแรกระหว่างกองทัพเรือไทยกับฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศสได้ส่งเครื่องบินเข้ามาลาดตระเวนและทิ้งระเบิดบนเกาะนี้ ส่วนเกาะหวายคือจุดที่เครื่องบินลาดตระเวนของฝรั่งเศสถูกเรือรบหลวงสงขลาและเรือรบหลวงชลบุรียิงตกกอง กำลังเรือรบของฝรั่งเศส 7 ลำ รุกล้ำเข้ามาทางด้านใต้ของเกาะช้าง นำโดยเรือลาดตระเวนลามอตต์ ปิเกต์ เรือสลุป 2 ลำ เรือปืน 4 ลำ แยกออกเป็น 3 หมู่ หมู่ 1 มีเรือลามอตต์ ปิเกต์ ลำเดียวรุกล้ำเข้ามาทางด้านใต้ของเกาะหวาย และเกาะใบตั้ง หมู่ 2 มีเรือสลุป 1 ลำ เรือปืน 1 ลำ เข้ามาทางช่องด้านใต้ระหว่างเกาะคลุ้มกับเกาะหวาย หมู่ 3 มีเรือสลุป 1 ลำ เรือปืน 3 ลำ เข้ามาทางช่องด้านใต้ระหว่างเกาะคลุ้มกับแหลมบางเบ้า

เกาะช้างแม้จะเป็นเกาะเล็กๆ แต่ก็มีน้ำตกไว้หล่อเลี้ยงผู้คนบนเกาะ จากธรรมชาติและผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ทำให้เกาะแห่งนี้ไม่เคยขาดน้ำกินน้ำใช้

ยิ่งในช่วงหน้าฝน น้ำตกธารมะยม ซึ่งอยู่หลังที่ทำการอุทยานจะมีน้ำไหลแรง เดินผ่านสวนเข้าไปประมาณ 500 เมตร เป็นน้ำตกขนาดกลาง มี 3 ชั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 เคยประพาสมายังน้ำตกนี้ โดยมีพระปรมาภิไธยย่อ จปร. และ วปร.สลักอยู่ที่หน้าผาน้ำตกชั้นบน นอกจากนี้ยังมีน้ำตกคลองพลู เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยงามที่สุดของเกาะช้าง มีน้ำตกไหลผ่านหน้าผาลงแอ่งเบื้องล่าง น้ำตกมี 3 ชั้น ทางเข้าอยู่ห่างจากอ่าวคลองพร้าว 3 กิโลเมตร จากนั้นต้องเดินป่าอีกประมาณ 20 นาที

สุดการเยี่ยมเยือนน้ำตกที่น้ำตกคลองนนทรี เป็นน้ำตกขนาดเล็ก อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ มีทางเดินเท้าจากบ้านด่านใหม่ตามทางเดินเท้า 3 กิโลเมตร หรือจากที่ทำการอุทยานเป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร

อ่าวคลองสน เป็นอ่าวอยู่ทางเหนือสุดของเกาะฝั่งตะวันตก เป็นที่ตั้งของชุมชนบ้านคลองสน ใกล้บริเวณอ่าวมีแนวปะการังใต้น้ำ หาดทรายขาว เป็นหาดที่มีระยะทางยาวมากอีกแห่งหนึ่ง สามารถลงเล่นน้ำได้ มีบังกะโลตั้งอยู่หลายแห่ง มีถนนรอบเกาะตัดชิดหาดมากที่สุด

อีกจุดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมคือบริเวณหาดคลองพร้าว-แหลมไชยเชษฐ์ เป็นหาดทรายที่มีความยาวต่อเนื่องไปจนถึงหาดไก่แบ้ หาดทรายบริเวณนี้มีความลาดมาก สามารถเล่นน้ำได้ มีบังกะโลให้เช่าพักหลายแห่ง มีห้องพักที่ได้มาตรฐาน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม ตอนเหนือสุดของอ่าวคลองพร้าวติดกับแหลมไชยเชษฐ์ ซึ่งมีแหลมหิน มีทัศนียภาพสวยงาม แต่ไม่สามารถเล่นน้ำได้

เกาะช้างมีหาดต่างๆ ที่มีรีสอร์ท หาดไก่แบ้ เป็นหาดที่มีความยาวติดต่อกับหาดคลองพร้าว เป็นหาดทรายที่มีความลาดพอสมควร สามารถเล่นน้ำได้โดยไม่เป็นอันตราย มีบังกะโลราคาประหยัดให้เช่าหลายแห่ง บางแห่งมีจักรยานเสือภูเขาให้เช่า หน้าหาดมองเห็นเกาะหยวก เกาะมันนอกและเกาะมันใน จากไก่แบ้ขับรถขึ้นไป จะพบกับอ่าวใบลาน มีทางเท้าตัดผ่านภูเขา ใช้เวลาเดินเท้าจากหาดไก่แบ้ ประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างทางสามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของทิวเขา อ่าวใบลาน มีลักษณะเป็นหาดทรายยาวเงียบสงบเหมาะแก่การเล่นน้ำและพักผ่อน

ปิดท้ายวันกันที่ หมู่บ้านประมงบางเบ้า แม้จะเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แต่มีความน่าสนใจไม่น้อย บ้านแต่ละหลังปักเสาลงในทะเล มีสะพานเชื่อมต่อถึงกัน บรรพบุรุษของคนที่นี่ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายจากชาวสลักเพชร ดำรงชีวิตเรียบง่ายด้วยการทำประมงขนาดเล็กชายฝั่ง เป็นแหล่งปลาหมึกหอมชุกชุม มีแหล่งปะการังใต้น้ำ บริเวณหมู่บ้านมีท่าเรือ สะพานปลา ทำกะปิน้ำปลา กุ้งแห้ง ปลาเค็ม อ่าวบางเบ้ามีชัยภูมิที่ตั้งเหมาะแก่การจอดเรือ หลบคลื่นลมเพราะมีเทือกเขา และหมู่เกาะโอบล้อมสองด้านในฤดูมรสุม จึงมีเรือมากมายเข้ามาจอดหลบคลื่นลมในอ่าวนี้ ร้านอาหารเลื่องชื่อ พร้อมซีฟู้ดสุดอร่อย มีมากมายหลายร้าน ตาม 2 ทางเดินเล็กๆ รวมไปถึงขนม ผลไม้ ร้านขายของที่ระลึก ก่อนจะขึ้นเรือไปท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ 

จบค่ำคืนกันที่รีสอร์ทที่มีให้เลือกมากมาย ทั้งแบบสนนราคาไม่แพงจนถึงรีสอร์ทหรูระดับ 5 ดาว 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 09:46:22 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #84 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2007, 06:15:31 PM »



ใส่จริตอย่างไรไม่ดู “แบ๊ว”
(ตอนที่ 1)
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 ตุลาคม 2550 14:20 น.
 

  
เจ้าหญิงไดอานา กับบุคลิกขี้อายที่เป็นความงดงามตามธรรมชาติ

 
   ผู้หญิงทั่วๆ ไปต้องมีจริตกิริยาที่สมวัยจึงจะชวนมอง และจริตกิริยาต่างๆ ก็ต้องดูเป็นธรรมชาติไม่เกินจริง อันจะถูกค่อนได้ว่า “เวอร์” หรือ “แบ๊ว” ซึ่งมาแทนคำว่า “ดัดจริต” ที่ถูกใช้กันมานานนับทศวรรษ
      
       ผู้หญิงย่อมคู่กับ “จริต” อันเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของอิตถีเพศ ซึ่งจะเสริมให้ผู้หญิงมีเสน่ห์ชวนมอง หากจริตที่มีเป็นไปตามวัยอันควร และการแสดงจริตดูเป็นไปอย่างแนบเนียน โดยจริตกิริยาเหล่านี้ถูกสร้างสมทีละเล็กละน้อย ได้จากการอบรมและเอาเยี่ยงอย่างมาตั้งแต่จำความได้ ซึ่งต้นแบบของทุกคนก็คือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดนั่นเอง ที่สำคัญมักจะเป็นมารดาของคนนั้น ตามที่โบราณกล่าวไว้ว่า “ดูนางให้ดูแม่” และบุคคลถัดมาก็น่าจะได้แก่ครูบาอาจารย์และเพื่อนฝูงที่สนิทสนมกับคนๆ นั้น ซึ่งจะถูกยึดเป็นแบบอย่างโดยอัตโนมัติ
      
       เด็กสาวเมื่อย่างเข้าวัยรุ่นอันถือได้ว่าเป็นวัยแรกแย้ม ย่อมมีความเอียงอายไร้เดียงสาเป็นสิ่งแรก ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของเด็กสาวในวัยที่เพิ่งเริ่มรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งทางสรีระและความคิด ที่ย่อมละเอียดอ่อนกว่าเด็กผู้ชาย จึงต้องมีความกระดากอายต่อสิ่งต่างๆ เป็นเจ้าเรือน อาการเอียงอายเหล่านี้ดูเป็นธรรมชาติตามวัยที่เลียนแบบได้ยาก เพราะความเอียงอายเหล่านี้จะน้อยลงเมื่อเริ่มรู้จักโลกยิ่งขึ้น

      

แววตาของเด็กที่ยังใสซื่อ
 
  
       จนเข้าสู่วัยสาวเต็มตัวที่ต้องมีจริตกิริยาที่ดูแคล่วคล่อง ฉลาดเฉลียว ทันคน และเริ่มเปิดกว้างต่อสังคมภายนอก ไปไหนมาไหนได้เองโดยไม่ต้องพึ่งผู้ใหญ่เหมือนก่อนหน้านี้ เพื่อนฝูงในวัยเดียวกันกลับกลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดและการประพฤติปฏิบัติตัว แทนพ่อแม่บุพการีเช่นเมื่อครั้งเยาว์วัย
      
       หญิงสาวเมื่อสำเร็จจากสถานศึกษาก็เข้าสู่วัยทำงาน เป็นวัยที่ต้องพร้อมต่อการเผชิญโลกกว้างและเพื่อนต่างเพศ ที่มิใช่เป็นเพียงเพื่อนในสถานศึกษาหรือแฟนประเภท “รักแบบลูกหมา” อีกต่อไป เพราะก้าวต่อไปนี้จะเป็นเรื่องจริงและความจริงที่ไม่มีใครเลี่ยงได้ แต่ละคนจึงควรที่จะมีความ “พร้อม” ในการพาตัวเองเข้าสู่สังคม

       สังคมเป็นเรื่องของคนมากมายทุกเพศ ทุกวัย ทุกชั้นและวรรณะ การที่จะนำตัวเองไปทำความรู้จัก ติดต่อกับบุคคลอื่น จำเป็นที่ต้องมีจริตกิริยาที่น่ามอง จึงจะชวนให้เป็นที่คบหาน่ารู้จัก สังคมตะวันตกจึงให้ความสำคัญต่อกิริยามารยาทมาก ใครที่มีสิ่งเหล่านี้น้อยเกินไปก็มักไม่ได้รับการตอบรับหรือรับรองเท่าที่ควร จากผู้ที่มีมารยาททางสังคมที่หมดจดกว่า เป็นผู้ชายยังไม่สู้กระไร แต่หากเป็นผู้หญิงแล้วนับว่าหมดเสน่ห์ไม่น่าใกล้ชิดเอาเลยทีเดียว

          ผู้หญิงจึงควรต้องมีจริต กิริยาที่งดงาม วาจาที่อ่อนหวานเป็นคุณสมบัติประจำตัวเป็นประการสำคัญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ส่งเสริมบุคลิกให้น่าเข้าใกล้ น่าคบหา และน่าสัมผัส อีกทั้งยังต้องมีไหวพริบปฏิภาณที่จะทำเป็นรู้ทัน หรือไม่รู้ทันผู้ที่สนทนาอยู่ด้วย ทั้งยังรู้จักใช้การพูดหรือฝึกให้เป็นคนที่มีคารมที่น่าฟัง ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้น่ารักน่าชมขึ้นไปอีก
      
       จะเห็นได้ว่าชาวตะวันตกจะให้ความสำคัญต่อบุคลิกภาพ ความสามารถมากกว่าใบหน้าที่งดงามเพียงอย่างเดียว ผู้หญิงที่พูดจาด้วยถ้อยคำที่หยาบคายไปจนถึงหยาบโลน คงสร้างความสนุกสนานและเป็นที่นิยมในกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ย่อมไม่ใช่ในหมู่สาธารณชนและวิญญูชนอย่างแน่นอน และแน่นอนว่าไม่ใช่จำกัดเฉพาะหญิงเท่านั้น ผู้ชายก็เช่นกันในข้อนี้

      

หญิงวัยสาวในอาการที่ยั่วยวนอย่างมีจริต

  
  การรู้จักใช้วาจาที่ไพเราะ คำพูดที่น่าฟัง น้ำเสียงที่อ่อนหวาน จึงนับว่าเป็นคุณสมบัติข้อแรกที่ทุกคนควรจะฝึกไว้จนกลายเป็นนิสัย เพื่อที่จะได้เป็นประโยชน์ในการก้าวสู่ขั้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยสร้างมิตรใหม่หรือเป็นการเจรจาในเรื่องการงาน หรือการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักในสังคม
      
       การใช้คำพูดที่อ่อนหวานและวาจาที่ไพเราะ ต้องคำนึงถึงกาลเทศะเป็นสำคัญ เพราะต้องเลือกทั้งวาจาคำพูดและน้ำสียงให้พอเหมาะพอสมกับผู้ที่ต้องการสื่อสารด้วย และแน่นอนว่าต้องไม่ใช่การตั้งใจจนเกินงาน จนอีกฝ่ายฟังรู้ว่าเป็นการเสแสร้งเกินจริง ซึ่งจะดูว่าเป็นการอ่อนหวานแบบเคลือบน้ำตาล เมื่อผู้ฟังนานเข้าก็รู้สึกเอียนจับได้ถึงความไม่จริงใจ
      
       การรู้จักใช้คำรับคำส่งด้วย “คะ-ค่ะ” หรือ “ขา” หากใช้อย่างถูกจังหวะจะโคนแล้ว เป็นสิ่งที่น่าฟังน่าชื่นชม เช่น คุณศิริบูรณ์ ณัฐพันธุ์ ผู้จัดรายการยามเช้าท่านหนึ่ง อย่าพยายามใช้คำว่า “นะคะๆๆ” จนพร่ำเพรื่อ ฟังแล้วเหมือนไม่รู้ว่าจะพูดว่าอะไรดี คำ “คะ-ค่ะ-ขา” คงมีอยู่เพียงในภาษาเดียวในโลกคือภาษาไทยเท่านั้น ผู้หญิงไทยทุกคนจึงควรที่จะพูดคำเหล่านี้ให้ติดปากจนเป็นธรรมชาติ นี่คือการเลือกใช้จริตไทยให้เหมาะสมอันเป็นปฐมบท
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 09:51:52 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #85 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2007, 06:21:18 PM »


ใส่จริตอย่างไร...ไม่ดูแบ๊ว (ตอนที่ 2)

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 ตุลาคม 2550 11:52 น.
 
