เว็บบอร์ด Taladhoon.com
กันยายน 15, 2014, 11:01:37 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บริษัท ไอ อาร์ เอส ฯ จัดอบรมหลักสูตรการวิเคราะห์หุ้น "เรียนก่อน...รวยกว่า รุ่นที่ 4 ตอน 3 หนุ่ม 3 มุม" 14,21 ก.ย. 2557***ราคาพิเศษสุดๆ...เรียน 2 วันเต็ม สมัครก่อน 5 กันยายน 57 จากราคาเต็ม 10,000 ลดเหลือเพียง 6,500 บาท ***
http://www.taladhoon.com/taladhoon/board/index.php?topic=14170.msg154634#msg154634
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9   ลงล่าง
  พิมพ์  
| | ผู้เขียน หัวข้อ: รู้ไหมคะว่า...(แสนรู้)  (อ่าน 97348 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #175 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2008, 03:50:10 PM »



กฎหมาย.."ผังเมือง"เรื่องต้องรู้

:ช่องทางเกาะติดข้อกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติเรื่องผังเมือง กฎหมายรวมสำหรับจัดระเบียบการใช้พื้นที่ในกรุงเทพมหานคร หลักเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ แม้จะเป็นเรื่องน่ารำคาญ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธหรือหลบเลี่ยงได้

เช่นเดียวกับกฎระเบียบ กฎหมายและหลักเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคุณสามารถเข้ามาค้นหาข้อมูลได้ด้วยตัวเองง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์ของสำนักผังเมืองกรุงเทพมหานคร (Department of City Planning) ในเว็บไซต์ www.bma-cpd.go.th

ในเว็บไซต์นี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติให้ผู้ที่สนใจ เข้าไปศึกษาหาข้อมูล โดยเฉพาะเรื่องผังเมือง กฎหมายรวมสำหรับจัดระเบียบการใช้พื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเกี่ยวข้องกับทุกคน ด้วยข้อมูลและกิจกรรมหลากหลาย เช่น การประกวดแบบองค์ประกอบของศูนย์ชุมชนเมือง ในพื้นที่ชานเมืองตะวันออกของกรุงเทพมหานคร, โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน

ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง ใช้หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภท ริมถนนวงแหวนอุตสาหกรรมทั้งสองฟาก ฯลฯ มีผลใช้บังคับ 26 มกราคม 2549, ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง ใช้หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภทริมถนนหลวงแพ่งทั้งสองฟาก ฯลฯ มีผลใช้บังคับ 26 มกราคม 2549, ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง ใช้หรือเปลี่ยนการใช้อาคารฯ ริมถนนสายเชื่อมระหว่าง ถนนสาธุประดิษฐ์ กับถนนพระรามที่ 3 ทั้งสองฟาก มีผลใช้บังคับวันที่ 15 ก.ค.2548, ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง (ค้าปลีกค้าส่ง) ใช้บังคับ 1 พฤษภาคม 2548, ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง อาคารประเภทป้ายฯ ใช้บังคับ 24 มีนาคม 2549

คุณสามารถเข้าไปค้นหาข้อมูล เกี่ยวกับกฎหมายผังเมืองที่จำเป็นต้องรู้ หรือที่ต้องการทราบเพิ่มเติมได้ในหลายข้อ อาทิ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร การจัดรูปที่ดิน แผนพัฒนาเมือง ตลอดจนระบบสารสนเทศน์ทางภูมิศาสตร์ (GIS) รวมทั้งสามารถตรวจสอบผังเมืองได้ด้วยตัวเอง
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #176 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2008, 04:05:01 PM »


:ปลาหิมะกับซอสมิโซ เมนูปลาจานเด่นของเชฟสตีเฟน ไรท์

สด...จากก้นบึ้ง

ร้านอาหารหลายแห่งมีปลาทะเลน้ำลึกสดใหม่ปรุงเป็นเมนูอร่อยพร้อมเสิร์ฟ แต่เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าปลาเหล่านี้เดินทางข้ามโลกมาพร้อมความสดได้อย่างไร...

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ในบรรดาเนื้อสัตว์ที่บริโภคกันทุกวันนี้ สำหรับคนรักสุขภาพไม่ว่าจะเดินเข้าร้านอาหารไทย จีน ยุโรป ญี่ปุ่น อินเดีย อาหารจานหลักที่นิยมสั่งคือเมนูที่ปรุงจาก 'ปลา' ซึ่งอุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ โดยเฉพาะถ้าเป็นปลาทะเลน้ำลึกจะมีโอเมก้า-3 (OMEGA-3) กรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ร้านอาหารหลายแห่งมีปลาทะเลน้ำลึกสดใหม่ปรุงเป็นเมนูอร่อยพร้อมเสิร์ฟ แต่เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าปลาเหล่านี้เดินทางข้ามโลกมาพร้อมความสดได้อย่างไร...

 "ในฝรั่งเศสเรือประมงจะเข้าฝั่งวันอังคารช่วงเช้า ปลาที่เรือประมงจับได้จะนำไปประมูลที่ตลาดปลาในช่วงเช้า และมาส่งที่โกดังเพื่อบรรจุในน้ำแข็ง พอตรวจสอบเรียบร้อยแล้วก็จะใส่ลังขนส่ง เนื่องจากกฎที่ฝรั่งเศสจะต้องนำสินค้าไปเก็บไว้ในสถานี  24 ชั่วโมง ก่อนเครื่องออกเพื่อความปลอดภัย ทำให้สินค้าต้องเสร็จภายในวันอังคาร และเข้าสนามบินวันเดียวกันในช่วงบ่าย และเอาไปขึ้นเครื่องในวันพุธมาถึงไทยในวันพฤหัสบดี เชฟจะได้รับปลาในวันเดียวกับที่เราได้รับคือวันพฤหัสบดีเช้า ของทุกอย่างก็จะส่งไปโรงแรมในวันนั้น เพราะเนื่องจากวันศุกร์จะเป็นวันที่โรงแรม หรือร้านอาหารยุ่งมาก ๆ ต้องมีของเตรียมเพื่อขายในวันศุกร์ตอนเย็น เพราะฉะนั้นทุกร้านจะได้ปลาในวันพฤหัสบดี รวมใช้เวลา 2 วัน จากต้นทางและวันที่ถึงมือเราก็ต้องถึงมือเชฟด้วย"

 คุณนันทิยา เหมอังกูร ผู้จัดการทั่วไป Gourmet One Food Service (Thailand) Co., Ltd. ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารจากทั่วโลก เล่าให้ฟัง

 ช่วงเวลา 2 วัน ไม่นานเท่าไรนัก สำหรับการเดินทางจากทะเลลึกข้ามโลกสู่ครัวของเชฟ แต่สำหรับปลาที่ต้องการความสดใหม่เพื่อรสชาติที่ดีที่สุด ต้องพึ่งการควบคุมอุณหภูมิ

 "การที่เก็บอาหารประเภทปลา หรือเนื้อ อยู่ในอุณหภูมิที่ 0 องศาเซลเซียส จะทำให้แบคทีเรียไม่ทำงานแต่มันจะโตได้ในอุณหภูมิ 1-2 องศาเซลเซียส ถ้าห้องที่อุณหภูมิเกินกว่า 1-2 องศาเซลเซียส และเก็บสินค้าไว้นานๆ จะทำให้เน่าและเสีย เพราะแบคทีเรียจะเริ่มทำงาน ส่วนจะเน่าเสียช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ถ้าเย็นมากแบคทีเรียก็จะทำงานช้า แต่ถ้าห้องอุณหภูมิสูงหน่อยก็โตเร็ว"

 การควบคุมอุณหภูมิยังแบ่งออกเป็นการ 'แช่แข็ง' และ 'แช่เย็น' ซึ่งมีวิธีการและให้ผลที่แตกต่างกัน

 "การแช่เย็นเวลาเก็บปลาต้องใส่พลาสติกเอาไว้ก่อนแช่ในน้ำแข็ง เพื่อที่เวลาน้ำแข็งละลายจากน้ำจะไม่ไปอมอยู่ในเนื้อปลา ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ในถุงพลาสติกก่อนแล้วเอาน้ำแข็งอัดกดให้แน่นเพื่อจะได้ไม่ละลายเร็ว จากนั้นเอากล่องเข้าตู้ควบคุม ความเย็นส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 0-4 องศาเซลเซียส ไม่สูงไปกว่านี้จะทำให้เนื้อปลาเก็บได้นาน ส่วนใหญ่ปลาทะเลที่มาจากเรือประมง เขาจะเก็บไว้ใต้ท้องเรือที่เป็นห้องน้ำแข็งที่ใส่น้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ ปลาจะอยู่กับน้ำแข็งที่เย็นและความชื้นที่มาจากน้ำแข็งจะทำให้ปลาไม่แห้งมีความชุ่มชื้น ถ้าอุณหภูมิน้อยกว่านี้ หรือแช่แข็งปลาจะแห้ง" คุณนันทิยา บอก...

"การแช่แข็งจะเก็บรักษาได้นานกว่า เวลาบรรจุถ้าไม่ให้มีอากาศเข้า ปลาอาจจะเก็บไว้ได้เป็นปี แต่ถ้ามีฟองอากาศเข้าไปจะทำให้มีแบคทีเรียและถ้าอากาศที่อยู่ในห้องนั้นไม่สะอาด กลิ่นทุกๆ กลิ่นก็จะถูกดูดเก็บไว้ในเนื้อปลาและตัวปลาทั้งหมด"

 เราคุ้นเคยกับเนื้อปลาที่แล่เป็นชิ้นสวยงาม ปรุงหอมกรุ่นมาในจาน แต่ความจริงแล้วปลาทะเลน้ำลึกเหล่านี้ส่วนใหญ่เดินทางมาถึงมือเชฟในสภาพของปลาทั้งตัว

 "ส่วนใหญ่จะมาเป็นตัวแบบผ่าท้องแล้วเอาไส้ออกทำความสะอาดเรียบร้อย แต่ไม่ขอดเกล็ดเพราะต้องการเก็บความสดบนผิวหนังไว้ และจะบรรจุมาในลังโฟมใส่น้ำแข็งอัดไว้ด้านบนให้แน่นเพื่อรักษาความสดของปลา แต่ส่วนใหญ่ปลาที่เข้ามาในเมืองไทยยังสดมาก เพราะว่าน้ำแข็งไม่ละลายเพราะช่วงเวลาที่ขนส่งมาทางเครื่องบิน อุณหภูมิในห้องเก็บสินค้าใต้ท้องเครื่องบนอากาศจะมีความเย็นมาก พอลงมาถึงก็เข้าห้องเย็นในสนามบินทันที สินค้าจะถูกแปะสติกเกอร์ว่าเป็นสินค้าบอบบาง และต้องเก็บในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 8 องศาเซลเซียสเท่านั้น"

 นอกจากเหตุผลเรื่องการเก็บรักษาความสด เชฟยังสามารถใช้ประโยชน์จากปลาทั้งตัวได้อีกด้วย

 "ส่วนอื่นๆ ของปลายังเอาไปใช้งานได้ทุกส่วน เช่น ปลาเทอร์บอท (Turbot) เป็นปลาตัวแบนๆ ตัวใหญ่ๆ ว่ายน้ำเหมือนปลากระเบน ปลาชนิดนี้อยู่ในทะเลน้ำลึกมากและมีไขมันเยอะมาก... เชฟจะแล่เสิร์ฟเฉพาะเนื้อโดยใช้วิธีถลกหนังออกก่อน ส่วนหนังจะไปต้มทำ Fish Jelly เอาไขมันของปลาออกเพื่อไปทำ เทอร์รีน (Terrine) ส่วนกระดูกจะเอาไปต้มซุป ใช้ได้ทุกชิ้นส่วนไม่มีเสียของ"

 แต่บางครั้งปลาก็ถูกตัดแต่งก่อนและส่งมาในสภาพ 'แช่แข็ง'

 "ส่วนใหญ่ที่สั่งเป็นเนื้อปลาที่แล่เอาก้างออกแล้ว (Fillet) เพื่อต้องการประหยัดเวลาที่จะต้องหั่นปลา เพราะถ้ามีงานเลี้ยงใหญ่มากประมาณ 700-800 คน คงไม่ทัน...หรือบางร้านที่ต้องการควบคุมปริมาณต่อจาน หรือควบคุมต้นทุนไม่ต้องการให้เกิดการสูญเปล่า ก็จะสั่งเป็นเนื้อปลาแล่แช่แข็ง จะรู้เลยว่าซื้อมา 1 กิโลกรัม ก็จะได้ 1 กิโลกรัมแน่ๆ และไม่มีสูญเปล่า...ข้อเสียคือถ้าขนส่งไม่ดีเนื้อปลาจะแหลก เพราะเนื้อปลาโดนตัดออกจากกระดูกเป็นชิ้นเนื้อแล้ว ถ้าวางหงายหน้าเนื้อปลาจะแบะออก ต้องใช้พลาสติกหุ้มเป็นชั้นๆ เพื่อรักษาเนื้อปลาให้คงคุณภาพให้เหมือนเดิมให้ได้มากที่สุด เพราะถ้าเนื้อปลาแตกนำไปเสิร์ฟในจานจะแตกเป็นชิ้นจะไม่สวย ตลอดทางที่ขนส่งต้องรักษาอุณหภูมิให้ต่ำกว่า 8 องศาเซลเซียสตลอด"

 ปลาทะเลน้ำลึกที่นำเข้ามาในบ้านเรามาจากหลายประเทศ เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฯลฯ เฉพาะที่ Gourmet One นำเข้ามามีปริมาณกว่า 2,000 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ ในปลาจำนวนมากนี้ไม่เพียงจำแนกด้วยสายพันธุ์ แต่ยังแตกต่างด้วยวิธีการจับปลาด้วย

 "เชฟส่วนใหญ่นิยม ปลาเทอร์บอท (Turbot)  โดเวอร์โซล (Doversole) และ ซีแบส (Seabass) ปลาซีแบส จะมีหน้าตาเหมือนปลากะพงมีทั้งปลาเลี้ยงและปลาทะเล ปลาเลี้ยงใหญ่ที่สุดจะมีขนาดไม่เกิน 2 กิโลกรัม ปลาทะเลจะมีน้ำหนักประมาณ 3-10 กิโลกรัม แต่วิธีการขายของฝรั่งเศส เวลาสั่งต้องสั่งให้ดี เพราะมีทั้ง ไวลด์ ซีแบส (Wild Seabass) ธรรมดาและแบบจับด้วยเบ็ด ถ้าตกด้วยเบ็ดจะอร่อยกว่าจับด้วยอวน เพราะฉะนั้นปลาทุกตัวที่ตกด้วยเบ็ดจะมีหมายเลขกำกับที่แก้มบอกเลยว่าเป็นตัวที่เท่าไร เชื่อกันว่า ปลาที่ตกด้วยเบ็ดจะต้องต่อสู้กันก่อน เพราะฉะนั้นเนื้อจะแข็งและอร่อย เชฟจะบอกเลยว่าขอแบบจับด้วยเบ็ดเท่านั้น และถ้าไม่มีป้ายหรือเบ็ดติดปากมาก็ไม่ต้องมาส่ง ปลาที่ตกด้วยเบ็ดจะมาจากฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่ ถ้าที่อื่นจะไม่ระบุ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก ฝรั่งเศสเป็นชาติที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการกินมาก พิถีพิถัน ของทุกอย่างจะต้องตีตราหมด"

 ปลายอดนิยมอย่าง ปลาแซลมอน ที่มีเสิร์ฟในร้านอาหารแทบทุกสัญชาติ มีปริมาณนำเข้านับได้ถึง 1,000 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ และแตกต่างทั้งที่มาและสายพันธุ์ คุณนันทิยา ให้ความรู้ว่า...

 "ตลาดปลาแซลมอนเมื่อก่อนเชื่อว่า นอร์วีเจี้ยน แซลมอน (Norwegian Salmon) จะดีที่สุด แต่มาระยะหลังราคาถูกลงเพราะเลี้ยงกันมาก และเลี้ยงด้วยอาหารทำให้เนื้อปลามีสีเข้ม เหมือนจะเอาแต่ผลผลิตไม่เน้นคุณภาพเท่าที่ควร ส่วนใหญ่ปลาที่เข้ามาในบ้านเราเป็นปลาแช่แข็ง มาระยะหลังตลาดเราก็เปลี่ยนจากการแช่แข็งมาเป็นแช่เย็นแทนเพราะคุณภาพดีกว่า และเริ่มนำเข้าปลาแซลมอนจากหลายแหล่งมากขึ้น เช่น สก็อตติช แซลมอน (Scottish Salmon) จากอังกฤษ สกอตแลนด์ หรือแซลมอนจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ทุกชนิดหน้าตาต่างกัน มีทั้งหน้าแหลม หน้าสั้น หน้ายาว สีต่างกัน เนื้อต่างกัน

 แซลมอนจะมีการจัดเกรดเป็นชาร์ทของสี เช่น สีส้มมากเกรดนี้ ถ้าส้มขนาดนั้นจะเป็นปลาอาหารเลี้ยง ตลาดประเภทกลางหรือล่าง เวลาสั่งปลาจากนอร์เวย์ หรือในปริมาณมากๆ จะสั่งสีกับคนเลี้ยง ซึ่งสามารถเลี้ยงให้เนื้อปลามีสีตามนั้นได้เลย แต่ถ้าเป็นปลาธรรมชาติปลาจะว่ายน้ำหากินเอง เพราะฉะนั้นร่างกายของปลาจะผลิตพวกโอเมก้า-3 หรือผลิตคุณค่าของน้ำมันปลาเอง และให้เนื้อปลาแข็งกว่าปกติ ไม่นิ่ม ไม่ยุ่ย ตัวใหญ่ หางใหญ่ ปลาเลี้ยงขนาดใหญ่สุดน้ำหนัก 4-5 กิโลกรัม ก็หายากแล้ว แต่ถ้าเป็นปลาทะเล 4-6 กิโลกรัม ยังถือว่าปกติ น้ำหนักถึง 10 กิโลกรัม ก็มี...สีของเนื้อปลาบางทีก็เป็นสีส้มแดง บางทีเป็นสีส้มชมพู หรือสีโอลด์ โรส (Old Rose) แต่ไม่ได้หมายความว่านอร์วีเจี้ยน แซลมอน คุณภาพไม่ดี ขึ้นอยู่ที่ผู้ผลิตว่าผลิตอย่างไร และผู้นำเข้าทำอย่างไรกับปลา...

 แซลมอนที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้ คือ สก็อตติช แซลมอน เป็นแซลมอนที่แพงที่สุดในตลาด เพราะปลาที่มาจากสกอตแลนด์จะตัวใหญ่กว่าแซลมอนทั่วไป เพราะเป็นปลาทะเล เนื้อจะแข็งกว่า นอร์วีเจี้ยน แซลมอน สีจะส้มอ่อนกว่าเป็นสีส้มโอลด์ โรส ส้มชมพู และลายไขมันสีจะขาวไม่เหลือง"

แต่ราคาและแหล่งที่มาของปลา ไม่ใช่สิ่งชี้วัดคุณภาพของปลาเสมอไป

 "จริงๆ แล้วคนกินไม่รู้ สุดท้ายอยู่ที่คนปรุงมากกว่าว่าจะทำอะไรให้เรากิน เช่น เชฟฝรั่งเศสก็บอกว่าจะไม่ใช้ปลาจากที่อื่นนอกจากฝรั่งเศส เชฟชาวอเมริกันก็จะใช้ปลาจากอเมริกา เชฟชาวอิตาลีก็จะใช้ของอิตาลีเท่านั้น ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลมากกว่า เพราะไม่สามารถบอกได้ว่าปลาจากที่ไหนอร่อยกว่ากัน บางคนชอบเนื้อแข็งบางคนอาจจะชอบเนื้อนุ่มก็ได้ อย่างปลาซีแบสเป็นปลาเนื้อแข็งเหมือนปลากะพง ถ้าเป็นออสเตรเลียก็มีปลาสายพันธุ์เดียวกันเรียกว่า บารามันดี (Barramundi) ปลาสามชนิดนี้หน้าตาใกล้เคียงกันมาก แต่เนื้อต่างกันหมดเลยขึ้นอยู่ที่ความชอบ เชฟบางคนชอบบารามันดีเพราะเนื้อนุ่ม บางคนชอบซีแบสเพราะเนื้อแข็งหน่อย แต่บางคนบอกว่าแข็งไป ต้องอยู่ที่ความชอบของเชฟมากกว่า" คุณนันทิยา บอก

 ผลลัพธ์ของเมนูปลาขึ้นอยู่กับการปรุงของเชฟ แต่ปลาจากทะเลไทยไม่สามารถทดแทนปลาทะเลน้ำลึกจากแดนไกลเหล่านี้ได้

 "เนื้อปลาบ้านเราส่วนใหญ่เนื้อจะนิ่มๆ เช่น ปลากะพง ปลาเก๋า ปลาเนื้อแข็งบ้านเราก็จะเป็นพวกปลาอินทรีสดซึ่งเนื้อก็จะแข็งถึงแข็งมากไปเลย เวลาเชฟเอาปลามาทำอาหารอาจจะไม่เข้าสูตรเท่าไรนัก ปลาบ้านเราไม่เหมาะกับการทำอาหารฝรั่ง คือทำได้แต่ต้องทั้งตัว เช่น ปลากะพงต้องเอาไปอบทั้งตัวและเสิร์ฟทั้งตัว แต่ถ้าตัดเป็นชิ้นเล็กเนื้ออาจจะยุ่ย เนื้อไม่เหมือนกันรสชาติก็ต่างกัน อย่างซีแบสกับปลากะพง ไม่ใช่เนื้อปลากะพงไม่อร่อย ถ้ากินสดๆ เนื้อจะหวานและนุ่มมาก...อร่อย แต่จะมีกี่คนที่จะเอาปลาสดไว้ในโรงแรมแล้วทุบหัวเอามาทำอาหาร ส่วนใหญ่ทำมาจากเนื้อปลาที่ตายแล้วเนื้อจะเริ่มยุ่ย...แต่เนื้อปลาซีแบสเวลาตายแล้วเนื้อจะยังแข็งอยู่ จะเหมือนเนื้อปลากะพงเป็นๆ...

ปลาทะเลลึกจริงๆ โอเมก้า-3 จะสูง โอเมก้า-3 ไม่ได้มีในปลาทุกชนิด คุณค่าของน้ำมันปลาในปลาแต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกัน ถ้าอยู่ทะเลน้ำลึกก็จะมีมากกว่าในน้ำตื้น หรือทะเลน้ำอุ่นอย่างบ้านเรา"

 สำหรับนักกินที่อยากลิ้มรสเมนูปลาในแบบฟิวชั่น ฟู้ด เชฟสตีเฟน ไรท์ (Stephen Wright) ชาวออสเตรเลีย รองพ่อครัวใหญ่ของโรงแรม แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา กรุงเทพฯ มีเมนู ปลาหิมะกับซอสมิโซ มาแนะนำ

 ส่วนเมนูปลาในสไตล์ฝรั่งเศส เชฟซิลเวียน โรเยอร์ (Sylvain Royer) เอ็กเซคคลูทีฟ เชฟ โรงแรม พูลแมน คิงพาวเวอร์ กรุงเทพฯ แนะนำเมนูปลาหิมะพันด้วยเบคอน (Snow fish wrapped with bacon, bisque sauce)

ก้นบึ้งท้องทะเลกับหนทางยาวไกล ไม่เป็นอุปสรรค...ขอเพียงเก็บรักษาอย่างถูกวิธี ปลาทะเลน้ำลึกก็ลัดฟ้ามาปรุงเป็นเมนูสดใหม่ อร่อยได้ อย่างง่ายดาย...




ปลาหิมะกับซอสมิโซ (Miso Glazed Snow)  

ส่วนผสม :

ปลาหิมะ    180  กรัม

สาเก     10 มิลลิลิตร

เครื่องมิโซขาว    10 มิลลิลิตร

มิริน     20 มิลลิลิตร

น้ำตาล     10 กรัม

มันฝรั่ง     100 กรัม

ถั่วแระญี่ปุ่น     30 กรัม

น้ำมันมะกอก    20 มิลลิลิตร

ดอกผักน้ำ    10 กรัม

ผักน้ำ     10 กรัม

ผักกวางตุ้ง    50 กรัม

วิธีทำ :

1. นำสาเก มิริน น้ำตาล และเครื่องมิโซมาต้มรวมกันจนข้น

2. แบ่งซอสที่ต้มครึ่งหนึ่ง จากนั้นใส่น้ำมันมะกอกสำหรับเป็นซอสราดบนปลา

3. ทาซอสมิโซลงบนเนื้อปลาแล้วนำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส จนสุก

4. นำมันฝรั่งไปต้มจนสุกบดด้วยส้อมแล้วปรุงรส

5. นำผักกวางตุ้งมาลวกแล้วทาด้วยซอสมิโซ

6. ต้มถั่วแระญี่ปุ่นจนสุกแล้วพักไว้

7. วางเนื้อปลาลงบนมันบด

8. ตกแต่งด้วยผักกวางตุ้ง ถั่วแระญี่ปุ่น ผักน้ำ แล้วราดด้วยซอสที่เตรียมไว้





ปลาหิมะพันด้วยเบคอน (Snow fish wrapped with bacon, bisque sauce)   

ส่วนผสม :

ปลาหิมะ     4 ชิ้น (เนื้อส่วนหางขนาดชิ้นละ 8 ออนซ์)

เบคอน      12 ชิ้น 

มะเขือม่วงหั่นตามยาว    2 ชิ้น

ฟักทองหั่นตามยาว    2  ชิ้น

ซูกินี่หั่นตามยาว    2 ชิ้น

หอมหัวใหญ่สับ    1/2 ถ้วยตวง

หอมหัวเล็กสับ     2 ช้อนโต๊ะ

กระเทียมสับ     1 ช้อนโต๊ะ

ผลมะกอกดำหั่นครึ่ง    1/2 ถ้วยตวง

ผลมะกอกยัดไส้หั่นครึ่ง   1/2  ถ้วยตวง

มะเขือเทศผลเล็กปอกเปลือกแกะเมล็ดออก 1 ถ้วยตวง

ซุปล็อบสเตอร์     2 ถ้วยตวง

เบซิล      2  ช้อนโต๊ะ

ชีส Grated Parmigiano-Reggiano   1/4 ถ้วยตวง

น้ำมันมะกอก

เกลือ

พริกไทยดำ

วิธีทำ : ปรุงรสเนื้อปลาด้วยเกลือและพริกไทยดำ แล้วใช้เบคอนห่อเนื้อปลา อุ่นน้ำมันมะกอกบนกระทะให้ร้อนในเตาอบ ใส่เนื้อปลาที่ห่อด้วยเบคอนอบประมาณ 2 นาทีให้เกรียมด้านหนึ่ง พลิกปลาแล้วอบต่อประมาณ 6-8 นาที

วิธีทำ ซอสน้ำซุป : ปรุงรสมะเขือม่วง ฟักทอง และซูกินี่ด้วยน้ำมันมะกอก เกลือและพริกไทยดำ ย่างผักด้านละประมาณ 2 นาที นำมาหั่นเป็นลูกเต๋า หรือหั่นยาวประมาณ 1 นิ้ว อุ่นน้ำมันมะกอกบนกระทะให้ร้อนผัดหอมหัวใหญ่ประมาณ 1 นาที แล้วเติมผักย่างที่หั่นไว้ หอมหัวเล็ก และกระเทียม ผัดต่อประมาณ 2 นาที ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยดำ เติมน้ำส้มสายชูบัลซามิคเคี่ยวประมาณ 1 นาที เติมผลมะกอก มะเขือเทศ และน้ำซุปล็อบสเตอร์ เคี่ยวต่อประมาณ 3-4 นาที แล้วปรุงรสอีกครั้งหนึ่ง เติมเนยแล้วยกลงจากเตา


เรื่อง : ปวิตร สุวรรณเกต
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #177 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2008, 04:20:31 PM »



ดื่มน้ำกระเจี๊ยบ มะนาวและใบบัวบกช่วยการทำงานของสมอง – กสิกรไทยร่วมลงทุนหนุน SMEs ไทยโตก้าวกระโดด

Posted on Thursday, July 03, 2008

ช่วง 108 เคล็ดลับวิธีบริหารเงิน: อาหารสมองเพื่อสุขภาพดี

หากต้องการเพิ่มพลังงานให้สมอง สิ่งสำคัญคือต้องรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ รวมถึงของว่างระหว่างวัน ที่สำคัญอย่างดอาหารเช้าเด็ดขาด เพราะอาหารเช้าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สามารถช่วยให้เราทำงานผิดพลาดน้อยลงและมีความจำดีขึ้น การกินอาหารเช้าที่มีประโยชน์ช่วยป้องกันอาการซึมเศร้าและลดความเครียดได้ อาหารสมอง ที่เราสามารถเลือกรับประทานได้

1. กินข้าวกล้องเป็นประจำทุกวัน ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา เหมาะกับผู้ที่ต้องนั่งโต๊ะนานๆ เพราะในข้าวกล้องมีวิตามินบีและอีสูง จึงช่วยเพิ่มพลังสมองในการทำงาน แถมป้องกันโรคสมองเสื่อมในอนาคตได้ด้วย

2. วิตามินบีหรือที่เรียกว่า “สารให้ความกระปรี้กระเปร่า” มีอยู่ในข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท จมูกข้าว ถั่ว เมล็ดทานตะวัน นม กล้วย ส้ม เป็นต้น

3. วิตามินซีที่อยู่ในผักและผลไม้ เช่น ฝรั่ง สตรอเบอร์รี่ น้ำส้มคั้น มะละกอ บร็อคโคลี มีส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมนระงับความเครียดได้

4. น้ำมันปลา Omega-3 ในเนื้อปลาแซลมอน ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ไขข้ออักเสบ ช่วยลดอาการปวดรอบเดือนและระงับอาการซึมเศร้าเบื่อหน่ายจากการทำงานได้

5. ผักใบเขียวอย่างตำลึง คะน้า เป็นอาหารกลุ่มโครินที่มีวิตามินบี ซึ่งช่วยเพิ่มความจำและสมาธิ

6. ดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวันจะทำให้ร่างกายสดชื่น สมองแจ่มใส ช่วยป้องกันอาการอ่อนเพลีย และตะคริว ทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสได้แม้อยู่ในห้องแอร์

7. แนะนำให้ดื่มน้ำกระเจี๊ยบหรือน้ำมะนาวในช่วงบ่ายที่กำลังง่วง เพราะมีทั้งรสเปรี้ยวและหวาน มีวิตามินซีสูง แถมมีธาตุเหล็กอีกด้วย สำหรับน้ำใบบัวบก จริงๆ แล้วเป็นยาบำรุงแก้อ่อนเพลีย ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย เสริมสร้างความจำและช่วยให้สมองทำงานได้ดี

8. ทานของหวานหลังอาหารกลางวันช่วยเพิ่มความรู้สึกสดชื่นได้ยาวนานขึ้น การทานรสเปรี้ยวและหวานช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นในร่างกาย ถ้าตอนบ่ายง่วงอาจกินผลไม้รสเปรี้ยว อย่างมะม่วงหรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ เพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นได้

9. ถ้าทำงานที่ต้องใช้สายตานานๆ ต้องมีถั่วติดโต๊ะไว้ เพราะถั่วมีวิตามินบี2 บำรุงสายตาได้ดี

10. ชาเขียวช่วยทำให้ลมหายใจสดชื่นและช่วยให้สิ่งแวดล้อมรอบตัวสะอาดปลอดโปร่งขึ้น เพราะถุงชาช่วยลดมลพิษภายในอาคาร ซึ่งเป็นอาการป่วยที่มีสาเหตุมาจากการแพ้อากาศภายในอาคาร
 
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #178 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2008, 09:15:30 PM »



ค้นพบกลไกการทำงานของสมองที่ทำให้บางคนรักการผจญภัย  

บีบีซี ออนไลนส์ 26 มิ.ย.- คณะนักวิทยาศาสตร์จากยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน สามารถระบุส่วนของสมองที่ทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมผจญภัย

ทั้งนี้จากการใช้เครื่องสแกนสมองที่มีความละเอียดสูงพบว่าเนื้อสมองส่วนหนึ่งจะเกิดการเคลื่อนไหวเมื่อคน ๆ นั้นเลือกในสิ่งที่เขาไม่คุ้นเคย เชื่อว่าสิ่งนี้บ่งบอกลักษณะพิเศษของมนุษย์ที่ทำให้ได้เปรียบสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ในการวิวัฒนาการ

นักวิจัยทดลองให้อาสาสมัครรับชมรูปภาพที่นักวิจัยได้เลือกสรรมาแล้ว แต่ละภาพจะมีรางวัลที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งในเวลาที่ทำการทดลองนี้ อาสาสมัครสามารถที่จะค้นหาได้ว่ารูปภาพใดที่จะให้รางวัลสูงสุด อย่างไรก็ตาม เมื่อนักวิจัยแสดงภาพอีกชุดหนึ่งที่ไม่คุ้นเคยให้อาสาสมัครเหล่านี้ได้ชม พบว่าอาสาสมัครจะถือโอกาสเลือกภาพใดภาพหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย มากกว่าภาพที่คุ้นเคยอยู่แล้ว

กระบวนการนี้เมื่อนำเครื่องตรวจสมองที่มีความละเอียดสูงมาวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของสมองพบว่าเมื่ออาสาสมัครตัดสินใจเลือกภาพที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนพบว่า ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของสมองซึ่งมีชื่อเรียกว่า “เวนทรัล สเตรตัม” จะมีเลือดไปเลี้ยงมากบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหว นักวิจัยกล่าวว่าสมองส่วนนี้เป็นหนึ่งในสมองส่วนเก่าแก่ที่มีการวิวัฒนาการ และบ่งบอกว่าการแสวงหาประสบการณ์ใหม่และไม่คุ้นเคยเป็นแนวโน้มพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์และสัตว์ และตราบใดที่มีวิวัฒนาการของสมองส่วนนี้ ก็ยังคงมีการลองผิดลองถูกและมีการผจญภัยต่อไปในอนาคต.
- สำนกัข่าวไทย







ชาเขียวช่วยป้องกันโรคหัวใจ

ปักกิ่ง 4 กค.- นักวิจัยในกรีซชี้ว่าการดื่มชาเขียวเพียงวันละ 2-3 แก้ว อาจช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ ถือเป็นสรรพคุณอีกอย่างที่พบในชาเขียว หลังก่อนหน้านี้มักมีผลวิจัยหลายชิ้นระบุว่าชาเขียวช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งได้หลายชนิด


ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจจากโรงเรียนแพทย์เอเธนส์ในประเทศกรีซ ซึ่งทำการศึกษาเรื่องนี้ ระบุว่าชาเขียวจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานดีขึ้นและช่วยให้หลอดเลือดแดงคลายตัว โดยพวกเขาทดลองให้อาสาสมัคร 14 คน เลือกดื่มชาเขียว เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน หรือ น้ำร้อน จากนั้นจึงตรวจสอบการทำงานของเซลล์ที่ช่วยให้หลอดเลือดแดงคลายตัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนเลือด พบว่าอาสาสมัครที่ดื่มชาเขียวจะมีการทำงานของเซลล์ดังกล่าวดีที่สุด ทั้งที่เพิ่งดื่มชาเขียวไปเพียง 30 นาที

และแม้ผลวิจัยบางชิ้น บอกว่าชาดำก็ส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจเช่นกัน แต่นักวิจัยในกรีซเชื่อมั่นว่า ชาเขียวจะมีคุณประโยชน์ในเรื่องนี้มากกว่า เพราะชาเขียวอุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์มากกว่าชาดำ

สารฟลาโวนอยด์ยังพบมากในโกโก้ มะเขือเทศและผลองุ่น โดยสารตัวนี้จะเข้าไปขัดขวางกระบวนการอ๊อกซิเดชั่น ซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมของไขมันชนิด แอลดีแอล ที่เป็นตัวการทำให้หลอดเลือดอุดตัน และเป็นสาเหตุของโรคหัวใจในเวลาต่อมา
  .-สำนักข่าวไทย

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #179 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2008, 12:46:01 PM »




การชิมน้ำ  แคนาดา 1 ก.ค. -

เรามักจะเคยได้ยินแต่การชิมไวน์ แต่ที่แคนาดา การชิมน้ำกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก.-
Shocked Huh Grin


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 05, 2008, 04:44:19 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #180 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2008, 04:29:15 PM »



ไข่ หัวบีท DHA สมองสมองจำแม่น

สมองจดจำแม่นขึ้นหากรู้จักกินของดี

:เลิกเถอะอาหารขยะตามใจปากทั้งหลาย อยากมีสมองจดจำแม่นยำ หมั่นกินไข่ หัวบีท และน้ำมันปลา

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : งานวิจัยใหม่ตีพิมพ์ในวารสารสาธารณสุขฟาเซ็บ ฉบับออนไลน์ระบุว่า ถ้าคนเรารู้จักกินอาหารที่เป็นประโยชน์ สมองจะมีพัฒนาการและฉลาดขึ้นเอง

 ริชาร์ด เวิร์ตแมน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ กล่าวว่า สารโภชนาการที่พบในอาหารมากมายตั้งแต่อาหารทารกไปจนถึงไข่ ช่วยเพิ่มกิจกรรมของสารสื่อประสาท และช่วยให้จำเก่งขึ้น

 เขาทดลองให้หนูชนิดหนึ่งกินอาหารที่ประกอบด้วยสารประกอบ 3 ชนิดที่จำเป็นต่อสุขภาพของเยื่อบุสมอง ได้แก่ คลอไลน์ พบในไข่, ยูรินดีน โมโนฟอสเฟต (ยูเอ็มพี) พบในหัวบีท และโดโคซาเฮซีโนดิก หรือที่รู้จักกันสั้นๆ ว่า ดีเอชเอ มีอยู่ในน้ำมันปลา หนูแต่ละกลุ่มจะได้รับอาหารคนละสูตร  ส่วนกลุ่มควบคุมจะไม่ได้รับอาหารที่มีสารสำคัญเหล่านี้อยู่ ผ่านไปหลายอาทิตย์ นักวิจัยนำหนูทดลองมาทดสอบความจำ

 พวกเขาพบว่า หนูที่กินคลอไลน์ร่วมกับยูเอ็มพี และ/หรือดีเอชเอ มีความจำดีขึ้นเมื่อทดสอบให้ทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความจำ เช่น เดินเข้าออกเขาวงกต หลังจากการทดสอบได้ผลสรุปเรียนร้อย นักวิจัยนำหนูมาผ่าสมองดูมูลเหตุของความจำที่พัฒนาขึ้นอย่างผิดตา พวกเขาพบหลังฐานทางชีวภาพแสดงชัดว่า หนูความจำดีพวกนี้มีกิจกรรมของสารสื่อประสาท หรือซินแนปในสมองมากกว่าปกติ และยังสอดคล้องกับพฤติกรรมที่เฉลียวฉลาดขึ้น

 เวิร์ตแมน ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยหวังว่า หากได้ทดลองกับมนุษย์แล้วจะได้ผลอย่างเดียวกัน ซึ่งสามารถนำไปใช้ฟื้นฟูความจำโดยทำให้กิจกรรมของสารสื่อประสาทคึกคักขึ้น

 ด้าน ดร.เจราร์ด ไวส์แมน บรรณาธิการวารสารฟาเซ็บ แสดงความเห็นว่า ตอนนี้นักวิจัยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้หนูทะเลทรายฉลาดขึ้น และคงไม่ไกลเกินเอื้อมที่จะหาทางทำให้มนุษย์ฉลาดขึ้น แต่จะว่าไปแล้วก็คงไม่สำเร็จได้เร็วนัก เพราะแนวทางดังกล่าวย่อมมีทั้งฝ่ายเห็นด้วยกับฝ่ายค้าน









ไม่อยากเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก กินบร็อคโคลี่ซิคุณ

:นักวิทยาศาสตร์อังกฤษรู้คำตอบแล้วว่า ทำไมผู้ชายที่กินบร็อคโคลิเป็นประจำถึงไม่ค่อยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากกัน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :  ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มสังเกตพบคุณประโยชน์เหลือเฟือของผักจำพวกกะหล่ำ ไม่ว่าบร็อคโคลิ ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี หัวบรัสเซล บ็อค ชอย และกาเล ซึ่งล้วนเป็นพืชที่มีดอกเป็นก้านแฉกคล้ายกัน ผักเหล่านี้มีสรรพคุณช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และโรคเรื้อรังอื่น

แต่นับเป็นครั้งแรกที่ทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยอาหารของอังกฤษศึกษาให้เห็นชัดเจนถึงกลไกปัดเป่ามะเร็งอัณฑะให้ห่างพ้นผู้ชาย โดยหาอาสาสมัครเข้าร่วมทดสอบทางคลินิก ต่างจากงานวิจัยเดิมที่ทดลองกับสัตว์ หรือทดสอบกับเซลล์บนจานเลี้ยงเซลล์

ทีมวิจัยได้จัดอาหารให้ผู้ชายที่มีแนวโน้มเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากกินบร็อคโคลิ 400 กรัม เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ให้กินถั่ว 400 กรัมต่อสัปดาห์นานเป็นเวลา 1 ปี นอกเหนือจากที่กินเป็นปกติแล้ว ทีมวิจัยยังได้เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากจากอาสาสมัครชายตั้งแต่เริ่มศึกษา และส่องกล้องทดสอบสอบในเดือนที่ 6 และเดือนที่ 12 เพื่อดูว่ามียีนกลุ่มใดบ้างที่แสดงสัญญาณเกี่ยวข้องกับมะเร็ง

พวกเขาพบว่า ผู้ชายที่กินบร็อคโคลิมีการแสดงออกของยีนที่เปลี่ยนไปมากกว่ากลุ่มกินถั่ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลดี กล่าวคือช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

ผลจากการศึกษาแสดงว่า ผักตระกูลกะหล่ำมีผลมหาศาลต่อการแสดงออกของยีน โดยเปลี่ยนเส้นทางที่ใช้ส่งข้อมูลไปยังนิวเคลียสของเซลล์ ซึ่งเป็นบริเวณที่ยีนแสดงออก

ส่วนผลหมากรากไม้อื่นมีผลช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากเหมือนกัน และยังมีกลไกที่เป็นประโยชน์ทางอื่นด้วย  นักวิจัยยังกล่าวว่า หากเข้าใจสิ่งเหลานี้อย่างแจ่มชัดแล้ว นักโภชนาการสามารถแนะนำอาหารให้มีสัดส่วนของผักและผลไม้ที่มีคุณประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อลดความเสี่ยงเป็นโรคร้ายแรง ระหว่างนี้เพื่อความปลอดภัยของอวัยวะสำคัญของเพศชายควรกินผักกะหล่ำกันสองสามมื้อต่ออาทิตย์กันไว้ก่อน

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะผลิตฮอร์โมนเพศชาย และผลิตเชื้ออสุจิเพื่อสืบพันธุ์ ผู้ป่วยมะเร็งลูกหมากที่ต้องตัดถุงอัณฑะทิ้งมักมีอาการข้างเคียงหลายอย่าง บางรายเกิดมีหน้าอกนูนเหมือนผู้หญิง เนื่องจากร่างกายผลิตเทสโทสเตอโรน หรือฮอร์โมนเพศชายได้น้อย








กินแตงโมแล้วซู่ซ่าเหมือนกินไวอะกร้าาาา


:นักวิทย์พบสารประกอบในแตงโมมีสรรพคุณคล้ายยารักษาอาการ "นกเขาไม่ขัน" ช่วยหลอดเลือดขยายตัว

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :  ที่ผ่านมามีนักวิจัยศึกษาคุณสมบัติพิเศษของแตงโมกันมาบ้างแล้ว และยิ่งศึกษามากขึ้นเท่าไร ยิ่งพบว่ากินแตงโมแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้นเท่านั้น

 ดร.พิมู ปาติล ผู้อำนวยการศูนย์ปรับปรุงพันธุพืช และผลไม้เทกซัส เอแอนด์เอ็ม ในมลรัฐเทกซัส สหรัฐ บอกว่า แตงโม และผักผลไม้อีกหลายชนิดมีสารที่เรียกว่า ไฟโตนิวเตรียนท์ หรือพูดให้ฟังดูเป็นภาษาไทยว่า พฤกษเคมี เป็นสารประกอบทางเคมีที่ได้จากธรรมชาติกระตุ้นการตอบสนองของร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง

 สารประกอบพฤกษเคมีพบในแตงโมประกอบด้วย ไลโคปีน เบต้า แคโรทีน และดาวเด่นที่สุดคือ ซิทรูไลน์ (citruline) เป็นกรดอัลฟ่า อะมิโน คำว่า ซิทรูไลน์มาจากภาษาละตินว่า ซิทรูลัส (citrulus) แปลว่า แตงโม สารดังกล่าวถูกสกัดได้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2473 นักวิจัยพยายามไขความลับของสารซิทรูไลน์จนพบว่า สารเคมีชนิดนี้ช่วยขยายเส้นเลือด คล้ายกับการทำงานของยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

 นักวิทยาศาสตร์รู้กันมาพักหนึ่งแล้วว่า หลังจากสวาปามแตงโมเข้าไปแล้ว ซิทรูไลน์จะเปลี่ยนไปเป็นอาร์กิไนน์โดยมีเอ็นไซม์ชนิดหนึ่งเป็นตัวช่วยย่อย อาร์กิไนน์เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจ และบำรุงระบบภูมิคุ้มกัน

 "ซิทรูไลน์กับอาร์กิไนน์มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกัน และยังเป็นประโยชน์สำหรับคนเป็นโรคอ้วน และเบาหวานชนิดที่สองด้วย สารอาร์กิไนน์เป็นตัวกระตุ้นไนตริก ออกไซด์ ช่วยขยายหลอดเลือด มีคุณสมบัติพื้นฐานอย่างเดียวกับไวอากร้า กล่าวคือใช้รักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ และอาจช่วยป้องกันอาการเสื่อมได้ด้วย" ปาติล เล่าแจ้งแถลงไข

 แม้อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศอาจมีปัญหามาจากปัญหาทางอารมณ์และจิตใจด้วย แต่ถ้าได้สารไนตริก ออกไซด์เพิ่ม จะช่วยคนที่ต้องการให้เลือดไหลเวียนคล่องขึ้นได้ และยังช่วยรักษาอาการหลอดเลือดสมองตีบ ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่นกัน

 ถึงกระนั้น นักวิจัยยอมรับว่า แตงโมอาจไม่ออกฤทธิ์เฉพาะส่วนกับอวัยวะเหมือนยารักษาอาการหย่อน แต่ข้อดีของมันคือช่วยขยายหลอดเลือดโดยไม่มีผลข้างเคียงจากยา

 สรรพคุณของแตงโมยังไม่หมดแค่นั้น สารอาร์กิไนน์ยังช่วยในกระบวนการที่เรียกว่า วัฏจักรยูเรีย โดยช่วยขจัดแอมโมนีย และสารประกอบที่เป็นพิษออกจากร่างกาย

 อย่างไรก็ตาม สารซิทรูไลน์ พบมีปริมาณเข้มข้นในเปลือกแตงโมมากว่าเนื้อ ซึ่งปกติคนไม่กินเปลือกแตงโมกัน ทีมนักวิจัยชุดนี้จึงพยายามหาทางปรับปรุงพันธุ์แตงโมให้มีสารซิทรูไลน์ในเนื้อแตงโมเข้มข้นขึ้น








บะหมี่สูตรใหม่ อิ่มนาน-ไม่อ้วน

:อิ่มด้วยผอมด้วย ไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว เมื่อนักวิจัยม.อ.คิดค้นสูตรบะหมี่ลดอ้วน อิ่มนานและดูดซับไขมันส่วนเกิน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ดร.สมฤทัย จิตภักดีบดินทร์ ภาควิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ร่วมกับทีมงาน คิดค้นบะหมี่สูตรลดอ้วน โดยช่วยให้อิ่มนาน ทั้งยังดูดซับคอเลสเตอรอลส่วนเกินในลำไส้ และช่วยเรื่องระบบขับถ่ายด้วย

ทีมวิจัยลดส่วนผสมปริมาณแป้งสาลีในบะหมี่ 1 ก้อน ซึ่งหนักประมาณ 50 กรัม ให้น้อยลง และเติมสารเพคตินที่สกัดได้จากเปลือกมะนาวเข้าไปประมาณ 6 กรัม เพื่อให้ออกฤทธิ์สลายคอเลสเตอรอลในกระเพาะอาหาร

เมื่อสารเพคตินเข้าสู่กระเพาะอาหารจะพองตัวและแปรสภาพเป็นสารอาหารที่มีความหนืดคล้ายแยมทาขนมปัง ช่วยให้อิ่มนานกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วไป ทั้งยังออกฤทธิ์ต่อเอนไซม์ในลำไส้ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานปกติ

จากการทดสอบในอาสาสมัคร 10 คน ทั้งหญิงและชาย ที่น้ำหนักเกินกว่า 55 กิโลกรัม โดยให้กินบะหมี่ต่อเนื่อง 2 เดือน พบว่ารอบเอวลดลงประมาณ 2 นิ้ว อย่างไรก็ตาม ทีมงานอยู่ระหว่างเก็บข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อเปรียบเทียบปริมาณคอเลสเตอรอลระหว่างก่อนการทดสอบกับหลังการทดสอบ

นอกจากนี้สิ่งที่ทีมวิจัยจะต่อยอดคือ การทดลองให้อาสาสมัครกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่วางจำหน่ายทั่วไปเป็นเวลา 2 เดือนเท่ากัน เพื่อเปรียบเทียบผลการลดน้ำหนักและปริมาณคอเลสเตอรอลว่าแตกต่างกันหรือไม่

"บะหมี่ลดน้ำหนักที่พัฒนาขึ้นมีอยู่ 2 รสชาติ คือ รสแกงส้มและรสต้มขมิ้น ในรูปของบะหมี่เจ ผ่านการรับรองของคณะกรรมการอาหารฮาลาล และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้บริษัท อมตะ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและเครื่องสำอาง คาดว่าจะผลิตบะหมี่ออกมาจำหน่ายไม่เกินปีหน้า" ดร.สมฤทัยกล่าว

ในอนาคตทีมวิจัยจะพัฒนาเพิ่มรสชาติให้หลากหลายขึ้น

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #181 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2008, 04:29:51 PM »



จีนประดิษฐ์จานบิน 

แอนนาโนวา 1 ก.ค. - บริษัทในจีนประดิษฐ์จานบินที่สามารถควบคุมจากระยะไกล สามารถลอยตัวอยู่ในอากาศได้ที่ระดับความสูง 3,200 ฟุต

การทดลองจานบินขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 ฟุตลำนี้ ประสบความสำเร็จบนท้องฟ้าเมืองฮาร์บินในมณฑลเฮย์หลงเจียง จานบินดังกล่าวได้รับการออกแบบให้ตรวจสภาพไฟป่าและการช่วยเหลือกู้ภัยบนตึกสูง โดยยานลำนี้สามารถบินอยู่ในอากาศได้นาน 40 นาที ด้วยความเร็ว 80.45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บริษัท ฮาร์บิน สมาร์ท สเปเชียล แอร์โรคราฟ ใช้งบประมาณกว่า 2 ล้านปอนด์ (126 ล้านบาท) และเวลานาน 12 ปีในการพัฒนายานต้นแบบ ซึ่งสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายเช่นถ่ายภาพทางอากาศ สำรวจทางธรณีวิทยาและช่วยเหลือกู้ภัยฉุกเฉินขนาดย่อม คาดว่าจะสามารถนำออกจำหน่ายได้ในเดือนกันยายนนี้  แต่ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดราคา

ยานบินดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยใบพัด สามารถควบคุมด้วยเครื่องบังคับจากระยะไกลหรือตั้งโปรแกรมการบินไว้ล่วงหน้า. - สำนักข่าวไทย







GIS 3 มิติ กทม.คว้ารางวัลสุดยอดระบบภูมิสารสนเทศนานาชาติ

กรุงเทพฯ 4 ก.ค.- น.ส.อัญชลี ปัทมาสวรรค์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า สำนักผังเมืองประสบความสำเร็จในการพัฒนาแบบจำลอง 3 มิติพื้นที่กรุงเทพมหานครด้วยระบบภูมิสารสนเทศ หรือ GIS เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนและพัฒนา กทม.ในทุกด้านให้เป็นเมืองน่าอยู่ อีกทั้งได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภายนอกในการนำข้อมูลไปประกอบการดำเนินกิจการต่าง ๆ ส่งผลให้บริษัท อี เอส อาร์ ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นที่ปรึกษาโครงการสร้างและพัฒนาแบบจำลอง 3 มิติพื้นที่กรุงเทพฯ นำผลงานระบบภูมิสารสนเทศแบบจำลองพื้นที่ 3 มิติของสำนักผังเมือง เข้าชิงรางวัล Special Achievement in GIS (SAG) Award ซึ่งปรากฏว่า ได้รับรางวัล SAG Award ปี 2008 และเป็นตัวอย่างในการพัฒนาผลงานให้แก่หน่วยงานและองค์กรด้าน GIS กว่า 1,000 แห่งทั่วโลก

ทั้งนี้ สำนักผังเมืองจะเดินทางไปรับรางวัลอย่างเป็นทางการในการจัดประชุมผู้ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์นานาชาติประจำปี 2551 ระหว่างวันที่ 4-8 สิงหาคมนี้ ณ เมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐได้นำ GIS 3 มิติของ กทม.ไปใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์และบริหารนโยบายในส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กรมสรรพากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ และกระทรวงแรงงาน เป็นต้น.-สำนักข่าวไทย






วท.กาญจน์ฯ ประสบความสำเร็จทำเครื่องเตือนภัยแก๊สรั่วรถ

กาญจนบุรี 3 ก.ค.-นายสุวิชช์ โรหิตรัตนะ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลส่งเสริมให้ผู้ใช้รถหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น แก๊สแอลพีจี เอ็นจีวี ส่งผลให้บางครั้งเครื่องยนต์ที่ได้รับการติดตั้งมักขัดข้อง เกิดความเสียหายขึ้น ล่าสุดนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคฯ สามารถคิดค้นสิ่งประดิษฐ์เตือนภัยแก๊สรั่วได้สำเร็จ มีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถตัดการรั่วไหลของแก๊ส และเตือนภัยผู้ขับขี่ก่อนเกิดการลุกไหม้ หรือถ้าเกิดไฟลุกไหม้ จะมีสารดับเพลิงพ่นไปในห้องเครื่องรถยนต์เพื่อดับไฟ โดยมีจุดพ่นดับไฟทั้งหน้ารถและหลังรถ ซึ่งจะแยกการทำงานหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องป้องกันการขาดอากาศภายในรถยนต์ด้วย หรือเรียกว่า ภาวะแก๊สพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ หรือซีโอ นอกจากนี้ เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถประยุกต์ใช้ในครัวเรือนได้ด้วย โดยมีต้นทุนการผลิตชุดละประมาณ 4,000 บาท ขณะนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. มอบทุนส่งเสริมเพื่อพัฒนาเพิ่มขึ้น.-สำนักข่าวไทย


บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #182 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2008, 04:30:23 PM »



ขยะขุมทรัพย์ในบ้าน

ทุกวันนี้เราทำเงินหายไปวันละ 8 บาท เดือนละ 240 บาท ปีละ 2,920 บาท โดยไม่รู้ตัว

ถ้าในครอบครัวมีกันอยู่ 4 คน ก็เท่ากับว่า บ้านเราทำเงินหายวันละ 32 บาท เดือนละ 960 บาท ปีละ 11,680 บาท และในทุกๆ วันคนไทย 63 ล้านคน ช่วยกันทำเงินหล่นวันละ 504 ล้านบาท เดือนละ 1.51 หมื่นล้านบาท ปีละ 1.83 แสนล้านบาทเงินจำนวนนี้หล่นลงไปพร้อมกับขยะ ที่เราทิ้ง


สมไทย วงษ์เจริญ ประธานกรรมการ โรงงานคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลวงษ์พาณิชย์ ที่ขยับฐานะจาก “คนบ้าค้าขยะ” มาเป็นเจ้าของธุรกิจรีไซเคิลรายใหญ่ของประเทศ บอกว่า คน 1 คน สามารถผลิตขยะได้ 1 กิโลกรัม ใน 1 วัน และในขยะ 1 กิโลกรัม เป็นขยะที่นำมารีไซเคิลได้ 80% เพราะฉะนั้น ถ้าคิดราคาขยะเฉลี่ยกิโลกรัมละ 10 บาท ก็เท่ากับเรากำลังทิ้งเงินวันละ 8 บาท

แต่เราสามารถเก็บเงินที่ตกหล่นกลับเข้ากระเป๋าได้ด้วยวิธีการคัดแยกขยะแบบง่ายๆ ซึ่งสมไทยเรียกว่า ธุรกิจขยะขายตรง หรือ “Direct Waste”


“ทุกวันเสาร์อาทิตย์จะมีแม่บ้านนั่ง รถแท็กซี่มาต่อคิวขายขยะกันยาวเหยียด ขนมาเต็มคันรถแท็กซี่ขายได้ 3,000 บาท ค่ารถ 200 บาท ทำไมจะไม่คุ้ม ไม่ใช่แค่ 20-30 บาท แต่มันเป็นเงินพัน เงินหมื่น ถ้ารู้จักการคัดแยกขยะ” สมไทย กล่าว


ก่อนจะคัดแยกขยะ ต้องรู้จัก “ขยะ” กันเสียก่อน สมไทย บอกว่า ขยะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ


ขยะรีไซเคิล คือ ขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ มี 4 กลุ่มหลัก คือ กระดาษ พลาสติก โลหะ แก้ว


ขยะแห้ง ซึ่งบางส่วนสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนการใช้ถ่านหินลิกไนต์ ในโรงงานปูนซีเมนต์ เช่น เศษผ้า เศษไม้ กล่องโฟม ถุงพลาสติก ซึ่งสมไทยเรียกขยะประเภทนี้ว่า “น้ำมันบนดิน”


ขยะเปียก เช่น เศษอาหาร ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที เช่น ใช้เป็นอาหารสัตว์ และเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคต โดยการใส่เชื้อจุลินทรีย์ทำเป็นปุ๋ย


ขยะอันตราย ก็มีทั้งที่นำไปรีไซเคิลได้ และรีไซเคิลไม่ได้ ซึ่งขยะอันตรายที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ เช่น น้ำมันเครื่องรถยนต์ แบตเตอรี่เก่า


แต่ในขยะทั้ง 4 ประเภท มีอยู่ 9 ชนิดที่นำมาสร้างประโยชน์ ได้แก่ โลหะ กระดาษ แก้ว พลาสติก ยางรถยนต์ ขยะอันตราย เศษอาหาร ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และขยะแห้งเพื่อเป็นพลังงานทดแทน


กระดาษ


กระดาษที่ขายได้ มีตั้งแต่กระดาษกล่องสีน้ำตาล กระดาษหนังสือเป็นเล่ม กระดาษสมุดนักเรียน กระดาษปอนด์ขาว-ดำ หรือกระดาษที่ใช้ในสำนักงาน กระดาษคอมพิวเตอร์ และกระดาษหนังสือพิมพ์ รวมทั้งกล่องนมและน้ำผลไม้

ราคารับซื้อแตกต่างกัน กระดาษที่ได้ราคาดีที่สุด ต่อกิโลกรัม คือ กระดาษสมุด กระดาษปอนด์ที่ใช้ในสำนักงาน ซึ่งกระดาษสำนักงาน กระดาษปอนด์ขาว ที่ผลิตจากเยื่อกระดาษใหม่ ผ่านการรีไซเคิลมาเป็นกระดาษทิชชูชนิดหยาบ หรือทิชชูสีชมพู

ก่อนหน้านี้กระดาษกล่องนมและกล่องน้ำผลไม้ขายไม่ได้ เพราะมีพลาสติกเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย ทำให้ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ แต่ปัจจุบันกระดาษกล่องนมก็สามารถนำไปรีไซเคิลได้ แต่ราคาต่อกิโลกรัมไม่สูงนัก

แต่กระดาษที่เคลือบด้วยพลาสติก เช่น กระดาษห่อของขวัญ กระดาษเปื้อนน้ำมันเครื่อง กระดาษติดกาว และกระดาษที่ทำจากฟางบางชนิด ขายไม่ได้ เพราะการปนเปื้อนเพียงเล็กน้อยอาจจะทำให้กระดาษเอาไปใช้ประโยชน์ไม่ได้


แก้ว

แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ขวดแก้วดี และขวดแก้วแตก ซึ่งราคารับซื้อจะแตกต่างกัน โดยเฉพาะขวดแก้วดี ราคารับซื้อจะขึ้นอยู่กับประเภทขวด    ขวดแก้วดีจะถูกนำกลับไปที่โรงงาน ผู้ผลิต เพื่อกลับไปทำความสะอาดและ นำกลับมาใช้อีก ซึ่งขวดใบหนึ่งสามารถใช้ซ้ำได้ถึง 30 รอบ ขณะที่ขวดแก้วที่ชำรุดเสียหาย จะถูกแยกเป็นขวดแก้วแตก จะต้องคัดแยกสี สีขาว สีเขียว สีแดง และ สีรวม ซึ่งจะนำไปหลอมและผลิตออกมาเป็นขวดใบใหม่

โลหะ

มีขยะหลายชนิดที่จัดอยู่ในกลุ่มโลหะ อาทิ เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง ทองเหลือง สเตนเลส และตะกั่ว รวมทั้งแบตเตอรี่ ซึ่งในกลุ่มนี้ ทองแดงมีราคาต่อกิโลกรัมสูงที่สุด

เหล็ก แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ เหล็กเหนียว (เช่น ตะปู เหล็กเส้น เหล็กฉาก) เหล็กหล่อ (เช่น หัวเตาแก๊ส ขาจักร เสื้อสูบรถยนต์) เหล็กรูปพรรณ เศษเหล็กอื่นๆ ซึ่งราคาซื้อขายเหล็กนอกจากจะขึ้นอยู่กับประเภทและสภาพของเหล็กแล้ว ขนาดเหล็กยังมีผลกับราคาด้วย โดยเหล็กตัดสั้นจะได้ราคาสูงกว่า


อะลูมิเนียม ก็มีอยู่หลายประเภท เช่นกัน อะลูมิเนียมหนา เช่น อะไหล่รถยนต์ ลูกสูบ อะลูมิเนียมบาง เช่น กะละมัง หม้อ ขันน้ำ และกระป๋องอะลูมิเนียม ซึ่งตัวกระป๋องและฝากระป๋องทำจากอะลูมิเนียมต่างชนิดกัน

สมไทย บอกว่า “กระป๋องอะลูมิเนียมทุกใบสามารถส่งกลับคืนโรงงาน เพื่อนำไปผลิตเป็นกระป๋องได้โดยไม่มีข้อจำกัดจำนวนครั้งในการผลิต”



พลาสติก

พลาสติกมี 2 ประเภท คือ เทอร์โมเซตติง (Thermosetting) มีรูปทรงถาวร ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (เช่น เมลามีน) และเทอร์โมพลาสติก (Thermo plastic) อ่อนตัวเมื่อได้รับความร้อนและสามารถนำกลับมาหลอมใช้ใหม่ได้ และพลาสติกที่สามารถนำมารีไซเคิลได้

ห้องสมุดออนไลน์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลอยู่ 7 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะมีสัญลักษณ์รีไซเคิล คือ หมายเลขชนิดและตัวอักษรภาษาอังกฤษกำกับไว้

1) โพลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET หรือ PETE) ใช้ทำขวดน้ำดื่ม ขวด น้ำมันพืช สามารถนำมารีไซเคิลเป็น เส้นใยสำหรับทำเสื้อกันหนาว พรม ใยสังเคราะห์ ถุงหูหิ้ว กระเป๋า และขวด

2) โพลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) ใช้ทำขวดนม น้ำผลไม้ โยเกิร์ต บรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำยาทำความสะอาด ยาสระผม แป้งเด็ก ถุงหูหิ้ว สามารถนำมารีไซเคิลเป็นขวดใส่น้ำยาซักผ้า ขวดน้ำมันเครื่อง ท่อ ลังพลาสติก ไม้เทียมใช้ทำรั้วหรือม้านั่งในสวน

3) โพลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) ใช้ ทำท่อน้ำประปา สายยางใส แผ่นฟิล์มสำหรับห่ออาหาร ม่านห้องน้ำ กระเบื้องยาง แผ่นพลาสติกปูโต๊ะ ขวดใส่แชมพู สระผม ประตู หน้าต่าง วงกบ และ หนังเทียม สามารถนำมารีไซเคิลเป็นท่อ นำประปา รางน้ำ กรวยจราจร เฟอร์นิเจอร์ เคเบิล แผ่นไม้เทียม

4) โพลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDPE) ใช้ทำแผ่นฟิล์มสำหรับห่ออาหาร ถุงใส่ขนมปัง ถุงเย็นสำหรับบรรจุอาหาร สามารถนำมารีไซเคิลเป็นถุงดำสำหรับ ใส่ขยะ ถุงหูหิ้ว ถังขยะ กระเบื้องปูพื้น เฟอร์นิเจอร์ แท่งไม้เทียม

5) โพลิโพรพิลีน (PP) ใช้ทำภาชนะบรรจุอาหาร เช่น กล่อง ชาม จาน ตะกร้า กระบอกใส่น้ำ ขวดซอส แก้วโยเกิร์ต ขวดบรรจุยา สามารถนำมารีไซเคิล เป็นกล่องแบตเตอรี่ในรถยนต์ ไม้กวาด พลาสติก แปรง ชิ้นส่วนรถยนต์ เช่น กันชน ไฟท้าย

6) โพลิสไตรีน (PS) ใช้ทำภาชนะบรรจุของใช้ เช่น เทปเพลง สำลี หรือของแห้ง เช่น หมูแผ่น หมูหย็อง และโฟมใส่อาหาร สามารถนำมารีไซเคิลเป็นไม้แขวนเสื้อ ไม้บรรทัด แผงสวิตช์ไฟ ฉนวนกันความร้อน

7) พลาสติกชนิดอื่นๆ (OTHER) นอกจาก 6 ชนิดข้างต้น หรือผลิตจากพลาสติกหลายชนิด เช่น ไนลอน


ขยะประเภทอื่นๆ

ขยะอื่นๆ ที่ขายได้ เช่น ที่นอนนุ่น โดยนุ่นเก่าปั่นแล้วได้เนื้อ 80% ขณะที่ นุ่นใหม่ปั่นแล้วได้เนื้อ 40% น้ำมันพืช เก่า ที่ราคาสูงตามราคาน้ำมัน เพราะนำไป ผลิตไบโอดีเซล (ปี๊บละ 200 บาท ขายพร้อมปี๊บเก่า) กากมะพร้าว เนื้อมะพร้าว และโฟม

“ในบ้านหลังหนึ่งมีขยะมากกว่า 1,400 ชนิด ที่สามารถนำมารีไซเคิลได้” สมไทย กล่าวและบอกว่า วงษ์พาณิชย์จัดทำ “คู่มือคัดแยกขยะประจำบ้าน” เพื่อช่วย ให้จัดการกับขยะภายในบ้านด้วยมือของเราเองได้ง่ายๆ

สมไทย บอกว่า หลักการคัดแยกขยะ ที่ง่ายที่สุด คือ “มาอย่างไร ไปอย่างนั้น ตอนซื้อใส่ถุงมาก็ใส่ถุงไปขาย ซึ่งควรจะเป็นถุงใสดีที่สุด เพราะมองเห็นได้ว่าข้างในมีอะไร แถมถุงใสๆ ยังขายได้อีก”

“การจัดเก็บต้องให้แคบ ให้แบน ขวดพลาสติกคลายฝาออก บีบให้แบน กระดาษมัดใส่หีบห่อ ไม่เกะกะ กล่องนมต้องเอาหลอดออก ล้างน้ำ จะได้ไม่บูดเน่า” สมไทย แนะนำ

เพียงแค่รู้จักการคัดแยกขยะก็สามารถเพิ่มมูลค่าขยะได้ด้วย สมไทย บอกว่า “พลาสติกรวม ราคากิโลกรัมละ 12 บาท ถ้าแยกขวดน้ำขาวขุ่นออกมาขายได้ กิโลกรัมละ 30 บาท กระดาษสมุดใช้แล้วขายรวมๆ ได้กิโลกรัมละ 3 บาท แต่เอาปกออกแยกขายกระดาษขาวได้กิโลกรัมละ 7 บาท”

ขยะแต่ละชนิดราคารับซื้อเท่าไร สมไทย บอกว่า เข้าไปตรวจสอบราคาเบื้องต้นได้จากเว็บไซต์ wongpanit.com ซึ่งแม้ว่าจะเป็นราคารับซื้อใน จ.พิษณุโลก แต่สามารถใช้เป็นราคากลางอ้างอิงได้ โดยราคารับซื้อในกรุงเทพฯ จะสูงกว่าราคากลางเล็กน้อย

“ราคาในกรุงเทพฯ จะสูงที่สุด จังหวัดยิ่งไกลกรุงเทพฯ ยิ่งราคาถูก เพราะศูนย์กลางตลาดอยู่ในกรุงเทพฯ ยิ่งอยู่ไกลยิ่งมีค่าขนส่งสูง” สมไทย กล่าว

ตัวอย่างเช่น ราคากระดาษขาว-ดำ ที่วงษ์พาณิชย์ สาขาสุวรรณภูมิ ราคา กิโลกรัมละ 8.8 บาท แต่วงษ์พาณิชย์ ที่พิษณุโลก ราคากิโลกรัมละ 7.8 บาท อะลูมิเนียมกระป๋อง ที่สุวรรณภูมิ ราคา กิโลกรัมละ 54 บาท ที่พิษณุโลก ราคา กิโลกรัมละ 49 บาท และพลาสติก PET ใส ที่สุวรรณภูมิ ราคากิโลกรัมละ 19.50 บาท ที่พิษณุโลก ราคากิโลกรัมละ 15 บาท


งานง่ายๆ ได้เงิน แถมช่วยลดโลกร้อน แค่นี้ก็เท่แล้ว

 

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #183 เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2008, 10:47:05 AM »



13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 00:06:00

"ทำเลนั้น สำคัญไฉน"


:สวนจตุจักรทำเลเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการค้าขาย ถ้าใครได้ทำเลที่ดีมักมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับความจริงก็คือ “ทำเลทอง” มักจะหายากยิ่งกว่าเพชร

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : Byline : กฤษณนัยย์ พิรยารังสรรค์

“ทำเล” ที่ดี  ต้องดู “ชี่” เป็นส่วนประกอบ “ชี่” ของทำเลทอง ต้องเป็นพลัง “หยาง” เท่านั้น คือเป็นพลังที่เคลื่อนไหว ยิ่งเคลื่อนไหวมากเท่าไหร่  ยิ่งดีมากเท่านั้น

สังเกตดูสิครับ ทำไม “สำเพ็ง” ถึงเป็นย่านทำเลทองอีกแห่งหนึ่งในเมืองไทย นอกจากจะเป็นที่ที่ มีผู้คนมาเดินชอปปิงเลือกซื้อสินค้ามากมาย ขายทั้งปลีกทั้งส่ง รถราก็ติดขัด มีทั้งรถมีทั้งคน “เคลื่อนที่” ไม่หยุด ดูจอแจ วอแว วอกแวกทั้งวัน  นี่เป็นตัวอย่างของ “ชี่” ที่เคลื่อนไหว ที่เราสามารถเห็นด้วยตาเปล่า

แต่สำเพ็งมี “ชี่” อีกอย่างที่เราไม่ค่อยได้สังเกตเห็น  นั่นคือ “ชี่” จากแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ใกล้ๆ  “พลังน้ำ” จากแม่น้ำทำหน้าที่หล่อเลี้ยงการค้าและธุรกิจในย่านนั้น

เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอีกกี่สิบหรืออีกกี่ร้อยปี “สำเพ็ง” ก็ยังคงเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญของประเทศ ยกเว้นแต่แม่น้ำเจ้าพระยาจะเปลี่ยนกระแส หรือเหือดแห้งลงไป     

แล้วคุณละครับ ถ้าจะสมัครเป็นพ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ ลองมองเรื่อง “ทำเล” ไว้บ้างหรือยัง ถ้ายัง  เดี๋ยวผมขออาสาแนะนำเรื่องทำเล มาให้ “คิด” ดูเล่นๆ ดูแล้วกัน

ถ้าพูดถึงเรื่องทำเล ผมมักจะยกตัวอย่างเรื่องความสำเร็จของคุณตันกับ “ชาเขียว โออิชิ” มาให้ฟังกัน

ตอนที่คุณตันเปิดตัวชาเขียวที่มีชื่อว่า “โออิชิ” ตอนนั้นในตลาดมีชาเขียวอยู่ยี่ห้อหนึ่ง เปิดตัวมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว 

คุณตันเป็นอีกหนึ่งท่านที่ไม่เชื่อสุภาษิตนักเลง ที่เขาว่า “ใส่ก่อนได้เปรียบ” แต่แกกลับเชื่อสุภาษิตแก้เกี้ยวอีกอย่างว่า “มาที่หลังจะดังกว่า”

เมื่อคุณตันเชื่ออย่างนี้แล้ว แกมีวิธีหรือเคล็ดลับอย่างไร ที่จะนำพาชาเขียวโออิชิขึ้นบันไดแห่งความสำเร็จได้

แม้ว่าคุณตันจะไม่เคยเฉลยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่แกเคยหลุดปากสัมภาษณ์มาว่า “ผง (ผม) อยากจะขอบคุณแม่ค้าพ่อค้าที่จตุจักรจริงๆ เป็นผู้มีอุปการคุณ ทำให้ชาเขียวโออิชิประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้”

จับจากคำพูดคุณตัน ทำให้เราพอรู้ได้ว่า “ตลาดนัดจตุจักร” เป็น “ทำเล” แห่งความสำเร็จของชาเขียวโออิชิ

จริงๆ แล้วถ้าคุณตันคิดเรื่องทำเลขายชาเขียวเหมือนคนอื่นทั่วไป แกน่าจะมองว่า ถ้าจะเริ่มขายชาเขียวต้องเริ่มที่ร้านสะดวกซื้อ หรือซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป แล้วลูกค้าก็จะเดินมาหยิบไปลองชิม เมื่อชิมแล้วชอบก็จะบอกต่อๆ กันไป 

แทนที่จะเดินขึ้นบันไดเหมือนชาวบ้านชาวช่อง คุณตันเลือกที่จะใช้ “ลิฟต์”

อย่างแรกคุณตันมองก่อนว่า ที่ไหนที่มีคนหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา (ชี่เคลื่อนไหว) ผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างเพศต่างวัย ฐานะที่หลากหลายรวยยันจน

ทั้งหลายทั้งปวงเป้าเลยไปตกอยู่ที่ “สวนจตุจักร”

อย่างที่สอง คุณตันแกทำตามความต้องการของลูกค้าใน “ทำเล” ได้อย่างไม่ต้องสงสัย สวนจตุจักรเป็นที่ที่ “ร้อน” มากแห่งหนึ่งของประเทศ   

เพราะฉะนั้นสิ่งที่คนเดินสวนจตุจักรต้องการก็คือ “น้ำ”

คุณตันตอบโจทย์ข้อนี้ “ผ่าน” ได้เอเลย แกมองว่าถ้าเป็นน้ำต้องเป็นน้ำที่เย็น และถ้าน้ำเย็นต้องทำให้ดูน่าดื่ม คุณตันเลยเอากล่องโฟมใส่น้ำแข็งและแช่ชาเขียวใส่ไว้ 


ใครที่เดินอยู่ร้อนๆ แล้วกระหายน้ำ ไม่เสียเงินซื้อชาเขียวโออิชิดื่มให้มันรู้ไป

   






13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 00:07:00

ทำเลในห้าง “ไม่ใช่” คำตอบสุดท้าย

:จะค้ารุ่ง ค้ารวย ค้าร่วง “ทำเล” เป็นหนึ่งในตัวแปรที่สำคัญในการค้าขาย และ "ห้างสรรพสินค้า" เป็นเป้าหมายของผู้ประกอบการอันดับต้นๆ ของคนเริ่มทำธุรกิจ เพราะหลายท่านคงคิดว่าห้างสรรพสินค้าเป็นทำเลที่ดี

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : Byline : กฤษณนัยย์ พิรยารังสรรค์

แต่หารู้ไม่ว่า ในวิชาฮวงจุ้ยให้ความสำคัญทุกทำเลเท่าๆ กัน ไม่ว่า ห้างสรรพสินค้า แผงลอย ตลาดนัด ทุกที่มีราคาเท่ากันหมด อยู่ที่เราจะสามารถใช้ทำเลนั้นๆ ค้าขายให้เกิดประโยชน์ที่สุดได้อย่างไร

ฮวงจุ้ยของทำเลค้าขายที่ดีต้องสังเกตที่ “ชี่” เป็นหลัก ชี่ยิ่งมากยิ่งดี ยกตัวอย่างเช่น ตลาดนัดจตุจักร ที่นี่ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า แต่ก็มีผู้คนจากทุกสารทิศมาจับจ่ายใช้สอยกันอย่างล้นหลาม รอบๆ จตุจักรจะมีชี่ที่หลากหลายผ่านไปผ่านมา

อย่างแรกคือชี่จากถนน จตุจักรจะอยู่ล้อมรอบไปด้วยถนนทุกด้านสี่ทิศ ตามหลักฮวงจุ้ยไทยเรียกที่ดินแบบนี้ว่า “ที่จตุรทิศ” คือ ที่ดินที่ติดเส้นทางคมนาคมทั้งสี่ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางถนน หรือ ทางน้ำ ผู้ที่ครอบครองมีแต่เจ้าสัวและเจ้านายเท่านั้น เพราะเป็นที่ๆ ค้าขายอย่างไรก็ร่ำรวย สามารถมองเห็นได้ทุกด้าน สร้างวัง สร้างบ้านก็สร้างความสง่างามแก่ผู้อยู่อาศัย

จากข้อสันนิษฐานของผม ในสมัยโบราณ “ที่จตุรทิศ” เป็นทำเลที่เหมาะแก่การสร้างเมืองหลวงหรือเมืองท่าในการค้าขาย เพราะสังเกตจากการวางผังเมืองของกรุงรัตนโกสินทร์ อยุธยา หรือ เชียงใหม่ ล้วนแล้วแต่มีความใกล้เคียงกัน โดยมี “น้ำ” ล้อมรอบทั้งสี่ทิศ 

เพราะการขนส่งสมัยก่อนยังไม่มีถนนหนทาง ทางน้ำเป็นหัวใจหลัก แต่พอมีรถราเกิดขึ้น มีการตัดถนนหนทางที่ดี ถนนจึงเข้ามาแทนที่ทางน้ำในที่สุด

ชี่อันดับที่สอง คือ ชี่จากรถไฟฟ้าใต้ดิน แม้ว่าจะอยู่ใต้ดิน แต่กระแสของชี่ก็สามารถสร้างความเจริญได้ 

และชี่อันดับที่สาม คือ รถไฟฟ้า สถานีรถไฟฟ้าจตุจักรถือเป็นสถานีหลัก เพราะเริ่มต้นก็ที่นี่ สุดสายก็ที่นี่ 

ตอนเด็กๆ เวลาที่ผมขึ้นรถเมล์ ผมจะได้ยินกระเป๋าตะโกนเสียงยานๆ น่ารำคาญหูตลอดเวลาว่า “แฮปปี้แลนด์ ท่าเตียนพี่”

พอโตมาเริ่มจะวิเคราะห์ฮวงจุ้ยเป็น ก็รู้แล้วว่าต้นสายกับสุดสายมีความสำคัญมาก เพราะทั้งแฮปปี้แลนด์กับท่าเตียนเป็นทำเลทองอีกที่หนึ่งในกรุงเทพฯ เพราะใครจะขึ้นรถก็ต้องผ่านตลาดแฮปปี้แลนด์ ใครจะลงรถก็ต้องผ่านท่าเตียน ทำให้นิยมมาวางแผงสินค้าทั้งสองที่นี้

เมื่อคนผ่านมามาก ข้าวของทั้ง อาหาร ขนม เครื่องดื่ม เสื้อผ้า หนังสือ ก็ขายได้มากขึ้นอย่างสม่ำเสมอ อย่างนี้จะไม่ให้เรียกทำเลทองได้ยังไง

ยกตัวอย่างของตลาดนัดจตุจักร พอเห็นเค้าโครงของ “เมืองท่า” กันบ้างหรือยัง ไม่แต่เฉพาะจตุจักรที่เดียวที่เป็นเมืองท่า ตะวันนาก็ใช่ ตลาดนัดหน้าเมเจอร์รัชโยธินก็น่าสน ตลาดหลังการบินไทยก็โอ (เค)

มีอีกหลายที่ให้เลือก อยู่ที่คุณแล้วล่ะว่าจะเลือกที่ไหน แต่อย่าเพิ่งตัดสินใจตอนนี้ ฟังเรื่องที่ผมจะเล่าก่อน

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมให้คำปรึกษาเรื่องฮวงจุ้ย ชื่อร้าน โลโก้และการตกแต่ร้านแก่นักธุรกิจหน้าใหม่ 2 ท่าน คนหนึ่งขายขนมจีน อีกคนขายข้าวแกง ทั้งสองมีความมุ่งหวังเดียวกัน คือ จะเปิดธุรกิจแฟรนไชส์ขายอาหาร

คนที่ขายขนมจีน เลือกรถเข็นแผงลอยตามชุมชน และตลาดเป็นที่เปิดตัว เขาให้เหตุผลว่า เขาทุนน้อย ต้องค่อยเป็นค่อยไป ช้าๆ แต่มั่นคงดีกว่า 

