เว็บบอร์ด Taladhoon.com
ธันวาคม 06, 2016, 03:06:03 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เรียนกราฟเทคนิคง่ายๆที่ใช้ได้ผล กับ ช.โชติวงศ์ส-อา 21-22 ม.ค.60 เวลา9:00-16:30น.อาคารมหาทุนพลาซ่า ชั้น18 (BTS เพลินจิต) เรียนครบจบทุกเรื่องที่สำคัญ เพียง7,500บาทสำรองที่นั่งโทร 02-6507930-1อ่านรายละเอียดได้ที่ http://irs.co.th/irs/course/detail/81
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 3 4 [5]   ลงล่าง
  พิมพ์  
| | ผู้เขียน หัวข้อ: รู้ไหมคะว่า...(แสนรู้)  (อ่าน 134846 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #100 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2007, 12:58:46 AM »

สุขกาย


หวานเป็นลม ขมเป็นยา


"ฟรุกโตส ทำให้อ้วน เพราะฟรุกโตสไม่กระตุ้นกลไกการทำงานในสมองให้รู้สึกอิ่ม ทำให้คนเรารับประทานได้เยอะขึ้น ฟรุกโตสยังเพิ่มความเข้มข้นของกรดยูริกในเลือดด้วย"

คนโบราณมีคำพูดเปรียบเปรยว่า "หวานเป็นลม ขมเป็นยา" คำพังเพยนี้บางคนเข้าใจผิดคิดว่า กินอาหารหวานแล้วจะเป็นลมหน้ามืด กินอาหารขมอย่างมะระ มีสรรพคุณเป็นยา แต่แท้จริงแล้วคำพังเพยนี้หมายถึงคำพูดหวานฟังแล้วตัวลอยลืมตัว แต่คำพูดติติงฟังไม่รื่นหู แต่กลับช่วยเตือนสติ

อะไรที่หวานๆ มันดูไม่ดีไปหมดรวมถึงอาการเบาหวานด้วย จากสถิติสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการของคนไทย พบว่าปริมาณการบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยต่อคนต่อปีของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น จาก 4.3 กิโลกรัม ในปี 2501 เพิ่มเป็น 11 กิโลกรัม ในปี 2518 และขยับขึ้นเรื่อยๆ เป็น 28.5 กิโลกรัม ในปี 2540 จนล่าสุดปี 2548 พบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลสูงที่สุด 39 กิโลกรัมต่อคนต่อปี

ช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การเข้ามาของเชนร้านค้าอาหารจานด่วน น้ำอัดลม อาหารสำเร็จรูปสูงขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไทย มีพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลเกินพอดี และเป็นสาเหตุให้อัตราการป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการกิน โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต สูงขึ้นตามไปด้วย

น้ำตาลทรายที่เรารับประทานกันอยู่ในปัจจุบันนั้น มีองค์ประกอบเป็นน้ำตาลกลูโคส 50% และอีก 50% เป็นน้ำตาล fructose (น้ำตาลผลไม้) ในสมัยก่อนพบว่าการบริโภคน้ำตาลน้อยกว่าในปัจจุบันมาก เพราะอาหารทั่วไปในสมัยนั้นปกติมีรสหวานธรรมชาติ ไม่หวานจัดอยู่แล้ว และในอาหารเองนั้นก็ไม่ได้ปรุงด้วยน้ำตาลได้ง่ายเหมือนในยุคปัจจุบัน

พอยุคสมัยเปลี่ยนไปวิวัฒนาการในการผลิต แปรรูป และจำหน่ายน้ำตาลให้เป็นน้ำตาลเม็ด อย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ทำให้เราซื้อหาน้ำตาลมาปรุงแต่งรสชาติอาหาร ได้ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น

แม้ว่าน้ำตาลจะทำให้รสชาติของอาหารอร่อยมากขึ้น แต่สิ่งที่แฝงมากับความหวาน อร่อยของน้ำตาลอย่างที่เราคิดไม่ถึงนั่นคือ โรคต่างๆ ที่ไม่ค่อยพบในสมัยก่อนซึ่งเป็นโรคที่สร้างความทุกข์ ทรมานให้กับผู้คนในยุคปัจจุบันมาก

ปัจจุบัน ความพยายามควบคุมโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับโรคทาง Cardiorenal คือ โรคหัวใจและโรคไต ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับความอ้วนและความดันโลหิตสูง ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

จากสถิติระบุว่า อุบัติการณ์ของโรคกลุ่มนี้ยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี จากการศึกษาใหม่พบว่า สาเหตุของโรคดังกล่าวไม่น่าจะเกิดจาก น้ำตาลกลูโคสเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากน้ำตาลฟรุกโตส (น้ำตาลผลไม้) ด้วย ได้มีการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริการะหว่างปี 1994 - 1996 ว่าคนทั่วไปจะรับประทานน้ำตาลประมาณ 79 กรัม หรือ 316 กิโลแคลอรีต่อวัน หรือ 15% ของพลังงานที่ได้รับจากอาหาร พบว่าครึ่งหนึ่งเป็นน้ำตาลฟรุกโตส (น้ำตาลผลไม้)

อดีต น้ำตาลเป็นสิ่งปรุงแต่งรสอาหารที่มีราคาแพง ก่อนหน้านี้ฟรุกโตสหรือน้ำตาลผลไม้ได้มาจาก น้ำผึ้ง อินทผลัม ลูกเกด หรือพบได้ในผลไม้สด เช่น องุ่น บลูเบอร์รี ผู้คนในสมัยก่อนนั้นไม่ค่อยมีโอกาส ได้ทานอาหารที่มีฟรุกโตสมากนัก เพราะในอาหารทั่วไป เช่น ในนม ในผักและเนื้อสัตว์โดยปกติไม่มีฟรุกโตส ปัจจุบันนี้เราจะพบน้ำตาลฟรุกโตสในน้ำอัดลม และพวก High fructose corn syrup

จากการศึกษาจริงๆ แล้วร่างกายไม่ต้องการน้ำตาลฟรุกโตส เซลล์ในร่างกาย ไม่สามารถเอาน้ำตาลฟรุกโตสไปใช้ได้ เพราะไม่มีตัวรับ (receptor) และพบว่าฟรุกโตส จะถูกสร้างเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ เพราะฟรุกโตสถูกย่อยสลายในตับ ขบวนการย่อยสลายในตับ ทำให้ร่างกายสร้างไขมันมากขึ้น ไขมันในเลือดจะเพิ่มขึ้นสูง ในคนที่ทานน้ำตาลฟรุกโตสเป็นปริมาณมาก