 
 
ดร.คอนโดลีซซา ไรซ์ หญิงเก่งของสหรัฐอเมริกา ในบุคลิกท่านั่งที่ดูสง่างามเรียบร้อย

  
       การใช้สายตาและภาษาร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง ในการสื่อสารประกอบคำพูด สายตาที่แน่วแน่จ้องจับอยู่ที่นัยน์ตาของอีกฝ่ายขณะสนทนาโดยไม่เสหลบไปมองข้ามไหล่คู่สนทนา หรือมองไปเสียที่อื่น หรือกลอกตาไปมาตลอดเวลา จะทำให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกว่าผู้พูดดูลอกแลกไม่จริงใจ
      
       แต่ก็ไม่ใช่การจ้องเขม็งขณะสนทนาจนอีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดใจ เพราะจะให้ความรู้สึกเหมือนถูกจับผิดในคำพูดทุกคำ จนเกิดการอิหลักอิเหลื่อใจที่จะยอมสนทนาด้วยนานๆ การใช้นัยน์ตาเป็นสื่อบอกถึงความในใจของทุกฝ่าย การทอดสายตาให้อ่อนโยน ประกอบด้วยรอยยิ้มที่ระบายบนใบหน้าให้ผู้ร่วมสนทนารู้สึกสบายใจ ทั้งหมดนี้เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่จะทำให้ใครๆ ก็อยากคุยด้วย ทั้งนี้ อากัปกิริยาเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถฝึกตนเองได้จากหน้ากระจกเงา
      
       การเลิกคิ้วเมื่อสงสัยหรือไม่แน่ใจนั้นเป็นกิริยาที่ไม่ควรทำ ควรฝึกให้เลิกคิ้วน้อยที่สุดเพราะจะทำให้เกิดริ้วรอยถาวรบนหน้าผาก แลดูแก่เร็วกว่าอายุจริง รวมไปถึงการขมวดหัวคิ้วเมื่อไม่พอใจ ทำให้แลดูหน้าดุหรือเป็นคนเจ้าอารมณ์ ควรละเว้นเช่นเดียวกัน ควรวางหน้าให้แลดูอ่อนโยน อารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ที่ต้องติดต่อผู้คนตลอดเวลา สำหรับผู้ที่มีอาชีพที่ต้องสื่อสารกับสาธารณชน โดยเฉพาะ นักประชาสัมพันธ์หรือผู้อ่านข่าวทางโทรทัศน์ ผู้ที่มีทีท่าและหน้าตาน่ามองเห็นจะได้แก่ สุพรทิพย์ ช่วงรังษี, สายสวรรค์ ขยันยิ่ง และ นารากร ติยายน



  
สุพรทิพย์ ช่วงรังษี  

 
        การยิ้มประกอบการสนทนาจะช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ แม้บทสนทนาจะเป็นเรื่องที่เป็นงานเป็นการ รอยยิ้มที่กว้างขวางแสดงถึงความจริงใจ รวมไปถึงแววตาที่สดใส อย่างที่มักพูดกันว่า “ยิ้มด้วยตา” หรือ “ยิ้มด้วยใจ” วิธีการยิ้มในระดับต่างๆ ตั้งแต่ยิ้มน้อยๆ แย้มพอเห็นไรฟันจนไปถึงยิ้มกว้างเต็มที่ ควรได้รับการฝึกฝนให้สามารถปฏิบัติได้พอเหมาะพอควรต่อสถานการณ์ เหมาะสมกับกาลเทศะดูเป็นธรรมชาติ
      
       หากพอใจในการสนทนาที่ออกรสเต็มที่ อย่าเผลอตัวหัวเราะเสียงดังและลงลูกคอจนกลายเป็นเสียงหัวร่อร่วน หากห้ามตัวเองไม่ได้ให้รีบหายใจเข้าลึกๆ อย่าส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดประกอบการหัวเราะเด็ดขาดเพราะจะดูเกินงาม
      
       ภาษาทางร่างกายที่ฝรั่งเรียกว่า Body Language คือ การออกท่าออกทางประกอบคำพูด ที่ส่วนใหญ่มักใช้มือทั้งสองข้างประกอบการสนทนาให้ออกรสชาติยิ่งขึ้น เป็นสิ่งที่ทุกคนพึงระวัง ต้องหมั่นสังเกตดูการออกอาการเหล่านี้ขณะสนทนากับผู้อื่น เพราะบางคนจะงุ้มนิ้วเข้าหากันพร้อมทั้งออกกิริยาตะกุยอากาศ จนดูเหมือนนางมารฝึกวิชาฝ่ามือโลหิตในนิยายกำลังภายในของจีน
     

   
สายสวรรค์ ขยันยิ่ง

 
       ขณะที่ บางคนจีบนิ้วหมุนข้อมือไปมาราวกับนางรำละครชาตรี หรือบางคนกำมือแล้วแบออกควงข้อมือหมุนไปเรื่อยๆ เหมือนมีอาการเคล็ดข้อมือตลอดเวลา เหล่านี้เป็นอาการที่พึงระวัง เพราะส่วนใหญ่มักออกกิริยาเหล่านี้โดยไม่รู้สึกตัว จนบางคนถูกล้อว่าหากมัดมือทั้งสองข้างเสียแล้วจะพูดไม่ออก
      
       ไม่ใช่ว่าการออกกิริยาอาการด้วยมือทั้งสองข้างจะเป็นข้อห้าม หากแต่ไม่ควรทำให้บ่อยครั้งจนเกินไป การนั่งแล้วประสานมือไว้บนหน้าตักจะช่วยให้ดูสุภาพขึ้น แต่ก็ต้องระวังที่จะไม่ให้หลังค่อมจนดูจ๋อง การยืดอกและไหล่เล็กน้อย ทิ้งน้ำหนักข้อศอกไปด้านหลังจะช่วยให้หลังตรงและดูสง่าอยู่ในทีเวลานั่ง การออกอาการด้วยมือสามารถกระทำได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว เช่น ยกทาบอกเมื่อต้องการแสดงอาการตกใจ จะน่าดูกว่ายกมือขึ้นพร้อมทั้งสองข้างซึ่งดูเป็นท่าของละครรำ
      
       “การนั่ง” เป็นกิริยาที่ส่อถึงความเรียบร้อยและการได้รับการอบรมสั่งสอน อย่านั่งอ้าขาทั้งสองข้างออกจากกัน แม้จะสวมกางเกงก็ตาม เวลานั่งควรนั่งให้หัวเข่าชิดกันและเอียงเข่าไปด้านใดด้านหนึ่ง ข้อเท้าชิดและไม่นั่งไขว้ข้อเท้า เพราะจะทำให้หัวเข่าห่างจากกัน สุภาพสตรีเวลาเล่นกอล์ฟ หากจะดูไลน์เวลาจะพัตบนกรีนห้ามนั่งยองๆ แบบผู้ชายโดยเด็ดขาด ให้เปลี่ยนเป็นนั่งย่อเข่าข้างใดข้างหนึ่งจะน่าดูกว่ามาก

       การนั่งไขว่ห้างควรละเว้นในการออกสังคม ยกเว้นนั่งที่บ้านหรือในที่รโหฐาน เพราะจะทำให้แลดูเป็นหญิงก๋ากั่น ยิ่งบางคนใส่รองเท้าที่ค่อนข้างหลวมส้นจะถอด ดูรองเท้าหลุดจากส้นห้อยร่องแร่งไม่น่าดู
      
       อีกเรื่องคือพึงระวังตัวที่จะไม่เผลอถอดรองเท้าขณะรับประทานอาหาร โดยเฉพาะ เมื่อกินอาหารตามร้าน เพราะไม่ใช่สิ่งที่น่าดู โดยเฉพาะ รองเท้าที่ใช้มานานจนเสียทรง จะแลดูเยินหมดสภาพไปนานแล้ว
      
       รายละเอียดเล็กน้อยๆ เหล่านี้มักถูกมองข้าม ควรเตือนตนอยู่เสมอและฝึกตนเองหน้ากระจกเงาตลอดเวลา เพื่อให้บุคลิกของตนน่าดูน่าเข้าใกล้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการคบหาสมาคม การเข้าสังคมและการทำงานของแต่ละคน ก่อเกิดความมั่นใจและเป็นตัวอย่างที่ดีต่อคนรุ่นต่อๆ ไป


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 09:56:26 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #86 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2007, 06:26:28 PM »


ใส่จริตอย่างไร...ไม่ดูแบ๊ว (ตอนที่ 3) 

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 ตุลาคม 2550 14:48 น.
 
 
       คำพังเพยโบราณที่ท่องจำกันมาว่า “สำนวนส่อภาษา กิริยาส่อสกุล”นั้น ยังสามารถใช้ได้กับกุลสตรีทุกยุคทุกสมัย
       
       การพูดที่ชัดถ้อยชัดคำตามอักขรวิธี เป็นสิ่งที่แสดงถึงพื้นฐานของการศึกษาและความเข้าใจในการใช้ภาษาของตัวผู้พูดเอง อย่าไปเข้าใจว่าการออกเสียงเลียนแบบของเด็กหญิงวัยรุ่นที่ต้องใส่เหล็กดัดฟัน ออกเสียงไม่ชัดเป็นเสียงก้ำกึ่งแล้วจะน่าเอ็นดูและน่าฟัง
       
       มีไม่น้อยที่ออกเสียง “ส” แล้วใช้ปลายลิ้นดุนระหว่างฟันหน้าแทนที่จะออกเสียงจากไรฟันอย่างที่ควรจะเป็น ที่ฟังแล้วเป็นอักษรประหลาด หรือการพูดลงท้ายคำถามด้วยคำว่า “ช่าย...ป่ะ” แทนที่จะเป็น “ใช่ไหมคะ” เป็นสิ่งที่ควรแก้ไข เพราะการพูดให้แลดูเป็นเด็กสาวใสๆ ไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำของผู้ที่มีอายุเกินวัยรุ่นไปแล้ว วัยรุ่นเป็นวัยที่ได้รับการอภัยจากผู้ใหญ่ได้ง่ายกว่าผู้ที่พยายามทำตัวให้ดูว่ายังอยู่ในวัยรุ่น ทั้งๆที่เลยวัยนั้นมานานนักหนาแล้ว



 
      การใช้ “ร” หรือ "ล” และคำควบกล้ำต้องออกเสียงให้ชัดเจน ถึงแม้บางคนจะมีปัญหาในเรื่องของการออกเสียงเหล่านี้ก็สมควรต้องได้รับการแก้ไข ฝึกพูดให้ถูกต้องตามที่ควร หากมีปัญหาเรื่องฟันไม่สบ ควรปรึกษาทันตแพทย์ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ การรักษาและจัดฟันให้เป็นระเบียบมีความสำคัญมากต่อการออกเสียง ทั้งภาษาไทยภาษาอื่นๆ
       
       สำหรับผู้ที่นิยมออกเสียงภาษาไทยให้ละม้ายคล้ายกับออกเสียงภาษาอังกฤษก็ควรระวัง เพราะการออกเสียงลักษณะนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะดูว่าเป็น “นักเรียนนอก” แต่กลับจะถูกดูแคลนไปว่าพูดภาษาไทยไม่แตกฉาน ภาษาไทยที่สะกดด้วยตัวอักษร “ช” ไม่ต้องออกเสียงเป็นตัว “ch” ในภาษาอังกฤษ เคยได้ยินผู้เรียกนักร้องชายชื่อ “ทัช” ว่า Touch แทนที่จะเป็น “ทัด” อย่างที่ควรจะเป็น หรือบางคนห่อปากออกเสียง “sh” แทนอักษร “ฉ” ที่มีลักษณะของการออกเสียงที่ต่างกันมาก
       
       การเคี้ยวหมากฝรั่งเป็นอีกกิริยาหนึ่งที่ควรงด นอกเสียจากจะมีปัญหาในเรื่องของหูที่แพทย์บางคนให้เคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อปรับความดันในช่องหู เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งหยับๆ นอกจากจะเป็นกิริยาที่ไม่น่าดูแล้ว ยังก่อให้เกิดความไม่มั่นใจในตนเองอีกด้วย มีไม่น้อยที่คิดว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งคือการสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง บางคนเคี้ยวหมากฝรั่งหลังอาหารเพื่อเป็นการทำความสะอาดช่องปากก็ต้องระวังที่จะไม่เคี้ยวหมากฝรั่งตลอดเวลา ซึ่งเป็นกิริยาที่ไม่สุภาพหากเคี้ยวไปพูดไป บางคนปลิ้นเอาหมากฝรั่งออกมานอกปากด้วยลิ้นแล้วเป่าเป็นลูกโป่งเล่น กิริยาเหล่านี้น่าดูหากผู้ทำเป็นเด็กที่อายุเพียงไม่กี่ขวบ
       
       การพูดระหว่างรับประทานอาหารไปด้วยเป็นสิ่งที่พึงเตือนตนเองเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นการสนทนากับบุคคลที่ไม่สนิทสนม หรือแม้กระทั่งในหมู่เพื่อนๆที่สนิทก็ตาม การเคี้ยวอาหารไปและพูดไปด้วยไม่ใช่สิ่งที่น่าดู เพราะเวลาพูดต้องอ้าปากจนอาจทำให้เห็นอาหารที่ถูกเคี้ยวอยู่ในช่องปาก มองดูเป็นเศษอาหารกองย่อมๆ การกินอาหารแต่ละคราวในปริมาณที่มากเกินไปจนเต็มกระพุ้งแก้ม จะทำให้แก้มป่องและอาหารล้นปากจนเคี้ยวไม่สะดวกแลดูเป็นคนมูมมาม
 
     

       
 
       สำหรับสุภาพสตรีแล้ว การเติมแป้งและลิปสติกหลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยเป็นสิ่งที่พึงกระทำ แต่ควรเลี่ยงไปทำที่รโหฐานเช่นห้องน้ำหรือในห้องทำงานของตนเองที่มิดชิดไม่ประเจิดประเจ้อ ไม่ควรแต่งหน้าในโต๊ะอาหารแม้จะอยู่ในหมู่เพื่อนฝูง เพราะผู้ที่เห็นไม่ได้มีเพียงแต่เพื่อนร่วมโต๊ะเท่านั้น หากแต่ผู้ที่นั่งใกล้ๆก็ย่อมเห็นเช่นกัน
      
       พึงระลึกเสมอว่า การแต่งหน้าเป็นการเสริมเพื่อให้ตนเองดูดีขึ้น สวยงามน่าดูขึ้น แต่ไม่ใช่เป็นการเรียกร้องความสนใจให้ใครต่อใครต้องหันมามอง เพราะความแปลกตามากกว่าน่าชม บางคนเข้าใจเอาว่าการแต่งรอบดวงตาให้เป็นสีอ่อนๆ จะแลดูกระจ่างตาเหมือนเด็กสาวสุขภาพดี ใช้สีไฮไลต์ประกายมุกแต่งจนรอบดวงตาเป็นวงสีขาวโพลน แลดูเหมือน “ค่างแว่น” มากกว่าดูเป็นเด็กสาววัยใสๆ
      
       การใช้สีให้กลมกลืนกันสำหรับการแต่งหน้าเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้พึงหมั่นสังเกตและปรึกษาผู้ให้คำปรึกษาทางด้านความงามผู้มีประสบการณ์ มากกว่าเชื่อตนเองหรือคนรอบข้างที่ขาดความชำนาญ เพราะคนที่รอบๆตัวเราเป็นผู้ที่มองเห็นใบหน้าของเรามากที่สุด บ่อยครั้งยิ่งกว่าเจ้าตัวที่จะมองเห็นใบหน้าตนเองเพียงวันละไม่กี่ครั้งในกระจกเงาเท่านั้น
      
       การแต่งหน้าให้มีสีสันที่กลมกลืนน่าดูเป็นการเสริมสร้างบุคลิกของตนให้น่าเข้าใกล้มากกว่าน่าอยู่ห่างๆ สำหรับเพื่อนร่วมงานและผู้ที่ต้องติดต่อด้วย การใช้เครื่องสำอางต่างๆจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นให้ผู้ใช้สวยสมวัยและน่ามองที่สุด
      
       เหล่านี้อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่รู้ ๆ กันอยู่ แต่ก็เป็นกิริยาที่หลายคนยังทำทั้ง ๆ ที่รู้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 09:59:55 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #87 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2007, 08:12:49 PM »


สมองยกกำลังสอง

สมองมนุษย์เท่าเทียมกัน

เมื่อปลายอาทิตย์ที่แล้วมีข่าวฮือฮาในวงการวิทยาศาสตร์ที่ก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันยกใหญ่เมื่อ ดร.เจมส์ วัตสัน ผู้คนพบเกลียวคู่ดีเอ็นเอร่วมกับ ฟรานซิส คริก เมื่อห้าสิบปีที่แล้วออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า คนผิวขาวฉลาดกว่าคนแอฟริกัน


สุดท้าย นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2505 ต้องออกมาอ้อมแอ้มขอโทษขอโพย และยืนยันว่า ยังไม่มีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์พิสูจน์ชัดเจนกว่า คนผิวดำฉลาดน้อยกว่าคนผิวขาว บางทีหากวัตสันพูดดูถูกคนผิวสีอื่นจริง คงพอจะสรุปเบื้องต้นได้ว่า คนผิวขาวที่คิดและพูดพล่อยๆ ออกมาอย่างนั้นฉลาดน้อยกว่า

เอาละ กลับมาเรื่องเซลล์ประสาทกันต่อดีกว่า

อาทิตย์ก่อนบอกไปแล้วว่า ระบบประสาทส่วนกลางแบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ กลุ่มเซลล์ประสาทที่อยู่ในศีรษะ กลับกลุ่มเซลล์ประสาทที่อยู่ในไขสันหลัง

เซลล์ประสาทหรือเรียกอีกอย่างว่า นิวรอน เป็นหน่วยพื้นฐานที่สุดของสมอง ในอดีต ทฤษฎีเกี่ยวกับการสื่อสารของเซลล์ประสาทถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า เซลล์ประสาทสื่อสารกันโดยอาศัยกระแสไฟฟ้า ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า เซลล์ประสาทเดินทางโดยอาศัยสารเคมีเป็นสื่อ ปัจจุบัน ทั้งสองกลุ่มเห็นพ้องต้องกันว่า ความเชื่อที่แต่ละกลุ่มยึดถือไม่มีใครผิดหรือถูกทั้งหมด เพราะการสื่อสารภายในสมองอาศัยสิ่งที่เรียกว่า เคมีไฟฟ้า