ส่วนคนที่ขายข้าวแกง เลือกฟู้ดคอร์ตของห้างสรรพสินค้าเป็นที่เปิดตัว เขามีเหตุผลว่าคนจะได้รู้จักเขามากๆ ธุรกิจจะได้ขยายไวๆ แม้ว่าจะต้องกู้ยืมมาแต่ก็น่าจะคุ้ม

ทั้งสองไม่รู้จักกัน แต่ผมจะคอยไถ่ถามเขาทั้งสองคนอยู่เสมอ ผลประกอบการเดือนแรกออกมา สรุปว่าพ่อค้าข้าวแกงทำยอดได้ดีกว่าแม่ค้าขนมจีน

พ่อค้าข้าวแกงขายได้ยอด 120,000 บาท แม่ค้าขนมจีนขายได้ยอด 90,000 บาท ต่างกันอยู่ 25% เป็นส่วนต่างที่มากพอสมควร 

แต่พอลองหักค่าใช้จ่ายพ่อค้าขายข้าวแกงต้องจ่ายค่าเช่าที่เป็นเปอร์เซ็นต์ประมาณ 30% เป็นเงิน 36,000บาท จ่ายค่าลูกจ้าง 7,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟ 1,000 บาท ค่าปรับอีก 500 บาท เหลือเงิน 75,500 บาท

แม่ค้าข้าวแกงเสียค่าลูกจ้างวันละ 150 บาท ค่าเช่าที่ 3,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟ 300 บาท เหลือเงิน 82,200 บาท

6 เดือนผ่านไปพ่อค้าขายข้าวแกงยังอยู่ที่เดิม แต่แม่ค้าขายขนมจีนจะขยายเป็นสาขาที่ 3 แล้ว เรื่องนี้แม้จะไม่ผ่านจอแต่เป็นเรื่องจริงที่ผมได้สัมผัสจริงๆ

แล้วคุณล่ะจะเลือกทำเลแบบไหน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 13, 2008, 10:52:21 AM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #184 เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2008, 10:57:56 AM »



13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 00:05:00

"ฮาบิแทต" แนะจัดห้องนอนตามหลักฮวงจุ้ย


:คำว่า “ฮวงจุ้ย” นั้นมาจากคำ 2 คำ คือคำว่า ฮวง หรือ เฟิง (Feng) ซึ่งแปลว่าลม และคำว่า จุ้ย หรือ ซุ่ย (Shui) ซึ่งแปลว่า น้ำ จึงมีภาษิตจีนที่ว่า “โชคมากับลม เก็บไว้กับน้ำ” ดังนั้นฮวงจุ้ยจึงหมายถึงศาสตร์แห่งการสร้างความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงความสมดุลแห่งธรรมชาติที่เกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : อาจารย์ช้างหรือทศพร ศรีตุลา (กลาง) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโหราศาสตร์และศาสตร์ฮวงจุ้ย กล่าวว่า ห้องนอน เป็นห้องที่มีความสำคัญมากที่สุดห้องหนึ่งของบ้าน เพราะในทางฮวงจุ้ยแล้ว ห้องนอนส่งผลต่อทั้งด้านสุขภาพ การงาน ความรัก และสภาพการเงินของเจ้าของห้อง

นอกจากเรื่องของทิศทางและตำแหน่งในการจัดวางแล้ว ฮวงจุ้ยยังให้ความสำคัญกับความสมดุลของพลังงานในห้องต่างๆ อีกด้วย ซึ่งห้องนอนควรเป็นห้องที่มีความสงบ อันเป็นลักษณะของ "พลังหยิน" เพื่อที่ผู้พักอาศัยจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ตรงข้ามกับห้องทำงานหรืออาคารสำนักงาน ที่ควรมีการเคลื่อนไหว คึกคักอันเกิดจากพลังด้านหยาง

DOs & DON’Ts สำหรับห้องนอน

DOs

• ติดรูปที่ช่วยสร้างพลังหยิน เช่น พระจันทร์ หรือรูปที่ให้ความรู้สึกสงบ ไม่มีการเคลื่อนไหวรุนแรง ช่วยให้ผู้อาศัยพักผ่อนได้เต็มที่มากขึ้น หรือหากบ้านไหนอยากมีลูกให้ติดรูปเด็กไว้ในห้องนอน

• ตั้งโคมไฟโทนสีแดง ส้ม หรือชมพูไว้ในห้องนอนด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะทำให้โชคดีด้านความรัก

DON’Ts

• ประตูห้องนอนตรงกับเตียงนอนไม่ดี

• ประตูห้องนอนตรงกับประตูห้องน้ำไม่ดี จะเกิดโรคภัย ธุรกิจสะดุด

• ประตูใหญ่ตรงกับประตูห้องนอน จะเก็บเงินไม่อยู่ มีปากเสียง ไม่ดี

• ประตูห้องนอน ห้ามตรงกับบันได ไม่ดี

• ประตูห้องส้วม ตรงกับเตียงนอน ไม่ดี

• เตียงนอนห้ามตั้งอยู่ตรงกับไฟ จะทำให้คนนอนสุขภาพไม่ดี

• การตั้งเตียงเป็นมุมทแยง ไม่ดี จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ

• ห้ามนอนเอาเท้าหันไปสู่ประตู

• หิ้งลอย ตู้ลอยไม่ควรอยู่บนหัวนอน จะทำให้เครียด เกิดโรคทางสมอง

• ไม่ควรวางกระจกไว้ตรงกับเตียง เพราะจะทำให้เสียสุขภาพ

• เตียงนอนไม่ควรวางอยู่ใต้คานเปลือย

• เตียงนอนไม่ควรวางข้างตู้ขนาดใหญ่ เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อผู้พักผ่อน

หากต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการตกแต่งห้องนอนหรือด้านดีไซน์เพิ่มเติม สามารถแวะไปที่ร้านฮาบิแทต ชั้น 4-5 สยามดิสคัฟเวอรี่ ได้ทุกเมื่อ

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลมูลค่า 500,000 บาท เพื่อตกแต่งห้องนอนหรือห้องใดๆ ก็ได้ภายในบ้านได้อย่างในฝันได้ง่ายๆ จากฮาบิแทตเพียงสมัครร่วมโครงการ Dream House Makeover ที่เว็บไซต์ www.habitat-thailand.com แล้วลงทะเบียนอีเมล์ของคุณและเพื่อนภายในวันที่ 15 สิงหาคม ศกนี้
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #185 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2008, 09:39:01 PM »



2 สิงหาคม พ.ศ. 2551 05:00:00

ยาวิเศษกินแล้วแกร่งเหมือนออกกำลังกาย

:เหมือนฝัน ยากินแล้วไม่ต้องออกกำลังกายให้เสียเหงื่อ แต่ลดความอ้วนได้อย่างมหัศจรรย์

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :  รอน อีแวนส์ จากสถาบันศึกษาชีววิทยาซอลค์ ในสหรัฐ ร่วมกับทีมวิจัยจากสถาบันแพทย์โฮเวิร์ด ฮิวส์ รายงานความคืบหน้ายาวิเศษ ซึ่งตอนนี้ใช้ได้ผลกับหนูที่จับให้ใช้ชีวิตสุขสบายนั่งกินนอนกิน ไม่ต้องทำกิจกรรมอะไร  ภายหลังกินยาออกกำลังกายเข้าไปแล้ว 4 อาทิตย์ สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น และมีไขมันน้อยกว่าหนูที่ฝึกให้วิ่งสายพานเสียอีก พอเมื่อนำหนูขี้เกียจไปทดสอบวิ่งสายพาน หนูกินยาช่วยออกกำลังวิ่งได้ไกลกว่า 44% และนานกว่า 23%


 ถามว่า ยาดังกล่าวหากพัฒนามาใช้กับคนจะได้ผลอย่างเดียวกันหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป แต่นักวิจัยกล่าวว่า ยาชนิดนี้ช่วยให้ผู้ป่วยอ้วน เบาหวาน และผู้ป่วยอื่น ได้ออกกำลังกายโดยไม่ต้องขยับแข้งขาเลย พวกเขายังมียาทีเด็ดสำหรับหนูที่ขยันออกกำลังกายด้วย เป็นยาอีกชุดหนึ่งที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะของร่างกายให้ยอดเยี่ยมขึ้น

 หลังจากให้หนูฟิตออกกำลังกายกินยาแล้ว พบว่ามันสามารถวิ่งได้นานขึ้น 68% และวิ่งไกลขึ้น 70% เมื่อเทียบกับหนูตัวอื่นที่ไม่ได้กินยา นักวิจัยยังมีแผนศึกษาประโยชน์ด้านอื่นจากยาทั้งสองตัวด้วย

 บริษัท Schering-Plough Corp จากนิวเจอร์ซี สหรัฐ ได้นำยาช่วยออกกำลังกายแทนไปทดสอบระยะสุดท้ายกับคน เพื่อดูว่ามันสามารถใช้ป้องกันโรคแทรกซ้อนจากการผ่าตัดบายพาสหัวใจได้หรือไม่

 ทีมวิจัยยังบอกด้วยว่า ยาตัวใหม่สามารถใช้ทดสอบหาสารเพิ่มพลังที่นักกีฬาอาชีพชอบลักลอบใช้เพิ่มสมรรถนะให้ตัวเอง และพัฒนาชุดทดสอบตรวจสารต้องห้ามให้กับสำนักงานป้องกันการใช้สารต้องห้ามโลก

 ยาช่วยออกกำลังดังกล่าวมีตัวยาเรสเวราทรอล สารที่ใช้ศึกษาประสิทธิภาพชะลอวัย ที่ผ่านมามีรายงานทดสอบกับหนูพบว่ามันวิ่งได้ไกลขึ้นก่อนหมดแรง ทั้งที่ไม่เคยฝึกซ้อมมาก่อน แต่การศึกษาครั้งล่าสุดนี้พบเพิ่มเติมว่า มันมีผลโดยตรงกับกระบวนการสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มความอึดให้กับร่างกาย

 อีแวนส์เองยอมรับว่า ตัวเขาเองยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามันทำงานส่งผลอย่างไร หรือใช้ได้ผลกับคนหรือไม่ "มันอาจจะเป็นมหัศจรรย์เล็กๆ ที่ทำให้เกิดขึ้นก็ได้"

  ยาช่วยออกกำลังกายมีชื่อว่า AICAR งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าอาจช่วยป้องกันไม่ให้น้ำหนักขึ้นแม่จะกินอาหารไข้มันสูง เหมาะใช้รกษาผู้ป่วยโรคอ้วน แต่คงต้องรออีกระยะหนึ่ง เพื่อดูว่ามันใช้ปลอดภัยกับคนจริง

 ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อยอมรับว่ายา AICAR อาจใช้รักษาโรคอ้วน และเบาหวานได้ในอนาคต บริษัทยาหลายแห่งกำลังศึกษายาดังกล่าวเพื่อรักษาเบาหวาน หลังจากพบว่า AICAR กระตุ้นกล้ามเนื้อให้ดึงน้ำตาลออกจากเลือด หรือผู้ป่วยไขข้อ หรือหัวใจล้มเหลวที่ไม่สามารถออกกำลังกายจะได้ประโยชน์จากยาตัวนี้เช่นกัน

 ทั้งนี้ ผลงานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสาร 'เซล'







1 สิงหาคม พ.ศ. 2551 05:00:00

กินถั่วเหลืองมากไปอสุจิหายจ้อย

:นักวิจัยสหรัฐบอกว่า ผู้ชายที่กินอาหารปรุงจากถั่วเหลืองมาก มีผลระบบสืบพันธุผลิตอสุจิได้น้อยลง


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :  งานวิจัยดังกล่าวเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพของน้ำอสุจิกับถั่วเหลือง ซึ่งเป็นพืชที่มีสารชนิดเดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือที่เรียกว่าฮอร์โมนเพศหญิง

 ดร.จอร์จ ชารวาร์โร จากวิทยาลัยแพทย์สาธรณสุขฮาร์วาร์ดในบอสตัน กล่าวว่า ทีมวิจัยพบผู้ชายที่กินอาหารปรุงจากถั่วเหลืองปริมาณมากๆ มีปริมาณสเปิร์มน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับกลุ่มไม่กินถั่วเหลือง

 ที่ผ่านมาเคยมีงานวิจัยลักษณะเดียวกันนี้กับกลุ่มสัตว์ที่กินอาหารสัตว์ผสมถั่วเหลือง ซึ่งเป็นพืชที่ให้ฮอรโมนเอสโตรเจน หรือไอโซฟลาโวนปริมาณสูง แต่ยังไม่เคยมีงานวิจัยศึกษากับคน ดังนั้น ทีมจากฮาร์วาร์ดจึงทดลองหาคำตอบว่า อาหารจากถั่วเหลืองมีผลต่อการผลิตสเปิร์มหรือไม่ และอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์

 ทีมวิจัยให้อาสาสมัคร 99 คน กินอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง 15 ชนิด อาสาสมัครทั้งหมดเป็นกลุ่มที่เคยเข้ารับคำปรึกษาจากคลีนิครักษาภาวะมีบุตรยากระหว่างปี 2543-2549

  อาสาสมัครได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการบริโภคถั่วเหลือง ความถี่ในการกินอาหารพวกเต้าหู้ เต้าเจี้ยว ไส้กรอกเต้าหู หรือไส้กรอกถั่วเหลือง เบคอน เบอร์เกอร์ น้ำถั่วเหลือง โยเกิร์ต และไอสครีมที่ทำจากถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผสมถั่วเหลือง และเครื่องดื่มให้พลังงาน

 เนื่องจากอาหารแต่ละประเภทมีปริมาณของสารไอโซฟลาโวนต่างกันไป นักวิจัยจึงกำหนดขนาดมาตราฐานบริโภคเฉพาะขึ้นมา จากนั้นแบ่งกลุ่มผู้ชายเป็นกลุ่มต่างๆ ตามปริมาณบริโภคถั่วเหลือง ผู้ชายที่อยู่ในกลุ่มกินถั่วเหลืองมากที่สุดกินถั่วเหลืองราวครึ่งถ้วยตวงต่อวัน

 ผลวิจัยแสดงความแตกต่างให้เห็นอย่างชัดเจน ผู้ชายกลุ่มที่กินถั่วเหลืองมากที่สุดมีจำนวนสเปิร์มเหลืองราว 41 ล้านตัวต่อหนึ่งมิลลิลิตร น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่กินถั่วเหลืองเลย ปกติแล้ว สเปิร์มของผู้ชายมีอยู่ 80-120 ล้านตัวต่อหนึ่งมิลลิลิตร หากนับจำนวนได้เพียง 20 ล้านตัวต่อมิลลิลิตรหรือต่ำกว่านั้นถือว่ามีระดับต่ำ

 นักวิจัยกล่าวว่า ผลข้างต้นแสดงว่า อาหารประเภทถั่วเหลืองมีผลบางอย่างต่อระบบสืบพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตสเปิร์ม พวกเขายังพบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายอ้วนกับการบริโภคอาหารประเภทถั่วเหลือง ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากฮอร์โมน

 "ผู้ชายที่อ้วนเกิน หรือคนเป็นโรคอ้วนมีโอกาสมีฮอร์โมนแอนโดนเจนที่ผลิตโดยเอสโตรเจนระดับสูง ฮอร์โมนเหล่านี้จะเข้าไปเปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายเป็นฮอร์โมนเพศหญิงในไขมัน  ยิ่งมีไขมันมาก ฮอร์โมนเอสโตรเจนยิ่งผลิตออกมามากในไขมัน

 อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่า การศึกษาครั้งนี้ยังไม่เพียงพอจะสรุปได้ว่า กินถั่วเหลืองแล้วมีผลต่อสุขภาพทำให้เป็นหมัน และจำเป็นต้องศึกษาในกลุ่มประชากรที่ใหญ่ขึ้นเพื่อหาคำตอบ






31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 19:10:00

ธูปมรณะ

:ควันธูปปะปนไปด้วยสารต่างๆ มากมาย ทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ มีเทน รวมถึงสารชื่อแปลกๆ อีก 3-4 ชนิด ซึ่งก็คงไม่ได้สลักสำคัญอะไร หากมันไม่ได้ถูกให้คำจำกัดความจากแพทย์ว่าเป็น "สารก่อมะเร็ง" ตัวฉกาจ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ควันธูปสีขาวลอยคละคลุ้งอยู่เหนือแท่นบูชา ชวนให้นึกถึงบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ การอธิษฐาน การเชื่อมโยงโลกแห่งความจริงกับโลกทางจิตวิญญาณ แต่เคยนึกสงสัยหรือไม่ว่า ควันสีขาวที่ดูบริสุทธิ์ นุ่มนวล และมีมนต์ขลังนั้น มีอะไรปะปนอยู่บ้าง

ข้อสังเกตง่ายๆ ที่หลายคนรู้สึกได้ด้วยตัวเอง เช่น แสบตา ไอ หรือจาม คือปัจจัยแรกๆ ที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงสารที่ถูกปล่อยออกมาพร้อมกับการเผาไหม้ ผลการวิจัยทั้งในและต่างประเทศในรอบหลายปีที่ผ่านมาต่างยืนยันว่า ควันธูปปะปนไปด้วยสารต่างๆ มากมาย ทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ มีเทน รวมถึงสารชื่อแปลกๆ อีก 3-4 ชนิด เช่น ฟอร์มาดีไฮด์ เบนซีน  บิวทาไดอีน ซึ่งก็คงไม่ได้สลักสำคัญอะไร หากมันไม่ได้ถูกให้คำจำกัดความจากแพทย์ว่าเป็น "สารก่อมะเร็ง" ตัวฉกาจ

นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้า ไอ ซี ยู โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เป็นผู้หนึ่งที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากประสบการณ์ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งพบว่า หลายคนโดยเฉพาะผู้หญิงไม่ได้มีประวัติสูบบุหรี่หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้สูบบุหรี่ และไม่มีประวัติสัมผัสกับสารก่อมะเร็งจากการประกอบอาชีพ คุณหมอจึงได้ร่วมกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทำการการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพของคนงานที่ปฏิบัติงานในวัด 3 แห่ง ในจังหวัดอยุธยา ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ จำนวน 40 คน เปรียบเทียบกับคนงานในหน่วยงานที่ไม่มีการจุดธูปจำนวน 25 คน ซึ่งคำตอบที่ได้อาจทำให้หลายคนต้องยกมือปิดจมูกทันทีเมื่อได้กลิ่นธูป เนื่องจากตัวเลขยืนยันว่า ควันธูปที่คละคลุ้งอยู่ในวัดต่างๆ มีปริมาณสารก่อมะเร็งสูงยิ่งกว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเสียอีก

“ตามปกติสาร 3 ตัวที่เราพบทั่วโลกยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งอยู่แล้ว แต่เราอยากทราบถึงปริมาณที่พบในวัดต่างๆ ซึ่งพอไปวัดดูก็พบว่า มีสารเบนซีนถึง 94 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถ้าเทียบกับปริมาณที่ระบุว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย คือเบนซีนความเข้มข้นไม่ควรเกิน 1.7 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ชุมชนแถวมาบตาพุดพบเพียง 2.2- 3.7 เท่านั้น ที่เราพบในวัดสูงกว่านั้นนับสิบเท่า ถามว่าอันไหนตื่นเต้นกว่ากัน”

“สำหรับบิวทาไดอีน ตามมาตรฐานระบุว่าไม่ควรเกิน 0.33 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ที่มาบตาพุดวัดได้ 0.55, 0.43 แต่ที่เราพบในวัด 11 ไมโครกรัม ต่างกันเกินสิบเท่า สูงกว่าที่เขากังวล มากกว่าในมาตรฐาน ซึ่งในการศึกษาเรามีการเปรียบเทียบสถานที่ที่จุดธูปกับไม่จุดธูปด้วย เพื่อยืนยันว่าในบรรยากาศที่ที่มีการจุดธูปเยอะๆ มีสารก่อมะเร็งในปริมาณที่แตกต่างกันมาก”

ถึงตอนนี้ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่า พิษภัยของควันธูปนั้นร้ายแรงแค่ไหน คุณหมอเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ว่า "ธูป 1 ดอกที่ถูกจุด มีปริมาณสารก่อมะเร็งไม่ต่างจากบุหรี่ 1 มวน" เลยทีเดียว

ภัยร้ายใกล้มะเร็ง

แม้ว่าการพบสารก่อมะเร็งในควันธูปจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงการวิจัย แต่การศึกษาหาความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งของผู้ที่สูดดมควันธูปอยู่เป็นประจำถือเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง

โดยการค้นหาความจริงในครั้งนี้ นอกจากจะมีการตรวจวัดปริมาณสารก่อมะเร็งทั้ง 3 ชนิดในอากาศบริเวณที่มีการจุดธูป และปริมาณการได้รับสารก่อมะเร็งเหล่านี้ในคนงานขณะปฏิบัติงาน ตลอดจนการวัดระดับของดัชนีชี้วัดของการได้รับสารก่อมะเร็งแล้ว การวิจัยยังได้ทำการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ โดยใช้ดัชนีชี้วัดของการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพในระยะเริ่มต้น ได้แก่ การตรวจวัดระดับการทำลายสารพันธุกรรมใน DNA ในคนงานด้วย

“เราก็ตรวจในร่างกายคน ตรวจทั้งในเลือดและปัสสาวะ ดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมหรือไม่ เพราะระยะเริ่มต้นของการเป็นมะเร็งคือการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม โดยจะมีการแตกหักของสายดีเอ็นเอ ซึ่งปกติร่างกายก็มีการแตกหัก แต่จะมีการซ่อมแซมได้ แต่กับคนที่ได้รับควันธูปเป็นประจำพบว่ามีการแตกหักเพิ่มขึ้น และมีการซ่อมแซมลดลง สุดท้ายก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในพันธุกรรม เซลล์จะกลายเป็นเซลล์ใหม่ซึ่งมีการแบ่งตัวถาวร ไม่มีการหยุดเลย"

"กล่าวโดยสรุปก็คือ การหายใจเอาควันธูปเข้าไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นต้นในห้องปฏิบัติการอย่างชัดเจน โดยเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้สูดควัน และเพื่อให้ผลที่ได้มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด คนที่เรานำมาตรวจจะต้องเป็นเพศเดียวกัน อายุใกล้เคียงกัน ไม่สูบบุหรี่เหมือนกัน และเลือกวัดต่างจังหวัดเพื่อหลีกเลี่ยงมลพิษจากท่อไอเสีย ”

อย่างไรก็ตามแม้ในทางการแพทย์จะไม่มีใครยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ถึงสาเหตุที่แท้จริงของมะเร็ง แต่ข้อมูลจากการวิจัยหลายชิ้นก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ความผิดปกติแรกเริ่มเกิดขึ้นจากการแตกหักของสาย DNA

“การเข้าสู่ร่างกายจนเกิดการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์กับปริมาณและเวลา สะสมมากขึ้น นานมากขึ้น สุดท้ายการเปลี่ยนแปลงก็จะถึงขั้นที่มันเปลี่ยนตัวเอง ซ่อมแซมไม่ได้ เปลี่ยนเป็นเซลล์ใหม่ เซลล์นั้นพันธุกรรมมันเปลี่ยนแล้วมันก็กลายตัวไปเอง แต่เราไม่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นมะเร็งจริงหรือเปล่า และในความเป็นจริงก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งปอด อาจกลายเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เพราะว่าสารที่ได้รับเข้าไปมันขับถ่ายทางกระเพาะปัสสาวะ และคนเราไม่ได้ฉี่ตลอดเวลา กลั้นไว้ ก็ถูกกักไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ”

ในความเห็นของคุณหมอ การดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรค จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการหวังผลจากการรักษา ซึ่งควันธูปที่เราคุ้นเคยนี้นอกจากจะมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งแล้ว ในเบื้องต้นยังมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ และเป็นอันตรายต่อคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ด้วย

ธูปอโรมาอันตรายยิ่งกว่า

ธูป 1 ดอก ใช้ไหว้ศพ, ธูป 2 ดอก ใช้บูชาเจ้าที่, ธูป 3 ดอก ใช้บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, ธูป 7 ดอก ไหว้พระพรหม, ธูป 8 ดอก บูชาเทพเจ้าของชาวฮินดู, ธูป 9 ดอก บูชาเทพารักษ์, ธูป 10 ดอก ใช้บูชาเจ้าที่ตามความเชื่อของชาวจีน, หลักปฏิบัตินี้แม้หลายคนจะรู้ แต่ถ้าถามถึงความเป็นมา คำตอบอาจไม่ชัดเจนนัก

ตามประวัติ ธูปมีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ การจุดธูปเป็นพิธีกรรมที่ชาวอียิปต์ใช้สักการะเทพเจ้าด้วยควันที่มีกลิ่นหอม วัฒนธรรมนี้ได้แพร่ขยายไปยังประเทศกรีกและโรมันโบราณ กระทั่งเมื่อการจุดธูปเพื่อสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติได้แพร่มาถึงประเทศอินเดียในศาสนาฮินดูและต่อมายังศาสนาพุทธ คนไทยและอีกหลายประเทศจึงรับเอาธรรมเนียมนี้มาใช้ จนถึงปัจจุบันคาดว่าในแต่ปีทั่วโลกมีคนจุดธูปทั้นับหมื่นนับแสนตัน

สำหรับประเทศไทย ธูป ไม่เพียงมีรูปแบบและการใช้งานอย่างหลากหลาย อุตสาหกรรมการผลิตธูปยังถือว่ามีอนาคตสดใส ซึ่งถือเป็นโชคดีของคนผลิต เพราะตราบใดที่มันยังไม่ถูกจุด พวกเขาก็ปลอดภัย

นพ.มนูญ กล่าวว่าอันตรายของธูปนั้นเกิดการเผาไหม้ เช่นเดียวกับการเผาไหม้สารอินทรีย์อื่นๆ เนื่องจากธูปเป็นเครื่องหอมที่ทำมาจากขี้เลื่อย กาว และน้ำมันหอม

“การเอาน้ำหอมมาเผาจะกลายเป็นสารก่อมะเร็ง น้ำมันจากพืชทุกอย่างเป็นสารอินทรีย์เมื่อเผาไหม้จะเปลี่ยนรูปร่าง ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้เครดิตห้องปฏิบัติการพิษวิทยาสิ่งแวดล้อมของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยและมีการตีพิมพ์แล้ว และแม้ว่าอาจจะขัดกับความเชื่อของคนจำนวนหนึ่ง แต่ทำแล้วต้องบอก บอกข้อดีข้อเสีย”

ตามปกติธูปหนึ่งดอกอาจเผาไหม้หมดในเวลา 20 นาที แต่หลายครั้งมันก็สามารถส่งกลิ่นและควันได้นานถึง 3 วัน 3 คืน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและชนิดของธูป แน่นอนว่าระดับความอันตรายย่อมขึ้นอยู่กับปริมาณและระยะเวลาที่แต่ละคนสูดดมเข้าไป ซึ่งภัยใกล้ตัวนี้ไม่มียกเว้น แม้แต่ธูปอโรมาที่ใช้กันตามบ้านและในสปา

“สารอโรมาอันตรายทั้งนั้น เราไปดูงานวิจัยของคนอื่นมา ธูปธรรมดากับธูปอโรมา ธูปอโรมาเมื่อมีการเผาไหม้จะมีการปล่อยเบนซีนออกมามากกว่าธูปธรรมดา เพราะว่าน้ำหอมอโรมาเวลาเผาเกิดสารอินทรีย์ระเหยง่าย คาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า แต่ฝุ่นละอองน้อยกว่า"

สรุปอย่างเป็นทางการก็คือ ขึ้นชื่อว่าเป็นธูปแล้วและเมื่อมันถูกจุด ผู้ที่สูดดมเป็นระยะเวลานานย่อมมีความเสี่ยงต่อการได้รับสารก่อมะเร็งที่ทำให้เกิดความผิดปกติต่างๆ ของสารพันธุกรรมและศักยภาพในการซ่อมแซมความผิดปกติของ DNA ลดลง ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้เป็นกลไกส่วนหนึ่งในการเหนี่ยวนำให้เกิดโรงมะเร็ง

ทว่านั่นไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทีมวิจัยเสนอให้ทุกคนไตร่ตรองให้มากขึ้นทุกครั้งที่จุดธูป ทั้งนี้เนื่องจากสิ่งที่น่าเป็นห่วงพอๆ กับปัญหาสุขภาพ ก็คือผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน

นพ.มนูญ ให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ และมีเทน ที่ปล่อยออกมาพร้อมควันธูปล้วนเป็นส่วนหนึ่งของก๊าซเรือนกระจก

“ทุกๆ 1 ตันของธูปจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเท่ากับ 1 ใน 3 ของน้ำหนักธูป หากปีๆ หนึ่งทั้งโลกมีคนจุดธูปเป็นหมื่นถึงแสนตันจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนออกมาเป็นจำนวนมหาศาล”

ถึงตอนนี้หลายคนอาจกำลังคิดหาวิธีป้องกันตัวเองจากควันธูป และถ้าใครกำลังคิดจะหาผ้าปิดจมูกมาเป็นตัวช่วย ขอแสดงความเสียใจ เพราะสารเหล่านี้มีอณูเล็กมาก พวกมันสามารถทะลุทะลวงผ่านใยบางๆ ของผ้า ผ่านหลอดลมเข้าไปสู่ร่างกายเราได้อย่างง่ายดาย

ด้วยเหตุนี้คุณหมอจึงเสนอวิธีการง่ายๆ ที่น่าจะช่วยบรรเทาพิษภัยของควันธูปได้ "เพียงแค่ดับธูปให้เร็วที่สุด"

“ผมคิดว่าแต่ละวัดน่าจะมีที่ใส่น้ำเตรียมไว้ เมื่อคนจุดธูป อธิษฐานเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ดับธูปก่อนที่จะนำไปปักในกระถางธูป เพื่อลดการเกิดควันซึ่งเป็นอันตราย” และเพื่อให้การรณรงค์ในเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ ได้ฝากกลอนสั้นๆ ไว้เตือนใจ

"หยุดจุดธูป ลดคาร์บอน ช่วยโลกร้อน หย่อนควันพิษ ทอนฤทธิ์มะเร็ง"

สุดท้ายจะเลือกจุดธูปเพื่ออธิษฐานให้สุขภาพแข็งแรง หรือจะดับธูปเพื่อรักษาสุขภาพ ก็อยู่ที่การตัดสินใจของคุณ...


เรื่อง : ชุติมา ซุ้นเจริญ

ภาพ : อนันต์ จันทรสูตร์







30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 11:40:00

หญิง 50 อัพ นอนเยอะเสี่ยงเลือดสมองตีบ

:นอนเกิน 9 ชั่วโมงไม่ดี เสี่ยงเส้นเลือดสมองอุดตัน แต่รายที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจกลับไม่ควรนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : คนสูงอายุส่วนมากมักชอบนอน นอกจากแอบงีบกลางวันแล้ว บางคนนอนเกินมาตรฐาน 7 ชั่วโมง นักวิจัยสหรัฐพบว่า การนอนเกิน 9 ชม.ต่อคืน กลับเพิ่มความเสี่ยงให้บรรดาหญิงวัยทองเป็นโรคเส้นเลือดในสมองอุดตันเพิ่มขึ้นถึง 70%

ดร.เฉิน จิว ชวน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งนอร์ธ แคโรไลนา ในสหรัฐ เผยว่า งานวิจัยที่ผ่านมามักศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการนอนกับอายุสั้นอายุยืน แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่ดูความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการนอนกับภาวะหลอดเลือดหัวใจ  ทีมวิจัยจึงตามติดชีวิตสาววัยทองกว่า 93,175 ราย อายุระหว่าง  50-79 ปี โดยที่ 8.3% ของหญิงเหล่านี้ นอนน้อยกว่า 5 ชม.ต่อคืน และอีก 4.6% นอนหลับยาว 9 ชม.ต่อคืน

จากการติดตามศึกษาเป็นเวลากว่า 7 ปีครึ่ง นักวิจัยพบว่า หญิงวัยกลางคน 1,166 ราย มีอาการหลอดเลือดสมองตีบ ทำให้ออกซิเจนเลี้ยงสมองและเนื้อเยื่อสมองไม่สะดวก เป็นเหตุให้เนื้อเยื่อสมองตาย  เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า หญิงที่นอน  6 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น  มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง 14% เมื่อเทียบกับคนนอนปกติ 7 ชม. ส่วนคุณแม่คุณป้าที่นอน 8 ชั่วโมง ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 24% และกลุ่มที่นอน 9 ชม. หรือมากกว่า เสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองพุ่งสูงถึง 70%

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มผู้หญิงที่ตรวจพบเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมาตั้งแต่เริ่มวิจัย พบว่าหากนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง กลับมีผลเสียยิ่งกว่านอนมาก และเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ 22%

เมื่อวิเคราะห์ต่อไปพบว่า ผลเสียต่อสุขภาพจากการนอนอุตุไม่เกี่ยวกับอาการนอนกรน และนอนขี้เซา ดังนั้น การนอนมากหรือนอนน้อยกว่าปกติ อาจถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เป็นตัวแปรอิสระสำหรับการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ

ถึงแม้นอนมากส่งผลเสี่ยงต่อสุขภาพมากกว่านอนน้อย แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ คนนอนมากมีจำนวนน้อยกว่าคนนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง กลายเป็นว่าปัญหาสุขภาพของคนในสังคมมาจากคนนอนน้อยนั่นเอง
 







29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 05:00:00

ดื่มน้ำมากเกินไประวังน้ำเป็นพิษ

:เคยเชื่อว่ากินน้ำเยอะช่วยให้สุขภาพดี แต่หากดื่มน้ำมากเกินกว่าร่างกายต้องการ อาจจะได้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :    ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ยอมรับว่าดื่มน้ำมากกว่าปกติเล็กน้อยช่วยให้มีสุขภาพดี แต่ระยะหลังกระแสนิยมใช้น้ำล้างพิษเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะสูตรที่แนะให้ดื่มน้ำหลายลิตรต่อวัน และดื่มต่อเนื่องแม้จะไม่มีอาการกระหายน้ำ โดยอ้างว่าดื่มน้ำมากช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ชะล้างสารเคมี หรือสิ่งที่เป็นพิษออกจากร่างกาย

อย่างไรก็ตาม สมาคมโภชนาการแห่งอังกฤษแจงว่า ปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการแต่ละวันขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน รวมถึงปัจจัยอื่นไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิอากาศ การออกกำลังกาย เป็นต้น

เออร์ซูลา อาเรนส์ นักโภชนาการระบุว่า ร่างกายต้องการน้ำ 1-2 ลิตรต่อวัน น้ำที่จะได้รับอาจไม่ได้อยู่ในรูปของน้ำเปล่า แต่รวมถึงชา กาแฟ น้ำผลไม้ อาหารต่างๆ ที่มีน้ำผสมอยู่ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ ขนม

"อย่าดื่มน้ำมากเกินกว่าร่างกายต้องการ เพราะหากคุณเป็นนักกีฬาชื่อดัง ทำรายได้เป็นแสนต่อการแข่งกีฬา 1 เกม ก็พอเข้าใจได้ว่าร่างกายต้องการน้ำมากพอกับที่สูญเสียไป แต่หากคุณเป็นแค่คนที่ว่ายน้ำเป็นงานอดิเรก มันไม่จำเป็นเลยกับน้ำมากมาย" นักโภชนาการเมืองผู้ดีกล่าว

เออร์ซูลา ยังกล่าวด้วยว่า ในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่มีหลักฐานยืนยันประโยชน์ของการล้างพิษด้วยน้ำ เนื่องจากร่างกายมีกระบวนการกำจัดของเสียที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้วคือตับ จึงเป็นเรื่องรู้ได้ยากว่าการดื่มน้ำมากเกินไปส่งผลต่อกระบวนการขับของเสียของร่างกายหรือไม่ และอย่างไร

"ร่างกายมนุษย์มีระบบกำจัดของเสียที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว แต่กรณีที่ระดับน้ำในเลือดเพิ่มสูงมากเกินไป ระบบกำจัดของเสียไม่สามารถรับมือได้ ทั้งนี้หากดื่มน้ำในปริมาณมาก เกลือในเลือดก็จะลดต่ำ ส่งผลให้น้ำท่วมเข้าสู่สารละลายในเซลล์และอวัยวะอื่นๆ ได้ เช่น ทำให้สมองบวมจนไม่สามารถทำงานได้" ศ.เกรแฮม แมคเกรเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญระบบไต อธิบายและเล่าว่า เคยมีคนดื่มเบียร์ 10 ลิตร แล้วต้องเข้าโรงพยาบาลจากภาวะ "น้ำเป็นพิษ"

ศ.เกรแฮมย้ำว่า คนควรดื่มน้ำตามที่ร่างกายต้องการ ร่างกายจะบอกให้ทราบด้วยอาการกระหาย การดื่มน้ำปริมาณมากกว่านั้น ไม่จำเป็นนอกจากเป็นสาเหตุให้คุณต้องไปต่อคิวหน้าห้องสุขา เช่นเดียวกับการดีท็อกซ์ด้วยน้ำ
 





28 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

หวีไม่ต้อง ผมไม่ยุ่ง

:สำหรับท่านชาย สาเหตุหลักๆ ของอาการผมร่วงได้แก่ โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, โรคผิวหนัง ที่เกิดจากการติดเชื้อรา แบคทีเรียต่างๆ และการขาดฮอร์โมน


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หัวล้านก็ดีไปอย่าง (หรือหลายอย่าง) โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง ช่วยคุณประหยัดแชมพู ยาสระผม ครีมนวดผม โทนิคก็ไม่ต้องใช้ ไม่ต้องห่วงว่าจะมีผมมาหงอกแซม ประหยัดเวลา ไม่ต้องเสียเวลาจัดทรงผม และหวีผมไปทำงาน เวลาลมกรรโชกไม่ต้องกลัวผมยุ่ง สามารถขับรถเปิดหน้าต่างกินลมได้สบาย

แต่ถ้าเลือกได้ ผู้ชายทุกคนไม่มีใครอยากหัวล้าน กระบาลใส

"ปัญหาผมร่วงเป็นปัญหาที่ใหญ่มากสำหรับผู้ชายวัย 35 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ชายที่ให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพ รวมถึงบรรดานักธุรกิจ และคนที่มีสังคมวงกว้าง ต้องพบปะผู้คนอยู่เสมอ" น.พ.นเรนทร์ มัลโฮตรา อายุรแพทย์ทั่วไปประจำศูนย์สุขภาพชาย โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว

ผมร่วงเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุหลัก ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ปัญหาฮอร์โมน การใช้ยาบางชนิด แพ้ยา การฉายแสง การติดเชื้อรา ซิฟิลิส เอชไอวี งูสวัด ภาวะเลือดจาง ภูมิคุ้มกันในร่างกายผิดปกติ มัดผมแน่นเกินไป ถักเปียติดหนังศีรษะ และพันธุกรรม

อย่างไรก็ดี สำหรับท่านชาย สาเหตุหลักๆ ของอาการผมร่วงได้แก่ โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, โรคผิวหนัง ที่เกิดจากการติดเชื้อรา แบคทีเรียต่างๆ และการขาดฮอร์โมน อย่างไรก็ดีน.พ.นเรนทร์ชี้ว่า ยังมีการร่วงของผมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า Male Baldness ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะชายที่อายุมากขึ้นเท่านั้น

อาการผมร่วงที่เกิดขึ้น อายุรแพทย์ด้านสุขภาพชายอธิบายว่า ผมร่วงมีทั้งแบบที่รากผมถูกทำลาย เชื้อโรคทางผิวหนังและเชื้อรามักเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำลายรากผม และแบบรากผมไม่ถูกทำลาย ซึ่งเป็นการร่วงตามธรรมชาติที่ไม่ทราบสาเหตุ แต่ไม่นานผมจะขึ้นใหม่เพราะยังคงมีรากผมอยู่

“สัญญาณผมร่วมหัวล้านให้สังเกตรอยแสกผมกว้างขึ้น ผมบางช่วงบนของศีรษะ ผมบาง ผมหลุดติดมือมาแม้ดึงเบาๆ นอกจากนี้ ก็จะมีอาการผมร่วงผิดปกติในลักษณะวงกลม หรือวงรี หากเป็นอาการติดเชื้อรา อาจจะมีจุดสีดำบนหนังศีรษะ คัน หนังศีรษะลอกและอักเสบร่วมด้วย” น.พ.นเรนทร์กล่าว

อายุรแพทย์ชี้ว่า การรักษาผมร่วงต้องหาสาเหตุของผมร่วงให้เจอ และแก้ที่ต้นเหตุ โดยจะเริ่มตรวจเช็คระดับฮอร์โมน นำตัวอย่างเส้นผมหรือหนังศีรษะไปตรวจ หากเกิดจากการติดเชื้อก็ต้องปรึกษาและส่งตัวไปยังแพทย์ผิวหนัง หรือหากเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ก็ต้องอาศัยศัลยกรรมตกแต่ง ปลูกผม หรือทายากระตุ้นให้เกิดผมใหม่ขึ้น

ปัญหาของชายหนุ่ม และหนุ่ม (เหลือ) น้อย ไม่ได้มีแค่เรื่องผม สำหรับหนุ่มวัยทอง หรือวัย 35 ปีอัพ นอกจากปัญหาบุคลิกภาพที่เป็นปัญหาสำคัญ ยังมีเรื่องของสมรรถภาพทางเพศ หากใช้ชีวิตอยู่ด้วยอาการ “นกเขาไม่ขัน” หรือ “ขันแล้วแต่ไม่จบเพลง” อาจจะต้องนอนคอตก หงุดหงิดด้วยชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม

ศ.นพ.อภิชาติ กงกะนันท์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ประจำศูนย์สุขภาพชาย โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวว่า แม้จะมาด้วยอาการ “นกเขาไม่ขัน” แต่เราก็ต้องตรวจสุขภาพองค์รวม เพราะอาจจะมีโรคอื่น หรือสาเหตุของนกเขาไม่ขันแฝงอยู่

“บางรายกระมิดกระเมี้ยนมาปรึกษาโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เราก็ต้องตรวจร่างกาย และพบว่า ผู้ป่วยรายนี้กินยาแก้ผมร่วง ซึ่งกินมากว่าปี โดยที่ไม่รู้ว่า ยานี้ส่งผลต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ขณะเดียวกัน บางคนอาจจะมาพบแพทย์ด้วยโรคต่อมลูกหมากโต แต่คุยไปคุยมาพบอาการของโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศด้วย” ศ.นพ.อภิชาติ อธิบาย

ผลจากการเก็บข้อมูลสถิติ พบว่า ผู้ชายจะเข้าพบแพทย์น้อยกว่าผู้หญิงในวัยเดียวกัน เพราะดูภายนอกแล้วเป็นคนฟิตปั๋ง แต่ใครจะรู้ว่าภายในอาจไม่ดึ๋งดั๋งอย่างที่คิด อาจจะมีโรคร้ายซ่อนอยู่ ไร้อาการแสดงรอวัน "โชว์พาว" ออกมาให้เห็น

“โรคที่พบมากในกลุ่มชาย 40 ปีขึ้นไปนั้น 3 อันดับแรกได้แก่โรคหัวใจ โรคเบาหวานโรคระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งต้องรีบพบแพทย์เพื่อรักษาตัว อย่างไรก็ดีอาการผมร่วง โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือโรคอื่นล้วนแล้วแต่เป็นโรคจากรูปแบบการใช้ชีวิต ที่ขึ้นอยู่กับคนว่าเลือกที่จะรักษาหรือไม่ เพราะหากไม่รักษา ก็ไม่ถึงตาย แต่หากรักษา คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น” ศ.นพ.อภิชาติ กล่าวเสริม

เพื่อให้ชายหนุ่ม คงความเป็นหนุ่มแบบมีคุณภาพ น.พ.นเรนทร์แนะว่า ควรเริ่มตรวจเช็คสุขภาพตั้งแต่อายุ 20 ปี เพื่อป้องกันตนเองให้มีสุขภาพดี เป็นชายวัย 40 ปีที่แข็งแรง หากพบอาการผิดปกติก็สามารถแก้ไขหรือรักษาได้ทันท่วงที ในขณะที่ชายวัย 35 ปีขึ้นไปนั้น ควรจะตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ดูแลเรื่องอาหาร ออกกำลังกายเป็นประจำ

สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ การออกกำลังสมอง ที่ศ.นพ.อภิชาติ แนะว่า ชายวัยทองจำเป็นอย่างมาก เพื่อลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์


สาลินีย์ ทับพิลา





10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 13:11:00

จกส้มตำต้านมะเร็ง..แซบหลาย

:บัณฑิตมหิดล เผยส้มตำเป็นสุดยอดอาหารต้านโรคมะเร็ง ส่วนฉู่ฉี่ปลาทับทิม ไก่ทอดสมุนไพร ไข่เจียวหอมใหญ่และอื่นๆรวม 22 สูตรเป็นสุดยอดเมนูยับยั้งสารก่อกลายพันธุ์


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : น.ส.มลฤดี สุขประสารทรัพย์ นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การควบคุมของ รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ หัวหน้าฝ่ายพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ อาจารย์ที่ปรึกษา และการสนับสนุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ

เปิดเผยผลการศึกษาวิจัย เรื่อง การกินอาหารที่มีสารก่อกลายพันธุ์ เช่น อาหารประเภทปิ้ง ย่าง รม ควัน และอาหารที่ต้มตุ๋นเป็นระยะเวลานาน ร่วมกับการกินอาหารไทยที่ทำการศึกษา 22 ชนิด ได้แก่


1.แกงเลียง
2.แกงส้มผักรวม
3.แกงเผ็ดเป็ดย่าง
4.แกงเขียวหวานไก่
5.แกงจืดตำลึง
6.แกงจืดวุ้นเส้น
7.ต้มยำกุ้ง
8.ต้มยำเห็ด
9.ผัดผักคะน้าน้ำมันหอย
10.ผัดผักรวมน้ำมันหอย
11.ผัดกะเพรากุ้งใส่ถั่วฝักยาว
12.ยำวุ้นเส้น
13.ส้มตำไทย
14.เต้าเจี้ยวหลน
15.น้ำพริกกุ้งผัด
16.น้ำพริกลงเรือ
17.ไก่ทอดสมุนไพร
18.ไก่ผัดเม็ดมะม่วง
19.ไข่เจียวใส่หอมใหญ่และมะเขือเทศ
20.ฉู่ฉี่ปลาทับทิม
21.ทอดมันปลากราย และ
22.ห่อหมกปลาช่อน


ในการวิจัยใช้สารสกัดจากอาหารไทยดังกล่าว และทำการวิจัยในแบบจำลองที่มีสภาพใกล้เคียงกับกระเพาะอาหารของคน โดยการกินอาหารไทยร่วมกับการกินอาหารประเภทปิ้งย่าง รมควัน

พบว่า กลุ่มอาหารไทยที่ให้ผล ในการยับยั้งสารก่อกลายพันธุ์ในระดับสูง โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ สารสกัดจากฉู่ฉี่ปลาทับทิม ไก่ทอดสมุนไพร ไข่เจียวหอมใหญ่และมะเขือเทศ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ผัดคะน้าน้ำมันหอย ผัดผักรวมน้ำมันหอย ผัดกะเพรากุ้งใส่ถั่วฝักยาว และทอดมันปลากราย

กลุ่มที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งสารก่อกลายพันธุ์ระดับกลาง ได้แก่ แกงเขียวหวานไก่ น้ำพริกลงเรือ แกงเผ็ดเป็ดย่าง เต้าเจี้ยวหลน ยำวุ้นเส้น แกงเลียง ห่อหมกปลาช่อนใบยอ น้ำพริกกุ้งสด และต้มยำกุ้ง เรียงตามลำดับ

กลุ่มที่มีคุณสมบัติยับยั้งสารก่อกลายพันธุ์น้อยที่สุดเรียงตามลำดับจากน้อยถึงน้อยที่สุด คือ แกงจืดวุ้นเส้น แกงจืดตำลึง ส้มตำไทย ต้มยำเห็ด และแกงส้มผักรวม

ส่วนการศึกษาการยับยั้งสารก่อกลายพันธุ์ของสารเคมีที่เป็นตัวแทนสารพิษที่ได้จากการต้มปลาเป็นเวลานาน พบว่า สารสกัดจากส้มตำไทยให้ผลดีที่สุด รองลงมาเป็นแกงส้มผักรวม

ตามด้วยไก่ผัดเม็ดมะม่วง ผัดผักรวมน้ำมันหอย แกงเลียง ยำวุ้นเส้น คะน้าผัดน้ำมันหอย ไก่ทอดสมุนไพร ฉู่ฉี่ปลาทับทิม ห่อหมกปลาช่อนใบยอ แกงเขียวหวานไก่ ทอดมันปลากราย แกงเผ็ดเป็ดย่าง น้ำพริกลงเรือ ผัดกะเพรากุ้งใส่ถั่วฝักยาว ต้มยำเห็ด แกงจืดวุ้นเส้น ต้มยำกุ้ง น้ำพริกกุ้งสด แกงจืดตำลึง และไข่เจียวหอมใหญ่มะเขือเทศ ตามลำดับ

ขณะที่เต้าเจี้ยวหลนไม่แสดงผลการยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์

สำหรับการศึกษาการยับยั้งสารก่อกลายพันธุ์ของสารเคมีที่เป็นตัวแทนสารพิษที่ได้จากเนื้อตุ๋นเป็นเวลานาน พบว่า สารสกัดจากส้มตำไทยให้ผลดีที่สุดแต่เป็นผลดีในระดับต่ำ รองลงมาเป็น ยำวุ้นเส้น แกงเลียง ไก่ผัดเม็ดมะม่วง แกงเผ็ดเป็ดย่าง แกงเขียวหวานไก่ ทอดมันปลากราย ต้มยำกุ้ง แกงส้มผักรวม และผัดผักรวมน้ำมันหอย ตามลำดับ

วิทยานิพนธ์นี้ชี้ให้เห็นว่าอาหารไทยเป็นอาหารสุขภาพอย่างแท้จริง สามารถช่วยลดความเสี่ยงหรือป้องกันมะเร็งได้ แต่เพื่อให้มีสุขภาพดียิ่งขึ้น จึงควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย  ทั้งนี้ น.ส.มลฤดี สุขประสารทรัพย์ เป็นมหาบัณฑิต ที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหิดลในปีนี้
 





10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 00:00:00

ปั่นจักรยานเสือภูเขาบ่อยระวังนกเขาป้อแป้

:เลือกจักรยานสักคันต้องดูให้ดีเตือนนักปั่นจักรยานทางไกล เสี่ยงหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เหตุเส้นเลือดเส้นประสาทใต้ขาหนีบถูกกดเสียหาย


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะชาวอังกฤษเตือนนักปั่นจักรยาน คิดจะเลือกควบสองล้อคู่ชีพต้องเลือกให้ดี เลือกให้ถูกโฉลก หาไม่แล้วนกเขาไม่ขันจุ๊กกรู อ่อนปวกเปียก ระคายเคืองผิวหนัง ปวดแสบปวดร้อน

นพ.วิน็อด นารืกรุน จากโรงพยาบาลเซนต์บาร์โธโลมิวเขียนรายงานลงในวารสารบีเจยู อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ผู้ชายที่ปั่นจักรยานเป็นนิจสินอาจมีปัญหากับระบบสืบพันธ์ เนื่องความร้อนจากการเสียดสีบริเวณหว่างขาระหว่างปั่นจักรยานอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ

ที่ผ่านมายังไม่มีรายงานระบุความเกี่ยวข้องชัดเจนระหว่างการปั่นจักรยานกับภาวะหมัน แต่เป็นที่รับรู้กันว่า ภาวะหมันเป็นอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ และนักปั่นจักรยานเองก็ตระหนักเรื่องนี้ดี

คนที่ปั่นจักรยานเป็นประจำเสี่ยงมีอาการต่อมลูกหมากพิการสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ชอบปั่นจักรยานเสือภูเขา มีรายงานหลายครั้งพบคนขี่จักรยานเสือภูเขามีปัญหาลูกอัณฑะผิดปกติมากกว่านักปั่นตามท้องถนน

"ตัวการสำคัญคือ อานจักรยานซึ่งเสียดสีโดยตรงกับช่วงต่อจากทวารหนักไปยังอัณฑะ หรือที่เรียกว่า ฝีเย็บ ร่างกายส่วนนี้มีเส้นประสาท และเส้นเลือดต่อไปยังส่วนหลังของอัณฑะและองคชาติ เป็นบริเวณที่อ่อนไหวมาก และยังเป็นบริเวณที่ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อได้ง่าย

การเสียดสี ถูไถ ทำให้อวัยวะบริเวณนี้ระบมได้ และเป็นปัญหาที่มักเกิดกับนักปั่นจักรยาน เหงื่อที่ออกมาแฉะบริเวณนี้ยังก่อโรคผิวหนัง และแสบบวม

จากการสัมภาษณ์นักปั่นจักรยานที่เข้าร่วมโครงการวิจัยพบว่า นักปั่นชาย 60% บอกว่า พวกเขารู้สึกชาบริเวณองคชาติ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่พบ เนื่องจากแรงกดทับจากการนั่งหลังอานทำให้เส้นเลือดที่เลี้ยงบริเวณดังกล่าวชำรุด และเส้นประสาทถูกกดเลยพาลเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศไปโดยปริยาย

ปัญหาองคชาติหมดความรู้สึกและอาการนกเขาไม่ขันพบบ่อยในกลุ่มชายที่ปั่นจักรยานเป็นประจำ และปั่นเป็นระยะทางไกล แพทย์ระบบปัสสาวะจึงแนะนำให้หยุดปั่นเป็นพักๆ หากต้องขี่ไปไกล และต้องออกแรงปั่นหนักหน่วง

อีกอย่างควรเลือกอานปั่นจักรยานที่เหมาะสม แรงต้านของขาถีบก็สำคัญมาก หากต้องขี่จักรยานที่ใช้แรงถีบมาก อาจสร้างปัญหาสุขภาพทางเพศได้ ถ้าไม่อยากมีปัญหาดังกล่าว หรือระคายเคืองผิวหนัง แนะนำให้ปรับเบาะให้สูง และเป็นระนาบเสมอกันจากหัวถึงท้ายอาน และควรมีแผ่นรองอาน







14 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

(วัย)ทองแท้ ไม่กลัวไฟ

:การมีฮอร์โมนเพศก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป เนื่องจากหากฮอร์โมนเพศค้างคาอยู่นานในร่างกาย จะกระตุ้นให้เซลล์พิเศษบางเซลล์เจริญเติบโตเร็วกลายเป็นเซลล์เนื้องอก หรือมะเร็งได้ เช่น มะเร็งเต้านม


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ชีวิตวัยหมดประจำเดือนจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย หากมีพลังใจเข้มแข็งก็สามารถก้าวพ้นภาวะนี้ไปได้อย่างสง่างาม 

ฮอร์โมนเพศที่พร่องไปเมื่อชีวิตข้ามถึงวัยหมดประจำเดือน มาพร้อมกับอาการผิดปกติได้นานัปการ 

การมีฮอร์โมนเพศก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป เนื่องจากหากฮอร์โมนเพศค้างคาอยู่นานในร่างกาย จะกระตุ้นให้เซลล์พิเศษบางเซลล์เจริญเติบโตเร็วกลายเป็นเซลล์เนื้องอก หรือมะเร็งได้  เช่น มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ที่มักพบในผู้ที่เริ่มมีประจำเดือนเร็วและหมดประจำเดือนช้า 

ฮอร์โมนเหล่านี้ทำให้เกิดอาการไม่สบายตัว คัดหน้าอก ปวดท้องน้อยอย่างยิ่งยวดในช่วงมีประจำเดือน ผู้หญิงแทบทุกคนเคยเจอกับอาการปวดท้องประจำเดือน จนมีคำพูดเล่นว่าถ้าไม่อยากเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม หรือปวดท้องเมนส์บ่อยก็ให้ “ตั้งครรภ์” เสีย  ด้วยว่าขณะตั้งครรภ์ฮอร์โมนเพศจะไม่สำแดงฤทธิ์เดชมาก เพราะได้ฮอร์โมนจากรกซึ่งฤทธิ์อ่อนกว่ามาช่วยดูแลแทน   

นี่ก็เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่า การมีฮอร์โมนพลุ่งพล่านในร่างกาย หรือการมีประจำเดือนอยู่ก็มีข้อเสียหาใช่ดีหมดจดไม่ 

เหตุผลสำคัญอีกประการที่ปลอบประโลมใจไม่ให้ฟูมฟายไปกับการหมดประจำเดือนคือ ให้ดูคุณย่า คุณยาย  คุณทวดเป็นตัวอย่าง ท่านก็อยู่กันมาได้  ไม่มีโหยหาอยากยาฮอร์โมนหรือคลุ้มคลั่งเกรี้ยวกราดก่อสงครามนางฟ้าขึ้นแต่อย่างใด 

เรื่องที่กังวลว่าเมื่อเข้าสู่วัยฮอร์โมนฟ่อแล้วจะทำให้เกิดกระดูกพรุนหักง่ายราวไม้อ้อนั้น มันไม่ได้เป็นเพราะหมดประจำเดือนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความไม่สนใจขยับตัวออกกำลัง ขี้เกียจจะเขยื้อนกายออกมาชมตะวันให้ผิวสร้างวิตามินดีเลย หรือที่ผ่านมาก่อนหมดประจำเดือน ไม่เคยสนใจรับประทานอาหารสะสมแคลเซียมไว้ให้พอเพียง  มันก็ยิ่งทำให้อาการรุนแรงขึ้นโดยใช่เหตุ 

ดังนั้นจึงขอสรุปสองแนวทางหลักที่ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ในวัยไร้ฮอร์โมนคือ

 1) อาหารวัยทองและการออกกำลังกาย

 2) อาหารเสริมธรรมชาติ

ประการแรก เรื่องของอาหารวัยทองที่จริงเป็นเรื่องละเอียดพอสมควร แต่พอสรุปได้ว่าให้เลือกกินโปรตีนที่ย่อยง่าย  โดยเฉพาะเนื้อปลา, เต้าหู้, เนื้ออกไก่หรือไก่งวง และโปรตีนจากถั่ว, ข้าวโอ๊ตหรือธัญพืชไม่ขัดสีทั้งหลาย ที่สำคัญ ให้เลี่ยงไขมันอิ่มตัวทั้งหลายเพราะเมื่อหมดฮอร์โมนไปไขมันก็มีแนวโน้มที่จะสูงง่ายอยู่แล้ว 

ส่วนเรื่องของอาหารเสริมธรรมชาตินั้น ที่สำคัญหากินง่ายหนักหนาคือ สารกลุ่มไฟโตเอสโตรเจน(Phytoestrogen) ที่ผมขอเรียกว่า “พฤกษฮอร์โมน” ครับ 

สถาบันเมโยคลินิกแห่งสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับเอสโตรเจน ผิดแต่ว่ามาจากพืชซึ่งเป็นธรรมชาติกว่าและปลอดภัยกว่าถ้ารับประทานในปริมาณที่เหมาะสม 

พฤกษฮอร์โมนนี้มีมากในถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เต้าหู้, ถั่วเน่า, นัตโตะ, ข้าวเกรียบเท็มเป้แบบอินโดฯ หรือถั่วแปบน้ำเต้าหู้ก็มีทั้งนั้นครับ 

ส่วนอาหารเสริมอื่นประดามีที่คุณผู้อ่านไปยุโรปหรืออเมริกาแล้วอาจซื้อได้เองโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (แต่อาจมีใบสั่งจากน้องเมียหรือแม่ยายก็แล้วแต่) ก็ได้แก่ วิตามินอี, ตังกุย, แบล็กโคฮอช, โคลเวอร์แดง, ชะเอมเทศ, อีฟนิ่งพริมโรสออยล์ 

แบบฉบับไทยเดิมเองก็มีเหมือนกันคือ กลอยกับกวาวเครือ ปัจจุบัน มีผู้นำมาสกัดอ้างสรรพคุณกันแพร่หลาย ก็ขอให้พิจารณาให้ดีสักหน่อยก่อนจะซื้อกินเองหรือซื้อให้คนใกล้ตัว สมุนไพรเหล่านี้อาจมีปฏิกิริยาต่อยาอื่นที่รับประทานอยู่ได้ หรือถ้ามีประวัติเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งตามที่ต่างๆ ต้องพึงระวังไว้ให้ดีเช่นกัน ทางที่ดีก่อนซื้อฝากภรรยา หรือกิ๊กก็ขอให้พากันปรึกษาหมอให้แน่ใจก่อน

จากตัวอย่างทั้งหลายที่ได้เล่าให้คุณผู้อ่านฟังไปว่าการมีประจำเดือนมีฮอร์โมนนั้น จะมองให้เป็นเรื่องทุกข์ก็ได้  และเมื่อหมดประจำเดือนก็มีหนทางแก้สะเดาะเคราะห์โดยวิธีธรรมชาติมากมายโดยที่คุณไม่ต้องไปสร้างบรรยากาศ “ฮอร์โมนพิบัติ” ให้คนรอบตัวรู้สึกว่าคุณเป็นผู้ก่อการร้ายประจำที่ทำงานเสมอไป

เมื่อพิเคราะห์ให้ดีจะเห็นว่าการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหาใช่ข้ออ้างที่ทำให้คุณต้องรู้สึกเป็นทุกข์มากกว่าคนอื่นแต่อย่างใดเลย  ถ้าได้ลองปฏิบัติตามแนวที่ธรรมชาติให้มาและรู้จักมองแบบที่ยอดกวีเอกเชคสเปียร์ว่า

“Two folks look through same hole, one sees mud, one sees star."

ซึ่งท่านภราดา ฟ. ฮีแลร์ แห่งอัสสัมชัญได้แปลเป็นภาษาไทยไว้เมื่อ 50 ปีก่อนอย่างครบความ คือ

“สองคนยลตามช่องคนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดวงดาวอยู่พราวพราย”

ถ้าคุณทำตามเคล็ดสำคัญเหล่านี้ได้อย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถอยู่กับช่วงหมดประจำเดือนได้อย่างปกติและสามารถผ่านพ้นมันไปได้อย่างสง่างามอย่างแน่นอนครับ


น.พ.กฤษดา ศิรามพุช, พบ. (จุฬา)







13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

มีมะเร็งร่วมชีวิต

: นายแพทย์ธำรง จิรจริยาเวช ทั้งที่โรคหัวใจสร้างสถิติตายมากที่สุดทุกวันนี้ แต่เมื่อถามใครๆ ก็ได้คำตอบว่ากลัวโรคมะเร็งมากที่สุด คนธรรมดากลัวมะเร็งเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อหมอผู้รู้จักมะเร็งดีกลายเป็นเหยื่อมะเร็งไปอีกคน การต่อสู้เพื่อยื้อชีวิตจึงเป็นเรื่องน่าติดตาม


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ทุกๆ วันชายรูปร่างผอมบาง วัย 60 ปี คนหนึ่งได้ใช้เวลาปฎิบัติหน้าที่ในห้องแล็บหรือห้องบรรยาย ที่มหาวิทยาลัยแพทย์รามาธิบดีเต็มวัน  หากถามนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 30-40 คน ที่เคยฟังการบรรยายปีละ 4 ครั้ง  และต้องเรียนภาคปฏิบัติดูการผ่าชันสูตรศพที่ห้องศพ ก็จะได้ยินการแสดงความชื่นชมกับการได้ออกภาคสนาม ไปดูที่เกิดเหตุ รวมทั้งดูคนไข้คดีทั้งที่ต้องอยู่รักษาในโรงพยาบาลและคนไข้คดีนอกกับ อาจารย์หมอธำรง จิรจริยาเวช ผู้ซึ่งถ้ามีโอกาสก็พานักศึกษาบางกลุ่มไปสังเกตการณ์การเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญต่อศาลอาญาด้วย อีกทั้งมีการสอนนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 เกี่ยวกับนิติพยาบาลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

บางวันเขาต้องสอนแพทย์ประจำบ้านภาควิชาอื่นๆ ที่หมุนเวียนมาดูงานที่นิติเวชและที่ห้องศพ เช่น ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ภาควิชาศัลยศาสตร์ เข้าร่วมประชุมกับภาควิชาอื่นๆ  โดยเฉพาะในรายที่เขาได้ทำการชันสูตรผ่าศพ ทั้งศพคดีและศพโรงพยาบาลที่ไม่ใช่คดี ส่วนศพที่โรงพยาบาลต่างๆ ทั่วราชอาณาจักรส่งมาจ้างทางโรงพยาบาลรามาธิบดีทำนั้นส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของเขาโดยตรง ถือเป็นแพทย์ประจำบ้านพยาธิกายวิภาค

นอกจากนี้เขายังสวมบทวิทยากรบรรยายให้ผู้มีคุณวุฒิในหน่วยงานสำคัญเช่น   กระทรวงยุติธรรม, สำนักอัยการสูงสุด, กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย, สภาทนายความแห่งประเทศไทย และสถาบันการแพทย์อีกหลายแห่ง

คนภายนอกรั้วรามาฯ อาจไม่มีใครรู้เลยว่า ชายผู้นี้ คืออาจารย์หมอผู้อารี เจ้าของบุคลิกสุภาพอ่อนโยน เสมอต้นเสมอปลายกับทุกคนคนนี้ได้พาร่างกายที่มีเนื้อร้ายอยู่ในระดับที่ดัชนีชี้วัดค่าเซลส์มะเร็งในกระแสเลือด เกิน 20,000 ซึ่งสำหรับคนปกติต้องไม่เกิน 37 และโดยมากผู้ป่วยที่เสียชีวิตนั้น ค่านี้ไม่เกิน 10.000 แต่ชายผู้นี้กลับพาร่างกายมาดำเนินชีวิตการงานตามปกติอยู่ได้

เขาคือหมอไทยคนแรกผู้รายงานเรื่องน้ำหนักอวัยวะภายในของคนเอเชีย จากการชันสูตรศพ  และทำงานทางด้านวิจัยแก่ทางสถาบันจุฬาภรณ์โดยดูกล้องจุลทรรศน์เซลล์ที่เป็นมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งของลำไส้ใหญ่ และมะเร็งตับในคนไทยใช้วิธีการสมัยใหม่คือ Micro-dissection ตัดเอาเฉพาะนิวเคลียส (Nucleus) ของเซลล์มะเร็งเพื่อมาตรวจดูถึงความผิดปกติของจีน (Gene-P53)

เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าบั้นปลายของชีวิต ต้องยอมรับเนื้อร้ายมาอาศัยร่างกาย สามารถทำใจให้มีความสุขเมื่อมีมันเข้ามาเติบโตในร่างกายของเขา เพราะคุ้นเคยกับหน้าตาเซลล์มะเร็งทุกรูปแบบในร่างกายมนุษย์ทั้งที่ตายแล้วและยังมีชีวิตอยู่นานเกือบชั่วชีวิต

ในห้องพักเลขที่ 33/55 ขนาด 85 ตารางเมตรของอพาร์ทเม้นท์ขนาดไม่ใหญ่มาก แห่งหนึ่งบนถนนทรัพย์ เขตบางรัก ชายผู้ผ่ายผอมซึ่งมีน้ำหนักลดลงเรื่อยมาจนเหลือเพียง 50 กก. กำลังนอนเอนกายบนโซฟา หันหน้าไปมองนอกหน้าต่าง ผนังกั้นระเบียงห้องทำด้วยกระจกเนื้อหนา ช่วยทำให้อุณหภูมิในห้องไม่ร้อนนัก  ท่อนบนเปลือยเปล่าเผยสภาพร่างกายที่ต้องทุกข์ทรมานกับความร้อนในกาย ซึ่งเกิดจากสภาวะสงครามจากเนื้อร้ายที่กำลังลุกลามภายในถึงกับทำให้หน้าท้องบวมเป่ง

แต่เมื่อมีแขกไปเยี่ยม เขาพยายามลุกขึ้นนั่ง ทักทาย ต้อนรับ ใบหน้าใจดีเป็นนิจ แสดงความดีใจ พูดคุยกับผู้ไปเยือน ด้วยสีหน้าท่าทางปกปิดความเจ็บปวดได้มิดชิด ทั้งที่เนื้อร้ายกำลังกัดกินอวัยวะภายในช่องท้อง และขยายลุกลามไปหลายแห่ง

คุณหมอรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง

ปกติผมเป็นคนที่ตรวจร่างกายเป็นประจำ ทุกปี และส่องกล้องทุก 6 เดือน แต่เมื่อกลับมาทำงานเมืองไทย ก็เว้นไปแค่สองปีด้วยเหตุผลที่ไม่ทันได้คิด จนเมื่อต้นปี 2548 ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ผมเริ่มมีอาการเจ็บป่วย พอไปตรวจ ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ (Recto-sigmoid colon stage 3) โดยที่…เนื้อร้ายนั้นได้กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและในช่องท้องแล้ว

ทันทีที่รู้ ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง คุณหมอรู้สึกกลัวบ้างไหม

(ยิ้ม) มะเร็งคือสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย เหมือนกาฝากที่เกิดกับต้นไม้ เมื่อมันกัดกินต้นไม้เร็ว ต้นไม้ก็จะตายเร็ว ถ้าเราสามารถกำจัด หรือสกัดกั้นไม่ให้มันขยายตัวอย่ารวดเร็วได้ ต้นไม้ก็อยู่ได้นาน เช่นเดียวกัน  ถ้าเราสามารถจัดการร่างกายของเราให้ดำเนินชีวิตตามปกติได้ เราก็อยู่ต่อไปได้อีกนาน  เพราะเราเป็นหมอ มีความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคาพยาธิอยู่แล้ว กรณีของผมพอหมอวินิจฉัยก็รู้ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรต่อไป ก็เตรียมตัวรักษา

พอจะบอกได้ไหมว่ามะเร็งมีสาเหตุจากอะไร สำหรับกรณีของคุณหมอเอง

ไม่มีใครบอกได้แน่ชัด แต่เข้าใจว่า การใช้ชีวิตของเรามีส่วนกำหนดโรคภัยไข้เจ็บให้ตัวเราเอง ตอนอยู่อเมริกา ผมทำงานหนัก กินอาหารบ่อย ๆ แล้วก็เครียดมาก ปัจจัยเหล่านี้ก็มีส่วนทำให้เราสะสมพิษภัยไว้ในร่างกาย ถึงเวลาหนึ่งมันก็กลายเป็นก้อนเนื้อร้ายได้

เริ่มต้นรับมือด้วยการรักษาอย่างไร

(ยิ้ม) โดยการฉายแสงโดยอาจารย์ พญ. พุฒิพรรณ ปางพุฒิพงศ์ เป็นแพทย์ที่ทำการรักษา ส่วนการใช้ยาเคมีบำบัด โดย ผศ.พญ. ธิติยา สิริสิงห ดูแลรักษา และการผ่าตัด โดย ผศ.นพ. สาวิตร โฆษิตชัยวัฒน์ เป็นผู้ทำการผ่าตัดและรักษา… ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งก็ไม่ได้ทำให้ผมเสียกำลังใจนะ ก็เพราะมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาแล้วต้องตายกันทั้งนั้น ถ้าไม่ตายจากผิดธรรมชาติก็ต้องตายจากโรคทางธรรมชาติ และถ้าคนเรามีกำลังใจที่ดีก็จะทำให้ภูมิคุ้มกันที่ดี และดีเสียอีกที่รู้ตัวว่าเป็นมะเร็งระยะท้ายจะได้ใช้เวลาที่เหลือทำในสิ่งที่อยากทำและมีประโยชน์กับคนรอบข้าง พยายามที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่มีให้กับแพทย์ประจำบ้านและนักศึกษาแพทย์ให้มากที่สุดเท่าที่พอมีเวลาเหลืออยู่ ทำงานในสิ่งที่รัก

ที่ยังไปทำงานทุกวัน เพราะฝืนตัวเองหรือเปล่า

(ยิ้ม) ไม่เลย ที่ผมยังคงทำงานทุกวัน เพราะมีความคิดว่าอยากถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์ คนที่ต้องการเราถ่ายทอดประสบการณ์มีอีกมาก  ขณะเดียวกันก็รักษาตัวเองไป อยู่กับมันมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเรา การรักษาให้ยาเคมีบำบัดก็พยายามให้ตอนเย็นวันศุกร์ต่อเสาร์และอาทิตย์ ที่ผมต้องอยู่เวร (เนื่องจากแพทย์ทางนิติเวชของรพ.รามาธิบดีมีเพียงสองคนจึงต้องอยู่เวรในการถูกตามไปดูที่เกิดเหตุอาทิตย์เว้นอาทิตย์สลับกัน) การฉายแสงผมก็ได้รับในระยะแรกทุกวันที่ไปทำงานจำนวนทั้งหมด 28 ครั้ง ผมถูกผ่าตัดต่อลำไส้และตัดเอาเนื้อมะเร็งร้ายที่กระจายไปในช่องท้องพร้อมกับที่ตับ ได้รับการผ่าตัดมาแล้ว 5 ครั้งผลคือทำให้มีไส้เลื่อนออกมาทางผนังหน้าท้อง ท้องเสียเป็นประจำและการดูดซึมอาหารไม่ดี ในระยะหลังเกิดอาการของลำไส้อุดตัน น้ำหนักตัวลดลงอย่างมากจนทำให้จะต้องให้อาหารทางหลอดเลือด (TPN) โดย ศ. พญ.จุฬาภรณ์ รุ่งพิสุทธิพงษ์ เป็นผู้รับผิดชอบดูแลรักษา

พูดได้มั้ยว่า ดูเหมือนตอนนี้คุณหมอได้ใช้ชีวิตหายใจเข้าออกร่วมกับมะเร็งอย่างไม่สะทกสะท้าน

(ยิ้ม) ใช่ ตั้งแต่ต้นปี 2551 ต้องทำ TPN ในตอนเย็นถึงเช้า แล้วตอนเช้าก็หยุดให้แล้วไปทำงานที่ตั้งใจทำทุกวัน ในตอนหลังนี้น้ำหนักลดลงมากถึง 21 กิโลกรัมเนื่องจากทานอาหารได้เฉพาะของเหลวและยังไม่ดูดซึม พลังงานที่ใช้ในแต่ละวันก็ใช้ประมาณ 1,800-2,000 แคลอรี่แต่อาหารที่ให้ทางหลอดเลือดจะได้ทุกคืนประมาณ 1,200 แคลอรี่ จึงทำให้ติดลบและผอมเรื่อย ผมพยายามทานอาหารเหลวให้มากขึ้น ทุกอาทิตย์จะต้องทำการเปลี่ยนเข็มที่กระเปาะซึ่งเชื่อมกับหลอดเลือดดำใหญ่ก่อนเข้าสู่หัวใจ  โดยมี ทพญ.สีตลา แสงกาญจนวนิช หรือหมอฝน ลูกศิษย์นิติวิทยาศาสตร์รุ่นแรกที่มีความรักเคารพและห่วงใยพร้อมทั้งดูแลช่วยเหลือผมตลอดมา ทั้งการช่วยให้อาหารทางเส้นเลือด การรับส่งไปที่ทำงานหรือเวลาไปสอนในวันเสาร์ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ และอีกมากมายหลายอย่าง

สมาชิกในครอบครัวของคุณหมอน้องๆ ลูกๆ เข้าใจสภาพของคุณหมออย่างไร

นับได้ว่าอาจจะทำบุญมาดีจึงทำให้มีลูกทั้งสองคนและน้องๆ ทุกคนทั้งรักและเคารพผม พวกเรามีความสนิทสนมกันมาก คุยได้ทุกเรื่องและสามารถที่จะให้ความช่วยเหลือได้ทุกอย่างถ้าต้องการ เพื่อนร่วมงานทุกคนในภาควิชาพยาธิวิทยาทั้งสาย ก, ข, และ ค ก็มีความสนิทสนมกันให้ความร่วมมือในการทำงานอย่างดี และมีความเป็นกันเองมากยิ่งทำให้ผมอยากทำงานที่นี่ถึงแม้ว่าเคยได้มีผู้ชักชวนไปทำงานที่อื่นๆ เช่น ประเทศออสเตรเลีย, ประเทศสิงคโปร์ หรือมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศ ผมก็ปฎิเสธไปหมด

ทำไมคะ ในเมื่อโอกาสดีๆ เช่นนั้น ไม่ได้มีกับหมอทุกคน

เพราะผมมีความสุขกับการทำงานที่นี่มากรวมทั้งเพื่อนร่วมงานในภาควิชาอื่นๆ ของคณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดีก็มีความสนิทสนมและรักกันดี ยิ่งทำให้ผมรักในถิ่นกำเนิด ผมเป็นแพทย์รามารุ่น 2 จบจากรามาและทำงานเพื่อรามาอย่างดีที่สุด งานแต่งตำราแพทย์ที่ยังค้างอยู่ขณะนี้อีก 2 เล่มคือ หนังสือตำรานิติพยาบาล และหนังสือคู่มือแพทย์ในการปฎิบัติทางนิติเวชซึ่งผมแต่งและเรียบเรียงใกล้จะเสร็จแล้ว หวังว่าคงจะมีโอกาสได้เห็นก่อนที่ผมจะต้องจากโลกนี้ไป

กว่าโลกจะผลิต “หมอมือฉมัง” ได้สักหนึ่งคน

น.พ.ธำรง  เกิดที่ 1427 ถนนเจริญกรุง สีลม บางรัก กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2490 โดยพยาบาลผดุงครรภ์มาทำคลอดที่บ้าน แม่ชื่อสุภัทรา (แต้ซวงอี่) กับ พ่อโชติ จิรจริยาเวช (จิวเฮียกเส็ง) เป็นบุตรชายคนโตมีน้องชายสองคนและน้องสาวสามคนการ ที่เขาเลือกเข้าแพทย์รามาธิบดีเนื่องจากเป็นคณะแพทย์เกิดใหม่ของประเทศไทย และการเรียนในชั้นพรีคลินิกนั้นก็ต้องเรียนเป็นภาษาอังกฤษ กับอาจารย์ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวอเมริกันจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ของอเมริการ่วมกับรัฐบาลไทย

เมื่อ พ.ศ. 2522 เขาได้รับทุนจากองค์การอนามัยโลก ไปศึกษาต่อเป็นผู้ช่วยอาจารย์ ที่ Armed Force Institute of Pathology (AFIP) ในสาขาโรคติดเชื้อ ณ กรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา หลังจากกลับประเทศไทยก็กลับเข้าทำงานเดิมที่ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในตำแหน่งผู้ช่วย และรองศาสตราจารย์ตามลำดับ งานด้านการสอนก็เพิ่มมากขึ้นโดยต้องสอนนักศึกษาปริญญาโทคณะเภสัชศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์

เนื่องจากมรสุมชีวิตหลายอย่างทำให้ต้องลาออกจากราชการในปี พ.ศ. 2529 และได้เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาและทำงานต่อ เข้าเป็นและแพทย์ประจำบ้านที่ Michael Reese Hospital and Medical Centre และ University of Illinois ที่เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา

หลังจากจบการเป็นแพทย์ประจำบ้านแล้วได้รับการทาบทามจาก Professor Robert J. Stein หัวหน้าใหญ่ของนิติเวชแพทย์ ณ ศูนย์นิติเวชและนิติพยาธิของ Cook County, Illinois ให้เข้าเป็น Fellowship training in Forensic Pathology หลังจากนั้นอีกปีต่อมาทำงานในตำแหน่ง Deputy Medical Examiner และ Assistant chief Medical Examiner ในช่วงระยะเวลาที่ทำงานที่นี่ก็มีโอกาสศึกษาและเรียนไปด้วย ได้วุฒิบัตรอีกหลายสถาบันทางการแพทย์  รวมทั้ง ด็อกเตอร์ ทาง Microbiology 

ระหว่างการทำงานในอเมริกา เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งและทำงานเพิ่มขึ้นในฐานะพลเมืองชิคาโก ทั้งยังเป็นสมาชิกของสมาคมและองค์การแพทย์ของประเทศอเมริกาหลายแห่ง


เรื่อง :  จิราภรณ์ เจริญเดช

ภาพ :  สุขสันต์ จิรจริยาเวช
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 05, 2008, 09:41:16 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #186 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2008, 09:16:10 PM »




11 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

คาถา 3 อ. แก้ตาคล้ำ

:สำหรับท่านที่มีปัญหาใต้ตาคล้ำดำจำทนจนน่ารำคาญเวลาต้องแต่งหน้าทุกคราไปนั้น ความจริงแล้วเรื่องของใต้ตาดำคล้ำนี้มีวิธีรักษาง่ายนิดเดียว..


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เคล็ดสำคัญคือต้องหาสาเหตุที่แท้จริงให้เจอกันก่อน  เพราะตราบใดที่ยังแก้ที่สาเหตุไม่ได้  ไม่ว่าจะใช้เครื่องสำอางพรางตาอย่างไรก็คงไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร วันนี้เราจะมาดูกันว่าใต้ตาคล้ำจะทำอย่างไรได้บ้างกันครับ

อย่าเพิ่งไปคิดว่าเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญวุ่นวายขนาดต้องไปยิงเลเซอร์หรือลอกหน้าลอกตา เรามาเริ่มพิจารณาสาเหตุก่อน ซึ่งมีอยู่หลายเหตุ แบ่งเป็นได้เป็นสองสาเหตุหลัก ได้แก่

สาเหตุภายใน ประกอบด้วย อายุที่มากขึ้นทำให้ผิวใต้ตาบางลงและหลวมขึ้น, การใช้สายตาเป็นระยะเวลานาน, โรคไซนัสและโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เรื้อรัง (นี่เป็นเหตุว่าทำไมคนเป็นภูมิแพ้ถึงมักมีใต้ตาคล้ำทั้งที่ไม่ได้อดนอนเสมอไป)

สาเหตุภายนอก ประกอบด้วย  “แสงแดดและบุหรี่” ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้ผิวแก่อย่างประสบความสำเร็จที่สุดมาตลอดกาล

เทียบกันแล้ว ปัจจัยภายนอกหาจังหวะเลี่ยงได้ง่ายกว่า แต่ปัจจัยภายใน ถ้าบางท่านรู้ตัวเองได้เร็วก็จะดีมาก  เช่น เรื่องของภูมิแพ้ขึ้นจมูกสั่งน้ำมูกกันครืดคราดกระดาษเปลืองนั้น  อย่าปล่อยไว้ให้เป็นนานครับ  เพราะยิ่งภูมิแพ้นานเท่าใดก็จะยิ่งทำให้เป็นไซนัสอักเสบได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

ส่วนเรื่องของความแก่หรืออายุที่มากขึ้นทำให้ผิวหนังบางลงนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่แก้ยากขึ้นมาอีกสักนิด  โดยเฉพาะท่านที่มีปัญหาใต้ตาคล้ำอยู่แล้ว

ดังนั้น การปฏิบัติตัวที่สำคัญที่ช่วยได้มากจริงๆ ก็คือหลัก “3 อ” ครับ  เริ่มจาก...