บางการศึกษาพบว่าคนที่ HDL (ไขมันดี) ลดลง ในขณะที่ LDL (ไขมันไม่ดี) จะมีขนาดเล็กลง ซึ่งจะเป็นอันตรายกับหลอดเลือดของเรามากขึ้นด้วย มากไปกว่านั้นฟรุกโตสเป็นน้ำตาลชนิดเดียว ที่ส่งผลกับขนาดของ LDL (ไขมันชนิดไม่ดี)

เท่ากับว่า ฟรุกโตส ทำให้อ้วนเพราะฟรุกโตสไม่กระตุ้นกลไกการทำงานในสมองให้รู้สึกอิ่ม ทำให้คนเรารับประทานได้เยอะขึ้น ฟรุกโตสยังเพิ่มความเข้มข้นของกรดยูริกในเลือด ทำให้ผนังกล้ามเนื้อเรียบที่ผนังเส้นเลือดขยายตัว ทำให้ขบวนการอักเสบในร่างกายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้หากกรดยูริกเพิ่ม ความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากทำให้สารไนตริกออกไซด์ลดลง

กรดยูริกเป็นตัวบ่งชี้ของโรคบางโรคในอนาคต เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคไต การที่ควบคุมปริมาณกรดยูริกได้ดี ในคนที่มีกรดยูริกในเลือดสูงและเป็นโรคไต หากคุมได้ดีจะทำให้ภาวะโรคไตดีมากขึ้น

วิถีชีวิตคนไทยที่เปลี่ยนไป นิยมกินอาหารนอกบ้าน ทำให้โอกาสในการบริโภคน้ำตาลมากขึ้นตามไปด้วย และความนิยมในการรับประทานอาหาร พร้อมกับน้ำดื่มรสหวาน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายรับน้ำตาลมากขึ้น ดังนั้นหากเราปรับเปลี่ยนนิสัย ในการรับประทานอาหารให้ดีขึ้น โดยไม่ติดหวานจะเป็นทางที่ดีที่สุด และควรเลือกรับประทานอาหารประเภทไขมันต่ำ เลือกรับประทานผักให้มากขึ้น และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ใกล้ปลายปีแล้วท่านผู้อ่านหลายท่าน คงจะนึกถึงเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ใกล้เข้ามา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเลี้ยงฉลอง เราควรระมัดระวังและพิจารณาปรับเปลี่ยนนิสัย ในการรับประทานอาหารให้ถูกต้องและเหมาะสม พร้อมกับควรมีพฤติกรรมที่ดีในการดูแลเอาใจใส่ตนเอง เพื่อเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป


สนับสนุนข้อมูลโดยศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแน
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #101 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2007, 05:22:41 PM »



November 23, 2006          

ข้อมูลจาก thainewyork.com

ทุกวันพฤหัสบดีที่ 4 ของเดือนพฤศจิกายน อเมริกันจะถือเป็นวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) ชาวอเมริกันจะเลี้ยงฉลองขอบคุณพระเจ้าที่อวยพระพรพวกเขาทั้งหลายให้มีความสุขทั้งกายและ ใจตลอดปีที่ผ่านมา และเป็นวันที่สมาชิกครอบครัวจะอยู่พร้อมหน้ากัน เพื่อรับประทานอาหารเย็น รวมทั้งพูดคุยถึงสิ่งที่ ต้องการขอบคุณพระเจ้า



วันขอบคุณพระเจ้า มีประวัติความเป็นมาเริ่มตั้งแต่การอพยพตั้งถิ่นฐานครั้งแรก ในอเมริกาในปี ค.ศ. 1620 เริ่มจากชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตนเองว่า เพียวริแทนสฺ (Puritans) นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบ ศาสนาในประเทศอังกฤษซึ่งในยุคนั้นเป็นนิกาย เชิร์ชออฟอิงแลนด์ (Church of England) ให้เป็นไปตามความเชื่อ เน้นความเรียบง่ายไม่หรูหรา ผลปรากฏว่าพวกเพียวริแทนสฺ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จนในที่สุดได้ตัดสินใจ ตั้งศาสนจักรเป็นของตนเองเป็นเหตุให้เหล่าขุนนางอังกฤษไม่พอใจและเริ่มทำร้าย ประหัตประหารพวกเพียวริแทนสฺจนพวกเขาต้องหนีไปอยู่ ที่ประเทศฮอลแลนด์ซึ่งยังได้รับปัญหาอีกจากการถูกข่มเหงรังแก สืบเนื่องมาจากศาสนา นอกจากนี้พวกเขา ยังรู้สึกเสียใจที่ลูกหลานไม่พูดภาษาอังกฤษ แต่ไปพูดภาษาดัทช์แทน ทำให้พวกเขาคิด ย้ายถิ่นฐานอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้พวกเขานึกถึงการย้ายถิ่นฐานไปยังดินแดนที่ไม่มี ผู้ใดสามารถมายับยั้งหรือขัดขวางการนับถือ ศาสนาตามความเชื่อแะความศรัทธาของพวกเขา จึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศอังกฤษ จากนั้นกลุ่มเพียวริแทนสฺ พร้อมกับผู้โดยสาร อื่น ๆ ทั้งชายหญิงและเด็กจำนวน 102 คน บนเรือเมย์ลาวเวอร์ (Mayflower) ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่โลกใหม่และพวกเพียวริแทนสฺ เริ่มเรียกตัวเองว่าพิลกริม (Pilgrims) เนื่องมาจากการท่องหาดินแดนแห่งเสรีภาพทางศาสนานี้

ระหว่างการเดินทางโดยเรือในเดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดสำหรับการแล่นเรือข้ามมหาสมุทร อย่างไรก็ตามระหว่าง การเดินทางมีผู้เสียชีวิตเพียง 1 คนเท่านั้น และมีทารกแรกเกิด 1 คน ฉะนั้นจำนวนผู้โดยสารบนเรือยังคงมีจำนวนเท่าเดิม หลังจาก ใช้เวลาแล่นเรือประมาณ 65 วัน เรือเมย์ฟลาวเวอร์ มาจอดเทียบท่าที่ โพรวินซ์ทาวน์ฮาร์เบอร์ (Provincetown Harbor) ซึ่งอยู่ในปลายแหลมเคพคอด (Cape Cod) มลรัฐแมซซาชูเสท