น.พ.ริชาร์ด เรสแทค เขียนในหนังสือชื่อ The Brain ว่า "ในสมองของมนุษย์มีเซลล์ประสาทประมาณ 1 พันล้านเซลล์ เซลล์ประสาทแต่ละเซลล์มีจุดที่เชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทที่เรียกว่า ซินแนพ มากกว่าหนึ่งพัน เซลล์ประสาทที่อยู่ในเซเรบรัล คอร์เท็กซ์ อาจมีจุดเชื่อมต่อมากถึงสองแสนจุด จำนวนจุดเชื่อมต่อของระบบประสาททั้งหมดในสมองมีจำนวนเหลือคณานับ"

ย้อนกลับมาพิจารณาสมองของคนสามประเภทกันอีกครั้ง ได้แก่ โบรกเกอร์หุ้น ศิลปินวาดภาพ และคนเผ่าคาลาฮารีในแอฟริกา แต่ละคนจะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างกันจึงมีกระบวนการคิดต่างกัน

ลองจินตนาการว่า โบรกเกอร์หุ้นถูกจับไปอยู่กลางทะเลทรายที่อยู่ของคนป่า ส่วนศิลปินวาดภาพ ถูกเสกให้ไปอยู่ในห้องค้าตลาดหลักทรัพย์ที่ดัชนีกำลังพุ่งกระฉูด แล้วเอาคนป่าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ปอมปิดูในปารีส

เห็นได้ชัดเลยว่า ทักษะการเลือกหุ้นหรือพันธบัตรเอามาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลยเมื่อต้องอยู่ในทะเลทราย เพราะทักษะที่จำเป็นที่สุดคือการหาอาหารและแหล่งน้ำ ขณะเดียวกัน ทักษะการอาหารและน้ำกลับไม่ใช่เรื่องสำคัญเมื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ แต่ต้องอาศัยทักษะการรับรู้แรงกระตุ้นที่ส่งพลังออกมาจากภาพเขียน ซึ่งคนเผ่าไม่มี ส่วนศิลปินเมื่อเข้าไปอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของเสียงตะโกนสั่งซื้อและขายที่โกลาหลในห้องค้า อาจลมจับได้เพราะประสาทสัมผัสถูกถาโถมมาทุกทิศทาง นี่เป็นเพียงสถานการณ์ตัวอย่างเท่านั้น พวกเขาจะรับมือกับมันได้อย่างไร และเป็นคุณจะรับมือกับมันอย่างไร

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงสิ่งเดียวที่มีพรสวรรค์สามารถเอาชนะ และเปลี่ยนโลกรอบตัวเองได้ มนุษย์ได้ใช้พรสวรรค์ดังกล่าวมาตลอดนับตั้งแต่เริ่มวิวัฒนาการ พวกเขารู้จักสร้างเพิงที่พักอาศัย ไฟ เสื้อผ้า ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยเอาชนะอุปสรรคจากสภาพแวดล้อม

ในทางกลับกัน สภาพแวดล้อมก็มีบทบาทปรับเปลี่ยนโฉมมนุษย์ด้วย เราปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับความต้องการของเรา มนุษย์ใช้สมองเปลี่ยนแปลง

ใครคือคนที่ควบคุมสั่งการสมอง คุณเองใช่หรือไม่ อันดับแรกคุณต้องรู้จักควบคุมสมอง ซึ่งการดำรงชีวิตของคุณต้องพึ่งพามันอย่างมาก อันดับที่สอง คุณจำเป็นต้องขยายมุมมองให้ครอบคลุมทุกด้าน สรุปก็คือ คุณต้องเลิกมองสิ่งต่างๆ ด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว แต่ให้มองด้วยสายตาที่เห็นทุกมิติจักรวาล โดยขั้นแรก คุณต้องทำให้ปัญญาของคุณแข็งแกร่ง ขั้นที่สอง ต้องทำให้ปัญญาทรงพลัง


ด้วยเหตุนี้ ภารกิจสำคัญเพื่อเพิ่มพลังสมองคือ การควบคุมสมอง และการขยายมุมมองให้กว้างขวางขึ้น
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #88 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2007, 08:33:21 PM »

เฮลธ์ไลน์

อย่าเชื่อเมลลูกโซ่ กินวิตามินซีกับกุ้งไม่เป็นพิษ

ถาม - มีคนเตือนว่าห้ามรับประทานวิตามินซีพร้อมกับกุ้ง เพราะจะส่งผลให้เกิดฤทธิ์ เหมือนสารหนู จริงหรือไม่

ตอบ - ผู้ถามคงได้รับ forward mail จากเพื่อนๆ ที่ว่ามีหญิงไต้หวันเสียชีวิต เนื่องจากพิษสารหนูที่ตรวจพบในทางเดินอาหาร ซึ่งคาดว่าเกิดจากการรับประทานกุ้ง และวิตามินซีพร้อมกัน ซึ่งขอตอบแบบฟันธงเลยว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากเรื่องนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไรยืนยัน แต่ที่แน่ๆ ปฏิกิริยาระหว่างยากับอาหาร ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงแค่อาหารบางอย่าง ทำให้ยาถูกดูดซึมน้อยลง หรืออาจส่งเสริมให้ยามีฤทธิ์มากขึ้นเท่านั้น สำหรับการรับประทานวิตามินซีกับกุ้งนั้นไม่น่าจะก่อให้เกิดฤทธิ์เหมือนสารหนูแต่อย่างไร ลองสังเกตได้จากเมนูเด็ดของไทยก็มีกุ้ง และวิตามินซีเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น เช่น ต้มยำกุ้ง กุ้งเผา รับประทานกับน้ำจิ้มทะเล ซึ่งมีมะนาวเป็นส่วนประกอบและมะนาวก็มีวิตามินซี ไม่เห็นมีรายงานคนไทยตายด้วยพิษจากสารหนูที่มาจากกุ้งและวิตามินซีเลย (เมืองไทยไม่ได้มีอาวุธชีวภาพเป็นหม้อต้มยำกุ้งตามร้านอาหาร) เห็นจะมีแต่คนไทยตายด้วยเรื่องพิษเศรษฐกิจต้มยำกุ้งค่ะ

คุณเพชรนภา องค์ตระกูลกิจนักโภชนาการ


เต้าใหญ่เล็กไม่สำคัญเสี่ยงมะเร็งได้พอกัน

ถาม - คนเต้านมขนาดใหญ่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าคนที่อกเล็กหรือเปล่า แล้วใส่ยกทรงที่มีโครงเหล็กมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ และพฤติกรรมใดเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้บ้าง

ตอบ - ขนาดของเต้านมใหญ่หรือเล็ก ไม่ได้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เป็นมะเร็งเต้านม การใช้ยกทรงชนิดที่มีโครงเหล็กก็ไม่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเช่นกัน ความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับ ประวัติครอบครัว ทางสายมารดาเคยมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม เป็นโสด ไม่มีบุตร ใช้ฮอร์โมน เป็นเวลานานกว่า 5 ปี มีความผิดปกติของยีน และโดนรังสีบริเวณหน้าอก
แพทย์หญิง สลักจิต ชูโชติรส แพทย์ประจำศูนย์เอกซเรย์


อยากสุขภาพดีไม่ต้องทะลวงประตูหลัง

ถาม - การล้างสวนลำไส้ช่วยให้สุขอนามัยดีขึ้นจริงหรือไม่

ตอบ - การสวนล้างลำไส้ เป็นการใส่น้ำหรือน้ำสบู่เข้าไปในลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย เพื่อทำให้อุจจาระนุ่ม เหลว และขยายลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย เป็นการกระตุ้นให้มีการขับถ่ายอุจจาระง่ายขึ้น ช่วยขับถ่ายในผู้ป่วยที่มีภาวะท้องผูก ไม่มีข้อมูลทางการแพทย์สนับสนุนว่าการสวนล้างลำไส้ เป็นการล้างสารพิษ ไม่มีข้อมูลทางการแพทย์สนับสนุนว่าการสวนล้างลำไส้ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น แต่การสวนล้างลำไส้จะเกิดผลเสียต่อลำไส้ใหญ่โดยตรง มีแผลฉีกขาด จนถึงลำไส้แตกได้ ดังนั้นการสวนล้างลำไส้ควรใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจทำเป็นอย่างยิ่ง

การดูแลผิวพรรณและการขับถ่าย มีวิธีการปฏิบัติตน เช่น ให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวัน ทานผักผลไม้อย่างน้อย 50% ของมื้ออาหาร เมื่อมีความรู้สึกอยากถ่ายให้รีบถ่ายทันทีอย่ากลั้นไว้ ทานอาหารช้าๆ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอประมาณ 30 นาทีต่อวัน


นายแพทย์ธวัช มงคลพรอายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหาร


เดินขึ้นลงบันไดไม่ใช่วัตรปฏิบัติของคนชรา

ถาม - ผู้สูงอายุควรออกกำลังกายด้วยการเดินขึ้นบันไดหรือไม่ เพื่อให้ข้อเข่าแข็งแรง

ตอบ - คนสูงอายุอาจมีปัญหาข้อเข่าเสื่อมอยู่แล้ว ควรออกกำลังกายที่ไม่มีแรงกระแทกที่ข้อเข่า เช่น นั่งแล้วเหยียดขาขึ้นตรง ค้างไว้ 5 วินาที ทำ 10 ครั้ง วันละหลายๆ เวลา หรือเดินพื้นราบ ไม่แนะนำให้เดินขึ้นลงบันได เนื่องจากจะมีแรงกดที่เข่ามาก อาจทำให้อักเสบหรือเข่าเสื่อมมากขึ้น

นายแพทย์บัญญัติ เกตุมาลาศิริอายุรแพทย์กระดูกและข้อ

เชิญส่งคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของท่าน มาได้ที่ pr@samitivej.co.th โรงพยาบาลสมิติเวช
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 28, 2007, 08:35:36 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #89 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2007, 08:38:05 PM »

สุขกาย

มองตารู้ยิ่งกว่าใจ

ลักษ์โตเย่น วุฒิศักดิ์

ดวงตาไม่ได้เป็นแค่หน้าต่างของหัวใจเท่านั้น ไม่เชื่อลองถามหมอดูสิ แค่ได้มองตาเท่านั้น หมอก็รู้ไปถึงตับไตไส้พุงแล้ว เชื่อไหม?


ลองสังเกตดูง่ายๆ เวลาที่เราไม่สบายและไปหาหมอ อุปกรณ์พื้นฐานที่สุดที่แพทย์ใช้ตรวจอาการคือ ไฟฉาย หมอจะ "แหกตา" (แหกจริงๆ ไม่ได้หลอก) แล้วใช้ไฟฉายส่องดูการขยายของม่านตา และสังเกตสีตาว่ายังขาวใสสวยเป็นปกติ หรือดูแล้วเห็นเป็นสีเหลือง ซึ่งสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าอาจเกิดความผิดปกติขึ้นในตับ เพราะฉะนั้นหากใครมาว่าเราขี้ขลาดตาขาวก็ให้สบายใจได้ว่า สุขภาพเรายังปกติดีอยู่

โรคตับที่เรารู้จักกันดีก็คือ ตับแข็ง ตับอักเสบ แพทย์ก็จะส่งตัวคนไข้ไปเจาะเลือดเพื่อดูเอนไซม์ในตับ เพื่อค้นหาต้นตอที่ทำให้ตับผิดปกติ โดยมากแล้วผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งคือ "ไวรัสตับอักเสบ"

ไขรหัส"เอ บี ซี อี"

ศ.นพ.สิน อนุราษฎร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เล่ากรณีของผู้ป่วยรายหนึ่งให้เป็นอุทาหรณ์ว่า คนไข้คนหนึ่งอายุ 40 ต้นๆ ธุรกิจการงานกำลังไปได้สวย ตรวจพบเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบชนิดบี แต่จำนวนเชื้อไวรัสค่อนข้างต่ำ จึงไม่เกิดอาการผิดปกติ

"เขาไม่ยอมมาตามหมอนัดให้มาเจาะเลือดตรวจจำนวนไวรัส รวมทั้งตรวจเอนไซม์ดูการทำงานของตับ ทุก 3 เดือน โดยอ้างถึงความจำเป็นทางธุรกิจทำให้ไม่มีเวลาว่างพอ หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี คนไข้หนุ่มไฟแรงคนนี้ก็กลายเป็นผู้ป่วยมะเร็งตับ แต่โชคดีที่มะเร็งตับมีขนาดเล็กกว่า 5 เซนติเมตร ก็เลยรักษาได้ด้วยการผ่าตัดและคีโมบำบัด" หมอใหญ่จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เล่าเหตุการณ์

ถึงแม้เรื่องราวของไวรัสตับอักเสบจะถูกนำเสนอมาเป็นระยะ แต่คนไทยยังรู้จักและเข้าใจเรื่องไวรัสตับอักเสบไม่มาก ทั้งยังมองข้ามความสำคัญของการตรวจสุขภาพตับ โดยเฉพาะการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ ตัวการก่อโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ใครที่เคยอ่านข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบมาแล้ว ลองมาทบทวนความจำกัดอีกสักทีดีไหม

ไวรัสตับอักเสบแบ่งเป็น 4 ชนิดคือ เอ บี ซี อี ตัวเอกับอีไม่มีปัญหา เพราะร่างกายขับออกได้โดยอัตโนมัติ ส่วนที่สร้างปัญหาให้กับมนุษย์ก็คือบีกับซี ซึ่งมีรูปแบบการแพร่เชื้อเหมือนกับไวรัสเอชไอวี ก็คือทางเลือด เข็มฉีดยาและเพศสัมพันธ์ เช่น รับเลือดบริจาคที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น การสัก เจาะหู เจาะตามร่างกาย สำส่อนทางเพศ นอกจากนี้ทารกแรกเกิดก็สามารถรับเชื้อไวรัส จากมารดาขณะคลอด

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันชนิดบี ซึ่งให้กับทารกแรกเกิดทุกคน ประกอบกับผู้ใช้ยาเสพติดแบบเข็มฉีดลดลง และเลือดบริจาคก็ผ่านการตรวจวิเคราะห์ที่เข้มงวดขึ้น ดังนั้นแนวโน้มในอนาคตชนิด บี ซี จะลดลงชัดเจน แม้ว่าในส่วนของชนิด ซี จะยังไม่มีวัคซีนป้องกันก็ตาม

"ชนิดบี ซี ไม่ติดต่อทางน้ำลาย ส่วนชนิด เอ ติดต่อได้ทางน้ำลาย แต่ร่างกายจะขับออกหมดโดยอัตโนมัติ ฉะนั้น การใช้ช้อนกลางเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบดูไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกันเท่าไร" ศ.นพ.สิน กล่าว


มองแววตาทะลุถึงตับ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ ส่วนการตรวจด้วยการดูตาขาวว่าเป็นสีเหลืองหรือไม่นั้น ก็ใช้ได้กับกลุ่มคนเพียง 10-15% เท่านั้น ผู้รับเชื้อส่วนที่เหลือก็จะไม่แสดงอาการใดๆ กระทั่งตับถูกทำให้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นตับอักเสบ จึงจะรู้ตัว อาการที่ปรากฏก็คือ เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำคล้ายหวัด นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าตนเองป่วยเป็นไข้เท่านั้น

แต่อาการที่ต่างจากการเป็นไข้คือ ปัสสาวะของผู้ที่ตับอักเสบ จะออกสีเหลืองเข้มคล้ายกับสีกาแฟ หรือน้ำอัดลมชนิดน้ำดำ และร่างกายก็เริ่มแสดงสีเหลืองออกมา หากคนไข้ที่รับเชื้อ ซี ยอมรับการรักษาสม่ำเสมอ ไม่รับเชื้อไวรัสเพิ่ม ไม่ดื่มสุรา ซึ่งทำให้ตับทำงานหัก โอกาสหายขาดมีกว่า 25-50% ขณะที่ชนิด บี แม้จะรักษาไม่หายขาด แต่ก็มียาควบคุมจำนวนไวรัสตับอักเสบไม่ให้ลุกขึ้นมาแผลงฤทธิ์

ส่วนผู้ที่รับเชื้อแต่เพิกเฉยต่อการรักษา อาการตับอักเสบจะก้าวสู่ภาวะตับแข็ง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อชีวิตสูงจากโรคแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อรุนแรง โดยเฉพาะการติดเชื้อในช่องท้อง ภาวะตับวาย ผู้ป่วยตับแข็งยังมีโอกาสเกิดมะเร็งตับมากถึง 30% และเป็นที่ทราบกันดีว่า มะเร็งตับมีอัตราการรอดชีวิตต่ำมาก โดยเฉลี่ยเพียง 4-6 เดือนเท่านั้น

ร้อยละ 10 ของคนไทยเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ บี ซึ่งโดยทั่วไปร่างกายจะมีระบบภูมิคุ้มกัน ที่คอยกดหรือคุมจำนวนไวรัสไว้ แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอก็เปิดโอกาสให้ไวรัสเพิ่มจำนวนได้ ทางการแพทย์ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัด ว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้ไวรัสตับในผู้ป่วยพาหะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จนทำให้ตับอักเสบและกลายเป็นมะเร็ง