1) อาหาร  ที่สำคัญคือกลุ่มวิตามินซี  เพราะอย่าลืมว่าหนังรอบดวงตาที่ยิ่งแก่ตัวยิ่งหลวมขึ้นนั้นเกิดจาก “โครงกระดูกของผิว” หายไป  ซึ่งโครงนั้นที่สำคัญก็คือคอลลาเจนครับ  ยิ่งมีคอลลาเจนมากยิ่งทำให้ผิวคุณไม่อ่อนยวบหลวมไปราวกับไก่ถูกถอดกระดูก  อาหารวิตามินซีที่ควรกินมากได้แก่ ฝรั่ง (ฝรั่งหนึ่งขีดให้วิตามินซีราว 200 มิลลิกรัมครับ) วันละ 4 ขีด นอกจากนั้นก็ยังมีแหล่งของวิตามินเอที่ช่วยรักษาผิวที่ควรกินคือ มะเขือเทศผลเล็กสักวันละ 10 ผล  หรือถ้าผลใหญ่ก็จะเป็น 5 ผล  ส่วนแหล่งวิตามินอี ที่มีผลต่อความชุ่มชื่นรอบตานั้นก็คือถั่วต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถั่วลิสง, เมล็ดทานตะวัน, เมล็ดฟักทองหรือน้ำมันพืชส่วนใหญ่

2) ออกกำลังกาย  จะช่วยขับล้างพิษอนุมูลอิสระและน้ำส่วนเกินออกไปไม่ให้คั่งรอบดวงตา  และที่สำคัญยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกายไม่ให้เป็นไซนัสคัดจมูกน้ำมูกอุดตันได้ด้วย

3) อารมณ์  ประการนี้สำคัญ ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสไปพูดเรื่องทางออกของความเครียดในรายการ “ตาสว่าง” ของคุณ สัญญา คุณากร ก็ได้พูดกันถึงสัญญาณหนึ่งของอารมณ์เครียดว่าทำให้หน้าดำคล้ำ  ใต้ตาดูหมองไปไม่สดใสอิ่มเอิบ  เพราะเมื่อเครียดมากก็มักจะอดนอนและก็มีสนิมอนุมูลอิสระมากขึ้น  ทำลายให้ผิวโดยรวมแก่ลงไปมีขยะเม็ดสีคล้ำมาจับมากขึ้นทำให้หน้าหมองดั่งต้องราคีมากขึ้น  ดังนั้นวิธีง่ายๆ ในข้อนี้คือให้เข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่มและตื่นหกโมงเช้าอย่างสม่ำเสมอครับ  จะทำให้ฮอร์โมนหนุ่มสาวหลั่งออกมาเองและไม่แก่เร็วด้วยครับ

ส่วนวิธีอื่นที่ช่วยลดใต้ตาหมองคล้ำแบบทันใจยังมีการใช้ “ความเย็นประคบลบรอยใต้ตา” ไม่ว่าจะเป็นถุงชาแช่เย็น, สำลีชุบนมเย็น (ซึ่งก็ไม่ต้องใส่พร้อมถุงชาเพราะจะกลายเป็นชาเย็นไป), มันฝรั่งฝานแช่เย็น, แตงกวาฝานแช่เย็น หรือแม้แต่หลังช้อนเย็นก็ตาม  นำมาวางทับบนหนังตา  ไม่ต้องไปกด ไปเค้น  อาจนวดเบาๆ ให้เลือดดำรอบตาถ่ายออกไปไหลเวียนได้ดีขึ้นครับ

ความเย็นจะช่วยหดหลอดเลือดลง  ทำให้เลือดดำไม่ไปคั่งรอบตาให้ดูคล้ำดำจำทนทุกข์เหมือนเดิมอีก

สิ่งที่อยากฝากไว้ก็คือว่าควรจะหาสาเหตุที่แท้จริงของใต้ตาดำคล้ำให้เจอด้วยครับ  เพราะจะช่วยให้การลบตาคล้ำเป็นไปได้อย่างง่ายดายและไม่กลับมาเป็นใหม่อีก

สุดท้ายนี้สำหรับท่านผู้อ่านที่รัก หากมีคุณสมบัติครบที่จะพบกันเป็นชมรมคนตาคล้ำเช่นว่านี้แล้วล่ะก็  ขอให้จำขึ้นใจไว้ง่ายๆ ครับว่า “เสริมวิตามินซี  มีออกกำลังกาย  คลายอารมณ์เครียด” เป็นเคล็ดที่ใช้ได้อย่างแท้จริงและยั่งยืนที่สุดครับ

น.พ.กฤษดา  ศิรามพุช, พบ.(จุฬาฯ)

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์

drkrisda@gmail.com






10 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

ไก่อารมณ์ดี คนก็มีความสุข

:ผลผลิตจากฟาร์มอารมณ์ดีไข่แดงสีส้มแปร๊ดนั้นดูน่ากินดีจัง แต่เมื่อรู้ว่ามันมีสารเคมีทำให้เกิดสีแบบนั้นได้ ก็ไม่สบายใจขึ้นมา ไข่แดงอย่างนั้นมีขั้นตอนการผลิตพึ่งพาสารเคมีชนิดเลือกเฉดได้เลยว่าจะให้ส้มแดงหรือส้มเหลือง เหมือนพวกเนื้อหมูที่มีสีแดงอมชมพู


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : และแล้วก็ไปสะดุดตาเข้ากับไข่ไก่ที่มีโลโก้เป็นแม่ไก่หน้าตาสบายใจ มีคำอธิบายว่า ไข่ในแพ็คนั้นเป็นไข่ไก่ชีวภาพ จากแม่ไก่อารมณ์ดี มีขั้นตอนสำคัญว่า ปล่อยไก่เดินวิ่งเล่นอย่างเป็นอิสระ ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ แข็งแรงด้วยน้ำหมักชีวภาพและสมุนไพรไทย ปลอดสารเร่งสีแดง

สุธาทิพย์ แสงวัฒนกุล จากอุดมชัยฟาร์ม ฟาร์มไก่ที่บอกว่า ตั้งใจฟูมฟักแม่ไก่อารมณ์ดีเหล่านั้นให้มีไข่ออกมาขาย  ปัจจุบันอุดมชัยฟาร์มเป็นฟาร์มผู้นำสุขภาพและเกษตรอินทรีย์ดีเด่น จากเครือข่ายองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และฟาร์มต้นแบบปศุสัตว์อินทรีย์ กรมปศุสัตว์

เธอ เล่าว่า ก่อนหน้านี้อุดมชัยฟาร์มก็เป็นฟาร์มไก่แบบทั่วไป เป็นกิจการของครอบครัวทางสามีเธอเอง โดยเริ่มกิจการมาตั้งแต่ปี 2503 เลี้ยงไก่เอง และมีโรงงานอาหารไก่เองเพื่อประหยัดต้นทุน ยังไม่ได้ทำออร์แกนิค แต่เลี้ยงแบบปล่อย

"เพราะคุณพ่อสามี เจ้าของฟาร์ม เขาไม่อยากขังไก่ มีสองเหตุผลคือ ทั้งประหยัดต้นทุน เราไม่ต้องซื้อเทคโนโลยี พวกกรงหรือโรงเรือนสำเร็จรูป แต่ที่สำคัญคือเขาไม่อยากขังไก่ ไม่ชอบ"

วิกฤติพลิกเป็นจุดเปลี่ยน

อุดมชัยฟาร์มก็มีกิจการขยับขยายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะเดินทางมาถึงจุดที่เป็นวิกฤติของคนทำฟาร์มไก่ ฟาร์มไข่ไก่

"ตอนนั้นเลี้ยงไก่เรียกว่าจำนวนมหาศาล ทุกวันจะมีไก่เข้า ไก่ออก มีอยู่ราว 4 แสนตัวอยู่ในระบบ คิดว่าผลิตเยอะจะได้กำไรเยอะ เลี้ยงแบบใช้ยา แต่ไม่เหมือนคนอื่นตรงเลี้ยงปล่อย พอปี 2546 ปลายปี ไข้หวัดนกระบาด ฮ่องกงบ้าง เนเธอร์แลนด์บ้าง พอตุลาคมเนี่ยทางจังหวัดนครสวรรค์โดนแล้ว เราอยู่สระบุรียังไม่ได้รู้ว่าไอ้หวัดนกมันร้ายกาจขนาดไหน แต่รู้แล้วว่าอันตราย เราก็เข้มงวดเรื่องการเข้าออกฟาร์ม ต้องฉีดยาฆ่าเชื้อกันตลอด ระหว่างนั้นก็มีข่าวจากฟาร์มนั้นฟาร์มนี้ พอมกราคม 2547 ประกาศไข้หวัดนกระบาดในไทย ก่อนประกาศไข่ราคาดีมาก เพราะซัพพลายมันหายไป ตอนนั้นอีกวันสองวันจะตรุษจีนแล้ว พอประกาศออกไปทุกอย่างพลิกเลย ดิ่งเหวกันหมด"

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยนั้น อุดมชัยฟาร์ม ต้องรับมือกับเรื่องสำคัญๆ หลายเรื่องพร้อมกัน  "ต้องเอาชีวิตไก่ให้รอด ซึ่งก็รอดนะ เพราะจัดการกันเข้มข้น เหมือนออกศึกกันเลย ประชุมเช้าเย็น รวมพลังกัน คือ กลัวไก่ตายด้วย กลัวตัวเองตายด้วย แล้วที่สำคัญที่สุดคือสมาชิกในครอบครัว ป่วยเป็นมะเร็ง ตอนนั้นก็ยื้อชีวิตกันทั้งไก่ทั้งคน"

สุธาทิพย์ เล่าว่า ตอนนั้นคนในครอบครัวก็หาทางรักษา น้องสะใภ้ที่เธอเรียกเขาพี่ เพราะอายุมากกว่านั้น ป่วยเป็นมะเร็ง ก็รักษากันทุกรูปแบบ ทางแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลัก และเสริมด้วยแพทย์ทางเลือก

แม้ท้ายที่สุดไม่สามารถยื้อชีวิตคนไว้ได้ แต่ระหว่างทางก็ทำให้คนในครอบครัวได้รู้จักกับแนวทางธรรมชาติบำบัด ซึ่งเป็นที่มาที่ทำให้ฟาร์มอุดมชัยเปลี่ยนแนวทางการดูแลไก่จนกลายเป็นปศุสัตว์อินทรีย์ในปัจจุบัน

พึ่งพิงธรรมชาติ

"ตอนที่น้องสะใภ้ไม่สบาย ก็ดูแลทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและทางเลือก อย่างชีวจิตหรือบัลวี และได้พบกับ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ มีเรื่องการฝังเข็ม การหมกทราย กินน้ำผักปั่น ขณะเดียวกันก็มีน้ำเอนไซม์ ซึ่งจะหมักหัวเชื้อไว้ คนไข้ก็กิน แล้วเขาก็รู้สึกดีขึ้น ทีหลังเราก็มาฉุกคิดว่าน่าจะนำมาใช้ในไก่ได้ด้วย ก็เลยลองนำน้ำหมักชีวภาพมาผสมน้ำให้ไก่กินด้วย เมื่อก่อนจะมีพวกเซลล์มาเสนอในราคาที่แพงมาก แต่เราไม่ได้สนใจ มันเป็นเหมือนของดีจากต่างประเทศ พอมาเจอดร.รสสุคนธ์ เธอว่ามีประโยชน์ เป็นโปรไบโอติค (สิ่งเสริมชีวิต) ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน"

เริ่มตั้งแต่ระยะลูกไก่จนถึงระยะแม่ไก่กำลังไข่ เดิมจะต้องมีการวางโปรแกรมการให้ยาปฏิชีวนะและวิตามินผสมน้ำอย่างน้อยเดือนละ 1-2  ครั้ง ในช่วงอากาศปกติ และจะเพิ่มความถี่การให้ยาและวิตามินขึ้นในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง อุดมชัยฟาร์มลองนำน้ำหมักชีวภาพเข้ามาใช้แทน พร้อมกับถอนยาปฏิชีวนะและวิตามินผสมน้ำออกจากโปรแกรม แล้วขยับหาพวกสมุนไพรอื่นๆ เข้ามาช่วย พวกขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร มะระขี้นก ตามสูตรของตำรับโบราณ พร้อมกับดูแลระบบนิเวศ

สุธาทิพย์ เล่าต่อว่า ปี 2549 น้องสะใภ้เสียชีวิต ก็คิดว่าจะเลิกทำฟาร์มไก่แล้ว กำลังจะถอนกำลังกลับมากรุงเทพฯ แต่เผอิญได้มาเจอกับลูกค้าที่ซื้อไข่ไก่จากฟาร์ม ผ่านร้านสวนไผ่ที่เธอคัดไข่ระดับพรีเมียมจากฟาร์มมาฝากขาย ใช้ชื่อว่า 'ไข่ไก่ชีวภาพ'

"ตอนเราไปเจอคนกลุ่มนี้ตอนที่ใจเราเหี่ยว จะเลิกทำอยู่แล้ว ไปเจอลูกค้า ชื่อคุณนีน่า มีลูกเล็กๆ เรียนประถมปีที่ 3 โรงเรียนรุ่งอรุณ เธอซื้อไข่ไก่ทานเองแล้วติดใจ ก็ซื้อฝากเพื่อน ซื้อไปซื้อมา เพื่อนฝากซื้อเยอะขึ้น จนหอบเองไม่ไหว เขาเลยโทรมาให้เราไปส่งที่โรงเรียนจาก 20 แพ็ค เป็น 40 แพ็ค ลูกค้าก็รู้จักเราแบบปากต่อปาก ทุกวันนี้ยังไปขายที่โรงเรียนรุ่งอรุณทุกวันอังคาร ไข่ราคาค่อนข้างสูง เขาไม่สน เขาบอกว่า พี่มีหน้าที่เลี้ยงไก่ก็เลี้ยงไป เขามีหน้าที่หาเงินมาซื้อ"

อร่อยได้สนิทใจ

หากถามว่า ลูกค้าติดใจอะไร สุธาทิพย์ บอกว่า ลูกค้าจะบอกว่า ไข่ขาวมันแน่น สัมผัสได้ถึงความอร่อย ไข่แดงก็จะออกสีเหลือง

"ไข่แดงเราจะไม่เป็นสีส้มนะ สีส้มแบบนั้นเป็นผลมาจากการใส่สารคอลอฟีลเรด มันเลือกเฉดสีได้เลยนะ จะเข้าเข้มเอาอ่อน ฝรั่งเขาไม่กินนะ แล้วคนไทยคุณภาพชีวิตอยู่ตรงไหน ทำไมเราต้องกิน เวลาโรงแรมสั่งซื้อไข่ให้แขกซึ่งเป็นฝรั่ง เขาจะเต๊าะออกมาดูไข่แดง ถ้าแดงจะไม่ซื้อนะ ไข่แดงของเราออกเหลือง สีนี้ได้จากข้าวโพด แล้วต้องเป็นข้าวโพดดีๆ ด้วย ไม่ใช่เศษข้าวโพด เราจะซื้อข้าวโพดจากชาวไร่มาบดเอง อาหารที่เราให้ไก่กินเป็นเกรดพรีเมียม ข้าวโพดคุณภาพได้มาได้อย่างไร คือ ต้องจ่ายเงินสดเท่านั้นเพื่อให้ชาวไร่เอามาให้เราเลือกก่อน เราจ่ายสด ให้ราคาสูง พอพ้นจากเรา เขาถึงเอาไปโรงงานอาหารสัตว์ กากถั่วเหลืองเราจะสั่งเมล็ดใน ปลาก็เกรดเอ. ทุกอย่างยอมจ่ายเพื่อขอเราคัดของก่อน" สุธาทิพย์ อธิบายถึงสิ่งที่ลูกค้าติดใจและที่มาของต้นทุนที่ทำให้ไข่ไก่ชีวภาพราคาสูง

และเหตุที่ต้องรังสรรค์วัตถุดิบดีๆ นั้นไม่ใช่เพื่อให้เกิดมูลค่า แต่เพราะว่า..."ทำไมต้องเลือกของดี เพราะไก่เราไม่ได้ขัง สัญชาตญาณของสัตว์ มันจะมีการจิกตีกันบ้าง ถ้าอาหารไม่สมดุล มีเชื้อรา พวกอัลฟ่าท็อกซิน ก็มีโอกาสเสี่ยงตายมาก เราไม่มีเวลาให้เขาตาย เราเลี้ยงแค่นี้ เราลดกำลังผลิตลงเพื่อดูแลทั่วถึงจากเป็นแสนๆ เหลือห้าหมื่น ถ้าตายก็แย่ แล้วในพื้นที่เท่าๆ กัน ถ้าเราบรรจุกรงซ้อนๆ กันแบบคอนโด มันจะใส่ได้ 20,000 - 50,000 ตัว แต่เราใช้พื้นที่นั้นเลี้ยงแค่ 5,000 ตัว มันมีพื้นที่ในอากาศ เอาไว้บิน เอาไว้เดินเล่น  มีคอนให้เกาะนอน" สุธาทิพย์ว่า เลี้ยงแบบนี้ไก่แข็งแรง และแววตามันต่างกัน

สุธาทิพย์ เล่าว่า ตอนนี้สามีดูแลที่ฟาร์ม ส่วนตัวเธอเองพาลูกมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ วันธรรมดา และบางครั้งมาพบลูกค้าด้วย ตอนนี้ที่ขายเป็นหลัก ก็ที่โรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนทอสี โรงเรียนเพลินพัฒนา ร้านเลมอนฟาร์ม เป็นต้น แล้วมีตัวแทนจำหน่ายในห้างอาจใช้แบรนด์ของเขา

โดยทั่วไปการทำธุรกิจก็ต้องคิดไปถึงเรื่องแตกไลน์ขยายสาขา แต่เมื่ออุดมชัยฟาร์มผ่านบทเรียนสำคัญพร้อมกันแล้ว พวกเขาจึงเลือกที่จะไม่ทำสิ่งใดไปเพื่อให้ซ้ำรอยเดิม

"รู้แต่ว่าทำเยอะไม่ได้ คือ เรารู้สึกว่าทำงานแบบนั้นแล้วมันเหมือนทาส มันเจ็บปวดนะถ้าขาดทุน แบบต้นทุน 2 บาท แล้วต้องขาย 50 สตางค์ ตอนนี้มาทำไข่ชีวภาพ ราคาแพงกว่าทั่วไป คือมันก็มีต้นทุนของมันนะ พวกน้ำหมักชีวภาพ เราก็ต้องหมักเป็นปี ต้นทุนเป็นทั้งเงินและทั้งเวลา และอาหารสัตว์ จะบอกลูกค้านะว่าตอนนี้ยังทำไหว ก็ให้กินซะ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะไม่ไหว ไม่รู้สถานการณ์ข้างหน้า ถึงที่สุดถ้ามันไปไม่ได้จริงๆ เราก็ดีใจว่าอย่างน้อยๆ เราก็เคยได้ทำ ถ้ามีการศึกษาหาข้อมูลกันภายหลัง มันก็จะมีบันทึกไว้ว่าในเมืองไทยมีคนเคยทำแล้ว คือ ฟาร์มอุดมชัย"

เรื่อง : รมณ รวยแสน

ภาพ : กุลพันธ์ ศิริพิมพ์อัมพร






8 สิงหาคม พ.ศ. 2551 02:00:00

เด็กไทยดื่มนมแม่ลดลง เสี่ยง IQ ต่ำ

:ผลวิจัยเผยเด็กไทยดื่มนมแม่น้อยกว่าที่ควรถึง 84 % ส่งผลเสี่ยง 3 โรคร้าย ฉุดพัฒนาการและสมองช้าลง

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แพทย์หญิงสิริพร กัญชนะ ประธานศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวถึงข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ว่าจะส่งผลให้เด็กไทยมีสุขภาพที่ดีเมื่อเติบโตขึ้น


“นมแม่จะช่วยลดความเสี่ยงลดโอกาสของการเกิด 3 โรคร้าย ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคอ้วนได้ ซึ่งจะลดโอกาสการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและเส้นโลหิตอุดตันเมื่อสูงวัย”

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จึงได้ร่วมกับ โรงพยาบาลมหาสารคาม ดำเนินงาน “โครงการทูตนมแม่จังหวัดมหาสารคาม” เพื่อสร้างความเข้าใจในการเลี้ยงลูกให้ถูกต้อง โดยเลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียวไม่ต่ำกว่า 6 เดือนถึง 2 ปี เพราะปัจจุบันการให้นมแม่มักถูกแทรกแซงด้วยภาวะเศรษฐกิจ การทำงาน รวมไปถึงความเชื่อที่ผิดๆ ในเรื่องการป้อนอาหารเสริมก่อนเวลา

 นายแพทย์ไพบูลย์ อัศวธนบดี คณะดำเนินงานอนามัยแม่และเด็ก ร.พ.มหาสารคามกล่าวว่า อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของคนไทยถือว่ามีระดับที่ต่ำ ส่วนใหญ่จะทำได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น ทำให้เด็กไทยขาดโอกาสการได้รับสารอาหารที่ดีที่สุดไป

“ประเทศไทยมีเด็กที่ได้กินนมแม่ครบ 6 เดือนแค่ 16 % ซึ่งน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ผลการวิจัยพบว่าเด็กที่ดื่มนมแม่อย่างเดียวจนถึงอายุ 6 เดือน จะมีพัฒนาการทางร่างกายและสมองที่เร็วกว่า และมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ดื่มนมแม่เพียง 3 เดือน ถึง 7–11 จุด

 คุณประภาพร เดชบุรัมย์ อายุ 31 ปี คุณแม่น้องณภัทรวัย 4 เดือนบอกว่าให้ลูกกินนมแม่มาตั้งแต่เกิด มีช่วงหนึ่งที่น้ำนมขาดก็คิดว่าจะให้อาหารเสริม แต่ทางสามีไม่ยอมโดยได้ซื้ออาหารมาบำรุงตามที่ทางคลินิกนมแม่แนะนำทำให้มีน้ำนมให้ลูกได้ตามปกติ

 “หมู่บ้านจะมีเด็กเกิดใหม่เฉลี่ยปีละประมาณ 7 คน ถ้าเลี้ยงด้วยนมแม่จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการให้อาหารเสริม เด็กๆ ก็จะแข็งแรงไม่ป่วยง่าย ไม่ต้องพาหาหมอบ่อยๆ” นายสมัย แพงวิเศษ ผู้ใหญ่บ้านบ้านโนนสวรรค์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านต้นแบบทูตนมแม่ เล่าถึงข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

“ผลการสำรวจยังพบว่าแม่ที่ให้นมลูกเพียง 3 เดือนแล้วให้ลูกกินอาหารเสริมอื่นๆ ควบคู่ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละ 2500-3000 บาท ซึ่งหากเลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียวให้ครบ 6 เดือน ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้หลายหมื่นบาท” นายแพทย์ไพบูลย์ อัศวธนบดี กุมารแพทย์จากโรงพยาบาลมหาสารคาม กล่าวสรุป.






7 สิงหาคม พ.ศ. 2551 00:00:00

พิสูจน์แล้วความรักทำให้ตาบอด

:วิลเลียม เชคสเปียร์ กวีเอกของอังกฤษ เคยกล่าวไว้ว่า ความรักทำให้คนตาบอด

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นจริง หาใช่คำเล่นลิ้นของกวี เมื่องานวิจัยระบุชัดว่าคนที่อยู่ในห้วงแห่งความรัก สายตาจะไม่เหลียวแลใครอื่นนอกจากคนรักของตัวเอง


จอน มาเนอร์ จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา สเตท สหรัฐ และทีมงาน ออกขอความร่วมมือจากนักศึกษา 57 คน ให้เขียนเรื่องราวในช่วงที่พวกเขากำลังรักหัวปักหัวปำกับแฟน และอีก 56 คนให้เขียนบรรยายความสุขเปี่ยมล้นของชีวิต

จากนั้นทีมวิจัยนำภาพถ่ายชายหน้าตาหล่อมาก ผู้หญิงก็สวยยิ่งกว่านางเอกหนัง 60 ภาพ มาเปิดให้นักศึกษาดูคนละครึ่งวินาที รวมถึงภาพผู้ชาย ผู้หญิง หน้าตาพอไปวัดไปวา

เมื่อภาพหายไปก็ปรากฏภาพวงกลม และสี่เหลี่ยมสลับขึ้นบนจอภาพ จากนั้นนักศึกษาจะได้รับคำสั่งให้ตอบว่าเป็นภาพอะไรโดยเร็ว เพื่อวัดว่าจิตใต้สำนักยังคิดถึงภาพหนุ่มสาวหน้าตาดีอยู่หรือเปล่า

นักศึกษากลุ่มที่มีศรรักปักอกใช้เวลาตอบรูปภาพวงกลม และสี่เหลี่ยมน้อยกว่า หลังจากเห็นภาพชายหล่อ หญิงสวย ต่างจากกลุ่มที่ให้เขียนบรรยายความสุขในชีวิตที่ใจยังนึกถึงภาพหนุ่มหล่อ สาวสวยอยู่

"เราพบว่า คนที่กำลังรักอยู่กับแฟนตัวเอง ถึงจะเจอคนหน้าตาดีก็ไม่สนใจ คือไม่สนตั้งแต่แวบแรกที่เห็นภาพแล้ว การค้นพบครั้งนี้อาจอธิบายได้ว่า ทำไมคนที่มีความรักถึงไม่มองหาคนอื่นที่อาจจะดีกว่า" นักวิจัยกล่าว

ก่อนหน้านี้ เคยมีงานวิจัยที่พบว่า คนที่ตกร่องปล่องชิ้นใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว หากจะมีกิ๊กมักจะเลือกคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจน้อยกว่า ต่างกับคนโสดที่มักหาคู่ที่รวยเสน่ห์กว่า

นักจิตวิทยาสังคมอีกรายจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ สหรัฐ ยอมรับว่า นักจิตวิทยายังไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนว่า ความรักแบบหวานซึ้งมีกลไกทำงานอย่างไร แต่บางครั้ง การผูกมัดตัวกับคนที่เรารัก ก็เหมือนกับได้เพิ่มโอกาสสร้างหน่อเนื้อเชื้อไขเผ่าพันธุ์มนุษย์





7 สิงหาคม พ.ศ. 2551 00:00:00

ยามนักกอล์ฟฟอร์มดีเห็นหลุมใหญ่ขึ้น

:นักกอล์ฟมักพูดเสมอว่าเวลาเล่นดี พวกเขาจะเห็นหลุมใหญ่เท่าตะกร้า หรือห่วงบาสเกตบอล แต่เวลาเล่นห่วย พวกเขาจะมองเห็นหลุมเล็กเท่ากับเหรียญสลึง หรือรูโดนัท นักวิจัยยืนยันคำพูดเหมือนติดตลกนั้นเป็นเรื่องจริง


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นักวิทยาศาสตร์เข้าใจดีว่า ยามที่นักกอล์ฟฟอร์มดี พวกเขามักมีสายตาที่คมกริบขึ้น เพียงแต่ยังไม่รู้ว่ามักส่งผลถึงกันอย่างไร ยกตัวอย่าง เพราะนักกอล์ฟเห็นหลุมใหญ่ขึ้น เลยช่วยให้พวกเขาดีลงหลุมมากขึ้นใช่หรือเปล่า หรือว่าวันนั้นพวกเขามือขึ้นพัตต์ลูกลงหลุมบ่อย เลยทำให้พวกเขาเห็นหลุมใหญ่ขึ้น

การศึกษาเกี่ยวกับสายตาของนักกีฬาก่อนหน้านี้ มักจำกัดอยู่เฉพาะสิ่งที่มองเห็นด้วยตา และประมวลผลเป็นข้อมูลเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว มันมีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น

เจสสิกา เค วิตต์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยปัวร์ดู และทีมวิจัยทดลองโดยให้นักกอล์ฟ 46 คนประเมินขนาดของหลุมหลังจากพวกเขาเล่นกอล์ฟสนามแรกเสร็จ ซึ่งเส้นผ่าศูนย์กลางหลุมรอบแรกคือ 10.8 ซ.ม. เมื่อให้นักกอล์ฟบอกขนาดหลุมจากแผ่นโปสเตอร์ที่แสดงขนาดหลุมไว้ 9 หลุม มีขนาดตั้งแต่ 9-13 ซม. พบว่า นักกอล์ฟที่เลือกหลุมขนาดใหญ่กว่าที่พวกเขาเล่นจริงเป็นกลุ่มที่ทำคะแนนได้ดีในวันนั้น

ต่อมา นักวิจัยทดลองย้ายมาทดลองในห้องทดลอง เพื่อหาคำตอบให้ชัดเจนว่า เวลาที่นักกอล์ฟเล่นดีแล้วทำให้พวกเขาเห็นหลุมใหญ่ขึ้น หรือจำขนาดหลุมที่พวกเขาดีได้ถูกหรือไม่ การทดลองกำหนดให้นักกอล์ฟพัตต์ลูกระยะใกล้และระยะไกลบนแผ่นปูซ้อมพัตต์ลูก ครั้งแรก นักกอล์ฟกะขนาดหลุมจากสิ่งที่พวกเขาจำอยู่ในหัว ต่อมาให้นักกอล์ฟกะขนาดหลุมด้วยสายตา ผลปรากฏว่านักกอล์ฟทั้งสองกลุ่มที่พัตต์ลูกใกล้ปากหลุมมักวาดรูปวงกลมใหญ่กว่ากลุ่มที่พัตต์ลูกจากระยะไกล

นักวิจัยมีแผนทดลองเพิ่มเติมโดยใช้เทคนิคภาพลวงตาให้นักกอล์ฟเห็นหลุมใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจมีผลให้ทำคะแนนได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามผลจากการทดลองครั้งนี้ ยืนยันว่า นักกอล์ฟควรเพ่งไปที่หลุมเพราะจะช่วยให้หลุมอยู่ตรงกลางสายตามีประสาทรับภาพมากกว่า ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น และช่วยพัตต์ลงหลุมง่ายขึ้น
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #187 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2008, 11:06:53 PM »




บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
Red Rose
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 7033



เว็บไซต์
« ตอบ #188 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2008, 04:44:28 PM »

10 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

ไก่อารมณ์ดี คนก็มีความสุข

ขอบคุณค่า  ชอบเรื่องนี้ค่ะ  สู้มั่กๆ เลย Grin
บันทึกการเข้า

สนใจ กราฟทางเทคนิค ติดต่อ IRS Limited.
Tel.02-252-5246,02-252-5233,02-650-7930-1
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #189 เมื่อ: สิงหาคม 21, 2008, 10:53:20 PM »



20 สิงหาคม พ.ศ. 2551 03:45:00

แต่งงานแล้ว แต่กลับเมคเลิฟกันไม่ได้

:นี่ไม่ใช่เรื่องสวรรค์เบี่ยง แต่เป็นสวรรค์ปิด ผู้หญิงบางรายมีปัญหาเกร็งจนฝ่ายชายไม่อาจล่วงล้ำไปได้


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : คุณอาจจะไม่เชื่อว่ามีคู่แต่งงานที่อยู่ด้วยกัน แต่ไม่ยอม "มีอะไรกัน" แต่มันเป็นไปแล้ว

ดร.โดมีนา เรนชอว์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยลอโยลา ชิคาโก สหรัฐ เป็นคนหนึ่งที่เคยบำบัดคู่ชีวิตนับร้อยรายที่อยู่กินด้วยกัน แต่ไม่สามารถร่วมรักกันได้ ซึ่งตัวเธอเองคิดว่ายุคนี้ไม่น่าจะมีแล้ว แต่เธอคิดผิด อย่างน้อยมีคู่ชีวิตสองคู่ตอนนี้ที่เธอกำลังให้คำปรึกษาอยู่

ไม่มีใครรู้ว่า มีกี่คู่ชีวิตทั้งที่แต่งงานและไม่แต่งงาน ต้องอยู่ด้วยกันโดยมีเพศสัมพันธ์กันไม่ได้ แม้ว่าลึกข้างในทั้งคู่ต่างอยากเริ่มเมคเลิฟกันให้สนั่นลั่นทุ่ง คาดว่า น่าจะมีราว 1% เท่านั้น และตลอดอาชีพเป็นจิตแพทย์มา 36 ปี ดร.เรนชอว์ เคยให้คำปรึกษาแก่คู่สมรสที่มีปัญหาทั้งหมด 202 คู่

ผู้เชี่ยวชาญอีกรายคือ เทลลี รอสเซนบูม จิตแพทย์ชาวอิสราเอลบอกว่าเธอให้คำปรึกษาแก่คู่สมรสแบบนี้มาแล้วนับร้อยคู่ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

เหตุที่เป็นเช่นนั้น อาจเป็นเพราะปัญหาทางสภพาร่างกาย บางคู่มีความรู้เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์น้อย บ้างก็เคร่งศาสนาจัด และยังมีคู่ที่มีปัญหาซับซ้อนทงอารมณ์ เช่น กังวลมาก ซึ่งยังไม่รู้สาเหตุว่ากังวลอะไร แต่คู่สมรสตกลงอยู่ด้วยกันโดยไม่ยอมเปิดหวูดรถไฟ

ดร.เรนซอว์ แม้จะผ่านชีวิตมาจนอายุ 79 ปีแล้ว และเจอกับคู่ชีวิตมาหลายรูปแบบ ยังอดแปลกใจไม่ได้เมื่อคู่ชีวิตคู่หนึ่งบอกว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันมา 23 ปีแต่ไม่เคยทำเรื่องอย่างว่าเลย ภรรยาอายุ 44 ปี มีอาชีพเป็นครู ส่วนสามีอายุ 47 เป็นวิศวกร ทั้งคู่เคยไปหาหมอมาแล้ว 13 คนก่อนจะมาพบกับดร.เรนซอว์ ซึ่งเปิดคลีนิคชีวิตรักมาตั้งแต่ปี 2515 และตอนนี้แม้อายุเกือบ 80 แล้ว ดร.เรนซอว์ก็ยังให้บริการอยู่

จิตแพทย์รายนนี้บอกว่า คู่ชีวิตหลายคู่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือ เนื่องจากแพทย์ที่พวกเขาไปปรึกษาครั้งแรกไม่เข้าใจถึงปัญหา

ราวปี 2549 นักจิตวิทยารายหนึ่งชื่อ ซี อับราฮัม เขียนรายงานในวารสารบริทิส เมดิคัล ระบุว่า "ผู้ป่วยหลายคนควรหาความช่วยเหลือทันที หากไปปรึกษาแพทย์คนแรกแล้วไม่ได้รับความสนใจอย่างที่ต้องการ อีกกว่า 50 ปีต่อมา หมอบางคนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร กะอีแค่ "กระดกไวน์สักแก้ว แล้วอย่างเกร็ง" ก็จะพบกับสวรรค์เอง แต่สำหรับคู่ชีวิตที่มีปัญหานี้ เหล้า และเพลงของแบร์รี่ ไวต์ ก็ช่วยไม่ได้

เรนชอว์เล่าว่า ผู้หญิงราวครึ่งหนึ่งที่มารับคำปรึกษามีปัญหาช่องคลอดปิดตัวแน่น (vaginismus) เกิดจากกล้ามเนื้อบีบรัดตัวสนิทจนไม่สามารถสอดใส่ร่วมเพศได้ รวมถึงการสอดใส่อุปกรณ์ตรวจช่องคลอด หากฝืนสอดเข้าไปส่งผลให้เจ็บอย่างรุนแรง การรักษาของจิตแพทย์รายนี้อาศัยทั้งการให้คำปรึกษา และ แนะนำเทคนิคให้ผู้หญิงลองสอดนิ้วตัวเองเข้าไป และต่อมาจึงเป็นนิ้วของสามี แล้วถึงเป็นองคชาติ "ประมาณสัปดาห์ที่ 4-7 คู่ชีวิตสามารถมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติได้แล้ว"

นอกจากนี้ บางรายมีอาการที่เรียกว่า vulvodynia เป็นอาการเจ็บปวดอย่างชนิดที่ทนไม่ได้เลยเมื่อสัมผัสถูกองคชาติ พอเป็นอย่างนี้เลยเป็นผลให้ฝ่ายสามีเกิดอาการ "ห่อเหี่ยว" ขึ้นมาด้วย

อาการดังกล่าวเป็นปัญหาที่อวัยวะ การรักษาส่วนใหญ่จึงเริ่มจากการทดสอบทางกายภาพ แล้วค่อยตามมาด้วยการให้คำปรึกษา และพูดให้ความเชื่อมั่น ซึ่งดร.รอสเซนบูม จะให้ผู้หญิงไปฝึกออกกำลังเชิงกราน และใช้ "แท่ง" พลาสติกถ่างเพื่อเพิ่มความหนา ส่วนผู้ชาย แพทย์จะให้ยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพ

ถอดสลักความกังวล

อย่างไรก็ดี คู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันแต่ไม่สามารถเมคเลิฟกัน ไม่ได้เป็นปัญหาจากสภาวะของอวัยวะเพศชายและหญิงเพียงอย่างเดียว การเคร่งครัดทางศาสนาในบางวัฒนธรรมก็เป็นต้นเหตุเหมือนกัน

คลินิกแห่งหนึ่งในอิสตันบูล ตุรกี รายงานว่า ในช่วง 4 ปีมีคู่ชีวิต 404 คู่ที่อยู่กินกันแต่ไม่สามารถร่วมเพศกันได้มาขอรับคำปรึกษา ในอิหร่านก็มีปัญหานี้เช่นกัน ประเมินว่าราว 200 คู่ในช่วง 2 ปี ผู้ชายในวัฒนธรรมเคร่งศาสนามักเผชิญกับสถานการณ์กดดันให้ต้องร่วมเพศกับผู้หญิงที่ไม่รู้จัก (การแต่งงานแบบคลุมถุงชน) และต้องนำหลักฐานไปแสดงให้ญาติที่รออยู่เห็นว่า ภรรยาของเขาบริสุทธิก่อนแต่ง และยืนยันว่าทั้งคู่มีเพศสัมพันธ์กันแล้วจริง

ช่วงเวลาพิสูจน์พรหมจรรย์ดังกล่าวอาจทำให้ผู้หญิงเครียด และกังวลจนเกิดอาการเกร็งช่องคลอดที่เรียกว่า vaginismus ได้ ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือ ควรให้คู่ชีวิตได้เรียนรู้กัน ใกล้ชิดสนิทสนมกันกว่าคอยตั้งหน้าตั้งตารอดูผลว่าพวกเขาเมคเลิฟกันหรือยัง และผู้หญิงบริสุทธิ์ผุดผ่องหรือเปล่า ต้องช่วยกันขจัดความกังวลออกไป

ไม่ใช่ว่าจะรักษาได้ทุกเคส บางรายมีสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน บางครั้งหลังจากแนะนำไปแล้ว ลดความกังวลก็แล้ว อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศก็รักษาแล้ว แต่คู่สมรสก็ยังมีเพศสัมพันธ์กันไม่ได้อยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าฝ่ายหนึ่งโทษว่าเป็นเพราะอีกฝ่าย และหลายครั้ง การแทรกแซงจากคนนอก อย่างพ่อแม่ ชุมชน ผู้นำศาสนา คือต้นเหตุที่ทำให้ปัญหาแก้ไม่ตก
 







18 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

ลดน้ำหนักอย่างฉลาด

:พยายามออกกำลังกาย คุมน้ำหนักได้ตั้งหลายเดือน แต่เผลอกินไม่ยั้งแค่อาทิตย์เดียว กางเกงคับทันตาเห็น นี่เราต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกแล้วเหรอนี่


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : โอ๊ย เบื่อเหลือเกิน

พยายามออกกำลังกาย คุมน้ำหนักได้ตั้งหลายเดือน แต่เผลอกินไม่ยั้งแค่อาทิตย์เดียว กางเกงคับทันตาเห็น นี่เราต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกแล้วเหรอนี่

ปัญหาน้ำหนักเกิน ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาโลกแตกของผู้หญิงเลยแหละ แต่ก็แปลก บางคนกินเท่าไรก็ไม่อ้วน แต่บางคนกินนิดกินหน่อย กางเกงคับแล้ว

น.พ.ต่อศักดิ์ ทิพย์ไพโรจน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพบำบัดแบบองค์รวม ตรัยยาศูนย์สุขภาพองค์รวมและสปา แนะนำว่า การควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลดี ผู้ปฏิบัติควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าลดน้ำหนักเอาเอง เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญต้องตรวจสภาพร่างกายของเจ้าตัวก่อน

" ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าร่างกายของตัวเองมีสมรรถภาพอย่างไร ข้อขา ข้อไหล่แข็งแรงหรือไม่ มีโรคประจำตัวหรือป่วยเรื้อรังอะไรอยู่หรือเปล่า เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ หรือโรคอ้วน เพื่อจะได้ปรับวิถีการกิน และการออกกำลังกายที่เกิดประสิทธิภาพต่อร่างกายอย่างตรงจุด" คุณหมอต่อศักดิ์ แนะนำ

ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่มักลดน้ำหนักโดยขวนขวายหาข้อมูลจากหนังสือบ้าง อินเทอร์เน็ตบาง รวมทั้งคำแนะนำบอกต่อ หรือการลอกเลียนแบบคนรู้จักใกล้ชิด แต่ใช่ว่าจะเป็นผลดีต่อร่างกาย เนื่องจากวิธีการที่นำมาปฏิบัติไม่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน

น.พ.ต่อศักดิ์ บอกว่า สูตรสำเร็จสำหรับการลดน้ำหนักที่คน 80% ในสังคมใช้มากที่สุดจะเป็นพวกออกกำลังกายวันละเท่านั้น เท่านี้นาที กินอาหารวันละเท่านั้นมื้อ นอนวันละเท่านี้ชั่วโมง เป็นเวลาต่อเนื่องเท่านั้นสัปดาห์ วิธีการเหล่านี้ เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็จะกลับมาใช้ชีวิตการเป็นอยู่รวมถึงการกินที่ชวนให้อ้วน โรครุมเร้าไม่ต่างจากเดิม

อย่างไรก็ดี โดยภาพรวมแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพบำบัดแบบองค์รวมบอกว่า การควบคุมอาหารสำหรับผู้ลดน้ำหนัก ควรกินให้พอดี ไม่กินอิ่มเกิน หรือน้อยจนไม่อิ่ม เลือกบริโภคแต่คาร์โบไฮเดรตชนิดดีที่ยังไม่ผ่านการขัดสี ไขมันชนิดดี ซึ่งพบมากในเนื้อปลาหรือผักที่มีกากใย เพื่อให้ร่างกายดูดซึมช้าและไม่หิวบ่อย

"อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตทำให้คนเราหิวบ่อยและส่อเค้าเป็นโรคอ้วน ได้แก่ แป้งสีขาว เช่น ขนมปังขาว ข้าวสีขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว อาหารเหล่านี้ เมื่อกินเข้าไปแล้วร่างกายจะดูดซึมและย่อยเร็วทำให้หิวบ่อย กลายเป็นคนกินจุบจิบจนอ้วนในที่สุด"  ผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพบำบัด กล่าว

 
การลดน้ำหนักของตรัยยาศูนย์สุขภาพองค์รวมและสปา แนะนำให้กินวันละ 6 มื้อ คือ อาหารเช้า ของว่างหรือผลไม้ตอนสาย อาหารกลางวัน ของว่างหรือผลไม้ตอนบ่าย อาหารเย็น และของว่างหรือผลไม้เมื่อล่วงจากอาหารเย็นไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้น้ำตาลในเลือดมีปริมาณที่คงที่อยู่ตลอดเวลา ไม่พุ่งสูงหรือต่ำถึงขั้นเป็นลมหน้ามืด

เป้าหมายของหลังการลดน้ำหนักของศูนย์ฯ เน้นให้ผู้ที่ต้องการจะลดน้ำหนักได้เข้าใจในวิธีการลดน้ำหนักแบบยั่งยืน ทั้งด้านการดูแลและป้องกัน โดยมีแพทย์ นักจิตวิทยา นักโภชนาการ และเทรนเนอร์ออกกำลังกาย ทำงานร่วมกันอย่าง เพื่อให้คำแนะนำผู้ใช้บริการสามารถดูแลตัวเองอย่างมีคุณภาพไปจนตลอดชีวิต

“วิธีการลดน้ำหนักที่ได้ผลในระยะยาวดีที่สุด ผู้ลดควรเลือกที่จะปรับไลฟ์สไตล์การกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อนในชีวิตประจำวันให้ได้ และไม่ควรเคร่งเครียดกับการอดอาหารมากเกินความจำเป็น เพียงแต่กินให้พอดีและร่างกายมีความสุข โรคอ้วนก็จะไม่ถามหา” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กล่าว

ด้าน นายนัดดา บูรณศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอร์เนอร์ มิวสิค (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่า สาเหตุที่ทำให้เขาอ้วนคือ โรคขโมยเปิดตู้เย็นกินก่อนนอน ชอบสั่งกับข้าวมากกว่าจำนวนคน และชอบกินอาหารระหว่างมื้อเกินพอดี ทำให้ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ต้องประสบกับปัญหาควบคุมน้ำหนัก ถึงจะผ่านคอร์สลดน้ำหนักมากี่ครั้ง หรือกินยาลดความอ้วนหลายขนานมากแค่ไหนก็ตาม

ภายหลังจากปฏิบัติตามคำแนะนำของศูนย์ฯ จนน้ำหนักตัวผ่อนลง เขายังเก็บความรู้พื้นฐานที่สามารถนำไปประยุกต์เองตลอดไปด้วย เช่น หลังที่เขาออกงานเลี้ยงในวันต่อๆ มาเขาจะต้องจัดการกับอาหารที่จะกินเข้าไปอย่างไรบ้าง เพื่อให้ร่างกายได้รับในระดับพอดี

กานต์ดา บุญเถื่อน








14 สิงหาคม พ.ศ. 2551 02:00:00

กินๆ กลมๆ เด็กไทยกลายพันธุ์

:ชวนเด็กๆ มาออกกำลังกายกันเถอะ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : จากสถิติการป่วยตายของประชากรไทยปี พ.ศ. 2544 พบว่า คนไทยกว่าแสนรายเจ็บป่วยและตายด้วยโรคมะเร็ง ระบบไหลเวียนโลหิต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระบบย่อยอาหาร ซึ่งมีสาเหตุมาจากขาดการออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ

ปี พ.ศ. 2548 องค์การอนามัยโลก เผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดทั่วโลกจำนวน 17.5 ล้านคน สำหรับประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นอันดับที่ 2 รองจากมะเร็ง

สัญญาณอันตรายเริ่มชัดเจนมากขึ้นเมื่อตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ระบุว่า คนไทยที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีเพียง 29% ขณะที่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว จำนวนคนไทยที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีอยู่ในระดับที่ 30%

นอกจากนี้ ผลการสำรวจดังกล่าวยังชี้ให้เห็นอีกว่า เมื่อเด็กไทยเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นการออกกำลังก็จะน้อยลง โดยกลุ่มคนที่ออกกำลังกายน้อยที่สุดคือ คนวัยทำงาน

เท่ากับว่าทุกวันนี้ การออกกำลังกาย ซึ่งเป็นเสมือนเกาะป้องกันโรคภัยต่างๆ ยังไม่ได้กลายเป็นวิถีชีวิตของคนไทย

และล่าสุดกับข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่าปัจจุบันเด็กไทยอายุ 2-18 ปี จำนวน 17.6 ล้านคน เป็นโรคอ้วน 8% กลุ่มวัยรุ่น 13-18 ปี เป็นวัยที่อ้วนมากที่สุดถึง 9% จากพฤติกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ขาดการออกกำลังกาย ชอบนั่งดูโทรทัศน์ หรือเล่นคอมพิวเตอร์ทั้งวัน

ผศ.ดร.วิลาสินี อดุลย่านนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  บอกว่าทางออกหนึ่งที่ทำได้ และน่าจะเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการออกกำลังกาย คือ ต้องลงทุนใน "เด็ก"

ภาพที่เกิดขึ้นแล้วจากการส่งเสริมให้ออกกำลังกายเชิงบวกของ สสส. ที่พยายามกระตุ้นให้คนตื่นตัว แล้วหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ด้วยการเข้าไปให้ความรู้และเชิญชวนให้หน่วยงานของรัฐบาล องค์กรเอกชนหันมาเห็นความสำคัญและสร้างการออกกำลังกายให้อยู่ในวิถีชีวิต ซึ่งในแต่ละปี สสส.ได้จัดงบประมาณในส่วนนี้ไว้ที่ประมาณ 30-40 ล้านบาท เพื่อรณรงค์ให้ใช้จักรยานเพื่อเดินทางไปทำงานแทนการนั่งรถยนต์ หรือรถประจำทาง

รวมถึงการเรียกร้องจนกระทรวงศึกษาธิการต้องปรับเพิ่มจำนวนชั่วโมงพลศึกษาในระดับโรงเรียน จาก 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์  เป็นสัปดาห์ละ 1.30 - 2 ชั่วโมง เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

เรียกร้องให้ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ออกแบบเกณฑ์มาตรฐานชี้วัดสมรรถภาพทางกาย ระดับชั้นประถมศึกษา เมื่อปีที่ผ่านมา

หรือความพยายามที่จะดึงให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง หันมาออกกำลังกายร่วมกันทั้งครอบครัว โดยกิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับสำนักงานกรุงเทพมหานคร จัดสถานที่ออกกำลังกายที่สามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ทั้งครอบครัว

ในเบื้องต้นได้มีแผนความร่วมมือร่วมกันที่จะพัฒนาสวนสาธารณะ รวมถึงพื้นที่ว่าง 10 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นสถานที่ออกกำลังกายใกล้บ้าน

“กิจกรรมนี้นอกจากจะได้เห็นการออกกำลังกายโดยมีพ่อ แม่ หรือผู้ปกครองเป็นต้นแบบให้กับบุตรหลานแล้ว สิ่งที่จะได้ตามมา คือ ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างบุคคลในสังคม”

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลากหลายความพยายามที่ต้องการเห็นเด็กไทยมีสุขภาพร่างกายที่สมส่วนและห่างไกลจากโรค

ไม่ว่าจะเป็นโครงการเด็กไทยไม่กินหวาน ที่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อกระตุ้นเตือนให้ตระหนักรู้ถึงภัยของขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม และ อาหารหวานๆ มันๆ ที่มีขายอยู่ข้างรั้วโรงเรียน

โครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สสส.

ภายหลังจากที่เด็กไทยก้าวเข้าสู่ระบบการศึกษาเร็วกว่า ขึ้น ปัจจุบันเพียง 2-3 ขวบ พ่อแม่ก็เริ่มส่งลูกเข้าสู่โรงเรียนหรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อฝึกระเบียบวินัยและความเลิศทางวิชาการ แต่ผลที่ตามมาคือ

เด็กไทยเข้าสู่สังคมอุดมน้ำตาลโดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันก็กลายเป็นการปลูกฝังพฤติกรรมการเลือกบริโภค ภาพหนึ่งที่สะท้อนจุดนี้ได้ดีเมื่อ

“ลูกผมก็เขี่ยผักทิ้ง พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงๆ จากการเลียนแบบ”

อาจารย์สง่า ดามาพงศ์ นักวิชาการสาธารณสุข ระดับ 9 กรมอนามัย ตั้งข้อสังเกตกับพฤติกรรมของลูกสาว ภายหลังส่งเข้าโรงเรียนอนุบาลได้ 2 เดือนเศษ

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ สง่า บอกว่าไม่ใช่ว่าโรงเรียนไม่ดี หรือต้องรอให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องออกมาปกป้อง แต่ พ่อ แม่ รวมถึงผู้ปกครองต้องดูแลและช่วยสอดส่อง เพื่อส่งเสริมสุขลักษณะที่ถูกต้องให้แก่บุตรหลานด้วย

คนในครอบครัวไม่กินผัก ก็อย่าหวังว่าลูกๆ จะกินผัก คนในครอบครัวไม่ส่งเสริมการออกกำลังกาย ไม่เล่นกีฬา ก็ยากที่จะปลูกฝังนิสัยรักการออกกำลังกายในเด็ก

ทั้งหมดนี้ พ่อ แม่ ผู้ปกครองต้องเป็นต้นแบบที่ดี หากต้องการให้ลูกออกกำลังกาย ในบ้านก็ควรจะมีอุปกรณ์กีฬาอยู่ในบ้าน อย่างน้อยบ้านที่มีลูกวัย 5 ขวบ ควรต้องมีไม้แบดมินตัน 1 คู่ หรือพาลูกไปชมการแข่งขัน อาจเริ่มจากกีฬาประเภทที่พ่อ หรือแม่ชอบก่อนก็ได้

เพราะ พ่อ แม่ ถือเป็นด่านแรกที่ใกล้ชิด รู้จัก รู้ใจ สามารถคัดเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับลูกได้ดีและตรงกว่า แต่นั่นหมายถึงต้องอยู่บนเงื่อนไขของการตระหนักรู้ในทางที่ถูก

“ลูกอ้วนไม่ได้บ่งบอกถึงความมีอันจะกิน แต่โรคอ้วนยังนำมาซึ่งโรคที่เกิดจากวิถีชีวิตอื่นๆ สิ่งที่ควรตระหนักรู้ ก็คือ 30% ของเด็กอ้วน มีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่อ้วนถึง 80% และในนั้นมีโอกาสเป็นเบาหวานมากกว่าคนปกติมากถึง 3-5 เท่า”  

สำหรับสิ่งที่ทุกภาคส่วนในสังคมควรมีส่วนรับผิดชอบในมุมของสง่า ต้องเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และมีกระบวนการ

“นอกจากงานวิจัยแล้ว ยังต้องสร้างกระแสสังคม เพื่อให้ทุกคนตระหนักรู้ว่า เด็กอ้วนคือภาระ คือปัญหาของสังคม ที่ต้องช่วยกันแก้ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น”

สง่า อธิบายเพิ่มว่า การสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพคนไทย ต้องเกิดขึ้นในบทของคนไทยไม่ใช่การลอกตำราจากต่างประเทศ ทั้งในส่วนของโภชนาการและการออกกำลังกายในเด็ก

จากนั้น นำองค์ความรู้ที่ได้ไปขยายผลยังกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครอง ด้วยรูปแบบของการสื่อสารที่ชัดเจน และต้องการการเรียนรู้แบบยั่งยืน

พร้อมๆ กันนี้ ในส่วนของเครือข่ายป้องกัน ต้องมีการทำงานร่วมกันในลักษณะภาคี และจริงจัง ที่สำคัญทุกคนต้องมองเห็นปัญหาที่เหมือนๆ กัน เพื่อยึดเป็นภารกิจ

“ที่ผ่านมา เหมือนจะมีความพยายามอยู่เป็นระยะๆ แต่ดูคล้ายๆ กับจะหลงทาง ที่เห็นได้ชัดๆ เลยก็คือ เรื่องของการออกกำลังกาย ที่หมายถึงการเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่จำเป็นต้องเล่นกีฬาอย่างเดียว

แต่กลายเป็นว่าพุ่งเป้าไปที่การแข่งขันเป็นสำคัญ อย่าลืมว่าโอกาสที่จะไปถึงขั้นนั้นๆ ได้มีเพียง 10% เท่านั้น”

อีกตัวอย่างหนึ่งของแบบแผนที่บิดเบี้ยวในสังคม ซึ่งส่งเสริมให้เด็กไทยกลายเป็นโรคอ้วน ตามคำบอกเล่าของสง่า ก็คือ การให้ความสำคัญกับการเรียนที่มากจนเกินพอดี เวลาที่เหลือจากการกินข้าวและนอน ถูกถ่ายน้ำหนักไปให้กับการเรียนพิเศษ

ภายหลังเลิกเรียนเด็กต้องเรียนพิเศษ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์เรียนพิเศษ ขณะที่ผู้ปกครองอีกกลุ่มก็จะวางใจหากบุตรหลานดูโทรทัศน์ หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์อยู่บ้าน

“ก็ไม่ผิดอีกที่ผู้ปกครองจะเลือกให้ลูกเป็นแบบนั้น เพราะถ้าถามว่าวันนี้บ้านเรามีสถานที่ให้เด็กได้ออกกำลังกายมากแค่ไหน ขนาดลูกชายผมอยากเล่นฟุตบอลยังต้องไปเช่าสนามของเอกชนเลย แล้วเวลาที่ได้คือ ห้าทุ่มถึงตีหนึ่งซึ่งนั่นน่าจะเป็นเวลาที่เด็กควรจะได้พักผ่อนนอนหลับหรือเปล่า”

คำถามที่ตามมา ก็คือ จำนวนชั่วโมงพละที่ปรับเพิ่มในโรงเรียนระดับประถมศึกษาทั่วประเทศเป็น 1.30 - 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์  เพียงพอที่จะเสริมสร้างพลานามัยและกำจัดส่วนเกินที่เกิดจากอาหารหวานๆ มันๆ หรือไม่

 ขณะที่ผลงานวิจัยของ Centers for Disease Control and Prevention USA. ปี 2548 ระบุว่าเด็กวัยเรียน ควรออกกำลังกายระดับกลางถึงหนักวันละอย่างน้อย 60 นาที

 ปี 2549  คณะนักวิจัยนอร์เวย์แนะว่า เด็กควรออกกำลังกายวันละ 90 นาที ไม่ใช่ 60 นาที เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ






17 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

การตายของยอดรัก...

:"ในกรณีของยอดรัก สลักใจ เมื่อรู้ว่ามีเวลาเหลืออยู่ไม่มาก แทนที่เขาจะสู้กับความตายในห้องไอซียู ยอดรักตัดสินใจกลับไปยังห้องพักเพื่อใช้เวลาน้อยนิดนั้นกับครอบครัวอย่างสงบ "


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่น่าเสียดายที่ความปรารถนาดังกล่าวของเขาดูจะไม่เป็นที่เข้าใจหรือได้รับการตอบสนองจากมิตรสหาย  เพราะปรากฏว่าห้องของเขานั้นเต็มไปด้วยผู้คน

ในชีวิตนี้มีหลายสิ่งที่เราสามารถหนีห่างให้ไกลได้  แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่เราไม่อาจหนีพ้น ในกรณีเช่นนั้นไม่มีอะไรที่ดีกว่าการเตรียมรับมือกับมันด้วยใจสงบ  ความตายเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น แต่คนจำนวนไม่น้อยกลับปฏิเสธ พยายามเบือนหน้าหนี ทำทีราวกับว่าตนจะอยู่อย่างเป็นอมตะ แม้เมื่อมันมาประชิดตัวก็ยังไม่ยอมรับความจริง คิดจะหนีต่อไปอีก

ทั้ง ๆ ที่ในยามนี้สิ่งที่ควรทำเป็นอย่างแรก ก็คือ ยอมรับมันว่าเป็นความจริงที่จะต้องเกิดขึ้นกับตน การยอมรับเช่นนี้แหละคือ ขั้นตอนสำคัญที่สุดของของการเตรียมใจรับมือกับความตาย อีกทั้งเป็นเงื่อนไขประการแรกของการนำความสงบมาสู่จิตใจในยามวิกฤต

1.ยอดรัก สลักใจ เป็นผู้หนึ่งที่ยอมรับความจริงได้เมื่อรู้ว่าตนเองเป็นมะเร็งในขั้นร้ายแรง แทนที่จะเป็นทุกข์หรือตีโพยตีพายในชะตากรรม  เขายังสามารถมองในแง่บวกว่า  “โชคดีเสียอีกที่รู้วันตายของตัวเอง” เพราะมีคนจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าจะต้องตายเมื่อใด แม้เขาอายุเพียง 52 ปี แต่เขาก็มองว่าตัวเอง “มีกำไรมากกว่าพ่อ” เพราะบิดาจากไปด้วยวัย 50 ปีเท่านั้น   

สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย  เขาน่าจะหวงแหนชีวิตเอาไว้จนถึงที่สุด แต่เมื่อรู้ว่าเป็นไปได้ยาก เขาก็ดูจะไม่อาลัยอาวรณ์ชีวิต กลับบอกว่า  ตายเมื่อไรก็สบายเมื่อนั้น  เพราะเขารู้ดีว่าชีวิตของคนเด่นดังนั้นก็เช่นเดียวกับคนทั่วไป ไม่ได้มีแต่สุขอย่างเดียว แต่ยังเต็มไปด้วยความทุกข์และภาระ 

แน่นอนหากเลือกได้ยอดรักย่อมเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่เมื่อชเลือกไม่ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ควรหาประโยชน์จากมันให้ได้ อย่างน้อยก็มองให้ได้ว่ามันมีแง่ดีอย่างไรบ้าง ดีกว่าที่จะเห็นแต่ความเลวร้ายของมัน หรือมัวก่นด่าชะตากรรมและคร่ำครวญว่า “ทำไมถึงต้องเป็นฉัน”  การทำเช่นนั้นมีแต่จะซ้ำเติมตัวเองให้ทุกข์ใจนอกเหนือจากทุกข์กาย ซึ่งก็มีมากอยู่แล้ว เพราะโรคภัยไข้เจ็บ

มีหญิงสูงอายุผู้หนึ่งเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ โดยไม่รู้ว่าตนเป็นโรคอะไร แล้ววันหนึ่งหมอก็บอกอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “ป้าเป็นมะเร็งตับนะ  อยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน”   ผู้ป่วยถึงกับตกตะลึง ไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน ปรากฏว่าเธออยู่ได้เพียง 12 วันก็ถึงแก่ความตาย สาเหตุที่เธอจากไปอย่างรวดเร็วเช่นนั้นไม่ใช่เพราะก้อนมะเร็งเป็นสำคัญ แต่เป็นเพราะใจที่ยอมรับความจริงไม่ได้ต่างหาก ที่ทำให้ร่างกายทรุดลงอย่างรวดเร็ว จนตายเร็วกว่าที่หมอพยากรณ์

2.ยอดรักได้ใช้การรักษาหลายวิธี ทั้งสมุนไพรและการแพทย์แผนใหม่ เคยใช้วิธีเคมีบำบัด แต่ก็ต้องเลิกไป เพราะเจ้าตัวทนฤทธิ์และผลข้างเคียงไม่ไหว   เมื่อร่างกายทรุดหนักก็ต้องเข้าโรงพยาบาล หมอก็ได้แต่รักษาตามอาการ ในที่สุดเมื่ออาการใกล้ขั้นวิกฤตจึงถูกนำเข้าห้องไอซียู

แต่เมื่อรู้ว่ามะเร็งลุกลามอย่างหนักเกินกว่าจะเยียวยาได้แล้ว ยอดรักและครอบครัวได้ตัดสินใจที่จะไม่รับการรักษาใดๆ เพื่อยืดชีวิตอีกต่อไป ไม่ว่าด้วยการปั๊มหัวใจ ใช้กระแสไฟฟ้าช็อต หรือเจาะคอใส่ท่อช่วยหายใจ แม้ว่าชีพจรจะเต้นต่ำลง ก็จะไม่ให้มีการกระทำใดๆ กับยอดรักอีก หากแต่ให้เยียวยาตามอาการเท่านั้น ดังนั้นจึงมีการนำยอดรักออกจากห้องไอซียู เพื่อใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับครอบครัวที่ห้องผู้ป่วย

 การตัดสินใจดังกล่าวของยอดรักและครอบครัว นับว่าทวนกระแสค่านิยมของผู้คนในสังคมปัจจุบันที่มักเรียกร้องให้ยื้อชีวิตผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยีนานาชนิดจนถึงวินาทีสุดท้าย ผลก็คือห้องไอซียูกลายเป็นห้องจบชีวิตของคนเป็นอันมาก เกิดเป็นความเชื่อที่แพร่หลายว่า ถ้าผู้ป่วยไม่ได้ตายในห้องไอซียูถือว่าญาติไม่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างถึงที่สุด 

แต่หารู้ไม่ว่า การยื้อชีวิตผู้ป่วยเช่นนั้นอาจเป็นการสร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วย แทนที่จะเป็นการยืดชีวิตหรือต่อลมหายใจ กลับกลายเป็นการยืดกระบวนการตายให้ทอดยาวออกไป  ซึ่งไม่เป็นผลดีทั้งต่อผู้ป่วยและญาติเอง

การยื้อชีวิตผู้ป่วยเพื่อรอคอยการสะสางความในใจระหว่างผู้ป่วยกับญาติมิตร หรือเพื่อให้ผู้ป่วยได้พบกับใครบางคนที่มีความหมายต่อชีวิตของเขา  (แม้เขาจะไม่รู้สึกตัวแล้ว แต่ก็ยังสามารถรับรู้ได้) ก่อนที่เขาจะสิ้นลมนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อจิตใจของผู้ป่วยก็จริง แต่การยื้อชีวิตของเขาเพียงเพราะญาติอยากให้เขามีลมหายใจนานที่สุด หรือเพียงเพื่อให้ญาติได้ชื่อว่าเป็นคนกตัญญูต่อผู้มีพระคุณนั้น อาจจะกลายเป็นการทำร้ายเขาโดยไม่รู้ตัว ไม่เพียงทำให้เขาทุกข์ทรมานขณะมีลมหายใจเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้เขาไปสู่ทุคติได้ 

ในทางพุทธศาสนาถือว่าอาสันนกรรมหรือกรรมจวนเจียนนั้นสำคัญมาก สามารถส่งผลถึงภพภูมิข้างหน้าได้ หากจิตก่อนตายนั้นเป็นอกุศล เพราะถูกบีบคั้นด้วยความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน (เช่นจากการแทรกแซงของเทคโนโลยีต่าง ๆ) ก็ย่อมเข้าสู่ทุคติภูมิได้เลยทันทีที่ตาย

เรามักเข้าใจว่า การยื้อชีวิตผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยีนานาชนิดในยามใกล้ตายนั้นเป็นวิธีการที่ดีที่สุดเท่าที่ญาติและหมอจะทำได้  แต่นั่นเป็นการมองเฉพาะในแง่กายภาพ  ผู้ป่วยไม่ได้มีแต่กายเท่านั้น หากยังมีจิตใจด้วย ผู้คนส่วนใหญ่คิดแต่จะเยียวยากาย แต่กลับลืมจิตใจของผู้ป่วย ซึ่งก็ต้องการการดูแลรักษาเช่นเดียวกัน     

ในขณะที่ร่างกายของผู้ป่วยนั้น เมื่อมาถึงจุดหนึ่งก็ยากแก่การเยียวยาให้ดีขึ้นได้  แต่จิตใจของเขานั้นยังสามารถเยียวยาฟื้นฟูได้เสมอ แม้เขาจะอยู่ในภาวะโคม่าหรือไม่รู้สึกตัว (จากสายตาของเรา) แล้วก็ตาม แทนที่จะระดมเทคโนโลยีนานาชนิดเพื่อกระตุ้นสัญญาณชีพ เช่น ชีพจร  การหายใจ การเต้นของหัวใจ ฯลฯ 

ทั้ง ๆ ที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะเกินกว่าจะรักษาได้แล้ว ไม่เป็นการดีกว่าหรือ หากเราจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ช่วยให้เขาได้พบกับความสงบในจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงได้รับในยามนี้

3.มีผู้ป่วยคนหนึ่งซึ่งไตวายขณะที่อวัยวะส่วนอี่นทยอยเสียไปทีละส่วน ลูก ๆ ได้ขอร้องให้หมอทำทุกอย่างเพื่อยืดชีวิตของแม่ รวมทั้งการล้างไตอย่างต่อเนื่อง  และหากหัวใจของแม่หยุดเต้น ก็ขอให้หมอปั๊มหัวใจแม่ขึ้นมา

คุณหมอสุมาลี นิมมานนิตย์ ซึ่งเป็นเจ้าของไข้และผู้เชี่ยวชาญโรคไต เห็นว่าการทำเช่นนั้นนอกจากจะไม่ช่วยคนไข้แล้ว กลับก่อผลเสียต่ออวัยวะส่วนอื่น ๆ ของคนไข้  จึงแนะนำลูก ๆ ว่า ยังมีวิธีอื่นที่ดีกว่านั้นที่ลูก ๆ สามารถทำให้แก่แม่ได้ นั่นก็คือ ช่วยให้แม่ได้รับความสงบใจ 

เพราะความสงบใจในวาระสุดท้ายของชีวิตเป็นสิ่งสำคัญมาก คำแนะนำดังกล่าวทำให้ลูกๆ ได้คิด และหันไปใช้เวลาช่วงที่เหลือนั้นในการอยู่กับแม่ พูดคุยกับแม่ถึงสิ่งที่แม่ศรัทธาและการกระทำที่แม่ภาคภูมิใจ รวมทั้งพูดถึงความรู้สึกดี ๆ ที่ได้รับจากแม่ ในที่สุดลูก ๆ ก็มาบอกกับคุณหมอสุมาลีว่าหากแม่เป็นอะไรก็ไม่ต้องปั๊มหัวใจแม่แล้ว

ผู้คนมักคิดแต่การยื้อชีวิตด้วยเทคโนโลยี นอกจากเป็นเพราะยอมรับความตายของผู้ป่วยไม่ได้แล้ว ยังเพราะคิดว่านั่นคือสิ่งเดียวที่ญาติสามารถทำได้ให้แก่ผู้ป่วย  แต่หากญาติรู้ว่ามีวิธีอื่นที่ดีกว่านั้น ซึ่งตนสามารถทำได้ (และทำได้ดีกว่าหมอและพยาบาลด้วย) อันได้แก่การช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้รับความสงบทางจิตใจ   

การเรียกร้องให้พาผู้ป่วยเข้าห้องไอซียูสถานเดียว ก็จะกลายเป็นเรื่องรองไป  แต่นั่นก็หมายความว่าญาติ ๆ ก็ต้องพร้อมจะให้เวลากับคนไข้ รวมทั้งศึกษาหาวิธีที่จะช่วยให้คนไข้มีใจที่สงบ เช่น การน้อมใจให้เขานึกถึงสิ่งดี ๆ  ให้ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขแก่เขา ช่วยเขาปลดเปลื้องภาระหรือสิ่งค้างคาใจ และที่สำคัญไม่น้อยก็คือ การสร้างบรรยากาศแห่งความสงบ

ในกรณีของยอดรัก สลักใจ  เมื่อรู้ว่ามีเวลาเหลืออยู่ไม่มาก แทนที่เขาจะสู้กับความตายในห้องไอซียู  ยอดรักตัดสินใจกลับไปยังห้องพักเพื่อใช้เวลาน้อยนิดนั้นกับครอบครัวอย่างสงบ 

แต่น่าเสียดายที่ความปรารถนาดังกล่าวของเขาดูจะไม่เป็นที่เข้าใจหรือได้รับการตอบสนองจากมิตรสหาย  เพราะปรากฏว่าห้องของเขานั้นเต็มไปด้วยผู้คน ต่างพูดคุยสังสรรค์กัน บางคนถึงกับหัวเราะเป็นที่สนุกสนาน  จนหมอเจ้าของไข้ต้องมาขอร้องผ่านสื่อมวลชน ขอให้เพื่อน ๆ อย่ารบกวนคนไข้  ควรให้คนไข้ได้ใช้เวลาที่ยังเหลืออยู่กับลูกและภรรยาให้มากที่สุด

ไม่ว่าเสียงหัวเราะหรือร้องไห้  รวมทั้งเสียงพูดคุยโต้เถียงของญาติมิตรรอบเตียง ตลอดจนเสียงโทรทัศน์ที่ญาติดูในระหว่างเฝ้าไข้  ล้วนมีผลเสียต่อจิตใจของผู้ป่วยทั้งสิ้น  ญาติมิตรควรช่วยกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้ผู้ป่วยน้อมใจในทางกุศล ภาคภูมิใจในชีวิตที่ผ่านมา  ไม่มีเรื่องติดค้างใจ  และดียิ่งกว่านั้นคือมีสติที่รู้เท่าทันและยอมรับทุกขเวทนาได้   

สภาพจิตดังกล่าวล้วนจำเป็นต่อการช่วยให้สามารถเผชิญความตายได้อย่างสงบ และยังสามารถทำให้นาทีสุดท้ายก่อนตายเป็น “นาทีทอง”ของชีวิต ดังคำของท่านอาจารย์พุทธทาสได้

4.ความตายนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งเลวร้ายไปเสียหมด  มันเป็นวิกฤตก็จริง แต่ก็เป็นโอกาสได้เช่นกัน นั่นคือโอกาสที่จะเข้าถึงความสงบในจิตใจอันเกิดจากการปล่อยวาง  และอาจทำให้เกิดความสว่างแห่งปัญญาได้ด้วยหากเห็นสัจธรรมจากความตายว่า สังขารทั้งหลายไม่มีอะไรที่น่ายึดถือได้สักอย่างเดียว  ทุกอย่างล้วนเป็นทุกข์  จิตที่ปล่อยวางจากความยึดถือในสิ่งทั้งปวงย่อมบรรลุถึงธรรมขั้นสูงชนิดที่สามารถอยู่เหนือทุกข์ทั้งปวง  นี้คือสภาวะที่อยู่เหนือความตายอย่างแท้จริง

แม้ว่าเรายังไม่สามารถพัฒนาจิตไปถึงขั้นนั้นได้ แต่หากเราเข้าใจความตายอย่างแท้จริง ก็จะรู้ว่าความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัว  ความกลัวตายต่างหากที่น่ากลัวกว่าความตาย   ความตายนั้นไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับความเศร้าโศก  แต่สามารถเรียกน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มปีติได้ หากเป็นการตายดี

ผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นมะเร็งเต้านม  ต่อมาอาการลุกลาม ซ้ำยังมีโรคแทรกคือตับเป็นพิษ  เมื่อรู้ว่าอาการหนัก  เธอปฏิเสธการรักษา และกลับมาอยู่ที่บ้านเพราะต้องการใช้เวลาที่เหลืออยู่กับครอบครัวอย่างสงบ   ทุกวันแม่และสามีกับลูก ๆ รวมทั้งพี่น้องมาเป็นกำลังใจให้เธอ  ชวนเธอสวดมนต์ รำลึกถึงพระรัตนตรัย นั่งสมาธิ  และถวาสังฆทาน   วันสุดท้ายก่อนตายญาติได้ชวนเธอขอขมาซึ่งกันและกัน

รวมทั้งขออโหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวร    ตลอด 7 วันเธอมีความรู้สึกตัวโดยตลอด วันสุดท้ายญาติ ๆ ได้พากันสวดมนต์ให้เธอเป็นภาษาจีนสั้น ๆ 1,000 จบ ระหว่างนั้นเธอยังรู้สึกตัวอยู่  แต่เมื่อสวดได้ถึง 600 จบ ก็พบว่าเธอสิ้นลมแล้ว เป็นการจากไปอย่างสงบราวกับใบไม้ปลิดจากขั้ว   แต่ทุกคนก็สวดต่อจนจบครบพัน ถือว่าเป็นการให้ของขวัญสุดท้ายแก่เธอ   

การจากไปของเธอได้เรียกน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มจากแม่ สามี ลูก ๆ และพี่น้อง  เพราะดีใจที่เธอจากไปอย่างสงบ   ไม่มีอาการแห่งความโศกเศร้า เพราะทุกคนรู้ว่าเธอไปดี 

ทุกคนสามารถตายดีและไปดีได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่พร้อมเผชิญความตายอย่างสงบ โดยไม่ต่อต้านขัดขืน หวาดกลัว หรือคิดแต่จะหนีความตายสถานเดียว

เรื่อง : พระไพศาล วิสาโล (เครือข่ายพุทธิกา www.budnet.info)





16 สิงหาคม พ.ศ. 2551 03:45:00

ยาคุมฉุกเฉิน กินเลยหรือรอเช้าก่อนดี

:หรืออีกชื่อหนึ่งคือ morning after ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนไม่รู้จัก ที่ปากบอกว่ารู้จักก็ไม่รู้จริง


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เคยได้ยินยาคุมกำเนิดที่เรียกว่า มอร์นิ่ง อาฟเตอร์ กันบ้างมั๊ย เขียนตรงๆ ตัวเลยว่า morning after piill คนที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนอาจงง ยาเช้าวันต่อมามันยาอะไรกัน

ยาคุมกำเนิดชนิดนี้เป็นยาที่ให้ผู้หญิงกินหลังจากมีเพศสัมพันธ์ มีส่วนประกอบของฮอร์โมนที่ป้องกันการตั้งครรภ์ได้มีประสิทธิภาพ ยามอร์นิ่ง อาฟเตอร์สามารถทานหลังมีเพศสัมพันธ์ได้ทันที ไม่ต้องรอให้เช้าก่อน หมอบางคนจึงสะดวกปากเรียกว่า "ยาคุมฉุกเฉิน" มากกว่า

ยาคุมฉุกเฉินพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัย และสามารถใช้คุมกำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพนานถึง 5 วันหลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือในกรณีการป้องกันรูปแบบอื่น เช่นยาคุมกำเนิด หรือถุงยางอนามัยไม่ได้ผล

ถึงกระนั้น ดร.ซินเธีย  เจอ มอลเลน จากโรงพยาบาลเด็กฟิลาเดลเฟีย กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า คนยังเข้าใจยาฉุกเฉินผิดหลายเรื่อง

เธอและทีมงานได้ทดสอบความรู้ และทัศนคติเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉินจากเด็กผู้หญิงอายุ 15-19 ปีที่เข้ารับการรักษาในแผนกฉุกเฉิน

เด็กหญิง 16 คนบอกว่าเคยมีเพศสัมพันธ์ (ในจำนวนนี้ 5 คนบอกว่าเคยมีประวัติตั้งครรภ์) และ 14 คนไม่เคยมีเพศสัมพันธ์

จากการสัมพันธ์คนละ 1 ชั่วโมง ได้ผลออกมาว่า เด็กที่เคยมีเพศสัมพันธ์ 94% รู้จักยาคุมฉุกเฉิน หรือ มอร์นิ่ง อาฟเตอร์มาแล้ว แต่ 40% ของเด็กกลุ่มนี้ กลับอธิบายไม่ได้ว่ามันใช้งานอย่างไร

ส่วนเด็กที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ 50% ไม่เคยได้ยินยาชื่อนี้มาก่อน มีเพียง 4 คนเท่านั้นที่บอกว่ารู้จัก และรู้ว่าใช้เมื่อไร และหาซื้อได้ที่ไหน

ทีมวิจัยยังพบอีกว่า เด็กหญิง 7 คน (5คนเคยมีเพศสัมพันธ์ และ 2 คนไม่เคยมีเพศสัมพันธ์) รู้ว่าคณะกรรมการอาหารและยารับรองให้ยา "แพลนบี" ซึ่งเป็นชื่อยาคุมกำเนิดฉุกเฉินยี่ห้อหนึ่สำหรับผู้หญิงอายุ 18 ปีขึ้นไป สามารถซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์

เด็กหลายคนมีทัศนคติว่า คนที่กินยาคุมฉุกเฉินจะมีความรู้สึกอับอาย และคิดว่า ร้ายขายยาอาจเอาเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง เด็กเหล่านี้รวมถึงกลุ่มที่ไม่รู้จักยาตัวนี้ด้วย ยังกังวลว่ากินยาแล้วจะมีผลข้างเคียง





13 สิงหาคม พ.ศ. 2551 02:00:00

ตรวจเต้านมด้วยตัวเอง

:มะเร็งเต้านมได้คร่าชีวิตผู้หญิงไทยมากเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงเราต่างก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายนี้กันทุกคน


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แม้ว่าจะยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดที่แน่นอน แต่การค้นพบให้เร็วที่สุดในระยะแรก สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเต้านมเฉพาะส่วนที่เป็น ทำให้ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ มีโอกาสหายสูงหรือกลับมาเป็นซ้ำได้น้อย ดังนั้นการตรวจเต้านมเป็นประจำสามารถช่วยชีวิตคุณได้ การดูแลเต้านม มีข้อแนะนำดังนี้

ตรวจเต้านมด้วยตนเอง

แนะนำให้ทำเป็นประจำเดือนละครั้ง เพื่อทำความคุ้นเคยกับเต้านม และสามารถค้นพบสิ่งผิดปกติได้โดยง่ายโดยทำเป็นประจำทุกเดือน ประมาณวันที่ 7-10 นับจากวันแรกของรอบเดือน (หรือช่วงที่เต้านมไม่ตึงคัด) ส่วนสตรีวัยหมดประจำเดือนให้กำหนดวันที่จดจำง่าย แล้วตรวจในวันเดียวกันของทุกเดือน

ความผิดปกติที่ท่านควรมาพบแพทย์โดยด่วนมีดังนี้

 ๐ คลำพบก้อนที่เต้านมหรือรักแร้

 ๐ มีน้ำไหลออกจากหัวนม

 ๐ เจ็บเต้านม

 ๐ ขนาดและรูปร่างของเต้านมเปลี่ยนไปจากปกติ

 ๐ ผิวหนังบริเวณเต้านมผิดปกติ เช่น สีเปลี่ยนไปมีรอยบุ๋มที่ผิวหนังหรือมีการดึงรั้ง ผิวหนังบวมขรุขระคล้ายผิวของผลส้ม

เทคนิคการดูแลเต้านมด้วยตนเอง

 ปล่อยแขนข้างลำตัว เปรียบเทียบเต้านมทั้งสองข้างว่ามีการบิดเบี้ยวของหัวนมหรือไม่ยกแขนเหนือศีรษะ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของรูปทรงว่ามีอาการบวม รอยบุ๋ม หรือหดรั้งของหัวนมหรือไม่เอามือวางบนสะโพก ดูเปรียบเทียบเต้านมทั้งสองข้างเช่นเดียวกับการยกแขนเหนือศีรษะ

ขณะอาบน้ำ ให้เอามือข้างเดียวกับเต้านมที่ต้องการตรวจวางบนศีรษะแล้วใช้ฝ่ามืออีกข้างคลำวนให้ทั่วทั้งเต้านม ข้อสำคัญคือห้ามบีบเนื้อเต้านม เพราะจะทำให้รู้สึกเหมือนเจอก้อนเนื้อซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ มือขวาตรวจเต้าซ้าย มือซ้ายตรวจเต้าขวา

ขณะนอนราบ นอนหงายในท่าสบาย สอดหมอนใต้ไหล่ข้างที่ต้องการตรวจเต้านม ยกแขนวางบนศีรษะเพื่อให้เต้าแผ่ราบใช้ฝ่ามือหรือนิ้วชี้, นิ้วกลาง, นิ้วนาง ของมืออีกด้านคลำวนให้ทั่วเต้านม

บีบเบาๆ ที่หัวนม เพื่อตรวจดูว่ามีสิ่งผิดปกติไหลจากหัวนมหรือไม่

ตรวจเต้านมโดยแพทย์

 ควรได้รับการตรวจปีละครั้งโดยแพทย์หรือพยาบาลผู้ชำนาญ หากพบความผิดปกติ แพทย์จะแนะนำให้ตรวจเพิ่มด้วยเครื่องแมมโมแกรม เครื่องอัลตราซาวนด์ หรือตรวจชิ้นเนื้อ

การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมและเครื่องอัลตราซาวนด์

 แมมโมแกรม เป็นการตรวจเต้านมโดยเอกซเรย์พิเศษ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ที่ไม่สามารถตรวจพบจากการตรวจร่างกาย เช่น กลุ่มแคลเซียมที่เกิดจากมะเร็งท่อน้ำนมในระยะแรก ก้อนเนื้อที่มีขนาดเล็กหรือตรวจติดตามหลังการผ่าตัด

การทำแมมโมแกรมจะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้ได้ภาพเต้านมข้างละ 2 รูปคือ ท่าตรงและท่าด้านข้างของรักแร้ โดยเครื่องเอกซเรย์จะกดเต้านมของท่านประมาณ 5 วินาที เพื่อให้เนื้อภายในเต้านมกระจายออก ทำให้การวินิจฉัยถูกต้องแม่นยำ และลดปริมาณรังสีที่ใช้ ท่านอาจจะรู้สึกเจ็บบ้างในขณะกดเต้านม หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคจะนำภาพเอกซเรย์เต้านมของท่านให้รังสีแพทย์ดู ท่านอาจจำเป็นต้องถ่ายภาพแมมโมแกรมเพิ่มหรือทำอัลตราซาวนด์ต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเต้านมของท่านผิดปกติ แต่ช่วยให้รังสีแพทย์สามารถวินิจฉัยได้ถูกต้องแม่นยำ

ระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจจะมากหรือน้อยขึ้นกับพยาธิ สภาพของผู้รับบริการแต่ละท่าน โดยทั่วไปประมาณ 1-2 ชม.