ผู้นำกลุ่มเพียวริแทนสฺทั้งหลายทราบดีว่า เพื่อการอยู่รอดในสังคมทุก ๆ สังคมจำเป็นต้องมีกฎระเบียบสำหรับความประพฤติ อันเหมาะสม ดังนั้นผู้ชายประมาณ 41 คนที่อยู่บนเรือเมย์ฟลาวเวอร์ประชุมเลือกผู้ว่าการรัฐคนแรก (The first governor) และเซ็นสัญญาเมย์ฟลาวเวอร์ (The Mayflower Compact) ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการข้อแรกสำหรับการปกครอง ตนเองในประเทศอเมริกา

หลังจากกลุ่มพิลกริมได้ใช้ชีวิตบนเรือประมาณ 1 เดือนและส่งผู้ชายกลุ่มเล็กกลุ่มหนึ่งออกไปสำรวจชายฝั่งอ่าวเคพคอด และเมืองพลีมัธ (Plymouth) พวกผู้ช่วยได้พบท่าเรือแห่งหนึ่งซึ่งมีทรัพยากรสมบูรณ์มากเหมาะต่อการเพาะปลูกและการประมงจึงกลับไปที่เรือรายงานสิ่งที่พวกเขาได้ค้นพบ อีก 2-3 วัน ต่อมาพวกพิลกริมแล่นเรือเมย์ฟลาวเวอร์ข้ามอ่าวเคพคอดไปยังท่าเรือพลีมัธ และลงเรือเล็กมาเทียบที่ชายฝั่ง บนหินก้อนใหญ่ ก้อนหนึ่ง ในภายหลังหินก้อนนี้ได้รับการเรียกขานว่า หินพลีมัธ (Plymouth Rock) ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการตั้งถิ่นฐาน ถาวรครั้งที่สองของชาวอังกฤษในอเมริกา

เมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่ฤดูหนาว (Winter) พวกพิลกริมต้องเผชิญกับการต่อสู้ภัยธรรมชาติ ซึ่งยากที่จะรับมือได้เนื่องจาก ไม่คุ้นเคยและไม่ได้รับการฝึกฝนทนกับความหนาวเย็น การใช้ชีวิตในป่าดงพงไพรอันเต็มไปด้วยโรคต่าง ๆ การทำงานหนัก ตลอดจนอาหารมีไม่เพียงพอ พวกเขาจึงได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมากจนถูกคร่าชีวิตไปกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อสิ้นสุดฤดูหนาว จำนวนผู้รอดชีวิตเหลืออยู่แค่ 50 คนเท่านั้น ในเช้าวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิอันเป็นฤดูกาลถัดจากฤดูหนาว ชายชาวอินเดียนแดงคนหนึ่งเดินเข้ามาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของพลีมัธ และแนะนำตัวเองอย่างเป็นมิตรซึ่งในเวลาต่อมาเขาได้นำหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง ชื่อแมสซาซอยท์ (Massasoit) นำของกำนัลต่าง ๆ มามอบให้พวกพิลกริม และยังเสนอความช่วยเหลืออีกด้วย โดยสมาชิกในเผ่าของแมสซาซอยท์ได้สอนวิธีการล่าสัตว์ จับปลาและปลูกพืชให้กับพวกพิลกริม นอกจากนี้ยังสอนวิธีการใช้ปลา เป็นปุ๋ยสำหรับปลูกข้าวโพด (Corn) ฟักทอง (Pumpkins) และถั่ว (Beans) มีผลให้พวกพิลกริมสามารถเก็บเกี่ยว พืชผลได้อย่างดีมาก


ผู้ว่าการวิลเลี่ยม แบรดฟอร์ด (William Bradford) เจริญรอยตามแบบแผนประเพณีเก่าแก่ที่เคยปฏิบัติกันมา ได้กำหนดวันเพื่อขอบคุณพระเจ้าในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1621 และยังได้ใช้โอกาสทางศาสนานี้สร้างสายสัมพันธ์ อันดีงามระหว่างพวกพิลกริม และเพื่อนบ้านชาวอินเดียนแดงเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้ว่าการวิลเลี่ยมจึงเชื้อเชิญหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง นายแมสซาซอยท์ และผู้กล้าของเขาให้มาร่วมงานสังสรรการเฉลิมฉลองวันขอบคุณพระเจ้านี้ ซึ่งพวกอินเดียนแดงรับคำเชิญ ด้วยความยินดี และส่งเนื้อกวางมาร่วมงานเลี้ยง ชายฉกรรจ์พิลกริมทั้งหลายจึงออกไปล่าสัตว์ และกลับมายังที่พักพร้อมกับไก่งวง (Turkey) และสัตว์ป่าอื่นๆ ส่วนผู้หญิงเตรียมอาหารอร่อยๆ ซึ่งทำมาจากข้าวโพด ลูกเเครนเบอรี่ (Cranberry) ผลสควอช (Squash) และฟักทอง


อาหารมื้อเย็นสำหรับขอบคุณพระเจ้าครั้งแรกเสร็จเรียบร้อยและถูกนำมาเสริฟนอกบ้าน รวมทั้งกองไฟกองใหญ่ที่ก่อขึ้น เพื่อให้ผู้จัด (Hosts) และแขกผู้มาเยือน (Guests) รู้สึกอบอุ่นถึงแม้ว่าเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงก็ตามรวมจำนวน ของผู้มาร่วมงานเลี้ยงขอบคุณพระเจ้าครั้งแรกประมาณ 90 คน และการฉลองนี้ใช้เวลานานถึง 3 วัน ในวันแรกของงานเลี้ยง พวกอินเดียนแดงใช้เวลาหมดไปกับการกิน ส่วนวันที่สองและสามพวกเขาใช้เวลาต่อสู้แบบมวยปล้ำ วิ่งแข่ง ร้องเพลงและเต้นรำกับ คนหนุ่มสาวในอาณานิคมพลีมัธนับเป็นงานเลี้ยงที่ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง



ประเพณีการฉลองวันขอบคุณพระเจ้าของคนอเมริกันในยุคปัจจุบันมีที่มาจากการฉลองวันขอบคุณพระเจ้าครั้งแรกดังกล่าว ดังนั้นอาหารหลักบนโต๊ะอาหารในวันนี้ซึ่งถือเป็นอาหารประจำเทศกาลขอบคุณพระเจ้าจะมีไก่งวงอบยัดไส้ (Roast turkey with stuffing) ผลสควอช ขนมปังข้าวโพด (Corn bread) และซอสแครนเบอร์รี่ (Cranberry sauce) พายฟักทอง (Pumpkin pie) เช่นเดียวกับอาหารที่หาและเก็บเกี่ยวได้ ในยุคสมัยนั้น


ทุก ๆ ปีชาวอเมริกันประมาณห้าแสนคน จะเดินทางไปเยี่ยมชมเมืองพลีมัธซึ่งกลายเป็นเมืองนำสมัยที่ยกย่องเทิดทูนอดีตกาล ยุคแรกเริ่มของชาวอเมริกันที่นี่ นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมเรือเมย์ฟลาวเวอร์สองได้ซึ่งเป็นเรือที่สร้างเลียนแบบเรือเมย์ฟลาวเวอร์จริง เยี่ยมชมหินพลีมัธ และใช้เวลาเดินชมหมู่บ้านจำลองของพวกพิลกริมในสมัยแรกเริ่ม ซึ่งจะได้เห็นการดำเนินชีวิตจริง ในยุคนั้น ชาวอเมริกันรุ่นใหม่รู้สึกภาคภูมิใจและทนงในบรรพบุรุษที่มี ความกล้าหาญของพวกเขาเหล่านี้ซึ่งมีสิ่ง อำนวยความสะดวกน้อยมากถ้าเทียบกับมาตรฐานการ ดำเนินชีวิตในปัจจุบัน แต่พวกเขายังรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งที่ได้รับอันมีคุณค่าอย่างยิ่งหาใดมาเปรียบได้นั่นก็คือ การเก็บเกี่ยวพืชผลที่ดี เสรีภาพในการดำเนินชีวิตและสักการะบูชาตามความเชื่อและปราถนาของพวกเขาเอง
 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 08:56:05 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #102 เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2007, 11:52:55 PM »


ประวัติความเป็นมาของเทศกาลวันลอยกระทง

คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทงมีอยู่หลายตำนาน ดังนี้

1. การลอยกระทง เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา

2. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์ คือบูชาพระนารายณ์ซึ่งบรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร

3. การลอยกระทง เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา

4. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้า ที่หาดทรายริมแม่น้ำนัมมทานที เมื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ

5. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า

6. การลอยกระทง เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม บนสวรรค์ชั้นพรหมโลก

7. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคุตตะเถระ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล 



ประวัติการลอยกระทงในประเทศไทย


การลอยกระทงในเมืองไทย มีมาตั้งแต่ครั้งสุโขทัย เรียกว่า การลอยพระประทีป หรือ ลอยโคม เป็นงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป ต่อมานางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์สนมเอกของพระร่วง ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม การลอยกระทงหรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศ กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแค้วนทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่า แม่น้ำเนรพุททา


การลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท

รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ที่ไปปรากฏอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ คือ ครั้งหนึ่งพญานาคทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ เมื่อพระองค์จะเสด็จกลับ พญานาคทูลขออนุสาวรีย์ไว้กราบไหว้บูชา พระพุทธองค์จึงทรงประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้ที่หาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที เพื่อให้บรรดานาคทั้งหลายได้สักการะ บูชา


การลอยกระทงที่มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ ยังมีอีก 2 เรื่อง คือ

1. การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ และ

 2. การลอยกระทงเพื่อต้อนรับพระพุทธองค์ในวันที่เสด็จกลับจากเทวโลก



ตำนานการลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณี


เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกจากพระนครกบิลพัสดุ์ในเวลากลางคืนด้วยม้ากัณฐกะ พร้อมนายฉันทะมหาดเล็กผู้ตามเสด็จ ครั้นรุ่งอรุณก็ถึงฝั่งแม่น้ำอโนมานที เจ้าชายทรงขับม้ากัณฐกะกระโจนข้ามแม่น้ำไปโดยสวัสดี
เมื่อทรงทราบว่าพ้นเขตกรุงกบิลพัสดุ์แล้ว เจ้าชายสิทธัตถะจึงเสด็จลงประทับเหนือหาดทรายขาวสะอาด ตรัสให้นายฉันทะนำเครื่องประดับและม้ากัณฐกะกลับพระนคร ทรงตั้งพระทัยปรารภจะบรรพชา โดยเปล่งวาจา "สาธุ โข ปพฺพชฺชา" แล้ว จึงทรงจับพระเมาลีด้วยพระหัตถ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ตัดพระเมาลี แล้วโยนขึ้นไปบนอากาศ พระอินทร์ได้นำผอบทองมารองรับพระเมาลีไว้ และนำไปบรรจุยังพระจุฬามณีเจดียสถานในเทวโลก
พระจุฬามณีตามปกติมีเทวดาเหาะมาบูชาเป็นประจำแม้พระศรีอริยเมตไตรยเทวโพธิสัตว์ซึ่งในอนาคต จะมาจุติบนโลกและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งก็ยังเสด็จมาไหว้ การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณี จึงถือเป็นการไหว้บูชาพระศรีอริยไตรยด้วย



ตำนานการลอยกระทงเพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากเทวโลก


เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวชจนได้บรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว หลังจากเผยพระธรรมคำสั่งสอนแก่สาธุชนโดยทั่วไปได้ระยะหนึ่ง จึงเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาธรรมโปรดพระพุทธมารดา ครั้งจำพรรษาจนครบ 3 เดือน พระองค์จึงเสด็จกลับลงสู่โลกมนุษย์ เมื่อท้าวสักกเทวราชทราบพุทธประสงค์ จึงเนรมิตบันไดทิพย์ขึ้น อันมี บันไดทอง บันไดเงิน และบันไดแก้ว ทอดลงสู่ประตูเมืองสังกัสสนคร บันไดแก้วนั้นเป็นที่ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลง บันไดทองเป็นที่สำหรับเทพยดาทั้งหลายตามส่งเสด็จ บันไดเงินสำหรับพรหมทั้งหลายส่งเสด็จ


ในการเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ครั้งนี้ เหล่าทวยเทพและประชาชนทั้งหลาย ได้พร้อมใจกันทำ การสักการบูชาด้วยทิพย์บุปผามาลัย การลอยกระทงตามคตินี้ จึงเป็นการรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากดาวดึงส์พิภพ (เป็นตำนานเดียวกับประเพณีการตักบาตรเทโวรับเสด็จพระพุทธองค์ลงจากดาวดึงส์)


การลอยกระทงเพื่อบูชาพระนารายณ์บรรทมสินธุ์
 

ยังมีพิธีการลอยกระทงตามคติพราหมณ์อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งกระทำเพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้า คือ พระนารายณ์ที่บรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร นิยมทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 หรือ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 เป็น 2 ระยะ จะทำในกำหนดใดก็ได้


ตำนานการลอยกระทงเพื่อบูชาท้าวพกาพรหม


นิทานต้นเหตุเกี่ยวกับอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นนิทานชาวบ้าน กล่าวถึงเมื่อครั้งดึกดำบรรพ์ มีกาเผือกสองตัวผัวเมียทำรังอยู่บนต้นไม้ในป่าหิมพานต์ใกล้ฝั่งแม่น้ำ วันหนึ่งกาตัวผู้ออกไปหากินแล้วหลงทางกลับรังไม่ได้ ปล่อยให้นางกาตัวเมียซึ่งกกไข่อยู่ 5 ฟองรอด้วยความกระวนกระวายใจ จนมีพายุใหญ่พัดรังกระจัดกระจาย ฟองไข่ตกลงน้ำ แม่กาถูกลมพัดไปทางหนึ่ง

เมื่อแม่กาย้อนกลับมามีรังไม่พบฟองไข่ จึงร้องไห้จนขาดใจตาย ไปเกิดเป็นท้าวพกาพรหมอยู่ในพรหมโลก ฟองไข่ทั้ง 5 นั้นลอยน้ำไปในสถานที่ต่างๆ บรรดาแม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โคและแม่ราชสีห์ มาพบเข้า จึงนำไปรักษาไว้ตัวละ 1 ฟอง ครั้งถึงกำหนดฟักกลับกลายเป็นมนุษย์ทั้งหมดไม่มีฟองไหนเกิดมาเป็นลูกกาตามชาติกำเนิดเลย กุมารทั้ง 5 ต่างเห็นโทษภัยในการเป็นฆราวาสและเห็นอานิสงส์ในการบรรพชา จึงลามารดาเลี้ยงไปบวชเป็นฤาษีทั้ง 5 ได้มีโอกาสพบปะกันและถามถึงนามวงศ์และมารดาของกันและกัน จึงทราบว่าเป็นพี่น้องกัน ฤาษีทั้ง 5 มีนามดังนี้
 
คนแรก    ชื่อ กกุสันโธ      (วงศ์ไก่)
คนที่สอง ชื่อ โกนาคมโน    (วงศ์นาค)
คนที่สาม ชื่อ กัสสโป        (วงศ์เต่า)
คนที่สี่    ชื่อ โคตโม        (วงศ์โค)
คนที่ห้า  ชื่อ เมตเตยโย    (วงศ์ราชสีห์)
         
ต่างตั้งจิตอธิษฐาน ว่าถ้าต่อไปจะได้ไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ขอให้ร้อนไปถึงมารดา ด้วยแรงอธิษฐาน ท้าวพกาพรหมจึงเสด็จมาจากเทวโลก จำแลงองค์เป็นกาเผือก แล้วเล่าเรื่องราวแต่ทนหลังให้ฟัง พร้อมบอกว่าถ้าคิดถึงมารดา เมื่อถึงเพ็ญเดือน 11 เดือน 12 ให้เอาด้ายดิบผูกไม้ตีนกา ปักธูปเทียนบูชาลอยกระทงในแม่น้ำ ทำอย่างนี้เรียกว่าคิดถึงมารดา แล้วท้าวพกาพรหมก็ลากลับไป


       
ตั้งแต่นั้นมา จึงมีการลอยกระทงเพื่อบูชาท้าวพกาพรหม แล้วเพื่อบูชารอยพระบาท ซึ่งประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที ส่วนฤาษีทั้ง 5 ต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้
ฤาษีองค์แรก กกุสันโธ ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระกกุสันโธ
ฤาษีองค์ที่สอง โกนาคมโน ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระโกนาคมน์
ฤาษีองค์ที่สาม กัสสโป ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระกัสสปะ
ฤาษีองค์ที่สี่ โคตโม ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระสมณโคดม
ฤาษีองค์ที่ห้า เมตเตยโย ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรย
พระพุทธเจ้า 3 พระองค์แรก ได้มาบังเกิดบนโลกแล้วในอดีตกาล พระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 คือ พระพุทธเจ้าที่จะมาบังเกิดบนโลกในอนาคต ได้แก่ พระศรีอาริยเมตไตรย



ตำนานการลอยกระทงเพื่อบูชาพระอุปคุตต์


การลอยกระทงเพื่อบุชาพระอุปคุตต์นี้ เป็นประเพณีของชาวเหนือและชาวพม่า พระอุปคุตต์เป็นพระอรหันต์เถระหลังสมัยพุทธกาล โดยมีตำนานความเป็นมาดังนี้  เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้โปรดให้สร้างพระสถูปเจดีย์และพุทธวิหารขึ้นทั่วชมพูทวีป มหาวิหารที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ "อโศการาม" ซึ่งตั้งอยู่ในเขตแคว้นมคธ หลังจากที่สร้างพระสถูปเจดีย์ถึง 84,000 องค์สำเร็จแล้ว พระเจ้าอโศกทรงมีพระราชประสงค์จะนำพระบรมสารีริกธาตุของสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปบรรจุในในพระสถูปต่างๆ และบรรจุในพระมหาสถูปองค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นใหม่มีความสูงประมาณครึ่งโยชน์ และประดับประดาด้วยแก้วต่างๆ ประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาให้ปาฎลีบุตร อีกทั้งต้องการให้มีการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่เป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน 7 วัน