"ตรวจสุขภาพประจำปีนี้ อย่าลืมเพิ่มการตรวจตับอักเสบไว้ในโปรแกรมตรวจสุขภาพด้วย อย่าน้อยคุณควรจะรู้ตัวว่า ตับยังอยู่ดีหรือไม่" คำแนะนำส่งท้าย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 10:28:16 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #90 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2007, 08:42:02 PM »

แสบไปถึงทรวง

วิภานี กาญจนาภิญโญกุล

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบรับประทานอาหารครั้งละมากๆ อิ่มแล้วชอบนอนทันที ชอบรับประทานอาหารรสจัด ฯลฯ คุณอาจมีโอกาสเสี่ยงต่ออาการ กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นลำคอ โดยเฉพาะคนสมัยนี้ที่มีไลฟ์สไตล์รีบเร่ง ทำให้ไม่มีเวลาที่จะใส่ใจดูแลเรื่องอาหารการกิน โรคนี้จึงเป็นหนึ่งในโรคควรระวัง อันเกิดจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนเมืองทุกวันนี้

ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา เย็ก-ณัฐธยาน์ อังตระกูลรักษ์ มีอาการเจ็บคออยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงกลางคืนที่เธอต้องเผชิญหน้ากับอาการนี้ โดยมีความรุนแรงไม่แพ้ตอนเช้า จากเวลา 3-4 เดือนตั้งแต่เริ่มมีอาการ เธอเฝ้าแต่กังวลว่าอาการเจ็บป่วยที่ดูเหมือนจะธรรมดานี้ ทำไมไม่ทุเลาลงเสียที จนเธอต้องเข้ารักษากับแพทย์ถึง 5 คนในระยะเวลาไม่นาน เธอบอกเล่าอาการในระยะเริ่มแรกให้ฟังว่า

"ตอนแรกเราคิดว่าตัวเองเป็นหวัด แต่ก็ไม่มีน้ำมูก ไม่มีเสมหะ กลืนน้ำลายทีไร เจ็บคอไปถึงหูเลยทีเดียว"

เย็กเริ่มต้นรักษาด้วยการไปพบแพทย์ที่โคราช อันเป็นที่เธออาศัยอยู่ ซึ่งหมอวินิจฉัยว่าเธอเป็นโรคคออักเสบ แต่เมื่อทานยาไปแล้วสักพักอาการไม่ดีขึ้น เธอจึงเปลี่ยนไปรักษาที่ขอนแก่น อันเป็นบ้านเกิดตัวเอง และหมอก็วินิจฉัยในลักษณะเดียวกัน พร้อมกับให้ยามาทาน แต่ก็ไม่หาย ครั้งนี้เธอจึงลงมารักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งแพทย์ก็ได้ทำการตรวจรักษาอย่างละเอียด แต่สุดท้ายก็บอกเหมือนกัน เธอลองทานยาดูอีก แต่ก็ไม่ดีขึ้น เหตุการณ์เช่นนี้ วนเวียนซ้ำไปมาจนเธอเริ่มเอะใจ

"หลังจากไปหาหมอหลายที่แล้วไม่หายสักที เราก็กลุ้มใจมากเลย วันหนึ่งเลยลองเอายาที่หมอให้มาทั้งหมดไปให้เภสัชกรดู แล้วเขาก็ทักว่า ทำไมเราทานยาแต่ละตัวแรงๆ ทั้งนั้นเลย แล้วทานมาตั้งนานทำไมไม่หายสักที ปกติเวลาเจ็บคอ เราทานยาแก้อักเสบไม่กี่วันก็หายแล้ว นี่กินมาเป็นเดือน แต่ก็ไม่หาย"

เธอเริ่มสงสัยว่าตัวเองจะไม่ได้เป็นโรคคออักเสบ แล้วเธอเริ่มกังวลซ้ำว่าตัวเองอาจจะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หลังจากที่มีคนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้ จนครั้งสุดท้ายที่เธอกลับไปหาหมออีกครั้งที่ขอนแก่น และมีโอกาสได้พูดคุยกับหมอ ครั้งนั้นเธอจึงได้รู้ว่าอาการที่เธอเป็นคือ อาการกรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นลำคอ

"หมอเขาก็ซักถามอาการเราว่า คุณเป็นคนชอบทานทีละเยอะๆ ใช่มั้ย เราก็ตอบว่าใช่ เพราะเราเป็นทานเยอะมาก ทานตลอดเวลา นอกจากนี้เรายังเป็นคนชอบทานก่อนนอน กินปุ๊บแล้วนอนปั๊บ ซึ่งหมอบอกว่านี้แหละเป็นสาเหตุสำคัญของโรคนี้เลย"

เย็กในวัย 42 ปี ยังบอกเล่าถึงพฤติกรรมการกินของเธอต่อไปว่า นอกจะเป็นคนทานเยอะมากในแต่ละมื้อแล้ว ความที่เป็นคนนอนดึก หลังจากอาหารมื้อเย็นในเวลา 1 ทุ่มแล้ว เธอจะนอนดูละครทีวีไปสักพักแล้วก็จะหิวอีกรอบ และถ้าหิวแล้วไม่ได้ทานอะไรเข้าไปก็จะนอนไม่หลับ เธอจึงเลือกทานอาหารเบาๆ อย่างอาหารเสริมที่มีลักษณะคล้ายน้ำข้าว บางครั้งก็จะมีโยเกิร์ตหรือนมเพิ่มมาด้วยก่อนนอน ซึ่งพฤติกรรมนี้เป็นมาได้กว่า 5 ปีแล้ว

"หมอบอกว่าโรคนี้ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เราก็เลยหันมานอนเร็วขึ้น แล้วก็ไม่ทานอาหารก่อนนอนอย่างน้อยสองชั่วโมง ก็ทำมาได้สามอาทิตย์แล้ว ก็รู้สึกดีขึ้นประกอบกับกินยาที่หมอให้ คราวนี้รู้เลยว่าถูกโรค เพราะทานยาแค่สองวันก็หายแล้ว"

เธอยังหันมาเล่นโยคะในยามเช้า และออกกำลังกายเพิ่มขึ้นในตอนเย็น เพื่อให้ร่างกายได้ใช้แรงงานจะได้นอนหลับได้ง่ายขึ้น รวมถึงงดบริโภคเนื้อสัตว์ แล้วหันมาเน้นอาหารจำพวกผัก ผลไม้ และน้ำเต้าหู้ ซึ่งช่วยให้น้ำหนักลดลงและร่างกายเบาสบายมากขึ้นอีกด้วย

๐๐๐

"โรคกรดไหลย้อนเป็นโรคที่เกี่ยวพันกับไลฟ์สไตล์โดยตรง พอวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไปโดยหันมาทานอาหารในปริมาณมากๆ ก็ทำให้เกิดโรคนี้ ทานแล้วนอนเลยก็เป็นโรคนี้ ซึ่งเมื่อก่อนคนไทยเราเป็นโรคนี้น้อยกว่านี้ แต่ปัจจุบันกลับเป็นโรคที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ" พ.ญ.ปิตุลักษณ์ อัศวกุล แพทย์ทางอายุรกรรม ทางเดินอาหาร ประจำโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท บอกเล่าถึงสถานการณ์ของโรคกรดไหลย้อนในเมืองไทย

"อาการส่วนใหญ่ที่มาพบหมอ ถ้าเป็นชาวต่างประเทศจะมาด้วยอาการเรอบ่อย แสบที่บริเวณหน้าอก แต่ของคนไทยจะพบอาการนี้ประมาณ 30% ส่วนมากคนไข้ในบ้านเราที่มา จะมาด้วยอาการจุกแน่น ทานแล้วอิ่มเร็ว ทานอาหารแล้วอิ่มนานกว่าปกติ ปวดมวนๆ ท้อง เป็นอาการที่ไม่ค่อยเฉพาะเจาะจง บางรายที่มีอาการของกรดไหลย้อนชัดเจนมาก จะมีอาการเรอ แล้วมีน้ำเปรี้ยวๆ หรืออาหารมื้อก่อนไหลย้อนขึ้นมา อาการกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่มีอาการสัมพันธ์กับระบบทางเดินอาหารโดยตรง"

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะมีอาการเกิดจากโรคนี้แต่ไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับระบบทางเดินอาหาร เช่น บางคนมีอาการไอช่วงกลางคืน มีเสมหะ เจ็บคอ คออักเสบ เหมือนจะเป็นหวัด เสียงแหบ ไซนัส ฟันผุ หูอักเสบ เหล่านี้ก็เป็นอาการที่สัมพันธ์กับโรคนี้ได้เช่นกัน แต่เป็นผลของโรคนี้ที่ทำให้เกิดอาการในระบบอื่น

"บางรายมีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนเป็นโรคหัวใจที่หมอมีคนไข้บางคนที่คิดว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ ชอบแน่นหน้าอกตอนกลางคืน อาการหนักมาก ต้องไปหาหมอตอนกลางคืนบ่อยๆ พอไปหาหมอ หมอก็ตรวจโรคหัวใจ พบว่าหัวใจปกติ แต่มารักษาต่อที่นี่ แล้วก็พบว่าเขาเจ็บหลอดอาหาร เนื่องจากตำแหน่งของหัวใจ กับหลอดอาหารมันพัฒนามาด้วยกันตั้งแต่เป็นตัวอ่อน เวลาที่เขาปวด เขาก็เลยแยกไม่ได้ อย่างอาการนี้เราก็เรียกว่า การเจ็บหน้าอกที่เกิดจากกรดไหลย้อนด้วยเช่นเดียวกัน"

ถ้ามองในแง่สถิติของผู้ป่วยโรคนี้แล้ว ในเมืองไทยยังไม่มีข้อมูลชัดเจน แต่ถ้าเป็นอย่างในอเมริกามีการประมาณว่า 30% ของประชากรเคยมีอาการของกรดไหลย้อนในแต่ละปี แต่ถ้าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นนานๆ ครั้ง ก็จะไม่เรียกว่าเป็นโรค นอกจากจะมีอาการถี่ บ่อยคือ เกิดมา กว่า 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #91 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2007, 08:44:22 PM »

โรคกรดไหลย้อนเป็นโรคที่พบได้ทุกวัย เริ่มตั้งแต่เด็กทารก แต่เด็กเล็กอาการจะไม่เหมือนผู้ใหญ่ ส่วนมากอาการจะมาจากความผิดปกติทางกายภาพ

เช่น หูรูดหย่อน กระเพาะอาหารเลื่อนขึ้น เด็กจะมาด้วยเรื่องของการกินนมแล้วสำลัก รายที่เป็นมากๆ จะมาด้วยเรื่องของปอดบวม ปอดติดเชื้อซ้ำๆ กันบ่อยๆ เด็กบางคนจะไอหรือตัวเขียวช่วงกลางคืน ถ้าอาการหนักมากเด็กอาจจะสำลักนมกลางคืนแล้วเสียชีวิตได้ ส่วนเด็กวัยรุ่นจะไม่ค่อยมีข้อมูลแต่พบได้เช่นเดียวกัน ในเมืองไทยมักจะพบอาการของโรคในกลุ่มผู้ใหญ่ที่เข้าสู่วัยกลางคนวัยประมาณ 30-40 ปี พบได้ทั้งคนไข้หญิงและชาย แต่คาดว่าผู้หญิงจะเป็นมากกว่า

กรดไหลย้อนยังเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมและเรื่องของอาหารการกินเป็นหลัก โดยมีปัจจัยหลักเกี่ยวข้องอยู่สามสาเหตุด้วยกัน ปัจจัยแรกคือ อะไรก็ตามที่ทำให้มีแรงดันในกระเพาะอาหารสูงก็จะทำให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ ปัจจัยที่สองคือ อะไรก็ตามที่ทำให้หูรูดซึ่งกั้นระหว่างกระเพาะอาการและหลอดอาหารหย่อนตัว หรือเสียความตึงตัวก็จะทำให้มีกรดย้อนขึ้นมาได้ ปัจจัยที่สามคือ ท่าทางที่ผิดปกติ เช่น เวลารับประทานอาหาร อาหารก็จะไหลลงสู่หลอดอาหารไปที่กระเพาะ แต่ถ้าเมื่อไรที่ท่าทางมันผิดไป กรดก็อาจไหลย้อนขึ้นมาได้ เช่น คนที่รับประทานอาหารแล้วนอน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบบ่อยมาก

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวกับโรคนี้ที่เกิดขึ้นตรงหูรูด เช่น มีก้อนเนื้ออยู่บริเวณใกล้กับหูรูดก็จะทำให้การหดตัวของหูรูดแย่กว่าปกติ ซึ่งถ้าหากว่าคนไข้มาด้วยโรคนี้ แต่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ก็ควรระวังว่าอาจมีอาการของโรคอื่นซ่อนอยู่แต่นำมาด้วยอาการของกรดไหลย้อน เช่น มะเร็งของหลอดอาหาร มะเร็งของกระเพาะอาหาร โดยอาจเป็นที่หูรูดพอดี ส่งผลให้หูรูดหย่อน และคนไข้ก็จะมาพบหมอด้วยอาการกรดไหลย้อน ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นโรคมะเร็งหรือกรดไหลย้อน

ในคนไข้บางคนอาจจะเกิดอาการโรคนี้จากพยาธิสภาพของตัวคนไข้เอง เช่น กระเพาะอาหารเลื่อนตัวขึ้นเหนือกะบังลม ในกลุ่มนี้เมื่อกระเพาะเลื่อนขึ้น ตำแหน่งหูรูดจะเปลี่ยน หูรูดก็จะไม่แข็งแรงเหมือนปกติก็จะทำให้กรดไหลย้อนได้ ในคนไข้ที่มีปัญหาด้านนี้อาจจะมีอาการกรดไหลย้อนซึ่งอาจจะต้องผ่าตัดเพื่อแก้ไขในส่วนที่ผิดปกติ

ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่มีผลต่อโรคนี้คือ อาหาร เพราะอาหารบางชนิดมีผลทำให้หูรูดหย่อนตัว กลุ่มแรกคือ อาหารจำพวกที่มี Citric Acid เป็นองค์ประกอบอย่างพวกผลไม้รสเปรี้ยว ทั้งส้ม มะนาว สับปะรด มะเขือเทศ ฯลฯ ก็ทำให้หูรูดหย่อน การรับประทานผลไม้เหล่านี้ต่อเนื่องทำให้เกิดปัญหาตามมา กลุ่มที่สองก็คือ อาหารจำพวกช็อกโกแลต วานิลลา เปเปอร์มินท์ พวกลูกอมรสมินท์ แผ่นอมรสมินท์ ถ้าบริโภคต่อเนื่องนานๆ ก็จะเกิดปัญหาเช่นกัน รวมไปถึงเครื่องเทศบางชนิดเช่น หอมสด กระเทียม พริกไทย พวกอาหารไขมันสูงอาจไม่มีผลโดยตรง แต่คนไข้บางคนจะรู้สึกว่าตัวเองมีอาการมากขึ้นเมื่อรับประทานอาหารพวกนี้

"สำหรับอาการแรงดันในกระเพาะสูงขึ้นนั้นมาจากการที่สาวๆ สมัยนี้ชอบใช้สเตย์รัดหน้าท้อง หรือคนที่ออกกำลังกายประเภทออกแรงเบ่งช่องท้อง เช่น ซิตอัพวันละ 500 ครั้ง ยกน้ำหนักต่อเนื่องนานๆ โดยไม่มีการฝึกหัดอย่างเหมาะสมก็อาจจะเกิดปัญหาเหล่านี้ได้ เรื่องน้ำหนักตัวก็มีผลเกี่ยวข้องเช่นกัน ถ้าคนไข้ยิ่งอ้วน การสะสมของไขมันในช่องท้องยิ่งมากก็มีผลต่อแรงดันของช่องท้อง และกระเพาะอาหารทำกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้น"

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคนี้ก็คือ คนตั้งครรภ์ในช่วงหลังเดือนที่ 6 กว่าครึ่งหนึ่งจะมีปัญหาเรื่องกรดไหลย้อน โดยจะมีอาการรับประทานอาหารแล้วท้องอืดหรือเรอ แต่อาการเหล่านี้ก็จะเป็นแค่ชั่วคราว หลังคลอดลูกแล้วก็จะดีขึ้น

โดยทั่วไปคนไข้กรดไหลย้อนแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่มที่หลอดอาหารอักเสบ เพราะมีกรดไหลย้อนปริมาณมาก ทำให้หลอดอาหารถูกทำลาย เนื่องจากกระเพาะอาหารถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทนกรด แต่หลอดอาหารมีสภาพเนื้อเยื่อเป็นกลาง เมื่อกรดไหลย้อนจึงทำให้หลอดอาหารอักเสบ และหากมีอาการต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาคือ เนื้อเยื่อจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง กลายมาเป็นเนื้อเยื่อที่เรียกว่า Barrett ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะกลายไปเป็นมะเร็งในหลอดอาหาร สำหรับคนไข้ในเมืองไทยนั้น เมื่อตรวจพบแล้วจะมีประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้นที่มีอาการของหลอดอาหารอักเสบ