การรักษา

 การผ่าตัด ฉายรังสี ใช้เคมีบำบัด อาจใช้วิธีเดียวหรือหลายวิธีร่วมกัน

ที่มา : คมชัดลึก /โรงพยาบาลพญาไท






12 สิงหาคม พ.ศ. 2551 02:00:00

จิตแพทย์แนะ 5แนวทางคลายทุกข์แม่ "คาดหวังกับลูก"

:ในวันแม่เป็นวันที่ลูกจะต้องแสดงความกตัญญูต่อคนเป็นแม่ และตัวของคนเป็นแม่เองก็จะต้องมีความสุขในวันแม่นี้ แต่ก็มีแม่จำนวนไม่น้อยที่ไมได้มีความสุขกับวันนี้


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ด้วยโจทย์ของแม่ยุคใหม่ที่ยากขึ้นกว่าเดิม สารพัดปัญหาที่ถาโถมทั้งเรื่องลูก ติดเกม หนีเรียน ไม่ตั้งใจเรียน ดื้อ ซน ไม่เชื่อฟัง มีพฤติกรรมก้าวร้าว ทำให้ผู้หญิงที่สวมบทบาทแม่จะต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความเครียดและไม่มีความสุข เพราะมัวแต่กังวลอยู่กับการแก้ปัญหาเรื่องลูก

พ.ญ.เพียงทิพย์ หังสพฤกษ์ จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า ความทุกข์ของคนเป็นแม่นอกจากจะทุกข์ใจในปัญหาอื่นๆ ทั้งเรื่องการงาน เงิน ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจ ยังมีความทุกข์ใจในเรื่องที่เกี่ยวกับลูก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากความกังวลและคาดหวังลูกมากจนเกินไป หรือความกังวลที่เกิดจากปัญหาของลูก โดยเฉพาะลูกติดเกม ลูกดื้อ ซน ไม่ค่อยเชื่อฟัง

“บางทีความกังวลในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นก็อาจจะทำให้แม่ทุกข์ใจไปเอง เช่น กังวลว่าลูกเป็นคนดีมีน้ำใจกับคนอื่นเลยกลัวว่าลูกจะถูกเอาเปรียบจนอยู่ไม่ได้ในสังคมที่แข่งขันกัน จึงพยายามพูดให้ลูกฟังบ่อยๆ ว่าต้องไม่ไว้ใจใคร อย่าให้ใครมาเอาเปรียบจนไม่มีความสุขกันไปทั้งแม่ทั้งลูก หรือแม่บางคนเห็นลูกเตี้ยก็กลัวลูกจะเป็นปมด้อย แต่ในขณะเดียวกันลูกอาจจะไม่อยากสูงก็ได้ เลยทำให้ทะเลาะกันเวลาที่แม่พาลูกไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาเรื่องความสูงของลูกเป็นต้น และบางคนก็ไม่กังวลจนลูกมีปัญหามากมายถึงจะเพิ่งมาคิดได้ว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างมาตั้งนาน แล้วเกิดปัญหาเลยรู้สึกผิดที่ตัวเองใจเย็นเกินไป” จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นกล่าว

เช่นเดียวกับ พิกุลชร หัตถะผะสุ คุณแม่ลูกหนึ่ง กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะกังวลเกี่ยวกับการติดเกมของลูกชายวัย 8 ขวบ ทำให้ลูกหมกมุ่น ไม่สนใจการเรียน บางครั้งก็ทำให้มีพฤติกรรมก้าวร้าว พูดหยาบคายจนคนอื่นมองว่าลูกเป็นเด็กที่ไม่มีสัมมาคารวะ ตนจึงเครียด และมักจะโทษตัวเองอยู่เสมอว่าเลี้ยงลูกไม่ดี จนกลายเป็นปมความทุกข์ที่เก็บอยู่ในใจ เมื่อเปรียบเทียบกับลูกของคนอื่นๆ ที่เป็นเด็กน่ารัก เรียบร้อย และยิ่งไปกว่านั้นตนกังวลว่าในอนาคตเมื่อลูกโตขึ้นจะกลายเป็นเด็กที่เกเร และชอบใช้ความรุนแรง

ด้านพิไลลักษณ์ กาญจนวิสิษฐ์ผล เปิดเผยว่าตนจะรู้สึกทุกข์ใจเป็นอย่างมากเวลาที่ลูกไม่สบาย ป่วย รู้สึกสงสาร เลยทุกข์แทนลูก เพราะถ้าหากผู้ใหญ่ไม่สบายก็ทรมานอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเป็นเด็กๆ จะทรมานมากแค่ไหน เลยทำให้รู้สึกเป็นทุกข์แทนลูก นอกจากนั้นก็อาจจะมีบ้างบางครั้งที่ทุกข์ใจเมื่อลูกไม่ค่อยจะเชื่อฟัง แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากเพราะเข้าใจธรรมชาติของเด็ก พ.ญ.เพียงทิพย์ แนะนำวิธีแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเพื่อช่วยคลายความทุกข์ของคนที่เป็นแม่ 5ข้อหลักๆ ดังนี้

1. ต้องไม่กังวลกับปัญหาและไม่ยึดติดกับความคาดหวังของตนเองมากจนเกินไป ควรที่จะยอมรับและเข้าใจในสิ่งที่ลูกเป็น ก็จะทำให้ความทุกข์ของผู้เป็นแม่คลายลงไปได้ ต้องเข้าใจตนเองว่าความทุกข์เกิดมาจากอะไรในใจตนเอง ถามตัวเองว่าตั้งความหวังอะไรไว้แล้วไม่สมหวังรึเปล่าหรือปรารถนาอะไรไว้แล้วไม่ได้รับสิ่งนั้นหรือแปลสิ่งที่ลูกทำว่าเป็นปัญหาอย่างไร เพราะความทุกข์ของแม่เกิดจากตัวแม่เองไม่มีสิทธิ์ไปโทษลูก แต่ถ้าแม่ไม่อยากทุกข์ใจไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไรแม่ต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่าธรรมชาติของความทุกข์และความรู้สึกต่างๆนั้นมาจากข้างในตัวเรา หรือแม่บางคนที่ทุกข์ใจอาจจะมองพฤติกรรมของลูกว่าเป็นปัญหา มีความผิดหวังคิดว่าลูกไม่ควรเป็นแบบนี้ หรือแม่เองทนไม่ได้กับสิ่งที่ลูกเป็น เมื่อคุณแม่เข้าใจตนเองแล้วคุณแม่ก็จะสามารถเลือกที่จะปล่อยความคาดหวังบางอย่างไปหรือมองสิ่งที่ลูกเป็นอยู่ คุณแม่ก็จะมีความสุขได้ ณ ปัจจุบันนี้และตลอดไป สามารถเป็นที่พึ่งให้ลูกได้และสอนลูกให้มีความสุขได้ด้วยหลักการนี้เช่นกันก็จะทำให้มีความสุขจากภายในกันทั้งแม่ลูก

2. วิธีคลายทุกข์แบบเฉพาะหน้าคือเมื่อเวลาที่ต้องทุกข์ใจกับพฤติกรรมบางอย่างของลูก เช่น ลูกนั่งเล่นเกมอยู่ แล้วแม่เข้าไปเรียกทานข้าว ทำการบ้าน หรือเข้านอน และลูกก็มีพฤติกรรมก้าวร้าว ดุด่าแม่ อารมณ์เสียที่เข้าไปขัดขวาง กรณีนี้ให้คุณแม่ถอยออกมาก่อน หาที่เงียบๆ พยายามหายใจเข้าออกยาวๆ สบายๆ ตลอดเวลาเพื่อเป็นการส่งสัญญานไปยังร่างกายและจิตใจว่าเราผ่อนคลาย และทำให้มีสติไม่จมอยู่กับความทุกข์ หลังจากนั้นให้ลองพิจารณาดูว่าความทุกข์ของตนเกิดจากอะไร พฤติกรรมของลูกทำให้คุณได้รับผลกระทบจนเป็นทุกข์ได้อย่างไรลองหาทางออกหลายๆวิธีแล้วเลือกวิธีที่คุณทำเองได้โดยไม่ต้องพึ่งคนอื่นก่อน เพราะการหวังพึ่งคนอื่นเป็นการยากกว่าการทำอะไรเอง

3. ควรหาความสุขกายและใจให้ตนเองอยู่เสมอสำหรับเผื่อแผ่ไปยังลูก สามี หรือคนรอบข้าง อย่ารอความสุขจากผู้อื่น เพราะถ้าหากยึดหลักว่าการที่ตัวเองจะสุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับผู้อื่นนั้น ก็จะทำให้ผู้อื่นเรียนรู้แบบนั้นเช่นกัน ตกลงเลยไม่มีใครสร้างความสุขให้ตนเองและคนที่ตนเองรักได้เพราะโยนความรับผิดชอบกันไปมา

4. หากิจกรรมที่ให้ความสุขสนุกสนานร่วมกับคนในครอบครัว เช่น พูดคุยถึงสิ่งที่แม่ต้องการให้ลูกทำ และรับฟังสิ่งที่ลูกต้องการให้แม่ทำ แล้วทั้งสองฝ่ายก็จะสามารถให้และได้รับในสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างต้องการได้ ซึ่งทุกคนในครอบครัวสามารถแชร์ซึ่งกันและกันได้โดยการทำกิจกรรมร่วมกัน ก็อาจจะทำให้คุณแม่ผ่อนคลาย และสบายใจ

5. ข้อที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือแม่ทุกคนควรที่จะให้อภัยตนเอง และไม่ควรที่จะโทษตัวเองเพียงอย่างเดียว

พ.ญ.เพียงทิพย์สรุปว่า คำแนะนำทั้ง 5 ข้อเป็นเพียงวิธีการที่อาจจะช่วยคลายความทุกข์ใจของคนที่เป็นแม่ลงได้บ้างในกรณีความทุกข์ที่เกิดจากความคาดหวัง ความกังวลของตัวเอง แต่ถ้าหากเป็นเรื่องอื่นๆ ที่อาจจะหนักหนาสาหัส เช่น ปัญหาเกี่ยวกับงาน หนี้สิน หรือสุขภาพ ทำให้เกิดความทุกข์ใจ กรณีเหล่านี้จะต้องมาดูกันเป็นเรื่องๆ ไปว่าจะต้องแก้ไขปัญหากันอย่างไร เพราะทุกเรื่องมีทางออกเสมอ แต่ถ้ารุนแรงและหนักเกินกว่าจะรับมือได้ ก็ควรเข้ามาพบและขอคำแนะนำปรึกษาจากจิตแพทย์ได้ทุกเวลาก็อาจจะทำให้สบายใจและคลายความทุกข์ใจลงได้บ้าง
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #190 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2008, 12:36:40 PM »




29 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

อาหารกับอารมณ์เกี่ยวกันด้วยหรือ?

:คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ ที่รู้สึกว่าหลังตื่นนอนตอนเช้า อารมณ์ไม่แจ่มใสอย่างที่ควรเป็น (ไม่นับอาการเบื่อเรียนหรือเบื่องาน) ทั้งๆ ที่นอนหลับเต็มอิ่ม ไม่เครียดหรือมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : บางครั้งรับประทานอาหารเช้าแล้วกลับทำให้ยิ่งหิวเร็ว หนำซ้ำช่วงสายก่อนเที่ยงมีอาการมือสั่น อ่อนเพลีย หรือบ่ายๆ หลังรับประทานอาหารกลางวัน ยิ่งอ่อนเพลีย ง่วงนอน เฉื่อยชายิ่งกว่าเดิม อาการแบบนี้มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารกับอารมณ์นั้น เกี่ยวข้องกันชนิดที่คุณคาดไม่ถึงทีเดียว

แหล่งต้นเหตุของอาหารที่มีผลต่ออารมณ์

ในต่างประเทศมีงานวิจัยและบทความทางวิชาการศึกษา เกี่ยวกับบทบาทสารอาหารกับอารมณ์อยู่มากมายหลายชิ้น แต่บทความที่ได้รับรองอย่างเป็นทางการยังมีเพียงเล็กน้อย แต่ที่แน่ๆ ปัจจัยในร่างกายที่มีผลต่ออารมณ์ มาจาก 2 แหล่ง คือ อาหารและสารเคมีในสมอง

เริ่มจากอาหาร ที่ปกติเรารับประทาน 3 มื้อต่อวัน แต่ละมื้อประกอบด้วยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต คือ แป้งและน้ำตาลเป็นหลัก เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย หลังจากรับประทานแล้ว ร่างกายจะค่อยๆ ย่อย เปลี่ยนให้เป็นคาร์โบไฮเดรตที่เล็กลง และกลายเป็นน้ำตาลกลูโคส เพื่อร่างกายสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และนำไปใช้ตามอวัยวะต่างๆ ทั้งนี้ปริมาณและชนิดของคาร์โบไฮเดรตที่ต่างกัน ย่อมส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงต่างกัน เช่นเดียวกับระดับน้ำตาลกลูโคสที่ได้จากอาหารแต่ละชนิด หรือที่เราเรียกว่า “ดัชนีน้ำตาล” ค่าดัชนีน้ำตาลแบ่งเป็น 3 ระดับ คืออาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง และอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง

การรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงมากเท่าไร

คาร์โบไฮเดรตก็จะย่อยเป็นกลูโคส และถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว กระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ที่นำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ต่างๆ เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงาน แต่หลังจากรับประทานไปได้ 2-4 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแรง อารมณ์เซื่องซึม ตัวอย่างอาหารดัชนีน้ำตาลสูง ได้แก่ ไอศกรีม ข้าวขาว ข้าวเหนียว มันฝรั่งบด ฯลฯ นอกจากนี้ระดับน้ำตาลในเลือดอาจแปรปรวน ลดและเพิ่มอย่างรวดเร็วจากกรณีอื่นๆ อีก เช่น

• รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารประเภททอด ขนมขบเคี้ยวต่างๆ น้ำอัดลม เป็นต้น เพราะหลังจากรับประทานร่างกายจะรู้สึกหนัก อ่อนเพลียและง่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังอาหารเช้าและอาหารกลางวัน ที่คนทำงานหลายคนมีอาการตาหนัก ลืมไม่ขึ้นเป็นประจำ 

• เว้นระยะเวลาการรับประทานอาหารระหว่างมื้อนานเกินไป หรือออกกำลังกายติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดสัญญาณเตือน เช่น อาการปวดหัวหรือเหนื่อยล้า มือสั่น เหงื่อแตก 

• ไม่รับประทานอาหารเช้า หรือใช้วิธีลดความอ้วนด้วยการงดอาหารบางมื้อ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เพราะจะยิ่งทำให้ร่างกายต้องการพลังงานชดเชยมากขึ้นจากมื้อที่หายไป ส่งผลให้มื้อต่อๆ ไปรับประทานมากเกินได้ง่าย ส่วนปัจจัยที่มีผลต่ออารมณ์ 

ส่วนหนึ่งมาจากสารเคมีในสมอง ยกตัวอย่างเช่น

• เซอร์โรโทนิน (serotonin) ถ้าระดับเซอร์โรโทนินต่ำจะทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ และมีการศึกษาพบว่า หากได้รับอาหารที่ไม่มีกรดอะมิโนทริบโทเฟน (Tryptophan) โดยอาหารที่มีทริบโทเฟน เช่น นม กล้วย โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต ซึ่งเป็นสารเริ่มต้นในการสังเคราะห์ เซอร์โรโทนินในสมอง จะทำให้การสร้างเซอร์โรโทนินลดลง ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ในบางคน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน การรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าวเหนียว ข้าวโพด กรอย เผือกหรือมัน จะเพิ่มการสร้างเซอร์โรโทนินทำให้อารมณ์ดีขึ้น ซึ่งจะพบว่าคนบางคนเมื่อมีอาการซึมเศร้า จะอยากรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น (เศร้าแล้วก็เลยอ้วน) 

• การขาดกรดโฟลิก จากการศึกษาในหนูทดลอง เมื่อขาดกรดโฟลิก ทำให้ระดับเซอร์โรโทนินในสมองลดลง ซึ่งคาดว่าถ้ามนุษย์ขาดสารโฟลิกก็จะมีอารมณ์ซึมเศร้า ไม่กระตือรือร้น อาหารที่มีกรดโฟลิก ได้แก่ บร็อกโคลี ถั่วลิสง ข้าวซ้อมมือ 

• การขาดไทอะมิน (วิตามินบี1) ทำให้ซึมเศร้า อ่อนเพลีย เนื่องจากวิตามินบี1 มีบทบาท สำคัญในการเผาผลาญกลูโคสให้เป็นพลังงาน และสมองจำเป็นต้องใช้พลังงานจากกลูโคส ถ้าขาดวิตามินบี1 ก็จะมีผลเหมือนการขาดคาร์โบไฮเดรต อาหารที่มีไทอะมิน ได้แก่ ปลา เนื้อสัตว์ปีก 

• การขาดไนอะซิน ซึ่งเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่ง ก็มีผลต่ออารมณ์เช่นกัน คนที่ขาดวิตามินไนอะซินจะหงุดหงิด อารมณ์เสีย ถ้าขาดมากๆ ก็อาจจะถึงขั้นความจำเสื่อม ไนอะซินเป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญกลูโคสเช่นกัน การขาดไนอะซินนี้จะพบมากในกลุ่มคนที่รับประทานข้าวโพดเป็นอาหารหลัก ซึ่งในประเทศไทย ยังไม่พบการขาดวิตามินชนิดนี้ อาหารที่มีไนอะซิน ได้แก่ ไข่ เนื้อสัตว์ปีก ปลา ธัญพืชที่ไม่ขัดสี นม 

รับประทานอาหารอย่างไรจึงทำให้อารมณ์ดีขึ้น

การปรับเปลี่ยนประเภทของอาหารเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่คุณ...

• รับประทานอาหารให้ครบมื้อ ถ้าไม่มีเวลารับประทานอาหารเป็นมื้อแบบกิจลักษณะ ควรเลือกของว่างเล็กๆ น้อยๆ เช่น ขนมปังโฮลวีทสักแผ่นหรือ ขนมปังกรอบธัญพืชสัก 2-3 แผ่น อย่าปล่อยให้ท้องว่างเด็ดขาด หรือว่าจะแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ แต่รับประทานบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดตก 

• รับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ผักและผลไม้ที่มีเส้นใยมาก และมีรสไม่หวาน เป็นต้น เพราะร่างกายจะค่อยๆ ย่อยและดูดซึมช้าๆ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ สม่ำเสมอ และหลังรับประทานอาหารได้ 4-6 ชั่วโมง ร่างกายจะหลั่งสารฮอร์โมนบางชนิดเพื่อสลายไกลโคเจน ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่สะสมอยู่ในร่างกาย และเพิ่มการสร้างกลูโคสจากแหล่งอาหารอื่น เช่น ไขมัน 

• งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน หันมาดื่มน้ำผลไม้คั้นสดหรือน้ำเปล่าธรรมดาแทน 

• หมั่นออกกำลังกาย เนื่องจากหลังออกกำลังกายต่อเนื่องสัก 20 นาที ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแอนโดรฟีนออกมาตามธรรมชาติ ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้ปกระเปร่าและมีความสุข ลดความกังวลและเครียดลงได้ 


ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและอารมณ์นี้ ยังมีความซับซ้อนอยู่มาก จำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อหาข้อสรุปต่อไป แต่การป้องกันขั้นพื้นฐานไม่ให้อารมณ์หม่นหมอง ง่วงซึม ทุกครั้งที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหาร ก็ควรรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม ครบมื้อพอเพียงกับความต้องการของร่างกาย รับประทานอาหารหลากหลายให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและมีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ประกอบกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับรองว่าอาการเซื่องซึม ง่วงนอน อ่อนเพลียจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


ข้อมูลอ้างอิง...นิตยสาร HealthToday







27 สิงหาคม พ.ศ. 2551 03:45:00

ปลาหิมะเปื้อนสารปรอท อย่าตกใจ กินปลาไทยดีกว่า

:ปลาหิมะกำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคกรมอนามัย” แนะกินปลาไทย ถูกและได้โอเมก้า 3 ไม่แพ้ปลาน้ำลึก แถมถูก สด ปลอดภัย


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยกองงานด่านอาหารและยา ได้สุ่มตรวจอาหารแช่แข็งและส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจหาสารอันตราย เช่น สารปรอท ตะกั่ว ฟอร์มาลิน เป็นต้น ซึ่งผลการตรวจพบ ปลาหิมะแช่แข็งที่นำเข้าจากประเทศอุรุกวัย มีสารปรอทสูงเกินมาตรฐานที่กำหนด

ทั้งนี้ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดให้มีสารปรอทได้ไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม

สำหรับอาหารทะเล และ 0.02 มิลลิกรัม/ อาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับอาหารอื่น ๆ 


นายวิชาญ มีนชัยนันท์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปลาหิมะ (Sable Fish) เป็นปลาที่อาศัยตามก้นทะเลลึก แพร่กระจายอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิคเหนือ มีโอกาสปนเปื้อนสารปรอท จากการดูดซึมและสะสมสารปรอทจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัย โ

ความเป็นพิษของสารปรอทมี 2 ลักษณะคือ พิษเฉียบพลัน เกิดจากการได้รับ สารปรอทคราวเดียวกันในปริมาณมาก จะทำให้มีอาการไข้ หายใจลำบาก ปอดอักเสบ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ภาวะไตวาย ถ่ายเเป็นเลือด การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อผิดปกติ ซึ่

หากบริโภคสารปรอทในปริมาณ 1 กรัม อาจทำให้เสียชีวิตได้ และอีกลักษณะหนึ่งคือ พิษเรื้อรัง เกิดจากการได้รับสารปรอทสะสมทีละน้อย เป็นเวลานาน จนเกิดพิษทางสมอง ไต ผิวหนัง ทำให้มีอาการสั่น ชัก ปวดปลายมือปลายเท้า ปวดศีรษะ หงุดหงิด ขี้ลืม ประสาทหลอน เลือดออกง่าย มีอาการทางตับและไต

อย่างไรก็ตาม รมช.สาธารณสุขบอกว่า ผู้บริโภคอย่าได้ ตื่นตระหนกไป เพราะโดยปกติ การรับประทานปลาหิมะในแต่ละครั้งจะไม่เกิน 200 กรัม อาจมีการ ปนเปื้อนปรอทเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ก่อให้เกิดการสะสมจนทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพผู้บริโภค อีกทั้ง ร่างกายมนุษย์มีกลไกที่สามารถขับสารปรอทออกได้ตามธรรมชาติ

กระทรวงฯได้สั่งการให้ อย. สุ่มตัวอย่างอาหารส่งวิเคราะห์เพื่อหาสารพิษ ในเขต กทม. แล้ว ปรากฏว่าไม่พบสารปรอทเกินปริมาณที่กำหนดแต่อย่างใด

ผู้ประกอบการรายนี้ อย. ได้ดำเนินการทางกฎหมาย โดยการเปรียบเทียบปรับบริษัทและผู้ประกอบการแล้ว ซึ่งการตรวจพบอาหารนำเข้าที่มีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานที่กำหนด ดังเช่นกรณีดังกล่าว อย. จะขึ้นบัญชีการจับตาตรวจสอบอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ (Black list) กับผู้ประกอบการ รายนั้นทันที โดยหากจะนำเข้าครั้งต่อไป จะต้องถูกสุ่มตรวจอย่างละเอียดจนกว่าพบว่าปลอดภัย 3 ครั้ง จึงจะหลุดจากบัญชีการจับตาตรวจสอบอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษได้

นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การกินปลามีประโยชน์ โดยปลาแบ่งเป็นหลายประเภท ทั้งปลาน้ำจืด ปลาทะเล และปลาน้ำลึก ซึ่งมีความเชื่อว่า เนื้อปลาน้ำลึกจะมีประโยชน์มากต่อร่างกาย และมีสารอาหารมากกว่าปลาประเภทอื่น โดยเฉพาะโอเมก้า 3 ที่มีปริมาณสูง ซึ่งปลาหิมะเป็นปลาชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มปลาประเภทนี้ แต่เมื่อเราเทียบปริมาณสารอาหารที่ได้รับกับราคานั้น เรียกว่าเป็นราคาที่สูงพอสมควร

ทั้งนี้คนนิยมกินปลาหิมะน่าจะมาจากรสนิยม และรสชาติของเนื้อปลาที่แตกต่างจากบ้านเรา คือ จะนิ่ม ไร้ก้าง และมีความมัน แต่หากเปรียบเทียบในเรื่องคุณค่าทางอาหารแล้ว ปลาในบ้านเราก็มีคุณค่ามากมายไม่แพ้กัน และยังมีรสชาติที่ดี ซึ่งหากกินเป็นประจำก็จะเสริมร่างกายได้ไม่แพ้กัน

 นอกจากเมื่อเปรียบเทียบในเรื่องความสด ปลาในบ้านเรายังมีความสดและปลอดภัยมากกว่า เพราะไม่ต้องผ่านการขนถ่าย นำเข้าจากต่างประเทศ ที่ต้องผ่านกระบวนการคงความสดเพื่อให้ปลาไม่เน่าและอยู่ได้นาน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ส่วนปลาน้ำจืดนั้น อย่างเช่น ปลาดุก ปลาช่อน ก็มีโอเมก้า 3 เช่นกัน แต่อาจมีปริมาณไม่มากเท่าปลาจากทะเลน้ำลึก แต่ถ้าความสดและความปลอดภัยคงมีมากกว่า

“ปลาบ้านเรา มีราคาถูก และรสชาติดี อย่างเช่น ปลาทู ที่หาได้ง่าย หากกินคู่กับน้ำพริกกะปิแล้ว ก็มีรสที่ดี และเมื่อกินกับผักด้วยแล้ว ก็จะทำให้เราได้สารอาหารจำพวกวิตามินด้วย อย่างเช่น ใบบัวบก ซึ่งกินแล้วจะช่วยเสริมความจำเช่นเดียวกับใบแปะก๊วย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว และว่า อย่างไรก็ตามหากกินปลาหิมะนานๆ ครั้ง ก็ได้ แต่หากกินเป็นประจำไม่แนะนำเพราะมีราคาที่สูงเกินไป โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจทีกำลังประสบปัญหา
 





26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

ชายมีไฟแต่ทำไมน้องชายไม่สู้

:ความเครียดในยุคน้ำมันแพงกับชายที่ประสบปัญหานกเขาไม่ขัน ท่านรู้ไหมว่ามันมีความกดดันทางด้านจิตใจของผู้ชายเหล่านี้


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวต่างกำลังคร่ำเคร่งกับการหารายได้มาดูแลครอบครัว แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ชายส่วนใหญ่ต่างมุ่งหวังที่จะสร้างความสุขให้กับคนที่รัก อยากมีเวลาที่จะกุ๊กกิ๊กกับภรรยา เพื่อเติมเต็มอีกด้านหนึ่งของชีวิต แต่ด้วยความเครียดที่มีผลมาจากภาวะเศรษฐกิจและการงาน ชายกลุ่มหนึ่งอาจกำลังกังวลเรื่องน้องชายที่อาจเกิดอาการไม่เป็นใจขึ้นมาเสียดื้อๆ

นท.ดร.นพ. สมพล เพิ่มพงศ์โกศล แพทย์ประจำหน่วยระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ช่วงเวลาที่ผู้ชายเกิดความเครียดสูง จะด้วยเพราะเรื่องการงาน หรือการที่ต้องคิดกังวลตลอดเวลากับค่าน้ำมันที่ขึ้นๆ ลงๆ จะส่งผลต่อ ความสัมพันธ์ทางเพศ เช่น ปัญหาน้องชายไม่สู้ หรือสู้ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะสามารถนำมาซึ่งความกดดันทางความสัมพันธ์ทางจิตใจ โดยโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศสามารถส่งผลกระทบถึงผู้ชายหลายด้าน รวมถึงด้านความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้า และเป็นสาเหตุสำคัญในการหย่าร้างในที่สุด”

ปัจจุบันพบโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายไทยสูงถึงร้อยละ 42.18 ซึ่งพบโรคอี.ดี.ในผู้ชายไทยเพิ่มมากขึ้นตามสัดส่วนอายุ โดยพบโรคอี.ดี.ในชายที่มีอายุระหว่าง 40-49 ปี ประมาณร้อยละ 23.39 ส่วนในผู้ชายที่มีอายุ 50-59 พบว่าเป็นโรคอี.ดี. ร้อยละ 47.79 ในขณะที่พบโรคอี.ดี.สูงถึงร้อยละ 76.95 ในผู้ชายไทยอายุระหว่าง 60-70 ปี “ตามข้อมูลสถิติ พบว่ามีผู้ป่วยโรคอี.ดี จำนวนร้อยละ 14.81 รู้สึกค่อนข้างไม่สะดวกที่จะที่ปรึกษาแพทย์ และจำนวนร้อยละ 13.75 รู้สึกอึดอัดกับการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และมีเพียงร้อยละ 9.7 ที่รู้สึกค่อนข้างยินดีที่จะเปิดเผยและพูดคุยกับแพทย์ การเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยอี.ดี.นั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก จากประสบการณ์ของคุณหมอพบว่าในปัจจุบันคู่สมรสหรือผู้หญิงจะให้ความสนใจมากขึ้นต่อปัญหานี้”

คุณหมอสมพลให้ข้อคิดเพิ่มเติม และยังเน้นอีกด้วยว่าการได้รับกำลังใจจากภรรยานั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก “ในปัจจุบันผู้ป่วยโรคอี.ดี (Erectile Dysfunction (ED ) หรือ ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ  ) มักเริ่มต้นแก้ปัญหาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศด้วยการออกกำลังกายถึงร้อยละ 76.55 และมีผู้ป่วยโรคอี.ดี. จำนวนร้อยละ 17.8 ที่ใช้ยารักษา ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่นิยมใช้ยาแก้โรคอี.ดี.ชนิดรับประทานคิดเป็นร้อยละ 74.54 นอกจากนี้ผู้ป่วยมักจะจูงมือภรรยามาร่วมกันปรึกษามากขึ้น ทั้งนี้หากมีการร่วมใจและให้กำลังใจกันทั้งสองฝ่ายก็จะทำให้ผลการรักษาโดยการใช้ยานั้นได้ผลดียิ่งขึ้น”

ทราบดังนี้แล้ว ภรรยาที่คุณสามีประสบปัญหาโรคอี.ดี.ควรหันมาดูแลเอาใจใส่สามีของคุณ โดยการเปิดใจรับฟังปัญหา พูดคุย ให้กำลังใจ พร้อมทั้งจูงมือไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมแรงกันแก้ไขปัญหา เพราะปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลต่อคุณผู้ชายเพียงฝ่ายเดียว หากส่งผลโดยตรงกับความสัมพันธ์และความมั่นใจของคุณผู้หญิงด้วย เมื่อร่วมมือร่วมใจเพื่อแก้ไขป้องกันอย่างมั่นเหมาะแล้ว ก็มั่นใจได้เลยว่าช่วงเวลาแห่งวิกฤติน้ำมันในช่วงนี้ และไม่ว่าจะเป็นปัญหาหรือวิกฤติใดๆ คุณทั้งคู่ก็จะสามารถผ่านพันไปด้วยความสัมพันธ์อันมั่นคง






25 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

ขนาดใครคิดว่าไม่สำคัญ

:กางเกงในแบบไหนใส่แล้วเสี่ยงเป็นหมัน ผู้หญิงควรมีท่าทีอย่างไรหากแฟนมีอาการเซ็กซ์เสื่อม ใครรู้ไหมว่าสเปิร์มมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : อยากรู้คำตอบจิปาถะใต้สะดือต้องอ่าน "Size Matters" หนังสือที่เขียนโดย หมอ แฮร์รี่ ฟิสช์ ศัลยแพทย์ด้านปัสสาวะวิทยา หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า หมอยูโร

หนังสือเล่มนี้รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศของผู้ชายที่ผู้หญิงอยากรู้ แต่อายเกินกว่าจะถาม

ถึงจะตั้งชื่อล่อตาล่อใจทำนอนว่า "ขนาด อย่าคิดว่าไม่สำคัญ" แต่หมอแฮร์รี่ชิงออกตัวก่อนเลยว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พุ่งเป้าจะพูดถึงเรื่องขนาดของท่านชาย แต่พูดครอบคลุมหมดทุกส่วน

นอกจากเป็นหมอด้านระบบปัสสาวะแล้ว หมอแฮร์รี่ยังรักษาภาวะมีบุตรยากด้วย หมายความว่าเขาเคยตรวจและวินิจฉัยปัญหาสุขภาพเพศชายมานักต่อนักแล้ว ไม่ว่าเรื่องมีบุตรยาก และเรื่องทำนองนั้น (หวังว่าผู้อ่านคงเข้าใจว่าทำนองไหน)

ปัญหาพรรค์นี้ไม่ใช่เรื่องจะต้องมาอายม้วนต้วนกันแล้วในปัจจุบัน เพราะอายุเฉลี่ยของคนเป็นพ่อแม่เริ่มมากขึ้น หมายความว่า คนสมัยนี้มีลูกช้า หลายปีที่รักษาผู้ป่วยมีบุตรยากทำให้เขาพบ "ปัจจัยร่วม" บางอย่างที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว และปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องคือ "ขนาด" ที่เอามาใช้เป็นชื่อหนังสือ

เวลาคนไข้มีบุตรยากเข้าพบ เขาขอดูไอ้นั่นก่อนเลย หมายถึงขอดูอัณฑะเป็นอันดับแรก ถ้ามันมีขนาดใหญ่ โอกาสที่จะมีบุตรก็มีมาก ระดับฮอร์โมนเพศชายที่เรียกว่า เทสโทสเตอโรนสูง ระบบการสืบพันธุ์ควรปกติ ตรงกันข้าม ถ้าอัณฑะเล็กผิดปกติ โอกาสเป็นหมันสูง และอาจมีปัญหาการสืบพันธุ์ด้วย

นี่แหละทำไมขนาดถึงสำคัญนัก

หมอแฮร์รี่ ซึ่งยังเป็นผู้อำนวยการศูนย์การสืบพันธุ์เพศชาย  มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มักบรรยายให้คนคนแวววงแพทย์ได้ทราบเกี่ยวกับการวินิจฉัยและรักษาภาวะมีบุตรยากของเพศชายอยู่เสมอ น่าแปลกที่คนเข้าฟังบรรยายครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง และไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา เป็นแพทย์หญิงที่ฉลาดเสียด้วย แต่ทุกครั้ง แฮร์รี่พบว่า ไม่ว่าจะเป็นหมอหญิงหรือหมอชายไม่ยักมีใครรู้ข้อเท็จจริงพื้นๆ เลยว่า ถ้าจะดูว่าใครเป็นหมันหรือเปล่า ก็ให้ดูขนาดลูกอัณฑะนั่นแหละ

เรื่องของขนาดอีกเรื่องที่เขารู้ดี แต่เพื่อนหมอด้วยกันน้อยคนนักจะรู้ว่า ขนาดพุงของผู้ชายก็สัมพันธ์กับระดับเทสโทสเตอโรนเหมือนกัน รวมถึงการแข็งตัวของอวัยวะเพศด้วย ผู้ชายพุงโตใหญ่เหมือนหม้อก๋วยเตี๋ยวมีแนวโน้มระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำ พุงยิ่งโตโอกาสเป็นหมัน และอวัยวะเพศไม่แข็งตัวยิ่งสูง

เขานำประสบการณ์เก็บเกี่ยวจากการรักษาผู้ป่วย มาเรียบเรียงเขียนเป็นหนังสือ โดยเริ่มสอบถามผู้หญิงก่อนว่า พวกผู้หญิงว่า คิดอย่างไรกับชื่อหนังสือเรื่อง Size Matters "ขนาด อย่าคิดว่าไม่สำคัญ"

บรรดาผู้หญิงที่เขาถามทุกคนคิดว่า หนังสือเล่มนี้คงพูดถึงเรื่องขนาดองคชาต มีผู้หญิงอยู่คนหนึ่งทำเสียงสูงขึ้นมาเลยว่า "หมอพูดถูกเผงเลย ขนาดสำคัญมาก!" และยังไม่ทันที่เขาจะเฉลยว่าที่จริงเขาหมายถึงขนาดของอัณฑะและพุง ผู้หญิงอีกคนก็แสดงความเห็นแหลมต่อทันที จนทำให้เขารู้ว่า "ขนาด" มันสำคัญจริงๆ และจากนั้นทุกคนก็รุมพูดกันแต่เรื่ององคชาตมากกว่าสนใจเรื่องเป็นหมัน

อีกครั้งที่งานเลี้ยงค็อกเทล เขาเริ่มคุยถึงชื่อหนังสืออีกครั้ง ตูม!!! เขากลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของผู้หญิงในบัดดล คุณเธอพากันระดมคำถามสารพัดใส่เขาเกี่ยวกับกลไกทำงานของอวัยวะเพศชาย เขาได้ทีเลยจดคำถามไว้ และยังพบอีกว่า ผู้หญิงชอบพูดถึงผู้ชาย และปัญหาทางเพศของพวกเขามาก

ผู้หญิงคนหนึ่งสวนมาว่า "หมอคิดว่าพวกเราจับกลุ่มคุยกันเรื่องอะไรเหรอ" เขาเองไม่มีคำตอบ อย่างน้อยก็รู้โดยฉับพลันว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่มีความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพเพศชายน้อยมาก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะถ้าเกิดผู้ชายมีปัญหา ผู้หญิงก็ต้องเจอกับปัญหาด้วย นอกจากพวกเขาทั้งคู่ต่างไม่พึงพอใจกับเพศสัมพันธ์ของพวกเขาแล้ว ผู้หญิงเองมักเกิดความรู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบอะไรบางอย่างด้วย

ยกตัวอย่างเรื่องหลั่งเร็ว เวลาที่ผู้ชายถึงจุดสุดยอดก่อน หลายคนบอกว่า มันคงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ชายต้องถึงก่อน แต่หมอแฮร์รี่บอกว่า ไม่จริง ครั้นเขาอธิบายว่าผู้ชายควรอึดได้นานเท่าไร พวกผู้หญิงถึงกับต่างทำตาโตเท่าไข่ห่าน แล้วพอเขาอธิบายต่อไปว่า ผู้หญิงสามารถช่วยให้ผู้ชายชะลอเวลาถึงจุดสุดยอดได้อย่างไรเพื่อให้สำเร็จภารกิจพร้อมกัน พวกเธอถึงกับหูผึ่ง

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างน้ำจิ้มที่หนังสือเล่มนี้จะบอกว่า คุณภาพของการมีเพศสัมพันธ์สำคัญแค่ไหน อยากรู้ลึกกว่านี้ คงต้องไปหาหนังสืออ่านกันแล้วละ


: สิบปาง






23 สิงหาคม พ.ศ. 2551 03:45:00

คนไทยกินพาราเซตามอลเกินขนาด

:ซองยาพาราเซตามอลมักระบุให้กิน 2 เม็ดทุก 4 -6 ชั่วโมง ถ้าปฏิบัติตามนั้นจริงแปลว่าผู้ป่วยกินยาพาราวันละ 12 เม็ด!


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : พาราเซตามอล ซึ่งคนไทยมักเรียกยานี้สั้นๆ ว่า “พารา” เป็นยาแก้ปวด ลดไข้ ที่ใช้กันบ่อยที่สุดทั้งจากการสั่งใช้โดยแพทย์หรือการซื้อหามาเพื่อรักษาตนเอง แต่กลับเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่าคนไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับยานี้เกินขนาด ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง

โดยทั่วไปพาราเซตามอลจัดเป็นยาแก้ปวด ลดไข้ ที่มีอันตรายจากการใช้น้อยกว่ายาแก้ปวด ลดไข้ ชนิดอื่นเช่นแอสไพริน เนื่องจากแอสไพรินมีผลยับยั้งการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดทำให้เลือดออกแล้วหยุดยากจึงห้ามใช้ลดไข้ในคนที่เป็นไข้เลือดออก และห้ามใช้แก้ปวดภายหลังการผ่าตัดหรือถอนฟัน

แอสไพรินยังทำให้เกิดแผลที่กระเพาะอาหาร หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร อาเจียนเป็นเลือด หรือกระเพาะอาหารทะลุได้ แต่พาราเซตามอลไม่มีอันตรายดังกล่าว ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงต่างๆ ของแอสไพรินมากกว่าผู้ใช้ยาที่มีอายุน้อย ดังนั้นสมาคมแพทย์ผู้รักษาผู้สูงอายุแห่งสหรัฐอเมริกาจึงแนะนำให้ชาวอเมริกันที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ใช้พาราเซตามอลเป็นยาหลักในการบรรเทาปวด

นอกจากนี้สมาคมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคข้อในหลายประเทศทั่วโลกต่างแนะนำให้ใช้พาราเซตามอลเป็นยาขนานแรกกับผู้ที่มีอาการปวดข้อจากโรคข้อเข่าเสื่อมแทนการใช้ยาที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเช่นแอสไพริน ไอบูโพรเฟน (บรูเฟน) ไดโคลฟีแนค (โวลทาเรน) ซีลีค็อกสิบ (เซเลเบร็ก) หรือ อีโตริค็อกสิบ (อาร์ค็อกเซีย) เนื่องจากบรรเทาปวดได้พอๆ กันแต่มีความปลอดภัยกว่ามาก

พาราเซตามอลยังเป็นยาที่ควรเลือกใช้เป็นอันดับแรกในเด็ก ในผู้ที่เป็นโรคไต ในผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร ในผู้ที่เป็นหอบหืดซึ่งอาจแพ้ยาในกลุ่มแอสไพรินได้ง่าย ตลอดจนผู้ที่เป็นไข้หวัดใหญ่ ซึ่งต่างเป็นข้อห้ามใช้ของแอสไพรินทั้งสิ้น พาราเซตามอลจึงมีที่ใช้กว้างขวางทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

อันตรายที่สำคัญที่สุดของพาราเซตามอลคือการเกิดพิษต่อตับ ในประเทศสหรัฐอเมริกาการกินพาราเซตามอลเกินขนาดเป็นสาเหตุสำคัญอันดับหนึ่งของการเกิดตับอักเสบเฉียบพลันจนทำให้ตับวายซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตหรือต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนตับ

เหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นกับอีกหลายๆ ประเทศที่มีระบบรายงานอันตรายจากการใช้ยาที่ดีเช่นสหราชอาณาจักร สำหรับประเทศไทยไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่าผู้ป่วยมีปัญหาตับอักเสบเฉียบพลันจากการใช้พาราเซตามอลเกินขนาดเป็นจำนวนเท่าใด แต่เชื่อได้ว่าคงมีเป็นจำนวนมากเพียงแต่ระบบรายงานอันตรายจากการใช้ยาในประเทศไทยยังเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ

ขนาดยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่คือไม่เกิน 4 กรัมต่อวัน แต่ละครั้งไม่ควรเกิน 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมและไม่เกิน 1000 มิลลิกรัมต่อครั้ง พาราเซตามอลชนิดเม็ดที่มีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่มีขนาด 500 มิลลิกรัมต่อเม็ด ดังนั้นผู้ใหญ่จึงไม่ควรกินพาราเซตามอลเกินกว่าครั้งละ 2 เม็ดและไม่เกิน 8 เม็ดต่อ 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ประชาชนไม่ควรซื้อพาราเซตามอลกินเองติดต่อกันนานกว่า 10 วัน

หากประชาชนสังเกตวิธีการใช้ยาที่ระบุไว้บนซองยาพาราเซตามอลที่ได้รับจากโรงพยาบาลหรือจากร้านขายยา มักพบว่าฉลากยาระบุให้กินยาครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงหรือทุก 4-6 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าหากกินยาทุก 4 ชั่วโมงตามที่ระบุไว้บนฉลากยาจะมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งกินพาราเซตามอลได้มากถึงวันละ 12 เม็ด ซึ่งเกินกว่าที่ควรจะเป็นคือไม่เกินวันละ 8 เม็ดถึงร้อยละ 50 หากใช้ยาในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่องระยะหนึ่งย่อมเกิดพิษต่อตับได้โดยง่าย

นอกจากนี้ผู้มีปัญหาการทำงานของตับที่ไม่สมบูรณ์เช่นผู้ที่ดื่มสุรามากจนตับเริ่มเสื่อม หรือมีการทำงานของตับที่เสื่อมลงจากการได้รับอะฟลาท็อกซินในอาหาร เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือใช้ยาอื่นที่มีพิษต่อตับร่วมกับพาราเซตามอล โอกาสเกิดพิษย่อมมีมากขึ้น

นอกจากพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัมต่อเม็ด ในท้องตลาดยังมีพาราเซตามอลชนิด 325 มิลลิกรัมต่อเม็ดจำหน่ายด้วย ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาการใช้ยาเกินขนาดข้างต้น แพทย์ พยาบาลและเภสัชกรควรละเว้นการสั่งพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงในทุกกรณี โดยเปลี่ยนคำสั่งเป็น 2 เม็ดทุก 6 ชั่วโมงแทน

หากต้องการสั่งให้ใช้ยา 2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมง ควรสั่งพาราเซตามอล 325 มิลลิกรัมแทนพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ซึ่งจะป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยได้รับยาเกินกว่า 4 กรัมต่อวัน

นอกจากนี้การใช้พาราเซตามอลชนิด 500 มิลลิกรัมครั้งละ 2 เม็ดยังเป็นปัญหากับผู้ที่มีน้ำหนักตัวไม่มากนัก เช่นผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่า 60 กิโลกรัมจะได้รับยาเกินกว่า 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ซึ่งหากลดขนาดยาลงเหลือเพียงครั้งละ 1 เม็ดก็อาจไม่ได้ผลเพราะจะได้รับยาต่ำกว่า 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ผู้ป่วยเหล่านี้หากใช้พาราเซตามอล 325 มิลลิกรัมครั้งละ 2 เม็ดแทนก็จะได้ยาในขนาดพอเหมาะกับน้ำหนักตัว

การใช้พาราเซตามอลในเด็กยิ่งเป็นปัญหาใหญ่เนื่องจากเด็กแต่ละขวบปีมีน้ำหนักแตกต่างกัน การใช้พาราเซตามอลในเด็กจึงต้องคำนวณขนาดยาให้พอเหมาะกับน้ำหนักตัวของเด็กเสมอ โดยใช้ยาครั้งละไม่เกิน 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (ควรใช้ยาค่อนไปทาง 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มากกว่าค่อนไปทาง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) และไม่ควรใช้ยาเกินกว่า 5 ครั้งต่อวัน ต่อเมื่อเด็กมีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปจึงใช้ขนาดยาของผู้ใหญู่ที่กล่าวมาข้างต้น

การใช้พาราเซตามอลในเด็กยังมีข้อพึงสังวรณ์ว่ายาแต่ละยี่ห้อมีขนาดยาต่อ 1 ช้อนชาไม่เท่ากัน ที่มีจำหน่ายโดยทั่วไปจะมีพาราเซตามอล 125 หรือ 250 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา (1 ช้อนชาเท่ากับ 5 มิลลิลิตร หรือ 5 ซีซี) จึงควรอ่านฉลากยาให้แน่ใจก่อนว่าใน 1 ช้อนชามีพาราเซตามอลกี่มิลลิกรัมก่อนป้อนยาให้กับเด็ก นอกจากนี้ผู้ปกครองควรพึ่งพาการลดไข้ให้บุตรหลานด้วยวิธีอื่นๆ เช่นการเช็ดตัวร่วมด้วย เพื่อไม่ต้องใช้ยากับเด็กมากเกินความจำเป็น

พาราเซตามอลเป็นยาที่มีคุณอนันต์ แต่หากใช้ยาเกินขนาดที่ควรได้รับตับอาจถูกทำลาย หากตับวายทางรอดมีวิธีเดียวคือการผ่าตัดเปลี่ยนตับซึ่งมีความเสี่ยงสูง มีค่าใช้จ่ายมหาศาล และยังอาจไม่รอดชีวิต การสั่งใช้พาราเซตามอลอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ข้างต้นเป็นวิธีที่จะช่วยรักษาชีวิตคนไทยจำนวนหนึ่งไว้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ใครว่าของฟรีไม่มีในโลก


นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล

คณะแพทยศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บรรณาธิการคู่มือการใช้ยาอย่างสมเหตุผล






22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 03:45:00

ผู้หญิงวัย 20 ฉีดวัคซีนเอพีวีไม่คุ้มเงิน

กันไว้ก่อน:วันซีนป้องกันไวรัส HPVงานวิจัยล่าสุดพบ วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ผลกับวัยรุ่นเท่านั้นในแง่ของประสิทธิภาพความคุ้มทุน แต่อายุ 20 ไม่คุ้มเลย


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี ตัวการทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐเมื่อปี 2549 ให้ใช้กับเด็กหญิง และผู้หญิงอายุตั้งแต่ 9-26 ปี โดยเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขแนะนำให้เด็กอายุ 11-12 ปีได้รับวัคซีนเพื่อป้องกัน แต่แพทย์บางรายแนะนำให้ผู้หญิงช่วงวัย 20 เข้ารับการฉีดวัคซีน “ไล่หลัง” ได้เช่นกัน

นักวิจัยจาก Harvard School of Public Health ได้รับทุนจากรัฐบาลสหรัฐศึกษาความคุ้มค่าของการรับวัคซีนเอชพีวีพบว่า ถ้าฉีดให้เด็กวัย 12 ปีถือว่าคุ้ม แต่สำหรับผู้ใหญ่คุ้มหรือไม่ยังน่าสงสัย งานวิจัยเรื่องนี้ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine

วัคซีนป้องกันเอชพีวีมีทั้งหมด 3 โดส ฉีดในช่วง 6 เดือน ราคา 375 ดอลลาร์ (12,375 บาท) วัคซีนดังกล่าวใช้ป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งเชื่อว่า 70% ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกเกิดจากไวรัสตัวนี้ และยังใช้จัดการกับไวรัสอีกสองชนิดที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ ไวรัสที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่า วัคซีนดังกล่าวเหมาะสำหรับเด็กหญิงอายุ 11-12 ปี ก่อนมีเพศสัมพันธ์ แต่พ่อแม่บางคนเชื่อว่า วัยช่วงนั้นยังเด็กไปที่จะฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโรคติดต่อทางเพศ ขณะที่นักวิจัยพบว่า หากป้องกันในช่วงวัยดังกล่าวมีประสิทธิภาพคุ้มทุนมากที่สุด

ทีมวิจัยใช้โมเดลคอมพิวเตอร์จำลองเพื่อทำนายผลด้านสุขภาพของเด็กหญิง และผู้หญิงที่ได้รับวัคซีนมะเร็งปากมดลูก รวมทั้งทดสอบด้วยแพบสเมียร์ และการคัดกรองรูปแบบอื่น ซึ่งแนะนำสำหรับสตรีแม้จะฉีดวัคซีนป้องกันแล้วก็ตาม

การคำนวณแบบจำลองครั้งนี้รวมเอาค่าใช้จ่ายของการฉีดวัคซีน การคัดกรอง และการรักษามะเร็งปากมดลูก รวมถึงโรคอื่นที่วัคซีนครอบคลุม มาร่วมพิจารณาด้วย

ในการคำนวณหาประสิทธิภาพความคุ้มทุน นักวิจัยใช้ตัววัดเชิงเศรษฐศาสตร์สำหรับคำนวณค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลที่ประชาชนยอมจ่ายในแต่ละปี นักวิจัยกำหนดตัวเลขการรักษาพยาบาลไว้ 43,600 ดอลลาร์ต่อเด็ก 12 ขวบหนึ่งคนต่อปี

การคำนวณดังกล่าววางอยู่บนสมมุติฐานว่า วัคซีนสามารถป้องกันได้ตลอดชีวิต ซึ่งแพทย์เองยังไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า เนื่องจากวัคซีนยังใหม่มาก หมายความว่า สมมุติฐานนี้ค่อนข้างมองโลกในแง่ดี

ถึงกระนั้นตัวเลขอาจปรับเพิ่มขึ้นเมื่อจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้น แต่ก็ยังต่ำกว่าระดับประสิทธิภาพความคุ้มทุนอยู่ดี นอกจากนี้ ตุ้นทุนอาจสูงขึ้นได้หากพบว่ามีเอชพีวีชนิดอื่นที่ทำให้เกิดมะเร็งแต่วัคซีนดังกล่าวไม่ครอบคลุม

ต่างจากการรณรงค์ให้ผู้หญิงวัย 20 เข้ารับการฉีดวัคซีน “ไล่หลัง” ซึ่งคำนวณแล้วไม่คุ้มประสิทธิภาพต้นทุน ทีมวิจัยจะไม่ได้คำนวณประสิทธิภาพความคุ้มทุนสำหรับการให้วัคซีนแก่ผู้หญิงอ่ายุ 27- 45 ปี แต่แนวโน้มค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งไม่คุ้มประสิทธิภาพต้นทุน

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ผู้หญิงยิ่งได้รับวัคซีนเร็วเท่าไร โอกาสรอดพ้นจากการเป็นมะเร็งปากมดลูกจากเอชพีวีมากขึ้นเท่านั้น และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลลงด้วย






21 สิงหาคม พ.ศ. 2551 03:45:00

เทอมหน้าอยากให้ลูกเรียนเก่ง ให้ออกกำลังซะบ้าง

:ถ้าผลการเรียนลูกไม่เอาไหน ไม่ใช่เพราะเขาไม่เอาถ่าน แต่ถามลูกหน่อยว่า อยู่โรงเรียนเคยวิ่งเล่น หรือเล่นกีฬาบ้างมั๊ย


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : งานวิจัยภาคสนามหลายโครงการพบความเชื่อมโยงกันระหว่างการออกกำลังกายกับผลการเรียนที่ดีขึ้น

อย่างที่หลายคนคงทราบ หรือได้ยินข่าวกัน เด็กเป็นโรคอ้วนกันเยอะขึ้น ยิ่งบางโรงเรียนปรับตารางสอนลดชั่วโมงพละ หรือเลิกวิชาพลศึกษาไปเลยก็มี แล้วเอาชั่วโมงมาสอนวิชาอื่นแทน กลัวเด็กจะไม่เข้มวิชา แต่ผลร้ายกับตกกับเด็ก

เจมส์ พิวาร์นิค ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การเคลื่อนไหวร่างกายจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สเตท พูดถึงปัญหาเด็กไม่ออกกำลังกายว่ามันไม่ใช่แค่ทำให้เด็กอ้วน แต่มันหมายถึงปัญหาโรคหัวใจ และโรคอื่นๆ ตามมา

จากการศึกษาล่าสุด ทีมงานของเจอมส์พบว่า เด็กมัธยมต้นที่ทำคะแนนทดสอบสมรรถนะร่างกายได้คะแนนสูง โดยวัดจากความสามารถด้านแอโรบิก ความแข็งแกร่ง ความทนทาน ยืดหยุ่น เป็นเด็กที่มีผลการเรียนดีขึ้นตามไปด้วย

การศึกษาดังกล่าวทดสอบกับเด็ก 317 คนที่เรียนอยู่ตั้งแต่เกรด 6 - 8 (เทียบเท่าป.6 - ม.2) พบว่า กลุ่มของเด็กที่ทำคะแนนทดสอบความฟิตของร่างกายได้คะแนนสูงสุดสามารถทำแบบทดสอบได้สูงกว่ามาตราฐาน 30%

ส่วนเด็กที่คะแนนความพร้อมร่างกายต่ำสุด ทำคะแนนทดสอบสี่วิชาหลักได้ต่ำกว่าเด็กคนอื่น 13% -20% ผลวิจัยดังกล่าวนำเสนอในการประชุม American College of Sports Medicine ล่าสุด

ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญต่างเชื่อกันว่า การออกกำลังกายอาจช่วยให้เรียนดีขึ้น เพราะเด็กที่ออกกำลังกายได้ผลาญพลังงานส่วนเกิน เลยช่วยให้เด็กมีสมาธิต่อการเรียนดีขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเอง และเสริมสร้างอารมณ์ นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ช่วยฝึกสมาธิ และเสริมความจำ

ก่อนหน้านี้ก็เคยมีงานวิจัยที่ลองทดสอบกับคนสูงวัย พบว่ากลุ่มที่ขยับตัวออกกำลังกายมีสมองที่จดจำดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แม่ของเด็กอายุ 9 ขวบรายหนึ่งยืนยันว่า การออกกำลังกายช่วยให้ลูกชายของเธอเรียนหนังสือทันเพื่อน เด็กคนนี้เป็นเด็กสมาธิสั้น และถึงจะกินยารักษาอาการสมาธิสั้น แต่พอได้ออกกำลังกายก็ช่วยให้เขามีสมาธิดีขึ้น เด็กคนนี้จะออกกำลังกายนิดหน่อยช่วงพัก บางครั้งแม่ก็ช่วยฝึกโดยให้หัดสะกดคำพร้อมกับเดินไปด้วย

บางมลรัฐของสหรัฐมีกฎหมายกำหนดให้โรงเรียนประถมจัดตารางสอนให้เด็กได้มีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายสัปดาห์ละ 150 นาที และเด็กส่วนใหญ่ก็ชอบที่ช่วงพักได้กระโดดโลดเต้น ไม่ใช่แต่เด็ก ครูเองก็สนุก และพบว่าเด็กกระตือรือร้นขึ้นเวลากลับเข้าห้องเรียน

แต่ถ้าลูกไม่ได้เรียนวิชาพลศึกษา หรือชั่วโมงเรียนลดลง ก็ไม่ต้องไปให้ลุกเข้าคอร์สเล่นกีฬาอะไรเป็นพิเศษ แค่หาโอกาสให้พวกเขาได้วิ่งเล่นแถวบ้าน หรือสนามเด็กเล่นบ้างก็พอแล้ว

ยังมีงานวิจัยอีกโครงการหนึ่งที่นำเสนอในการประชุมครั้งนี้ โดยนักวิจัยพบว่า เด็กยินดีปรีดาเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายในระดับปานกลางถึงกระตื้อรือร้นมากหากกิจกรรมนั้นไม่ได้จัดทำเพื่อการแข่งขัน แต่ถ้าเป็นกิจกรรมแข่งขันแล้วเด้กจะไม่ค่อยเต็มใจร่วมกิจกรรมนัก





30 สิงหาคม พ.ศ. 2551 03:45:00

ยีนบำบัดช่วยคนหูตึงฟังชัด

อายุมากขึ้นความสามารถรับฟังเสียงลดลง ใครพูดอะไร ได้แต่ป้องหูแล้วพูดว่า หา หา หา


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ทีมวิจัยจากโอเรกอน สหรัฐพบหนทางช่วยผู้ที่สูญเสียความสามารถด้านการฟังด้วยการใช้ยีนบำบัดสร้างเซลล์ขนในประสาทหู หลังทดลองในหนูสำเร็จ

จอห์น ไบรแกนด์ และนักวิจัยจากจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และสุขภาพโอเรกอน พบว่า การปลูกถ่ายยีนสามรถสร้างเซลล์ขนทีมีหน้าที่พิเศษในการแปรเสียงต่าง ๆ ในบริเวณหูชั้นใน

โดยปกติ เซลล์ประสาทหูจะเปลี่ยนเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังสมอง แต่ในกรณีที่เซลล์ประสาทหูเสื่อมสภาพ หรือถูกทำลาย กลับไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ตามธรรมชาติ

ข้อมูลจากสถาบันคนหูหนวกแห่งชาติของอังกฤษรายงานว่า คนเมืองผู้ดีกว่า 9 ล้านรายหูหนวกหรือมีปัญหาการได้ยิน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากอายุที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่บางส่วน เกิดจากเซลล์ขนในประสาทหูขาดหายไปนั่นเอง

ทีมวิจัยของโอเรกอนศึกษาการใช้ยีนบำบัด เปลี่ยนเซลล์อื่นให้กลายเป็นเซลล์ขน โดยการใช้ไวรัสที่ไม่เป็นอันตรายใส่ลงไปในยีนหลัก โดยในครั้งนี้ใช้ยีนอาโตห์1 (Atoh1) ที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนเป็นเซลล์ขนเป็นยีนหลัก และทดสอบในหนูและพบว่า เทคนิคยีนบำบัดนี้ สามารถคืนการได้ยินให้กับหนูได้

“สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นขั้นแรกที่มีความสำคัญในการพัฒนา ปรับปรุงประสิทธิภาพการรักษาหรือคืนความสามารถด้านการได้ยินให้กับมนุษย์โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าใดเลย” นักวิจัยจากสหรัฐกล่าว พร้อมชี้ว่า การขยับไปสู่การวิจัยในคนยังต้องอาศัยเวลา

ปัจจุบัน การรักษาปัญหาการได้ยินในคนสามารถใช้การปลูกถ่ายเซลล์ประสาทหูโดยการผ่าตัดเซลล์ขนในประสาทหูและกระตุ้นการได้เส้นประสาทการได้ยินโดยตรง อย่างไรก็ดี การปลูกถ่ายเซลล์ประสาทหูนี้ไม่สามารถคืนประสิทธิภาพการได้ยินได้ดังคนปกติ เสียงที่ได้อาจจะไม่ชัดนัก เพียงแค่ให้ความรู้สึกว่าได้ยินเสียงเท่านั้น

ด้านผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่จากสถาบันคนหูหนวกแห่งชาติต่างมองว่าเป็นเรื่องดี ที่จะสามารถพัฒนาไปสู่การรักษาเด็กที่เกิดมาหูหนวกจากความผิดปกติทางพันธุกรรม





24 สิงหาคม พ.ศ. 2551 07:44:00

ไม่แก่เกินเรียน

นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้ทำการศึกษาผู้มีอายุเกิน 50 ปี และพบว่าสมองของมนุษย์ที่มีอายุมาก อาจจะมีความเชี่ยวชาญในการเรียนรู้สิ่งหรือทักษะใหม่ๆ ได้อย่างการเล่นกล


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : คณะนักวิทยาศาสตร์นำโดยเจนินา บอยเก จากแผนกระบบประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยฮัมบูร์ก ได้ทำการทดลองสอนชายและหญิง อายุระหว่าง 60-67 ปี จำนวน 69 คน ให้เล่นกล อาทิเช่น สลับลูกบอล 3 ลูกไปมาอย่างน้อย 60 วินาที ซึ่งนับเป็นเรื่องท้าทาย แม้แต่สำหรับหนุ่มสาวที่คล่องแคล่ว

ผู้เข้าร่วมการทดสอบไม่เคยผ่านการเล่นกลมาก่อน และแม้ไม่มีใครเล่นกลได้อย่างชำนาญ แต่จากการสแกนสมองพบว่า อาสาสมัครสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ และจดจำทักษะนี้ได้

สภาพการณ์ดังกล่าวคล้ายคลึงกับในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ที่การเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างในสมอง

แม้สมองของสามารถทำหน้าที่เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้เหมือนเด็กหรือวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ตอนต้น แต่ข้อจำกัดที่มาพร้อมอายุ อย่างการประสานการทำงานกันระหว่างมือ ตา และการทำงานของสมอง อาจเป็นอุปสรรคในการเล่นกลสำหรับ

ดังนั้น เมื่ออายุล่วงเข้า 60 ปี คุณอาจไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักเล่นกลมือหนึ่งได้ แต่สาเหตุก็ไม่ใช่เพราะสมองคุณไม่อำนวย แต่เรื่องจากสังขารคุณไม่สู้ต่างหาก เพราะฉะนั้น ไม่ต้องน้อยใจนะ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 30, 2008, 01:30:36 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #191 เมื่อ: กันยายน 06, 2008, 03:21:09 PM »



31 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

ไม่อวบกว่านี้แล้ว (สัญญา)
 
:ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหน ก็ต้องปะทะสายตากับโปสเตอร์ หรือภาพเคลื่อนไหวต่างๆ นานาของสำนัก ให้บริการลดน้ำหนักต่างๆ


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ที่สถิตอยู่ในนั้น ต่างอยู่ในอิริยาบทมั่นอกมั่นใจสุดๆ แววตาประดุจเดียวกับนักกีฬาเหรียญทองที่เพิ่งกลับมาจากโอลิมปิกเกม

และเกือบจะได้ผลกับ'นา' หญิงสาววัย 20 ปีกว่าๆ หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรานางหนึ่ง รูปร่างอวบน้อยๆ ของเธอ มักจะเกินอวบไปมาก เมื่อเวลางานยุ่งๆ ทำให้ต้องมีมื้อดึกเพิ่มขึ้นและไม่ว่างพอจะออกกำลังกาย จิตใจอ่อนแอลงฉับพลันในวันที่ลองเสื้อผ้าเวลาไปชอปปิง ก็คะเนด้วยสายตาแล้วใส่ได้แน่ๆ แต่เอาเข้าจริง มันติดตรงนั้นตรงนี้จนไม่สามารถสวมใส่เข้าไปได้

"ตอนนั้นอยากจะร้องไห้เลยนะ ก็เห็นๆ ว่าน่าจะใส่ได้" นา ระบายความรู้สึก ก่อนจะสารภาพว่า "ที่จริงก็ไม่ใช่ครั้งแรก เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นก็รู้สึกอย่างนี้แหละ ฮึดขึ้นมารู้สึกว่าปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว ต้องลดน้ำหนักอย่างจริงจัง แต่พอผ่านไปสองสามวัน เดือนสองเดือน ก็ลืมความรู้สึกนั้นไป" นา เล่า

ทางเลือกในการลดน้ำหนักในทุกวันนี้มีมากมาย ทั้งแบบมีค่าใช้จ่ายสูงลิบลิ่วกับแบบที่แทบจะไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ให้ตัดสินใจเลือก

"มีสถาบันลดน้ำหนักโทรศัพท์มาที่บ้านเสนอมาหลากหลายแพ็กเก็จ ถ้าลดเฉพาะส่วนคิดชุดละ 7,000 บาท แบบต้นแขนก็จุดหนึ่ง แขนสองข้างก็ 14,000 บาท ขาอีกสองข้าง เอวอีก ตรงนั้นตรงนี้ รวมแล้วก็น่าจะใกล้ๆ แสนบาท" นา ว่า ความรู้สึกในบางช่วงของตัวเอง ก็คิดจะยอมจ่ายในราคานั้นเพื่อแลกกับสิ่งที่ต้องการ แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า เจ้าไขมันใต้ผิวหนังที่พอกพูนนั้น เป็นเงินเป็นทองมากมายทั้งสิ้น ในการใช้จ่ายซื้อโน่นซื้อนี่มาทานอยู่แล้ว ถ้าจะกำจัดมันทิ้งไปก็ไม่ควรต้องจ่ายอะไรอีกแล้ว

ผอมได้ ต้องไม่แพ้ใจ

"เลิกบุหรี่ยากไหม ก็ต้องตอบว่ายาก ยากตรงไหน ก็ตรงที่มักจะแพ้ใจตัวเอง ลดความอ้วนก็เหมือนกัน ส่วนใหญ่ยังไม่สำเร็จก็แพ้ใจตัวเองนี่แหละ" สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการสาธารณสุข กองโภชนาการ เริ่มต้นบรรยายให้ผู้เข้าร่วมโครงการคนไทยไร้พุงฟัง ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กำลังรณรงค์อยู่ในขณะนี้

สง่า อธิบายทุกครั้งเมื่อรับเชิญไปบรรยายในโอกาสต่างๆ แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ ดูแลสุขภาพด้วยโภชนาการและปรารถนาจะกำจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย เขาบอกว่า อ้วนมีหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์หรือฤทธิ์ของยาบางชนิด แต่ส่วนใหญ่แล้วเพราะพฤติกรรมการกิน และไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ไม่ควรปลงอนิจจัง แบบอ้วนแล้วอ้วนเลย เพราะไม่ใช่แค่รูปร่างเท่านั้น สุขภาพก็จะได้ดั่งใจด้วยเช่นกัน

"ไขมันที่สะสมอยู่จะไปดันหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจและส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่สะดวก ซ้ำร้ายไขมันยังสามารถแตกตัวเข้าไปสู่ตับ ไต ทำให้เกิดภาวะต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือ มีผลให้อินซูลินต่ำ บกพร่องเรื่องการควบคุมปริมาณความสูงต่ำของน้ำตาลในเลือด หรือโรคเบาหวาน เป็นแล้วไม่หาย นอกจากนี้คนอ้วน หัวใจยังเต้นแรงมากๆ ร่างกายต้องทำงานหนัก นอกจากต้องออกแรงสูบฉีดโลหิตให้ทั่วถึงทั้งร่างกายแล้ว ยังมีเรื่องโรคเข่าเสื่อมอีกแน่นอน ตอนนี้อาจจะยังไม่รู้สึก แต่เมื่อถึงอายุ  60-70 ปี จะต้องได้รับผลนั้นแน่นอน"

สง่า ย้ำหลายครั้ง ว่า "อ้วนแล้วอย่าปลงอนิจจัง อย่าท้อ เหมือนเลิกบุหรี่ ถ้าอยากเลิกให้ได้ ต้องเลิกวันนี้ ลดน้ำหนักก็เช่นกัน ไม่อย่างนั้นมันจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต"

วิธีลดน้ำหนักของกรมอนามัยรับประกันความพอใจ ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องเปลืองเงิน เพียงแต่ให้เวลากับตัวเองบ้าง ผู้ผ่านการอบรมและใช้วิธีของกรมอนามัยลดน้ำหนักได้นับสิบกิโลกรัม ให้เวลากับตัวเอง 3 เดือน หรือ 1 ปี สิ่งที่กรมอนามัยใช้ลดความอ้วนเรียก 3 อ. คือ อาหาร ออกกำลังกาย และที่สำคัญที่สุด คือ อารมณ์ ถ้าไม่ดูแลอย่างหลังนี้ 2 อ. แรกก็ไม่สำเร็จ เริ่มจากการสร้างแรงจูงใจให้กับตัวเองก่อน คาดหวังในระยะสั้นๆ ก็ได้

"ปีหรือสองปีนี้ลูกสาวจะเรียนจบปริญญาตรี ต้องไปงานรับปริญญา ถ้าลดน้ำหนักทัน ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปกับลูกสาวได้สวยขึ้น ยังทำให้เรามีโอกาสอยู่ได้ถึงวันนี้ด้วย" สง่า ว่า ต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้ ตั้งเป้าหมายเอาไว้จะลดให้ได้เดือนละกี่กิโลกรัม คิดง่ายๆ ถ้าลดเพียงเดือนละครึ่งกิโลกรัม รวมๆ แล้ว 1 ปี ก็สามารถลดได้ถึง 6 กิโลกรัม จากอัตราเฉลี่ยของผู้เข้าร่วมโครงการ มักลดน้ำหนักได้เดือนละ 2 กิโลกรัม  ถ้า 1 ปีสามารถลดได้ 24 กิโลกรัม

สูตรง่ายๆ มี 3 ส. ด้วยกัน คือ สะกัด สะกด และสะกิด เริ่มจากสะกัด สิ่งที่จะมากระตุ้นให้กินมากๆ ไม่ควรทานอาหารตอนหิวจัด ก่อนลงมือตักอาหารให้กินผลไม้ไม่หวานก่อน ไม่ว่าจะเป็นแอปเปิ้ลหรือฝรั่ง จะทำให้ทานอาหารได้น้อยลง และสะกดใจไม่ให้กินเกิน เมื่ออิ่มแล้วให้หยุด อย่าเสียดายอาหาร ถ้า

เหลือให้แช่ตู้เย็นไว้ มื้อต่อไปจะได้ไม่เปลืองทรัพยากร ที่สำคัญคือสะกิด ถ้าจะลดน้ำหนักให้ได้ผล ต้องมีเพื่อนคู่หูลดพร้อมกันช่วยกันตักเตือนและให้กำลังใจกัน และสำคัญมาก

เมนูลดน้ำหนักของกรมอนามัยต้อง  2. ให้ และ 3. ไม่ คือ ให้ทานอาหารครบทุกหมู่ให้ครบทุกมื้อ ไม่ทานข้าวมาก ไม่ทานอาหารรสหวานและมัน และไม่กินจุบจิบ ทุกเมนูที่เข้าข่ายคุณสมบัติ 5 ข้อนี้ ขอประกาศให้เป็นอาหารลดน้ำหนัก

"ถ้าอดอาหารจะทำให้เราขาดพลังงาน ร่างกายจะดึงกล้ามเนื้อมาใช้ ถึงลดได้ ก็จะเหี่ยวๆ แล้วก็จะกลับมากินอีก คราวนี้จะอ้วนมากกว่าเดิมหลายเท่าเพราะมันจะกลายเป็นไขมัน"

กินผลไม้แล้วจะหุ่นดี เป็นอย่างนั้นได้จริง เพราะผลไม้มีเส้นใยอาหาร ทานเข้าไปแล้วเส้นใยอาหารจะเกาะกันเป็นก้อนและอมน้ำมันจะลากผ่านลำไส้และกวาดเอาพวกน้ำตาล สารก่อมะเร็งต่างๆ นานา ไปพักที่ลำไส้ใหญ่รอการขับถ่าย ที่สำคัญทานผลไม้แล้วกินข้าวได้น้อยลง

นักโภชนาการคนเดิม แนะนำต่อว่า มีบางคนทำตามนี้ทุกอย่าง แต่น้ำหนักยังไม่ค่อยลด เพราะยังไม่ยอมลดอาหารประเภทแป้ง ถ้าลดลงแล้วน้ำหนักจะลดเร็ว (ลดนะ...ไม่ใช่อด) พวกข้าว ขนมจีน ขนมปัง ข้าวโพด เป็นต้น

การลดน้ำหนักเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ เมื่อรู้ว่าอาหารแต่ละอย่างให้ผลอย่างไรแก่ร่างกาย ต้องชนะใจตัวเองให้ได้แล้วจัดการเลือกสรรให้แก่ร่างกายอย่างเหมาะสม

"อยากกินน้ำอัดลมเหรอ จะกินก็ได้นะ ในนั้นคือน้ำบวกน้ำตาล 12 ช้อนโต๊ะ บวกสารที่มีผลกระทบต่อกระดูก น้ำตาลถ้ากินเข้าไปแล้วไม่ออกกำลังกายมันจะกลายเป็นไขมันภายใน 3 ชั่วโมง ต้องล้างรถ 6 คัน จึงจะใช้พลังงานหมดไปจากน้ำขวดเล็กๆ นั้น" สง่า ย้ำพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็น ว่า ถ้าอยากก็ดื่ม

ไม่เท่านั้นสำหรับสาวๆ หนุ่มๆ ที่รักปาร์ตี้ ดื่มเบียร์แก้วหนึ่งเท่ากับทานข้าวไป 2 ทัพพี ถ้าดื่ม 1 ขวดก็ข้าว 10 ทัพพี คืนนี้ไปปาร์ตี้ดื่มสักขวดสองขวดก็เท่ากับทานข้าวหนึ่งหม้อ (อึ๋ย สยองจริงๆ)

 และไม่มีอะไรทำให้สดชื่นได้เท่ากับการออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อไม่เหี่ยวไม่ย่น ได้ใช้พลังงานและยังทำให้การเผาผลาญอาหารดีขึ้นมากๆ

ไม่สวย แต่ภูมิใจ

พรีเซนเตอร์ที่กรมอนามัยภูมิใจคนหนึ่ง คือ อารีย์ เพ็ชรขัน สาวงามวัย 48 ปีทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในเทศบาลจ.ตรัง เมื่ออายุราว 30 ปีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 50 กิโลกรัม พยายามลดให้เหลือ 40 กิโลกรัม แต่ไม่ได้ผล จึงปล่อยเลยตามเลย จนกระทั่ง 5 -6 ปีที่ผ่านมาน้ำหนักของเธอประมาณ 100 กิโลกรัม

"อ้วนอย่างแรงเลย ไม่ต้องพูดถึงเสื้อผ้า อยากจะใส่อย่างไรก็ไม่ได้ใส่หรอก ถุงเท้านี่ ก้มใส่ยังลำบากเลย ตัดเล็บเท้าตัวเองไม่ได้นะ" อารีย์ พูดถึงอดีตเมื่อ 8 เดือนก่อน

อารีย์ตกลงใจจะไร้พุงกับเขาบ้าง เมื่อฟังบรรยายเรื่องคนไทยไร้พุงเมื่อเดือนธันวาคม 2550 เธอเริ่มต้น 3 อ. และ 2.ให้ 3. ให้ ต่อเนื่องมาจน 8 เดือน ปัจจุบันเธอมีน้ำหนักตัว 73 กิโลกรัม

"เริ่มที่อาหารก่อนลดแป้ง เมนูจะเป็นปลานึ่ง น้ำพริกกับผัก ทานไม่น้อยนะ ทานจนอิ่มเลย น้ำหนักก็เริ่มลดตั้งแต่นั้นเลย แล้วเพื่อนก็มาชวนออกกำลังกาย ก็ไปเพราะทำให้น้ำหนักลดไปบ้าง มีกำลังจะขยับเขยื้อนร่างกายบ้าง แต่ก่อนนั้นไม่เลยนะจะเบื่อมากๆ พอไปออกกำลังกาย ยิ่งลดน้ำหนักได้มาก ทุกวันที่ขึ้นชั่งน้ำหนัก มันลดลงทุกครั้งค่ะ" อารีย์ บอกว่า รู้อย่างนี้ออกกำลังกายมาตั้งนานแล้ว

สาวร่างอวบคน เล่าต่อว่า เริ่มต้นจากการเดินก่อน พอน้ำหนักลดลงไประยะหนึ่ง มั่นใจว่าหัวเข่ารับน้ำหนักได้ ก็เปลี่ยนเป็นเต้นแอโรบิก ถึงตอนนี้ยิ่งลดเร็วมากขึ้น และปัจจุบันเธอออกวิ่งทุกวันๆละ 1 ชั่วโมง

จากเคยเป็นคนอุ้ยอ้าย ก็คล่องตัวมากขึ้น ไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ เพราะกลับไปใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่เคยใส่เมื่อสมัยน้ำหนักตัวไม่มากได้ ถามเธอว่ามีความสุขไหมเมื่อยืนอยู่หน้ากระจก เพราะเงาสะท้อนนั้นสวยขึ้น ก็อาจจะใช่ แต่คำตอบของเธอคือ..