แต่ด้วยเกรงว่าพญามารจะมาทำลายพิธีฉลอง มีเพียงพระอุปคุตต์ที่ไปจำศีลอยู่ในสะดือทะเลเพียงท่านเดียวเท่านั้น ที่จะสามารถปราบพญามารได้ เมื่อพระอุปคุตต์ปราบพญามารจนสำนึกตัวหันมายึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแล้ว พระอุปคุตต์จึงลงไปจำศีลอยู่ในสะดือทะเลตามเดิม
พระอุปคุตต์นี้ไทยเรียกว่า พระบัวเข็ม ชาวไทยเหนือหรือชาวอีสานและชาวพม่านับถือพระอุปคุตต์มาก ชาวพม่าไม่ว่าจะมีงานอะไรเป็นต้องนิมนต์มาเช้าพิธีด้วยเสมอ ไทยเราใช้บูชาในพิธีขอฝนหรือพิธีมงคล ฯลฯ 
[/color]

ขอบคุณที่มา : ห้องสมุด ม.รามคำแหง  

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 09:10:17 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #103 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2007, 04:36:37 PM »


"คิง" ออเดอร์ทะลัก รับกระแสต้านไขมันทรานส์

อเมริกันออกกฎหมายต้านไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acid) ผู้บริโภคแถบยุโรปไม่เลือกผลิตภัณฑ์ GMO ส่วนคนไทยกำลังซื้อสูงเดินตามกระแสสุขภาพ กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้น้ำมันรำข้าวเติบโตทั่วโลก


"อัตราการเติบโตน้ำมันรำข้าวคิงในประเทศปีนี้โตขึ้น 8% มียอดขาย 270 ล้านบาท ขณะที่ตลาดต่างประเทศเติบโตถึง 32% หรือมียอดขาย 330 ล้านบาท"

ประวิทย์ สันติวัฒนา กรรมการบริหาร บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันรำข้าว "คิง" บอกว่า เป็นผลมาจากผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับกระแสสุขภาพ โดยเฉพาะการต่อต้านไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acid) ที่ให้ผลร้ายต่อร่างกายเช่นเดียวกับกรดไขมันอิ่มตัวที่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายสูงขึ้น รวมทั้งเพิ่มไขมันตัวร้าย (LDL-C) สูงขึ้นด้วย

การบริโภคไขมันประเภทนี้จึงเกิดภาวะเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น หลอดเลือด หัวใจตีบ และโรคหลอดเลือดสมองตีบ เป็นต้น

ในอเมริกานั้นได้เอาจริงเอาจังถึงขั้นออกเป็นกฎหมายควบคุมน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารในร้านฟาสต์ฟู้ดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา ว่าต้องไม่เป็นน้ำมันที่ก่อให้เกิดอันตรายกับผู้บริโภค และต้องเป็นน้ำมันจากพืชเท่านั้น

การตื่นตัวของผู้บริโภคทั้งในระดับครัวเรือนและระดับอุตสาหกรรมในอเมริกา ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันรำข้าวเพิ่มขึ้น โดยยอดการสั่งซื้อเฉพาะในอเมริกาสูงขึ้นต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยปีแรกมียอดสั่งซื้อแค่ 2 ตู้ (20 ตัน) ล่าสุดยอดสั่งซื้อเพิ่มเป็น 100 ตู้ และปีนี้คาดว่าจะเพิ่มถึง 120 ตู้

ส่วนผู้บริโภคในยุโรปที่ต้านผลิตภัณฑ์ Non-GMO ต่อเนื่องมาหลายปี น้ำมันรำข้าวได้รับอานิสงส์นี้ตามไปด้วย เนื่องจากข้าวไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอ

นอกจากนี้ยังพบว่าปริมาณปาล์มและข้าวโพดสำหรับผลิตน้ำมันพืชในต่างประเทศลดลง เนื่องจากปาล์มถูกนำไปทำไบโอดีเซล ส่วนข้าวโพดถูกนำไปผลิตแอลกอฮอล์ จึงส่งผลต่อความต้องการน้ำมันรำข้าว เมื่อบวกกับกระแสสุขภาพดังกล่าว การสั่งซื้อจากต่างประเทศจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


"กระแสการตอบรับน้ำมันรำข้าวใกล้เคียงกันทั่วโลก นั่นคือ การเติบโตสูงกว่าน้ำมันพืชจากปาล์มหรือถั่วเหลือง โดยเฉพาะแบรนด์คิงซึ่งผลิตมากว่า 30 ปี และส่งออกกว่า 20 ประเทศ ปีนี้น่าจะมีการเติบโตรวมกว่า 20% จากจุดขายในเรื่อง Non-GMO และไขมันทรานส์ 0%"

ประวิตบอกอีกว่า ความเชื่อมั่นในฐานะที่คิงเป็นผู้นำตลาดน้ำมันรำข้าวในประเทศด้วยส่วนแบ่งการตลาดกว่า 70% จากตลาดน้ำมันรำข้าวมูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท และเป็นผู้ผลิตโออีเอ็มส่งออกหลายประเทศ โดยเฉพาะจุดขายที่มีโอรีซานอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในอัตราสูง

ปีนี้จึงได้ขยับมาสร้างแบรนด์ตัวเอง คือ "โอรีซอล" ซึ่งมีปริมาณโอรีซานอลสูงถึง 8,000 ppm มากกว่าน้ำมันรำข้าวคิงที่มีโอรีซานอลแค่ 2,000 ppm เท่านั้น แต่แบรนด์โอรีซอลนี้จะเริ่มด้วยตลาดต่างประเทศ ซึ่งผู้บริโภครู้จักและเข้าใจสารต้านอนุมูลอิสระจากรำข้าวเป็นอย่างดี

ที่สำคัญเซ็กเมนท์น้ำมันพืชระดับไฮเอนด์ในไทย แม้จะมีผู้ประกอบการนำเข้ามากขึ้น และมีกลุ่มรักสุขภาพเพิ่มจำนวนขึ้นแต่การเติบโตยังไม่มากนัก โดยน้ำมันปาล์มยังมีสัดส่วนมากที่สุด 65% ตามมาด้วยน้ำมันถั่วเหลือง 20-25% น้ำมันรำข้าว 10% ที่เหลือเป็นน้ำมันจากพืชอื่นๆ เช่น ทานตะวัน ข้าวโพด, โอลีฟ รวมทั้งโอรีซอลจะเข้ามาในเซ็กเมนท์นี้