กลุ่มคนไข้ที่เหลือ 2 ใน 3 จะเป็นอาการของกรดไหลย้อนชนิดที่ไม่อักเสบ กลุ่มหลังนี้อาการเหมือนกลุ่มแรก ต่างกันแต่เพียงว่าปริมาณกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาน้อยกว่ากลุ่มแรก แต่คนไข้กลุ่มหลังมักมีความไวต่อกรดมากกว่าคนปกติ ในขณะที่คนไข้กลุ่มแรกอาจจะไม่มีอาการเลย ทั้งๆ ที่ปริมาณกรดมากกว่า

"คนไข้กลุ่มที่สองนี้ จริงๆ แล้วกรดไม่เยอะ แต่คนไข้ไวต่อกรด ทั้งที่มีกรดไม่มาก เวลาที่เราส่องกล้องไปที่หลอดอาหารของคนไข้กลุ่มนี้ เราก็จะพบว่ามันดูปกติดี คนไข้ที่ไวต่อกรดนี้ บางคนธรรมชาติไวต่อกรดเอง แต่บางคนอาจจะมาจากความเครียดทำให้ ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหารหรือความเปลี่ยนแปลงในอวัยวะตัวเอง ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองอาการเยอะ แต่คนกลุ่มนี้ความรุนแรงของโรคจะไม่เท่ากับกลุ่มแรก"

คนไข้กลุ่มแรกแพทย์อาจจะต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสนำไปสู่โรคมะเร็ง ส่วนกลุ่มที่สองจะค่อนข้างยากในการควบคุมอาการ เพราะมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายอย่าง แต่กลุ่มนี้จะไม่ค่อยอันตราย เพราะว่าไม่มีอาการอักเสบเรื้อรัง และสองกลุ่มนี้อาจจะมีโอกาสข้ามกันได้ถึง 15%

"กลุ่มแรกจะรักษาง่าย ถ้าให้ยาลดกรดเพียงพอก็จะช่วยลดอาการอักเสบลงได้ อาการก็จะดีขึ้น ส่วนกลุ่มที่สองจะรักษายาก เพราะปัจจัยเยอะ บางคนก็จะไวต่ออาหารบางชนิดเป็นพิเศษ ดื่มน้ำมะเขือเทศจิบเดียวก็อาจจะแสบไปหมด กลุ่มนี้ให้ยาลดกรดก็อาจจะไม่ได้ผล บางคนเครียดเมื่อไร ก็จะมีอาการกรดไหลย้อนทันที ซึ่งจะไปแก้ที่ปัจจัยเดียวก็ไม่ได้"

ในส่วนของการวินิจฉัยนั้น เริ่มจากอาการ ถ้าคนไข้มีอาการเรอเป็นน้ำเปรี้ยวๆ แสบที่หน้าอกอาการกลุ่มนี้ชัดเจนว่า 90% เป็นโรคนี้ ถ้าคนไข้อายุน้อยก็สามารถรักษาได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องส่องกล้อง แต่ถ้าคนไข้อายุมากกว่า 40 ปีก็ควรจะต้องส่องกล่อง เพราะว่าเป็นเรื่องผิดปกติที่อายุ 40 แล้วมีอาการโรคนี้ อีกทั้งยังมีโอกาสพบโรคอื่นร่วมกับกรดไหลย้อน เช่น เป็นแผลเป็นในกระเพาะอาหาร หรือมะเร็ง

"การส่องกล้องจะมีประโยชน์ในแง่ที่จะบอกได้ว่าคนไข้เป็นกลุ่มหนึ่งหรือกลุ่มสอง สำหรับคนไข้ที่ส่องกล้องดูแล้วไม่พบความผิดปกติ แต่ยังมีอาการอยู่ เราก็มีการตรวจอีกแบบเรียกว่า PH Monitoring เพื่อตรวจว่า ปลายหลอดอาหารนั้นมีกรดขึ้นมาจริงหรือไม่ โดยต้องใส่สายประมาณ 24 ชั่วโมง แล้วจะมีเซ็นเซอร์คอยวัดปริมาณกรด และยังมี Bravo แคปซูลที่ช่วยเก็บข้อมูลกรด โดยการส่องกล้องแล้วเอาแคปซูลไปหนีบที่บริเวณหลอดอาหาร ซึ่งสะดวกมากกว่าและให้ผลที่เหมือนกัน"

เมื่อวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคนี้ การรักษาก็จะประกอบไปด้วย 2 แนวทางคือ การรักษาโดยไม่ใช้ยา แต่ให้ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์แทน เช่น งดรับประทานอาหารปริมาณมากๆ ในแต่ละมื้อ ซึ่งจะทำให้แรงดันในกระเพาะสูงขึ้น การรับประทานอาหารเป็นมื้อย่อยๆ เล็กๆ จะช่วยลดปัญหานี้ได้ ส่วนอาหารมื้อเย็นกับเวลานอนนั้นควรห่างกันอย่างน้อย 3 ชั่วโมง และอยู่ในท่านั่งหรือยืน ตลอดจนลดอาหารพวกกาแฟ ชา น้ำอัดลม อาหารรสจัด รวมทั้งอาหารที่ทำให้หูรูดหย่อน แนวทางที่สองคือ การรักษาโดยการใช้ยาลดกรดกับยากระชับกล้ามเนื้อหูรูด

ในกลุ่มคนไข้ที่รับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือไม่อยากรับประทานยาตลอดเวลาอาจแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดคือ การทำให้หูรูดกระชับขึ้น ด้วยการเพิ่มแรงดันรอบหูรูด จากการดึงเอากระเพาะมัดรอบหูรูดแล้วเย็บให้แน่น แต่ส่วนใหญ่มักจะแนะนำในกรณีที่คนไข้มีกายภาพผิดปกติ


"คนไข้บางรายอายุน้อยๆ แต่มีปัญหาเรื่องกรดไหลย้อน แล้วพอหมอถามไปถามมา พบว่า เขาชอบอมลูกอมมินท์ที่เป็นแผ่นๆ เขาอมอยู่ประมาณสามเดือนติดกันแล้วก็มีอาการของกรดไหลย้อน บางทีสาเหตุมันอยู่ในชีวิตประจำวันแล้วเราไม่สังเกต สิ่งสำคัญของคนไข้โรคนี้จึงอยู่ที่การสังเกตตัวเองว่ามีปัจจัยอะไรที่สำคัญหรือพฤติกรรมที่เขาทำแล้วนำไปสู่โรคนี้"

ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปแม้เล็กๆ น้อยก็อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคของคนยุคใหม่ ซึ่งนับวันจะมีจำนวนมากขึ้นทุกที
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #92 เมื่อ: ตุลาคม 31, 2007, 08:37:39 AM »


ตำนานวัน Halloween

" trick or treat ! " พูดถึงคำนี้ทุกคนคงคิดถึงอะไรไปไม่ได้นอกจากเทศกาลHalloween เทศกาลผีๆของฝรั่ง วันที่ผู้คนออกมาแต่งตัวเป็นชุดผี โดยเฉพาะเด็กๆที่พากันแต่งชุดผีออกไปเคาะตามประตูบ้านคนอื่น ๆ แล้วเอ่ยคำว่า " trick or treat ! " เพื่อขอขนม ของขวัญ หรือสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อยที่เจ้าของบ้านจะหยิบยื่นให้ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะได้ทุกครั้งเสมอไป แต่ถ้าได้ก็จะขอบคุณและ อวยพรขอให้เจ้าของบ้านนั้นๆรอดพ้นจากภูติผี ปีศาจ หรือคำสาป ภยันตรายต่างๆทั้งปวง แต่ใครจะทราบถึงประวัติความเป็นมาของเทศกาลนี้กันบ้างว่าทำผู้คนต้องพากันแต่งตัวเลียนแบบผีกันทั้งบ้านทั้งเมือง...



งานฮาโลวีนทีมีในปัจจุบันนั้นเชื่อว่ามีที่มาจากวันฉลองปีใหม่ของชาวเซลท์ (Celt) ในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่เรียกว่า Samhain คำนี้หมายถึงวันสิ้นสุดฤดูร้อน และเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งความตายด้วย วันนี้จะเป็นวันที่เส้นกั้นเขตแดนระหว่างคนเป็นกับคนตายเปราะบางมากที่สุด และเหล่าวิญญาณจะออกมาปะปนกับผู้คนบนโลกมนุษย์ได้ ค่ำคืนวันที่ 31 ตุลาคมซึ่งเป็นคืนก่อนวันฉลอง Samhain จะเรียกวิญญาณของผู้ที่ตายในปีนั้นทั้งหมดขึ้นมาปรากฎตัวบนโลกบ้างก็ว่าเพื่อให้ผู้ตายไปเยี่ยมญาติ บ้างก็ว่าเพื่อให้ผู้ที่ถูกพิพากษาให้เข้าสิงสถิตในร่างสัตว์ขึ้นมาหาร่างใหม่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง


ทำให้ผู้คนชาวเซลท์ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน จึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย นอกจากนี้ก็จะพากันแต่งตัวเป็นผีปีศาจหลากหลายประเภท มีการจัดเดินขบวนพาเหรดผี และส่งเสียงดังรอบๆ บ้านของเพื่อนบ้าน ทำบรรยากาศให้น่ากลัวเท่าที่จะทำได้ เพื่อหวังว่า เหล่าจิตวิญญาณที่จะคอยจ้องจะมาสิงเข้าร่างของพวกเขาจะเกิดความกลัวและหนีไปเพราะความตกใจในที่สุด


นอกจากนี้คืนดังกล่าวจะเป็นคืนเฉลิมฉลองการสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวและอาจมีการนำสัตว์หรือพืชผลมาบูชายัญ ให้กับเหล่าภูติผีและวิญญาณด้วย หลังจากคืนนั้นไฟทุกดวงจะถูกดับและจุดขึ้นใหม่ด้วยไฟศักดิ์สิทธิ์ของชาวเซลท์ ในสมัยต่อชาวโรมันคาทอลิกต้องการกำจัดพิธีเฉลิมฉลองของกลุ่มชนนอกศาสนาคริสต์เหล่านี้ สันตะปาปา Gregory ที่ 4 ได้กำหนดวันที่ 1 พฤศจิกายนให้เป็นวันเฉลิมฉลอง All Saints Day หรือ All Hallows Day สำหรับชาวคริสต์เพื่อระลึกถึงนักบุญและผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่การเฉลิมฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคมหรือ Hallow's Eve ก็ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันแต่ชื่อเรียกได้เพี้ยนไปเป็น Halloween


ประเพณีของวันฮาโลวีน นี้ได้นำเข้ามาเผยแพร่ใน อเมริกา ตอนปี ค.ศ.1840 โดยคนอังกฤษที่ได้หลบหนีเข้าประเทศ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นในประเทศอังกฤษได้มีพวกที่นิยมแต่งตัวประหลาดแล้วยังรวมไปถึงการเดินเหยียบย่ำและพังรั้วบ้าน แต่ประเพณีของการหยอกเล่นให้กลัวนั้น จริงๆแล้วไม่ได้เกิดมาจากคนกลุ่มเซลท์จากไอร์แลนด์ แต่ช่วงศตวรรษที่ 9 คนยุโรป ได้ตั้งชื่อเรียกว่า วันจิตวิญญาณ คือวันที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน จะมีการเดินขบวนจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่งเพื่อที่จะขอขนมเค้กแห่งจิตวิณญาณซึ่งทำมาจากขนมปังทรงสี่เหลี่ยมและใส่ลูกเกดด้วย ยิ่งขอขนมได้มากเท่าไร คำอธิฐานของผู้ที่ให้ขนมก็จะฝากมากับผู้ขอบริจาคขนมมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เหมือนกับว่าผู้ขอขนมจะต้องเป็นตัวแทนในการที่จะพูดคุยกับคนตายที่เป็นญาติกับผู้ที่บริจาคขนม ในเวลานั้นมีความเชื่อว่าคนตายนั้นจะถูกกักกันไว้ในนรก และถ้ามีผู้มอบส่วนบุญให้ ถึงแม้จะเป็นคนแปลกหน้าก็ตาม มันจะช่วยเร่งและปลดปล่อยให้พวกวิญญาณเหล่านั้นขึ้นไปสู่สวรรค์ได้


เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับตำนานวันฮาโลวีน ดูแล้วก็น่ากลัวอยู่เหมือนกันนะคะ แต่เรื่องราวในวันฮาโลวีนคงยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์แน่ๆ ถ้าหากเราจะไม่เล่าถึงตำนานตะเกียงฟักทองหรือ ประเพณีแจ็ค โอ แลนเทริน (Jack-O-Lanterns) ตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช


ซึ่งได้เล่าไว้ว่า มีผู้ชายชื่อว่าแจ็ค โอ แลนเทริน ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องดื่มเหล้าเมายาและมีกลลวงมากมาย เคยหลอกให้ซาตานปีนขึ้นไปบนต้นไม้ หลังจากนั้นแจ็คก็จะจัดการแกะสลักรูปไม้กางเขนลงไปบนลำต้นของต้นไม้นั้น ซึ่งทำให้ซาตานลงจากต้นไม้ไม่ได้ แล้วแจ็คก็ได้ทำการต่อรองกับซาตานว่าถ้าซาตานจะไม่จับตัวเขาไปเขาสัญญาว่าจะปล่อยซาตานลงจากต้นไม้นั้น


หลังจากแจ็ค โอ แลนเทริน ได้ตายไปแล้ว เขาปฏิเสธที่จะขึ้นไปอยู่บนสวรรค์เพราะเขามีความคิดไปในทางของความชั่วร้าย แต่เขาก็ยังปฏิเสธที่จะไปอยู่ที่นรกเพราะเขาได้ทำข้อตกลงกับซาตานไว้ดั้งนั้นซาตานได้ให้ถ่านไฟแก่เขาหนึ่งก้อนแทน เพื่อที่จะให้เขาใช้นำทางไปในทางที่มืดและหนาวเย็น ถ่านไฟก้อนนั้นได้ถูกใส่ไว้ข้างในของผักกาดที่กลวงแล้วเพื่อที่จะให้มันจุดอยู่ได้นาน

 


คนอังกฤษใช้ผักกาดกลวงนี้ตามแบบอย่างดั้งเดิมของ แจ็ค โอ แลนเทรินแต่เมื่อมีการโยกย้ายไปสู่อเมริกาพวกเขาพบว่าฟักทองนั้นสามารถหาได้ง่ายกว่าผักกาด ดังนั้นรูปแบบแจ็ค โอ แลนเทรินในอเมริกาจะอยู่ในรูปของฟักทองกลวงและใส่ถ่านไฟไว้ข้างใน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 09:28:50 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #93 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2007, 07:42:17 PM »


ไฉนหนังสือคำสอนขงจื๊อกลายเป็น Bestseller เมืองจีนวันนี้?[/color]
 
31 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 00:01:00
 
ถ้าหนังสือเกี่ยวกับการตีความคำสอนของ "ขงจื๊อ" กลายเป็น bestseller อันดับต้นๆ ของจีน ก็ย่อมจะแปลว่า การรุกคืบของทุนนิยมในจีนยังไม่ถึงกับกวาดล้างความถูกต้องชอบธรรมของจริยธรรมโบราณของจีนเสียเลยทีเดียว

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ใครไปร้านหนังสือเมืองจีนทุกวันนี้ จะเห็นหนังสือและดีวีดีของอาจารย์สาวแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ที่ชื่อ "หยีตาน" (Yu Dan) ขึ้นเป็นหนังสือและดีวีดีที่ขายดีมาก

นักวิเคราะห์ตีความว่าเพราะคนจีนเริ่มเห็นอันตรายอันเกิดจากการเฟื่องฟูของเศรษฐกิจแบบตลาดที่ทำให้ผู้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น มือใครยาวสาวได้สาวเอา และหลงลืมคุณค่าแห่งความรู้สึกดีๆ พื้นฐานของบรรพบุรุษ จึงจำเป็นต้องกลับไปหวนหาค่านิยมที่ทรงคุณค่าในอดีต

และไม่มีค่านิยมของจีนใดจะขลังและเป็นที่รู้จักดีเหมือนขงจื๊ออีกแล้ว

ยอดขายหนังสือเรื่อง "บันทึกการอ่านคำสอนขงจื๊อ" ของอาจารย์หยีตาน ขายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ล้านเล่มภายใน 4 เดือน สร้างความประหลาดใจให้กับคนทั้งประเทศจีน เพราะไม่มีใครเคยคาดมาก่อนว่า คำสั่งสอนแบบพื้นๆ เรื่องคุณธรรมและความขยันขันแข็ง ความเอื้ออารีและความกตัญญูรู้คุณของขงจื๊อ จะกลายเป็นเรื่องฮือฮาในยุคสมัยที่คนจีนแข่งกันหาเงิน เล่นหุ้นกันอย่างบ้าคลั่ง และเล่นเกมอินเทอร์เน็ตอย่างเมามันเช่นนี้

อาจารย์สาวคนนี้เพิ่งจะโด่งดังก็เมื่อตุลาคมที่ผ่านมา เพราะเธอไปทำรายการพูดจาอธิบายเนื้อหาของคำสั่งสอนของขงจื๊อ ทางสถานีโทรทัศน์ CCTV โดยใช้ภาษาง่ายๆ เท้าความถึงการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างอาจารย์ขงจื๊อกับสาวกทั้งหลาย

เธอไม่เคยคิดว่าคนดูของประเทศจีนวันนี้ จะสนใจถึงขั้นกลายเป็น "แฟชั่น" ได้ปานนี้

เพราะต้องไม่ลืมว่าขงจื๊อนั้นมีชีวิตในประเทศจีนระหว่าง 551 ถึง 479 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือกว่า 2550 ปีมาแล้ว

และต้องไม่ลืมด้วยว่า ช่วงที่ เหมาเจ๋อตุง ปกครองจีนนั้น แกประณามขงจื๊อว่า คร่ำครึล้าสมัย...ต้องเอา ลัทธิมาร์กซ์ และ เลนิน จึงจะเหมาะสมกับจีน

แต่คนจีนไม่น้อยวันนี้บอกว่า เอาเข้าจริงๆ มาร์กซ์และเลนินนั้นก็ไม่ได้ใสสะอาดบริสุทธิ์ ล้วนแล้วแต่มีกลิ่นอายของความเห็นแก่ตัวและบ้าอำนาจกันทั้งนั้น

สู้แนวทางขงจื๊อไม่ได้ที่ตอกย้ำวิถีชีวิตเรียบง่าย และหลีกเลี่ยงการเอารัดเอาเปรียบในสังคม

พออาจารย์ Yu Dan เอาเนื้อหาที่พูดทางรายการทีวีไปเขียนเป็นหนังสือขายเท่านั้นแหละ ผู้คนก็แห่กันมาซื้อหนังสือไปอ่านและเอาดีวีดีไปดูที่บ้าน ไม่ใช่เฉพาะพ่อแม่เท่านั้น แต่ลูกหลานรุ่นใหม่ก็ดูเหมือนจะได้ฟังได้อ่านเป็นครั้งแรกด้วยความทึ่งและประทับใจ

อะไรเป็นสาเหตุของการกลับมานิยมขงจื๊อในจีน?