 "ดีใจนะ แล้วก็ภูมิใจอย่างแรง"


: รมณ รวยแสน







1 กันยายน พ.ศ. 2551 01:00:00

อะไรอยู่หลังประตู

:หลังทราบผลตรวจเลือด คุณลุงถึงกับเข่าอ่อน เมื่อแพทย์แจ้งว่าตรวจพบ ค่าสารก่อมะเร็งลำไส้สูงจนน่ากลัว


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ทีมแพทย์จัดแจงนำผู้ป่วย เข้ารับการส่องกล้อง ตรวจดูกระเพาะและลำไส้เพื่อความชัวร์ แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด คุณลุงโล่งใจ แต่คุณหมอกังวล

“แม้จะไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่มุมมองของแพทย์กลับเป็นกังวล ซึ่งก็ไม่ต่างจากคนไข้รายนี้นัก เขาเดินทางไปสแกนระบบทางเดินอาหารรวมถึงส่องกล้องที่โรงพยาบาลอื่น ก็ไม่พบเช่นกัน จนเวลาผ่านไปเป็นปี” นพ.จตุรงค์ อมรรัตนโกศล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลกรุงเทพเล่าเกมเล่นซ่อนหากับมะเร็งลำไส้

ผ่านไป 1 ปี เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าขึ้น เทคโนโลยีการตรวจแบบส่องกล้องแบบใหม่ (NBI) สามารถพบเนื้องอกที่ชิดติดเนื้อขนาดกว้าง 4 ซม. โชคดีที่มันยังไม่ก่อการร้ายเปลี่ยนเป็นเนื้อร้ายในลำไส้

นพ.จตุรงค์ อธิบายว่า มะเร็งลำไส้ รวมถึงมะเร็งในระบบทางเดินอาหารต่างๆ ไม่มีสาเหตุบ่งชี้แน่นอน แต่ในทางการแพทย์เชื่อว่า สาเหตุมาจากพันธุกรรมที่พ่อแม่ พี่น้องมีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้มาก่อน หรือเกิดจากอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารเส้นใยต่ำ แคลเซียมน้อย ไขมันมาก และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ที่ไม่ค่อยออกกำลังกายหรือทำงานหนัก เครียด

มะเร็งลำไส้ เป็นโรคที่พบมากในผู้ชาย และผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป โดยข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติปี 2549 พบว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับ 3 ของไทย รองจากมะเร็งปอดและมะเร็งตับในผู้ชายและมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง ที่สำคัญ ยังพบตัวเลขผู้ป่วยใหม่เพิ่มสูงขึ้นถึง 6,000 คนและมีเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

“ในช่วงแรก อาการของโรคจะไม่มีปรากฏให้เห็นมากนัก นอกจากการถ่ายเป็นมูกเลือด หลายคนคิดว่าเป็นริดสีดวงทวาร และมองข้ามไป แต่หากเป็นคนที่อายุ 40-50 ปีขึ้นไป มีอาการของโรคกระเพาะ ควรจะพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารกล่าว ก่อนเสริมว่า ผู้ที่ถ่ายอุจจาระผิดปกติ น้ำหนักลดไม่มีสาเหตุ รวมถึงครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ ควรเข้ามารับการตรวจวินิจฉัยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี การตรวจวินิจฉัยในปัจจุบันทำได้แม่นยำขึ้น เดิมการส่องกล้องตรวจดูลำไส้และระบบทางเดินอาหารนั้น บางตำแหน่งจะไม่ชัดนัก ต้องอาศัยการฉีดสีไปยังบริเวณต้องสงสัย หากสงสัยหลายแห่งก็ต้องฉีดทุกแห่ง

แต่เทคโนโลยีใหม่จะอาศัยตัวกันแสงที่ตัดเอาแสงสีในช่วงความถี่ที่ไม่จำเป็นออกและอาศัยการดูดซับร่วมกับการหักเหแสงที่ชั้นผิวหน้าเนื้อเยื่อในบริเวณต้องสงสัย ช่วยให้แพทย์มองเห็นเนื้องอกชัดเจน และระบุตำแหน่งขอบของเนื้องอก รวมถึงเส้นเลือดที่เข้าไปเลี้ยงเนื้องอกได้

“เราไม่ต้องเสียเงินซื้อสีจากต่างประเทศมาฉีด ขณะเดียวกันก็ช่วยให้แพทย์เห็นเนื้องอกชนิดแบนราบชัดขึ้น ทำให้การวินิจฉัยและตัดเนื้องอกสามารถทำได้อย่างละเอียด แม่นยำ” นพ.จตุรงค์อธิบาย

ปัจจุบัน นพ.จตุรงค์ต้องตรวจวินิจฉัยโดยการส่องกล้องเดือนละกว่า 800 ราย หรืออีกนัยหนึ่ง คนไทยเริ่มเห็นความสำคัญของโรคมะเร็งลำไส้มากขึ้น ขณะเดียวกัน แพทย์สามารถตรวจพบเนื้องอกในระยะเริ่มต้น และระยะที่ยังไม่กลายเป็นมะเร็ง ทำให้สามารถรักษาให้หายขาดได้

“กรณีพบเนื้องอกที่ยังไม่เป็นเนื้อร้ายจากการส่องกล้อง แพทย์สามารถตัดเลาะเอาเนื้องอกได้ทันที ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เลย และกลับมาตรวจเช็ค 1 เดือนให้หลัง หลังจากนั้น ก็มาตรวจทุกๆ 6 เดือน 1 ปี 3 ปี และ 5 ปี ตามลำดับ กรณีที่เนื้องอกกลายเป็นเนื้อร้าย จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดต่อไป” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร กล่าว

เนื้องอกในลำไส้สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบและตัดทิ้งตั้งแต่ยังไม่เปลี่ยนเป็นเนื้อร้าย หรือแม้แต่พัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ในระยะ 1 และ 2 ก็มีโอกาสรักษาหายได้สูงเช่นกัน สิ่งสำคัญคือ ต้องใส่ใจตรวจร่างกายเป็นประจำ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกก็จะรักษาได้ง่าย โอกาสหายขาดสูง

แม้จะมีข้อมูลว่ามะเร็งลำไส้เกิดจากพันธุกรรม แต่ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารแนะว่า อาหารจำพวกผัก ผลไม้ หรืออาหารที่มีไฟเบอร์สูงสามารถช่วยลดการเกิดมะเร็งได้ ลดเนื้อสัตว์ ดื่มน้ำมาก ๆ

นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ที่สำคัญ ควรจะอยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์ และถ้าใครชอบนั่งสมาธิด้วยแล้ว ยิ่งดีใหญ่ การฝึกสมาธิ ลดความเครียด ก็ช่วยได้เช่นกัน


: สาลินีย์ ทับพิลา






2 กันยายน พ.ศ. 2551 02:00:00

"ปอดบวม"ภัยร้ายใกล้ตัวเด็กเล็ก

:ในระยะหลังมีโรคร้ายใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรคไข้หวัดนก โรคมือเท้าปาก ทำให้พ่อแม่ส่วนใหญ่เกิดตระหนักถึงโรคร้ายเหล่านี้


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่จนลืมไปว่ายังมีโรคร้ายใกล้ตัวเด็กเล็ก ที่คร่าชีวิตเด็กเล็กมาแล้วมากมายอย่าง “โรคปอดบวม” ซึ่งอาจเป็นเพราะเป็นโรคคุ้นหูทีได้ยินชื่อมายาวนานแล้ว พ่อแม่ส่วนใหญ่จึงคิดว่าเป็นโรคธรรมดา และมองข้ามอันตรายของโรคนี้ไป

จากการเปิดเผยของ พญ.สมฤดี ชัยวีระวัฒนะ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก เปิดเผยว่า สาเหตุของการเกิดโรคปอดบวมส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งมีทั้งเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียขึ้นกับช่วงอายุ โดยปอดบวมในเด็กเล็กส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียมากที่สุด ซึ่งเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย ได้แก่ เชื้อแบคทีเรียในกลุ่มสเตปโตคอคคัส นิวโมเนียอี หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักในชื่อของ “นิวโมคอคคัส” ซึ่งโดยปกติจะมีอยู่ในโพรงจมูก ลำคอ หรือบริเวณหอคอยของทุกคน แต่เนื่องจากร่างกายของเรามีภูมิต้านทานคอยป้องกันอยู่ จึงสามารถควบคุมเชื้อไม่ทำให้เกิดโรค แต่เมื่อไรที่ร่างกายอ่อนแอลง เชื้อเหล่านี้ก็จะมีการแบ่งตัวมากขึ้น ร่างกายกำจัดเองไม่ไหว ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

พญ.สมฤดี กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการความรุนแรงของโรคปอดบวม จะมีความสัมพันธ์กับอายุของเด็กรวมถึงชนิดและปริมาณของเชื้อที่ได้รับ และระดับภูมิต้านทานในตัวเด็ก ยิ่งเด็กเล็กมีภูมิต้านทานต่ำ อันตรายก็จะมีมากขึ้น และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี ดังนั้นถ้าลูกน้อยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็อาจเป็นอันตรายรุนแรงต่อตัวเด็ก โอกาสที่จะเสียชีวิตก็มีมากขึ้น พบว่าเชื้อกลุ่มสเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี เป็นสาเหตุของโรคปอดบวมในเด็กได้สูงถึงประมาณ 50% โดยเชื้ออาจทำให้เกิดการติดเชื้อในเลือดหรือที่เยื่อหุ้มสมอง หรือที่เรียกว่าโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรงที่เรารู้จักกันในชื่อ โรคติดเชื้อไอพีดี (IPD; Invasive Pneumococcal Disease) ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่า

“โรคปอดบวมในเด็กเล็กโดยทั่วไป อันตรายก็มีมากอยู่แล้ว เพราะทำให้เกิดอาการได้ในหลายๆ ระบบ ยิ่งหากเป็นปอดบวมจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดลุกลามรุนแรง หรือโรคไอพีดี ก็จะยิ่งอันตรายมาก เพราะปัจจุบันเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคไอพีดีส่วนใหญ่ จะมีอัตราการดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาสูง การรักษาจึงยากขึ้น ทำให้เกิดการลุกลามได้รวดเร็ว มีอาการรุนแรงและมักมีอันตรายต่อชีวิตของเด็กมากกว่าปอดบวมจากเชื้อชนิดอื่น” พญ.สมฤดี กล่าวเสริม

อย่างไรก็ดี เด็กที่ป่วยเป็นโรคปอดบวมนั้น ไม่ว่าจะเกิดจากเชื้อชนิดใด อาการที่แสดงออกส่วนใหญ่จะไม่แตกต่างกัน คือ มักจะมีไข้ขึ้นสูง ถ้าเกิดจากกลุ่มของเชื้อไวรัสก็อาจมีน้ำมูก ตาแดง เสียงแหบ ร่วมด้วย ส่วนกลุ่มแบคทีเรียก็จะมีไข้ขึ้นสูง มีน้ำมูกได้เหมือนกัน และตามด้วยอาการไอ ไอมากขึ้น มีเสมหะ หายใจหอบ อีกอาการที่อาจพบได้ในเด็กเล็ก คือ เด็กจะไอมากจนอาเจียน และมีเสมหะมาก ทำให้ไม่ยอมดื่มนมหรือกินอาหารไม่ได้

นอกจากนี้อาจมีภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ในเด็กรายที่มีอาการไข้ขึ้นสูงมากๆ อาจจะมีภาวะชักร่วมด้วย หรือในรายที่เด็กไอมากๆ หอบ จนดื่มนมและน้ำไม่ได้ ก็จะเกิดภาวะขาดน้ำ ขาดอาหารตามมา หรือเด็กบางคนไอมาก มีเสมหะหรือหอบจนหายใจไม่ไหว ก็อาจมีภาวะเขียว ขาดออกซิเจน โดยเฉพาะเด็กเล็กค่อนข้างดูอาการได้ลำบาก บอกความรู้สึกเองก็ไม่ได้ ดังนั้น เวลาเจ็บป่วยเด็กจะโยเย งอแง ปฏิเสธการกินมากกว่าปกติ

พญ.สมฤดี กล่าวให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า พ่อแม่ที่มีลูกน้อยควรดูแลสุขภาพเด็กให้ดี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงคือ เด็กสุขภาพดีที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี และกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่า คือ เด็กที่พ่อแม่ต้องพาไปอยู่เนอสเซอร์รีหรือสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day Care) หรือเด็กที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานที่ต่ำ เช่น โรคเลือด ม้ามทำงานได้ไม่ดี หรือเด็กที่เป็นหวัดบ่อยๆ เป็นภูมิแพ้ เป็นต้น

“การเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีสำหรับลูกน้อย อันดับแรกคือ การส่งเสริมให้ลูกน้อยได้กินนมแม่ได้นานที่สุด ประการต่อมา คือ ไม่ควรให้เด็กเล็กอยู่ในที่แออัด ถ้าเป็นไปได้ก็อย่ารีบส่งลูกไปอยู่เนอสเซอร์รี่ หรือสถานเลี้ยงเด็กกลางวันเร็วเกินไป เพราะโอกาสติดเชื้ออาจมีมากขึ้น รวมถึงการดูแลเรื่องของอาหารให้ปรุงสุก สด สะอาด และให้ครบทั้ง 5 หมู่ สำหรับเด็กที่อยู่กับพี่เลี้ยง ก่อนที่จะรับพี่เลี้ยงเด็ก ก็ควรพิจารณาถึงสุขลักษณะ ความสะอาด และเช็คสุขภาพของพี่เลี้ยงด้วย”

“อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่าโอกาสที่เด็กจะเกิดโรคติดเชื้อไอพีดีมีมากขึ้น ตัวเชื้อเองก็มีความรุนแรงและดื้อยามากขึ้น ดังนั้นการที่ลูกน้อยได้รับวัคซีนก็จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและลดการป้องกันการติดเชื้อที่รุนแรงนี้ลงได้ แต่ทั้งนี้ปัจจุบันวัคซีนไอพีดีสำหรับเด็กเล็กในบ้านเรายังเป็นวัคซีนทางเลือกหรือวัคซีนเสริม ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจพิจารณาถึงความจำเป็นและค่าใช้จ่าย เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง โดยแพทย์อาจจะพิจารณาให้วัคซีนนี้ในเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือเด็กต่ำกว่า 5 ขวบ” พญ.สมฤดี กล่าว







กันยายน พ.ศ. 2551 02:00:00

"เบาหวาน" ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ

:เมื่อเอ่ยถึงโรคหัวใจขาดเลือดแล้ว หลายๆท่านคงคิดถึงแต่ไขมันโคเลสเตอรอล


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไขมันยังร้ายน้อยกว่า โรคเบาหวาน ผู้ป่วยไขมัน ในเลือดสูงไม่จำเป็นต้องเป็นโรคหัวใจขาดเลือดทุกราย แต่หากเป็นเบาหวานแล้ว รับรองได้ว่าหากไม่ดูแลให้ดี หรือ แม้แต่ดูแลอย่างดีแล้ว ก็ยังมีโอกาสเกิด โรคหัวใจขาดเลือดในอัตราที่สูงมาก เบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่น่ากลัว อย่างหนึ่งสำหรับโรคหัวใจขาดเลือดครับ

โรคเบาหวานเป็นความผิดปกติเนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในร่างกายไปใช้ได้อย่างเต็มที่ สาเหตุเนื่องจากขาดฮอร์โมน อินซูลิน หรือ ไม่ขาด ฮอร์โมน แต่ร่างกายไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนตัวนี้ ผลที่ตามมาคือระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ปัจจุบัน หากระดับน้ำตาลในเลือดที่เจาะหลังงดอาหาร 6 ชั่วโมงแล้ว ยังสูงกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เราก็เรียกได้ว่าเป็น "โรคเบาหวาน" ได้แล้วครับ

ระดับน้ำตาลที่สูงนี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา ต่างๆตามมา ที่สำคัญคือเป็นตัวการเร่งให้เกิดการเสื่อม ของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย ทั้งหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงสมอง หัวใจ ตา ไต แขน-ขา รวมทั้ง หลอดเลือดแดงเล็กๆที่เลี้ยง ปลายประสาทอีกด้วย ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดเลือดแดงเหล่านี้ ดังนั้นจะเห็นว่า "โรคเบาหวาน" เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อ โรคทางสมอง อัมพาต โรคระบบประสาท โรคหัวใจ โรคไต โรคตา แม้กระทั่งโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือ ED ด้วย

ผู้ป่วยเบาหวานอาจเป็นโรคหัวใจได้ใน 2 ลักษณะ คือ เมื่อหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงหัวใจเสื่อมจากเบาหวาน ร่วมกับการที่มีไขมัน ในเลือดสูง ก็จะทำให้เกิด การตีบของหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดและหากอุดตันก็จะเกิดกล้าม เนื้อหัวใจตายตามมา

นอกจากนั้นแล้ว พบว่าในผู้ป่วยเบาหวาน บางราย กล้ามเนื้อหัวใจทำงานน้อยกว่าปกติ บีบตัวน้อย กว่าปกติมาก แต่หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจไม่ได้ตีบตัน กลุ่มนี้เชื่อว่าเกิดจากหลอดเลือดฝอยเล็กๆที่ เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ จากเบาหวาน เราเรียกกลุ่มนี้ว่า diabetic cardiomyopathy ซึ่งยากต่อการรักษา การรักษาที่ดีที่สุดของกลุ่ม หลังนี้คือการผ่าตัด เปลี่ยนหัวใจ

ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งในผู้ป่วยเบาหวาน คือ ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคหัวใจขาดเลือดหลายราย ไม่แสดงอาการ ผิดปกติทางหัวใจนำมาก่อน เช่น เจ็บหน้าอก เหมือนผู้ป่วยโรคหัวใจทั่วๆไป บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยเหล่านี้แสดงอาการของโรคหัวใจ ครั้งแรกด้วยกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือ หัวใจล้มเหลว โดย ไม่เคยมีอาการเจ็บหน้าอกมาก่อนเลย ทำให้แพทย์ให้การวินิจฉัยโรค ช้ากว่าปกติ ซึ่งแน่นอนว่าการวินิจฉัยล่าช้าย่อมมีผลเสียต่อการพยากรณ์โรค ในระยะยาวด้วย

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

1 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากตลอดเวลา เพื่อหวังว่าจะช่วยชลอการเสื่อมของ หลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย

2 การดูระดับน้ำตาล ไม่ได้อาศัยเพียงการเจาะเลือดก่อนอาหารเช้าเท่านั้น ควรจะต้องดูละเอียดไปจนถึงระดับน้ำตาลหลังอาหาร และ ค่าน้ำตาลเฉลี่ยในรอบ 3 เดือน โดยดูจากน้ำตาลที่เกาะบนเม็ดเลือดแดงด้วย (Hemoglobin A1C)

3 หากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆสำหรับโรคหัวใจก็ต้องควบคุมเป็นอย่างดีด้วย เช่น งดบุหรี่ ควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ (น้อยกว่า 130/80 มม.ปรอท) ควบคุม ไขมันโคเลสเตอรอลให้น้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือแอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอล ให้น้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เป็นต้น ซึ่งหมายความ ว่าจำเป็นต้องใช้ยาลดไขมันในเลือดร่วมด้วย

4 ลดน้ำหนัก และ ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ การลดน้ำหนักจะช่วยให้ร่างกายไวต่อฮอร์โมนอินซูลิน

5 จำเป็นต้องตรวจปัสสาวะ ดูการทำงานของไต ตรวจตาโดยจักษุแพทย์ ตรวจอัลตราซาวน์ดูนิ่วในถุงน้ำดีด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้จะ เป็นปัญหาในอนาคต

6 เมื่ออายุมากขึ้น ควรตรวจสมรรถภาพหัวใจโดยละเอียด คือ อัลตราซาวน์หัวใจ (echcardiogram) และ การเดินสายพาน (exercise stress test) เนื่องจากบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยไม่แสดงอาการจนเป็นมากแล้ว

7 อย่าลังเลหากแพทย์แนะนำให้ท่านรักษาด้วยการฉีดยา(ฮอร์โมนอินซูลิน) หรือรับประทานยาลดความดันโลหิต ยาลดไขมันในเลือด เพราะ จะเป็นผลดีต่อ ท่านในระยะยาว ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

หากท่านเกิดปัญหาแทรกซ้อนต่างๆจากเบาหวานขึ้นแล้ว เช่น ไตวาย หัวใจขาดเลือด อัมพาต ตามองไม่เห็น สิ่งเหล่านี้ หากเกิดขึ้นแล้วก็ไม่สามารถแก้ไข ให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้ ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าเรายังไม่สามารถ ป้องกันโรคแทรกจากเบาหวานได้ 100 % แต่เราก็อาจชลอ หรือ ลดความรุนแรงของ โรคแทรกเหล่านี้ลงได้ แม้เป็น เบาหวาน ท่านก็อาจมีชีวิตปกติสุขได้


 





4 กันยายน พ.ศ. 2551 03:45:00

สาวอีสานครองแชมป์มะเร็งเต้านมมากสุดในประเทศ

:ต้นเหตุหลักมาจากพันธุกรรม อาหารไขมันสูง อาหารทอด หญิงที่หมดประจำเดือนเร็ว เสี่ยงน้อยกว่า


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นพ.พงศธร ศุภอรรถกร รองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจวิชาการ ศูนย์มะเร็ง จังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ในเขตอีสานตอนล่าง ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบของ ศูนย์มะเร็ง จังหวัดอุบลราชธานี ที่ ดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งครอบคลุมพื้นที่ในอนุภาคอีสานตอนล่าง 9 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี พบว่า มะเร็ง5อันดับต้นๆ ที่พบในสตรีอีสาน ป่วยเป็นมะเร็ง เต้านมมากที่สุด โดยมีสัดส่วน 23.6 % มะเร็งปากมดลูก 23.1 % มะเร็งตับและท่อน้ำดี 9.5 % มะเร็งช่องปาก 8.4 % และ มะเร็งรังไข่ 5.1 %

สำหรับปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม มีหลายปัจจัยแต่ทีเชื่อว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านม คือ พันธุกรรม เชื่อว่า มะเร็งเต้านม ประมาณ 30% มีการสัมพันธ์กับ ประวัติครอบครัว หรือ ยีน อาหาร พบว่า การทานอาหารที่ไขมันสูง อาหารทอด อาจเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งเต้านมได้ และพบว่าการเข้าสู้ระยะหมดประจำเดือนเร็ว เช่นประจำเดือนหมด ตั้งแต่อายุก่อน 45 ปี โอกาสการเป็นมะเร็งเต้านมจะน้อยกว่าคนที่ประจำเดือน หมดช้า เช่น ประจำเดือนหมดอายุ 55 ปี ถึง 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการรักษาดังกล่าวของศูนย์ฯยังมีไม่เพียงพอเนื่องจาก ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งชนิดอื่นทั้งชายและหญิงยังมีอีกจำนวนมาก ในขณะที่ปัจจุบันมีผู้มารับบริการฉายรังสีที่ศูนย์มะเร็ง อุบลราชธานี เพิ่มมากขึ้น เฉลี่ยวันละ 180 คน แต่ทางศูนย์ฯกลับมีเครื่องมือที่ใช้ในการฉายรังสีผู้ป่วยมะเร็งเพียง 2 เครื่อง ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้รักษาผู้ป่วย 

สำหรับผู้สนใจร่วมสมทบทุนตาม “ โครงการจัดหาทุนซื้อเครื่องฉายรังสีรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ” ติดต่อบริจาคได้ที่ แผนกรังสีรักษา ศูนย์มะเร็งอุบลราชธานี โทร               045-285-610        ต่อ 1033 ทุกวันในเวลาราชการ หรือบริจาคผ่านบัญชีฝากออมทรัพย์ ชื่อบัญชี สมทบทุนซื้อเครื่องฉายรังสี เลขที่บัญชี 321-0-18168-3 ธนาคารกรุงไทย สาขาถนนชยางกูร จ.อุบลราชธานี








5 กันยายน พ.ศ. 2551 02:02:00

ความสุข...ในวัยสูงอายุ

:ชีวิตทุกคนผ่านวัยทารก วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยผู้ใหญ่และก็ถึงวัยสูงอายุ


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หลายคนได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ได้อยู่ในครอบครัวที่มีความสุขความอบอุ่นร่วมกับพี่น้อง เจริญเติบโต ศึกษาเล่าเรียน มีอาชีพการงาน และหลักฐานมั่นคง มีครอบครัว มีลูกมีหลาน แล้วก็ก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ชีวิตที่ผ่านมามีทั้งสุขทั้งทุกข์ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน และเมื่อเป็นผู้สูงอายุประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า จะปฏิบัติตัวอย่างไรให้เป็นผู้สูงอายุที่ดี มีคุณค่า มีความสุขในบั้นปลายขีวิต และเพื่อความสุขของชีวิต เมื่อเป็นผู้สูงอายุมีหลักที่ควรประพฤติและปฏิบัติตัวดังนี้

เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ อายุ 60-70 ปี ขึ้นไปตามที่เรียกกันว่า ผู้สูงอายุ หรือ  อย่าไปมัวแต่คิดถึงอายุที่ล่วงไปด้วยความหวาดวิตก อาลัยอาวรณ์ แต่จะคิดว่าเราจะเป็นคนหนึ่งที่ผ่านโลกผ่านชีวิตมามากพอ เฉลียวฉลาดจากการได้รับประสบการณ์ต่างๆ มามากแล้ว พอที่จะอำนวยคุณประโยชน์ให้พวกเด็กๆ และคนหนุ่มสาวได้ ในการให้คำปรึกษา แนะนำ ให้ข้อคิดจากความชำนาญในชีวิตมามาก และภาคภูมิใจในตัวเองว่ายังคงเป็นคนที่มีค่า มีประโยชน์ต่อสังคม แม้ร่างกายอาจเป็นไปได้ที่ไม่สามารถจะกระทำสิ่งใดๆ ได้ เหมือนกับครั้งยังหนุ่มสาว แต่ความคิดอ่าน สติปัญญา ความรอบรู้จะยังคงมีให้ใครๆ ได้เสมอ

ยังคงปรารถนาที่ให้ทุกคนเห็นว่าเราก็เป็นคนที่เหมือนคนทั้งหลาย ซึ่งมีความต้องการและไม่ต้องการ มีความพึงใจและไม่พึงใจ มีความรู้สึกนึกคิดเยี่ยงปุถุชนทั้งหลาย และจำทำตัวเป็นคนมีค่ามีประโยชน์ต่อสังคมเรื่อยไปเท่าที่จะสามารถทำได้

ไม่คอยแต่รบกวนใครๆ เขาจนเกินไป ไม่ต้องมาคอยให้ใครเป็นห่วง คอยกังวล สงสารเวทนา จนเขาไม่เป็นอันทำงาน ประกอบอาชีพ หรือศึกษาเล่าเรียน ไม่ต้องการรบกวนเวลาหรือขัดขวางความสุขของใครอื่น แต่ต้องคอยระวังดูแลตัวเอง ใช้สมอง และความคิดตัดสินปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง

ควรที่จะมีผุ้ให้คำแนะนำปรึกษาหารือบ้างเมื่อมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นกับตัว อย่าอวดดื้อถือดีว่าตัวเองรู้อะไรดีไปหมดเสียทุกอย่าง และไม่ต้องการพึ่งใคร

สำนึกอยู่เสมอว่าชีวิตกับงานเป็นของคู่กัน งานจะช่วยให้ความสุขใจได้ อย่านั่งๆ นอนๆ หรือนิ่งเฉย ควรหางานทำเพื่อช่วยคลายเหงา และช่วยให้เกิดความสุขทางใจ และควรเป็นงานี่สามารถทำได้ และเป็นงานที่เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น เพื่อที่จะได้ภูมิใจว่าตัวเองยังมีค่ามีประโยชน์ต่อสังคม

ควรคิดเสมอว่า "อายุ" ไม่ใช่อุปสรรค ที่จะทำให้เลิกเคารพนับถือตนเองและผู้อื่น รู้จักตัวเอง รู้จักผู้อื่น และคิดหาทางช่วยผู้อื่นเสมอเมื่อเขาต้องการ อายุเป็นเพียงตัวเลข ที่บอกถึงเวลาที่ชีวิตล่วงเลยมาตามกาลเวลาเท่านั้น

ยึดมั่นต่อคำกล่าวที่ว่า "คนเราไม่แก่เกินเรียน" สิ่งที่ควรจะต้องทำอย่างต่อเนื่องก็คือ การศึกษาหาความรู้ อ่านเขียน และเรียนให้รู้ถึงเรื่องต่างๆ ที่ทำให้เกิดความรู้ความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ เสมอ แล้วจะหาทางเผยแพร่ให้ผู้อื่นรู้ด้วยต่อไป

หาเวลาพักผ่อนหย่อนใจบ้าง สร้างความสนุกสนานเบิกบานใจให้แก่ตัวเอง มีงานอดิเรกทำพอที่จะให้เพลิดเพลินใจ หาเวลาเดินทางท่องเที่ยว ไปงานเลี้ยงของญาติและเพื่อนๆ ไปมาหาสู่คนอื่นๆ จะได้พูดคุยสนทนากันวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องของโลก ได้คุยทบทวนถึงชีวิตแต่หนหลังที่เคยมีสุขมีทุกข์มา และไม่ควรพูดคุยกับเด็กอยู่ตลอดเวลา ถึงความแตกต่างของสมัยนี้กับสมัยก่อน อย่าพยายามเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบัน เพราะการพูดเปรียบเทียบอยู่ซ้ำๆ ซากๆ พวกเด็กๆ จะรำคาญ ไม่อยากฟัง

หากพูดผิดๆ หรือทำสิ่งใดผิดพลาดไปบ้าง ก็อย่าคิดว่าตัวเองอายุมากผ่านชีวิตมามาก เมื่อพูดหรือทำอะไรแล้วต้องถูกเสมอ พูดผิดทำผิดจะต้องได้คิดแก้ไข เด็กรุ่นใหม่อาจมีความรู้ ความฉลาดในเรื่องบางอย่างยิ่งกว่าเราก็ได้

หากแสดงอารมณ์หงุดหงิดเกรี้ยวกราดออกมา ควรใช้สติพิจารณาด้วยเหตุผลถึงการกระทำที่ผ่านมา เมื่ออารมณ์เหล่านั้นสิ้นไป และเตือนตัวเองเสมอว่าไม่บังควรเอาแต่อารมณ์ตัวเองอีกต่อไป







6 กันยายน พ.ศ. 2551 03:45:00

ไม่ตัองเสียใจ ไอคิว-อีคิวเด็กไทยปกติ

:นักจิตวิทยาระบุไอคิว อีคิว เด็กไทยอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ต้องปรับปรุงความคิดสร้างสรรค์ หนุนให้เล่นเกมแบบไทย เพราะสอนให้อดทน


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :  ในการสัมมนาผู้เชี่ยวชาญ เรื่อง การวิจัยการติดตามสภาวการณ์ไอคิวและอีคิวของเด็กไทย นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากการสำรวจระดับสติปัญญาของเด็กไทย ในกลุ่มอายุ 3-11 ปี จำนวน 7,391 ตัวอย่าง เมื่อปี 2550 พบว่าระดับสติปัญญาเฉลี่ยอยู่ที่ 103 ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์ปกติ และมีความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในเกณฑ์ปกติเช่นกัน แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่าค่าเฉลี่ยของด้านความคิดสร้างสรรค์ และความกระตือรือร้นของเด็กไทยมีน้อยลง แต่ยังไม่ถึงกับผิดปกติ แต่ควรมีการพัฒนาให้มากขึ้น และในอนาคตเตรียมจัดนักจิตวิทยาลงไปสำรวจไอคิวและอีคิวในพื้นที่เป็นรายจังหวัดเพื่อการพัฒนาให้ตรงจุด

นายอมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ กล่าวว่า จากการติดตามปัญหาไอคิวและอีคิวของเด็กไทย พบว่าครอบครัวมีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาส่งเสริมและสร้างไอคิว อีคิว ทั้งการกอด การกล่าวคำชม การเล่นกับลูก สร้างนิสัยรักการอ่าน การรับประทานอาหารเย็นร่วมกันโดยไม่ติดรายการโทรทัศน์ และการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยทำให้เกิดภูมิต้านทางในสภาวะสังคมที่มีความรุนแรง นอกจากนี้ยังพบว่า เด็กที่มีความเก่งด้านคณิตศาสตร์ ส่วนใหญ่จะมีทั้งไอคิวและอีคิวที่ดี ดังนั้น ทางโรงเรียนควรมีส่วนช่วยปลูกฝังในเรื่องนี้ และยังพบว่าเกมของไทย เช่น เกมเศรษฐี หมากรุก ล้วนแต่ช่วยเรื่องความอดทน ฝึกการผ่อนปรน และรู้จักวางแผน มีความคิดสร้างสรรค์ ดีกว่าการเล่นเกมต่อสู้ ทำร้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายคนดีหรือผู้ร้ายในเกม พ่อแม่หากไม่ทันเทคโนโลยีก็ต้องทำตัวเป็นเพื่อนลูกเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน

นายอมรวิชช์ กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความขัดแย้งกันในสังคมและมีการแบ่งฝ่าย พ่อแม่มีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยต้องไม่ปิดกั้นข่าวสารให้เด็กได้บริโภคข่าวสารที่สนใจและมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้อง และทำให้เกิดการจดจำแบบอย่างที่ดีที่ถูกที่ควร เพราะเด็กในปัจจุบันมีความสนใจเรื่องการเมือง และโรงเรียนควรสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องด้วย

ด้าน พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวฝากถึงพ่อแม่ และผู้ปกครอง ในการเสพข่าวสารสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงนี้ที่ความรุนแรงและขัดแย้งว่า อย่ามุ่งแต่การเสพข่าว ต้องแบ่งเวลาให้กับบุตรหลาน และหากในครอบครัวมีความคิดแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย อย่าโต้เถียงต่อหน้าบุตรหลาน เพราะจะทำให้เกิดความแตกแยกในครอบครัว ใช้เวลาพูดคุยกันให้มากที่สุด หากเป็นเด็กโตควรเปิดโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อสร้างความเข้าใจ และต้องไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2008, 03:28:50 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
jjj
Newbie
*
กระทู้: 14



« ตอบ #192 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2008, 08:07:29 PM »


สุสานเชิงดอย

16 ตุลาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

สุสานเชิงดอย


:เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ข่าว "เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี" เปิดตัว ได้สร้างความฮือฮาให้คนเชียงใหม่ไม่น้อย


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ใช้งบประมาณรัฐจำนวนมหาศาล และพิธีการใหญ่โต ตามมาติดๆ ด้วยข่าวคราวความต่อเนื่องที่ค่อนไปในทางลบมากกว่าบวก

โดยเฉพาะข่าวสัตว์ป่าตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่มีมาตลอดตั้งแต่เปิดดำเนินการ จนนักอนุรักษ์ที่เกาะติดสถานการณ์มาตลอดมองว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์

ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาการจัดการบริหารภายในเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีก็ถูกแฉว่ามี "เบื้องลึกเบื้องหลัง" ถึงขั้นได้รับการขนานนามว่า "แดนสนธยา"  และกำลังถูกสังคมตั้งคำถามหลายข้อหา ไม่ว่าจะเป็น การผลาญงบประมาณประเทศไปหลายพันล้านบาท แต่ถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ หรือแม้แต่ความเคลือบแคลงสงสัยของสาธารณชน เกี่ยวกับการรุกพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ 

ความตายที่ "ไม่ธรรมดา"

ข้อมูลในรายงานของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่จัดทำขึ้นเผยแพร่ในการประชุม คณะรัฐมนตรีสัญจร ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อต้นปี 2549 สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี  ปรากฏชัดว่ามีสัตว์ป่าล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ไล่เรียงตั้งแต่ นกแร้งหิมาลัย 1 ตัว ตายเพราะถูกวางยาสลบเกินขนาดที่นกจะทนได้ เช่นเดียวกับกวางผาอีก 2 ตัว  ส่วน นกกระเรียนหงอนฟู  12 ตัว  เหยี่ยวรุ้ง  2 ตัว และนกออก 1 ตัว ทั้งหมดตายเพราะถูกตัดปีก

นกกาบบัว 10 ตัว หงษ์ขาว 7 ตัว หงษ์ดำ 5 ตัว  นกเป็ดน้ำ 25 ตัว กับนกฟลามิงโก้ 5 ตัว ตายเพราะถูกตัดปีก แบล็คบัค 3 ตัว ขาหัก แต่ตายเพราะสาเหตุจากการรักษาของสัตวแพทย์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ  กวางซิการ์  1 ตัว และกวางรูซ่า  3 ตัว ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ 

วิลด์เดอร์บีสท์ 4 ตัว ชนกำแพงตายเพราะตื่นตระหนก ด้วยอาการเครียดจากเสียงรถยนต์   กวางป่า 2 ตัว ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ  ไฮยีน่าลายจุด 2 ตัว กัดกันเองจนบาดเจ็บ แต่ตายด้วยสาเหตุจากการรักษาที่ไม่มีประสิทธิภาพของสัตวแพทย์ประจำเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี  นกอีมู  2 ตัว ระหว่างการขนย้ายสัตว์เกิดอาการตื่นกลัว เครียดจนช็อคตาย  นกกระจอกเทศ 2 ตัว ระหว่างการขนย้ายสัตว์เกิดอาการตื่นกลัว เครียด และช็อคตายเช่นกัน

แกรนกาเซล 15 ตัว เมื่อเดินทางมาถึงไม่ได้พัก ทั้งที่มีกรงกัก แต่ปล่อยในส่วนแสดงสัตว์ จึงวิ่งชนกันตาย  หมาป่าดิงโก้ ตายระหว่างการขนส่ง ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน   วัลลาบี้ ตายระหว่างการขนส่ง ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน

โดยสรุป ระยะเวลาแค่ 1 ปีเศษ มีสัตว์บาดเจ็บล้มตายไปทั้งหมดเป็นอย่างน้อย 21 ชนิด เป็นจำนวนกว่า 104 ตัว

ต่อมายังมีสัตว์ป่าทะยอยตายอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ยีราฟเพศเมียชื่อ "น้ำผึ้ง" พร้อมลูกยีราฟ ที่ขอซื้อมาจากสวนสัตว์เชียงใหม่  ช้าง 2 เชือก คือ "พังจอย" ช้างเพศเมีย อายุ 12 ปี กับ "พังคุณยาย" ช้างเพศเมียอายุประมาณ 60 ปี ที่สาเหตุการตายคือไม่ยอมกินอาหารและท้องอืด  ต่อมาเป็นคิวของลูกเสือขาวเพศผู้ อายุประมาณ 1 - 2 เดือน เป็น 1 ใน 3 ตัว ของลูกเสือขาวที่เกิดจากเสือขาวเพศผู้และเพศเมียซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกฯมอบให้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีดูแล และผู้บริหารเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี จัดประกวดตั้งชื่ออย่างครึกโครม

ล่าสุดในเดือนกันยายน 2551 ที่ผ่านมา มีข่าวม้าลาย 5 ตัวตายโดยไม่ทราบสาเหตุและกว่าจะมีข่าวออกมาก็ผ่านไปหลายวันแล้ว

ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น "สุสานสัตว์" นั้น  ดร.อุปถัมป์ ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ผู้อำนวยการ สำนักบริหารเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี  ชี้แจงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ปัญหาการล้มตายของสัตว์ สวนสัตว์ไม่มีความจำเป็นต้องบอกว่าตายเมื่อไหร่  เพราะแต่ละวันสวนสัตว์ทุกแห่งรวมถึงไนท์ซาฟารีย่อมมีสัตว์เกิดและตายเป็นเรื่องปกติ  ซึ่งเรื่องนี้ทางไนท์ซาฟารีคงไม่มีความจำเป็นต้องเปิดแถลงข่าวใด ๆ

"สำหรับข้อมูลขององค์กรเอกชนที่ระบุว่าตั้งแต่เปิดไนท์ซาฟารีมามีสัตว์ล้มตายไปเป็นจำนวนมากกว่า 200 ตัวนั้น ต้องไปถามกับฝ่ายดูแลสัตว์ หรือสำนักจัดการสัตว์เพราะมีบันทึกไว้ชัดเจน ซึ่งไนท์ซาฟารีมีการแบ่งส่วนบริหารกันชัดเจน ไม่สามารถก้าวก่ายงานกัน"

ขณะที่ ปรีชา รัตนาภรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายดูแลสัตว์ บอกเพียงสั้นๆ ว่า "ไม่มีข้อมูลชี้แจง"

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้รับงบอุดหนุนจากภาครัฐปีละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท โดยปี 2549 ได้งบ 130 ล้านบาท ปี 2550 ได้งบ 100 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่าจ้างพนักงานเดือนละ 3 ล้านบาท ขณะที่รายได้ในห้วง 2 ปีระหว่าง 2549 - 2550 รวมกันได้เพียง 140 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2551 นี้ ถูกตัดงบประมาณจาก องค์การบริหารพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เหลือเพียง 33.21 ล้านบาทเท่านั้น

ดร.อุปถัมภ์ เคยให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้ว่า ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน รายได้ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์การท่องเที่ยวตามฤดูกาล แต่โดยเฉลี่ยในแต่ละเดือนมีรายได้ประมาณ 3 ล้านบาท  ซึ่งยังไม่เพียงพอเพราะปี 2551 เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีถูกตัดงบประมาณไปกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ โดยรัฐบาลให้นำรายได้มาใช้ในการบริหารจัดการแทน ส่งผลให้โครงการลงทุนต่างๆ ถูกชะลอออกไป 

ส่วนการบริหารจัดการในปัจจุบัน หลังรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พ้นอำนาจ แผนโอนย้ายเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีให้ไปอยู่ในความดูแลของสวนสัตว์เชียงใหม่ก็ถูกล้มเลิกไป เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีจึงยังอยู่ในความดูแลของ อพท. เหมือนเดิม

หรือบริหารล้มเหลว

มองในด้านการบริหารจัดการมาถึงบัดนี้ นิคม พุทธา  ผู้ประสานงานมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าไทย ยอมรับว่าการบริหารจัดการของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีล้มเหลว จึงอยากตั้งคำถามกับผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องที่เคยบอกว่าเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีจะไม่มีทางล้มเหลว

"เพราะถ้าล้มเหลว ก็พร้อมจะออกมารับผิดชอบและยอมรับ ถือเป็นคำถามที่ท้าทายจากผู้ที่เคยออกมาการันตีว่าจะกล้าออกมายอมรับความผิดพลาดและล้มเหลวที่เกิดขึ้นหรือเปล่า" นิคม ทวงถาม

ประเด็นสำคัญที่ทำให้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ถูกจับตามองและถูกตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของโครงการ นิคมชี้ว่า เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีไม่ได้ทำเพื่อการอนุรักษ์จริง แต่กลับนำสัตว์ป่ามาเป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยว ในฐานะเครื่องมือทางธุรกิจ

"แม้จะป่าวประกาศอยู่เสมอว่าทำเพื่อการอนุรักษ์ การศึกษาและการพักผ่อนหย่อนใจ แต่ไม่เป็นความจริงเลย เราเคยคัดค้านการท่องเที่ยวโดยใช้สัตว์ป่าเป็นแม่เหล็กดึงดูด แต่ยังมีความพยายามดันทุรังดึงสัตว์ป่ามาใช้เป็นเครื่องมือจนล้มเหลว"

ประเด็นต่อมา ต้องยอมรับว่าผู้ที่เข้ามาบริหารเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีไม่มีความรู้ความสามารถในการบริหารเชิงธุรกิจ  ไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการ โดยเฉพาะการพัฒนาธุรกิจการท่องเที่ยว  และยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวมากขึ้นเมื่อมีสัตว์ป่าทะยอยล้มตายไปเป็นจำนวนมาก

นิคม ยังชี้ให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลา 3 - 4 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่กลุ่มนักอนุรักษ์ออกมาคัดค้าน ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ผ่านข่าวต่างๆ ที่ทยอยออกสู่สาธารณะ ทั้งการนำสัตว์ป่ามาเป็นเครื่องมือจนทำให้สัตว์ล้มตายเป็นจำนวนมาก  ชาวบ้านและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงไม่ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารียังขาดทุนทุกปีจนรัฐบาลต้องให้เงินอุดหนุน

โดยเฉพาะประเด็นสัตว์ตายโดยไม่ทราบสาเหตุนั้น หลายฝ่ายพูดถึง "อาหารสัตว์" ที่ไม่ได้มาตรฐานและเต็มไปด้วยสารเคมี

เรื่องนี้ ดี จันทคลักษณ์  กำนันตำบลแม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในฐานะประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตอาหารสัตว์ 3 ตำบล (ต.แม่เหียะ ต.สุเทพ อ.เมือง และต.หนองควาย อ.หางดง) ออกมาชี้แจงทันทีว่า ชาวบ้าน 3 ตำบลรวมกลุ่มกันลงทุนในกลุ่มหุ้นละ 100 บาท รวมจำนวนสมาชิก 450 ครัวเรือน ผลิตอาหารสัตว์ส่งให้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีมาตั้งแต่ปี 2548 แต่ภายในเดือนตุลาคม 2551 นี้ กำลังถูกจะยกเลิกสัญญารับซื้ออาหารสัตว์  โดยผู้บริหารฯ นำปัญหาสัตว์ป่าตายมาเป็นข้ออ้างว่าเป็นเพราะอาหารที่ชาวบ้านส่งให้

"ผมยืนยันว่าอาหารสัตว์ที่ผลิต โดยเฉพาะหญ้าบาน่า มีคุณภาพปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี มีเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยพืชอาหารสัตว์ลำปางมาตรวจสอบทุกสัปดาห์  สาเหตุที่สัตว์ป่าตายเป็นเพราะการบริหารจัดการที่ไม่มีคุณภาพ เจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์ไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ เมื่อนำอาหารไปส่งจะโยนให้ทั้งหมดโดยไม่ทะยอยให้"

ในช่วงที่ผ่านมาผู้บริหารเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีใช้มาตรการไม่ยอมลงนามรับอาหารสัตว์จากวิสาหกิจชุมชน แต่ในทางปฎิบัติ เจ้าหน้าที่ระดับล่างลงไปกลับรับอาหารทั้งหมดไปให้สัตว์กิน จนถึงปัจจุบันเชียงใหม่ไนท์ซาฟารียังติดค้างเงินค่าอาหารกับกลุ่มวิสาหกิจกว่า 1 ล้านบาท ทำให้กลุ่มประสบปัญหาไม่มีเงินทุนหมุนเวียนจนขาดสภาพคล่อง แต่ทราบว่าหลังยกเลิกสัญญากับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้บริหารฯ จะปรับเปลี่ยนนำเอกชนเข้ามาดำเนินการผลิตอาหารสัตว์ส่งให้แทน

"ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากความขัดแย้งภายในเรื่องการบริหาร  หากผู้บริหารเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีไม่ยอมออกมาพูดความจริงกับสาธารณชน  การกีดกันชาวบ้านออกไปไม่ให้มีส่วนรวมเป็นเรื่องผลประโยชน์  ถ้ายังบริหารแบบนี้อีกเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีคงอยู่ไม่ได้และมีปัญหาตามมาไม่หยุด"

ด้าน ดร.อุปถัมป์ ออกมาสรุปปัญหานี้ว่า ส่วนตัวแล้วตนเองไม่ได้ดูแลเรื่องอาหารสัตว์จึงไม่ทราบข้อมูล แต่ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่มารับตำแหน่งก็ไม่ได้ยกเลิกการรับอาหารสัตว์จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแต่อย่างใด

ยุ่งๆ อีรุงตุงนัง

อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารรายหนึ่งของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เผยว่า การบริหารภายในมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์และความขัดแย้งมาก  ผู้บริหารไม่มีอำนาจสั่งการหรือสั่งการแล้วไม่มีการปฎิบัติตาม  ส่วนเจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์ไม่มีความรู้ความชำนาญเพียงพอทำให้การดูแลสัตว์ไม่ดีเท่าที่ควร  ทำให้สัตว์ป่าที่อยู่ภายในที่มีมากกว่า 1,000 - 2,000 ตัวทะยอยล้มตายลงอย่างต่อเนื่อง

"แรกเริ่มที่เข้ามาทำงานผมตั้งใจจะสร้างเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีให้เป็นสวนสัตว์กลางคืนที่ดีที่สุด เป็นสถานที่อนุรักษ์ แหล่งเรียนรู้ชีวิตสัตว์ป่า แต่เมื่อมีเรื่องผลประโยชน์และความขัดแย้งภายในเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีข่าวในแง่ลบออกไปแทบทุกวัน ทำให้คนที่ตั้งใจทำงานหลายคนรวมทั้งผมต้องตัดสินใจลาออกและตั้งใจจะไม่กลับเข้าไปอีก" อดีตเจ้าหน้าที่ฯตัดพ้อ

ในฐานะยอดพีรามิดของเรื่องนี้ทั้งหมด แม้จะไม่เกี่ยวโดยตรงแต่ โสภณ ดำนุ้ย ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (อสส.)ก็ให้สัมภาษณ์ในเรื่องราววุ่นๆ นี้ว่า สุดท้ายแล้วเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีน่าจะกลับมาควบรวมและอยู่ในความดูแลขององค์การสวนสัตว์ 

"เชื่อเถอะว่า อะไรก็ตามที่ต่างคนต่างทำ มันจะไปไม่รอด" ทรรศนะจาก ผอ.อสส. สดๆ ร้อนๆ ต่อเรื่องนี้

จะอยู่ที่ไหนหรือภาคส่วนใด ก็ไม่สำคัญเท่ากับ การทำให้สัตว์ไม่ต้องเดินเข้าสู่สุสาน...ไหนๆ ก็เอาเขาออกมาจากบ้านแล้ว
 

เรื่อง : จันจิรา จารุศุภวัฒน์
บันทึกการเข้า
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #193 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2008, 08:51:51 PM »



15 กันยายน พ.ศ. 2551 01:00:00

อร่อยได้ ไม่อ้วน

:เชื่อไหมว่า คนไทยทุกคนสามารถหลีกหนี ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน โดยยังสามารถกินได้กินดี


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : โดยไม่ขัดกับการใช้ชีวิตประจำวัน และยังมีความสุขกับการกินได้ 

ปกติแล้ว เวลารู้สึกว่ากางเกง กระโปรงเริ่มคับ มาตรการควบคุมน้ำหนักที่นิยมนำมาใช้ลดไขมันคือ ลดปริมาณอาหาร แต่ รศ. ดร. ปรียา ลีฬหกุล

นักโภชนาการจากสำนักงานวิจัยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มีข้อคิดที่ดีกว่านั้น ที่สำคัญ กินได้เท่าที่อยากกิน แต่ต้องหมั่นใช้พลังงานออกไปด้วย ไม่ใช่ "กินแล้วนอน พักผ่อนกายา"

“น้ำหนักของคนเราจะอยู่ในเกณฑ์ปกติได้ เมื่อพลังงานที่ได้รับจากอาหารสมดุลกับพลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน” นักโภชนการจากมหาวิทยาลัยมหิดลแนะนำ

สิ่งที่ รศ. ดร. ปรียา ผู้มีประสบการณ์การทำงานด้านการป้องกันและรักษาโรคด้วยอาหารกว่า 20 ปี ต้องการจะสื่อออกไปก็คือ เมื่อพลังงานสมดุลก็จะไม่เหลือเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมัน สุดท้ายก็ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะอ้วนเกินหน้าเกินตาเพื่อนฝูง

“ความสมดุลของพลังงานนั้นเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน และปัญหาสุขภาพที่จะตามมา ส่วนประกอบของอาหารที่เราบริโภคเข้าไปมีผลต่อการสะสมของพลังงานในร่างกาย”

นักโภชนาการกล่าวยังเน้นด้วยว่า พลังงานจากการรับประทานอาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย รวมถึงความสำคัญของการรับประทานอาหารอย่างสมดุลที่ช่วยให้เรามีความสุขและมีสุขภาพแข็งแรง และนี่คือเหตุผลสำคัญว่า ทำไมการลดความอ้วนโดยจำกัดอาหารจึงไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม

เรียกว่า ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้แล้วไม่ต้องไปหาซื้อคู่มือสำหรับลดน้ำหนักมาปฏิบัติ เพราะหนังสือพวกนี้มักแนะนำให้ลดทั้งไขมันและน้ำตาลซึ่งค่อนข้างทำได้ยาก ดังนั้น การกินน้ำตาลบ้างร่วมกับอาหารไขมันต่ำจะทำให้อาหารนั้นยังอร่อยอยู่ และง่ายต่อการปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ ผลงานวิจัยที่ได้ศึกษาพบว่าการกินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลจะให้ความรู้สึกอิ่มและลดความอยากอาหารได้ดี ขณะที่การกินอาหารพลังงานสูงๆ โดยเฉพาะที่มาจากไขมัน รวมทั้งการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวมาก เช่น นั่งทำงานอยู่ตลอด เป็นสองปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน”

ในการประชุมทางวิชาการเรื่อง “กลยุทธ์การสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านฉลากและการกล่าวอ้างทางโภชนาการ”จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข และ สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) เมื่อเร็วๆ นี้ ยังมีรายงานวิจัยเปิดเผยข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่อง กินๆ อ้วนๆ อีก

ยกตัวอย่าง งานวิจัยของ พญ. แสงโสม สินาวัฒน์ ที่พบว่า ร้อยละ 31.5 ของคนไทยในวัยทำงาน อายุ 15 - 59 ปี มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนและวัยสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พบร้อยละ 23.8

งานศึกษาของ ผศ. ดร. นิภา โรจน์รุ่งวศินกุล สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาสัดส่วนพลังงานจากอาหารที่คนไทยใน  วัย 6 ปี ถึง 65 ปีขึ้นไป ได้รับในแต่ละวันพบว่า คนไทยอายุระหว่าง 20 ปี ถึง 64 ปี โดยเฉลี่ยปัจจุบันในแต่ละวันได้รับพลังงานจากอาหารประเภทต่างๆ เป็นสัดส่วนดังนี้

คนไทยบริโภคพลังงานส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 63.4 จากคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในรูปของข้าวและผลิตภัณฑ์จากธัญพืช บวกกับพลังงานร้อยละ 2.1 ที่ได้มาจากน้ำตาลทราย นอกจากนี้ยังมีพลังงานส่วนน้อยที่มาจากคาร์โบไฮเดรตในเครื่องดื่ม (1.4%) และผลไม้ (1.1%) 

เมื่อรวมแล้วพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตที่คนไทยบริโภคในแต่ละวันคิดเป็นร้อยละ 66.9 ดังนั้น สาเหตุของภาวะอ้วนในวัยทำงานคือ การกินอาหารประเภทที่ให้สารอาหารคาร์โบไฮเดรต (อาหารประเภทข้าวและผลิตภัณฑ์จากธัญพืช) มากเกินไป

โดยปกติ พลังงานโดยรวมจากสารอาหารคาร์โบไฮเดรตในแต่ละวันควรได้รับประมาณร้อยละ 45-65 ของพลังงานทั้งหมด ร้อยละ 15 ควรจะได้มาจากน้ำตาลที่มีอยู่โดยธรรมชาติในอาหาร  และไม่เกินร้อยละ 10 มาจากน้ำตาลที่เติมในอาหารและน้ำตาลในเครื่องดื่ม

ดังนั้น หากต้องการแก้ปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนควรลดปริมาณการกินอาหารประเภทข้าวและธัญพืชลง  พร้อมกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เช่น การออกกำลังกายแบบง่ายๆ คือ เดินอย่างต่อเนื่อง 30 นาทีทุกวัน ก็จะช่วยการสลายไขมันที่สะสมในร่างกายได้ดี   






15 กันยายน พ.ศ. 2551 08:04:00

ป่วยให้สนุก

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่คนเรามักมีโรคบางอย่างเสมอ


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : รอบรู้สุขภาพ : น.พ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพแวดล้อม และสภาพสังคมในปัจจุบันเป็นสภาวะที่ก่อโรคได้ง่ายมาก ควันพิษ น้ำพิษ สังคมแออัด เศรษฐกิจตกตลอด คนเราไม่ป่วยด้วยโรคหนึ่ง ก็ต้องป่วยด้วยอีกโรคหนึ่ง

กล่าวเฉพาะเรื่องมะเร็ง การแพทย์ปัจจุบันทราบสาเหตุของการเกิดมะเร็งหลายชนิดแล้ว และมะเร็งบางชนิดสามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรมด้วย พบว่าสภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญมากในการก่อมะเร็ง

สมมติฐานหนึ่ง กล่าวว่า เซลล์มะเร็งเกิดจากสเต็มเซลล์ที่พัฒนาไร้ทิศทาง การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่ทำๆ กันอยู่ในปัจจุบันนั้น บางครั้งก็ทำให้เกิดมะเร็งได้ด้วย โดยทั่วไป คนเรามียีนที่คอยยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็ง แต่สภาพแวดล้อมบางอย่างสามารถยับยั้งไม่ให้ยีนตัวนี้ทำงาน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ มะเร็งเริ่มต้นเจริญเติบโต ในสภาพแวดล้อมบางอย่างนั้น ได้แก่ ควันบุหรี่ สารปรอท ยาฆ่าแมลง เป็นต้น กระบวนการยับยั้งยีนนี้ เรียกว่า DNA Methylation เป็นปรากฏการณ์ที่พิสูจน์ว่า สภาพแวดล้อมมีอิทธิพลเหนือพันธุกรรม ซึ่งเรียกว่า Epigenetics

เมื่อมะเร็งเกิดขึ้นผู้ป่วยมักคิดถึงความตายเป็นอย่างแรกๆ ย้อนหลังไปในปี 1950-1960 การแจ้งข่าวมะเร็งเท่ากับแจ้งข่าวความตาย นายแพทย์สมัยก่อนไม่แจ้งข่าวมะเร็งให้แก่ผู้ป่วย ญาติส่วนใหญ่ก็ไม่ยินยอมให้คุณหมอแจ้งข่าวมะเร็งแก่ผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

ไม่เพียงทัศนคติที่มีต่อมะเร็งจะเป็นแง่ลบ ทัศนคติที่มีต่อภาวะทางจิตเวชใดๆ ก็เป็นลบด้วย ลบต่อลบพบกันยิ่งทำให้มะเร็งกลายเป็นเรื่องต้องห้าม กล่าวคือ คนส่วนใหญ่รวมทั้งแพทย์และญาติได้เชื่อไปก่อนแล้วว่า พลันที่แจ้งข่าวมะเร็ง อย่างไรผู้ป่วยก็ต้องหมดหวัง และมีปัญหาทางจิตใจหรือปัญหาทางอารมณ์อย่างแน่นอน

เมื่อเวลาผ่านไป ประมาณปี 1970 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ขบวนการสิทธิพลเมืองเฟื่องฟูทั่วโลก รวมทั้งสิทธิผู้บริโภคและสิทธิสตรี เมื่อสงครามเวียดนามจบลงพลเมืองในโลกเสรีเรียกร้องความโปร่งใสในทุกเรื่อง รวมทั้งสิทธิที่จะรู้ข้อมูลความเจ็บป่วยอย่างชัดแจ้ง มะเร็งกลายเป็นประเด็นหนึ่งที่ได้รับการพัฒนา กล่าวคือ ได้เกิดการแพทย์สาขาใหม่ ที่เรียกว่า Psycho-oncology ซึ่งทำการศึกษาและวิจัยสภาวะทางจิตใจที่เกี่ยวพันกับการเกิด การดำเนินโรค การปรับตัว และการรักษามะเร็ง

แพทย์รุ่นใหม่ๆ เรียนรู้วิธีแจ้งข่าวมะเร็ง ญาติและผู้ป่วยค่อยๆ เรียนรู้ และพัฒนาการปรับตัวเข้ากับมะเร็ง มีวิธีปรับตัวมากมายให้ผู้ป่วยเลือกใช้ มีประเด็นมากมายให้นายแพทย์เลือกที่จะพูดคุย เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องชีวิตหลังความตาย

การสอบถามผู้ป่วยมะเร็งเรื่องตายแล้วไปไหนเท่ากับกระตุ้นให้ผู้ป่วยได้ไตร่ตรองว่า ตนเองคิดว่าตายแล้วไปไหน ตนเองเชื่ออย่างไร ความคิดและความเชื่อของผู้ป่วยจะกำหนดวิธีปรับตัวของผู้ป่วยโดยอัตโนมัติ

อาทิเช่น คนที่ไม่เชื่อเรื่องชาติหน้าอาจจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้สนุก ส่วนคนที่เชื่อเรื่องชาติหน้าอาจจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่บำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น แม้กระทั่งไปทำงานอาสาสมัครเต็มรูปแบบ

ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าเราป่วยด้วยโรคอะไร ประเด็นที่แท้แล้วคือโรคที่เราเป็นอยู่นั้นกระทบต่อชีวิตของเราอย่างไร หรืออาจจะพูดได้ว่าเราจะอนุญาตให้โรคที่เราเป็นนั้นกระทบชีวิตของเราอย่างไร






14 กันยายน พ.ศ. 2551 00:34:00

ทำอย่างไรเมื่อปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ

:โรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน เป็นได้อย่างไร


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เกิดจากกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวบ่อยและเร็วกว่าปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ (มากกว่า 8 ครั้งต่อวัน รวมทั้งต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะ ตอนกลางคืนบ่อยๆ จนรบกวนการนอนหลับปกติ) เวลาปวดปัสสาวะ จะรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างรุนแรง และต้องรีบเข้าห้องน้ำอย่างเร่งด่วน เพราะทนกลั้นปัสสาวะไม่ได้ และน้อยครั้งที่จะกลั้นอยู่ อาจมีปัสสาวะ เล็ดราด เนื่องจากไม่สามารถทนกลั้นปัสสาวะได้ จากการรีบด่วนนั้น ภาวะนี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดความรำคาญ ไม่กล้าเข้าสังคม มีผลต่อความสะอาดของบริเวณช่องคลอด และขาหนีบ ผู้ป่วยจะไม่อยาก ไปไหน เนื่องจากไม่มั่นใจว่า จะมีห้องน้ำอยู่ใกล้ๆ บริเวณที่จะไปหรือไม่

อะไรคือสาเหตุ

สาเหตุส่วนใหญ่ของสภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกินยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าเกิดจากระบบประสาทที่บริเวณกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ ผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อบีบตัวบ่อยและไวกว่ากำหนด โดยที่ยังมีปริมาณปัสสาวะไม่มากพอที่จะทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะ สาเหตุอีกส่วนหนึ่ง คือ พบร่วมกับภาวะการอักเสบ ติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ ภาวะหมดประจำเดือนและโรคทางระบบประสาทบางชนิด

สตรีวัยไหน

อาจพบได้ในสตรีทุกช่วงอายุ แต่อุบัติการจะพบมากในช่วงอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป โรคนี้ไม่ได้เกิดเนื่องจากการที่มีอายุเพิ่มขึ้น ทางการแพทย์ถือว่าเป็นความผิดปกติอย่างหนึ่งและเป็นภาวะที่รักษาได้

รักษาได้อย่างไร

1. การควบคุมปริมาณน้ำที่รับประทาน ให้รับประทานน้ำตามปกติ ไม่ให้ทานมากเกินไป เพราะจะทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย ในกรณีที่ผู้ป่วยทานยาขับปัสสาวะอยู่นั้น อาจให้ปรับเวลาทานยาขับปัสสาวะใหม่ให้เหมาะสม รวมทั้งควบคุมอาหารปริมาณน้ำ และสารบางอย่าง ที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะด้วย เช่น ชา, กาแฟ 
     
2. ใช้ยาควบคุมการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ยาที่เป็นยาหลักในการรักษาคือ ยาในกลุ่ม Anticholinergic จะออกฤทธิ์คลายการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ลดการบีบตัวที่ไวเกินปกติ ของกระเพาะปัสสาวะ การใช้ยาจะต้องมีการปรับขนาดยา ให้เหมาะต่อผู้ป่วยแต่ละราย  ยาในกลุ่มนี้มีหลายชนิด ต่างกันที่ราคา และผลข้างเคียงของยา 
     
3. การฝึกกระเพาะปัสสาวะ โดยการฝึกควบคุมระบบประสาท ที่ควบคุมการบีบตัว ของกระเพาะปัสสาวะ   เป็นการฝึกเพิ่มช่วงระยะเวลา ของการเข้าห้องน้ำให้ห่างออกไป เช่น จากเดิมต้องเข้าทุกๆ 1 ชั่วโมงให้เพิ่มเป็น 1 ชั่วโมงครึ่งและ เพิ่มเป็น 2 ชั่วโมงตามลำดับ เป็นการฝึกให้กระเพาะปัสสาวะ เก็บปัสสาวะให้มากพอ โดยไม่มีอาการบีบตัวไวกว่าปกติ เป็นการฝึกกกลั้นปัสสาวะ โดยฝึกที่ระบบประสาทส่วนกลาง (สมอง) ซึ่งส่งสัญญาณควบคุม ความรู้สึกปวดปัสสาวะ ให้ยืดยาวออกไป ผู้ป่วยควรขมิบช่องคลอดร่วมด้วย ซึ่งจะลดอาการอยากถ่ายปัสสาวะลง     

4. การใช้ไฟฟ้ากระตุ้นที่เส้นประสาทบริเวณก้นกบ (Sacral nerve stimulation)  การใช้ไฟฟ้ากระตุ้น ที่เส้นประสาทบริเวณก้นกบ จะช่วยลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ลงการรักษาโดดยวิธีนี้ ต้องมีการผ่าตัดฝังตัว กระตุ้นสัญญาณไฟฟ้าที่หน้าท้อง และกระดูกก้นกบด้วย (Sacral bone) และต้องมีการทดสอบในช่วงแรกว่าได้ผล จึงผ่าตัดฝังเครื่องชนิดถาวร (อยู่ได้ 5 ปี) การรักษาวิธีนี้ มีราคาแพง และยังอยู่ในระหว่างการวิจัย     

5. การผ่าตัด มีการผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะ บางส่วน หรืออาจนำลำไส้เล็กบางส่วน มาเย็บต่อกับกระเพาะปัสสาวะ เพื่อทำให้การบีบตัวไม่มีผลทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย การผ่าตัดมีผลแทรกซ้อนมาก และนิยมทำในรายที่รักษา โดยการใช้ยาแล้วไม่ได้ผล         

6. วิธีการอื่นๆ เช่นการใช้ยาหรือสารบางชนิด เช่น Capsaicin ใส่ไปในกระเพาะปัสสาวะซึ่งยัง อยู่ในระหว่างทดลอง   







13 กันยายน พ.ศ. 2551 01:00:00

สายตาเด็ก ควรใส่ใจดูแล

:ตาของเด็กเป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการดูแลก็เช่นเดียวกันกับอวัยวะอื่นๆ


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หลักใหญ่ๆ ก็คือ ทำให้ร่างกายแข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ พักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ การจัดสถานที่อ่านหนังสือ หรือทำงาน ให้แสงสว่างเพียงพอสำหรับสายตา จะช่วยให้ช่วยถนอมสายตาได้วิธีหนึ่ง และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเกิดเป็นอันตรายต่อเด็ก โดยเฉพาะของเล่นที่มีความแหลมคม เช่น ฉมวก เบ็ด หรือเล่นหนังยาง ซึ่งอาจพุ่งมากระทบตา อาจทำให้ตาบอดได้

ในบ้านเราเด็กส่วนมากขาดโอกาสที่จะได้ตรวจสุขภาพตาก่อนเข้าเรียน พ่อแม่หลายคนพาลูกมาตรวจตาเมื่อเข้าเรียนไปแล้ว โรคตาในเด็กส่วนใหญ่ ถ้าพามารักษาช้า มักจะทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะเด็กที่มีสายตาเลือนลาง อาจจะทำให้ตาบอดได้ในที่สุด

หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขเล็งเห็นความสำคัญของการตรวจตาในเด็กก่อนวัยเรียน ในช่วงอายุ 3-5 ปี จึงจัดโปรแกรมการตรวจสุขภาพตาแก่เด็กเล็ก พ่อแม่ควรนำลูกไปตรวจตามโรงพยาบาลที่มีศูนย์จักษุอยู่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การพาเด็กมาตรวจตามอายุสำคัญมาก ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญที่จะตรวจการมองเห็นในเด็กเล็กๆ เด็กที่ได้รับการตรวจสุขภาพตา ส่วนมากจะได้รับการตรวจในโรงเรียนเท่านั้น

โรคตาในเด็กเล็ก

เด็กเล็กๆ ส่วนใหญ่มักเป็นโรคทางกล้ามเนื้อตา เช่น ตาเขเข้า โรคตาขี้เกียจ โดยพบในวัยก่อนวัยเรียน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ควรใส่ใจ โดยก่อนอายุ 5 ปี ควรพาลูกไปพบจักษุแพทย์ พ่อแม่ควรมีแนวทางการดูแลสุขภาพตาของลูกด้วยตนเองไว้บ้าง ช่วงอายุที่ควรจะพาลูกไปพบจักษุแพทย์อาจแบ่งได้เป็น 3 ระยะ โดยทั่วไปโอกาสที่จะเกิดโรคตาในกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียนมี 3 ช่วงเวลา ได้แก่ อายุแรกเกิด-6 เดือน อายุ 1-3 ปี และอายุ 3-5 ปี

อายุแรกเกิด- 6 เดือน

ถ้าพ่อแม่สังเกตเห็นลูกมีตาเขเข้าในหัวตาอย่างชัดเจน หรือคิดว่าตาดำมีลักษณะผิดสังเกต เช่น ตาดำสองข้างไม่เท่ากัน ควรพาลูกไปตรวจ เพื่อที่จะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องว่า ตาเขที่สังเกตเห็นเป็นตาเขปลอม หรือตาเขจริงที่ต้องแก้ไข ที่สำคัญคือไม่ควรปล่อยไว้จนลูกโตเกินไป การสื่อสารกับเด็กวัยทารกไม่มีผลต่อผลการตรวจของจักษุแพทย์ เนื่องจากปัจจุบันสามารถใช้เทคนิคต่างๆ ในการตรวจประสาทตา และการตรวจสายตาอื่นๆ มาประกอบกัน ซึ่งจะทำให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง

อายุ 1-3 ปี

ถ้าพ่อแม่สังเกตเห็นลูกมีตาดำเขเข้าในหัวตาเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะเวลาดูอะไรใกล้ ๆ ในช่วงอายุ 2-3 ปี ควรรีบพาลูกมาพบจักษุแพทย์ทันที ไม่ควรปล่อยไว้ พ่อแม่บางคน เมื่อลูกไม่บ่นว่าเจ็บปวด ก็ละเลย ไม่รีบพาไปหาหมอ เพราะรู้สึกว่าแค่ดูไม่สวยงามเท่านั้น คงไม่มีอันตรายอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ถูกต้อง

ในบางรายถ้าพาลูกมาตรวจช้าเกินไป ก็อาจมีปัญหาเรื่องการมองเห็นและกลายเป็นโรคตาขี้เกียจได้ คือมีสายตามัวไปข้างเดียว โดยตรวจไม่พบโรคตาอื่น ๆ ใส่แว่นแก้ ก็ไม่ทำให้ระดับสายตาดีขึ้น นอกจากต้องกระตุ้นสายตาด้วยการปิดตาข้างดีเพียงอย่างเดียว การรักษาต้องใช้เวลานานขึ้น อาจจะเป็นปี สาเหตุก็เนื่องมาจากการปล่อยให้ตาเขเข้าในตาข้างใดข้างหนึ่งนาน ๆ จนเด็กไม่มีพัฒนาการด้านการใช้สายตาสองข้างทำงานร่วมกัน เด็กจะมีปัญหาในการดูภาพแบบคนปกติ ไม่สามารถดูภาพสามมิติได้ ทำให้การรักษาต้องใช้เวลาเนิ่นนานต่อไปอีก

อายุ 3-5 ปี

ถ้าพ่อแม่สังเกตเห็นเด็กตาดำเขเข้าหรือเขออกเป็นครั้งคราวเวลาเด็กเผลอตัว เวลาดูทีวี หรือเข้าไปดูทีวีในระยะใกล้เกินไป พ่อแม่ควรจะพาลูกไปตรวจตา เพราะอาจมีความผิดปกติของสายตาเกิดขึ้นได้ จึงต้องหาสาเหตุกันต่อไป

วิธีสังเกตความผิดปกติของตาลูก

สังเกตดูรูปหน้าเปรียบเทียบกันว่าสมดุลกันดีหรือไม่ ด้านซ้ายด้านขวาแตกต่างกันหรือไม่

ตาดำสองข้าง มีขนาดเท่ากันหรือไม่รูปตาข้างใดโตกว่าหรือเล็กกว่ากัน

เมื่อลืมตาเต็มที่ หนังตาเปิดกว้างเท่ากันหรือไม่ บางคนหนังตาตกข้างเดียว ทำให้มีอุปสรรคต่อการมองเห็น

มีสีขาวขุ่นอยู่ตรงกลางโดยไม่ทราบสาเหตุ

น้ำตาไหลเอ่อตาอยู่เสมอ

ขยี้ตาอยู่บ่อย ๆ ตาขาวไม่ขาว มีสีแดงเรื่อ ๆ

เวลามองแสงจ้าจะหรี่ตาข้างใดข้างหนึ่งเป็นประจำ หรือเงยหน้าดูจึงจะเห็นชัด

ลูกตาควรใสสะอาด ไม่ควรมีขี้ตา ลูกตาดำทั้งสองข้างไม่ควรมีสีขุ่นขาว ต้องดูใส

ลูกตาดำมีลักษณะเขเข้าและดูแวววาว คล้ายตาแมวในเวลากลางคืน

ลูกตาดำเขเข้าหรือเขออก เป็นบางครั้ง หรือเห็นว่าเขตลอดเวลา

เห็นภาพสองภาพ ปวดศีรษะ ตามัว ตาดำสั่นอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถควบคุมการสั่นของลูกตาดำได้ มีพัฒนาการทางร่างกายช้า ไม่สัมพันธ์กับการมองเห็น เช่น เด็กอายุ 3-4 เดือน ควรจะมองหน้าและประสานสายตากับแม่ได้ สามารถแสดงกิริยายิ้ม โต้ตอบเมื่อมีอารมณ์พอใจ

คลอดก่อนกำหนด

เด็กที่คลอดก่อนกำหนดควรจะพบกับจักษุแพทย์ตามนัด


เพราะเด็กกลุ่มนี้มักจะมีปัญหา ในเรื่องความผิดปกติของระดับสายตา ในกรณีที่เด็กมีพัฒนาการทางร่างกายช้าควบคู่กับสายตาเลือนลาง จำเป็นต้องเข้าสู่โปรแกรมกระตุ้นพัฒนาการทางสายตาให้เร็วที่สุด ไม่ควรช้ากว่าอายุ 2 ปี ถ้าการรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล การบำบัดจะฝึกโดยหัดให้ใช้สายตาที่คงเหลืออยู่ในการดูสิ่งต่างๆ ให้มากที่สุด

สายตาสั้น

วิธีสังเกตสายตาสั้น โดยที่ลูกมองสิ่งของใกล้หรือหยิบของมาติดตา ดูโทรทัศน์ใกล้เกินไป การดูโทรทัศน์ใกล้ๆ

ไม่ได้ทำให้สายตาสั้น แต่เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าลูกอาจสายตาสั้น เวลาเขียนหนังสือ ลูกก้มลงชิดกระดาษ หรือหรี่ตาเมื่อมองดูอะไร สายตาสั้นหรือยาวสามารถทราบได้จากการพาลูกไปตรวจสายตาตั้งแต่เล็กๆ ไม่ต้องรอให้อ่านออกเขียนได้ และวิธีแก้ไขคือการสวมแว่นตาเพราะปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก

การรักษาด้วยเลเซอร์

การรักษาความผิดปกติของตาด้วยแสงเลเซอร์ทำได้ในกรณีของการเป็นต้อกระจก สายตาสั้นมากๆ ต้อหินในบางราย แต่ทำได้กับผู้ใหญ่เท่านั้น

เด็กๆ ยังทำไม่ได้ เพราะรูปตาของเด็กยังไม่คงที่ ระดับสายตายังเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เช่น ตอนเล็กๆ อยู่ สายตาอาจยาวแต่อยู่ไปสายตาอาจสั้น การผ่าตัดชนิดนี้ทำได้เมื่อสายตาอยู่ในระดับที่คงที่แล้ว

ตาเหล่

ปัญหาอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับดวงตาในเด็ก คือ

เรื่องตาเหล่ ซึ่งพบได้ในวัยเด็ก 5-6 ขวบ สาเหตุเกิดจากกล้ามเนื้อตาไม่สามารถทำงานประสานกันได้ อาจแก้ไขโดยการฝึกกล้ามเนื้อตา หรืออาจใช้แว่นตาช่วย ในบางกรณีอาจต้องใช้วิธีผ่าตัด การรักษาควรเริ่มทันทีที่ทราบว่ามีปัญหาเรื่องตาเหล่ โดยพาไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็คสายตาและวางแผนการรักษาต่อไป

ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองสังเกตเห็นว่า เด็กอาจมีความผิดปกติของสายตา เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กทั่วๆ ไป ควรจะพาเด็กไปพบจักษุแพทย์ การแก้ไขสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับสายตาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยทำให้เด็กสามารถใช้สายตาได้เท่าเทียมกับเด็กอื่น ๆ ซึ่งมีความสำคัญทั้งในด้านสุขภาพทางกายและเกี่ยวกับจิตใจด้วย เนื่องจากมีผลกระทบเพราะความแตกต่างในการรับรู้ทางสายตาจากผู้อื่น

ตาเขจริงและตาเขปลอม

ตาเขจริงหรือตาเหล่หรือตาเอก


อาจเป็นลักษณะตาเขเข้า ขาเขออก ตาเขแบบลอยขึ้นบน หรือลงล่างอย่างเห็นชัดเจน หรืออาจเรียกว่าตาเขตาเหล่ถาวรก็ได้ โดยสังเกตดูลักษณะ ลูกตาดำทั้งสองข้างไม่ขนานกัน ไม่ได้อยู่ตรงกึ่งกลางตาขาว มองพร้อมกันสองตาไม่ได้ หรือที่เรามักพูดเล่นกันว่า "ตาไม่สามัคคี" เมื่อคุยกับเพื่อนเขาก็ไม่แน่ใจว่ามองเขาอยู่หรือเปล่า

ตาเขปลอม

เกิดจากเด็กที่มีหนังตาสองข้างคลุมลูกตาดำมากเกินไป และเด็กเล็กๆ ยังไม่มีสันจมูกโด่งพอ ตาจึงมีลักษณะคล้ายตาเข แต่เมื่อตรวจระดับสายตาแล้ว ไม่มีความผิดปกติ เมื่อเด็กโตขึ้นตาดำก็จะตรงเอง

ตาบอดในเด็ก

ตาบอดในเด็กหมายถึง ภาวะที่เด็กมีระดับการมองเห็นลดลงกว่าปกติอย่างมาก และระดับสายตาที่ลดลงนี้มีผลทำให้เด็กมีการพัฒนาการเรียนรู้ช้าลง สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะตาบอดในเด็กที่เป็นปัญหาทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศที่ยังไม่พัฒนา คือ ขาดวิตามินเอ

ภาวะนี้จะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เด็กที่ขาดวิตามินเอติดเชื้อได้ง่าย และอาจถึงกับเสียชีวิตได้ สำหรับผลกระทบด้านดวงตา จะมีผลให้เยื่อบุตาแห้ง อาจเกิดแผลที่กระจกตาตามมา ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลงอย่างมาก สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดภาวะตาบอดในเด็ก ได้แก่ โรคที่เป็นแต่กำเนิด เช่น ต้อหิน ต้อกระจก โรคมะเร็งของประสาทตา รวมถึงกรณีที่มารดาเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ หรือดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้เส้นประสาทตาเจริญผิดปกติ ประสาทตาฝ่อได้

โดยปกติเด็กในช่วงแรกเกิดถึง 2 เดือน การมองเห็นยังไม่ชัดเจนเท่าผู้ใหญ่ ตาจะมองลอยไปมาในทิศทางต่างๆ ดังนั้นหากเด็กไม่จ้องตา ก็ไม่ควรกังวลเกินไปนัก เนื่องจากจอประสาทตายังมีการพัฒนาไม่เต็มที่ แต่หากเด็กมีอายุเกินน 3 เดือนไปแล้ว ยังไม่มองหน้าแม่เวลาป้อนนม หรือไม่มองตามวัตถุที่เคลื่อนไหว ควรรีบหาสาเหตุทันทีในกรณีที่เด็กมองไม่เห็น เด็กอาจใช้นิ้วมือกดที่ลูกตาเพื่อกระตุ้นให้เกิดแสงวาบขึ้น ดังนั้นพ่อแม่จึงควรหมั่นสังเกตอย่างสม่ำเสมอ เพราะอากัปกิริยาดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่าสายตาไม่ดี นอกจากนี้ ยังมีภาวะตาสั่นกระตุก ที่พบในเด็กที่สูญเสียการมองเห็นเนื่องจากโรคหรือความผิดปกติในลูกตาดังกล่าวข้างต้น

กลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการมีโรคตาและควรได้รับการดูแลตาเป็นพิเศษ

เด็กที่คลอดก่อนกำหนด

เด็กที่แม่มีประวัติเป็นหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ระยะสามเดือนแรก

เด็กที่แม่มีประวัติเป็นหอบหืดต้องได้รับออกซิเจนขณะตั้งครรภ์

เด็กที่ไม่มองหน้าแม่หรือไม่มองตามวัตถุเมื่อถึงวัยอันควร

เด็กที่มีตาแฉะและมีขี้ตาตลอดเวลาตั้งแต่แรกเกิด

เด็กที่มีตาวาวเหมือนตาแมวเมื่อถูกแสงไฟ

เด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคตา เช่น มะเร็งจอตา ตาเหล่ สายตาสั้นมาก

เด็กที่สงสัยว่ามีตาเหล่

เด็กที่ชอบหยีตาเวลามอง

เด็กที่ชอบกระพริบตาหรือขยี้ตาบ่อยๆ

เด็กที่มีปานแดงที่ใบหน้าและบริเวณดวงตา

เด็กที่เป็นเบาหวาน

เด็กที่มีตาดำโตกว่าปกติและมีน้ำตาไหล

เด็กที่มีภาวะขาดอาหาร

โรคตาในเด็กที่พบบ่อย

โรคตาขี้เกียจ

โรคต้อกระจกแต่กำเนิด

ภาวะตาเข ตาเหล่

การฝึกกล้ามเนื้อตา

หนังตาตก

ภาวะท่อน้ำตาตีบตัน

สายตาเพลีย

ขนตาผิดปกติ

การตรวจวัดสายตาประกอบแว่น

อุบัติเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับดวงตาเด็ก

สถานที่ตรวจตา

สถานที่ตรวจตาสำหรับเด็กเล็กๆ ได้แก่


โรงพยาบาลของรัฐที่มีความชำนาญเรื่องกล้ามเนื้อตาและโรคตาเด็ก ถ้ามีออทอปติสซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกล้ามเนื้อตาก็จะได้รับการดูแลเฉพาะทางได้เป็นอย่างดี เช่น โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย เช่น ศิริราช รามาธิบดี สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ราชวิถี พระมงกุฎ จุฬาฯ มหาราช เชียงใหม่ โรงพยาบาลศูนย์นครราชสีมา สำหรับโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง ก็สามารถนำเด็กไปรักษาได้เช่นกัน


ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ   

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 19, 2008, 08:57:06 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #194 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2008, 09:18:44 PM »


12 กันยายน พ.ศ. 2551 00:31:00

“มีลูกยาก” เรื่องยากที่แก้ไขได้

:ชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ของคนส่วนใหญ่มักจะประกอบด้วย พ่อ-แม่-ลูก


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่คนหลายคู่ในสังคมปัจจุบันก็เลี่ยงที่จะมีลูก เพราะรักชีวิตอิสระที่ต้องการมีเพียงคู่ของตัวเองสองคนเท่านั้น แต่กลับมีคนอีกมากที่อยากเป็น “พ่อ-แม่” มีลูกน้อยมาช่วยเติมเต็มให้ชีวิตคู่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่พยายามอย่างไรก็ไม่สมใจสักที อาจเป็นได้ว่าสภาพสังคมที่เร่งรีบ เวลาที่จะอยู่ด้วยกันก็น้อยลง รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ อีกร้อยแปด

“การมีบุตรยาก” จึงกลายเป็นปัญหาสำคัญสำหรับชีวิตคู่ของใครๆ หลายคน รวมไปถึงคนที่กำลังเตรียมตัวที่จะสร้างครอบครัว ก็คงจะต้องหันมามองกันสักนิดว่า เราเข้าข่ายเป็นบุคคลที่มีบุตรยากหรือไม่

ภาวะของการมีบุตรยาก คือ การที่ผู้หญิงกับผู้ชายที่อยู่ด้วยกันโดยไม่ได้คุมกำเนิด แต่ผ่านไป 1 ปี ยังไม่มีการตั้งครรภ์ก็ถือว่าเป็นภาวะของการมีบุตรยาก ปัญหาอาจจะเกิดได้ทั้งจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิง โดยทั่วไปคู่สมรส 100 คู่ จะเกิดภาวะการมีบุตรยาก 10-15%

ทำไมมีลูกยาก ?