"น้ำมันพืชระดับไฮเอนด์ยังมีโอกาส แม้จะไม่หวือหวา เพราะมีกลุ่มผู้บริโภคที่เลือกด้วยความเข้าใจในสินค้า และถ้ามีลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น น้ำมันรำข้าวจะมีตัวเลือกที่ดี เพราะลูกค้ากลุ่มนี้บริโภคข้าวกล้อง และรำข้าวก็มีประโยชน์เหมือนข้าวกล้อง"

สำหรับการพัฒนาน้ำมันรำข้าวให้มีคุณภาพสูงขึ้นนั้น นอกจากตอบรับกระแสสุขภาพแล้ว ยังเป็นการปรับตัวหนีประเทศเวียดนามที่หันมาผลิตน้ำมันรำข้าวมากขึ้นจากปริมาณข้าวที่ปลูกในประเทศ 34 ล้านตัน ขณะที่ข้าวไทยมีปริมาณ 27 ล้านตัน

"ในอนาคต เวียดนามจะเป็นคู่แข่งสำคัญในตลาดโลก เราจึงต้องก้าวไปข้างหน้าให้มากที่สุด ตอนนี้ถือว่าทิ้งระยะห่างพอสมควร และมีเวลาปรับตัว เพราะเวียดนามยังไม่ได้ผลิตในระดับการบริโภค"

น้ำมันรำข้าวในความรู้สึกของผู้บริโภคในอดีตนั้น ถูกมองว่ามีกลิ่นหืนและรำข้าวเป็นอาหารสัตว์มากกว่านำมาผลิตเป็นน้ำมันปรุงอาหาร จึงทำให้มีสัดส่วนเพียงแค่ 7% จากมูลค่าการตลาดน้ำมันพืช 7,500 ล้านบาท แต่ปีนี้ขยับมาอยู่ที่ 10% จากกระแสสุขภาพ ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจคุณประโยชน์จากรำข้าวมากขึ้น และยังพบว่าช่องว่างราคาระหว่างน้ำมันรำข้าวและน้ำมันปาล์มที่เคยสูงถึงลิตรละ 10 บาท ปัจจุบันห่างกันแค่ 2-3 บาท เช่น น้ำมันปาล์ม ราคาลิตรละ 38 บาท น้ำมันรำข้าวอยู่ที่ 41 บาท


--------------------------

การตื่นตัวของผู้บริโภคทั้งในระดับครัวเรือนและระดับอุตสาหกรรมในอเมริกา ส่งผลให้ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #104 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2007, 04:01:00 PM »

สุขกาย

สาละวันเตี้ยลง

จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา

คุณยายอายุวัยเกษียณยืนวัดความสูงเล่นกับหลาน กลับฉงนตัวเองเป็นนักหนาว่า ทำไมความสูงถึงหดลงมาได้ อยู่ไปๆ หลังเริ่มค่อมเดินตัวงอเป็นกุ้ง จนเมื่อพบแพทย์จึงได้คำเฉลย

อาการปวดตามร่างกายที่พบในผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่วินิจฉัยได้ในเบื้องต้นว่า เกิดจากโรคข้อที่มีอยู่หลากหลายสารพัดรูปแบบ แต่ที่พบมากคือโรคข้อเสื่อม ไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับคืนมาเหมือนเดิม โรคข้อรูมาตอย ชนิดเป็นทั้งตัว และโรคเกาต์ โดย 90% พบในเพศชาย ที่อายุเกิน 30 ปีขึ้นไป

ศ.เกียรติคุณ นพ.เสก อักษรานุเคราะห์ ประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย จากศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย บอกว่า การเจริญเติบโตของกระดูกเป็นไปอย่างรวดเร็วในตอนเด็ก และจะค่อยลดลงเมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากความสามารถ ในการดูดซึมแคลเซียมของร่างกายลดลง ยิ่งในช่วงวัยทอง ที่ไม่มีฮอร์โมนทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแคลเซียม ส่งผลให้เนื้อกระดูกลดลงปีละ 3-5% ทำให้หลังโกง และตัวเตี้ยลงได้ถึงปีละ 1 นิ้ว

ผู้สูงอายุ วัย 65 ปีขึ้นไป จะเริ่มแสดงอาการหลังโกง เดินไม่ถนัด และปวดหลัง ให้เห็น จนต้องเข้ารับการรักษาในที่สุด ซึ่งการรักษามีตั้งแต่รับประทานยา กลูโคซามีน ช่วยฟื้นฟูผิวกระดูก ตลอดจนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม โดยใส่กระดูกเทียมจากพลาสติกและเหล็กคุณภาพสูง เพื่อใช้ทดแทนข้อเข่าเดิม ในกรณีที่ข้อเสื่อมขั้นรุนแรง

หมอบอกว่า ความจริงทุกคนสามารถป้องกันตัวเองจากโรคข้อเสื่อมได้ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม เช่น นม รวมกับวิตามินซี วิตามินบี6 วิตามินดี วิตามินเค2 และแคลเซียมเสริม จะช่วยกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนควบคุมปริมาณแคลเซียม เพราะหากปล่อยให้เนื้อกระดูกลดลงเกิน 70% ของมวลกระดูกทั้งหมดในร่างกายเมื่อไร กระดูกก็จะเริ่มหักเอง โดยไม่ต้องรอให้ล้ม หรือกระทบกระเทือน

“อย่างที่ทราบกันดีว่าการดื่มนม และรับประทานแคลเซียมเสริม จะช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ แต่ปัญหาที่พบในปัจจุบัน คือการได้รับแคลเซียมมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ เพราะความเข้าใจผิด” คุณหมอกล่าว และอธิบายต่อว่า

นม เป็นแคลเซียมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และไม่ต้องอาศัยการย่อย เนื่องจากสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ทันที โดยนม 1 ซีซี มีแคลเซียมอยู่ 1 มิลลิกรัม หากจะดื่มนมเพื่อเพิ่มแคลเซียมให้ร่างกายจะต้องดื่มในปริมาณที่เหมาะสม คือทดแทนปริมาณแคลเซียมที่หายไปในแต่ละวัน หรือวันประมาณ 500 มิลลิกรัมต่อวัน