พอจะอธิบายได้ว่า เป็นเพราะการโหยหาความสงบทางจิต ท่ามกลางการแก่งแย่งกันทางวัตถุ ในภาวะที่สังคมกำลังขาดตัวอย่างของความดีและคุณธรรม

แน่นอนว่า การที่อาจารย์สาวคนนี้สร้างความเกรียวกราวในแวดวงหนังสือครั้งนี้ได้ ก็เป็นเพราะความสามารถส่วนตัวของเธอในการเอาคำสั่งสอนที่ฟังง่าย และกระทบวิถีชีวิตประจำวันของคนจีนวันนี้มาประยุกต์เข้ากับสภาพความเป็นจริงของสังคมคนจีนวันนี้ด้วย

จะว่าไปแล้ว คนจีนจำนวนไม่น้อยวันนี้ เมื่อเริ่มเห็นการเลือนรางของแนวคิดคอมมิวนิสต์ ก็เริ่มจะหันกลับมาศึกษาและทบทวนความเชื่อทางศาสนาอีกครั้งหนึ่ง

จึงไม่ต้องแปลกใจที่คนจีนกลับมาให้ความสนใจกับเรื่องราวของศาสนาพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม อย่างคึกคักอีกครั้งหนึ่ง


การที่อาจารย์สาวคนนี้สามารถเรียกความนิยมของคนจีนได้อย่างเกรียวกราว จึงเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงสภาพจิตใจที่แสวงหาความสมดุลของสังคม ที่กำลังวิ่งตามกระแสเศรษฐกิจและโลกาภิวัตน์อย่างยิ่ง

คอมมิวนิสต์ เงินตรา และคุณธรรมกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดในสังคมจีนวันนี้
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #94 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2007, 07:14:12 PM »


กินปลาแค่อาทิตย์ละครั้งลดภาวะสมองเสื่อม

เคยมีความสงสัยว่า ทำไม คนญี่ปุนถึงชอบทานปลาโดยเฉพาะปลาดิบ และ มีโฆษณาเกี่ยวกับนำมันตับปลา DHA ให้เด็ก กินปลาแล้วดี เกิดคำถามคือ! แล้วมันดีอย่างไร ค้นข้อมูลบางส่วนได้มา... คงต้องทานปลาเพิ่ม...กลัวสมองเสื่อม...


แนะกินปลาแค่อาทตย์ละครั้งลดภาวะสมองเสื่อม

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 ตุลาคม 2548 09:00 น.

ยาฮูนิวส์ - เป็นเรื่องน่าเศร้าของผู้มีน้ำหนักเกินกว่ามีปกติโดยแท้ เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อโรคร้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจหรือไขมันอุดตันในเส้นเลือดแล้ว การศึกษาล่าสุดยังพบว่าคนอ้วนเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมกว่าผู้มีน้ำหนักปกติถึง 6 เท่า แต่ก็มีงานวิจัยอีกชิ้นที่แนะวิธีชะลอโรคเสื่อมโดยรับประทานปลาสัปดาห์ละครั้งซึ่งชะลอได้ถึง 3 ใน 4 จากความเสื่อมปกติ

จากรายงานของ มีอา คิวิเพลโต (Miia Kivipelto) นักวิจัยชาวสวีเดนจากสถาบันคาโรลินสกา (Karolinska Institute) ในสต็อกโฮมที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Archives of Neurology ซึ่งเป็นวารสารด้านประสาทวิทยาของสมาคมแพทย์อเมริกัน (American Medical Association) พบว่าผู้ที่เป็นโรคอ้วน ความดันสูง และมีระดับคอเลสเตอรอลสูงในช่วงวัยกลางคนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมในช่วงบั้นปลายของชีวิตถึง 2 เท่า

    จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างประมาณ 1,500 คนตั้งแต่ปี 1972 พบว่า 16 % ในจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในวัยกลางคนและมีน้ำหนักเกินมาตรฐานนั้นจะเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมของผู้มีน้ำหนักปกติซึ่งมีอยู่ประมาณ 1 ใน 4 และผู้ที่มีน้ำหนักเพิ่มสู่ภาวะน้ำเกินซึ่งมีจำนวนครึ่งของประชากรในกลุ่มตัวอย่าง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงทั้ง 3 ปัจจัยคือ ความอ้วน ความดันสูงและคอเลสเตอรอลสูงแล้ว พบว่าคนอ้วนเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมมากกว่าผู้มีน้ำหนักปกติถึง 6 เท่า
“เป็นโรคอ้วนในวัยกลางคน ความดันเลือดสูงและมีคอเลสเตอรอลสูง ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมมากกว่า 2 เท่าตัวเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นที่เสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมเช่นกัน” คิวิเพลโตกล่าว

   ทั้งนี้โรคอัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อมอื่นๆ กำลังเป็นปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปทั่วโลก โดยเฉพาะประชากรผู้สูงอายุในประเทศพัฒนาแล้ว

อย่างไรก็ดีมีงานวิจัยอีกชิ้นของ ดร.มาธา แคลร์ มอร์ริส จากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยรัช (Rush University Medical Center) ในชิคาโก สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ตีพิมพ์งานวิจัยในวารสารการแพทย์ฉบับเดียวกันนี้ พบว่าการกินปลาเพียงสัปดาห์ละครั้งช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ โดยกรดไขมันโอเมกา 3 ที่มีอยู่ในปลานั้นทำให้สมองทำงานดีขึ้นพอๆ กับการตัดปัจจัยออกไป และจากการศึกษานาน 6 ปีพบว่าการกินปลายังปกป้องสมองของผู้สูงอายุได้ด้วย

“อัตราความเสื่อมของสมองลดลง 10-13% ต่อปีในผู้ที่บริโภคปลาสัปดาห์ละครั้งหรือมากกว่านั้น เปรียบเทียบกับผู้ที่บริโภคปลาน้อยกว่าสัปดาห์ละครั้ง อัตราการลดลองนี้เท่าๆ กับชะลอความแก่ของสมองให้ลดลงได้ถึง 3 ใน 4” ดร.มอร์ริสกล่าวไว้ในรายงานการวิจัย

Last Update : 10 พฤศจิกายน 2550 16:12:21 น.  
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #95 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2007, 07:26:39 PM »

กลิ่นปาก... ปากเหม็น... ใครคิดว่าสำคัญ...แล้วจะทำอย่างไรดี (ขำ ขำ..)

กลิ่นปาก...ใครคิดว่าสำคัญ

ที่มาของเรื่องเกิดจากน้องท่านหนึ่งได้ส่งรูปเกี่ยวกับโฆษณาสินค้าเกี่ยวกับยาสีฟันยี่ห้อหนึ่งที่มีรสเค็มๆ นอกจากนี้ยังเป็นความอยากรู้ส่วนตัวทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น เป็นเรื่องที่เหมือนตลกแต่ถ้าเรามีกลิ่นปาก หรือ มีคนที่มาคุยด้วยปรึกษาด้วยเป็นคงจะขำไม่ออก

กลิ่นปาก

ข้อมูลทางการแพทย์

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

http://www.bangkokhealth.com/teeth_htdoc/teeth_health_detail.asp?number=9453

สาเหตุของกลิ่นปาก ส่วนใหญ่เกิดจากเศษอาหารที่ตกค้างอยู่ตามซอกฟัน บริเวณที่ทำความสะอาดได้ยาก หรือในรูฟันผุ ซึ่งจะมีเศษอาหารเน่าอยู่ รวมทั้งแผ่นคราบฟันและหินปูนที่อยู่รอบๆ ฟัน ซึ่งเป็นที่เก็บกักและสะสมเชื้อโรคต่างๆ บางคนพบว่าเหงือกเป็นหนองจากโรคปริทันต์ หรือมีฟันโยก อาหารบางชนิดเมื่อรับประทานจะมีกลิ่นขับออกมาทางลมหายใจ เช่น หัวหอม กระเทียม ทุเรียน ผู้ที่ดื่มสุรา หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ หรือท้องผูกหลายๆ วัน ก็ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ รวมทั้งผู้ป่วยโรคทางร่างกายบางอย่าง เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบเรื้อรัง วัณโรค โรคปอด และโรคระบบทางเดินอาหาร

ภายหลังตื่นนอนใหม่ๆ กลิ่นปากจะแรง เพราะในขณะที่นอนหลับน้ำลายจะถูกขับออกมาน้อย ทำให้น้ำลายมีการหมุนเวียนน้อย เศษอาหารที่ตกค้างสะสมอยู่จึงมีการบูด เกิดเป็นกลิ่นปากค่อนข้างแรง เมื่อตื่นนอนได้แปรงฟัน และน้ำลายมีการไหลเวียนมากขึ้น กลิ่นปากก็บรรเทาลง น้ำลายเปรียบเสมือนน้ำยาบ้วนปากที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา ช่วยชะล้างสิ่งสกปรกภายในช่องปาก เมื่อมีน้ำลายหลั่งออกมากทำให้ช่องปากสะอาดมากกว่าน้ำลายที่หลั่งออกมาน้อย ช่วยลดการบูดเน่าของอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่น น้ำลายจะหลั่งออกมาได้มากในขณะเคี้ยวอาหาร รับประทานของเปรี้ยว หรือการคิดถึงอาหารอร่อยๆ ที่ชอบ ในบางขณะจะมีการหลั่งน้ำลายน้อย เช่น เวลานอน ภาวะอดอาหาร การดื่มน้ำไม่เพียงพอ อากาศร้อน ตลอดจนภาวะทางจิตใจ ความเครียด อาชีพที่ใช้เสียงมากๆ เช่น ครู ทนายความ มีผลให้มีน้ำลายน้อย และมีกลิ่นปากได้

กลิ่นเหม็นจากช่องปากบางครั้งเกิดขึ้นได้จากโคนลิ้นด้านในสุด เนื่องจากมีน้ำเมือกในช่องจมูกไหลลงคอ ซึ่งในภาวะเช่นนี้ ไม่จำเป็นว่าจะเกิดจากการเจ็บป่วยหรือเป็นโรค แต่มักมีสาเหตุมาจากอาการภูมิแพ้ น้ำเมือกที่ไหลลงคอในระยะแรกๆ จะไม่ทำให้เกิดกลิ่นปาก สัก 2-3 วัน แบคทีเรียจะย่อยน้ำเมือกทำให้เกิดกลิ่น เราสามารถทดสอบกลิ่นโดยใช้ช้อนพลาสติกขูดเบาๆ ที่ด้านในสุดของโคนลิ้น ปล่อยทิ้งไว้สักครู่จึงดมดู และกรณีคนที่มีกลิ่นปากจากสาเหตุนี้ เวลาเป่าปากจะไม่ค่อยได้กลิ่น แต่จะเหม็นเมื่อเริ่มพูด เนื่องจากมีลมผ่านลิ้นที่เคลื่อนไหวจึงทำให้เกิดกลิ่นขึ้นมา ดังนั้น จึงควรแปรงลิ้นหลังการแปรงฟันทุกครั้ง และแปรงให้ลึกถึงโคนลิ้น จะช่วยทำความสะอาดน้ำเมือกที่ตกค้างนี้ได้
กลไกการเกิดกลิ่นปาก


http://www.siamhealth.net/Health/good_health_living/bad_breath/bad_breath.htm

• เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในปากตายทำให้เกิดสาร sulfur ออกมาจึงเกิดกลิ่น

• แบคทีเรียสลายอาหารที่อยู่ในปาก

• น้ำลายลดลงทำให้เชื้อแบคทีเรีย หรืออาหารไม่ถูกชะล้าง

ฉะนั้นเรื่องที่มีกลิ่นปาก หรือ “ปากเหม็น” เป้นเรื่องที่แก้ไขได้ โดยวิธีไปพบทันตแพทย์ ตรวจเช็คฟันให้ละเอียดและอุดซี่ที่มีปัญหา นอกจากนี้ยังใช้ไหมขัดฟัน ที่แปรงลิ้นก็สามารถช่วยได้ แต่ปัญหาที่สำคัญก็คือ บางครั้งเพื่อน หรือ คนที่เรารู้จักมีกลิ่นปากไม่ทราบว่าจะบอกอย่างไรดีนี่ซิ เป็นปัญหาใหญ่พอสมควร ครั้นจะไม่บอกเพื่อนหรือคนรู้จักของเราก็จะเสียบุคลิกภาพไปนาน ครั้นจะบอกเขาก้อาจจะโกรธเราได้
ใครมีเคล็ดลับดีๆ บอกบ้าง
[/color]





และ
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

และ
เจ้าของรูปที่ถ่าย เจ้าของ Idea รวมถึงเจ้าของโฆษณา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 10, 2007, 07:27:26 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #96 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2007, 12:09:53 AM »



Tricks and Tips

แนะนำคนชอบ "กอล์ฟ" รู้จักสนามเล่นดีสุดในสหรัฐ (1)

+++++++++++++++++++++++++
"ซีเอ็นเอ็น มันนี่ รวมสนามกอล์ฟน่าเล่นที่สุดในสหรัฐ เพื่อให้ข้อมูลคนไทยที่มีกำลังทรัพย์หรือโอกาส ได้สัมผัสและลองใช้บริการในอนาคต" [/b]
+++++++++++++++++++++++++

ปัจจุบันกีฬาเป็นที่นิยมของคนไทยทั้งใน และต่างประเทศ รวมถึงผู้อยู่รอบตัวของผู้ดูแลคอลัมน์ Tricks and Tips ซึ่งเป็นพนักงาน เพื่อนร่วมงานและผู้บริหารในเครือบริษัทเนชั่นเอง กอล์ฟถือเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จนถึงกับตั้งชมรมคนเล่นกอล์ฟกันขึ้นมาทีเดียว

ในประเทศไทยมีสนามกอล์ฟมากมายหลายแห่ง ซึ่งมีสถานที่ตั้งและทำเล กระจายอยู่ตามสวนต่างๆ ของประเทศ และสนามแต่ละแห่งออกแบบและมีความสวยงามแตกต่างกันไป ตามสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้นอย่างเมืองไทย แต่ถ้าคนไทยที่ชื่นชอบกอล์ฟ มีโอกาสดีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก หรือถ้าต้องเสียก็มีกำลังทรัพย์มากพอ ในการท่องเที่ยวต่างแดนและไปไกลถึงสหรัฐ ย่อมไม่อยากพลาดกับการได้ลองสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน ที่มีสนามกอล์ฟดีเยี่ยมน่าเล่นที่สุดของอเมริกา