     จากการสำรวจจะพบว่าปัญหาภาวะการมีลูกยากนั้น เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีโรคที่แฝงอยู่ หรือร่วมกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งสาเหตุจากฝ่ายหญิง อาจจะเกิดจากปัจจัยภายในร่างกายทั้งในเรื่องของท่อนำไข่ รังไข่ คุณภาพของไข่ โพรงมดลูก มดลูก และอายุ เพราะช่วงอายุที่มากเกิน 40 ปี ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการมีลูกยากได้ เนื่องจากโรคในผู้หญิงมักจะผันแปรตามอายุ ทั้งเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอก พังผืด รวมไปถึงคุณภาพของไข่ ไข่ตกไม่สม่ำเสมอ

ส่วนปัจจัยภายนอกนั้น ได้แก่ สภาพแวดล้อมและการดำเนินชีวิต กรณีที่แพทย์พบบ่อยก็จะเป็น “ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่” ตามธรรมชาติของผู้หญิงแล้วทุกเดือนถ้าไม่มีไข่มาฝัง หรือไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะลอกหลุดออกมาเป็นเลือดประจำเดือนทุกเดือน มีบางส่วนหลุดเข้าไปในอุ้งเชิงกราน แล้วฝังตัวเป็นตุ่มเล็กๆ อาจจะไปฝังตามรังไข่ ท่อนำไข่ เยื่อบุช่องท้อง ลำไส้ และทุกเดือนที่เรามีประจำเดือน เยื่อเหล่านี้ก็จะฝังตัวไปเรื่อยๆ ส่งผลให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาสร้างพังผืด บางกรณีพังผืดอาจไปพันรัดท่อนำไข่ ทำให้ท่อนำไข่คดงอตีบตันหรืออาจจะฝังตัวเข้าไปในรังไข่ ทำให้เลือดที่ออกในรังไข่ไปไหนไม่ได้ เลือดที่สะสมนานๆ เข้า ก็จะมีลักษณะข้น สีเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกว่า ช็อกโกแลตซีสต์ สาเหตุอย่างอื่นที่พบได้อีกก็คือ เรื่องของเนื้องอกมดลูกหรือติ่งเนื้อในโพรงมดลูก หรือปากมดลูกอักเสบเป็นแผลพังผืด ไข่ไม่ตกเรื้อรัง เป็นต้น

ตรวจหาสาเหตุและรักษาอย่างไร ?

การตรวจหาสาเหตุในฝ่ายหญิง แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ตรวจภายใน เช็คความผิดปกติของช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก ปีกมดลูกอย่างละเอียด

ขณะเดียวกันก็จะทำการตรวจอัลตราซาวนด์ โดยใช้หัวตรวจทางช่องคลอด ซึ่งจะมีความชัดเจนมากเพราะว่าหัวตรวจจะชิดกับมดลูกและรังไข่ โดยจะตรวจหาซีสต์หรือก้อนเนื้อในมดลูก รังไข่และปากมดลูก รวมไปถึงการตรวจในโพรงมดลูก เพื่อหาดูว่ามีติ่งเนื้อ พังผืด ผนังกั้นกลาง เนื้องอก หรือดูภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกแทรกในกล้ามเนื้อมดลูก ซึ่งจะทำให้มีเลือดประจำเดือนออกมาก ออกนาน และปวดท้อง หากยังไม่พบสาเหตุจากการตรวจเบื้องต้นอาจพิจารณาฉีดสีในโพรงมดลูก เพื่อดูลักษณะในโพรงมดลูก และท่อนำไข่ ถ้าไม่พบสิ่งผิดปกติ แพทย์จะทำการตรวจในขั้นต่อไป คือ “การผ่าตัดผ่านกล้อง” เข้าไปในช่องท้อง ซึ่งจะมีแผลใหญ่ประมาณ 1 ซม. ดูว่ามีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มีพังผืด ท่อนำไข่ตีบตันหรือไม่ แล้วจึงทำการฉีดสีเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อตรวจหาภาวะท่อนำไข่คดงอ ตีบตันหรือไม่

สำหรับฝ่ายชาย สาเหตุส่วนใหญ่ คือ อสุจิผิดปกติ แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย และเก็บน้ำอสุจิหลังจากงดการมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว 2-7 วัน เพื่อนำมาตรวจหาจำนวนและความผิดปกติของเชื้ออสุจิ ถ้าพบว่ามีอสุจิที่ผิดปกติ ซึ่งบางครั้งอาจจะเกิดจากก่อนหน้านี้ร่างกายอยู่ในภาวะเจ็บป่วย อ่อนเพลีย แพทย์ก็จะนัดให้มาอีกครั้งถึงสองครั้ง เพื่อตรวจอสุจิรุ่นต่อไปว่ามีความสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน แล้วทำการเปรียบเทียบหาสาเหตุ นอกจากนี้แพทย์ยังแนะนำให้คุณผู้ชายงดดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ รวมทั้งพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะมีผลต่อความแข็งแรงของอสุจิเป็นอย่างมาก

เมื่อตรวจหาสาเหตุพบและได้ทำการรักษาตามสาเหตุแล้ว แพทย์จะให้ข้อแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์โดยธรรมชาติ หากอาศัยกลไกตามธรรมชาติแล้ว ยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ขั้นต่อไปแพทย์ก็จะใช้วิธีการฉีดเชื้อ (Intrauterine Insemination หรือ IUI) โดยจะนัดฝ่ายหญิงมาเพื่อตรวจอัลตราซาวนด์ดูฟองไข่ ถ้าโตได้ขนาด คือ 18 มม. ขึ้นไป ก็จะทำการฉีดยาเพื่อบังคับให้ไข่ตก และเก็บน้ำอสุจิจากฝ่ายชาย นำมาคัดเฉพาะตัวที่แข็งแรงเคลื่อนไหวดี จากนั้นก็ฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ

หากทำวิธีข้างต้นแล้วฝ่ายหญิงยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ แพทย์ก็จะอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มาใช้ในการรักษา ซึ่งเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ หมายถึง กระบวนการใดก็ตามที่กระตุ้นรังไข่ และเจาะไข่ออกมานอกรังไข่แล้วนำไปปฏิสนธิกับอสุจิโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง จากนั้นก็นำเอาตัวอ่อนที่ได้กลับเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งมีรูปแบบหลากหลายขึ้นอยู่กับกรณีและประเภทของผู้ที่มีบุตรยากรวมไปถึงแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาด้วย เช่น

    1. เด็กหลอดแก้ว (IVF&ET : In Vitro Fertilization Pre-Embryo Transfer) เป็นวิธีการเจาะเซลล์ไข่ออกนอกร่างกายมาผสมกับอสุจิที่คัดแล้วนอกร่างกาย เลี้ยงในห้องแล็ปภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมเป็นระยะเวลา 3-5 วัน หรือจนถึงระยะที่จะฝังตัว เรียกว่า Biastocyst แล้วใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูก โดยการสอดสายผ่านช่องคลอด ผ่านปากมดลูก เข้าไปในโพรงมดลูก โดยจะใช้วิธีนี้ในกรณีที่ท่อนำไข่อุดตันทั้งสองข้าง มีพังผืดในอุ้งเชิงกราน เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เชื้ออสุจิไม่แข็งแรง หรือรักษาตามสาเหตุแล้วไม่ตั้งครรภ์

     2. การทำอิ๊กซี่ (Intra Cytoplasmic Sperm หรือ ICSI) เป็นวิธีการคัดอสุจิที่แข็งแรง ใช้เข็มเจาะและฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง โดยไม่ต้องรอให้อสุจิเจาะเปลือกไข่เอง เทคนิคนี้สามารถใช้ได้กับผู้ชายที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง หรือผู้ที่เป็นเบาหวานขั้นรุนแรง เนื่องจากอาจมีปัญหาสมรรถภาพทางเพศ เช่น การหลั่งหรือการแข็งตัวขององคชาต

ส่วนในคนที่ไม่มีอสุจิเลย แพทย์ก็อาจจะตัดหรือขลิบเนื้อลูกอัณฑะ ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า เทเซ่ (TESE) เพื่อนำมาตรวจหาอสุจิโดยกล้องจุลทรรศน์แล้วนำอสุจิที่ได้ไปทำการปฏิสนธิ โดยการทำด้วยวิธีอิ๊กซี่ วิธีนี้ใช้รักษาในกรณีที่อสุจิไม่แข็งแรงมีปริมาณน้อยผิดปกติมาก เปลือกไข่หนา หรือไข่และอสุจิไม่สามารถปฏิสนธิกันเองได้

    3. ทำกิฟท์ (GIFT : Gamete intrafallopian transfer) คือการฉีดยากระตุ้นไข่แล้วเจาะเก็บเซลล์ไข่ในระยะที่สุกแล้วออกมาทางช่องคลอด จากนั้นส่องกล้องทางหน้าท้องหรือใส่สายผ่านช่องคลอด ปากมดลูกโพรงมดลูกแล้วนำเซลล์ไข่ที่ได้ฉีดผ่านเข้าไปในท่อนำไข่ พร้อมกับฉีดอสุจิที่คัดแล้วเข้าไปด้วย จะช่วยแก้ปัญหากรณีที่ท่อนำไข่จับไข่ได้ไม่ดี และอย่างน้อยต้องมีท่อนำไข่ที่ไม่ตันหนึ่งข้าง

     4. ทำซิฟท์ (ZIFT : Zygote intrafallopian transfer) คล้ายกับการทำกิฟท์ แต่แทนที่จะใส่ไข่และอสุจิเข้าไปยังท่อนำไข่ วิธีนี้จะเร่งให้เกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนเซลล์เดียว (Zygote) เสียก่อน แล้วจึงฉีดตัวอ่อนในระยะ Zygote เข้าไปในท่อนำไข่โดยใช้วิธีเจาะท้องส่องกล้องหรือใส่สายผ่านช่องคลอดปากมดลูก โพรงมดลูก รักษาในกรณีที่เชื้ออสุจิน้อยกว่าปกติ ท่อนำไข่ทำงานไม่ปกติแต่ไม่ตัน มีพังผืดมาก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่และในรายที่ไม่ทราบสาเหตุ ในกรณีที่มีไข่หรือตัวอ่อนเหลือจะแช่แข็งไข่ใช้สำหรับรอบต่อไป

ใช้เวลาเท่าไรในการรักษา

ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและความพร้อมของแต่ละคน เช่น ในบางรายที่รู้สาเหตุและเข้าใจธรรมชาติ ปฏิบัติตามคำแนะนำ 1-4 เดือน ก็อาจตั้งครรภ์เองได้ ในรายที่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดหรือต้องรักษาด้วยยาอาจจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน- 1 ปี หลังจากรักษาตามสาเหตุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะอาศัยกลไกตามธรรมชาติ คือพยายามให้มีเพศสัมพันธ์ในช่วงวันเวลาที่ไข่ตก ถ้ายังไม่ตั้งครรภ์ก็อาจจะต้องอาศัยการฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก หรือนำเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เข้ามาช่วยซึ่งรวมระยะเวลาทั้งหมด อาจจะอยู่ที่6 เดือน – 1.5 ปีโดยประมาณ

ดังนั้นหากร่างกายพร้อม ใจพร้อม รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ ก็พร้อมด้วย เรื่องมีบุตรยากก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป หากสายใยที่ร่วมกันถักทอขึ้นมาจนกลายเป็นชีวิตต่างหาก ที่จะเป็นเรื่องยากและคงต้องคำนึงถึงตราบจนชีวิตจะหาไม่

คู่สามีภรรยาฟังทางนี้!

     • การมีบุตรยากขึ้นอยู่กับอายุเป็นสำคัญ ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์อยู่ในช่วงอายุ 20-30 ต้นๆ ก็มีโอกาสตั้งครรภ์ดีกว่าหญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี ส่วนผู้ชาย แม้ว่าจะผลิตสเปิร์มได้ตลอดช่วงชีวิต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมี “คุณภาพ” เสมอไป อายุยิ่งมาก คุณภาพของเชื้ออสุจิก็ลดลงตามธรรมชาติ     

      • ไม่ว่าเทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์จะทันสมัยสักเพียงใด คู่สามีภรรยาจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองอีกแรงหนึ่ง เช่น การงดสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การหมั่นออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

9 เทคนิคการมีลูกแบบวิธีทางธรรมชาติ

    1. ให้มีเพศสัมพันธ์ในวันที่ 13 15 17 ขอบรอบระดู โดยถือว่ามีเลือดระดูวันแรกเป็นวันที่ 1

    2. สามารถมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันที่ 13 หรือหลังวันที่ 17 ของรอบระดู

     3. ควรมีเพศสัมพันธ์วันที่ 13 15 17 ของรอบระดู เพราะเป็นช่วงไข่ตกโดยดักหน้า กลาง และหลังไข่ตก โดยมีเพศสัมพันธ์วันเว้นวัน เพราะตัวอสุจิสามารถมีชีวิตอยู่ได้ 2 วัน

     4. วันที่มีเพศสัมพันธ์ (วันที่ 13 15 17 ของรอบระดู) หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้วไม่ควรดื่มน้ำมาก ก่อนมีเพศสัมพันธ์ในช่วงค่ำให้ปัสสาวะทิ้งก่อน เมื่อมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นช่วงท่าไหนเมื่อฝ่ายชายใกล้ถึงจุดสุดยอด ให้ฝ่ายหญิงนอนในท่าหงาย ฝ่ายชายอยู่ข้างบนเอาหมอนหนุนก้นฝ่ายหญิง เมื่อฝ่ายชายหลั่งน้ำอสุจิแล้วให้นอนอยู่ก่อน ถ้ารีบดึงอวัยวะเพศชายออกจะทำให้น้ำอสุจิไหลออก เมื่ออวัยวะเพศชายอ่อนตัวลงจึงให้ฝ่ายชายถึงอวัยวะเพศออก ฝ่ายหญิงยังคงนอนหงายหมอนรองก้นอยู่และให้เอาหมอนอีกใบรองขาไว้เพื่อกันเมื่อย โดยวิธีการนี้จะทำให้น้ำอสุจิอยู่ในช่องคลอดนาน และจำนวนตัวอสุจิว่ายขึ้นไปในมดลูกได้มากที่สุด

     5. ฝ่ายหญิงจะลุกขึ้นอีกครั้งเมื่อปวดปัสสาวะเข้าห้องน้ำ ถ้าไม่ปวดก็ให้นอนไปเรื่อยๆ

     6. ในกรณีที่ฝ่ายชายไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ เช่น มีเพศสัมพันธ์วันที่ 13 ของรอบระดูแล้ว พอวันที่ 15 ของรอบระดูไม่มีอารมณ์ หรือเหนื่อยเพลียงานหนัก ถ้าเป็นเช่นนั้นให้เข้านอนเร็วขึ้นโดยตื่นนอนเร็วขึ้นอีก 1-2 ชั่วโมง เมื่อตื่นแล้วให้เข้าห้องน้ำปัสสาวะ แปรงฟันให้เรียบร้อย และให้มีเพศสัมพันธ์กับสามี ซึ่งสามีส่วนใหญ่มักมีเพศสัมพันธ์ได้ เพราะให้พักผ่อนเต็มที่ ถ้าอวัยวะเพศชายยังไม่แข็งตัวให้ฝ่ายหญิงช่วยกระตุ้น

     7. มีเพศสัมพันธ์กับสามีในวันที่ 13 15 17 ของรอบระดู 4 รอบ (เท่ากับ 4 เดือน) ถ้าระดูขาดให้ตรวจปัสสาวะ ทดสอบการตั้งครรภ์ ถ้าครบ 4 รอบไม่ตั้งครรภ์ให้มาพบแพทย์เพื่อสืบค้นหาสาเหตุเพิ่มเติมหรือให้ยากระตุ้นรังไข่ และนัดฉีดเชื้ออสุจิ

     8. ข้อแนะนำการมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ 13 15 17 ของรอบระดูเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในรายที่เป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งได้ผ่าตัดและให้ยารักษาเกี่ยวกับรอยโรคที่เป็นปัญหาแล้ว ซึ่งขณะนี้ทุกอย่างเข้าใกล้ภาวะปกติมีโอกาสตั้งครรภ์ได้สูง ถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อแนะนำ รอยโรคอาจกลับมาเป็นซ้ำอีกก่อนที่จะสามารถตั้งครรภ์ได้

     9. ในกรณีที่รอบระดูไม่อยู่ในช่วง 28 ถึง 30 วันต่อครั้ง ให้ปรึกษากับแพทย์อีกครั้งเพื่อปรับวันที่ให้มีเพศสัมพันธ์


ที่มา:นิตยสาร Health Today

Article : นพ.ประทีป หาญอิทธิกุล สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้มีบุตรยาก์








11 กันยายน พ.ศ. 2551 03:00:00

10 วิธีลดความเสี่ยง และห่างไกลจากโรคมะเร็ง

:นี่คือคำแนะนำ 10 ประการ ที่คุณสามารถลงมือปฏิบัติได้เพื่อชีวิตที่ห่างไกลจากโรคมะเร็ง


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : สิ่งที่คุณจะอ่านต่อไปนี้ไม่มีอะไรใหม่ เว้นแต่ว่า คุณได้ปฏิบัติตามบ้างแล้วหรือยัง

1. ลด หรือเลิกบุหรี่

ในแต่ละปี มะเร็งปอดคร่าชีวิตผู้คนไปมากที่สุดในบรรดามะเร็งชนิดต่างๆ ทั้งหมด ดังนั้น หากคุณติดบุหรี่ การเลิกสูบเสียแต่วันนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมครั้งสำคัญที่สุดที่จะลดความเสี่ยงจากมะเร็งปอดและโรคอื่นๆ ที่มีสาเหตุมาจากบุหรี่ เลิกบุหรี่อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คุณสามารถขอคำปรึกษาถึงวิธีการเลิกแบบต่างๆ จากแพทย์ได้ ทั้งการรักษาด้วยยาหรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะช่วยทำให้คุณเลิกบุหรี่ได้

2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

 หลายคนคงยังจำได้ดีเวลาถูกพ่อแม่บังคับให้กินผักและก็คงไม่ได้คิดว่าพวกท่านจะทราบอะไรดีๆ ที่พวกเราไม่รู้ แต่การถูกบังคับให้กินผักนี้กลับเป็นประโยชน์มากต่อตัวเราเอง เพราะผักจำพวก บร็อคโคลี่ กะหล่ำดอก กะหล่ำปลีและกะหล่ำดาวที่คนส่วนน้อยจะชอบรับประทานนั้น กลับอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นในการต่อสู้กับมะเร็ง รวมทั้งเป็นส่วนประกอบสำคัญในตำรับอาหารต้านมะเร็ง นอกจากนี้ ผลเบอร์รี่ ถั่วแดงและชาเขียวก็อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับไวน์แดง ช็อกโกแลต และถั่วพีแกน ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ช่วยร่างกายต่อต้านปฏิกิริยาเคมีที่ส่งผลร้ายต่อเซลล์ปกติซึ่งในท้ายที่สุดอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม ควรเลือกรับประทานแต่พอประมาณ

3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายนานครั้งละ 30 นาที 3-5 วันต่อสัปดาห์ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลายชนิด อาทิ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งลำไส้ การออกกำลังกายในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงแบบนักกีฬา แต่การเล่นโยคะ เดิน หรือเต้นแอโรบิกก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้ดีที่สุดเช่นกัน นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยไม่ให้คุณเป็นโรคอ้วน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งหลายชนิด 

4. ตรวจสุขภาพประจำปี

 มีหลักฐานยืนยันว่า การตรวจสุขภาพประจำปีและการตรวจพบมะเร็งแต่เนิ่น ๆ ทำให้โอกาสที่จะรักษาจนหายก็มีมากขึ้นเท่านั้น และยังช่วยให้การรักษาฟื้นฟูทำได้เร็วขึ้นโดยมีผลข้างเคียงลดลง ดังนั้น ควรตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอและขอคำแนะนำจากแพทย์เรื่องการตรวจคัดกรองมะเร็งที่เหมาะกับวัยของคุณ เช่น ผู้หญิงในวัย 40 ปีขึ้นไปควรทำเมมโมแกรมเพื่อตรวจหามะเร็งเต้านม หรือชายในวัย 40 ปีขึ้นไปควรตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมาก โดยที่มะเร็งบางชนิดอาจไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก

5. ดื่มแต่พอดี

 การดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปอาจเป็นผลร้ายต่อตับมากเป็นพิเศษ แม้แพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ (ไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน)

6. สืบสาวเรื่องราวครอบครัว

 มะเร็งหลายชนิดมักเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ หรือพูดง่ายๆ มะเร็งสามารถสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ ดังนั้นการได้ทราบว่าคนในครอบครัวของคุณมีประวัติเจ็บป่วยด้วยมะเร็งชนิดใดถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการป้องกันมะเร็ง โดยการพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และควรแจ้งประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวให้แพทย์ทราบ เพื่อแพทย์จะสามารถให้คำแนะนำและดูแลคุณได้อย่างเหมาะสม

7. หลีกเลี่ยงแสงแดด

รังสีอัลตร้าไวโอเล็ต (ยูวี) ในแสงแดดเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งผิวหนังซึ่งส่วนมากแล้วสามารถป้องกันได้ง่ายๆ 2 วิธี คือ ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง และพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดโดยตรงในช่วงเวลา 10 - 16 น. ซึ่งเป็นช่วงที่รังสียูวีมีความเข้มสูงสุด

8. มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย

เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยไม่เพียงช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเสียชีวิตของผู้หญิงไทยและผู้หญิงทั่วโลก เชื่อกันว่าประมาณร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุมาจาก Human Papillomavirus (HPV) ที่สำคัญ เชื้อ HPV นี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งที่ทวารหนักและอวัยวะเพศอีกด้วย แต่ปัจจุบัน มีการพัฒนาวัคซีนชนิดใหม่ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อ HPV ได้ในระดับหนึ่ง โดยต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์

9. นอนหลับให้สนิท

 จากการศึกษาพบว่าการนอนหลับให้สนิทจะมีผลไม่ทำให้เป็นมะเร็ง เนื่องจากมีผลการศึกษาพบว่าสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สมองผลิตในระหว่างการนอนหลับมีคุณสมบัติในการต่อสู้กับมะเร็ง แต่เมลาโทนินจะช่วยป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อ การนอนนั้นเป็นการนอนหลับอย่างสนิท ต่อเนื่องในห้องมืดเท่านั้น

10. หลีกเลี่ยงการเผชิญกับสารเคมีอันตราย

 สารจำพวก ยาฆ่าแมลง น้ำยาทำความสะอาด น้ำมันเบนซินนั้น เต็มไปด้วยสารเคมีอันตรายที่เกี่ยวโยงกับการเกิดมะเร็ง แม้การควบคุมสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่การจำกัด หรือหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเหล่านี้ในบ้าน

หรือที่ทำงานย่อมเป็นการลดโอกาสในการสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารกันไฟ หรือ PBDE ซึ่งมักจะใช้กับผ้า เฟอร์นิเจอร์และสินค้าอิเล็กโทรนิกต่างๆ ด้วยเช่นกัน.







9 กันยายน พ.ศ. 2551 01:00:00

พบยาแผนโบราณปนเปื้อนสเตียรอยด์

:อย่าหลงเชื่อโฆษณา แนะใช้ชุดตรวจของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบ


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์                   เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ผลิตยาแผนโบราณบางแห่งใช้วิธีการโฆษณาสรรพคุณชวนให้ประชาชนเชื่อว่าถ้าได้บริโภคผลิตภัณฑ์ยาแผนโบราณที่ตนเป็นผู้ผลิตจะหายจากอาการที่เป็นอยู่              อย่างรวดเร็ว จึงขอเตือนประชาชนไม่ควรหลงเชื่อตามคำโฆษณาดังกล่าว เพราะสรรพคุณนั้นอาจเกิดจากการที่ผู้ผลิตนำตัวยาแผนโบราณ เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ปนปลอม                        ในยาแผนโบราณ เพื่อหวังผลในการรักษาโรค

ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ตรัง จึงได้ดำเนินการเฝ้าระวัง      การปนปลอมสเตียรอยด์ในยาแผนโบราณในเขตพื้นที่รับผิดชอบ โดยเก็บตัวอย่าง                          ยาแผนโบราณที่มีเลขทะเบียนและไม่มีเลขทะเบียน ทั้งหมดจำนวน 100 ตัวอย่าง จากจังหวัดตรัง พัทลุง และนครศรีธรรมราช จำนวน 32 , 31 และ 37 ตัวอย่าง ตามลำดับ จากผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการพบเดกซาเมทาโซน และ เพรดนิโซโลน จำนวน 8 ตัวอย่าง             หรือร้อยละ 8 ซึ่งเป็นตัวอย่างจากจังหวัดตรังจำนวน 2 ตัวอย่าง  จังหวัดพัทลุงจำนวน 6 ตัวอย่าง                      ส่วนตัวอย่างจากจังหวัดนครศรีธรรมราชตรวจไม่พบการปนปลอมสเตียรอยด์ทุกตัวอย่าง            ทั้งนี้ตัวอย่างที่พบการปนปลอมสเตียรอยด์นั้นเป็นยาแผนโบราณที่ไม่มีการระบุเลขทะเบียน         บนฉลากยา                   

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับเดกซาเมทาโซน               (Dexamethasone) และเพรดนิโซโลน (Prednisolone) จัดเป็นยาแผนปัจจุบันที่อยู่ในกลุ่ม             คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) ยากลุ่มนี้เป็น “ยาควบคุมพิเศษ” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายยาเท่านั้น

หากประชาชนรับประทานยาชนิดดังกล่าว              เป็นประจำ อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่ายกาย เช่น เกิดแผลในกระเพาะอาหารถึงขั้นกระเพาะทะลุได้ ทำให้ตัวบวม หน้าบวม กระดูกผุกร่อน และเปราะหักง่าย ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำลง              เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมีอาการเพิ่มขึ้นหรือความต้องการใช้อินซูลินมากขึ้น นอกจากนี้เมื่อใช้ยาเป็นเวลานานแล้วหยุดรับประทานอย่างกะทันหัน อาจทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พัฒนาชุดตรวจสเตียรอยด์ (Steroids Test Kit) ขึ้น เพื่อใช้ทดสอบยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ปนปลอมในยาแผนโบราณ โดยเป็น                     ชุดตรวจสอบที่ให้ผลรวดเร็ว ชัดเจน วิธีการใช้ง่าย ไม่จำเป็นต้องทำโดยบุคลากรที่ชำนาญ            เฉพาะและสามารถนำไปใช้ภาคสนามได้

หน่วยงานที่รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภค            ด้านสาธารณสุขสามารถนำไปใช้ตรวจสอบได้ด้วยตนเอง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ                         ในการคุ้มครองผู้บริโภค สำหรับหน่วยงานที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ชุดทดสอบและผลิตภัณฑ์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข                       ซอยบำราศนราดูร ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทร.               0-2951-0000                      ต่อ 98477 , 98450








8 กันยายน พ.ศ. 2551 01:00:00

คนไทยกินพาราเซตามอลเกินขนาด


:พาราเซตามอล คนไทยมักเรียกยาสั้นๆ ว่า “พารา” เป็นยาแก้ปวด ลดไข้ ที่ใช้กันบ่อยที่สุด

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ทั้งจากการสั่งใช้โดยแพทย์ หรือการซื้อหามาเพื่อรักษาตนเอง

เชื่อหรือไม่ว่า คนไทยมีความเสี่ยงสูงได้รับยาพาราเกินขนาด ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง

โดยทั่วไป พาราเซตามอลจัดเป็นยาแก้ปวด ลดไข้ ที่มีอันตรายจากการใช้น้อยกว่า ยาแก้ปวด ลดไข้ ชนิดอื่น เช่น แอสไพริน เนื่องจากแอสไพรินมีผลยับยั้งการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดทำให้เลือดออกแล้วหยุดยากจึงห้ามใช้ลดไข้ในคนที่เป็นไข้เลือดออก และห้ามใช้แก้ปวดภายหลังการผ่าตัดหรือถอนฟัน

แอสไพรินทำให้เกิดแผลที่กระเพาะอาหาร หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร อาเจียนเป็นเลือด หรือกระเพาะอาหารทะลุได้ แต่พาราเซตามอลไม่มีอันตรายดังกล่าว ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงต่างๆ ของแอสไพรินมากกว่าผู้ใช้ยาที่มีอายุน้อย ดังนั้น สมาคมแพทย์ผู้รักษาผู้สูงอายุแห่งสหรัฐอเมริกา จึงแนะนำให้ชาวอเมริกันที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ใช้พาราเซตามอลเป็นยาหลักในการบรรเทาปวด

ทว่า อันตรายที่สำคัญที่สุดของพาราเซตามอลคือ การเกิดพิษต่อตับ

 ในสหรัฐ การกินพาราเซตามอลเกินขนาดเป็นสาเหตุสำคัญอันดับหนึ่งของการเกิดตับอักเสบเฉียบพลันจนทำให้ตับวายซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตหรือต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนตับ

ขนาดยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่คือไม่เกิน 4 กรัมต่อวัน แต่ละครั้งไม่ควรเกิน 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมและไม่เกิน 1000 มิลลิกรัมต่อครั้ง พาราเซตามอลชนิดเม็ดที่มีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่มีขนาด 500 มิลลิกรัมต่อเม็ด ดังนั้นผู้ใหญ่จึงไม่ควรกินพาราเซตามอลเกินกว่าครั้งละ 2 เม็ดและไม่เกิน 8 เม็ดต่อ 24 ชั่วโมง และประชาชนไม่ควรซื้อพาราเซตามอลกินเองติดต่อกันนานกว่า 10 วัน

หากประชาชนสังเกตวิธีการใช้ยาที่ระบุไว้บนซองยาพาราเซตามอลที่ได้รับจากโรงพยาบาล หรือจากร้านขายยา มักพบว่าฉลากยาระบุให้กินยาครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงหรือทุก 4-6 ชั่วโมง หมายความว่าหากกินยาทุก 4 ชั่วโมงตามที่ระบุไว้บนฉลากยาจะมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งกินพาราเซตามอลได้มากถึงวันละ 12 เม็ด ซึ่งเกินกว่าที่ควรจะเป็นคือไม่เกินวันละ 8 เม็ดถึงร้อยละ 50 หากใช้ยาในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่องระยะหนึ่งย่อมเกิดพิษต่อตับได้โดยง่าย

นอกจากนี้ผู้มีปัญหาการทำงานของตับที่ไม่สมบูรณ์ เช่น ผู้ที่ดื่มสุรามากจนตับเริ่มเสื่อม หรือมีการทำงานของตับที่เสื่อมลงจากการได้รับอะฟลาท็อกซินในอาหาร เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือใช้ยาอื่นที่มีพิษต่อตับร่วมกับพาราเซตามอล โอกาสเกิดพิษย่อมมีมากขึ้น

นอกจากพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัมต่อเม็ด ในท้องตลาดยังมีพาราเซตามอลชนิด 325 มิลลิกรัมต่อเม็ดจำหน่ายด้วย ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาการใช้ยาเกินขนาดข้างต้น แพทย์ พยาบาลและเภสัชกรควรละเว้นการสั่งพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงในทุกกรณี โดยเปลี่ยนคำสั่งเป็น 2 เม็ดทุก 6 ชั่วโมงแทน

หากต้องการสั่งให้ใช้ยา 2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมง ควรสั่งพาราเซตามอล 325 มิลลิกรัมแทนพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ซึ่งจะป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยได้รับยาเกินกว่า 4 กรัมต่อวัน

นอกจากนี้ การใช้พาราเซตามอลชนิด 500 มิลลิกรัมครั้งละ 2 เม็ดยังเป็นปัญหากับผู้ที่มีน้ำหนักตัวไม่มากนัก เช่น ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่า 60 กิโลกรัมจะได้รับยาเกินกว่า 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง หากลดขนาดยาลงเหลือเพียงครั้งละ 1 เม็ดก็อาจไม่ได้ผลเพราะจะได้รับยาต่ำกว่า 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ผู้ป่วยเหล่านี้หากใช้พาราเซตามอล 325 มิลลิกรัมครั้งละ 2 เม็ดแทนก็จะได้ยาในขนาดพอเหมาะกับน้ำหนักตัว

การใช้พาราเซตามอลในเด็กยิ่งเป็นปัญหาใหญ่เนื่องจากเด็กแต่ละขวบปีมีน้ำหนักแตกต่างกัน การใช้พาราเซตามอลในเด็กจึงต้องคำนวณขนาดยาให้พอเหมาะกับน้ำหนักตัวของเด็กเสมอ โดยใช้ยาครั้งละไม่เกิน 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (ควรใช้ยาค่อนไปทาง 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มากกว่าค่อนไปทาง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) และไม่ควรใช้ยาเกินกว่า 5 ครั้งต่อวัน ต่อเมื่อเด็กมีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปจึงใช้ขนาดยาของผู้ใหญ่ที่กล่าวมาข้างต้น

การใช้พาราเซตามอลในเด็กยังมีข้อพึงสังวรว่ายาแต่ละยี่ห้อมีขนาดยาต่อ 1 ช้อนชาไม่เท่ากัน ที่มีจำหน่ายโดยทั่วไปจะมีพาราเซตามอล 125 หรือ 250 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา (1 ช้อนชาเท่ากับ 5 มิลลิลิตร หรือ 5 ซีซี) จึงควรอ่านฉลากยาให้แน่ใจก่อนว่าใน 1 ช้อนชามีพาราเซตามอลกี่มิลลิกรัมก่อนป้อนยาให้กับเด็ก นอกจากนี้ผู้ปกครองควรพึ่งพาการลดไข้ให้บุตรหลานด้วยวิธีอื่นๆ เช่นการเช็ดตัวร่วมด้วย เพื่อไม่ต้องใช้ยากับเด็กมากเกินความจำเป็น

พาราเซตามอลเป็นยาที่มีคุณอนันต์ แต่หากใช้ยาเกินขนาดที่ควรได้รับตับอาจถูกทำลาย หากตับวายทางรอดมีวิธีเดียวคือ การผ่าตัดเปลี่ยนตับซึ่งมีความเสี่ยงสูง มีค่าใช้จ่ายมหาศาล และอาจเสียชีวิต

การสั่งใช้พาราเซตามอลอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ข้างต้นเป็นวิธีที่จะช่วยรักษาชีวิตคนไทยจำนวนหนึ่งไว้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บรรณาธิการคู่มือการใช้ยาอย่างสมเหตุผล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 19, 2008, 09:20:56 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #195 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2008, 09:38:20 PM »



20 กันยายน พ.ศ. 2551 03:45:00

กินพาราแต่เด็ก เสี่ยงเป็นหืด

ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยออคแลนด์ชี้ว่า เด็กอายุ 5 ขวบหรือน้อยกว่าที่กินยาพาราเซตามอลเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหืด


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : จากติดตามศึกษาในเด็กมากกว่า 2 แสนรายพบว่า เด็กที่กินยาพาราจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหืดถึง 46% โดยที่ทีมวิจัยยังไม่ทรายถึงปัจจัยที่ส่งผล ต่อการเพิ่มความเสี่ยงโรคหืดหรือปัจจัยที่ซ่อนอยู่ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ผู้ปกครองควรให้เด็กกินยาพาราเซตามอลเฉพาะเวลาที่เด็กมีไข้เท่านั้น

 งานวิจัยล่าสุดนี้ ครอบคลุมเด็ก 103,000 รายใน 31 ประเทศ เป็นงานวิจัยที่พยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยาแก้ไข้พาราเซตามอลกับ โรคหืดในเด็ก โดยนักวิจัยจะให้ผู้ปกครองเด็กอายุระหว่าง 6-7 ขวบทำแบบสอบถามเกี่ยวกับอาการหืด โรคผิวหนัง และอาการแพ้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการ ใช้ยาพาราเซตามอลในเด็กอายุ 5 ขวบ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

 ผลการทำแบบสอบถามพบว่า การใช้ยาพาราในอัตราที่มากกว่าปกติ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหืดที่เพิ่มสูงขึ้นในเด็กเหล่านั้น โดยจาก การวิเคราะห์ นักวิจัยพบว่า เด็ก 103,000 รายใช้ยาพาราเซตามอลที่กินยาพารามากกว่าเดือนละครั้งใน 1 ช่วงปีที่ผ่านมาเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหืดมากเป็น 3  เท่า และยังมีอาการที่รุนแรง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อนกวาง และไข้ละอองฟางอีกด้วย

 จากการค้นพบนี้ ศ.ริชาร์ด บีสเลย์ หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยออคแลนด์เชื่อว่า สาเหตุหนึ่งมาจากพาราเซตามอลที่อาจจะเป็นสาเหตุของการ เปลี่ยนแปลงในร่างกาย โดยส่งผลให้เด็กเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการเกิดภูมิแพ้ นอกจากนี้ ยังพบว่า การใช้ยาพาราอาจจะเป็นตัวบ่งชี้บางสิ่งที่เป็นสาเหตุ ของการเพิ่มอัตราการเป็นโรคหืด เช่น ประเด็นของวิถีชีวิต หรือสาเหตุการติดเชื้อ เป็นไข้ที่ซ่อนอยู่

 หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยออคแลนด์เน้นย้ำว่า งานวิจัยนี้ไม่ใช่การหาสาเหตุเพื่อให้เด็กหยุดใช้ยาพารา แต่เป็นการสนับสนุนกรอบการแนะ นำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่แนะให้ใช้ยาพาราเซตามอลในเด็กที่มีไข้สูง 38.5 องศาเซลเซียสหรือมากกว่าเท่านั้น

 ด้านศ.เจฟฟรีย์ อรอนสัน นายกสมาคมเภสัชวิทยาอังกฤษกล่าวว่า อัตราการใช้ยาพาราเซตามอลและโรคหืดมีความสัมพันธ์กันจริง โดยงานวิจัยนี้ เป็นการยืนยันผลของงานวิจัยเดิม และเน้นย้ำความสำคัญของการใช้ยาพาราเซตามอลตามคำแนะนำของแพทย์ ที่จะไม่ใช้ยาพาราในเด็กแบบครอบจักรวาล

 ลีอานน์ มาลล์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านงานวิจัยโรคหืดอังกฤษกล่าวว่า แม้ผลวิจัยจะออกมาเช่นนั้น แต่เราก็ยังไม่ทราบถึงความสำคัญของวิถีชีวิตที่ แตกต่าง หรือปัจจัยทางพันธุกรรมที่จะส่งผลต่อการพัฒนาโรคหืด ที่สำคัญคือ หากรเาสามารถพิสูจน์ว่าพาราเซตามอลมีกระบวนการที่จะกระทบต่อโณคหืด ในเด็กอย่างไร ก็จะเป็นหนทางช่วยให้สามารถป้องกันได้ตั้งแต่แรก





20 กันยายน พ.ศ. 2551 00:30:00

ท้องอืด.... อาหารไม่ย่อย

สังเกตไหมคะว่า น้อยคนนักที่จะไม่เคยมีอาการท้องอืดเลย โดยเฉพาะคนในเมืองหลวง แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ที่มีอาการนี้กันทุกครัวเรือน


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ผู้ที่มีอาการท้องอืด  จะรู้สึกปวดท้องส่วนบน  ทำให้แน่นท้อง มีลมในท้อง ต้องเรอบ่อยๆ บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มเร็ว หรืออาจมีอาการแน่นท้อง แม้กินอาหารเพียงเล็กน้อย และแสบบริเวณหน้าอก

         สาเหตุนั้น  เกิดจากหลายอย่างด้วยกัน  ตั้งแต่

         1. โรคในระบบทางเดินอาหารเอง ได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหาร  กระเพาะอาหารอักเสบ  มะเร็งกระเพาะอาหาร พยาธิในทางเดินอาหาร  อาการแสบบริเวณหน้าอก  ซึ่งอาจจะเป็นอาการของโรคกรดไหลย้อนได้

         2. โรคที่เกิดจากสิ่งภายนอก ได้แก่

          • ยาต่าง ๆ  ที่กิน  ยาหลายชนิดจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ได้แก่ ยาแก้ปวดข้อทั้งหลาย

          • ยาบางชนิด จะทำให้กระเพาะและลำไส้บีบตัวน้อยลง เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาปฏิชีวนะบางอย่าง 

          • เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม เช่น สุรา  เบียร์  หรือน้ำชา  กาแฟ จะทำให้กระเพาะอาหาร

               อักเสบ รวมทั้งการระคายเคืองจากบุหรี่

          • ตลอดจนอาหารที่ย่อยยากหลายอย่าง รวมทั้งอาหารที่มีกากมาก ๆ  อาหารรสจัด อาหารหมักดอง     

         3. โรคของทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี

         4.  โรคของตับอ่อน

         5.  โรคทางร่างกายอย่างอื่น ๆ เช่น เบาหวาน   โรคต่อมไทรอยด์ 

         6.  พฤติกรรมในการกิน ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการท้องอืด  โดยเฉพาะอาหารรสจัด จะทำให้เยื่อบุอาหารอักเสบ การกินอาหารรีบร้อน เคี้ยวไม่ละเอียด หรือกินครั้งละมากๆ  รวมทั้งกินอาหารที่ย่อยยาก  อาหารมัน

          สำหรับผู้ที่ชอบกินผัก  แม้จะมีเส้นใยมาก  ถ้ากินมากไปอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดขึ้นได้  เนื่องจากร่างกายเราไม่มีน้ำย่อยเส้นใยเหล่านี้  ต้องอาศัยแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่เป็นตัวช่วยย่อยสลาย   อย่างไรก็ตามอาหารประเภทผักก็มีประโยชน์  เพราะทำให้การขับถ่ายสะดวก

          เช่นเดียวกับอาหารประเภทนมนั้น  ในคนแถบเอเชียจะไม่มีน้ำย่อยที่ย่อยนม  หรือถ้ามีก็มีปริมาณน้อย เมื่อกินนมเข้าไปมาก  อาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือท้องเสีย   ควรงดหรือค่อย ๆ  ดื่มนมทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายปรับตัวจนดื่มนมได้ในปริมาณที่ต้องการ แต่หากดื่มนมเปรี้ยว   จะไม่มีอาการ  เนื่องจากในนมเปรี้ยวจะมีการย่อยนมไปเป็นบางส่วนแล้ว

          ท้องอืดบ่อย ๆ  ผิดปกติหรือไม่

          อาการท้องอืด  ถ้านาน ๆ  เป็นครั้งคราว  จะไม่เป็นไร  แต่ปัญหาที่พบบ่อยในคนที่ท้องอืด  คือ  โรคกระเพาะ อาจเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบ บางคนอาจเป็นโรคของทางเดินน้ำดี เช่น  นิ่วในถุงน้ำดี หรือจากอาหารที่เรากินเข้าไป    แต่ถ้าเป็นบ่อย  โดยเฉพาะผู้สูงอายุ  มักจะเป็นสัญญาณเตือนถึงอาการนำอย่างหนึ่งของมะเร็งในช่องท้อง  ร่วมด้วยอาการอื่น ๆ  เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด ซีด  ซึ่งควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด

          แก้ไขเบื้องต้น

          การแก้ไขเบื้องต้น อาจใช้ยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ ยาขับลม หรือ ยาธาตุน้ำแดง ลองกินดูก่อน และปรับอาหารโดยกินอาหารอ่อนๆ  ย่อยง่ายแต่พอควร  ถ้ายังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์

ส่วนการกินยาช่วยย่อย  อาจช่วยลดอาการท้องอืดได้บ้าง แต่ถ้าต้องกินทุกวัน คงจะไม่ถูกต้อง เพราะเราไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการท้องอืด ซึ่งอาจจะทำให้โรคเป็นมากขึ้นได้

          เมื่อใดควรไปพบแพทย์

          ผู้ที่มีอาการดังนี้  ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และทำการรักษา 

               1. ในผู้สูงอายุ  เช่น อายุเกิน 40 ปี เพิ่งจะเริ่มมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ

เนื่องจาก พบว่ามะเร็งของกระเพาะอาหาร หรือตับมักจะพบในคนอายุเกินกว่า 40 ปี

                2. ในคนที่มีอาการท้องอืดร่วมกับมีน้ำหนักลด

                3. มีอาการซีด ถ่ายอุจจาระดำ

                4. มีอาเจียนติดต่อกัน หรือกลืนอาหารไม่ได้

                5. ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีก้อนในท้อง

                6. ปวดท้องมาก

                7. ท้องอืดแน่นท้องมาก

                8. การขับถ่ายอุจจาระเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น เช่น อาการท้องผูกมากขึ้น  จนต้องกินยาระบายหรืออาการท้องผูกสลับท้องเดิน  เป็นต้น

         การรักษา

          ถ้าในคนอายุน้อยไม่ได้มีข้อบ่งชี้ว่าเป็นโรคที่อันตราย   แพทย์อาจให้ยามากิน และแนะนำวิธีปฏิบัติตัว   ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกิน   และนัดมาพบเพื่อดูอาการ    ถ้าไม่ดีขึ้น แพทย์อาจดำเนินการสืบค้นหาสาเหตุ ที่แท้จริงต่อไป 

          เรื่องเล็กที่ไม่เล็ก หากละเลย  สุขภาพดีเกิดขึ้นได้ถ้าคุณใส่ใจ


ข้อมูลอ้างอิง   www.si.mahidol.ac.th








19 กันยายน พ.ศ. 2551 00:01:00

"เบาหวาน”..โรคที่เด็กและวัยรุ่นควรใส่ใจ

:“เคยไหมกินจุแต่กลับผอมลง ปวดปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อยและมีภาวะขาดน้ำ? ...


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ที่เป็นเช่นนี้เพราะร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง โดยปกติเวลาเรารับประทานอาหารเข้าไป สารอาหารจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและร่างกายจะนำน้ำตาลไปใช้ให้เกิดพลังงาน โดยการนำเข้าไปในเซลล์หรือหน่วยเล็ก ๆ ของร่างกายเพื่อเอาไปเผาผลาญ สารเคมีหรือฮอร์โมนที่ทำหน้าที่เอาน้ำตาลเข้าเซลล์ คือ ฮอร์โมนอินสูลิน (Insulin) ที่สร้างและหลั่งมาจากตับอ่อน

ผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อรับประทานอาหารเข้าไปร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้ เนื่องจากร่างกายขาดอินซูลินหรืออินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี จึงเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และผลที่ตามมาคือ “โรคเบาหวาน” กล่าวคือ ผู้ป่วยจะปัสสาวะบ่อย มีน้ำตาลออกมาในปัสสาวะ และหากมีอาการรุนแรง ร่างกายจะสลายไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทนน้ำตาล สารที่ได้เรียกว่า “กรดคีโตน” ทำให้มีอาการหายใจหอบลึก

รู้มั้ย ?…

“เบาหวานไม่ได้เป็นโรคที่เกิดกับผู้ใหญ่เท่านั้น เด็กและวัยรุ่นก็เป็นเบาหวานได้”

ชนิดของเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น

          จริง ๆ แล้วมีชนิดย่อยหลายชนิด แต่ในที่นี้จะกล่าวถึง 2 ชนิดหลัก คือ

         1. เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 DM)

         เกิดจากการที่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านเซลล์ของตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินสูลิน ทำให้ไม่สามารถผลิตอินสูลินได้ (ร่างกายขาดอินสูลิน) เด็กที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 นี้ มักมีอายุน้อยกว่า 10 ปี แต่ในวัยรุ่นก็พบได้เช่นกัน ผู้ป่วยมักจะมีอาการน้ำหนักลด ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ บางรายรุนแรงมีกรดคั่งในเลือด

        สาเหตุที่ตับอ่อนถูกทำลายยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากหลักฐานทางการแพทย์คาดว่าเกิดจากปัจจัยทางกรรมพันธุ์ การติดเชื้อบางอย่างเป็นตัวกระตุ้น รักษาโดยการฉีดฮอร์โมนอินสูลินเข้าผิวหนัง ขณะนี้ยังไม่มีการรักษาที่ทำให้หายขาด และยังไม่พบวิธีที่จะป้องกัน แพทย์และนักวิจัยกำลังพยายามหาวิธีป้องกันในเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กที่มีพี่น้องป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 และวิธีการรักษาโดยการปลูกถ่ายเซลล์ตับอ่อน ซึ่งยังต้องติดตามผลการวิจัยต่อไป

        2. เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 DM)

         การเพิ่มจำนวนผู้ป่วยเด็กที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการเพิ่มของอุบัติการณ์โรคอ้วนในเด็ก ซึ่งมีสาเหตุจากการรับประทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมากเกินไป และขาดการออกกำลังกาย เด็กที่เสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 คือ เด็กอ้วนและกำลังเข้าสู่วัยรุ่น แต่ก็สามารถพบได้ในเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี เช่นกัน

        เด็กอ้วนจะมีเซลล์ไขมันจำนวนมาก เซลล์ไขมันเหล่านี้จะปล่อยสารต่าง ๆ เช่น กรดไขมันออกมาทำให้ร่างกายดื้อต่ออินสูลิน หรืออธิบายง่าย ๆ ว่า “อินสูลินที่มีอยู่ไม่สามารถออกฤทธิ์นำน้ำตาลเข้าเซลล์ไปใช้ให้เกิดพลังงานได้ตามปกติ” ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือเป็น “โรคเบาหวาน” นั่นเอง

โดยทั่วไปผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะมีอาการน้อยมาก หรือไม่มีอาการใด ๆ ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงเท่ากับเบาหวานชนิดที่ 1 ทำให้อาจตรวจพบล่าช้า

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2

         - มีสมาชิกในครอบครัวเป็นเบาหวานชนิดที่ 2

         - มีภาวะโภชนาการเกินหรือโรคอ้วน

         - คนเชื้อชาติเอเชีย

         - มีปื้นดำหนา ๆ ที่คอ เรียกว่า อะแคนโทสิส (Acanthosis negrican)

การรักษาเบาหวานชนิดที่ 2

         ผู้ป่วยต้องลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายควบคู่ไปกับการให้ยาชนิดรับประทาน แต่ถ้ารักษาแล้วไม่ได้ผล อาจจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน

การป้องกันเบาหวาน

         - เบาหวานชนิดที่ 1 ขณะนี้ยังไม่มีวิธีป้องกัน

         - เบาหวานชนิดที่ 2 พยายามให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ลดอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไก่ทอด นมเปรี้ยว น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง, ขนมถุงกรุบกรอบ และควรส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที เป็นเวลา 3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอ้วน

เมื่อใดควรมาพบแพทย์

        1. ถ้ามีอาการผิดปกติที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นเบาหวาน

                   • ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ

                   • กินจุ ผอมลง

                   • ปัสสาวะมีมดตอม

                   • เป็นแผลหายช้า

                   • ติดเชื้อที่ผิวหนัง

        2. ถ้าเด็กหรือวัยรุ่นอ้วน และมีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นเบาหวาน

        3. มีปื้นดำที่คอ

        ผู้ปกครองควรหมั่นดูแลบุตรหลานว่ามีอาการ 1 ใน 3 ข้อนี้หรือไม่ ถ้าพบควรพาเด็กมาพบกุมารแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ

วิธีการตรวจหาเบาหวาน

          ตรวจจากเลือด ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (อย่างน้อย 8 ชั่วโมง) มากกว่า หรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่าเป็น “เบาหวาน” หรือถ้าระดับน้ำตาลหลังอาหาร หรือ หลังกินน้ำตาล (ตามแพทย์สั่ง) เป็นเวลา 2 ชม. มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็ถือว่าเป็นเบาหวานเช่นกัน

         ลองสังเกตดูนะคะว่าบุตรหลานของท่านมีปัจจัยเสี่ยง หรืออาการที่เข้าได้กับเบาหวานหรือไม่ ถ้ามีควรมารับการตรวจวินิจฉัยจากกุมารแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางไต ตา และหลอดเลือดในอนาคตค่ะ







21 กันยายน พ.ศ. 2551 01:00:00

สันติสุข โสภณสิริ กับสันติภาวะ

:สันติสุข โสภณสิริ ผู้ชายข้างกายของรสนา โตสิตระกูล ดูมาดนุ่ม เยือกเย็น เป็นมิตรกับทุกคนตามแบบนักสันติวิธี


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : และที่สำคัญคือ พยายามเข้าใจคนอื่นในแบบที่เขาเป็น เขาเคยผ่านการบวชเรียนจาริกแสวงบุญทั้งในป่าและชนบททั่วประเทศอยู่ 3 ปี เคยเข้าร่วมสงครามประชาชนอยู่ป่านานเจ็ดปี และอยู่ป่าอย่างรื่นรมย์

รอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าของชายคนนี้ ทำให้เราเห็นถึงความสุขุมลุ่มลึก เขาศึกษาเรียนรู้พุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก ศึกษาธรรมะจากท่านพุทธทาส หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ และอีกหลายคน ปัจจุบันเขาเป็นทั้งนักเขียน นักแปล คนทำงานเพื่อสังคม แพทย์แผนไทย และนักสันติวิธี

“ผู้ป่วยมักจะมีปัญหาทางจิตใจมากกว่าความเจ็บป่วยทางกาย เวลาเราให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพ โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ เขาจะสบายใจ อาจจะเป็นเพราะหมอไม่ค่อยมีเวลารับฟังคนไข้ เราเลยเหมือนเป็นกระโถน แค่ฟังอย่างเดียวเขาก็สบายใจแล้ว”

นี่คือมุมเล็กๆ ที่สันติสุขทำอยู่ แต่วันนั้นเขาพูดเรื่องนี้น้อยมาก เพราะเขาอยากเล่าเรื่องสันติวิธีในช่วงการเมืองร้อนระอุ...

1.

 ในมุมแพทย์แผนไทย เขากลายเป็นเพื่อนกับคนไข้ เป็นที่ปรึกษาทางใจ ส่วนในเรื่องกระบวนการสันติวิธี เขามองลึกไปถึงกระบวนการทางจิตวิญญาณในการเยียวยาสังคม และมองไปถึงอัจฉริยภาพของคนโบราณที่ใช้ภูมิปัญญาทางศาสนาเข้ามาสร้างสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”

“ผมเกิดที่กรุงเทพฯ แต่รากของผมอยู่อีสาน เพราะแม่ของผมต้องกลับไปหาคุณยายที่เป็นชาวนาที่บ้าน ลุงของผมเป็นสมภารเจ้าวัด เราเคยเป็นเด็กวัด เรียนโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ได้เข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดวัดอนงคาราม อ่านมิลินทปัญหามาตั้งแต่เด็กๆ จึงมีความศรัทธาพุทธศาสนา เพื่อนบางคนที่เป็นฝ่ายซ้าย ยิ่งอายุมากเข้า ความเชื่อเหล่านี้ยิ่งเข้มแข็งและมีความเชื่อมั่นว่าต้องกลับมาหาพุทธศาสนา ศีลธรรมที่ลงลึกสามารถแก้ไขปัญหาสังคมได้”

สันติสุขเห็นว่า สังคมจำเป็นต้องมีเครือข่ายสันติวิธีเพื่อใช้เยียวยาปัญหาจิตวิญญาณ หากมองย้อนประวัติศาสตร์ที่บ่มเพาะความรุนแรง เพราะช่วงที่เขาเข้าร่วมในสงครามประชาชน ช่วงปี 2521 - 2527 เขาอยู่ป่านานกว่าสหายคนอื่นๆ และออกมาใช้ชีวิตอยู่ในชนบทอีก 3 - 4 ปี จึงเข้าใจชีวิตคนบนเขาเป็นอย่างดี และช่วงเกิดสงครามเวียดนาม ท่านติช นัท ฮันห์ เดินทางมาเมืองไทย เขาก็มาช่วยเหลือเกี่ยวกับ Boat people

“ตอนนั้นเราถามท่าน ติช นัท ฮันห์ ว่าทำไมไม่ท้อ ท่านเอาหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ผม ซึ่งผมได้แปลออกมา แต่ปัจจุบันหายไปจากท้องตลาดแล้ว ชื่อ Lotus in the sea of fire ดอกบัวที่บานท่ามกลางทะเลไฟ เราสัมผัสถึงความรู้สึกนั้น ทำให้เราชอบกระบวนการของเวียดนาม จนท่านพุทธทาสเตือนให้ระวังว่า ไปยกตัวอย่างเวียดนามมากๆ คนไทยจะรับไม่ได้

และบังเอิญมีภาพรุ่นพี่ของท่าน คือ ท่านกวงดึก นั่งสมาธิแล้วไฟลุกท่วม ตอนเห็นภาพท่านกวงดึก เราไม่นึกว่าท่านเป็นมนุษย์ แต่เห็นเป็นดอกบัวจริงๆ ผมถามท่าน นัท ฮันห์ ว่า การอัตวินิบาตกรรมผิดหลักพุทธศาสนาไม่ใช่หรือ ท่านตอบว่าผิด การที่คนสิ้นหวังต่อชีวิต ท้อแท้ หรือหนีปัญหา และฆ่าตัวตายไม่ว่าโดยวิธีใด ผิดหมด แต่จริงๆ แล้วท่าน นัท ฮันห์ ไม่ได้ก้าวล่วงท่านกวงดึก เพราะท่านกวงดึกเป็นรุ่นพี่ทางจิตวิญญาณ มีสมาธิภาวนาเข้มแข็งว่าตัวท่านอีก แต่ท่านกวงดึงเป็นคนไม่ค่อยพูด ท่านนัท ฮันห์บอกว่านี่เป็นวิธีการพูดของท่าน”

สันติสุข เล่าต่อว่า ตอนนั้นท่านนัท ฮันห์ลำบากมาก เพราะอยู่กลางระหว่างทำเนียบขาวและพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งเห็นท่านเป็นศัตรูทั้งสองฝ่าย คล้ายๆ กับสมัยนี้ ใครเป็นกลาง ทั้งฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายทักษิณต่างไม่ไว้ใจ คงคล้ายๆ กับที่อาจารย์ประสานมีประสบการณ์มาแล้ว ท่านบอกว่า ท่านกวงดึกต้องการพูดด้วยชีวิตของท่าน ท่านพูดด้วยความหวัง ดูจดหมายของท่านสิ ท่านไม่ได้พูดด้วยความท้อแท้เลย ท่านพูดถึงการอยู่ร่วมด้วยสันติ ท่านพูดจากชีวิตของท่าน ท่านไม่ได้พูดเพื่อหวัง ท่านใช้ชีวิตทั้งหมดในการพูดเรื่องสันติภาพ

“แต่ท่านนัท ฮันห์ บอกว่า หากท่านรู้ ท่านจะห้ามไม่ให้ทำอย่างนี้ เพราะเราควรจะรักษาชีวิตไว้เพื่อทำอะไรในระยะยาว แต่สิ่งที่ท่านกวงดึกทำมีผลมาก นั่นเป็นวิถีของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเชื่อว่าตราบใดที่ยังเข้าไม่เข้าสู่นิพพาน ยังต้องไปเรื่อยๆ แต่เป็นเรื่องที่เขาไม่สอนกัน เป็นเรื่องของคนอีกระดับหนึ่งจึงจะทำได้ ถ้าเราไปเผาตัวเองด้วยความโกรธเหมือนนักศึกษาที่เผาตัวเองในสมัยชาติชาย ถือว่าไม่ใช่”

2.

 เขาวิเคราะห์ต่อว่า สาเหตุที่สังคมไทยในอดีตสงบสุข เพราะพุทธศาสนาเป็นส่วนสำคัญในการสร้างชุมชนทางศีลธรรมและวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การแบ่งปันเป็นไปโดยอัตโนมัติ วัดเป็นเหมือนคอมมูนที่ไม่มีการแบ่งชนชั้น

“เราได้เห็นการลงแขกเกี่ยวข้าวมาตั้งแต่เด็ก ในหน้าแล้งเวลากลับไปเยี่ยมบ้านที่อุบลฯ จะมีหมู่บ้านที่จนกว่านำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนกัน ถ้าเขามีเกลือก็เอามาแลกข้าวเหนียว แลกปลาร้า ถ้าเขาไม่มีก็ขอ แล้วอวยพรเรา ถ้าอยู่ร่วมกันอย่างนี้ก็ดีสิ หรือเวลาเขาจะเกี่ยวข้าว ดำนา บางคนที่โชคดีเขาจะไปเอาข้าวที่ในหลวงท่านแรกนามาปลูกผสม เหมือนเชิญแม่โพสพไปทำนากับเขาด้วย

ตอนเด็กๆ เราไม่เข้าใจ แต่พอโตแล้วจึงเข้าใจว่ามันเป็นลักษณะที่เขารู้สึกว่าผืนนา ข้าว ไม่ใช่ของเขา แต่เป็นของจิตวิญญาณอะไรบางอย่างที่ดูแลอยู่ เพราะฉะนั้นเขาจึงแบ่งปันได้ง่าย เวลาเชิญข้าวขึ้นยุ้ง เชิญแม่โพสพ จะเหมือนกับที่พระยาอนุมานราชธนเขียนไม่มีผิด ว่าเขาอยู่ร่วมกับสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่ใช่อยู่ร่วมกับคนอย่างเดียว และประเพณี

วัฒนธรรมไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรม ประเพณีของชาวบ้านมีพุทธศาสนาเป็นแกน เป็นไปเพื่อการแบ่งปัน เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ “

 ในสังคมชนบท สันติสุขตั้งคำถามว่า ทำไมถึงเกิดวัฒนธรรมการแบ่งปัน ทั้งที่ทานเป็นเรื่องนิดเดียว ทำไมพระพุทธเจ้าไม่สอนเรื่องปัญญา พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญาไม่ใช่หรือ แต่ทำไมมาสอนเรื่องมหาชาติ เรื่องเวสสันดรกันมาก เพราะคนเราถ้าได้แบ่งปันกัน ก็จะไม่รู้สึกว่าเป็นตัวกูของกู จิตวิญญาณก็จะสูงส่งไปเป็นลำดับ เหมือนที่อาจารย์ประเวศบอกว่า เจดีย์ต้องสร้างจากฐานขึ้นมา

“อย่างตอนที่คุณรสนาไปเยี่ยมผมที่อุบลฯ แล้วลูกพี่ลูกน้องของผมไปจับปลาช่อนตัวเบ้อเริ่มได้ เขาโยนลงน้ำเฉยเลย รสนาถามว่าโยนทำไม เขาตอบว่าปล่อยมันไปออกแม่แผ่ลูก ไม่ใช่เห็นตัวใหญ่ๆ แล้วจะเอามากิน มาขาย แต่ต้องให้เป็นแม่ปลาเอาไปแพร่พันธุ์ แล้วในวัดจะมีการขุดเจาะบ่อลึกๆ เพื่อเวลาน้ำลด ปลาหนีลงคลองใหญ่ไม่ทัน จะได้ตกอยู่ในวัด กลายเป็นแหล่งสงวนเพาะพันธุ์ปลาไป พอหน้าน้ำจริงๆ มันก็แพร่ออกไป เราเห็นเป็นรูปธรรมเลยว่าเขาอยู่กันอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มหมดไปแล้ว”

3.

 ช่วงหนึ่งสันติสุขบวชเรียนอยู่นาน  3 ปี โดยภิกขาจารไปตามชนบท ก่อนจะไปใช้ชีวิตในป่า ทำให้ได้เห็นความหลากหลายทางภาคใต้ อีสาน เหนือ ได้เห็นแต่ละท้องถิ่น จนได้ตระหนักถึงพุทธพจน์ที่ว่า “ไม่มีความสุขใดเหนือยิ่งกว่าสันติภาวะ” แล้วสูงสุดคือนิพพาน เป็นสันติภาวะที่สูงสุด หมายถึงเราสงบจากการไม่ปรุงแต่ง จากอกุศลมูลทั้งหลาย

“ผมถึงเข้าใจว่า นิพพานเป็นอุดมการณ์ที่สูงส่งมาก ทำไมพระสมัยก่อนท่านทำได้ ท่านเป็นผู้นำทางสติปัญญา ท่านสามารถเอาสิ่งที่เป็นคำสอนยากๆ สร้างมาเป็นวิถีวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันได้ ๆ ยังติดปากกันอยู่ว่า นิพพานัง ปัจจโย โหตุ ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ให้เป็นปัจจัยไปสู่พระนิพพาน ไม่ใช่เพื่อเอาหน้าเอาตา ไม่ใช่เพื่อหวังสวรรค์ ทุกอย่างเป็นไปเพื่อความสงบที่สุดของชีวิต นี่คืออุดมคติที่สร้างเป็นวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งตาสีตาสาธรรมดาก็ทำได้

ผมมาวิเคราะห์ว่าทุกวันนี้ทำไมสังคมไทยซึ่งเดิมรักสันติมากๆ ถึงพูดกันยาก พูดกันไม่รู้เรื่องเลย ต่างฝ่ายต่างเอาประโยชน์หรือความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ มีความแตกแยกทางความคิดลงลึกมากไปถึงระดับครอบครัว มีเรื่องจริงที่ขำๆ คือ ภรรยาไปอยู่ในการชุมนุมพันธมิตร และสามีไม่ได้เชื่อพันธมิตรมาก แต่ต้องลงไปหาเพื่อให้ภรรยากลับมาบ้าน”

สันติสุขตั้งคำถามในวงจิตวิวัฒน์ว่า สภาพสังคมในอดีตที่เกือบจะคล้ายๆ กับสภาพเศรษฐกิจสังคมการเมืองที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า ธรรมิกสังคมนิยม หายไปไหน เมื่อเราลองวิเคราะห์ดูด้วยใจที่พยายามเป็นกลางที่สุด

“ถ้าเราแปรอุดมคติของพุทธศาสนา มาเป็นอุดมการณ์ในทางสังคมบ้าง จะก่อให้เกิดกระบวนการอย่างไร ท่านคานธีประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในการใช้สัตยาเคราะห์ อันดับแรก ต้องใช้ความจริง แม้ในความจริงเราจะฉ้อฉลก็ต้องพูดออกมา ไม่อย่างนั้นไม่ใช่สันติวิธี และเรื่องอดอาหารของคานธีที่เราทำผิดมาตลอด ผมพูดกับท่านอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ท่านกลับเข้าใจดี ทั้งที่เป็นมุสลิม เมื่อตอนเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ผมไปอยู่ร่วมกับคุณฉลาด วรฉัตร เป็นกลุ่มแรกๆ เพราะเราเห็นว่าคุณฉลาดอดข้าวเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง แต่เราจะไปเตือนเขาเฉยๆ ไม่ได้ จึงไปล้อมเขาไว้ที่หน้ารัฐสภา และเชิญอาจารย์ชัยวัฒน์มาตั้งห้องเรียนเรื่องสันติวิธีหน้าสภา และผมเอาพระมาให้คุณฉลาดถือศีลด้วย จะได้รู้สึกว่าคุณไม่ได้มีการโกรธเกลียด นิมนต์พระมาใส่บาตร แต่รูปเหล่านี้ไม่เคยปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์เลย เราทำพิธีอะไรมากมาย แต่สื่อมวลชนไม่ต้องการขายภาพเหล่านี้”

ในหลักการของพุทธศาสนา สันติสุขอธิบายว่า ท่านมีวิธีระงับอธิกรณ์หรือความขัดแย้งอยู่ แต่เราต้องมาจับแก่นแล้วมาหาวิธีการดูว่าจะพัฒนาไปอย่างไร แต่ในลักษณะของความคิดจะไม่มีใครผิดใครถูก เป็นการแก้ไขความขัดแย้งในทางอุดมคติ ซึ่งยังขาดการพัฒนามาก

แม้ว่าการใช้สันติวิธีจะเป็นเรื่องยากในสังคมไทย โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง แต่เขาก็มีความหวังอยู่เสมอ เพราะเชื่อสิ่งที่หลวงปู่นัท ฮันห์ สอนว่า “พวกเธอไม่มีสิทธิพูดถึงความท้อแท้สิ้นหวังในท่ามกลางชุมชน ตัวท่านเมื่อเกิดความท้อถอย ก็จะต้องภาวนา ต้องสนทนากับตัวเอง”

“เพราะความสิ้นหวังเป็นมูลเหตุแห่งความรุนแรง ดังนั้นจงดำรงความหวัง พูดแต่ความหวังให้กับเพื่อนๆ ถ้าพูดไม่ได้ขอให้สงบ และในหมู่ของผมจะไม่พูดถึงความสิ้นหวังเลย แม้ว่าบางครั้งจะเกิดขึ้น การที่เราเชื่อครูบาอาจารย์มันช่วยได้”


........................................

หมายเหตุ : เรียบเรียงจากการร่วมประชุมจิตวิวัฒน์ ครั้งที่ 60 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2551 ที่มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ถอดความโดยวรพงษ์ เวชมาลีนนท์

: เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ







22 กันยายน พ.ศ. 2551 01:00:00

กว่าจะถึงโรงพยาบาลก็สายแล้ว

:"หลายคนรู้ว่าโรคหัวใจเกิดจากอะไร และยังรู้ด้วยว่า ต้องป้องกันอย่างไร จึงจะอยู่ห่างไกลมันได้มากที่สุด


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่ไม่วายยังมีคนเป็นโรคหัวใจ แถมยังมากขึ้นทุกปี " ผศ.นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เริ่มบทสนทนาอย่างซีเรียส

คำตอบง่ายๆ ของปัญหาใหญ่ก็คือ ผู้ป่วยโรคหัวใจส่วนมาก ไม่ยอมสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตทำให้ความตายมาเยือนเร็วกว่าที่คิด

จากการเก็บข้อมูลผู้ป่วยโรคหัวใจที่สำรวจจากโรงพยาบาลแพทย์จำนวน 17 แห่งจากทั่วประเทศครั้งล่าสุด อาทิเช่น รพ.ศิริราชพยาบาล รพ.รามาธิบดี รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.พระมงกุฎ รพ.ราชวิถี รพ.เชียงใหม่ รพ.ขอนแก่น รพ.สงขลา เป็นต้น พบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่

เมื่อแยกประเภทกลุ่มผู้ป่วยพบผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปีมีอยู่เพียง 5.9 %เท่านั้น อายุระหว่าง 45-55 ปีมีผู้ป่วยโรคหัวใจ 16.2 %ของกลุ่มผู้ป่วยที่เก็บข้อมูล ส่วนผู้สูงอายุระหว่าง 55-65 ปีมีอยู่ 24% และพบมากสูงสุดในกลุ่มอายุระหว่าง 65-75 ปีที่ 32.9 % และวัยเกิน 75 ขึ้นไปพบร้อยละ 20.9

นอกจากนี้ ผลงานวิจัยทางวิชาการยังระบุอีกว่า 95 %ของปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคหัวใจในคนส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากสาเหตุ 9 ประการ ได้แก่ ไขมันในเลือดผิดปกติ อ้วนลงพุง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานผักผลไม้น้อย ความเครียด และการดื่มแอลกอฮอล์

“คนที่อยู่ในชนบทจะมีความเสี่ยงเกิดโรคต่างจากคนที่อยู่ในสังคมเมือง โดยเฉพาะสตรีชาวเขาในภาคเหนือที่หันมานิยมสูบบุหรี่กันมากขึ้น ส่วนภาคอีสานจะพบว่าเพศชายเป็นมากกว่าเพศหญิงด้วยอาการโรคไหลตายที่เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าในหัวใจ”อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ.วิชัยยุทธ กล่าว

ในบรรดาโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นโรคที่พบมากที่สุดในคนไทย แต่ยังไม่สามารถระบุตัวเลขแน่นอนชัดเจนได้ เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานเก็บข้อมูลผู้ป่วยโรคหัวใจเฉพาะข้อมูลการเข้ารับยา การเสียชีวิต แต่ไม่มีใครนำข้อมูลจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจทั้งหมดมาสรุปเพื่อเป็นสถิติแห่งชาติเหมือนกับต่างประเทศ

ปัจจุบัน 45% ของผู้ป่วยโรคหัวใจที่มาโรงพยาบาลมักมีโรคเบาหวานร่วมด้วย โดยมีอัตราการเสียชีวิตหลังมานอนพักรักษาที่โรงพยาบาลแล้วสูงถึง 11.5% มากกว่าอัตราการเสียชีวิตของชาวต่างชาติ 5%

ผศ.นพ.ระพีพล อธิบายว่า เหตุที่ผู้ป่วยเสียชีวิตทั้งที่ถึงมือหมอแล้ว เป็นเพราะผู้ป่วยโรคหัวใจโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุมักไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังมีอาการกำเริบ จึงดูแลตัวเองอยู่ที่บ้าน  หรือในบางคนอาการกำเริบช่วงกลางดึกแล้วรอไปหาหมอตอนเช้าก็ทำให้เสียชีวิต พอไปถึงโรงพยาบาลก็สายแล้ว

“การรักษาโรคหัวใจยิ่งถึงมือแพทย์ไวเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น แต่หากเป็นแล้วไม่มาพบแพทย์ภายใน 4-5 ชั่วโมง ประสิทธิผลในการรักษาก็อาจน้อยลงไป หรืออาจเสียชีวิตในเวลาต่อมาแม้จะถึงโรงพยาบาลก็ได้” ผศ.นพ.ระพีพล แจกแจง

ด้าน พอ.นพ.นครินทร์ ศันสนยุทธ อายุรแพทย์โรคหัวใจ หน่วยโรคหัวใจ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า ข้อปฏิบัติที่จะช่วยต้านโรคหัวใจทำได้ง่ายมากเพียงดูแลสุขภาพของตนเองให้อยู่ไกลจากปัจจัยเสี่ยง อาทิ งดสูบบุหรี่ ควบคุมความดัน ปริมาณไขมันในเลือด หลีกเลี่ยงความเครียด และหมั่นออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ

การออกกำลังกายควรออกอย่างสม่ำเสมอโดยออกให้เหนื่อยพอดีไม่หักโหมหรือน้อยจนเกินไป อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 20-30 นาที ด้วยวิธีการที่ถนัด นอกจากนี้ยังควรรักษารอบเอวไม่ให้อ้วนลงพุงอีกด้วย โดยในหญิงควรมีรอบเอวไม่เกิน 32 นิ้ว หรือ 80 เซนติเมตร ส่วนผู้ชายควรมีรอบเอวอยู่ที่ 36 นิ้วหรือ 90 เซนติเมตรเป็นอย่างต่ำ

“คนที่ตรวจร่างกายอยู่เป็นประจำทุกปี และไม่พบความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนั่งดื่มเหล้าสูบบุหรี่หรือบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อไปได้ เพราะนั่นก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ไวเช่นกัน” อายุรแพทย์โรคหัวใจ หน่วยโรคหัวใจ รพ.พระมงกุฎเกล้า กล่าว

โรคหลอดเลือดหัวใจในปัจจุบันยังพบในกลุ่มอายุ 30 ต้นๆ มากขึ้น จากเดิมที่มักพบในวัย 40-50 ขึ้นไป เนื่องจากคนยุคใหม่ไม่ค่อยดูแลสุขภาพกันเท่าที่ควร บางคนรู้หลักการแต่ไม่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดทำให้เกิดเป็นโรคขึ้นในที่สุดโดยโอกาสเกิดโรคจะเกิดในผู้ชายไวกว่าผู้หญิงถึง 10 ปี

จากประสบการณ์รักษาผู้ป่วยโรคหัวใจมานักต่อนัก อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ.พระมงกุฎเกล้า พบว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เสียเสียชีวิตเฉียบพลันด้วยโรคหัวใจโดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อนเยอะขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในสัดส่วนที่น้อยกว่ากลุ่มที่เสียชีวิตด้วยการรู้ตัวและรับการรักษาจากแพทย์มาก่อน

มาตรการที่จะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ดีที่สุดอายุรแพทย์จากทั้งสองสถาบันต่างลงความเห็นร่วมกันฟันธงว่า ควรหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และควรดูแลสุขภาพให้อยู่ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดที่กล่าวมาก็จะสามารถป้องกันตัวเองจากโรคหัวใจได้ระยะยาวแล้ว 


: กานต์ดา บุญเถื่อน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 19, 2008, 09:45:28 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #196 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2008, 10:00:15 PM »


30 กันยายน พ.ศ. 2551 01:00:00

โรค"มือชา" อาการนี้อาจเกิดกับคุณ?