เพื่อเอาใจคนไทยชอบสัมผัส อยากรู้จักหรืออยากลองใช้บริการสนามกอล์ฟ ที่ดีและสวยจนน่าเล่นที่สุดในสหรัฐกันแบบเต็มๆ Tricks and Tips ฉบับนี้จึงขอแบ่งข้อมูลออกเป็นสองตอน จากการนำเสนอข้อมูลล่าสุด บนเวบไซต์ซีเอ็นเอ็น มันนี่ ซึ่งเป็นค่ายที่มีความเชี่ยวชาญกับการหาสถานที่พักผ่อนท่องเที่ยว ทั้งนี้ซีเอ็นเอ็น มันนี่ ได้นำข้อมูล จากการคัดเลือกด้วยการรับเสียงโหวตของผู้ติดตามข้อมูลใน Travel & Leisure ก่อนสรุปผลเรียบเรียงเนื้อหาออกมาเป็นอันดับสนามกอล์ฟยอดเยี่ยมของสหรัฐไว้ ในชื่อเรื่อง "รีสอร์ทพร้อมสนามกอล์ฟดีเยี่ยมที่สุดในสหรัฐ" ซีเอ็นเอ็น มันนี่ เกริ่นนำก่อนพาคนไทยผู้ชื่นชอบกีฬากอล์ฟ ไปรู้จักกับสนามเล่นดีเยี่ยมที่สุดในดินแดนแห่งเทพีเสรีภาพว่า สถานที่ตั้งของรีสอร์ทพร้อมสนามกอล์ฟทั้งหมดนั้น มีทำเลที่ตั้งอยู่ในมลรัฐต่างๆ ตั้งแต่ฮาวายไปจนถึงฟลอริดา

@ "Pinehurst Resort" เป็นรีสอร์ทพร้อมสนามกอล์ฟแห่งแรก ที่ขึ้นอันดับหนึ่งจากการนำเสนอของ Travel & Leisure มีสนามกอล์ฟให้ลองเล่นใหม่ 8 สนาม พร้อมสนามดั้งเดิมที่ออกแบบทำไว้ตั้งแต่ปี 2438 อีก 1 สนาม

Pinehurst ในอดีตเป็นสนามกอล์ฟอยู่ในใจของนักกอล์ฟทั่วอเมริกา และเป็นสนามเล่นเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่ผู้ชื่นชอบกอล์ฟในอเมริกา และประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ต้องรู้จักดี

ปัจจุบันสนามกอล์ฟแห่งนี้ยังคงสภาพเนินทรายกับเนินหญ้า ที่เหมาะให้นักกอล์ฟผู้มาเยือนแวะพักผ่อนที่รีสอร์ท ได้ทำทีออฟกันอย่างเพลิดเพลิน ตามหลุมต่างๆ บนเนินแต่ละจุดล้อมรอบด้วยต้นสนสูงออกใบเขียวตลอดทั้งปี โดย Travel & Leisure แนะนำว่าสนามกอล์ฟสนามที่สอง ได้รับการออกแบบและเป็นผลงานชิ้นเอกของโดนัลด์ รอสส์ คนดังในวงการกอล์ฟ สภาพสนามดังกล่าว เชื่อว่ายั่วใจบรรดานักหวดให้อยากวาดลวดลายแข่งกัน

หากนักกอล์ฟหรือนักหวดชาวไทยมือสมัครเล่นรายใด สนใจอยากค้นหาข้อมูลสนามกอล์ฟแห่งนี้ สามารถติดต่อโดยตรงได้ตามที่อยู่นี้ 1 Carolina Vista Drive Pinehurst, North Carolina 28374 800/487-4653 or 910/295-6811 หรือคลิกเข้าไปอ่านเองที่เวบไซต์ www.pinehurst.com

@ "Kiawah Island Golf Resort" รีสอร์ทพร้อมสนามกอล์ฟแห่งนี้ ตั้งอยู่ในมลรัฐแคโรไลนา เป็นสนามเล่นกอล์ฟติดกับชายทะเล เดิมพื้นที่นี้เป็นชายหาดส่วนบุคคล ทางเดินเป็นป่ามีต้นไม้เต็มไปหมด ขนาดพื้นที่มากกว่า 3,000 เอเคอร์ ซึ่งภายหลังได้รับการปรับปรุงจนสามารถปรับเป็นสนามกอล์ฟน่าตื่นตาตื่นใจให้ลองเล่นถึง 5 สนามด้วยกัน

Travel & Leisure ให้ข้อมูลจากการสำรวจว่า สนามเล่นหลักๆ ที่ดึงดูดใจให้ชอบกอล์ฟอยากมาเยือนรีสอร์ทแห่งนี้ น่าจะเป็นสนามมีชื่อว่า Ocean ออกแบบโดย "เพต ได" ซึ่งนักกอล์ฟในอเมริการู้จักดี และเพื่อจะได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติริมชายหาดใกล้ทะเล Travel & Leisureแนะให้เหล่านักกอล์ฟจอดรถทิ้งไว้ แล้วเดินไปตีกอล์ฟไปตามเนินหญ้าแทนการใช้รถ

นักกอล์ฟไทยทั้งใน และต่างประเทศรายใด สนใจอยากใช้บริการสนามกอล์ฟ Kiawah Island Golf Resort สามารถติดต่อได้ที่ 12 Kiawah Beach Drive Kiawah Island, South Carolina 29455800/654-2924 หรือคลิกเข้าไปที่เวบไซต์ www.kiawahresort.com

@ "Pebble Beach Resorts" รีสอร์ทพร้อมสนามกอล์ฟแห่งนี้ ตั้งอยู่ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งติดทะเล และอยู่ในบริเวณที่ เรียกว่า The Monterey Peninsula และเป็นรีสอร์ทมีสนามกอล์ฟอยู่ภายใน 3 สนาม ได้รับการออกแบบและมีชื่อแตกต่างกันไป

เริ่มจากสนามที่ชื่อว่า Spyglass Hill เป็นสนามมีลมพัดเย็นสบายได้กลิ่นอายทะเลกับต้นสน ที่มีอยู่ดาษดื่นเพราะสองข้างทางเดินบนสนามกอล์ฟ 1 ใน 3 สนามของ Pebble Beach Resorts เต็มไปด้วยป่าต้นสน

ส่วนสนามที่สองมีชื่อเรียกเหมือนอ่าวว่า Spanish Bay ลักษณะสนามทำเป็นลูกคลื่นสวยงาม สลับทางเดินเป็นสนามหญ้าตัดเรียบนุ่มสามารถนั่งหรือนอนเล่นพักขาได้แบบสบายๆ สนามหญ้าเป็นทางเดินกับเนินเรียบ มีเนินทรายได้รับการออกแบบทำขึ้นจากฝีมือมนุษย์สลับไปสลับมา สนามสุดท้ายมีชื่อเหมือนชายหาดที่ตั้งของรีสอร์ท คือ Pebble Beach เป็นเนินเหมือนหน้าผาสูง เป็นสนามทดสอบฝีมือของคนรักกอล์ฟ ที่ให้ผู้เล่นได้พักเหนื่อยสูดอากาศบริสุทธิ์ริมทะเล ก่อนจะเล็งตีลูกลงหลุมสุดท้ายเพื่อจบเกม

คนไทยที่รักกอล์ฟทั้งในและต่างประเทศ หากสนใจไปเยี่ยมเยียนหรือแวะพักรีสอร์ทพร้อมสนามกอล์ฟ Pebble Beach Resorts สามารถติดต่อได้ที่ Pebble Beach, California 93953 831/625-8518 หรือเจาะหาข้อมูลได้จากเวบไซต์ www.pebblebeach.com

@ "Four Seasons Scottsdale at Troon North" เป็นสนามกอล์ฟแห่งสุดท้ายสำหรับ การแนะนำคนชอบกอล์ฟ ให้รู้จักสนามเล่นดีสุดในสหรัฐเป็นตอนแรก ที่ Travel & Leisure นำเสนอ Troon North ถือเป็นสนามขึ้นชื่อน่าเล่นแห่งหนึ่งในมลรัฐแอริโซนา ตั้งอยู่ที่ 10600 East Crescent Moon Drive Scottsdale, Arizona 85262 800/332-3442 หรือ 480/515-5700

สนามกอล์ฟ 2 สนามออกแบบโดยทอม ไวส์คอฟและเจย์ มอร์ริช ที่ Troon North ได้รับความนิยมมากที่สุด มีความยาวทอดตัวไปตามหุบเขาเรียงกัน และติดตีนเขากินแนวยาวไปตามเนินทะเลทรายสูง ที่มีชื่อเรียกว่า Sonoran Desert และได้ร่มเงาจากยอดเขาสูงชื่อ Pinnacle Peak หากคนรักกอล์ฟต้องการข้อมูลเก็บไว้ใช้เมื่อมีโอกาสไปเยือนสนามแห่งนี้ สามารถคลิกเข้าไปที่เวบไซต์ www.fourseasons.com และคราวหน้าคอลัมน์นี้โปรดติดตามรายชื่อสนามกอล์ฟน่าเล่นที่สุดในสหรัฐอีก 5 แห่ง มานำเสนอกันเป็นตอนจบค่ะ
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #97 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2007, 12:12:17 AM »


Tricks and Tips

แนะนำคนชอบกอล์ฟ (จบ)

รู้จักสนามเล่นดีสุดในสหรัฐ


+++++++++++++++++++++
"ซีเอ็นเอ็น มันนี่ ยังมีสนามกอล์ฟน่าเล่นที่สุดในสหรัฐอีก 5 แห่ง เพื่อคนไทยที่มีโอกาสกับเวลาได้เก็บไว้เป็นข้อมูลการท่องเที่ยวในอนาคต" +++++++++++++++++++++

ฉบับที่แล้ว ซีเอ็นเอ็น มันนี่ ได้นำข้อมูลส่วนแรก จากการคัดเลือกด้วยการรับเสียงโหวตของผู้ติดตามข้อมูลใน Travel & Leisure ซึ่งเรียบเรียงเนื้อหาออกมา เป็นการเรียงอันดับสนามกอล์ฟยอดเยี่ยมของสหรัฐไว้ ในชื่อเรื่อง "รีสอร์ทพร้อมสนามกอล์ฟดีเยี่ยมที่สุดในสหรัฐ"

โดยข้อมูลของซีเอ็นเอ็น มันนี่ เป็นการให้ข้อมูลคนไทยผู้ชื่นชอบกีฬากอล์ฟ ได้รู้จักสนามเล่นดีเยี่ยมที่สุดในดินแดนแห่งเทพีเสรีภาพ ซึ่งมีสถานที่ตั้งของรีสอร์ทพร้อมสนามกอล์ฟอยู่ในมลรัฐต่างๆ ตั้งแต่ฮาวายไปจนถึงฟลอริดา สำหรับฉบับนี้เป็นตอนจบของเรื่อง เพื่อคนไทยได้สัมผัส รู้จักสนามกอล์ฟอีก 5แห่งที่น่าเล่นที่สุดในสหรัฐ

ผู้ดูแลคอลัมน์เองหวังเพียงว่า การถ่ายทอดข้อมูลครั้งนี้ ช่วยคนไทยที่ชื่นชอบกอล์ฟ ซึ่งมีโอกาสดีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก หรือถ้าต้องเสียก็มีกำลังทรัพย์มากพอ ได้มีข้อมูลเก็บไว้ใช้เผื่อท่องเที่ยวต่างแดนไปไกลถึงสหรัฐ จะได้ไม่พลาดกับการได้ลองสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน ที่มีสนามกอล์ฟดีเยี่ยมน่าเล่นที่สุดของอเมริกา

@"Kapalua Resort" สนามกอล์ฟแห่งนี้อยู่ในมลรัฐฮาวาย มีทะเลโอบล้อมใกล้ชิดกับธรรมชาติริมชายทะเลมหาสมุทรแปซิฟิก สนามกอล์ฟเคยเป็นสวนใช้ปลูกสับปะรดขนาดใหญ่ แต่ตอนหลังดัดแปลงเป็นสนามกอล์ฟขนาดใหญ่

สองด้านของพื้นที่เคยเป็นสวน เป็นที่ตั้งของโรงแรมสวยติดระดับโลกอย่าง Ritz-Carlton สนามกอล์ฟแห่งนี้มีประวัติจัดให้เป็นสนามแข่งขันกอล์ฟระดับโลก ในรายการพีจีเอ ทัวร์ เมอร์เซเดส แชมเปียนชิฟส์ด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยผู้รักกอล์ฟซึ่งคิดอยากไปสัมผัสลองเล่น จะเผชิญปัญหาผู้ใช้บริการเบียดเสียดแย่งกันจองเล่นสนามดังแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม หากคนไทยชอบกอล์ฟสนใจอยากได้ข้อมูลของสนามกอล์ฟดังแห่งนี้ สามารถติดต่อจากที่อยู่ 800 apalua Drive Lahaina, Hawaii 96761877/527-2582 หรือคลิกเข้าไปดูได้ที่ www.kapalua.com

@ "Bandon Dunes Golf Resort" ตั้งอยู่ในมลรัฐโอเรกอน หมายเลขที่ 57744 Round Lake Drive Bandon, Oregon 97411 541/347-4380 หรือ 888/345-6008 รีสอร์ทพร้อมสนามกอล์ฟสวยแห่งนี้ ทอดตัวยาวลักษณะคล้ายงู กินแนวยาวตามชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐที่มีลมพัดค่อนข้างแรง และเป็นที่ตั้งของเนินทรายเก่าแก่ที่สุดของรัฐ ชื่อว่า Bandon Dunes เป็นธรรมชาติไม่ควรพลาดกับการเข้าไปสัมผัส

เนินทราย Bandon Dunes เป็นธรรมชาติที่นักออกแบบสนามกอล์ฟชาวสก๊อตต์ เดวิด แมคเลย์ คิดด์ จรดปลายปากกาสร้างสรรค์สนามกอล์ฟสวยทอดตัวยาวไปตามแนวผากับเนินทรายสูง สลับกับเนินเขามีหญ้านุ่ม

ผู้มาเยือน และมาลองเล่นสนามกอล์ฟแห่งนี้ สามารถสัมผัสการออกแบบตามภูมิทัศน์ของสกอตแลนด์ ที่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติริมทะเลมหาสมุทรแปซิฟิก คนไทยรักกอล์ฟสามารถคลิกดูรายละเอียดสนามกอล์ฟได้ที่ www.bandondunesgolf.com

@ "Princeville Resort" รีสอร์ทพร้อมสนามกอล์ฟแห่งนี้ ตั้งอยู่หมายเลขที่ 5520 Kahaku Road Princeville, Hawaii 96722 800/826-4400 หรือ 808/826-9644 ถ้าคนไทยรักกอล์ฟอยากได้รายละเอียด เจาะเข้าไปหาอ่านได้ที่เวบไซต์ www.princeville.com และหากมีโอกาสมาเที่ยวมลรัฐฮาวาย ไม่ควรพลาดสนามกอล์ฟ ที่ได้รับการออกแบบโดย โรเบิร์ต เทรนต์ โจนส์ จูเนียร์

สนามกอล์ฟแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ของรีสอร์ท ที่มีพื้นที่กว้างยาวเหยียด มีชื่อเรียกว่า The Prince เป็นสนามขึ้นชื่อว่าออกแบบขึ้นมาทดสอบทำให้ผู้เล่นเหงื่อตก หรือตีลูกลงหลุมได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งในฮาวาย เพราะบางหลุมอยู่บนเนินสูงอยู่เหนือน้ำทะเลมหาสมุทรแปซิฟิก

@ "Boulders Resort & Golden Door Spa" สนามกอล์ฟแห่งนี้อยู่ในมลรัฐแอริโซนาเช่นกัน ตั้งอยู่หมายเลขที่ 34631 North Tom Darlington Drive Carefree, Arizona 85377 800/553-1717 หรือ 480/488-9009 หรือค้นหาข้อมูลได้จากเวบไซต์ www.theboulders.com สนามกอล์ฟแห่งนี้มีหลุม ให้พัทลูกลงถึง 36 หลุม ตัวรีสอร์ทตั้งอยู่ทางตอนเหนือของฟีนิกซ์ สนามทอดตัววนเวียนไปตามสภาพภูมิทัศน์เป็นหินแกรนิตไนต์ขนาดใหญ่ ตั้งเรียงรายไปตามเนินทรายสูง Travel & Leisure แนะนำนักกอล์ฟชอบความท้าทายต้องลองเล่นสนามที่อยู่ใต้สุด

@ "The Greenbrier" สนามกอล์ฟแห่งสุดท้ายนี้ อยู่ในมลรัฐเวสเวอร์จิเนีย หมายเลขที่ 300 West Main Street White Sulphur Springs, West Virginia 24986 800/624-6070 หรือ 304/536-1110 สิ่งดึงดูดใจให้มาเยือนนอกเหนือจากสนามกอล์ฟที่น่าเล่นแล้ว คือน้ำพุร้อนตามธรรมชาติสนามกอล์ฟและน้ำพุร้อน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวดึงดูดใจให้มาเยือนตั้งแต่ปี 2321 ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้นตามกาลเวลาและยุคสมัย

The Greenbrier มีสนามกอล์ฟย่อยๆ เรียงรายกันอยู่ถึง 3 สนาม ให้เดินและวิ่งตามลูกกอล์ฟ โดยเฉพาะ Old White เป็นชื่อสนามที่นักกอล์ฟคนดังแซม สนีด เคยทำโฮลอินวันได้ในการแข่งขันรอบสุดท้าย คนรักกอล์ฟรายใดสนใจอยากหาข้อมูลเพิ่มเติม สามารถคลิกเข้าไปได้ที่ www.greenbrier.com
[/color]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 19, 2007, 12:12:59 AM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #98 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2007, 12:27:59 AM »

สุขกาย

มองตารู้ยิ่งกว่าใจ

ลักษ์โตเย่น วุฒิศักดิ์

ดวงตาไม่ได้เป็นแค่หน้าต่างของหัวใจเท่านั้น ไม่เชื่อลองถามหมอดูสิ แค่ได้มองตาเท่านั้น หมอก็รู้ไปถึงตับไตไส้พุงแล้ว เชื่อไหม?