:อาการชา เป็นปัญหาให้เกิดความวิตกกังวล และไม่สบายใจกับผู้ที่ประสบ เกรงว่า อาการชาจะกลายเป็นอัมพาตอัมพฤกษ์ บางคนเครียดจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : อาการของมือชา -การกดทับเส้นประสาทที่ฝ่ามือจะทำให้มีอาการปวดมือและปวดร้าวขึ้นไปที่แขนมักจะมีอาการชาที่นิ้วมือ โดยเฉพาะที่นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลางและบางส่วนของนิ้วนางตามแนวของเส้นประสาท

อาการปวดจะมีมากขึ้นเมื่อมีการใช้งานในลักษณะการเกร็งอยู่นานๆ เช่น การจับมีด กรรไกร การทำงานช่างที่ใช้ค้อนหรือใช้เครื่องมือที่มีแรงสั่นสะเทือนตั้งแต่เครื่องเป่าผมจนถึงเครื่องกระแทกเจาะคอนกรีต มักจะมีอาการปวดในเวลากลางคืนหรือเวลาตื่นนอนตอนเช้าบางรายที่ถูกกดทับอยู่นานๆ จะเริ่มมีอาการอ่อนแรงของมือ เช่น จะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีแรงเวลากำมือ โดยเฉพาะการใช้มือหยิบของเล็กๆ จะทำได้ลำบากและมีกล้ามเนื้อลีบที่ฝ่ามือ

สาเหตุและพยาธิสภาพ

อาการปวดและชาเกิดเนื่องจากมีความดันสูงในช่องอุโมงค์ที่เส้นประสาทลอดผ่านที่บริเวณฝ่ามือ เนื่องจากมีการอักเสบและการหนาตัวของเนื้อเยื่อพังผืดที่คลุมช่องอุโมงค์นี้เกิดการกดทับเส้นประสาท ในรายที่เป็นอยู่มากๆ ก็จะเกิดเนื้อเยื่อพังผืดบางๆ รัดเส้นประสาทอีกชั้นหนึ่ง ทำให้การรักษาด้วยยาไม่ได้ผล

การตรวจวินิจฉัย

จะมีอาการปวดแปลบๆ เวลาเคาะที่เส้นประสาทอาจพบมีกล้ามเนื้อลีบ ในบางรายอาจต้องใช้การตรวจระบบไฟฟ้าของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ

ปัจจัยเสี่ยงและโรคที่เกี่ยวข้อง

- โรคเบาหวาน

- โรคข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ เก๊าต์

- โรคต่อมไทรอยด์บกพร่อง

- ภาวะตั้งครรภ์

- ก้อนถุงน้ำหรือเนื้องอกในช่องอุโมงค์

- กระดูกหักบริเวณข้อมือ

- การใช้งานมือนานๆ

 - ภาวะบวมน้ำจากโรคไต โรคตับ

การรักษา

-ให้หลีกเลี่ยงการใช้งานมือในลักษณะเกร็งนานๆ

-ควบคุมหรือรักษาโรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวานให้ดี

- การใช้ยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ชนิดรับประทานมักจะได้ผลดี โดยอยู่ในดุลพินิจของแพทย์

-บางรายอาจต้องใช้อุปกรณ์ช่วยดามข้อมือชั่วคราว

- การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าในช่องอุโมงค์จะช่วยอักเสบและบางรายจะหายได้

การผ่าตัด

เป็นการรักษาในรายที่มีอาการมากหรือกล้ามเนื้อเริ่มอ่อนแรงหรือลีบลง และไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและการรักษาด้วยการผ่าตัดทำให้โรคหายขาดได้

การผ่าตัดจะเป็นการตัดและเลาะผังผืดที่รัดเส้นประสาท ซึ่งเป็นการผ่าตัดเล็กและผู้ป่วยสามารถใช้งานได้ภายใน 2 สัปดาห์ และจะใช้งานได้ตามปกติ ภายใน 4 - 6 สัปดาห์






29 กันยายน พ.ศ. 2551 15:48:00

มาดูแลผม กันเถอะ

:คุณเป็นคนหนึ่งที่รักผมหรือเปล่า เพราะทุกวันนี้เราจะประสบปัญหาผมร่วง ผมบาง


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : สาเหตุมากมายที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับผมของคนเรา อาทิ  ผมร่วงเฉพาะที่ (Alopecia areta)  ผมบางแบบกรรมพันธุ์ ผมร่วงจากความเครียด เป็นต้น ซึ่งการรักษาส่วนมากต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน และระหว่างนี้

คนเหล่านี้ก็มักจะถามว่าควรดูแลสุขภาพผมให้ดีได้อย่างไร? ซึ่งเป็นคำถามที่แพทย์ผิวหนังจะโดนถามบ่อยมาก จึงแนะนำเคล็ดลับการดูแลผมซึ่งสามารถใช้ได้กับผมปกติ เพื่อที่เส้นผมเหล่านี้จะอยู่กับคุณต่อไปได้นานๆ ครับ

• อย่ายุ่งกับผมมากนัก

    เวลาที่คุณไปร้านทำผมนั้น ช่างทำผมมักแนะนำให้ทำผมต่างๆ มากมายนอกจากการสระหรือตัดผม เช่น ย้อม ดัด หมัก และในปัจจุบันมีการทำสปาหนังศีรษะและผมอีก ซึ่งผมมักแนะนำว่าให้ทำได้แต่อย่าทำบ่อยเกินไป อย่าลืมว่าผมของคุณนั้นเป็นส่วนที่ตายแล้ว ถ้าคุณไปดัดหรือย้อมผมมากเกินไปจนเสียแตกหรือหักแล้วก็ไม่สามารถจะซ่อมแซมได้ครับ

• เลือกหวี (comb) ที่ดี

    สิ่งที่ทำอันตรายต่อเส้นผมหรือหนังศีรษะที่สำคัญประการหนึ่งคือการหวีผม เพราะเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องทำเป็นประจำทุกวัน ก่อนอื่นควรเลือกหวีที่มีฟันกว้างพอสมควร เพราะถ้าคุณเลือกหวีที่ฟันแคบไปก็จะเป็นอันตรายต่อเส้นผมหรือหนังศีรษะได้ และถ้าสามารถเลือกหวีที่มีสารเทฟลอน (Teflon) เคลือบไว้ที่ฟันด้วยก็จะช่วยลดแรงเสียดทานต่างๆ ได้มากขึ้นด้วย

   นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ว่าต้องหวีผมให้ได้ถึงวันละ 100 หนเพื่อให้ผมมีสุขภาพที่ดี เป็นความเชื่อที่ผิดนะครับ เพราะถ้าคุณหวีวันละ 100 หนเป็นเวลานานๆ ผมจะร่วงมากกว่าครับ เพราะเป็นการทำอันตรายต่อเส้นผมและหนังศีรษะ โดยทั่วไปผมแนะนำให้หวีวันละ 5-10 ครั้งก็พอแล้ว

• เลือกแปรง (brush) ที่ดี

    ลักษณะของแปรงผมที่ดี ควรมีตัวฟันแปรงห่างกันพอสมควร และทำด้วยพลาสติกที่มีปลายเป็นจุดบอลเล็กๆ ติดอยู่เพื่อลดโอกาสที่จะขีดข่วนทำอันตรายต่อหนังศีรษะของคุณ ปัจจุบันแปรงที่กำลังนิยมกันมากคือแปรงที่ทำจากไม้ซี่เล็กๆ มีปลายค่อนข้างแหลม เพราะเชื่อว่าเป็นผลิตธรรมชาติที่ดี ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ วิธีง่ายๆ ในการเลือกซื้อ

ก็คือลองแปรงผมของคุณ ถ้าคุณรู้สึกเจ็บหรือปวดก็แสดงว่าแปรงนั้นไม่เหมาะกับหนังศีรษะของคุณ

• อย่าหวีผมตอนผมเปียก

     เวลาหลังสระผมนั้นผมมักจะเปียกและพันกัน คนส่วนมากมักจะหวีหรือแปรงผมเพื่อที่จะให้ผมดูดี แต่เวลาที่ผมเปียกนั้นเป็นช่วงที่เส้นผมจะอ่อนแอมากไม่ควรไปทำอะไรกับเส้นผมช่วงนั้นมาก อาจจะใช้นิ้วมือช่วยสางผมจากโคนผมถึงปลายผม และเมื่อเวลาที่ผมเกือบแห้งแล้วจึงค่อยใช้หวีหรือแปรงผมจะดีกว่าครับ

• ไม่ควรเป่าผมด้วยความร้อน

    คนส่วนใหญ่นิยมเป่าผมให้แห้งโดยใช้ความร้อนสูง โดยใช้เครื่องเป่าผมที่บ้านหรือใช้ที่ครอบผม (hood) ในร้านทำผม ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดเพราะความร้อนจะสลายเส้นผมได้ และทำให้น้ำในเส้นผมระเหยออกอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิด "bubble hair" ซึ่งจะทำให้เส้นผมแตกหักได้ ความจริงแล้วควรใช้ที่เป่าผมให้ลมออกมาในอุณหภูมิปกติ (แต่ผู้ใช้ส่วนมากมักไม่ชอบ) ผมจึงแนะนำให้ใช้ความร้อนน้อยที่สุดก็แล้วกันครับ

• อย่าแกะหรือเกาหนังศีรษะ

    ในคนที่มีรังแคหรือผิวหนังอักเสบที่ศีรษะบางคนจะมีอาการคันที่หนังศีรษะร่วมด้วย และมักจะคอยแกะหรือเกาทำให้ผมร่วงได้ ซึ่งบางทีจะรักษายากกว่าอาการรังแคเองเสียอีก ถ้าคุณมีรังแคหรือคันศีรษะมาก ควรพบแพทย์ผิวหนังดีกว่า เพราะอาจจำเป็นต้องใช้โลชั่นในกลุ่มของสเตียรอยด์ร่วมกับแชมพูยาสระผม และในรายที่มีอาการคันมากอาจต้องใช้ยา antihistamine ชนิดรับประทานเพื่อช่วยอาการคันในช่วงแรกครับ

• ลองใช้ conditioning shampoo ดู

    ส่วนมากคนที่มาหาหมอผิวหนังนั้นมักมีผมที่เสียมากพอสมควร การใช้แชมพูที่ผสมครีมนวดผม (conditioner) จะช่วยได้

แต่หมอผิวหนังก็มักแนะนำให้ใช้แยกกันโดยใช้ครีมนวดผม (conditioner) ตามหลังแชมพู

• ควรใช้ instant conditioner ตามหลังการสระผม

    instant conditioner ก็คือ conditioner ที่ใช้ทันทีหลังสระผม ซึ่งพวกนี้ระยะหลังๆ มักมีสารซิลิโคน (silicon) ประกอบด้วย การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยให้สภาพเส้นผมดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อยครับ

• ลองใช้ deep conditioner อาทิตย์ละหน

    การใช้ deep conditioner จะเหมาะกับผมที่ได้รับการดัด ย้อม หรือทำเป็นเส้นตรง โดยการหมักไว้ประมาณ 20-30 นาที ซึ่งมี 2 ชนิด คือ ชนิดน้ำมัน (oil) หรือโปรตีน (protein) โดยมากผมมักแนะนำให้ใช้แบบโปรตีนเพราะใช้ได้ทุกสภาพเส้นผม ส่วนชนิดน้ำมันเหมาะกับผมหยักศกที่ยืดเป็นผมเส้นตรง

• ตัดผมเสียที่ปลายผมออกไป

    คนส่วนมากมักไม่ค่อยอยากตัดผมที่เสียบริเวณปลายผมทิ้งเพราะอยากเก็บผมไว้นานๆ แต่หมอผิวหนังมักแนะนำให้ตัดเล็มออกไป เพราะผมที่เสียแล้วไม่มีประโยชน์ แถมยังทำให้ผมฟูฟ่องจัดทรงได้ยากอีกด้วยครับ   

แล้วคุณละ ดูแลผมของคุณหรือยัง ก่อนที่จะไม่มีผมให้ดูแลนะครับท่าน.....









29 กันยายน พ.ศ. 2551 01:00:00

ล้างมือ ไม่ต้องรออ่างทองคำ

:ฤดูไหน ทิชชู่ขายดีที่สุด คำตอบคือ ปลายฝนต้นหนาวนี่แหละ


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ไม่ใช่แต่ทิชชู่ ยาแก้หวัด ยาแก้เจ็บคอ ยาแก้ไอ ก็ขายดีเหมือนกัน

“ช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศแห้งและหนาวเย็น เชื้อโรคชอบ ทำให้ในฤดูหนาวมีโรคบางชนิดที่มักพบได้บ่อยทั้งหวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ มือเท้าปากในเด็กเล็ก” อาจารย์แพทย์หญิงเลลานี ไพฑูรย์พงษ์ จากหน่วยโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เล่าสถานการณ์

โรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจที่มักได้บ่อยอย่างพวก หวัด ไข้หวัดใหญ่ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ปอดบวม ข้อมูลของกองควบคุมโรคพบว่า อุบัติการณ์ของคนกรุงเทพฯ ป่วยเป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจสูงเป็นอันดับ 2 รองจากโรคระบบทางเดินอาหาร โดยในปี 2550 ที่ผ่านมา โรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคปอดอักเสบมีจำนวน 6,836 ราย หรือเทียบเท่าสัดส่วน 119.59 ต่อประชากรแสนคน  ขณะที่ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 2,148 รายหรือเท่ากับ 37.58 ต่อประชากรแสนคน

โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเหล่านี้ สามารถติดกันได้ง่ายเพราะเป็นเชื้อที่แพร่อยู่ตามอากาศ  แค่หายใจเอาเชื้อไวรัสที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศเข้าไป เชื้อไวรัสเหล่านี้จะแฝงตัวอยู่ในน้ำลาย น้ำมูก และละอองเสมหะ

ยิ่งได้อากาศเย็นเข้าไป เชื้อโรคเหล่านี้ยิ่งขยายจำนวนได้มากเป็นพิเศษในขณะที่ร่างกายมนุษย์ในสภาพอากาศที่หนาวเย็น อับชื้น จะมีภูมิต้านทานต่ำลง เพิ่มโอกาสติดเชื้อได้ง่าย

นายสิทธิสัตย์ เจียมวงศ์แพทย์ รองปลัดกรุงเทพมหานครกล่าวถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า ทางกทม. มีแนวทางการรับมือ โดยจะวางแผนการเพื่อแก้ปัญหาทั้งสองด้านคือ การป้องกันการติดเชื้อระหว่างผู้ป่วยและผู้ที่สัมผัส และมาตรการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน เช่น การฉีดวัคซีนโรคติดเชื้อไอพีดี วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น

“เมื่อป่วยด้วยโรคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ คนมักจะมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาล ทั้งที่ความจริงโรคเหล่านี้สามารถป้องกันได้ด้วยการรักษาความสะอาด ล้างมือบ่อยๆ และถูกวิธี” รองปลัด กทม. กล่าว

การล้างมือเป็นเรื่องง่าย แต่คุณหมอจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ยอมรับว่า คนที่ล้างมือให้ถูกวิธีนั้น มีอยู่น้อยมาก กทม. และสถานพยาบาลต่าง ๆ พยายามที่จะรณรงค์ให้ประชาชนล้างมือให้ถูกวิธี

ข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข แนะนำวิธีล้างมืออย่างถูกวิธี เพียงแค่ฟอกสบู่ แล้วใช้ฝ่ามือถูกัน จากนั้นถูหลังมือและซอกนิ้ว แล้วกลับไปถูฝ่ามือและซอกนิ้ว กำมือถูกัน ถูหัวแม่มือ ถูปลายนิ้วและเล็บ สุดท้ายคือ ถูข้อมือ เพียงแค่นี้ก็ช่วยให้ห่างไกลเชื้อโรคได้

อาจารย์แพทย์หญิงเลลานีกล่าวว่า เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ โครงการล้างมือและสวมหน้ากากอนามัยจึงเกิดขึ้น โดยเน้นที่โรงเรียนระดับประถมศึกษา และสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน ที่พบว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงของโรคไข้หวัด และโรคติดเชื้อไอพีดี

“โครงการนี้จะเข้าไปสอนวิธีการล้างมือที่ถูกต้องให้กับเด็ก รวมถึงแจกหน้ากากอนามัยให้กับเด็กที่ป่วย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่เด็กรายอื่น ในอนาคต โครงการนี้ก็จะขยายผลสู่สาธารณะ เพื่อให้ความรู้กับประชาชนทั่วไป เช่น การประชาสัมพันธ์ในห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ที่คนพลุกพล่าน ทั้งยังผลิตสื่อประเภทต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนรับรู้และใส่ใจการล้างมืออย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นวิธีการป้องกันเชื้อโรค เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดี” อาจารย์แพทย์หญิงเลลานี กล่าวถึงแนวทาง

และเพื่อป้องกันโรคที่มากับหน้าหนาว คุณหมอแนะนำวิธีการดูแลตัวเอง สำหรับคนที่สุขภาพแข็งแรงว่า ควรจะรักษาสุขภาพของตนด้วยการออกกำลังกาย ทานผักผลไม้ และดื่มน้ำมากๆ นอนให้เต็มอิ่ม และควรจะล้างมือบ่อย

ตัวผู้ป่วยควรจะสวมหน้ากากอนามัย ป้องกันการแพร่เชื้อโรค ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ร่วมกับคนอื่น และล้างมือบ่อยๆ


: สาลินีย์ ทับพิลา







28 กันยายน พ.ศ. 2551 00:30:00

คุณเป็นคนหนึ่งที่นอนไม่หลับหรือไม่ ?

:หลายคนคงเจอปัญหานอนไม่หลับ หลับๆตื่นๆ แต่รู้ไหมว่ามันมีสาเหตุมาจากอะไร แก้ไขได้หรือไม่ และเมื่อไรควรปรึกษาแพทย์


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นอนไม่หลับ (insomnia) โดยทั่วๆไปจะหมายถึง การที่นอนหลับยาก หลับๆ ตื่นๆ หรือตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วหลับต่อไม่ได้ ซึ่งจะส่งผลทำให้รู้สึกเพลีย หลับได้ไม่เต็มอิ่มในเช้าวันรุ่งขึ้น ในผู้ใหญ่โดยเฉลี่ยควรนอนให้ได้ประมาณ 7-8 ชม. โดยให้สังเกตว่าตราบใดที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้วมีความสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย สมองแจ่มใส ทำงานได้ดีตามปกติ ไม่ง่วงหวาวหาวนอน มีการตัดสินใจแก้ปัญหาได้ดี ถือว่าได้นอนเพียงพอแล้ว ซึ่งบางคนอาจจะนอนเพียง 5-6 ชม. เท่านั้น

ผู้ที่นอนไม่หลับจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล แม้ขณะที่นอนหลับก็จะตื่นบ่อยกว่าปกติ ในช่วงเวลากลางวันจะง่วงนอนมากผิดปกติ อัตราเมตาบอลิสซึมของร่างกายตลอด 24 ชั่วโมงเพิ่มขึ้น และเมื่อไปตรวจคลื่นสมอง จะพบลักษณะของ beta EEG activity เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน

ประเภทของการนอนไม่หลับ

แบบชั่วคราว หมายถึง นอนไม่หลับติดต่อกันเป็นหลายวัน แต่ไม่ถึงหลายสัปดาห์ หลายคนอาจจะเคยประสบกับปัญหานี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของความเครียดหรือความกังวลใจต่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เช่น ทะเลาะกับเพื่อนหรือแฟน มีปัญหากับที่ทำงาน หรือใกล้ๆวันสอบ หรือวันที่ต้องมีธุระสำคัญ เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วอาการจะดีขึ้นเองภายในไม่กี่วัน หรือในบางรายอาจต้องใช้ยานอนหลับช่วยในระยะสั้นๆ พออาการดีขึ้น ก็สามารถหยุดยาได้

นอนไม่หลับแบบระยะต่อเนื่อง หมายถึง อาการนอนไม่หลับที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสัปดาห์ๆ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายหรือดีขึ้น ส่วนใหญ่มักเป็นผลจากความเครียด หรือเหตุการณ์ที่ทำให้เครียดนั้นยังไม่คลี่คลาย เช่น ตกงาน ปัญหาเศรษฐกิจเงินทอง รวมถึงปัญหาครอบครัว โดยทั่วไปถ้าปัญหาต่างๆ ได้รับการคลี่คลาย การนอนหลับก็มักจะกลับมาเป็นปกติได้ อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีผู้ที่มีอาการเหล่านี้ ควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์ว่ามีแนวทางอย่างไรที่จะช่วยปัญหาการนอนหลับของตน เพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาเรื้อรัง

การนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง เกิดขึ้นต่อเนื่องเกือบทุกคืน ติดต่อกันหลายเดือน หรือแม้กระทั่งเป็นปี สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการก็จะเริ่มซับซ้อนมากขึ้น ไม่ตรงไปตรงมาเพียงแค่ว่าเครียดแล้วนอนไม่หลับ หลายครั้งที่ความเครียดได้เบาบางหรือหายไปหมดแล้ว แต่อาการนอนไม่หลับกลับยังดำเนินอยู่ต่อ บางคนใจจดใจจ่อตลอดเวลาว่าคืนนี้จะหลับหรือไม่หลับ ถ้าไม่หลับแล้วพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะทำงานได้อย่างแจ่มใสหรือไม่ ทำให้เกิดความรู้สึกกลัวการนอน ไม่กล้าที่จะนอน เลยทำให้แทนที่เวลานอนจะเป็นเวลาที่ให้ความสุข กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความทุกข์และทรมาน

นอกจากนี้แล้วยังพบได้อยู่เรื่อยๆว่า สาเหตุทางร่างกายบางอย่างก็เป็นต้นเหตุทำให้นอนไม่หลับเรื้อรังได้ เช่น การหายใจผิดปกติขณะหลับ กล้ามเนื้อขากระตุกเป็นพักๆ ระหว่างนอน อาการปวด หรือแม้กระทั่งผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือโรคปอด เป็นต้น

สาเหตุของการนอนไม่หลับ

สาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับ ได้แก่ สาเหตุทางด้านจิตใจ ปัญหาทางจิตเวช รูปแบบการใช้ชีวิต และความเจ็บป่วยทางด้านร่างกาย ซึ่งถ้าสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเกิดจากปัญหาข้อหนึ่งข้อใดหรือหลายข้อ จะช่วยให้แก้ไขปัญหาให้ลุล่วงลงไปได้

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่ ปัญหาในเรื่องการทำงานที่ยังมีความกังวลอยู่ ปัญหาในครอบครัวที่ยังไม่ได้พูดคุยทำความเข้าใจกัน ปัญหาความเจ็บป่วยของตนเอง และบุคคลในครอบครัวที่ยังไม่หายเป็นปกติดี ปัญหาทางจิตใจ หรือมีภาวะซึมเศร้าที่ยังไม่ได้รับการรักษาอย่างได้ผล บางคนอาจลืมนำยานอนหลับที่เคยรับประทานประจำติดตัวมา บางคนอาจรับประทานอาหารก่อนเข้านอนมากเกินไป และบางคนอาจจะรับประทานเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไป นอกจากนี้ การใช้ยาบางชนิดอาจทำให้นอนไม่หลับได้ เช่น ยาแก้หวัด ยารักษาโรคหอบหืด และยาลดความดันโลหิตบางชนิด

สาเหตุทางด้านจิตใจ

ความเครียดเป็นตัวกระตุ้นทำให้นอนไม่หลับได้บ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัว การงาน หรือครอบครัว หลายครั้งที่การได้รับการช่วยเหลือ โดยคำปรึกษาแนะนำให้รู้จัก และเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา จะช่วยทำให้ปรับตัวกับปัญหาได้ดีขึ้น

แนวโน้มของแต่ละบุคคล บางคนมีแนวโน้มง่ายมากที่จะนอนไม่หลับ เช่น ชอบคิดมากคิดเล็กคิดน้อย หรือร่างกายไวหรือตื่นตัวต่อสิ่งแวดล้อมได้เร็ว เช่น ได้ยินเสียงอะไรเล็กน้อยก็จะรู้สึกตัวตื่นอยู่เรื่อยๆ

ปัญหาทางจิตเวช

โรคซึมเศร้า นอนไม่หลับโดยเฉพาะหลับแล้วตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วหลับต่อยาก เป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยในคนที่มีภาวะโรคซึมเศร้า ซึ่งอาการอื่นๆ ของโรคซึมเศร้าก็จะประกอบไปด้วย ความรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง พร้อมๆ กับใจคอที่หดหู่ เศร้า ไม่เบิกบาน ไม่สดชื่นเหมือนเมื่อก่อน ความคิดช้า ความจำไม่ค่อยดี ใจจดใจจ่ออะไรนานๆ ไม่ได้ มักมีเบื่ออาหาร น้ำหนักลดร่วมด้วย โดยปกติแล้วการรักษาที่สาเหตุของภาวะเหล่านี้ จะช่วยทำให้การนอนหลับกลับมาเป็นปกติอย่างเดิมได้

โรควิตกกังวลชนิด somatized tension พบได้บ่อยที่เป็นสาเหตุของอาการนอนไม่หลับ ผู้ป่วยมักพบว่าอาการนอนไม่เป็นอาการเด่นเป็นอาการเดียว ในขณะที่ผู้ป่วยโรควิตกกังวลโดยทั่วไปมักจะมีอาการหลายชนิดมาปรึกษาแพทย์

รูปแบบการใช้ชีวิต

การใช้สารกระตุ้นสมอง ปัจจุบันพบว่าเป็นปัญหามากขึ้น เนื่องจากสารเสพติดหลายชนิดมีฤทธิ์กระตุ้นสมอง โดยความไวของแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้ ขึ้นกับโปรตีนตัวรับในสมอง

กาแฟที่มีคาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นสมอง ทำให้มีผลต่อการนอนหลับ โดยพบว่าจะหลับได้ยากขึ้น โดยเฉพาะการดื่มกาแฟใกล้เวลาเข้านอน ผลดังกล่าวเกิดขึ้นได้แม้จะเป็นกาแฟที่สกัดคาเฟอีนก็ตาม

สารนิโคตินในบุหรี่จะออกฤทธิ์กระตุ้นสมอง ทำให้ผู้ที่สูบบุหรี่บ่อยมักมีปัญหาหลับได้ยากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่

การดื่มเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์ก่อนนอน อาจช่วยทำให้ง่วงหรือรู้สึกหลับได้ง่ายขึ้น แต่ผลที่ตามมาหลังจากแอลกอฮอล์ถูกเผาผลาญในร่างกายประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังจากนั้น จะทำให้เกิดสารที่ไปรบกวนการนอนหลับ โดยมักจะหลับๆ ตื่นๆ หลับไม่ลึก ตลอดทั้งคืน

เวลาการเข้านอน หลายคนมักเข้านอนไม่เป็นเวลาและแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละคืน รวมถึงคนที่ต้องทำงานเป็นกะด้วย อาจจะทำให้มีผลต่อการนอน คือ นอนไม่หลับได้ การพยายามปรับเวลาเข้านอน-ตื่นนอนให้สม่ำเสมอ จะช่วยให้ปัญหานี้ดีขึ้นได้

พฤติกรรมการเรียนรู้ หลายคนนอนไม่หลับหลังจากมีเหตุการณ์ที่ทำให้เครียด แต่เมื่อเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นคลี่คลายลงไปแล้ว การนอนไม่หลับยังคงดำเนินอยู่ และอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน คือ ความวิตกกังวลว่าคืนนี้จะหลับหรือไม่หลับ ใจจดใจจ่อกับนาฬิกาว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว บางคนถึงกับกลัวห้องนอน หรือการนอนเลยทีเดียว แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้ตั้งใจจะหลับ เช่น นอนอ่านหนังสือบนโซฟา หรือนอนฟังวิทยุนอกห้องนอน กลับเผลอหลับได้ง่ายขึ้น

พฤติกรรมการเรียนรู้เหล่านี้พบได้บ่อยในผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับเรื้อรัง การรักษาปัญหานอนไม่หลับลักษณะนี้จะมุ่งที่พฤติกรรมการนอน, การลดความวิตกกังวล และการทำให้บรรยากาศของห้องนอนของเดิมนั้นเปลี่ยนไปและทำให้เกิดความรู้สึกง่วง สงบ และอยากนอน

ความเจ็บป่วยทางกาย

อาการปวด ไม่ว่าจะเป็นจากอาการปวดกระดูก ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดจากสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ จะรบกวนคุณภาพและประสิทธิภาพการนอนหลับอย่างมาก

สาเหตุของนอนไม่หลับเรื้อรังเกิดจากกลุ่มอาการหายใจผิดปกติในขณะหลับ หรือหยุดหายใจเป็นพักๆ ในขณะหลับ ทำให้สมองขาดออกซิเจนเป็นพักๆ อาจรู้สึกได้ว่าคืนที่ผ่านมานอนหลับได้ไม่ดีพอ หลับได้ไม่ลึก ไม่สดชื่น อาการหยุดหายใจจะเกิดขึ้นเป็นพักๆ อาจหลายสิบครั้งจนกระทั่งถึงหลายร้อยครั้งได้ในแต่ละคืน

ขากระตุกเป็นพักๆ ระหว่างหลับ ในบางรายจะพบว่าในขณะที่หลับนั้น กล้ามเนื้อที่ขาจะมีอาการกระตุกเร็วๆ เป็นพักๆ ได้ ส่วนใหญ่แล้วจะประมาณทุกๆ 30-45 วินาที และอาจจะต่อเนื่องเป็นชั่วโมง หลายรอบต่อคืน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ จะทำให้สมองตื่นเป็นพักๆ โดยที่คนผู้นั้นอาจไม่รู้สึกตัวตื่น ผลในตอนเช้าก็คือ จะรู้สึกว่าคืนที่ผ่านมานอนหลับได้ไม่ดี

เมื่อไหร่จึงควรมาปรึกษาแพทย์

เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่ามีปัญหาเรื่องการนอนที่รบกวนและมีผลต่อการดำเนินชีวิตอย่างต่อเนื่อง 2-3 อาทิตย์ ขึ้นไปนั้น ควรปรึกษาแพทย์ทันที หลายครั้งที่ปัญหาการนอนไม่หลับสามารถดีขึ้นได้ เพียงเข้าใจธรรมชาติของการนอน หรือปรับเปลี่ยนความเชื่อดั้งเดิม หรือทัศนคติบางอย่างที่มีต่อการนอนหลับ

แต่ในบางครั้งแพทย์อาจจะพิจารณาใช้ยาบางอย่าง เพื่อช่วยทำให้ปัญหาการนอนดีขึ้น หรืออาจจะต้องส่งตรวจเพื่อประเมินสภาพการนอนหลับให้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ส่งตรวจห้องปฏิบัติการนอนหลับ เป็นต้น ปัจจุบันถือเป็นการตรวจมาตราฐานที่แพร่หลายอย่างหนึ่ง สามารถตรวจได้ตามโรงพยาบาลหลายแห่งทั้งของรัฐและเอกชน

พึงระลึกไว้เสมอว่าอาการนอนไม่หลับอาจเป็นอาการนำของโรคอื่นๆ โดยเฉพาะโรคทางจิตเวชบางชนิด

ข้อพึงปฏิบัติสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการนอนไม่หลับ

ข้อพึงปฏิบัติต่อไปนี้เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ โดยเฉพาะในการนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ซึ่งอาจจะช่วยทำให้ปัญหาเหล่านี้ค่อยๆ คลี่คลายลงไปได้ไม่มากก็น้อย การรักษาปัญหานอนไม่หลับมักจะต้องใช้เวลาพอสมควร ผลการรักษาส่วนใหญ่มักจะไม่เห็นผลแบบทันตาเห็น แต่จะค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับ

เข้านอนเมื่อรู้สึกง่วง

ถ้าจะมีการงีบหลับในช่วงบ่าย อาจจัดเวลางีบหลับให้เป็นประจำสม่ำเสมอ โดยไม่ควรเกิน 1-2 ชม. และไม่ควรงีบหลับหลัง 15.00 นาฬิกา เพราะอาจมีผลต่อการนอนหลับในคืนนั้นๆได้

ไม่ควรใช้เวลาอยู่บนเตียงนานๆ โดยที่ไม่หลับ ไม่ควรนอนค้างอยู่บนเตียงทั้งที่ไม่หลับ ด้วยความคิดที่ว่าอยากจะชดเชยการนอนให้มากที่สุด เพราะการกระทำลักษณะนี้จะยิ่งทำให้คุณภาพการนอนยิ่งแย่ลง และเกิดความไม่ต่อเนื่องของการหลับได้มากขึ้น

ควรตื่นนอนในตอนเช้าให้เป็นเวลาทุกวันสม่ำเสมอ

พยายามหาเวลาออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสุขภาพร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจากการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในผู้สูงอายุนั้นมีความสัมพันธ์กับคุณภาพของการนอนหลับที่ดีขึ้น

หลีกเลี่ยงยาหรือสารเคมีบางตัวที่จะมีผลต่อการนอนหลับ เช่น กาแฟ บุหรี่ เป็นต้น

ควรระมัดระวังเรื่องการใช้ยานอนหลับ ไม่ควรใช้ยานอนหลับอย่างต่อเนื่องด้วยตนเองโดยไม่ ปรึกษาแพทย์ เพราะการใช้ยานอนหลับอย่างต่อเนื่องในระยะหนึ่งนั้นจะไปมีผลรบกวนต่อการนอนหลับของเราเองได้








27 กันยายน พ.ศ. 2551 01:00:00

คุณเป็น "อัลไซเมอร์" หรือเปล่า?

:ทุกท่านคงเคยได้ยิน ได้ฟัง เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ แต่ถ้าสงสัยว่าตนเองหรือญาติป่วยเป็นโรคนี้หรือไม่ และจะทำอย่างไรต่อไป มาทำความรู้จักกับโรคนี้กันเถอะ


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : อัลไซเมอร์ เป็นโรคสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุดโดยจะมีการเสื่อมของเซลล์สมองทุกส่วนเป็นแล้วไม่มีวันหาย ผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่สามารถแยกทุกผิด มีปัญหาในเรื่องการใช้ภาษา การประสานงานของกล้ามเนื้อเสียไป ความจำเสื่อม ในระยะท้ายของโรคจะสูญเสียความจำทั้งหมด 

ในสหรัฐประมาณว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคนี้กว่า3-4 ล้านคน และจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก เนื่องจากประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 2-4 % ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากขึ้น กล่าวคือจะพบเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุก 5 ปี หลังอายุ 60 ปี

แม้ว่าโรคนี้จะไม่สามารถป้องกัน และไม่สามารถรักษา ญาติสามารถช่วยผู้ป่วยโดยการศึกษาโรคนี้และช่วยผู้ป่วยอย่างถูกวิธี

สาเหตุของโรค  

จากความผิดปกติในเนื้อสมองจะพบลักษณะที่สำคัญสองอย่างคือกลุ่มใยประสาทที่พันกัน Neurofibrillary Tangles.และมีสาร Beta Amyloid ในสมอง ใยสมองที่พันกันทำให้สารอาหารไม่สามารถไปเลี้ยงสมอง การที่สมองมีคราบ Beta Amyloid หุ้มทำระดับ acetylcholine สมองลดลงสาร acetylcholine จะมีส่วนสำคัญในเรื่องการเรียนรู้และความจำ

การอักเสบ inflammatory สาร amyloid เมื่อสลายจะให้สารอนุมูลอิสระออกมา อนุมูลนี้จะทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์สมอง กรรมพันธุ์ โรค Alzheimer ทีเกิด late onset จะมีการเพิ่มของ gene ที่ควบคุมการสร้าง apolipoprotein E4 (ApoE 4) ส่วนที่เกิด early onset จะมีการเปลี่ยนแปลงของ gene presenilin-1 (PS1) และ presenelin-2 (PS2)

อาการเด่นของโรคอัลไซเมอร์ ก็คือ ความจำเสื่อมหรือ หลงลืม เรื่องที่ลืมก็จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ลืมปิดเตารีด ลืมกินยา  หรือใครมาพบวันนี้ ลืมชื่อคน ลืมของ หาของใช้ส่วนตัวไม่พบ ชอบพูดซ้ำ ถามคำถามซ้ำ เพราะจำคำตอบไม่ได้ มีปัญหาเรื่องการพูดและการใช้ภาษา คือจะคิดคำศัพท์บางคำไม่ออก ใช้คำใกล้เคียงแทน สติปัญญาความเฉลียวฉลาดลดลง ทักษะต่างๆ จะเริ่มสูญไป อารมณ์หงุดหงิด และอาจท้อแท้ เพราะอาการดังกล่าว

อาการของโรค

อาการจะเริ่มเป็นตอนอายุ 65 ปี แต่บางรายเป็นเร็วกว่านั้นอาจจะเริ่มตอนอายุ 40 ปีอาการเริ่มเป็นใหม่ๆจะมีอาการขี้ลืม และสูญเสียสมาธิ ซึ่งอาการแรกๆอาจจะวินิจฉัยยากเพราะอาการนี้ก็เป็นกับผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ การดำเนินโรคจะค่อยเป็นค่อยไป และทรุดลงในช่วงระยะ 1-3 ปี มีปัญหาเรื่องวันเวลาสถานที่ และอาจหลงทางกลับบ้านไม่ถูก ลืมชื่อญาติสนิท หวาดระแวง สับสน โดยเฉพาะกลางคืนอาจไม่นอนทั้งคืน จะออกนอกบ้าน และมีพฤติกรรมก้าวร้าว บางคนก็กลับเปลี่ยนไป เป็นไม่สนใจสิ่งแวดล้อม งดงานอดิเรกที่เคยทำ เช่น เก็บกวาดต้นไม้ หรือดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ ส่วนหนึ่งเพราะดูและอ่านไม่ค่อยเข้าใจ คิดคำนวณไม่ได้ ใช้จ่ายทอนเงินไม่ถูก เมื่อเวลาผ่านไปอีก 2-3 ปี อาการยิ่งทรุดหนัก ความจำเลวลงมาก จำญาติไม่ได้ เคลื่อนไหวช้าลง ไม่ค่อยยอมเดิน หรือเดินก็เหมือนก้าวขาไม่ออก ลังเล ทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง เช่นอาบน้ำ แปรงฟัน รับประทานอาหารไม่ได้ พูดน้อยลง ไม่เป็นประโยค ที่สุดก็ไม่พูดเลย กลั้นปัสสาวะ อุจจาระไม่ได้ ต้องมีคนดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะเสียชีวิตในเวลา 2-10 ปี โดยเฉลี่ย 10 ปี ด้วยโรคแทรก เช่น ติดเชื้อจากปอดบวม หรือแผลกดทับ

โรค Alzheimer สามารถแบ่งระยะของโรคได้ 3 ระยะได้แก่

ระยะเริ่มแรก ผู้ป่วยจะรับรู้ว่าขี้ลืม ลืมปิดเตารีด ลืมปิดประตู ลืมชื่อคน ลืมรับประทานยา ต้องให้คนช่วยเขียนรายการที่จะทำ

ระยะที่สอง ผู้ป่วยจะสูญเสียความจำโดยเฉพาะความจำที่เพิ่งเกิดใหม่ๆโดยอาจจะจำเรื่องราวในอดีต เริ่มใช้คำพูดไม่ถูกต้อง อารมณ์จะผันผวน

ระยะที่สาม ผู้ป่วยจะสับสน ไม่รู้วันรู้เดือน บางรายมีอาการหลงผิด หรือเกิดภาพหลอน บางรายอาจจะก้าวร้าวรุนแรง ปัสสาวะราด ไม่สนใจตนเอง

อันที่จริงโรคนี้มีมานานแล้วโดย Dr. Alois Alzheimer เป็นแพทย์ชาวเยอรมันเป็นผู้บรรยายไว้ตั้งแต่ปี คศ.1906 ที่นำมากล่าวขานกันระยะหลังนี้มากขึ้น ด้วยเหตุมีผู้ที่เคยเป็นผู้นำประเทศอย่าง Ronald Reagan ป่วยเป็นโรคนี้ และ วงการแพทย์ค้นพบปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและอาจเป็นสาเหตุของโรคนี้มากขึ้น ที่สำคัญคือ สามารถผลิตยาที่ช่วยทำให้อาการของอัลไซเมอร์ดีขึ้น

ปัจจัยเสี่ยง

อายุ ยิ่งอายุมากยิ่งมีโอกาสเป็นมากดังกล่าว พบว่าร้อยละ25ของผู้ป่วยอายุ 85ปี เป็นโรคนี้

โรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูงทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความจำ การรักษาความดันจะทำให้ความจำดีขึ้น


เรื่องของกรรมพันธุ์ ถ้ามีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ โอกาสที่จะเป็นก็มากขึ้น เรื่องพันธุกรรมนี้มีความก้าวหน้าขึ้นมาก เช่น ทราบว่าความผิดปกติของยีน (gene) ที่สร้าง amyloid precursor protein จะทำให้ได้โปรตีนที่ผิดปกติ ก่อให้เกิดตะกอนที่เรียกว่า amyloid plaques ในเนื้อสมอง และผู้ที่มี gene บนโครโมโซมที่ 19 ชนิด Apolipoprotein E4 จะมีโอกาสเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้มากกว่าคนปกติ นอกจากนี้ ยังพบโปรตีนที่ผิดปกติอื่นๆ เช่น Tau protein ที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดกลุ่มใยประสาทที่พันกัน (Neurofibrillary tangles) ที่พบเป็นลักษณะจำเพาะของพยาธิสภาพของโรคอัลไซเมอร์

ยากับโรคอัลไซเมอร์

การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน เริ่มมีความสำคัญ ในต่างประเทศพบว่าผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจนมีโอกาสเกิดโรคอัลไซเมอร์น้อยกว่า และเป็นโรคช้ากว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้ยานี้

ยากลุ่มต้านการอักเสบที่เรียกว่า NSAID ก็พบว่า อาจมีบทบาทลดอุบัติการณ์ของโรค เนื่องจากพบว่าผู้ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์มีประวัติใช้ยากลุ่มนี้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็น นอกจากนี้ยาหรือสารต้านอ๊อกซิแดนท์ต่างๆ เช่น วิตามิน C และ E รวมถึงใบแปะก๊วย (gingo bibloa) ก็กำลังอยู่ในความสนใจ และมีการศึกษากันอย่างกว้างขวาง ว่าอาจจะช่วยหรือป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีปริมาณเซลล์สมองลดลง และสารสื่อประสาท อะเซติลโคลีนลดลงด้วย สารสื่อประสาทนี้เป็นตัวเชื่อมโยงคำสั่งต่างๆ ของเซลล์สมองที่ควบคุมด้านความจำ ความคิดอ่านและพฤติกรรมต่างๆ เมื่อสารอะเซติลโคลีนลดลง จึงทำให้เกิดอาการต่างๆของโรคอัลไซเมอร์ ปัจจุบันมียาที่ช่วยเพิ่มปริมาณของสารอะเซติลโคลีนในสมอง โดยออกฤทธิ์ต้านเอ็นไซม์อะเซติลโคลีนเอสเตอเรสที่ย่อยสลายอะเซติลโคลีน ยานี้จึงช่วยให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ มีอาการดีขึ้นได้ และชลอการทรุดลงของโรคถ้าได้ใช้ในระยะเริ่มแรก แต่จะไม่ทำให้โรคหายขาด

การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ต้องให้ความเข้าใจ เห็นใจ ว่าผู้ป่วยไม่ได้ตั้งใจที่จะก้าวร้าว หงุดหงิดอย่างที่เราเห็น แต่เป็นจากตัวโรคเอง ไม่ควรทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่มั่นใจ อาย หรือหงุดหงิด เช่น ถ้าคุยอะไรแล้วผู้ป่วยนึกไม่ค่อยออกหรือจำไม่ได้ ควรเปลี่ยนเรื่อง เอาเรื่องที่คุยแล้วมีความสุข ผู้ป่วยไม่สามารถคิดเลขได้ ไม่สามารถเล่นดนตรีแต่สามารถร้องเพลงพร้อมกับวิทยุ เล่นหมากรุกไม่ได้ แต่สามารถเล่นเทนนีสได้ หรือถ้ามีความคิดอะไรผิดๆ ไม่ควรเถียงตรงๆ ถ้าไม่จำเป็นก็อาจไม่ต้องอธิบายมาก เนื่องจากจะทำให้หงุดหงิด และหมดความมั่นใจ

ควรจัดห้องหรือบ้านให้น่าอยู่ สดใส ใช้สีสว่างๆ ถ้าในรายที่ชอบเดินไปมามากๆ ต้องใช้เทคนิคการเบี่ยงเบนความสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรืออาจใช้การพาดเสื้อผ้า ไว้ที่ลูกบิดประตูเพื่อไม่ให้เห็นลูกบิด ต้องเก็บของมีคม หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าให้มิดชิด ปิดวาวล์เตาแก๊สไว้เสมอ เป็นต้น

ในรายที่มีอาการที่เริ่มจะดูแลยาก เช่น ก้าวร้าวมาก เอะอะโวยวาย สับสนมาก หรือ เดินออกนอกบ้านบ่อยๆ ควรพาไปพบแพทย์ระบบประสาท เนื่องจากอาจจำเป็นต้องใช้ยาช่วยลดอาการดังกล่าว

การดูแลผู้ป่วยตามระยะของโรค

ผู้ป่วยในระยะแรก

บอกการวินิจฉัยให้แก่ผู้ป่วยเพื่อที่แพทย์จะสามารถให้การรักษาได้ตั้งแต่เริ่มเป็น แพทย์ ผู้ที่ดูแล และผู้ป่วยจะต้องมาปรึกษาว่าจะเกิดภาวะอะไรกับผู้ป่วย เช่นความจำ อารมณ์เป็นต้น

อารมณ์ เนื่องจากผู้ป่วยจะมีอารมณ์ที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว อาจจะกร้าวและโกรธจัด พฤติกรรมนี้เกิดจากความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง และเกิดจากที่ผู้ป่วยสูญเสียความรู้และไม่สามารถเข้าใจสิ่งต่างๆรอบตัว และไม่สามารถใช้คำพูดได้อย่างเหมาะสมจึงทำให้ผู้ป่วยมีอารมณ์ที่แปรปรวน ผู้ให้การดูแลต้องจัดสิ่งแวดล้อมให้เรียบง่าย ให้เงียบ เวลาพูดกับผู้ป่วยต้องช้าๆ และให้ชัดเจน ไม่ให้ทางเลือกกับผู้ป่วยมากไปเนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถตัดสินใจได้ถูกต้อง เช่นให้ผู้ป่วยเลือกเสื้อผ้าเอง ผู้ป่วยไม่สามารถเลือกเสื้อผ้าให้เข้ากันซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยโกรธ เมื่อผู้ป่วยโกรธ หรือตะโกนอาจจะหาของว่างให้รับประทาน หรือขับรถให้ผู้ป่วยเที่ยวซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยสงบ ผู้ให้การบริการจะต้องมีอารมณ์ทีสงบ อารมณ์ไม่ฉุนเฉียว

ความสะอาด ผู้ป่วยมักจะไม่อยากอาบน้ำ ผู้ป่วยอาจจะเลือกเสื้อผ้าไม่เหมาะสมผู้ดูแลอย่าโกรธ ต้องแสดงความเห็นใจ

การขับรถ เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ห้ามขับรถ ต้องป้องกันผู้ป่วยออกนอกบ้านโดยการ lock ประตูและอาจจะติดสัญญาณเตือนเมื่อผู้ป่วยออกนอกบ้านพยายามให้ผู้ป่วยออกกำลัง เช่นเดินครั้งละ 30 นาทีวันละ 3 ครั้งจะทำให้ผู้ป่วยเพลียและหลับง่าย

การนอนหลับ มีคำแนะนำให้เปิดไฟให้สว่างในเวลากลางวัน จะทำให้ผู้ป่วยหลับในเวลากลางคืน

การดูและในระยะท้ายของโรค

ผู้ป่วยจะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ หากมีอาการดังกล่าวจะต้องตรวจดูว่ามีโรคติดเชื้อหรือไม่ ผู้ดูแลสามารถกะเวลาปัสสาวะได้โดยกำหนดเวลา และปริมาณน้ำและอาหารที่ให้ และสามารถพาผู้ป่วยไปห้องน้ำได้ทัน

การเคลื่อนไหว ระยะท้ายผู้ป่วยจะจำไม่ได้ว่าเคลื่อนไหวอย่างไร จะนอนหรือนั่งรถเข็น ผู้ดูแลต้องคอยพลิกตัวผู้ป่วยทุกสองชั่วโมง ทำกายภาพบำบัดเพื่อแก้ข้อติด

การรับประทานอาหาร ผู้ป่วยจะกลืนอาหารไม่ได้ต้องให้อาหารทางสายยาง ผู้ดูแลต้องระวังสำลักอาหาร

สรุป ข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่

อัลไซเมอร์เป็นโรค ไม่ใช่ภาวะสมองเสื่อมตามธรรมชาติ หรือตามอายุที่มากขึ้น

สาเหตุยังไม่ทราบชัด แต่น่าจะมีส่วนจากพันธุกรรม อาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ดังนั้นสามารถเกิดได้กับทุกคน

ขณะนี้ ยังไม่สามารถป้องกัน และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

การดูแล ความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลผู้ป่วย

ถ้ามีญาติที่เริ่มมีอาการหลงลืม ควรพบแพทย์ระบบประสาท อาจเป็นสาเหตุอื่นที่รักษาหายขาดได้

โรคนี้มักเกิดในผู้สูงอายุ ดังนั้น ผู้ที่รู้สึกว่าหลงลืมบ่อยโดยที่อายุไม่มาก (20-50 ปี) มักเกิดจากสาเหตุอื่น ส่วนมากเกิดจากการพักผ่อนไม่พอ เครียด ไม่มีสมาธิ ควรแก้ไขสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่ดีขึ้นค่อยปรึกษาแพทย์ เพราะมักเป็นสาเหตุที่รักษาให้หายขาดได้

เนื่องจากยังไม่มีการวินิจฉัยที่แน่นอน การวินิจฉัยจะอาศัยหลัก 3 ประการ

มีอาการสมองเสื่อม อาการจะเริ่มจากความจำเสื่อม การเรียนรู้เสียไป

อาการของโรคจะดำเนินต่อเนื่อง ไม่หาย ต้องแยกภาวะหรือโรคอื่นที่ทำให้เกิดอาการสมองเสื่อม ไม่ควรกลัวโรคนี้จนเกินไป เนื่องจากขณะนี้มีการวิจัยเรื่องนี้มากมายทั่วโลก เชื่อว่าอีกไม่นานนัก อาจมียาที่รักษาหรือป้องกันได้

ในทางการแพทย์ ยังไม่แนะนำให้ทานยาใดๆเพื่อป้องกัน เพราะมักไม่ได้ผล และยาหรือสมุนไพรหรืออาหารเสริมเหล่านี้ส่วนมากมีราคาแพง และมักโฆษณาเกินความจริง

แล้วท่านละ มีอาการ "อัลไซเมอร์" กันหรือเปล่า อย่าลืมรีบปรึกษาแพทย์กันนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 19, 2008, 10:16:47 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #197 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2008, 04:27:00 PM »




25 ตุลาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

โอ๊ย คัน... คัน อะไรอยู่บนหัว !

:หลายๆคนต้องประสบปัญหาคันศีรษะทุกวัน ทั้งๆที่ก็สระผมทุกวัน แต๋ก็คัน จนแทบทนไม่ไหว แล้วคุณละ เป็นคนหนึ่งที่คันศีรษะหรือไม่ มาดูกันว่าคืออะไร... ที่บอกว่า คันๆ


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : รังแค (dandruff) เป็นสะเก็ดสีขาวบนหนังศีรษะเกิดจากเซลล์ชั้นบนสุดของหนังศีรษะลอกตัวหลุดออก ตามปกติแล้วเซลล์หนังศีรษะของคนเรา ซึ่งเกิดใหม่จะค่อยๆ เลื่อนจากใต้ผิวหนังขึ้นมาจนถึงผิวชั้นบนสุด และหลุดออกไปในเวลา ประมาณ 28 วันโดยเฉลี่ย โดยเซลล์ที่หลุดออกจะเป็นชิ้นเล็กๆ ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น แต่ถ้ามีสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้วงจรนี้ถูกเร่งให้เร็วขึ้น เช่น จาก 28 วัน เหลือแค่ 7-21 วัน โดยเซลล์ที่หลุดออกแทนที่จะเป็นชิ้นเล็ก กลับมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นขุยสีขาวหรือเทา และมองเห็นได้ชัด แถมยังจะมีอาการคันศีรษะร่วมด้วย แสดงว่ามีรังแคเกิดขึ้น

รังแคเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมาก รังแคถือว่าเป็นโรคของหนังศีรษะชนิดเรื้อรังที่มีลักษณะเฉพาะตัว บางคนอาจมีรังแคมาก บางคนอาจมีรังแคน้อย หรือไม่มีเลยก็ได้ หนังศีรษะที่มีรังแคจะคัน และมีกลิ่นเหม็น จากสถิติพบว่ารังแคมักเกิดขึ้นตั้งแต่อายุก่อน 20 ปี โดยทั่วไปวัยรุ่นจะเริ่มมีรังแค และเมื่ออายุ 50 ปี จะสังเกตพบว่ารังแคเริ่มหายไป จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าชาวคอเคเชียนประมาณครึ่งหนึ่งมีปัญหาเรื่องรังแค

รังแคมีทั้งชนิดผมมันและชนิดผมแห้ง อาจตรวจสอบได้ง่ายๆ ด้วยการก้มศีรษะลง วางกระดาษดำ หรือผ้าสีเข้มๆ ไว้ตรงหน้า แล้วหวีเอาฝุ่นผงต่างๆ จากเส้นผมออก ดูว่าฝุ่นผงที่หลุดมาจากเส้นผมมีลักษณะอย่างไร ถ้าเป็นผงเล็กๆ เหมือนแป้ง แสดงว่าเป็นปัญหารังแคผมแห้ง แต่ถ้าฝุ่นผงที่หลุดออกมามีลักษณะชิ้นใหญ่ เป็นก้อน และชื้น แสดงว่าเป็นปัญหารังแคผมมัน

สาเหตุ

รังแคเกิดจากเชื้อราเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุก เชื้อราดังกล่าวเป็นเชื้อราเซลล์เดียว หรือที่เรียกว่า 'เชื้อยีสต์' ชื่อวิทยาศาสตร์คือ malassezia หรือชื่อเดิมว่า pityrosporum

เชื้อราพวกนี้อาศัยอยู่ที่หนังศีรษะ กินน้ำมันที่สร้างมาจากต่อมรากผมและต่อมไขมันเป็นอาหารโดยปกติไม่ก่อให้เกิดปัญหาแต่อย่างใด แต่บางครั้งพบว่าเชื้อกำเริบและเติบโตรวดเร็วผิดปกติ จะก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังศีรษะ ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวที่เร็วขึ้น และพบมีเซลล์ที่ตายแล้วอยู่บนหนังศีรษะเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดเป็นรังแคในที่สุด

เดิมเชื่อกันว่า รังแคเกิดจากผิวหนังแห้ง ผิวหนังมันเกินไป การสระผมด้วยแชมพูบ่อยเกินไป การสระผมด้วยแชมพูน้อยเกินไป ภาวะโภชนาการไม่ดี ความเครียด หรือใช้ผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผมมากเกินไป ปัจจุบันพบว่าสาเหตุจากเชื้อรามีความสำคัญมากที่สุด

อาการ

รังแคทำให้มีอาการคันและมองดูไม่สะอาดตา ยิ่งเกายิ่งคันและจะมีขุยหลุดร่วงมากขึ้น สร้างความรำคาญและบั่นทอนบุคลิกภาพเป็นอย่างมาก บางครั้งสามารถรักษาให้หายได้ แต่มักจะกลับเป็นซ้ำได้อีก

โดยทั่วไปรังแคจะไม่มีการอักเสบบวมแดงทีบริเวณหนังศีรษะเลย แต่ถ้ามีรังแคมาก ร่วมกับอาการคัน หรือผื่นแดงที่หนังศีรษะ อาจเป็นอาการของโรคผิวหนัวบางชนิด เช่น โรคผิวหนังอักเสบเซ็บ-เดิร์ม (seborrheic dermatitis) โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) หรือโรคแพ้สารเคมี หรือน้ำยาบางอย่าง

การวินิจฉัย

สามารถให้การวินิจฉัยได้ไม่ยาก ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่ามีโรคผิวหนังชนิดอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมด้วยหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์

การรักษา

ใช้ยาสระผมกำจัดรังแค แม้ว่าจะไม่สามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้ เพียงทำให้ลดจำนวนลง แต่ยาสระผมกำจัดรังแคก็เพียงพอที่จะทำให้รังแคไม่ก่อให้เกิดปัญหาอีกต่อไป

ควรใช้ยาสระผมเหล่านี้ติดต่อกัน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ การสระผมแต่ละครั้งต้องทิ้งยาสระผมไว้เป็นระยะเวลา 5-15 นาที เพื่อให้ออกฤทธิ์ ไม่ควรรีบล้างออก หลังจากอาการดีขึ้น สามารถลดการใช้เป็น 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

หลังจากใช้ยาสระผมกำจัดรังแค ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจพบว่าไม่ได้ผลดี ควรเปลี่ยนเป็นยาสระผมชนิดอื่นในกลุ่มที่กล่าวข้างต้น แล้วหมุนเวียนสลับกันไปเรื่อยๆ ได้ ส่วนมากหลังเลยวัยรุ่นหรือเมื่อความมันของผิวลดลงอาการก็จะดีขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนแอนโดรเจน มีบทบาท

เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ภาวะที่ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่สบาย มีความเครียด รังแคอาจกำเริบขึ้นมาอีกได้

ในกรณีที่ใช้ยาสระผมเพียงอย่างเดียวแล้วไม่ได้ผล อาจต้องได้รับการตรวจเพื่อหาโรคผิวหนังอื่น ซึ่งอาจเป็นสะเก็ดผิวหนังคล้ายรังแคได้ เช่น โรคสะเก็ดเงิน หรือเชื้อราที่หนังศีรษะ เป็นต้น ซึ่งโรคทั้ง 2 ชนิดนี้

จำเป็นต้องใช้ยาทาที่ลดการอักเสบของผิวหนัง หรือยากินฆ่าเชื้อรา เป็นต้น

บางรายอาจใช้ยาหยดเพื่อลดการอักเสบที่หนังศีรษะ โดยหวีผมแสกออก แล้วหยดน้ำยาลงบนหนังศีรษะบริเวณที่มีสะเก็ด ใช้นิ้วเกลี่ยให้ทั่วบริเวณแล้วทิ้งไว้ ควรทำวันละสองครั้ง








24 ตุลาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

คุณเคยสังเกตุดวงตาของคุณว่า "ตาแห้ง" หรือไม่

:คุณเคยรู้สึกเคืองตาหรือแสบตาบ่อยๆ เหมือนมีผงอยู่ในตา ขนต้องขยี้หรือกระพริบตาบ่อยๆ ไหมคะ มาดูกันว่าอาการลักษระนี้เกิดขึ้นกับใครได้บ้าง

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : คนแรกคุณเรณู มีประวัติแพ้ยาแก้อักเสบจนเกิดภาวะ Stevens-Johnson syndrome (SJS) (มีอาการไข้ ผื่นขึ้นทั่วตัว เยื่อบุตาอักเสบเป็นหนอง เยื่อบุช่องปากอักเสบเป็นแผล) เมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีอาการแสบตา เคืองตาอยู่ตลอดเวลา ลืมตาไม่ค่อยได้ แพ้แสงต้องสวมแว่นดำอยู่ตลอดเวลา ไปพบจักษุแพทย์บอกว่าเป็นภาวะตาแห้งเรื้อรังอันเกิดจากโรค Stevens-Johnson

คนที่ 2 คุณประสิทธิ์ เรียนจบวิทยาศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์มาทำงานในฐานะคอมพิวเตอร์โปรแกรมเมอร์ของบริษัท งานกำลังรุ่งจึงทำให้คุณประสิทธิ์คร่ำเคร่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์วันละหลายๆ ชั่วโมง ระยะหลังพบว่าตัวเองมีอาการแสบตา เคืองตามาก จักษุแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นภาวะตาแห้งจากการใช้งานหน้าคอมพิวเตอร์นานเกินไป

รายที่ 3 คุณย่าแดง มีสายตาดีมากหลังการผ่าตัดต้อกระจกฝังแก้วตาเทียม ใช้สายตาได้ดีตลอดมา ระยะหลังเวลาคุณย่าแดงดูทีวีจะ

รายที่ 4 คุณสมศรี สายตาสั้นมาก ใช้คอนแทคเลนส์ตลอดมาหลายปี เพราะรู้สึกคล่องตัวดีกว่าการใช้แว่น มาระยะหลังพบว่าเวลาใส่คอนแทคเลนส์ได้ไม่ถึงชั่วโมง ตาจะแสบเคืองมากจนต้องถอดคอนแทคเลนส์ออก เพื่อนๆ แนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมช่วยก็อาการดีขึ้นบ้าง คุณสมศรีเป็นอีกรายที่เกิดภาวะตาแห้งจากการใช้คอนแทคเลนส์มานานนั่นเอง

เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะเคยมีอาการตาแห้งกันบ้าง บางท่านอาจรู้สึกว่าในดวงตาฝืดเคือง แสบ เหมือนไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตา บางท่านอาจมีอาการผิดปกติทางตาไปรับการตรวจจากจักษุแพทย์ทราบว่าอยู่ในภาวะตาแห้งควรหยอดน้ำตาเทียมช่วยบรรเทาอาการต่างๆ

อาการตาแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆ มักจะเป็นเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ โดยมักจะมีอาการไม่สบายตา ระคายเคืองตา แสบตา เคืองคล้ายมีเศษผงอยู่ในตา กระพริบตาบ่อยๆ สำหรับผู้ใช้คอนแทคเลนส์ประจำจะรู้สึกว่าใส่คอนแทคเลนส์ที่เคยใช้ไม่ได้ บางรายอาจมีอาการแพ้แสง ตาพร่ามัวลงร่วมด้วย อาการดังกล่าวจะเป็นมากขึ้นหากอยู่ในที่แห้งหรือกลางแจ้ง อาการจะดีขึ้นเมื่อได้พักสายตาหรือหลังหยอดน้ำตาเทียม

สาเหตุของภาวะตาแห้ง

ในภาวะปกติผิวด้านหน้าตาดำของคนเราจะฉาบไว้ด้วยน้ำตาเป็นชั้นๆ บางๆ 3 ชั้น ชั้นในสุดติดตาดำเป็นน้ำตาที่เป็นเมือกสร้างโดยต่อมต่างๆ ในเยื่อบุต่างๆ ชั้นกลางเป็นน้ำใสสร้างจากต่อมน้ำตาหลักและต่อมน้ำตาสำรอง ส่วนชั้นนอกสุดเป็นชั้นน้ำตาไขมันสร้างจากต่อมบริเวณเปลือกตา น้ำตาทั้ง 3 ชั้น จะทำหน้าที่เคลือบผิวกระจกตาให้เรียบ ให้ออกซิเจนแก่เซลล์ผิวกระจกตา ชะล้างสิ่งสกปรกตลอดจนเชื้อโรคบางตัวที่อาจพลัดหลงเข้าตา ในภาวะปกติน้ำตาถูกสร้างออกมาสม่ำเสมออย่างอัตโนมัติ แต่ยังมีน้ำตาอีกกลุ่มหนึ่งที่สร้างออกมาตอบสนองต่อการระคายเคือง เช่น เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา การมีแสงจ้ากระทบตา ตลอดจนบางส่วนที่ตอบสนองอารมณ์ เช่น ดีใจ เสียใจ จะมีน้ำตาออกมามากกว่าปกติ เมื่อมีน้ำตาออกมา ต้องมีการไหลออกจากดวงตาผ่านท่อน้ำตาไปสู่ถุงน้ำตาลงจมูกและคอ การเกิดภาวะตาแห้งจึงเกิดได้ 2 หลักใหญ่ คือ สร้างน้อยเกินไปหรือไหลออกจากตาเร็วเกินไป โดยทั่วไปอาจเกิดจากี่

เป็นโรคต่างๆ ที่ทำลายต่อมสร้างน้ำตา ทั้งต่อมน้ำตาหลัก ต่อมต่างๆ ที่เยื่อบุตาตลอดจนต่อมต่างๆ ที่เปลือกตา เช่น โรค Sjogren (โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดหนึ่งที่ทำให้ติดเชื้อง่าย และมีอาการปากแห้ง ตาแห้ง) เปลือกตาอักเสบเรื้อรัง โรค Stevens-Johnson syndrome (SJS) ที่ทำลายเยื่อบุตาโดยตรง ตาหลับไม่สนิท สารเคมีเข้าตา ฯลฯ

มีโรคทางร่างกายบางอย่างที่ทำให้การสร้างน้ำตาลดลง ได้แก่ โรคผิวหนัง Rosacea (มีลักษณะคล้ายสิว) โรครูมาตอยด์ โรค SLE (ที่รู้จักและเรียกกันว่า โรคพุ่มพวง) โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคภูมิแพ้ ตลอดจนภาวะหมดประจำเดือนหรือวัยทอง เป็นต้น

สิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น การทำงานในห้องปรับอากาศนานๆ อยู่บนเครื่องบินนานๆ อ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ตลอดจนการใช้คอนแทคเลนส์

การใช้ยารักษาโรคทางกายบางอย่างที่มีการใช้ยาเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การรักษาโรคความดันโลหิตสูง ยารักษาอาการซึมเศร้า ยาแก้แพ้ แก้หวัด ยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ เป็นต้น

“ตาแห้ง” รักษาอย่างไร

      ควรเริ่มด้วยหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคที่หลีกเลี่ยงได้ เช่น การอยู่ในห้องปรับอากาศนานๆ การอ่านหนังสือหรืออยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานเกินไป หลีกเลี่ยงที่จะอยู่ในที่มีแดดลมมาก หรือถ้าจำเป็นให้ใช้แว่นกันแดดกันลม เป็นต้น

     รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น เปลือกตาอักเสบ ความผิดปกติของเปลือกตา ลดหรืองดการใช้ยาที่ทำให้เกิดภาวะการณ์สร้างน้ำตาน้อยลง ใช้ยาแก้แพ้ในกรณีที่มีปัญหาภูมิแพ้ด้วย

     การใช้น้ำตาเทียม น้ำตาเทียมที่ใช้กันอยู่อาจเป็นในรูปของน้ำใส เป็นเจล หรือขี้ผึ้ง น้ำตาเทียมชนิดน้ำมี 2 ชนิดใหญ่ คือ ชนิดมีสารกันเสีย ซึ่งขวดหนึ่งสามารถใช้ได้นานเป็นเดือน กับรูปแบบชนิดไม่มีสารกันเสียใช้ได้ไม่เกิน 24 ช.ม. มักบรรจุอยู่ในหลอดพลาสติกเล็กๆ คล้ายหลอดยาฉีด มีน้ำตาเทียมอยู่ 4-8 หยด ประมาณ 0.4 cc หากตาแห้งเป็นไม่มาก สามารถหยอดน้ำตาเทียม วันละ 4 ครั้ง อาจจะใช้ร่วมกับน้ำตาเทียมชนิดเจล หรือใช้แบบขี้ผึ้งก่อนนอน หากอาการเป็นมากเพิ่มการหยอดน้ำตาเทียมได้ทุก 1-2 ช.ม. ซึ่งควรใช้แบบไม่มีสารกันเสีย หากใช้แบบมีสารกันเสียจำนวนมากกว่า 4 ครั้งต่อวัน ตัวสารกันเสียอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อเยื่อบุตาได้

     ใช้ยาหยอดลดการอักเสบของตาแบบอ่อนในรายที่มีการอักเสบของเยื่อบุตาร่วมด้วย

     ยากดภูมิต้านทาน (cyclosporine) เป็นตัวยาซึ่งกดภูมิต้านทานที่นิยมใช้ในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ มิให้ผู้รับอวัยวะมีปฏิกิริยาต่อต้านอวัยวะที่ได้มาใหม่ ในรูปของยาหยอดสามารถนำมาใช้กับผู้ที่มีอาการตาแห้งรุนแรงปานกลางจนถึงรุนแรงมากได้

         โดยทั่วไปภาวะตาแห้งส่วนมากแก้ไขและบำบัดได้ด้วยข้อปฏิบัติข้างต้น มีส่วนน้อยที่มีอาการตาแห้งมาก อาจต้องลงเอยด้วยการผ่าตัดอุดท่อน้ำตามิให้ไหลออกจากตา อาจจะใช้วัสดุอุดท่อน้ำตาแบบชั่วคราว หรือผ่าตัดปิดท่อน้ำตาแบบถาวรไปเลย

    แม้ว่าภาวะตาแห้งดูเหมือนจะไม่ร้ายแรง แต่เป็นภาวะที่มักจะเป็นเรื้อรัง ก็ทำให้เกิดความรำคาญ ไม่สบายตา บั่นทอนการใช้สายตาได้ วิธีแก้ไขมีตั้งแต่ง่ายๆ โดยการพักสายตาเป็นระยะ เมื่อต้องใช้งานต่อเนื่องยาวนาน การจัดวิถีการทำงานตลอดจนสภาพแวดล้อม ไปจนใช้น้ำตาเทียมช่วย หรือสุดท้ายอาจต้องลงเอยโดยการผ่าตัด


โดย ศ.พญ.สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต จักษุแพทย์








23 ตุลาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

  คุณรู้หรือไม่ว่า ทำไมคนเราถึงจาม ?


:จาม (Sneeze) คือ การหายใจออกอย่างรุนแรงฉับพลันและมีเสียงผ่านทางปากและจมูก ซึ่งมักจะเป็นกิริยาสนองฉับพลัน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : จมูกเป็นเส้นทางหลักของอากาศที่เราสูดเข้าและออก เนื่องจากตำแหน่งของมัน จมูกจึงมีหน้าที่หลายอย่าง ช่องทางที่มีลักษณะแคบทำให้ลมที่หายใจไหลมีความปั่นป่วนมากขึ้น ความปั่นป่วนนี้จะเพิ่มปฏิกิริยาระหว่างกระแสลมและเมือกในจมูก ทำให้ความร้อนและความชื้นเกิดการแลกเปลี่ยนขึ้น และอณุภาคก็จะถูกกำจัดออกไปด้วย

การจามเป็นการตอบสนองทางสรีรศาสตร์ต่อการระเคืองของเนื้อเยื่อบุทางเดินหายใจที่อยู่ในจมูก กระบวนดังกล่าวจะเริ่มจากการปล่อยสารเคมีเช่น ฮิสตามีน (histamine) หรือลิวโคไทรอีน (leukotrienes) สารเคมีเหล่านี้สร้างขึ้นมาจากเซลล์ที่ระคายเคือง) เช่น อีโอไซโนฟิล (eosinophils) และเซลล์มาสต์ (mast cells) ซึ่งมักจะพบภายในเมือกบุโพรงจมูก การปล่อยสารออกมานั้นเป็นผลมาจากการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ อณุภาคที่กรองไว้ สารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ (allergens) หรือการระคายเคืองทางกายภาพเช่น ควันบุหรี่ มลพิษ น้ำหอม และอากาศเย็น การเกิดภูมิแพ้กับเมือกบุโพรงจมูกต้องใช้แอนติบอดี IgE (immunoglobulin E มีความเจาะจงกับสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้) จึงทำให้ของเหลวออกมาจากเส้นเลือดภายในจมูกทำให้เกิดอาการคัดจมูก (congestion) และน้ำมูกไหล (nasal drip) ด้วยเหตุนี้เซลล์ประสาทจะถูกกระตุ้นทำให้เกิดอาการระคายเคือง

ในที่สุด การกระตุ้นจากเส้นประสาททำให้เกิดการตอบสนองภายในสมอง สัญญาณประสาทจะเดินทางไปที่เส้นประสาทรับความรู้สึกและควบคุมกล้ามเนื้อที่หัวและคอ

ทำให้เกิดการขับลมออกมาฉับพลัน ความเร็วของลมที่ปล่อยออกมาเกิดมาจากการสร้างความดันภายในหน้าอกโดยเส้นเสียง (vocal chords) จะถูกปิด เมื่อเส้นเสียงเปิออกอย่างรวดเร็วจะทำให้ลมที่ความดันไหลกลับไปที่ทางเดินหายใจเพื่อไล่สารที่ทำให้ระคายเคืองออกไป กระบวนการดังกล่าวช่วยกำจัดอณุภาคที่ระคายเคืองภายในจมูก อย่างไรก็ตาม ในคนที่ติดเชื้อ การจามจะเป็นการแพร่โรคหวัด โดยเชื่อไวรัสจะอยู่ในหยดเมือกที่ออกมา

การรักษาหลายๆ แบบจะช่วยควบคุมปฏิกิริยานี้ ยา antihistamine ทำงานโดยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของฮิสตามีนที่หน่วยรับความรู้สึกที่อยู่บริเวณเส้นเลือดในจมูก ยาลดน้ำมูก ( Decongestant) จะกระตุ้นหน่วยรับความรู้สึกที่อยู่บนเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดหดตัว เพื่อลดอาการคัดจมูก ยาสเตียรอยด์บางตัวจะใช้กับคนไข้ที่เป็นโรคภูมิแพ้เพื่อลดจำนวนเซลล์ที่ระคายเคืองทำให้ยับยั้งการปล่อยฮิสตามีนออกมา







22 ตุลาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

เมื่อลูกอ้วน... คุณจะทำอย่างไร

:ปัจจุบันเด็กไทย ส่วนใหญ่จะอุดมสมบูรณ์ ออกจะอ้วนๆ ท้วมๆ กันมากขึ้น สมัยก่อนเราอาจมองว่า เด็กอ้วนเป็นเด็กน่าเอ็นดู น่ารัก เลี้ยงง่าย กินง่าย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่เด็กเหล่านี้ โตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน ก็อาจมีปัญหาสุขภาพตามมาได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดสมองแตก โรคมะเร็งบางชนิด และโรคข้อกระดูก


เด็กที่มีน้ำหนักเกิน มักมีความเสี่ยงของโรคหัวใจ อย่างน้อย 1 อย่าง เช่น มีระดับโคเลสเตอรรอลสูง ระดับไตรกรีเซอร์ไรด์สูง ระดับอินซูลินสูง มีความดันโลหิตสูง เป็นต้น ซึ่งล้วนดูเหมือนเป็นสิ่งที่ไกลตัว เกินกว่าที่เด็กเล็กๆ หรือวัยรุ่นจะมาห่วง แต่ปัญหาอื่นๆ จากความอ้วนที่อาจมีผล หรือ "อาการ" ที่เด่นชัดมากขึ้น เช่น ปัญหานอนกรน หรือ sleep apnea (เด็กจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ ขณะนอน) ปัญหาการทรงตัว หรือเคลื่อนไหวร่างกาย และอาจแตกเนื้อหนุ่มสาวเร็วกว่าวัย เด็กหญิงที่มีประจำเดือนเร็ว จะมีระดับเอสโตรเจนสูง ในระยะเวลาที่นานกว่า ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม และมะเร็งในรังไข่เมื่ออายุมากขึ้น

ที่น่าเป็นห่วงมากคือ เด็กที่อ้วนจะมีโอกาสเกิดภาวะต้านอินซูลิน ซึ่งเป็นภาวะก่อนเบาหวาน ประเภทที่ 2 หรือเบาหวานในผู้ใหญ่ได้มาก เรามักพบผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน หรืออ้วนเป็นเบาหวานกัน แต่ในปัจจุบันเราพบเบาหวานชนิดนี้ เกิดขึ้นในเด็กและวัยรุ่นกันมาก ซึ่งโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน ก็อาจเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นด้วย

นอกจากสุขภาพทางกายแล้ว เด็กที่อ้วนอาจเจอกับภาวะทางจิตใจด้วย เช่น เด็กอ้วนอาจขาดความมั่นใจในตนเอง ไม่ชอบรูปร่างของตน อาจถูกเพื่อนล้อและแกล้ง และอาจแยกตนเองออกจากเพื่อนฝูง ครู และครอบครัว

ทำไมเด็กไทยเราจึงอ้วนขึ้นมาก?

คำตอบคงจะไม่ได้มีแค่เหตุผลเดียวเท่านั้น แต่ประวัติครอบครัว การขาดการออกกำลังกาย และการมีพฤติกรรมการกินอยู่ ที่ไม่เหมาะสม ล้วนเป็นเหตุที่ทำให้เด็กมีปัญหา น้ำหนักเกินทั้งสิ้น เด็กที่มีผู้ปกครองท่านใดท่านหนึ่ง หรือทั้งสองท่านอ้วน มีความเสี่ยงต่อความอ้วนมากขึ้น ซึ่งสาเหตุอาจเป็นกรรมพันธุ์ หรือพฤติกรรม หรือทั้งสองอย่างเลยก็ได้ เด็กมักจะเลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ จากผู้ปกครองที่บ้าน การรับประทานจุบจิบบ่อยๆ การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา การขาดการออกกำลังกาย การได้รับแคลอรีมากไป เป็นผลทำให้น้ำหนักเกินได้ทั้งสิ้น

แต่ก็ใช่ว่ากรรมพันธุ์ จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าจะต้องอ้วนไปตลอดชีวิต เด็กจะ "ผอม" ลงได้ ในช่วงที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่าช่วงยืดตัว ดังนี้เด็กที่อ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนเสมอไป แต่ถึงอย่างไรก็ดี ถ้าเด็กไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง โดยเฉพาะการเพิ่มการออกกำลังกาย และรับประทานอาหารให้สมดุล ก็อาจมีความเสี่ยงของโรคอ้วน เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ได้ ดังนี้ การชี้แจงเรื่องน้ำหนักตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในการป้องกันภาวะอ้วน

ข้อแนะนำสำหรับเด็กที่มีน้ำหนักเกิน คือ   • ชะลอการขึ้นของน้ำหนักตัว โดยที่ยังให้มีการเจริญเติบโตด้านความสูงต่อไป 

  • ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด ถ้าพบว่ามีค่าผิดปกติ ที่มีความเสี่ยงของโรคเบาหวาน แพทย์อาจแนะนำให้ลดน้ำหนักลงบ้าง เพื่อเป็นการป้องกัน และอย่าลืมว่า โปรแกรมการลดน้ำหนักสำหรับผู้ใหญ่ ไม่เหมาะสำหรับเด็ก จึงไม่สมควรนำมาใช้ให้เด็กปฏิบัติตาม 

มีผู้ปกครองหลายท่าน ที่คะยั้นคะยอให้ลูกกินผัก และดื่มนม ทั้งๆ ที่ตนไม่กินผักหรือดื่มนมเลย และวันๆ ก็นั่งอยู่หน้าคอมฯ หรือโทรทัศน์ไม่ยอมออกไปไหน ครอบครัวมีอิทธิพลในด้านพฤติกรรมการบริโภค การออกกำลังกาย และความคิดด้านการดำเนินชีวิตของเด็ก ผู้ปกครองของเด็กที่มีน้ำหนักเกิน อาจลองตอบคำถามเหล่านี้ดู

คุณ                                              ทุกวัน ส่วนมาก บางครั้ง ไม่เคย

รับประทานอาหารพร้อมกันอย่างน้อย 1 มื้อ         

รับประทานอาหารและมื้อว่างเป็นเวลา         

ให้ลูกมีส่วนร่วมในการวางแผนเมนู         

เลี่ยงการให้รางวัลที่เป็นของกินแก่ลูก         

ปิดโทรทัศน์ขณะรับประทานอาหาร         

เลี่ยงการบังคับให้ลูกกินอาหารให้หมดจาน         

ออกกำลังกายเป็นประจำ         

จำกัดเวลาดูโทรทัศน์ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน         

มีกิจกรรมสนุกสนานกับครอบครัวอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์         

ถ้าผู้ปกครองตอบว่า "บางครั้ง" หรือ "ไม่เคย" กับคำถามส่วนมาก อาจต้องพิจารณาเปลี่ยนวิถีชีวิตบางอย่างที่ทำอยู่

อาหารที่เด็กมีน้ำหนักเิกินรับประทาน ส่วนใหญ่เป็นอาหารประเภทจานเดียว ที่ขาดสีสัน นั่นคือ ผักและผลไม้ และเด็กจะรับประทานอาหารจุบจิบบ่อย ที่มีแป้งและไขมันสูง ซึ่งมีส่วนทำให้ได้รับแคลอรีเกินได้ง่ายๆ นอกจากนี้ต้องดูด้วยว่า ดื่มเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้ นมเปรี้ยวบ่อยมากน้อยแค่ไหน เพราะเครื่องดื่มก็เป็นตัวเพิ่มแคลอรีได้ง่ายเช่นกัน ร่วมกับการที่ไม่ออกกำลังกายทุกวัน จึงส่งผลให้น้ำหนักเกินได้

ข้อแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่ของเด็กที่มีน้ำหนักเกิน มีดังนี้   • เลี่ยงการควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทาน การคุมมากเกินไปอาจส่งผลในทางตรงกันข้าม นั่นคือ เพิ่มความอยาก อาจทำให้เด็กต้อง "แอบ" กิน และรู้สึกแย่ภายหลัง 

  • ปล่อยให้ลูกกินอาหารมากเท่าที่อยากจะกิน ฟังดูแล้วผู้ปกครองอาจคิดว่า การทำเช่นนี้จะไม่ทำให้เด็กอ้วนขึ้นหรือ? ข้อนี้อาจจะทำได้ยากสักนิด แต่ผู้ปกครองควรอดทน การที่ผู้ปกครองเป็นผู้กำหนดปริมาณอาหาร ที่ลูกควรรับประทาน จะทำให้ลูกไม่ได้เรียนรู้ วิธีการควบคุมความอิ่มของตนเอง เมื่อไม่ได้อยู่กับผู้ปกครอง เด็กอาจรับประทานมากเกิน เพราะเขาไม่สามารถรับรู้ถึงสัญญาณความอิ่มของตน

• ให้ทุกคนในครอบครัว หันมาใส่ใจรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จะทำให้เด็กไม่รู้สึกแตกต่างจากผู้อื่น 

• ตักอาหารใส่จานลูก ในสัดส่วนปริมาณของเด็ก ไม่ใช่ปริมาณที่ผู้ใหญ่รับประทานกัน ถ้าหิว สามารถขอเพิ่มได้ 

• เลิกให้รางวัลเป็นขนม 

• อาหารทุกอย่างสามารถเข้ามาอยู่ใน แบบแผนการรับประทานได้ เลี่ยงการกำหนอดว่า อาหารนี้ดี-ไม่ดี ผู้ปกครองควรสอนให้ลูก รู้จักเลือกรับประทานอาหาร เพื่อให้ได้สารอาหารที่สมดุล ถึงแม้ว่าจะมี "อาหารไม่ดี" บ้าง 

• ผู้ปกครองอย่าซื้อขนมมาตุนเอาไว้ที่บ้านเยอะๆ เพราะถ้าเห็นก็จะเพิ่มความอยากทั้งที่ไม่หิว 

• ข้อควรระวัง : เด็กอาจบอกว่าหิว แต่จริงๆ แล้วเขาเบื่อหรืออยากได้ความสนใจ พ่อแม่อาจให้ลูกรับประทานของว่างเป็นผลไม้ ถ้าลูกส่ายหนัาไม่เอา แสดงว่าเขาเบื่อไม่ใช่หิว ผู้ปกครองอาจชวนลูก ออกไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน 

• รับประทานอาหารให้เป็นเวลา รวมทั้งมื้อว่างด้วย คุณพ่อคุณแม่อาจพกอาหารว่าง ที่ดีมีประโยชน์สำหรับลูกติดตัวไป เวลาไปรับลูกที่โรงเรียน จะได้เลี่ยงการซื้อขนมหน้าโรงเรียน 

• กำหนดให้ทุกคนในครอบครัว รับประทานอาหารที่โต๊ะอาหารเท่านั้น (รวมทั้งมื้อว่างด้วย) และไม่ควรเปิดโทรทัศน์ ขณะรับประทาน เด็กจะตั้งใจรับประทาน ซึ่งส่งผลให้เด็กรับทราบถึง สัญญาณความอิ่มได้ดีกว่า และคงจะกินน้อยกว่าด้วย 

• จำกัดเวลาดูโทรทัศน์ไม่ให้เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน รวมทั้งเวลาที่นั่งเล่นเกมส์ และคอมพิวเตอร์ด้วย ของทั้ง 3 อย่างนี้ ทำให้เด็กไม่ได้ออกไปเล่นใช้กำลัง 

โดยทั่วไปแล้ว อาหารที่เด็กๆ ชอบรับประทาน มักมีคุณค่าทางอาหารต่ำ แต่มีพลังงาน (แคลอรี) สูง เพื่อให้เด็กได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ควรเลือกอาหารเหล่านี้ติดบ้านไว้

บ่อยหน่อย                                         ไม่บ่อย

ผักที่มีสีสัน มันเทศ มันต้ม                    เฟรนซ์ฟราย 

ขนมปังแผ่น                                      โดนัท ขนมเบเกอรี   เพซทร

ขนมปังกรอบ                                      คุกกี้ เค้ก

ข้าวโพดคั่ว pretzel                              มันฝรั่งทอดกรอบ

ปลาเส้น สาหร่าย                                 ข้าวเกรียบ ขนมถุงต่างๆ

นมจืดพร่องไขมัน หรือน้ำผลไม้ 100%     น้ำอัดลม น้ำหวาน

ผลไม้ ผัก                                           ลูกอม เยลล

โยเกิตรสผลไม้                                     ไอศกรีม

ไก่ย่าง ไก่อบ                                       ไก่ทอด ไก่นักเก็ต 

การที่เด็กได้เรียนรู้การกินอาหารที่มีประโยชน์ โดยที่พ่อแม่ไม่ห้ามจนเกินไป และปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดี จะช่วยให้เด็กเจริญเติบโตด้านความสูงต่อไป แต่ชะลอการขึ้นของน้ำหนักได้ และที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องชวนลูก ฝึกการออกกำลังกายให้เป็นนิสัยด้วย

การที่เด็กไม่ค่อยมีกิจกรรมการออกกำลังกายมากนัก นอกเหนือจากในชั่วโมงเรียนพละ สัปดาห์ละแค่ 2 ชั่วโมง แถมยังใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งเล่นเกมส์ และดูทีวี ถือว่าได้ออกกำลังกายน้อยเกินไปสำหรับเด็กในวัยนี้ สิ่งสำคัญของการมีกิจกรรม หรือการออกกำลังกายสำหรับเด็กวัยนี้ คือโอกาสที่เด็กได้เล่นตามประสาเด็ก (วิ่งเล่น กระโดด ปีนป่าย เป็นต้น) และกิจกรรมนั้นต้องสนุก น่าสนใจ ซึ่งจะทำให้เด็กรักและชอบการออกกำลังกาย

นอกจากนี้เด็กจะได้เจอกับเพื่อนๆ หรืออาจจะได้พบเพื่อนใหม่ โดยผลที่ได้จากการมีกิจกรรมในลักษณะนี้ นอกเหนือจากประโยชน์ทางสุขภาพที่ดีแล้ว ยังทำให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอยู่เสมอ ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคม เป็นการปูพื้นฐานที่สำคัญ ทำให้เมื่อเด็กโตขึ้น จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งคนที่มีส่วนสำคัญ ในการช่วยส่งเสริมให้เด็กได้มีกิจกรรม ในการออกกำลังกายนี้ได้ดีที่สุด คือคุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูที่โรงเรียน








21 ตุลาคม พ.ศ. 2551 15:16:00

ดูแล “หัวใจ” เคล็ดลับความสวย “อมตะ” !!