ลองสังเกตดูง่ายๆ เวลาที่เราไม่สบายและไปหาหมอ อุปกรณ์พื้นฐานที่สุดที่แพทย์ใช้ตรวจอาการคือ ไฟฉาย หมอจะ "แหกตา" (แหกจริงๆ ไม่ได้หลอก) แล้วใช้ไฟฉายส่องดูการขยายของม่านตา และสังเกตสีตาว่ายังขาวใสสวยเป็นปกติ หรือดูแล้วเห็นเป็นสีเหลือง ซึ่งสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าอาจเกิดความผิดปกติขึ้นในตับ เพราะฉะนั้นหากใครมาว่าเราขี้ขลาดตาขาวก็ให้สบายใจได้ว่า สุขภาพเรายังปกติดีอยู่

โรคตับที่เรารู้จักกันดีก็คือ ตับแข็ง ตับอักเสบ แพทย์ก็จะส่งตัวคนไข้ไปเจาะเลือดเพื่อดูเอนไซม์ในตับ เพื่อค้นหาต้นตอที่ทำให้ตับผิดปกติ โดยมากแล้วผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งคือ "ไวรัสตับอักเสบ"

ไขรหัส"เอ บี ซี อี"

ศ.นพ.สิน อนุราษฎร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เล่ากรณีของผู้ป่วยรายหนึ่งให้เป็นอุทาหรณ์ว่า คนไข้คนหนึ่งอายุ 40 ต้นๆ ธุรกิจการงานกำลังไปได้สวย ตรวจพบเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบชนิดบี แต่จำนวนเชื้อไวรัสค่อนข้างต่ำ จึงไม่เกิดอาการผิดปกติ

"เขาไม่ยอมมาตามหมอนัดให้มาเจาะเลือดตรวจจำนวนไวรัส รวมทั้งตรวจเอนไซม์ดูการทำงานของตับ ทุก 3 เดือน โดยอ้างถึงความจำเป็นทางธุรกิจทำให้ไม่มีเวลาว่างพอ หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี คนไข้หนุ่มไฟแรงคนนี้ก็กลายเป็นผู้ป่วยมะเร็งตับ แต่โชคดีที่มะเร็งตับมีขนาดเล็กกว่า 5 เซนติเมตร ก็เลยรักษาได้ด้วยการผ่าตัดและคีโมบำบัด" หมอใหญ่จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เล่าเหตุการณ์

ถึงแม้เรื่องราวของไวรัสตับอักเสบจะถูกนำเสนอมาเป็นระยะ แต่คนไทยยังรู้จักและเข้าใจเรื่องไวรัสตับอักเสบไม่มาก ทั้งยังมองข้ามความสำคัญของการตรวจสุขภาพตับ โดยเฉพาะการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ ตัวการก่อโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ใครที่เคยอ่านข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบมาแล้ว ลองมาทบทวนความจำกัดอีกสักทีดีไหม

ไวรัสตับอักเสบแบ่งเป็น 4 ชนิดคือ เอ บี ซี อี ตัวเอกับอีไม่มีปัญหา เพราะร่างกายขับออกได้โดยอัตโนมัติ ส่วนที่สร้างปัญหาให้กับมนุษย์ก็คือบีกับซี ซึ่งมีรูปแบบการแพร่เชื้อเหมือนกับไวรัสเอชไอวี ก็คือทางเลือด เข็มฉีดยาและเพศสัมพันธ์ เช่น รับเลือดบริจาคที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น การสัก เจาะหู เจาะตามร่างกาย สำส่อนทางเพศ นอกจากนี้ทารกแรกเกิดก็สามารถรับเชื้อไวรัส จากมารดาขณะคลอด

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันชนิดบี ซึ่งให้กับทารกแรกเกิดทุกคน ประกอบกับผู้ใช้ยาเสพติดแบบเข็มฉีดลดลง และเลือดบริจาคก็ผ่านการตรวจวิเคราะห์ที่เข้มงวดขึ้น ดังนั้นแนวโน้มในอนาคตชนิด บี ซี จะลดลงชัดเจน แม้ว่าในส่วนของชนิด ซี จะยังไม่มีวัคซีนป้องกันก็ตาม

"ชนิดบี ซี ไม่ติดต่อทางน้ำลาย ส่วนชนิด เอ ติดต่อได้ทางน้ำลาย แต่ร่างกายจะขับออกหมดโดยอัตโนมัติ ฉะนั้น การใช้ช้อนกลางเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบดูไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกันเท่าไร" ศ.นพ.สิน กล่าว

มองแววตาทะลุถึงตับ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ ส่วนการตรวจด้วยการดูตาขาวว่าเป็นสีเหลืองหรือไม่นั้น ก็ใช้ได้กับกลุ่มคนเพียง 10-15% เท่านั้น ผู้รับเชื้อส่วนที่เหลือก็จะไม่แสดงอาการใดๆ กระทั่งตับถูกทำให้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นตับอักเสบ จึงจะรู้ตัว อาการที่ปรากฏก็คือ เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำคล้ายหวัด นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าตนเองป่วยเป็นไข้เท่านั้น

แต่อาการที่ต่างจากการเป็นไข้คือ ปัสสาวะของผู้ที่ตับอักเสบ จะออกสีเหลืองเข้มคล้ายกับสีกาแฟ หรือน้ำอัดลมชนิดน้ำดำ และร่างกายก็เริ่มแสดงสีเหลืองออกมา หากคนไข้ที่รับเชื้อ ซี ยอมรับการรักษาสม่ำเสมอ ไม่รับเชื้อไวรัสเพิ่ม ไม่ดื่มสุรา ซึ่งทำให้ตับทำงานหัก โอกาสหายขาดมีกว่า 25-50% ขณะที่ชนิด บี แม้จะรักษาไม่หายขาด แต่ก็มียาควบคุมจำนวนไวรัสตับอักเสบไม่ให้ลุกขึ้นมาแผลงฤทธิ์


ส่วนผู้ที่รับเชื้อแต่เพิกเฉยต่อการรักษา อาการตับอักเสบจะก้าวสู่ภาวะตับแข็ง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อชีวิตสูงจากโรคแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อรุนแรง โดยเฉพาะการติดเชื้อในช่องท้อง ภาวะตับวาย ผู้ป่วยตับแข็งยังมีโอกาสเกิดมะเร็งตับมากถึง 30% และเป็นที่ทราบกันดีว่า มะเร็งตับมีอัตราการรอดชีวิตต่ำมาก โดยเฉลี่ยเพียง 4-6 เดือนเท่านั้น

ร้อยละ 10 ของคนไทยเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ บี ซึ่งโดยทั่วไปร่างกายจะมีระบบภูมิคุ้มกัน ที่คอยกดหรือคุมจำนวนไวรัสไว้ แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอก็เปิดโอกาสให้ไวรัสเพิ่มจำนวนได้ ทางการแพทย์ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัด ว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้ไวรัสตับในผู้ป่วยพาหะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จนทำให้ตับอักเสบและกลายเป็นมะเร็ง

"ตรวจสุขภาพประจำปีนี้ อย่าลืมเพิ่มการตรวจตับอักเสบไว้ในโปรแกรมตรวจสุขภาพด้วย อย่าน้อยคุณควรจะรู้ตัวว่า ตับยังอยู่ดีหรือไม่" คำแนะนำส่งท้าย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 09:12:04 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #99 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2007, 12:43:06 AM »


สุขกาย

ลมหนาวมาเยือน

สาลินย์ ทับพิลา

ลมหนาวพัดพาอากาศเย็นเยียบ คนที่อยู่ต่างจังหวัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคเหนือ ได้โอกาสเปิดตู้เสื้อผ้าหาเสื้อกันหนาวสวยๆ มาใส่กันได้แล้ว อากาศเย็นอย่างนี้เป็นเรื่องปกติที่ช่วงนี้หลายคนจามฮัดเช้ย หรือเสียงแหบแห้ง น้ำมูกไหลย้อย จมูกหายใจได้ข้างเดียวเพราะอากาศเปลี่ยนแปลง

ถึงแม้อาการหวัดจะเป็นเรื่องปกติ ใครไม่เป็นหวัดต่างหากที่ผิดปกติ แต่เพื่อความไม่ประมาท คงต้องสังเกตอาการน้ำมูกด้วยว่า มีสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อนมาด้วยหรือเปล่า

“หากรู้สึกว่าเป็นหวัดนานเกิน 5-7 วัน น้ำมูกและเสมหะเขียวอยู่ตลอดเวลา ให้สงสัยว่าตนเองเป็นไซนัสอักเสบ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป” น.พ.สมศักดิ์ หวานกิจเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์หู คอ จมูก กรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำ

หลายคนนิ่งนอนใจกับน้ำมูกและเสมหะด้วยคิดว่าเป็นเพียงอาการหวัดธรรมดา หรือส่วนมากคิดว่าเป็นเพราะโรคภูมิแพ้ที่ตนเป็นอยู่ แต่แท้ที่จริงแล้ว คนเราอาจจะเป็นโรคไซนัสอักเสบได้ไม่รู้ตัว

ที่จริงคำว่าไซนัส เป็นคำเรียกโพรงอากาศรอบๆ จมูก ซึ่งคนเราจะมีโพรงอากาศเหล่านี้อยู่ 4 คู่ บริเวณโหนกแก้ม, หัวตา, หัวคิ้ว และด้านหลังศีรษะ น.พ.สมศักดิ์ อธิบายว่า ปัจจุบันยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ไซนัสทำหน้าที่อะไร แต่เชื่อกันว่า โพรงไซนัส ทำหน้าที่สร้างเยื่อเมือกที่จะคอยป้องกันสิ่งสกปรกเข้าสู่จมูก ในขณะที่บางรายเชื่อว่า ไซนัสเป็นหลักฐานแสดงวิวัฒนาการของมนุษย์ที่สามารถเดิน 2 ขาได้ เนื่องจากโพรงไซนัสในกะโหลกทำให้ส่วนหัวมีน้ำหนักเบาลงกว่า 10 กิโลกรัม ทำให้สามารถเดิน 2 ขาได้สบาย ต่างจากสัตว์ 4 เท้าอื่น

“คนไทยเป็นไซนัสอักเสบกันบ่อย โดยมากเกิดตามหลังโรคภูมิแพ้ ซึ่งอุบัติการณ์โรคภูมิแพ้ในไทยตกราว 30% ของประชากรทั้งหมด ที่สำคัญ โรคไซนัสอักเสบ เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย” คุณหมอผู้เชี่ยวชาญกล่าว

ส่วนไซนัสอักเสบเป็นอาการติดเชื้อโรคไม่ว่าจะเป็นไวรัส เชื้อราหรือแบคทีเรียจากโรคบริเวณจมูก คือ ภูมิแพ้ ริดสีดวงจมูก เนื้องอกในจมูก บางครั้งเกิดจากฟันผุ โดยเฉพาะฟันบนที่รากฟันอยู่ใกล้โพรงไซนัส หากรากฟันผุหรือเน่า เชื้อโรคก็มีโอกาสติดต่อไปยังโพรงไซนัสได้

การตรวจวินิจฉัย แพทย์จะดูประวัติอาการของผู้ป่วยก่อน จากนั้นทำการส่องกล้องตรวจภายในโพรงจมูก ว่ารูเปิดไซนัสมีหนองหรือสารคัดหลั่งไหลออกมาปิดหรือไม่ ถ้าพบอาจสันนิษฐานได้ว่ามีอาการไซนัสอักเสบ

ไซนัสอักเสบมี 2 แบบ คือ ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน ที่เกิดขึ้นทันที และไซนัสอักเสบเรื้อรัง ที่เป็นมานานเกิน 3 เดือน ซึ่งการรักษาก็จะแตกต่างกัน หากเป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลันจะให้ยาปฏิชีวนะ แต่ในกรณีของผู้ป่วยไซนัสอักเสบเรื้อรัง การใช้ยาจะไม่ค่อยได้ผล จำเป็นต้องอาศัยการผ่าตัด เพื่อเปิดรูเปิดโพรงไซนัสให้เกิดการระบายออกของเยื่อเมือกและสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น หนอง เป็นต้น

การผ่าตัดแบบเดิมใช้วิธีการส่องกล้อง โดยสอดกล้องเข้าไปในจมูก และใส่เครื่องมือตามเข้าไปเปิดโพรงไซนัส แต่ปัจจุบัน มีแนวทางการรักษาแบบใหม่ประยุกต์ใช้บอลลูนรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มาช่วยขยายรูเปิดโพรงไซนัส

การใช้บอลลูนรักษาไซนัสอักเสบเรื้อรังนี้เป็นการคิดค้นของแพทย์สหรัฐเมื่อ 2 ปีก่อน และนำมาในไทยเมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา แพทย์จะสอดบอลลูนเข้าไปขยายรูเปิดไซนัสที่เป็นปัญหา โดยจะใช้เครื่องเอกซเรย์แบบต่อเนื่อง (Fluoroscope) เพื่อให้แน่ใจว่าบอลลูนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง หลังจากนั้น จึงทำการขยายบอลลูน เพื่อให้รูเปิดของไซนัสเปิดออก ทำให้การระบายเยื่อเมือกรวมทั้งสารคัดหลั่งต่างๆ ที่ตกค้างในโพรงอากาศไซนัส สามารถระบายออกมาได้โดยง่าย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และหายจากโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังในที่สุด

“ข้อดีของการใช้บอลลูนรักษาโรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง คือ เป็นการใช้บอลลูนในการถ่างขยาย ซึ่งไม่ทำลายเนื้อเยื่อต่างๆ เลือดออกน้อย ระยะการพักฟื้นร่างกายเร็วขึ้น นอนโรงพยาบาลเพียง 1 คืน ที่สำคัญ ปลอดภัยและได้ผลดี โดยไม่มีรายงานอาการแทรกซ้อนอื่นๆ” ผู้อำนวยการ ศูนย์หู คอ จมูก กรุงเทพ กล่าว

แม้จะเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แต่แพทย์ชี้เฉพาะว่า ผู้ป่วยที่จะใช้บอลลูนรักษาไซนัสอักเสบต้องเป็นอาการเรื้อรังนานเกิน 3 เดือน ใช้ยารักษาไม่ได้ผล แต่ไม่สามารถใช้กับผู้ที่เคยผ่าตัดรักษาไซนัสอักเสบหรือผ่าตัดในช่องจมูกจนเกิดแผลเป็นมาแล้ว เพราะการใช้บอลลูนอาจจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

แพทย์ที่สามารถผ่าตัดใส่บอลลูนขยายโพรงไซนัส ต้องได้รับการอบรมเพื่อรักษาด้วยวิธีนี้โดยเฉพาะ ปัจจุบัน ในประเทศไทย มีแพทย์ที่สามารถรักษาไซนัสอักเสบเรื้อรังโดยใช้บอลลูนได้ เช่น แพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลเอกชนอีก 4 แห่ง

ส่วนการกลับมาเป็นอีก น.พ.สมศักดิ์ชี้ว่า ต้องขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากเกิดจากภูมิแพ้ ผ่าตัดแล้ว ไม่ดูแลรักษาโรคภูมิแพ้ของตน โอกาสที่ไซนัสจะอักเสบอีกก็เกิดได้ แต่หากดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของตน หาสาเหตุและแก้ไข โอกาสหายขาดก็สูงมากเช่นกัน

“ไซนัสอักเสบเป็นโรคที่รักษาหายขาดได้ แต่ต้องดูสาเหตุการเกิดและแก้ที่สาเหตุนั้นด้วย” ผู้อำนวยการศูนย์หู คอ จมูก โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าว
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 9   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!