:เข้าสู่ยุคคนบูชา “ความงาม” และ “ความอ่อนเยาว์” สนใจสังขาร “ภายนอก” มากกว่า “ภายใน” อัตราการเสียชีวิตอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น เลยเพิ่มขึ้นรวดเร็ว อย่างเช่น “โรคหัวใจ”


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ภัยเงียบที่ไต่ระดับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 (รองจากโรคมะเร็ง)  คิดเป็น 58.5 ต่อประชากรแสนคน  หรือคร่าชีวิตผู้ป่วยไปมากถึง   5  คนต่อชั่วโมง !!  ด้วยเหตุนี้ ศูนย์หัวใจ รพ.วิภาวดี   จึงจัดงาน  “สัปดาห์รักษ์หัวใจ”  ร่วมสืบสานนโยบายองค์กรอนามัยโลกกับหัวข้อ   Know Your Risk คุณรู้ความเสี่ยงโรคหัวใจของคุณเองหรือไม่ ??  รณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงภัยร้าย  ป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ได้รับความสนใจจากประชาชน รวมถึงเซเลบริตี้ที่สวยทั้งภายในและภายนอก อย่าง อุทุมพร ศิลาพันธ์ , นวลนง-เขมนิจ จามิกรณ์ ร่วมงาน เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2551 ที่ รพ.วิภาวดี

เริ่มเปิดฉากบรรยายให้ความรู้โดย นพ.กิตติ ตระกูลรัตนาวงศ์ แพทย์ประจำศูนย์หัวใจ  “โรคหัวใจ มีสาเหตุการเกิดทั้งจากปัจจัยทางพันธุกรรม และปัจจัยภายนอกร่างกาย เช่น การดำเนินชีวิต การบริโภคอาหาร การสูบบุหรี่  ซึ่งปัจจุบันพบผู้ป่วยชนิด โรคหลอดเลือดหัวใจมากเป็นอันดับหนึ่ง

สาเหตุมาจากหลอดเลือดแดงเข็งตัว เพราะมีไขมันหรือคอลเรสเตอรอลมาเกาะติด เกิดเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ  กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด นำมาซึ่งสองอาการ คือ เจ็บ และ จุก แน่นบริเวณหน้าอก อึดอัดเหมือนถูกช้างเหยียบ ปวดร้าวไปที่หัวไหล่   บางรายเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นกระทันหันต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงให้เร็วที่สุด” เนื่องจาก “เวลา” เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด

ดังนั้นศูนย์หัวใจ จึงเชิญ  น.อ. น.พ.วรงค์ ลาภานันต์  มาสาธิตขั้นตอนการช่วยชีวิตผู้ป่วยเบื้องต้น ป้องกันการสูญเสียผู้ป่วยไปอย่างฉับพลัน !! “อันดับแรกเวลาเห็นคนเจ็บหน้าอกแล้วล้มลงไป ต้องตั้งสติตัวเอง  คนส่วนใหญ่จะตาค้าง ขาแข็ง ทำอะไรไม่ถูก ฉะนั้นเราต้องตั้งสติตัวเองให้ได้ก่อน  เข้าไปเขย่าตัว หรือเรียกดังๆ ดูว่ามีการตอบสนองหรือไม่ ? ถ้าไม่มีค่อยเริ่มช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน โดย เปิดทางเดินหายใจ เงยหน้าผู้ป่วย มือด้านไกลกดหน้าผาก อีกมือหนึ่งใช้สองนิ้วเชยที่กระดูกคาง ตรวจการหายใจ ตาดู หูฟัง แก้มรับสัมผัส 5-10 วินาที ถ้าไม่หายใจ ช่วยการหายใจ (เมาท์ทูเมาท์) และ ปั๊มหน้าอก วางมือกึ่งกลางราวนม สันมืออยู่บนกระดูกหน้าอก แล้วกดด้วยสันมือ ตั้งฉาก แขนตรง ไม่งอศอก (จำไว้ว่าต้องกดไม่ใช่กระแทก) ตามสูตรคือ เป่าปากสองครั้ง กดหน้าสามสิบครั้ง ถ้ามีการเคลื่อนไหว หรือถ้าหายใจและมีชีพจร ให้จัดผู้ป่วยนอนในท่าพักฟื้น พาผู้ป่วยถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุด” 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีการห่างไกลโรคหัวใจที่ดีที่สุด  ทีมแพทย์และเซเลบริตี้ลงความเห็นตรงกันคือ “การป้องกัน” เริ่มจากดูแลตนเอง ตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองความเสี่ยงทุกปี  ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ที่จะทำลายสุขภาพ เช่น การเลือกรับประทานอาหาร  ไม่ทานอาหารที่มีไขมันสูงจนเกินไป  ควบคุมน้ำหนักให้พอดี  และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ… เท่านี้ก็จะได้ “สวยอมตะ” ทั้ง “ตัว” และ “หัวใจ” !!!
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #198 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2008, 12:58:27 PM »



1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 07:00:00

ผงชูรส มีโทษหรือประโยชน์กันแน่


:เพื่อนๆหลายๆคน อาจจะคิดว่าการใส่ผงชูรสนั้นจะทำให้อาหารมีรสชาติและอร่อย แต่แท้จริงแล้วการใส่ผงชูรสนั้นให้โทษมากมาย ที่หลายๆคนอาจไม่รู้

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ผงชูรส คือสารชูรสอาหารที่เติมลงในอาหารแล้วทำให้อาหารมีรสชาติดีขึ้น ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า โมโนโซเดียม แอล-กลูตาเมต (monosodium L-glutamate) เป็นเกลือโซเดียมของกรดกลูตามิก (glutamic acid) อันเป็นกรดอะมิโน ที่จำเป็นชนิดหนึ่งในจำนวน 21 ชนิดที่ร่างกายต้องการพบอยู่ทั่วไปในอาหารประเภทเนื้อสัตว์และในโปรตีนที่ได้จากพืช

ได้มีการใช้ผงชูรสในการปรุงอาหารเป็นเวลานานแล้วสำหรับคนใน แถบเอเชีย โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นและชาวจีน ชาวญี่ปุ่นนิยมใช้ซอสถั่วเหลือง และสาหร่ายทะเลในการปรุงรสอาหาร โดยเฉพาะสาหร่ายทะเลจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการปรุงอาหารของชาวญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการเอาสาหร่าย มาห่อข้าว นำไปบดเป็นผงหรือทำเป็นเส้นโรยหน้าอาหาร เพื่อเพิ่มรสชาติ ต่อมาในปี พ.ศ. 2451 นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นชื่อ อิเคดะ ได้พบว่ารสชาติเฉพาะ ของสาหร่ายทะเลคือรสของกรดกลูตามิก หลังจากนั้น 1 ปี ได้มีการตั้ง โรงงานแห่งแรกที่ผลิตผงชูรสในประเทศญี่ปุ่น กระบวนการผลิตเป็นแบบง่ายๆ คือ ย่อยสลายโปรตีนจากถั่วเหลืองด้วยกรดและสกัดกรดกลูตามิกออกมา ต่อมาได้มีการพัฒนากรรมวิธีการผลิตขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้นในปัจจุบันการผลิตจะผลิตออกมาในรูปของโมโนโซเดียม กลูตาเมต โดยอาศัย จุลินทรีย์ที่เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อ Corynebacterium glutanicum ขั้นตอนการผลิตมีดังนี้ คือ เลี้ยงเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวในอาหารเลี้ยงเชื้อ ได้แก่ กากน้ำตาล หรือสารละลายน้ำตาลที่ได้จากการย่อยสลายของแป้งด้วยกรด หรือเอนไซม์ แบคทีเรียจะผลิตกรดกลูตามิกและปล่อยออกมาในอาหาร เลี้ยงเชื้อแล้วนำไปตกตะกอนจะได้เกลือโซเดียม คือ โมโนโซเดียม กลูตาเมต

ผงชูรส แม้จะเป็นสารปรุงแต่งที่ทำให้รสชาติอาหารดีขึ้น แต่ก็ควร จะใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ปริมาณการใช้ผงชูรสที่เหมาะสม โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่างร้อยละ 0.2-0.8 ของน้ำหนักอาหารที่รับประทาน เนื่องจากการใช้ผงชูรสในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้รสชาติของ อาหารเสียไปได้


โทษของผงชูรส

           1. ทำลายระบบประสาทตา ทำให้สายตาเสีย มองเห็นไม่ชัด ถ้าร้ายแรงมากๆก็อาจถึงกับตาบอดได้

             2. ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง เพราะฤทธิ์ของผงชูรสเข้าไปทำลายกระดูก และไขกระดูก ซึ่งเป็นอวัยวะที่ผลิตเม็ดเลือดแดงในร่างกาย

             3. ทำให้เป็นโรคผิวหนัง เนื่องจากสารเคมีเข้าไปสกัดกั้นการดูดซึมวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินบี 6

             4. ทำลายสมองส่วนหน้า ทำให้สมองเติบโตช้า ถ้ากินผงชูรสติดต่อกันจำนวนมากตั้งแต่เด็กอาจจะปัญญาอ่อน หรือกลายเป็นเด็กโง่ ส่วนผู้ใหญ่อาจจะเป็นหมัน

             5. ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เป็นโรคประสาทได้ง่ายขึ้น คนที่เป็นโรคซึมเศร้า หรือโรคทางประสาทอยู่แล้วไม่ควรทานผงชูรสอย่างเด็ดขาด

             6. สำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ การทานผงชูรสมากๆจะส่งผลต่อเด็กในท้อง เด็กอาจจะคลอดออกมาปากแหว่ง หรือแขนขาพิการ หรือปัญญาอ่อนได้

             7. ทำให้เป็น โรคภัตตาคารจีน (Chinese Restaurant Syndrome) หรือโรคแพ้ผงชูรส คนที่แพ้จะรู้สึกคัน ชาตามปาก มือลิ้นบวมคับปาก ร้อนวูบวาบตามใบหน้า และแน่นหน้าอก การหายใจติดขัด ถ้านำส่งโรงพยาบาลช้าเกินไปอาจจะเสียชีวิตได้

แล้วคุณละ เป็นคนหนึ่งที่เวลาทำอาหารแล้วต้องใส่ผงชูรสทุกครั้องหรือไม่ ถ้าใส่ก็ควรทานแค่พอประมาณจะดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดีนะคะ.










2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 01:00:00

ยาวิเศษในงานศิลป์

:ในขณะที่ชีวิตกำลังตกอยู่ ในห้วงแห่งความทุกข์ ความสิ้นหวัง ใครหลายคนอาจจะถอดใจ แต่ไม่ใช่กับผู้หญิงคนนี้ หน่อย-อาริยา โมราษฎร์


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หญิงผู้ผ่านความทุกข์ยากแสนสาหัสในชีวิต จากโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มาได้ด้วยกำลังใจจากคนรอบข้างและงานศิลปะ 

อาริยา ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย และทำงานเพื่อสังคม มาตลอดหลายสิบปี เริ่มตั้งแต่เป็นอาสาสมัครครูชาวเขาที่กาญจนบุรี และผู้ประสานงานกลุ่มเด็กรักป่า เธอได้อยู่กับธรรมชาติและใช้ชีวิตกับเด็กด้อยโอกาส

เธอและสามี (เข็มทอง โมราษฎร์) ได้ร่วมกันสานโครงการโรงเรียนเด็กรักป่า ต่อมาได้กลายมาเป็นศูนย์ศึกษาศิลปะธรรมชาติเด็กรักป่า เพื่อจัดกิจกรรมด้านธรรมชาติศึกษาให้เยาวชน รวมทั้งนักศึกษาและชาวต่างชาติ

หน่อย-อาริยา รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเมื่อปี 2542 เธอจึงต้องเดินเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ  โดยมีสามี ครอบครัวและคนรอบข้างให้กำลังใจ และเธอได้บันทึกเรื่องราว การป่วยไข้และชีวิตไว้ในหนังสือ ช่วยหน่อยเปลี่ยนไต

ล่าสุดเธอได้รวบรวมผลงานเขียนขีดๆ เขียนๆ จัดแสดงในงานนิทรรศการภาพเขียนที่หอศิลป์ตาดูในหัวข้อ “เมืองป่วยไข้ หัวใจเบิกบาน”

ภาพเขียนเกือบทั้งหมด ที่นำมาแสดงเกิดจากการสร้างสรรค์ของเธอ ในช่วงที่เธอไม่สามารถเดินเหินไปไหนได้ เนื่องจากกระดูกร้าว ต้องเข้าเฝือก หลังจากแพทย์ผ่าตัดถุงน้ำใต้ไตออก เธอจึงกลายเป็นคนป่วยอีกครั้ง และช่วงเวลานั้นศิลปะได้ช่วยให้เธอเบิกบานและค้นพบความสงบทางใจ

“ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าคนที่เป็นโรคไตจะขาดแคลเซียม และต้องกินยา กระดูกก็เลยไม่ค่อยดี และช่วงนั้นเราไปเดินป่าที่เขาใหญ่เกิดล้มขึ้นมา ทีนี้เลยต้องเข้าเฝือกอีกข้าง ช่วงนั้นเดินไปไหนไม่ได้เลย จะกินอะไรก็มีคนเอามาให้ เป็นช่วงที่เราทำอะไรไม่ได้ จึงอยากแสดงถึงความรู้สึกนึกคิดในมุมมองของคนที่เดินไม่ได้ผ่านภาพวาดออกมา”

หากใครได้เข้าไปชมนิทรรศการภาพเขียนของเธอในหอศิลป์ตาดู ไม่ว่าจะหันไปทางซ้ายหรือแลไปทางขวา ก็จะพบว่าแทบทุกภาพมีแมวปรากฏอยู่ด้วยเสมอ เพราะช่วงที่เธอป่วยไข้ หรือพักฟื้น รวมถึงช่วงชีวิตปกติมีแมวคลอเคลียอยู่ตลอดเวลา และนี่ก็ถือว่าเป็นอีกมุมโรแมนติกเล็กๆ ที่เธอได้สอดแทรกลงไปในงานเขียนของเธอ ทำให้ผู้ที่เดินชมภาพเขียนของเธอได้อมยิ้มกับความสุขของเธอ

“ทุกรูปนี่จะสังเกตว่าจะมีแมวอยู่ด้วยทุกรูป แมวที่เอามาใส่ไว้ในรูปนั้น ก็เพราะว่าแมวสำหรับเราแล้วเป็นสัญลักษณ์แทนความเพื่อน แฟน (พี่จืด-เข็มทอง) และทุกคนที่อยู่รอบข้างคอยเป็นกำลังใจให้เรามาตลอด ภาพที่วาดออกมาแทนสิ่งที่เรารู้สึกในตอนนั้น”

แรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดผลงานศิลปะหลายชิ้นมาจากกำลังใจคนรอบข้างที่มีให้เธอ และกำลังใจนี้เองที่ทำให้เธอสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายและยากลำบากที่สุดในชีวิตของเธอมาได้

“กำลังใจจากพี่จืด คนในครอบครัว พี่ๆ น้องๆ และหลายๆ ด้าน อย่างเช่น ศิลปินอย่างคุณพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ก็เคยแต่งเพลงครูป่า เพื่อมอบเป็นกำลังใจให้เราต่อสู้กับโรคไตวายเรื้อรัง...การที่คนเราจะมีชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญช่วยให้คนมีความรู้สึกอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ” เธอเล่าให้ฟังและบอกว่า

ในช่วงที่ป่วยและต้องฟอกเลือดเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต (ระหว่างนั้นเธอยื่นแขนข้างที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความเจ็บปวดจากกระบวนการฟอกเลือดออกมาให้ดู) และการที่ต้องไปโรงพยาบาลเป็นกิจวัตร ทำให้เธอได้เจอกับคนที่ป่วยไข้ด้วยโรคเดียวกับเธอ พบเจอคนที่อยู่ในช่วงที่เลวร้ายยิ่งกว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอต้องยอมรับกับความป่วยไข้ที่เธอเป็นอยู่ และมองมันในแง่ดี นอกจากเธอจะพยายามเยียวยาตัวเองโดยการปรับความคิดให้เป็นบวกแล้ว เธอยังช่วยเยียวยาจิตใจเพื่อนผู้ร่วมทุกข์เช่นเดียวกับเธอ โดยให้กำลังใจในการก้าวต่อไปด้วยกัน

“เราได้เจอกับคนที่เลวร้ายกว่าเราในโรงพยาบาล ทั้งคนที่โดนครอบครัวทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล คนที่ไม่สามารถทำใจได้ เห็นอย่างนั้นเราก็ต้องทำใจยอมรับกับโรคที่เราเป็นอยู่  และให้กำลังใจกับคนที่ป่วยด้วยกัน คิดว่าเป็นการช่วยให้เรายังมองโลกในแง่ดีได้ด้วย”

นอกจากกำลังใจแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่คอยประคับประคองให้เธอสามารถยืนหยัดต่อไปได้ สิ่งนั้นก็คือ การได้ทำงานศิลปะที่ช่วยดึงเธอออกมาสู่โลกใหม่ โลกที่ไม่สิ้นหวังจากความเจ็บป่วย โลกที่ทำให้เธอสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

“ช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาได้ทำงานศิลปะกับกลุ่มเด็กรักป่า เราสอนให้เด็กๆ เรียนรู้จากธรรมชาติผ่านกระบวนการทางศิลปะทุกแขนง แล้วให้เด็กวาดภาพที่ไปเจอมาบันทึกไว้ในสมุด ตอนแรกเราก็ใช้วิธีนี้ ไม่เคยวาดภาพลงในเฟรมใหญ่เลย แต่คุณจืดไปเอาเฟรมมาให้วาด เฟรมที่เอามา ก็ไม่ใช่เฟรมที่ดีอะไรเป็นเฟรมไวนิลอิงค์เจ็ทเก่าๆ ตอนแรกรู้สึกกลัวมาก แต่พอวาดแล้วก็รู้สึกว่าได้ปลดปล่อย การวาดภาพนี่ไม่ต้องไปกลัว ไม่ต้องอาย ไม่ต้องกังวลว่าไม่สวย ภาพที่หน่อยวาดออกมาก็ไม่สวย ไม่มีเทคนิคอะไร แต่ภาพทั้งหมดเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตัวเองออกมา” หน่อยกล่าวและเล่าว่า

“ถ้าคนให้ความสำคัญกับศิลปะ หน่อยคิดว่าศิลปะจะเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาคนในสังคมได้ คนที่มีศิลปะในใจจะเป็นคนที่มีมุมมองในด้านบวก มีความคิดสร้างสรรค์ และความคิดสร้างสรรค์นี่แหละจะเป็นตัวที่ทำให้ปัญหาคลี่คลายไปในทางที่ดี”

งานศิลปะเป็นสิ่งที่สามารถช่วยเยียวยารักษาอาการป่วยไข้ได้ ไม่เฉพาะผู้ป่วยทางร่างกายเท่านั้น ยังรวมถึงคนป่วยไข้ทางใจด้วย

“เวลาที่ได้ทำงานศิลปะจะรู้สึกเพลินไปกับมัน เวลาหมดไปเร็วมาก ใจเย็นขึ้น มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราทำอยู่ตรงหน้า ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะมีความคิดมากมาย ฟุ้งซ่าน ไม่ค่อยจดจ่ออยู่กับงาน และอารมณ์ตอนที่วาดภาพเสร็จ ความรู้สึกที่เรามีความสุข มันลอยขึ้นมาเลย รู้สึกอิ่มไปกับงาน รู้สึกถึงความมีคุณค่า และรู้สึกพอใจ”

............................

หมายเหตุ : นิทรรศการศิลปะเมืองป่วยไข้ หัวใจเบิกบาน ยังจัดแสดงถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2551 ที่หอศิลป์ตาดู ชั้น 7 เบอร์ติดต่อ               02-6452461       

ทำใจให้...เบิกบาน

ลองมาฟังความคิดเห็นหลากมุมมองในงานเสวนาเรื่อง "เมืองป่วยไข้ หัวใจเบิกบาน"

สุภาภรณ์ ปิติภรณ์ เภสัชกร

"ในสถานการณ์แบบนี้ คนที่จะมีความสุขได้ ต้องมองเห็นตัวเอง มองเห็นปัญหา มองเห็นความทุกข์ และเมื่อมีความทุกข์ เราก็จะต้องพยายามแสวงหาวิธีการเยียวยา และวิธีที่ดีที่สุดก็คือการเป็นผู้ให้ หัวใจเราจะเบิกบานได้เมื่อเราเป็นผู้ให้ เมื่อเราช่วยเหลือผู้อื่น หัวใจของเราก็จะเบิกบาน เมื่อหัวใจเราเชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้อื่น เราก็จะรู้สึกเจ็บปวดไปกับเขาด้วย ก่อนอื่นเราต้องใจกว้าง มีใจที่จะทำเพื่อคนอื่นก่อน"

นก-นิรมล เมธีสุวกุล

"ถ้าความเจ็บป่วยเกิดขึ้นกับคน ก็ถือว่าปกติ แต่ถ้าความป่วยไข้นี้เกิดขึ้นกับเมือง นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ เป็นเรื่องที่เราจะต้องรีบหาทางเยียวยารักษา และวิธีเยียวยาที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ก็คือ การที่เราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ และสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์"

อาจารย์รัศมี เผ่าเหลืองทอง

"งานศิลปะเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาเมืองหรือคนที่ป่วยไข้ได้ ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ป่วยทางร่างกายเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่ป่วยทางด้านจิตใจด้วย งานศิลปะจะช่วยเปิดใจคน การสร้างสรรค์จะทำให้เรากล้าในการใช้ชีวิตและเป็นอาวุธอย่างหนึ่ง ถ้าเรามีความคิดสร้างสรรค์ เราก็จะไม่ต้องกลัวปัญหา และสุดท้าย คือ งานศิลปะจะช่วยปลดปล่อยเราได้"

 

 : ภูมิ ชื่นบุญ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 03, 2008, 07:05:34 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #199 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2008, 06:58:14 PM »



3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 01:00:00

พระเจ้ากล้วย มันช่วยได้!

:ใครจะเชื่อ กล้วยหอมเพียง 2 ใบ ช่วยลดหุ่นให้ดูเพรียวบางได้ และกลายเป็น สูตรลดน้ำหนักสุดฮิต ที่สาวหนุ่มแดนซากุระแห่ทำตาม


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : จนแทบแย่งชิงกันเพื่อให้ได้กล้วยหอมมาครอบครอง หวังลดน้ำหนักได้เพรียวกันถ้วนหน้า

สูตรลดน้ำหนักที่ตกเป็นข่าวโจษขานเมื่อไม่นานมานี้ แนะนำให้กินกล้วยหอม 1-2 ผล พร้อมกับน้ำในอุณหภูมิห้องในมื้อเช้า ส่วนมื้อกลางวันและเย็นสามารถกินได้ตามปกติ อาจจะเพิ่มอาหารว่างตอนบ่ายสาม สิ่งสำคัญคือ งดของหวานและเข้านอนก่อนเที่ยงคืน

“ในทางโภชนาการแล้ว สูตรดังกล่าวสามารถลดน้ำหนักได้จริง หากเป็นคนที่ไม่ทานอาหารเช้าเลย หรือทานอาหารเช้าที่หนักเกินไป” แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายความเป็นไปได้

กล้วยหอม 1 ลูก น้ำหนักประมาณ 100 กรัม (ไม่รวมเปลือก) จะให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี ในกรณีที่กินข้าวเช้าตามปกติ เช่น ข้าวมันไก่ 1 จาน ที่ให้พลังงาน 500 กิโลแคลอรี หากเปลี่ยนมากินกล้วยหอมเป็นมื้อเช้า ก็จะได้แคลอรีน้อยลง ในขณะเดียวกัน หากว่ากันตามสูตรก็จะให้กินพร้อมกับน้ำ ทำให้อิ่มเร็วขึ้น

สำหรับคนที่ไม่เคยกินข้าวเช้า นักโภชนาการบอกว่า สูตรนี้ช่วยได้อย่างมาก เนื่องจากจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ให้ได้รับอาหารเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่จำเป็นต่อร่างกายและสมอง

“ในสังคมปัจจุบัน คนเร่งรีบจนไม่กินอาหารเช้าหรือดื่มเพียงกาแฟ 1 แก้ว ซึ่งส่งผลต่อระบบการเผาผลาญในร่างกาย กล้วยหอมจะถือเป็นอาหารมื้อเช้า ที่ช่วยให้ระบบการเผาผลาญทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ในกล้วย นอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรต และไฟเบอร์ ยังมีน้ำตาลทั้งกลูโคส, ฟลุกโตส และซูโคส ที่ช่วยเพิ่มพลังกายและสมอง ให้สามารถนำไปใช้ได้เลย ทำให้นักโภชนาการมองว่า สูตรลดน้ำหนักด้วยกล้วยนี้ จะเป็นที่นิยมนานกว่าสูตรอื่น เนื่องจากเป็นสูตรที่ง่าย ราคาไม่แพง แถมยังอร่อย ทำให้คนไม่ฝืนใจกิน ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้กับกล้วยประเภทอื่น ได้ไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่

นอกจากรับประทานกล้วยแล้ว ข้อห้ามเกี่ยวกับของหวานและการนอน ก็เป็นปัจจัยเสริมที่ดี น.ส.แววตาชี้ว่า ของหวานเป็นอุปสรรคสำคัญในการลดน้ำหนัก ขณะที่การจัดเวลาของว่างช่วงบ่ายสามโมงก็ถือว่าดี จากเดิมที่คนไทยกินของว่างไม่เป็นเวลา ก็จะช่วยให้นาฬิการ่างกายเรียนรู้ และปรับระบบเผาผลาญในช่วงเวลานั้น ส่วนการนอนก่อนเที่ยงคืน ก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบเผาผลาญได้อีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ดี นักโภชนาการแนะนำว่า สูตรนี้เหมาะกับคนที่ไม่รับประทานอาหารเช้า หรือรับประทานอาหารเช้าที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ผู้ที่ไม่ควรลิ้มลองคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไต เนื่องจากกล้วยมีน้ำตาลและโปแตสเซียมสูง ในขณะที่ผู้ที่รับประทานอาหารเช้าเพื่อสุขภาพอยู่แล้วก็ไม่จำเป็น อาทิเช่น คอร์นเฟลกกับนม, ข้าวกับแกงจืดตำลึง หรือ ข้าวกับไก่ผัดขิง เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน สูตรลดน้ำหนักนี้ก็ไม่เหมาะกับเด็กวัยเรียน เนื่องจากเด็กวัยนี้ต้องการโปรตีนในช่วงเช้าเพื่อเป็นแหล่งพลังงานระหว่างวัน โดยนักโภชนาการแนะว่า หากต้องการลดน้ำหนัก อาจจะปรับสูตร เช่น กล้วยกับหมูปิ้ง กล้วยกับไข่ต้ม หรือกล้วยกับชีสแบบไขมันต่ำ

นักโภชนาการยังบอกด้วยว่า ไม่เฉพาะแต่กล้วยที่สามารถนำไปใช้เป็นสูตรลดน้ำหนักได้ ผลไม้อื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยดูจากผลไม้ที่ไม่หวานมาก ไม่หนักแป้ง และกินได้ง่าย เช่น แอ๊ปเปิ้ล แคนตาลูป หรือแตงโม เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ก็ควรหลีกเลี่ยงทุเรียน, ขนุน ที่หวานจัดหรือผลไม้ที่เป็นกรดเช่น สับปะรด

“สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือนทุกคนคือ กล้วย 1 ใบ ไม่ใช่อาหารมหัศจรรย์ที่จะทำให้คนเราผมอ สวย สุขภาพดี เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่ครบ 5 หมู่ แต่กล้วยจะเป็นจุดเริ่มต้น ให้คนหันมารับประทานอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญ และเพิ่มสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ในมื้ออื่นของวัน และต้องออกกำลังกายให้สมดุลกับอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีต่อไป” น.ส.แววตา นักโภชนาการกล่าวทิ้งท้าย

สาลินีย์ ทับพิลา









3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 15:30:00

ภาวะไขมันในเลือดสูง

:ภาวะไขมันนเลือดสูงนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดแข็งตัว (Atherosclerosis) ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดได้


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นับเป็นโรคร้ายอีกชนิดหนึ่งที่ทำให้ประชากรเสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ เราสามารถความคุมและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนี้ได้ไม่ยาก ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้

ชนิดของไขมันในเลือด

ไขมันในเลือดที่สำคัญมีหลายชนิดแต่โดยทั่วไปในการตรวจไขมันในเลือดจะตรวจสารต่างๆดังต่อไปนี้

1. โคเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ และได้รับสารอาหารที่รับประทานเข้าไป พบมากในไขมันสัตว์ โคเลสเตอรอลมีความสำคัญต่อร่างกายโดยเป็นส่วนประ

กอบที่สำคัญของเซลล์ต่างๆแต่ถ้ามีมากเกินไปก็จะเป็นโทษต่อร่างกายเช่นกัน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตัน ระดับปกติในเลือดไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดชิลิตร

2. ไตรกลีเชอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งเกิดจากการสร้างขึ้นเองในร่างกายและจากอาหารที่รับประทานเข้าไปโดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) หรืออาหารที่หวานจัด มีความสำคัญ

ทางด้านโภชนาการหลายประการนับตั้งแต่ให้พลังงาน ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี และเค ช่วยทำให้รู้สึกอิ่มท้องอยู่นาน นอกจากนี้ร่างกายยังเก็บสะสมไตรกลีเชอไรด์ไว้สำหรับให้พลังงาน เมื่อมีความต้องการอย่างไรก็ตาม การมีไตรกลีเชอไรด์ในเลือดสูงหรือพบว่าสูงในคนที่โคเลสเตอรอลสูงอยู่แล้ว เชื่อว่ามีโอกาสเป้นโรคหลอดเลือด เลี้ยงหัวใจตีบเพิ่มมากขึ้น ระดับปกติในเลือด ไม่ควรเกิน 160 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

3. เอชดีแอล (High Density Lipoprotein - HDL) มีหน้าที่นำโคเลสเตอรอลจากเลือดไปทำลายที่ตับ ดังนนั้นถ้าระดับ HDL ในเลือดสูง จะทำให้อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบน้อยลง HDL จะเพิ่ม

มากขึ้นได้ด้วยการออกกำลังกาย ค่ายิ่งสูงมากยิ่งดี ถือเป็นไขมันดีต่อร่างกายได้จากการออกกำลังกาย ระดับปกติในเลือด ผู้ชายมากกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดชิลิตร ผู้หญิงมากกว่า 45 มิลลิกรัมต่อเดชิลิตร

4. แอลดีแอล (Low Density Lipoprotein - LDL) หากมีไขมันชนิดนี้ในเลือดสูงก็จะไปเกาะผนัง

หลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดพอกหนาขึ้น จนความยืดหยุ่นของหลอดเลือดเสียไป หลอดเลือดจะตีบแคบลง ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่สะดวกจึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดตีบตันได้มาก ระดับปกติในเลือดไม่ควรเกิน 130 มิลลิกรัมต่อเดชิลิตร และหากมีโรคเบาหวานหรือมีโรคหัวใจร่วมด้วย ควรต่ำกว่า 100  มิลลิกรัมต่อเดชิลิตร ไขมันนี้ถือเป็นไขมันร้ายต่อร่างกาย

สาเหตุของภาวะไขมันในเลือดสูง

1. กรรมพันธุ์

2. รับประทานอาหารที่มีไปมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์จำนวนมาก

3. โรคของต่อมไร้ท่อบางชนิด เช่น เบาหวาน ธัยรอยด์และโรคของต่อมหมวกไตบางอย่าง

4. โรคตับ โรคไตบางชนิด

5. ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ฮอโมนเพศ (ยาคุมกำเนิด) เป็นต้น

6. การตั้งครรภ์

7. การดื่มแอลกอฮอล์

8. ขาดการออกกำลังกาย

ชนิดของไขมันในเลือด

จากการศึกษาพบว่า ระดับไขมันเลือดมีความสัมพันธ์อย่างมากกับการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงจึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือด สมองขาดเลือดจนเป็นอัมพาตหรืออัม-พฤกษ์ เป็นต้น

จะทำอย่างไรเมื่อไขมันเลือดสูง

 ถ้าตรวจพบว่าระดับไขมันในเลือดสูง ควรมีการควบคุมปริมาณไขมันในเลือด โดยการปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

1. ควบคุมอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไขมันสัตว์ สมองสัตว์ ไข่แดง อาหาร

ทะเล เช่น หอยนางรม ปลาหมึก กุ้ง เป็นต้น ควรจำกัดไม่ให้เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน

2. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป โดยจำกัดอาหารประเภท แป้ง ข้าวต่างๆ ขนมหวาน

3. หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา เบียร์ เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์เร่งการสะสมไขมันตามเนื้อเยื่อ

4. หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน อาหารทอด เจียว ควรใช้น้ำมันจากพืชแทนน้ำมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน ซึ่งมีกรดไลโนเลอิกเป็นตัวนำโคเลสเตอรอลไปเผา ผลาญ ซึ่งช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลได้

5. ควรเพิ่มอาหารพวกผักใบต่างๆ และผลไม้บางชนิดที่ให้ใยและกาก เช่น คะน้า ผักกาด ฝรั่ง ส้ม เม็ดแมงลัก ฯลฯ เพื่อให้ร่างกายได้รับกากใยมากขึ้น กากใยเหล่านี้จะช่วยในกากดูดซึมของไขมันสู่ร่างกายน้อยลง

6. รักษาโรคที่เป็นอยู่ เช่น เบาหวาน ธัยรอยด์ โรคตับ โรคไต ฯลฯ

7. หยุดยาที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ไขมันในเลือดสูง หรือเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่นๆ แล้วแต่ความเหมาะสม

8. การออกกำลังกาย จะช่วยลดปริมาณไขมันในเลือดและเพิ่มระดับของ HDL ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างต่อเนื่องครั้งละ 20-30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง การออกกำลังกายที่ดีที่สุดเพื่อ

สมรรถภาพของปอดและหัวใจคือ การเดินเร็ว จ๊อกกิ้ง เต้นรำ การขี่จักรยาน แต่ถ้ามีอาการของโรคหัวใจอยู่แล้วหรือมีอายุมากกว่า 40 ปี ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อนว่า การออกกำลังกายแบบใดจึงจะเหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับประโยชน์โดยไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ

9. ใช้ยาลดไขมัน ซึ่งจะต้องใช้ร่วมกับการรักษาในข้อ 1-8 ร่วมด้วยการใช้ยาแต่เพียงอย่างเดียวจะไม่ได้ผลควรควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และลักษณะนิสัยในการดำเนินชีวิตของตนเองร่วมด้วยจะได้ผลยิ่งดีขึ้น

แล้วคุณละควบคุมภาวะไขมันในเลือดสูงของร่างกายคุณหรือยัง ก่อนที่จะสายเกินไปนะครับ









30 ตุลาคม พ.ศ. 2551 15:30:00

รักสุขภาพ... ควรใส่ใจการทำงานกับคอมพิวเตอร์

:ทุกวันนี้คนเราทำงานมีหลายคนที่ต้องนั่งทำงานที่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน นานเกือบ 10 ชั่วโมงก็มี แล้วคุณละ เคยใส่ใจหรือไม่ว่า การตั้งคอมพิวเตอร์ในการทำงานถูกต้องหรือไม่ ลองอ่านกันดูครับ


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : การตั้งคอมพิวเตอร์

ท่านผู้อ่านที่ทำงานกับ computer หรือเล่นเกม หรือเพื่อการศึกษาหากท่านใช้เวลากับมันมากโดยที่ปรับโต๊ะ เก้าอี้ หรือจอ monitor ไม่ถูกต้องอาจจะทำให้ปวดตา ปวดคอ ปวดหลัง บทความนี้จะเป็นคำแนะนำการทำงานกับ computer

การปรับ Keyboad

การทำงานกับ computer นานจะมีปัญหาเกี่ยวกับแขน ข้อมือ และมือ คำแนะนำต่อไปนี้จะทำให้ท่านทำงานสบายขึ้น

ปรับความสูงของ keyboard เพื่อให้หัวไหล่ได้พัก แขนแนบลำตัว keyboard อยู่ตรงหน้าไม่เอียงซ้ายหรือขวา

Keyboardควรอยู่ใกล้กับผู้ใช้เพื่อที่จะไม่ต้องเอื้อมมือ

ข้อศอกควรได้ฉาก90 องศา แขนส่วนปลายจะขนานกับพื้น

Mouse ควรวางข้างKeyboard

ขณะที่ไม่ได้ทำงานควรพักแขนไว้บนท้องไม่ควรพักแขนไว้บน Keyboard หรือ Mouse

การตั้งDesktops

โต๊ะที่วาง computer ควรจะสูง 25-29 นิ้วขึ้นกับส่วนสูงของผู้ใช้

ปรับเก้าอี้ให้แขนขนานกับพื้นขณะทำงานและแขนควรอยู่สูงจากต้นขา 2นิ้ว ใต้โต๊ะควรเป็นพื้นที่ว่างเพื่อยืดเท้า ของที่ใช้บ่อยควรอยู่ใกล้มือ

ถ้าใช้ที่หนีบกระดาษควรอยู่ระดับเดียวกับ monitor 

การปรับ Monitors

การปรับแต่งMonitorจะช่วยให้ตาและระบบกล้ามเนื้อทำงานได้ดีขึ้นคำแนะนำนี้จะช่วยอาการปวดตาปวดคอและเมื่อยกล้ามเนื้อไหล่

เช็ดจอให้สะอาด

ปรับความสว่างให้พอเหมาะ

จอ monitor ตั้งอยู่ตรงหน้าเพื่อที่จะต้องไม่หมุนคอ

จอควรห่างจากตัวผู้ใช้ 20-26 นิ้ว

จอทำมุกกับแนวดี่ง10-20 องศา

ให้แสงจากหน้าต่างเข้าทางข้างเพื่อป้องกันการสะท้อนของแสง

จอไม่ควรได้รับแสงโดยตรงเพราะจะทำให้เกิดการสะท้อนของแสงหรืออาจจะใส่แผ่นกรองแสง

ขอบบนของจอmonitor ควรอยู่ระดับเดียวกับตา

การปรับแสง

แสงที่ใช้ไม่ควรเกิน18-46 แรงเทียน

แสงควรเข้าทางด้านข้างเพื่อป้องกันการสะท้อนของแสง

วางจอmonitor โดยหันด้างข้างของจอ monitor ไปหาหน้าต่าง

ไม่ควรใช้โคมไฟ

ผนังด้านหลังจอmonitorควรทาสีทึบเพื่อป้องกันสะท้อนของแสง

ใช้แผ่นกันการสะท้อนของแสง

การปรับเก้าอี้

เชื่อกันว่าการนั่งเป็นการผ่อนคลาย ความจริงการนั่งนานๆจะทำให้กระดูกหลัง หมอนรองกระดูกได้รับน้ำหนักอยู่ตลอดเวลา นอกจากหลังแล้วยังมีผลต่อเท้าเนื่องจากเลือดจะไปกองที่เท้า ข้อแนะนำนี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านทำงานกับ computer อย่างสบาย

อย่าท่าใดท่าหนึ่งนานๆ

เปลี่ยนท่านั่งและยืนสลับกัน

ปรับเบาะพิงหลังให้รองบริเวณเอวอาจจะใช้หมอนหรือผ้าหนุนด้วยก็ได้ท่านั่งที่ดีควรจะเป็นท่าที่ขาตั้งฉากกับลำตัว

ปรับความสูงของเก้าอี้เพื่อให้เท้าวางบนพื้น

นั่งหลังพิงพนักพิง

ต้นขาขนานกับพื้น เข่าอยู่แนวระนาบเดียวกับข้อสะโพก

เข่าควรอยู่ห่างจากเบาะนั่ง 2-3 นิ้ว

อย่านั่งหลังโก่ง

ปรับความสูงของที่พักแขนให้แขนและไหล่ได้พักขณะทำงาน

การบริหารตา (Eye Comfort Exercises  )

กระพริบตาบ่อยๆเพื่อให้น้ำตาไหลและหล่อลื่นดวงตา

หาวบ่อยๆเพื่อให้น้ำตาไหลหล่อลื่นดวงตา

หาเวลามองแสงธรรมชาติบ้าง

Palming

นั่ง เอาข้อศอกยันบนโต๊ะ  โน้มตัวไปข้างหน้า  ผ่ามือปิดตา

ปิดตา หายใจเข้าทางจมูกช้าๆ กลั้นไว้ 4 วินาที  ให้ทำซ้ำ 30 วินาที

Eye Movements การเคลื่อนไหวของตา

ปิดตา กรอกตาขึ้นลงอย่างช้าๆ  ทำซ้ำ 3 ครั้ง

ปิดตา  กรอกตาไปทางซ้าย ขวา อย่างช้า ทำซ้ำ 3 ครั้ง

Focus Change 

นำนิ้วห่างจากหน้า 2-3 นิ้ว มองตรงปลายนิ้ว เคลื่อนนิ้วให้ห่างออกไป

หลังจากนั้นมองไปไกลๆ แล้วกลับมามองที่ปลายนิ้ว

นำนิ้วเคลื่อนเข้าหาตัว และมองตาม มองไกลอีกครั้งหนึ่ง

ทำซ้ำ 3 ครั้ง 

การบริหารร่างกาย

Deep Breathing หรือการทำสมาธิ

ขณะยืนหรือนั่ง  มือข้างหนึ่งวางไว้บนท้อง อีกครั้งหนึ่งวางไว้บนอก

หายใจเข้าทางจมูก  กลั้นไว้ 4 วินาที หายใจออกทางปาก  ทำซ้ำๆกัน

Sidebend: Neck Stretch การยืดกล้ามเนื้อคอ

การยืดกล้ามเนื้อคอ เอียงคอไปด้านข้าง(เคลื่อนหัวให้หูไปเข้าใกล้ไหล่)

ค้างไว้ 15 วินาที ผ่อนคลาย ทำซ้ำอีกข้าง

Diagonal Neck Stretch การยืดกล้ามเนื้อคอ


หน้าตั้งตรง ค่อยๆก้มหน้ามองกระเป๋า ค้างไว้ 15 วินาที ผ่อนคลาย

ทำซ้ำข้างละ 3 ครั้ง

Shoulder Shrug ขยักไหล่


ขยับไหล่ขึ้นเข้าหาหูค้างไว้ 3 วินาที หมุนหัวไหล่

ทำซ้ำ 10 ครั้ง

Executive Stretch

นั่ง มือประสานไว้หลังศีรษะ ดึงข้อศอกไปข้างหลังให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ หายใจเข้าลึกๆ เอนตัวไปข้างหลัง ค้างไว้ 20 วินาที

หายใจออกและผ่อนคลาย ทำซ้ำอีกหนึ่งครั้ง

Foot Rotation ป้องกันโรคชั้นประหยัด

ขณะนั่ง หมุนข้อเท้าช้าๆ ทำซ้ำไปในทิศทางตรงกันข้าม

ทิศทางหนึ่งให้หมุน 3 ครั้งเท้าอีกข้างก็ทำเช่นเดียวกัน ทำข้างละ 2 ครั้ง

Wrist Stretch เหยียดข้อมือ

แขนเหยียดตรงไปข้างหน้า ดึงมือเข้าหาตัวด้วยมืออีกข้าง ทั้งดึงขึ้นและดึงลง ค้างไว้ 20 วินาที ผ่อนคลาย ทำซ้ำข้างละ 3 ครั้ง

การนวดมือ 

ขณะนั่งปล่อยมือข้างลำตัว สลัดมือลงอย่างช้า ทำบ่อยๆ

นวดผ่ามือด้วยนิ้วมือทั้งด้านในและด้านนอก ควรนวดก่อนทำงาน

นวดนิ้วมือโดยนวดจากโคนนิ้วไปเล็บ









26 ตุลาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

เตือนคนนั่งโต๊ะทำงานประจำเสี่ยง “เบาหวาน”

:“อัมมาร” เตือนคนนั่งโต๊ะทำงานประจำเสี่ยงโรคเบาหวาน จากเหตุรับประทานแป้ง-น้ำตาลสูง และไม่ออกกำลังกาย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ขณะที่ “ศ.พญ.ชนิกา” หวั่นบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอกับผู้เป็นโรคเบาหวาน เพราะแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น


สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จัดเสวนาเรื่อง “การวิจัยและกิจกรรมเพื่อแก้วิกฤติสุขภาพคนไทย (เบาหวาน)” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Thailand Research Expo 2007 ที่ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย ผู้มีประสบการณ์ตรงจากโรคเบาหวาน ได้แก่ ศ.ดร.อัมมารสยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งเป็นโรคเบาหวานเนื่องมาจากกรรมพันธุ์ และส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการบริโภคขนมหวานโดยที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ศ.พญ.ชนิกา ตู้จินดา ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ผู้ต่อตั้งโครงการให้ความรู้โรคเบาหวาน คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ปี 2532 และ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต รักษาราชการผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะทำงานแผนยุทธศาสตร์เบาหวานชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ร่วมเสวนาได้สะท้อนให้เห็นถึงภัยของโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของประเทศมาเป็นเวลานาน เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่เกิดขึ้นเพียงโรคเดี่ยว ๆ แต่จะมีโรคแทรกซ้อนอื่นตามมา เช่น จอประสาทตาเสื่อม โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคไต รวมถึงแผลบริเวณเท้า ขณะที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่เสียชีวิตทันที ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลรักษาต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ศ.ดร.อัมมารได้กล่าวเตือนถึงคนที่มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานสูง คือคนที่นั่งโต๊ะทำงานเป็นประจำ และไม่ออกกำลังกาย ประกอบกับรับประทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลสูง

ด้าน ศ.พญ.ชนิกา กล่าวว่า เป็นห่วงการให้บริการ ซึ่งจำนวนแพทย์จะมีไม่เพียงพอในอนาคต จากการศึกษาพบว่า โรคเบาหวานมีอุบัติการณ์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นปัญหาของประเทศในอนาคต

ขณะเดียวกันผู้ป่วยต้องรับการดูแลรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์หลายสาขา ทั้งแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา รวมถึงอาสาสมัคร และผู้ชำนาญการเฉพาะทาง เช่น จักษุแพทย์ แพทย์โรคไต แพทย์โรคหัวใจ และแพทย์ทางกายภาพ ดังนั้นต้องมีการรวมทีมกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อจะได้ดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปัจจุบันหลักสูตรแพทย์ทั่วไปยังให้ความรู้ด้านโรคเบาหวานอย่างกระจัดกระจาย จึงควรให้นักศึกษาแพทย์ ได้เรียนรู้และเข้าใจภาพรวมทั้งหมดของโรคเบาหวาน และลงพื้นที่เพื่อพบปะกับผู้ป่วยและชุมชน โดยเน้นการทำงานแบบเป็นสหวิชาชีพ










31 ตุลาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

โอ๊ยปวดท้องจัง.. เป็นอะไรกันแน่

:หลายๆท่านคงเคยจออาการปวดท้อง ที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำเสมอ แต่บางครั้งก็ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง


อาการปวดท้อง เป็นอาการที่นำผู้ป่วยมาหาแพทย์บ่อยมากที่สุดอาการหนึ่ง สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องนั้นมีหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งพอจะแบ่งสาเหตุใหญ่ๆ คือ อาการปวดท้องที่มีสาเหตุมาจากอวัยวะภายในช่องท้อง และสาเหตุจากอวัยวะนอกช่องท้อง สำหรับอาการปวดท้องที่มีสาเหตุมาจากอวัยวะภายในช่องท้อง ได้แก่ โรคกระเพาะอาหาร, โรคในระบบทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี, โรคเกี่ยวกับตับ เช่น โรคเนื้องอกที่ตับ, โรคฝีในตับ, โรคเกี่ยวกับตับอ่อน เช่น โรคตับอ่อนอักเสบ, โรคเกี่ยวกับลำไส้ เช่น ลำไส้อักเสบ ซึ่งมักจะมีการขับถ่ายที่ผิดปกติร่วมด้วย, โรคไส้ติ่งอักเสบ, โรคเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ โรคต่างๆ ในช่องท้องนี้ยังมีอีกมากมายซึ่งทำให้เกิดอาการปวดท้องขึ้นได้ นอกจากนี้โรคในระบบทางเดินปัสสาวะ และโรคเฉพาะสตรี ก็อาจทำให้ปวดท้องได้

ส่วนอาการปวดท้องที่มีสาเหตุมาจากอวัยวะภายนอกช่องท้อง สาเหตุจากอวัยวะภายนอกช่องท้องสามารถทำให้เกิดอาการปวดท้องได้ โดยที่อาจทำให้เข้าใจผิดว่ามาจากโรคภายในช่องท้อง ที่สำคัญได้แก่ โรคปอดบวมแล้วมีเยื่อหุ้มปอดอักเสบ, โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งพบในผู้ป่วยวัยกลางคนขึ้นไปอาจมีอาการปวดจุก แน่นบริเวณช่องท้องส่วนบน, โรคหลอดอาหารส่วนปลายอักเสบ แม้กระทั่งโรคที่ผิวหนังที่บริเวณหน้าท้องก็อาจจะทำให้มีอาการปวดท้องรุนแรงได้ เช่น โรคงูสวัด จะมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าท้องก่อนจะมีตุ่มใสๆ เกิดขึ้นที่บริเวณหน้าท้องก็ได้

โดยสรุปจะเห็นได้ว่าอาการปวดท้องนั้นเป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากโรคต่างๆ ได้มากมาย Health Line สายสุขภาพหวังว่าท่านคงจะพอเข้าใจ สาเหตุของอาการปวดท้องแล้วนะคะ ในกรณีที่มีอาการมากท่านไม่ควรรักษาตัวเอง ท่านควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจมีโรคแทรกซ้อน และเป็นอันตรายได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

เราสามารถแบ่งบริเวณที่ปวดท้องได้เป็น 9 ส่วน คือ

1. ชายโครงขวา คือตับและถุงน้ำดี อาการที่พบมักจะกดแล้วเจอก้อนแข็งร่วมกับอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่า อาจเป็นโรคเกี่ยวกับตับหรือถุงน้ำดี เช่น ตับอักเสบ ฝีในตับ ถุงน้ำดีอักเสบ

2. ใต้ลิ้นปี่ คือ กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ และกระดูกลิ้นปี่ - ปวดเป็นประจำเวลาหิวหรืออิ่ม อาจเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะ - ปวดรุนแรงร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน อาจเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ - คลำเจอก้อนเนื้อค่อนข้างแข็งและมีขนาดใหญ่ อาจหมายถึงตับโต - คลำได้ก้อนสามเหลี่ยมแบนเล็กๆ มักเป็นกระดูกลิ้นปี่

3. ชายโครงขวา คือ ม้าม ซึ่งมักจะคลำเจอก้อนเนื้อบริเวณนี้

4. บั้นเอวขวา คือท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ - ปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติหรือถ่ายเป็นเลือด อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ - ปวดร้าวถึงต้นขา อาจเป็นนิ่วในท่อไต - ปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น อาจเป็นกรวยไตอักเสบ - คลำเจอก้อนเนื้อ อาจเป็นไตโตผิดปกติหรือเนื้องอกในลำไส้ใหญ่

5. รอบสะดือ คือ ลำไส้เล็ก มักพบในโรคท้องเดินหรือไส้ติ่งอักเสบ (ก่อนจะย้ายมาปวดท้องน้อยขวา) แต่ถ้าปวดแบบมีลมในท้อง ก็อาจเป็นเพราะกระเพาะลำไส้ทำงานผิดปกติ

6. บั้นเอวซ้าย คือ ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ (เหมือนข้อ 4)

7. ท้องน้อยขวา คือ ไส้ติ่ง ท่อไต และปีกมดลูก ปวดเกร็งเป็นระยะ ร้าวมาที่ต้นขา อาจเป็นเพราะมีก้อนนิ่วในกรวยไต - ปวดเสียดตลอดเวลา กดแล้วเจ็บมาก มักเป็นไส้ติ่งอักเสบ - ปวดร่วมกับมีไข้สูง หนาวสั่น มีตกขาว มักเป็นเพราะปีกมดลูกอักเสบ ; - คลำแล้วเจอก้อนเนื้อ อาจเป็นก้อนไส้ติ่งหรือรังไข่ผิดปกติ

8. ท้องน้อย คือ กระเพาะปัสสาวะและมดลูก - ปวดเวลาถ่ายปัสสาวะหรือถ่ายกระปริบกระปรอย มักเป็นเพราะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

- ปวดเกร็งเวลามีประจำเดือน เป็นอาการปวดประจำเดือน แต่ในรายที่ปวดเรื้อรังในหญิงแต่งงานแล้วไม่มีบุตร อาจเป็นเนื้องอกในมดลูก

9. ท้องน้อยซ้าย คือ ปีกมดลูกและท่อไต - ปวดเกร็งเป็นระยะและร้าวมาที่ต้นขา มักเป็นนิ่วในท่อไต - ปวดร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น ตกขาว เป็นเพราะมดลูกอักเสบ -ปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติ อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ - คลำพบก้อนร่วมกับอาการท้องผูกเป็นประจำ อาจเป็นเนื้องอกในลำไส้.

แล้วคุณละเจออาการปวดท้องส่วนไหนบ้าง ก็อย่าลืมไปปรึกษาหมอกันนะครับ จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที








30 ตุลาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

สะเก็ดเงินไม่น่ากลัวอย่างที่คิด…

:สถาบันโรคผิวหนังจัดกิจกรรมรับวันสะเก็ดเงินโลก มุ่งให้รู้จักและเข้าใจอย่างถูกต้องแม้จะเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่ไม่ใช่โรคติดต่อ สามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เมื่อวานนี้ 29 ต.ค. 2551  ที่สถาบันโรคผิวหนัง  กรมการแพทย์  นายแพทย์เรวัต  วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์  กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการวันสะเก็ดเงินโลก (World Psoriasis Day)  ว่า  วันที่  29  ตุลาคมของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันสะเก็ดเงินโลกและมีการจัดกิจกรรมในหลายประเทศ  สำหรับประเทศไทยเพื่อเป็นการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงิน สถาบันโรคผิวหนัง  กรมการแพทย์  จึงได้จัดงานวันสะเก็ดเงินโลกเพื่อให้เกิดความรู้  ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคดังกล่าว  แม้ว่าโรคสะเก็ดเงินจะเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด  รอยโรคอาจจะดูน่าเกลียดแต่ไม่ใช่โรคติดต่อ  ผู้ป่วยสามารถอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นได้

โรคสะเก็ดเงินหรือโรคเรื้อนกวาง (Psoriasis) เป็นโรคผิวหนังชนิดเรื้อรังซึ่งเกิดจากการหนาตัวของชั้นหนังกำพร้า  พบได้ในทุกเพศทุกวัยแต่จะพบมากในช่วงอายุ 10 - 30 ปี  โรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม  และสามารถพบได้ทุกแห่งทั่วร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า  บริเวณที่พบบ่อย ได้แก่ ศีรษะ  ลำตัว  แขนขา  ข้อศอก  หัวเข่า  ฝ่ามือ  ฝ่าเท้า  เล็บมือและเล็บเท้า  อาการเป็นมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันในแต่ละคน  บางคนเป็น 2 -3 จุด  แต่บางคนเป็นมากจนลุกลามไปทั่วทั้งตัว  ศีรษะเป็นรังแคบาง ๆ หรือเป็นปื้นหนาเป็นหย่อม ๆ  เล็บผิดปกติ เล็บล่อนไม่ติดกับผิว หรือหนาขรุขระ 

โรคสะเก็ดเงินอาจมีอาการข้ออักเสบและปวดข้อซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรค  ในรายที่เป็นมากอาจทำให้ข้อหงิกจนยืดไม่ออก  สำหรับการรักษาขึ้นอยู่กับอาการและระยะของโรค  ทั้งนี้ผู้ป่วยควรปฏิบัติดังนี้  รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์  พักผ่อนให้เพียงพอ  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  ป้องกันการติดเชื้อ เช่นเป็นหวัด  เจ็บคอ  และขณะเป็นโรคต้องรักษาสม่ำเสมอ

นายแพทย์จิโรจ  สินธวานนท์  ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง  กล่าวเพิ่มเติมว่า  สถิติในปี2548 , 2549 และ 2550  มีผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมารับการรักษาที่สถาบันโรคผิวหนังจำนวน 3,024 ราย  2,751 ราย  และ 2,291 ราย  ตามลำดับ  สำหรับสถิติผู้ป่วยนอก 10 อันดับแรกในปี 2550  พบผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมากเป็นอันดับที่ 6  ในขณะที่สถิติผู้ป่วยในพบผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมากเป็นอันดับหนึ่งใน 5 อันดับแรก    การจัดกิจกรรมในวันนี้เพื่อให้ผู้ป่วยและประชาชนทั่วไปได้รับความรู้และมีความเข้าใจโรคสะเก็ดเงิน     โดยกิจกรรมในช่วงเช้าประกอบด้วยนิทรรศการความรู้เรื่องโรคสะเก็ดเงิน  บริการวัดความชุ่มชื้นผิว         ให้คำแนะนำปัญหาสุขภาพผิว  ปัญหาการใช้ยา  ชมวีดิทัศน์ความรู้เรื่องโรคสะเก็ดเงิน  ตอบปัญหาชิงรางวัล  ช่วงบ่ายมีการบรรยายความรู้เรื่องโรคสะเก็ดเงิน  แนวทางการรักษา  บทบาทของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินและแพทย์ในประเทศไทย  การรักษาทางเลือกและโภชนาการ  การดูแลข้อและการรักษาข้อที่เหมาะสม
       







29 ตุลาคม พ.ศ. 2551 01:00:00


กินส้มตำ ระวังเจออาหารเป็นพิษ

:หลายๆคนเวลารับประทานอาหารไม่ค่อยระวังความสะอาดของอาหารเท่าที่ควร


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : โครงการศึกษาคุณภาพความปลอดภัยของส้มตำในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทำการสำรวจส่วนประกอบที่ใช้ในการทำส้มตำและส้มตำปรุงสำเร็จรวมทั้งสิ้น 202 ตัวอย่าง ตรวจโดยชุดทดสอบอาหารและวิธีมาตรฐานในห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลปรากฏว่าในจำนวนตัวอย่าง 202 ตัวอย่าง ไม่ได้มาตรฐานร้อยละ 21.7 พบเชื้อโรคอาหารเป็นพิษและสุขลักษณะที่ไม่ดีในส้มตำปรุงสำเร็จสูงถึงร้อยละ 67 สำหรับวัตถุดิบที่ประกอบส้มตำ พบสีในกุ้งแห้งสูงถึงร้อยละ 95 พบสารอะฟลาทอกซินที่ทำให้เกิดมะเร็งตับเกินมาตรฐานในถั่วลิสงคั่วร้อยละ 15 และตรวจพบยาฆ่าแมลงในพริกขี้หนูจำนวนหนึ่ง

ภาวะอาหารเป็นพิษ หรือที่เรียกว่า "food poisoning" จัดเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในอาหารพบว่าเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ "ซัลโมเนลลา" salmonella และ "แคมไพโรแบคเตอร์" campylobacter เป็นเชื้อก่อเหตุที่สำคัญที่สุดของภาวะอาหารเป็นพิษ ทั้งรายงานจากต่างประเทศและการศึกษาในประเทศไทย เชื้อแบคทีเรียซัลโมเนลลา พบในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์หลายชนิด รวมทั้งไข่เป็ดไข่ไก่ ส่วนเชื้อแบคทีเรียแคมไพโรแบคเตอร์ มักพบในเนื้อไก่ที่ใช้บริโภค ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป

ส่วนใหญ่แล้วภาวะอาหารเป็นพิษมักจะไม่มีอาการรุนแรงมากเท่าใด และอาการจะเป็นไม่นาน ผู้ป่วยอาจมีเพียงอาการท้องเสียเพียงแค่สองสามวัน อาจมีไข้ต่ำๆ หรือบางคนไม่มีไข้เลยก็ได้ อาการปวดท้องมักไม่รุนแรง อาจเพียงรู้สึกปวดมวนท้องบ้างเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม หากภาวะอาหารเป็นพิษนี้เกิดขึ้นกับผู้ที่จัดว่ามีภูมิต้านทานลดน้อยลง เช่น ผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ โรคเบาหวาน หรือโรคเอดส์ การติดเชื้อจะรุนแรงและทำให้ถึงกับเสียชีวิตได้

ฤดูร้อนเป็นฤดูที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด ในบางพื้นที่ของประเทศที่ประสบกับภาวะภัยแล้ง ในช่วงฤดูร้อนนี้อาจจะเกิดการระบาดของโรคติดต่อบางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ บิด อหิวาตกโรค ไข้รากสาดน้อย หรือไข้ไทฟอยด์ เป็นต้น จึงควรระมัดระวังในเรื่องความสะอาดของอาหาร น้ำดื่ม และภาชนะในการใส่อาหาร ตลอดจนให้มีการใช้ส้วมที่ถูกสุขลักษณะ และควรทราบในเบื้องต้นถึงอาการสำคัญและวิธีการป้องกันโรคติดต่อที่มักจะเกิดในฤดูร้อนที่สำคัญและพบได้บ่อย

โรคติดต่อทางอาหารและน้ำที่สำคัญที่สุดคือ โรคอุจจาระร่วง (diarrhea) ซึ่งเกิดจากเชื้อต่างๆ ได้หลายชนิด อาทิเช่น เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว และหนอนพยาธิ เชื้อต่างๆ เหล่านี้สามารถติดต่อได้โดยการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป อาการสำคัญคือ ถ่ายอุจจาระเหลว ถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่ายมีมูกปนเลือด โดยทั่วไปมักจะอาเจียนร่วมด้วย ผู้ป่วยอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย จนกระทั่งรุนแรงมากเช่นเดียวกับอหิวาตกโรค

โรคอาหารเป็นพิษเกิดจากพิษของเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อซัลโมเนลล่า แคมไพโรแบคเตอร์ เชื้อรา เห็ดบางชนิด หรือสารเคมีที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร สามารถติดต่อได้โดยการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป ซึ่งมักพบในอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว และไข่เป็ด ไข่ไก่ รวมทั้งอาหารกระป๋อง อาหารทะเล และน้ำนมที่ยังไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ นอกจากนี้อาจพบในอาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านานๆ แล้วไม่ได้แช่เย็นไว้ ถ้าไม่ได้อุ่นให้ร้อนพอ ก่อนรับประทานก็จะทำให้เป็นโรคนี้ได้

อาการสำคัญ คือ มีไข้ ปวดท้อง เนื่องจากเชื้อโรคทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะอาหารและลำไส้ นอกจากนี้อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง ซึ่งถ้าถ่ายมากจะเกิดอาการขาดน้ำและเกลือแร่ได้ และบางรายอาจมีอาการรุนแรง เนื่องจากมีการติดเชื้อและเกิดการอักเสบที่อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ข้อและกระดูก ถุงน้ำดี กล้ามเนื้อหัวใจ ปอด ไต เยื่อหุ้มสมอง และเมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสโลหิตจะทำให้เกิดโลหิตเป็นพิษ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กทารก เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ

โรคติดต่อทางอาหารและน้ำดังกล่าวแม้ว่าจะมีสาเหตุของการเกิดโรคต่างกัน แต่จะมีวิธีการติดต่อที่คล้ายคลึงกัน คือ เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้โดยการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำ ที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป เช่น อาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบ ก้อย หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม หรืออาหารที่ทิ้งไว้ค้างคืน โดยไม่ได้แช่เย็นไว้ และไม่ได้อุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน ทั้งนี้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าวข้างต้น สามารถแพร่เชื้อได้ทางอุจจาระ และหากเป็นผู้ประกอบอาหารหรือพนักงานเสริฟอาหาร ก็จะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้มากเช่นกัน








28 ตุลาคม พ.ศ. 2551 15:51:00

เตือน "เสียบหูฟัง" ระวังประสาทหูเสือม

:ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างเสริมสุขภาพออกมาเผยว่า ขณะนี้ความเสี่ยงต่อภาวะพิการทางหู ซึ่งมีสาเหตุจากพฤติกรรมการฟังเพลงผ่านหูฟังของเครื่องเล่นเอ็มพี 3 หรือไอพอดมีมากขึ้น


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : โดยเฉพาะในรายที่เปิดเสียงดังหรือฟังติดต่อกันนานๆ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการที่ประสาทหูจะเสื่อมหรือรับรู้ได้น้อยลง

ความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ในกลุ่มคนที่นิยมความทันสมัย วิ่งตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ทุกฝีก้าว ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ชาย หญิง หรือเพศที่สาม จากการสำรวจในเมืองไทยพบว่า ทุกวันนี้มีผู้พิการทางหูเพิ่มขึ้นวันละ 35 คน รวมๆ กันแล้วถึงตอนนี้มีผู้ที่มีอาการประสาทหูเสื่อมประมาณ 2 ล้านคนทั่วประเทศ

ฟังตัวเลขแล้วสูงจนน่าตกใจ ทำให้หน่วยงานแผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทย ออกมาเผยว่า ขณะนี้กำลังศึกษาถึงผลกระทบจากการฟังเครื่องเล่นเอ็มพี 3 และไอพอดทุกชนิด ว่าต้องฟังติดต่อกันนานเพียงใด และระดับเสียงดังขนาดไหน ถึงจะมีผลต่อประสาทการได้ยินถึงขั้นเสี่ยงต่อความพิการ แต่ผลการวิจัยในต่างประเทศพบว่า การเสียบหูฟังนานๆ หรือการที่มีเสียงกระตุ้นประสาทการได้ยินอยู่ตลอดเวลา ทำให้เซลล์ประสาทหูเสื่อมได้อย่างแน่นอน เช่นเดียวกับการทำงานในโรงงานขนาดใหญ่ หรือการอยู่ในบริเวณท้องถนนที่มีเสียงดังมากๆ

ขณะที่หลายๆ ปัจจัยเราไม่สามารถควบคุมให้เสียงค่อยลงได้ ไม่สามารถหยุดเสียงเหล่านั้นลงได้เมื่อต้องการ แต่การฟังเอ็มพี 3 และไอพอด เราสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง

ดังนั้นพึงสำนึกให้ขึ้นใจว่า ฟังน่ะฟังได้ แต่ต้องไม่ดังมากและนานมากติดต่อกัน ขอให้ยึดหลัก "ความพอดี" เป็นที่ตั้ง จะได้เพลิดเพลินเจริญหูได้นานๆ โดยหูไม่ดับหรือประสาทหูเสื่อมไปเสียก่อน


 





27 ตุลาคม พ.ศ. 2551 15:30:00

ออกกำลังกายคลายเศร้าบรรเทาเครียด

:คนที่มีอาการซึมเศร้าเมื่อไปพบแพทย์ นอกเหนือจากการได้รับยาคลายเศร้าแล้ว ยังมักจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอร่วมด้วย


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ดอกเตอร์ Kristin Vickers-Douglas นักจิตวิทยาแห่งเมโยคลินิก สหรัฐอเมริกากล่าวว่า มีหลักฐานมากมายที่ยืนยันว่า การออกกำลังกายช่วยในเรื่องอารมณ์และลดอาการซึมเศร้า แม้ว่า การออกกำลังกายจะไม่ใช่ยาวิเศษ แต่การเพิ่มการขยับกายยืดเส้นยืดสายร่างกายนั้นเป็นผลดี และช่วยให้จัดการกับอารมณ์เศร้าได้ดีขึ้น

เราสอนกันมานานแล้วว่า การออกกำลังกายเป็นแนวทางหนึ่งที่จะคงไว้ซึ่งร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ความอ้วน และโรคอื่นๆอีกสารพัด และนับวัน ผลการวิจัยยิ่งชี้ชัดว่า การออกกำลังกายช่วยลดอาการทางจิตได้หลายอาการ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดหรือซึมเศร้า ทั้งยังป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้ด้วย

การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการออกแรงอย่างหนัก เหงื่อตกมากๆ การออกกำลังกายที่ให้ผลทางสุขภาพจิตนั้นแม้เพียงแค่เดินปกติสัก 10 นาทีก็ได้ผลแล้ว เพราะเราไม่ได้มุ่งหวังจะลดน้ำหนักสัก 1 -2 กิโลกรัมที่ต้องวิ่งเป็นระยะทางไกลๆ วิ่งเร็วๆ ให้เหงื่อแตกพรั่กๆ

ในทางตรงกันข้าม การออกกำลังกายทางจิตวิทยานั้น หมายถึงการทำร่างกายให้แอคทีฟขึ้นเพื่อส่งผลให้ลดอารมณ์ทางด้านลบและเพิ่มอารมณ์ด้านบวกให้มากขึ้น และยิ่งมีการวางแผนให้เหมาะสมก็จะยิ่งได้ผลมากยิ่งขึ้นด้วย

แม้ว่า กลไกที่การออกกำลังกายส่งผลลดอาการ เศร้า เครียด กดดัน เหนื่อยล้าจิตใจ หงุดหงิดโมโห หรือแม้แต่สิ้นหวังนั้นยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่ในทางสรีรวิทยา การออกกำลังกายช่วยเพิ่มระดับของสารเคมีในสมอง หรือสารสื่อประสาทที่ปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น อย่างเช่น เอนดอร์ฟิน (endorphins) ช่วยคลายกล้ามเนื้อ หลับลึกขึ้น ลดฮอร์โมนความเครียด และมีผลให้จิตใจสงบขึ้น

ประโยชน์ในทางสุขภาพจิต

เพิ่มความสำเร็จและความเชื่อมั่นในตนเอง การออกกำลังกายเพิ่ม


ความรู้สึกว่า เราทำอะไรได้สำเร็จและเมื่อต่อเนื่องนานๆ เข้าก็จะผันเป็นเพิ่มความเชื่อมันในตนเอง ดอกเตอร์คริสตินบอกว่า ความรู้สึกเชื่อมั่นมั่นใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเองสำเร็จเป็นพลังด้านบวกที่จะโน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านบวกอื่นๆ ให้เกิดขึ้นตามมา เขายังอธิบายต่อไปว่า เวลาที่คนเราซึมเศร้า เรามักจะคิดว่า เราไม่มีแรง หรือพลังเพียงพอที่จะดูแลตัวเอง หรือรับผิดชอบอะไรต่อมิอะไร คนที่ซึมเศร้าจะขาดความเชื่อมั่นในตนเอง รู้สึกขาดประสิทธิภาพ จึงทำให้ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นการได้ออกกำลังกายจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาสัมผัสความสำเร็จเล็กๆ ขั้นต้นได้อีกครั้งหนึ่งอันเป็นก้าวแรกของก้าวต่อๆ ไป

หันเหความสนใจไปในทางบวก เมื่อเวลาที่เราเศร้าหรือเครียด เรามักสนใจหมกมุ่นกับตัวเอง กับอาการ และผลของอาการ วนเวียนอยู่อย่างนั้น สิ่งนี้เป็นผลาญเวลาไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ นอกจากนั้นมันยังลดประสิทธิภาพในการขบคิดแก้ปัญหา ทำให้วงจรร้ายอันนี้ดำดิ่งยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้าม การออกกำลังกาย ทำให้เราหันเหความสนใจออกไปเรื่องอื่น ละความคิดในแง่ลบลง โฟกัสกับสิ่งหรือคนอื่นๆ บ้าง ยิ่งไปกว่านั้น การไปออกกำลังกายจะได้พบเห็นสิ่งต่างๆ พบผู้คน หรือการเปิดเพลงไปพร้อมๆ การออกกำลังกายก็ช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

เพิ่มความมีคุณค่าในตัวเอง การออกกำลังกายช่วยฟื้นฟูอาการที่คิดว่าตัวเองไร้ค่าไร้ประสิทธิภาพ

ออกกำลังกายแม้เพียงนิดก็ช่วยให้เรามองตัวเองดีขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเรา และคิดที่จะทำตัวเราให้เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น

จับคู่ในทางบวก ในระหว่างการออกกำลังกายนั้น ร่างกายเรามีการเปลี่ยนแปลงของการหายใจ เหงื่อออก ชีพจรเร็วขึ้น อาการเหล่านี้คล้ายกับอาการที่เกิดเมื่อเวลาเราเครียด แต่อาการที่เกิดขณะออกกำลังกายเหล่านี้เกิดขึ้นคู่กับความรู้สึกดีๆ ทางจิตใจของการได้ออกกำลังกาย ดังนั้นโดยอัตโนมัติจิตใจของเราก็จะจับคู่อาการใจสั่น เหงื่อออก หายใจเร็วหรือขัด ไปในทางบวก ต่อต้านกับความรู้สึกเดิมๆ ทำให้เรามองหรือเห็นอาการทำนองนี้ไปในด้านบวกมากขึ้น ลดหรือเลิกกลัวกับอาการเหล่านี้ที่เดิมเคยคิดว่ามันเป็นความเครียด เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้โดยไม่กลัวมัน

สิ่งแวดล้อมพร้อมสนับสนุน การออกกำลังกายเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อม ผู้คนแวดล้อมในทางบวก เพราะคนซึมเศร้ามักแยกตัวเอง การออกกำลังกายทำให้ได้พบปะผู้คน ยิ่งเป็นผู้คนที่ชอบออกกำลังกาย คนเหล่านี้อารมณ์แจ่มใสอยู่แล้ว รอยยิ้ม คำพูด เสียงหรือสิ่งต่างๆรอบตัวล้วนเสริมอารมณ์ให้แจ่มใสง่ายขึ้น

ทักษะการคิดในทางบวก การทำอะไรในทางบวกที่จะจัดความเครียดความเศร้าเป็นประสบการณ์ด้านบวก เป็นการเรียนรู้ว่าวิธีจัดการกับอาการเหล่านั้นทำได้ และสำเร็จด้วย เพราะแทนที่จะนั่งรอให้ความเครียดความเศร้ามันหายไปเอง การได้ช่วยตัวเองด้วยการออกกำลังกายจึงทักษะหรือประสบการณ์ในด้านบวกให้เพิ่มมากขึ้น

การฝืนความฝืด

แน่นอนครับ การลุกขึ้นมาออกกำลังกายสำหรับคนที่ไม่เคย ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นความฝืดที่ยิ่งใหญ่แบบหนึ่ง ข้างล่างนี้เป็นแนวทางบางประการที่จะช่วยลดความฝืดเหล่านั้นลงหาวิธีออกกำลังกายแบบที่เราสนุก ไม่ว่าจะเป็นชนิดของการออกกำลังกาย เวลาที่สะดวก สถานที่รู้สึกดีๆ กับคนที่ชอบ ฯลฯจะช่วยให้การออกกำลังกายสนุกขึ้นได้ ตั้งเป้าแบบที่เป็นไปได้ การตั้งเป้าแบบเริ่มต้นก็จะออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมงต่อวันนั้น บางทีเป็นเป้าที่สูงเกินจริง ค่อยๆ เริ่มค่อยๆ ทำครับ อาจแค่วันละ 5 นาทีแล้วเพิ่มก็ได้ จะได้มีกำลังเพราะทำสำเร็จได้ง่าย

ซอยย่อยแผนการออกกำลังกาย สมมติว่า อยากออกกำลังกายให้ได้ 45 นาทีต่อวัน ให้แบ่งเป็น เดิน 10 นาที แกว่งแขน 5 นาที พัก 5 นาที วิ่งอีก 10 นาที ฯลฯ แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้ เมื่อเราประสบความสำเร็จเล็กๆ ความสำเร็จที่ใหญ่กว่าก็อยู่ไม่ไกล ขอให้แค่เริ่มเท่านั้นอย่าคิดว่าการออกกำลังกายเป็นภาระ ให้คิดเสียว่า มันเป็นยาชนิดหนึ่งที่จะช่วยรักษาหลายโรค ทั้งยังลดความเฉื่อย เพิ่มความเชื่อมั่น เพิ่มการมองแง่บวก ฯลฯ

เตรียมพร้อมสำหรับอุปสรรค ใหม่ๆอาจมีเยอะ แต่พอผ่านพ้นไปทีละขั้นทีละน้อยมันจะน้อยไปเอง การแบ่งแผนการออกกำลังเป็นข้อย่อยๆ ช่วยให้เวลาที่เราทำไม่สำเร็จในขั้นใด จะไม่เสียหายไปทั้งหมด ไม่ต้องเริ่มใหม่หมด เราสามารถที่จะเริ่มต้นในจุดต่อไปได้ อย่างน้อยก็ไม่คิดว่ามันพังทั้งหมด

ยึดมั่นกับการแผนออกกำลังกาย

การเริ่มต้นเป็นสิ่งที่ยาก แต่การรักษาไว้ดูจะยากยิ่งกว่า ดังนั้นเราต้องเตรียมการเอาไว้ครับ เอาไว้แก้ไขสถานการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ฝนตก มีทางเลือกอื่นๆ ของการออกกำลังกายไหม หารองเท้าไม่เจอ ตื่นสาย ฯลฯ ต้องมีทางออกเอาไว้ การคิดถึงผลดีต่างๆ ในการออกกำลังกาย และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในทางดีที่เกิดขึ้นจะช่วยให้เรายึดอยู่กับออกกำลังกายได้นานขึ้น แรงผลักอื่นๆ ก็เช่นกัน ให้หามาเป็นแรงจูงใจให้ออกกำลังกายได้ต่อไป และอย่าลืมว่า ซอยย่อยแผนการออกกำลังกายเป็นขั้นเล็กๆ ช่วยให้เรื่องที่ฝืดลื่นขึ้น เมื่อล้มนิดล้มหน่อยจะลุกและก้าวต่อได้ง่ายขึ้นครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 03, 2008, 10:41:21 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!