“การดื่มนมเพื่อเสริมแคลเซียมให้กับร่างกาย ที่ถูกต้องคือจะต้องดื่มวันละ 500 ซีซี แบ่งเป็นเช้า 250 ซีซี และเย็นอีก 250 ซีซี โดยเลือกกินดื่มที่พร่องไขมัน หรือขาดมันเนย ซึ่งจะได้ผลดีที่สุด” คุณหมอกล่าว

ผู้สูงอายุไม่ควรดื่มนมมากเกินไป เพราะนอกจากในนมจะมีแคลเซียมแล้วยังมีฟอสเฟส ที่ไม่ส่งผลดีต่อร่างกายหากได้รับในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น เนื่องจากจะกระตุ้นต่อมพาราไทรอยด์ให้สลายกระดูก ทำให้กระดูกบางลงได้

ขณะที่อาหารเสริมประเภทแคลเซียม ที่มีคุณสมบัติแตกตัวได้ดีเมื่อเข้าสู่ร่างกายในรูปแบบผง เมื่อถูกย่อยด้วยน้ำกรดในกระเพาะอาหาร โดยประสิทธิภาพของการรับประทานแคลเซียมสูงสุด จะต้องรับประทานไปพร้อมกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพื่อใช้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ช่วยย่อย

การรับประทานแคลเซียมเสริม อย่างถูกวิธีควรทานวันละ 2 เม็ด ระหว่างอาหารมื้อเช้า และเย็น โดยแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม ใน 1 เม็ด สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เพียง 250 มิลลิกรัม หากจะรับประทานเพื่อชดเชยแคลเซียม ไม่ควรทานมากเกินไป เพราะไม่เกิดประโยชน์

“ช่วงเวลาก่อนนอนเหมาะสมที่สุดในการดื่มนม หรือกินแคลเซียมชนิดเม็ด เพราะขณะที่ร่างกายนอนหลับ แคลเซียมในเลือดจะลดต่ำลง เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่กระดูกดึงแคลเซียมมาใช้มากที่สุด หากแคลเซียมมีปริมาณน้อย อาส่งผลให้เกิดอาการชักได้” คุณหมอกล่าว

นอกจากการรับประทานนมและแคลเซียมเสริมแล้ว การปรับลักษณะท่าทางในการใช้ ชีวิตประจำวันอย่างถูกต้องและเหมาะสม ยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุนได้อีกทางหนึ่ง โดย รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล จากภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลศิริราช บอกว่าการใช้ข้ออย่างถูกต้อง ในทุกอากัปกิริยา ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน หรือเดิน จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคข้อเสื่อมที่อาจตามมาในอนาคต

“ท่าทางการนอน ให้นอนหงาย หรือนอนตะแคง ไม่ควรนอนคว่ำ ที่นอนที่ดีจะต้องแน่นไม่ยวบหรือแข็งจนเกินไป จึงจะนอนสบาย ตื่นมาไม่ปวดหลัง หรือเมื่อยคอ เตียงควรอยู่ในระดับที่สูงขึ้นจากพื้น สามารถห้อยขาได้ ช่วยให้ลุกจากเตียงได้สะดวก” แพทย์หญิงกล่าว

ขณะนั่งควรนั่งหลังตรง พิงพนัก ขยับและเปลี่ยนท่าทางบ่อยๆ ขณะยืนไม่ควรยืนหลังแอ่น และสวมรองเท้าส้นสูง เนื่องจากกล้ามเนื้อหลังจะรับแรงตลอดเวลา และหากจำเป็นต้องยกของหนักให้ย่อเข่า และยกของให้ประชิดตัวมากที่สุด แทนการยกโดยโน้มตัว เพราะจะไปเพิ่มแรงดันให้หมอนรองกระดูก จากการรับแรงที่มากเกินไป ส่งผลให้ปวดหลังและเกิดอาการยอกได้

ที่สำคัญควรควบคุมน้ำหนัก อย่าปล่อยให้น้ำหนักตัวมากเกินไป เพราะข้อจะเป็นส่วนที่รับน้ำหนักของร่างกายไว้มากที่สุด หรือประมาณ 2-3 เท่าขณะยืนหรือเดิน และรับน้ำหนักสูงประมาณ 3-4 เท่าขณะขึ้นหรือลงบันได

“การออกกำลังกายเป็นสิ่งจำเป็น แต่ในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงเป็นโรคข้อ ท่าทางที่ใช้ออกกำลังกายมีความสำคัญมาก ไม่ควรวิ่ง กระโดดเชือก หรือซิทอัพ เพราะจะทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน ควรออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าขา เช่น เดิน ปั่นจักรยาน หรือออกกำลังกายในน้ำแทน” แพทย์หญิง กล่าว

ส่วนความเข้าใจผิดที่ว่าการใส่สนับคอ แขน และเอว จะช่วยป้องกันกระดูกเคลื่อนนั้น แท้จริงแล้วจะทำให้กล้ามเนื้อไม่ทำงาน โดยไม่ควรใส่หากไม่จำเป็น ยกเว้นกรณีกระดูกหลุด ให้ใช้อุปกรณ์ช่วยเดินแทน ซึ่งจะช่วยลดแรงกระทำต่อข้อได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 02:38:50 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #105 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2007, 05:59:13 PM »

เคล็ดลับอายุยืนยาว..'นายแพทย์เฉก ธนะสิริ'

"ร่างกายคนเราก็เหมือนกับฮาร์ดแวร์ จึงจำเป็นต้องดูแลให้ดีอย่าให้มีโรค ส่วนจิตใจก็ไม่ต่างกับซอฟต์แวร์ ต้องทำให้สงบ ถ้าหากเราวางแผนชีวิตให้เป็นระบบที่ดี การมีชีวิตยืนยาวอยู่ถึง 120 ปี ก็จะอยู่ได้"


นายแพทย์เฉก ธนะสิริ ผู้ก่อตั้งและประธานชมรมอยู่ร้อยปี-ชีวีเป็นสุข ซึ่งมีวัย 82 ปี และตั้งมั่นว่าจะมีชีวิตที่แข็งแรงและมีความสุขไปจนถึงอายุ 120 ปี เผยเคล็ดลับในการชะลอความแก่ และมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความสุขผ่านหนังสือ "ทำอย่างไรชีวิตจะยืนยาวและมีความสุข" เอาไว้ว่า

วิธีชะลอความชรา เริ่มต้นจากต้อง "เตรียมใจ" ไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเกษียณอายุ ให้มีความเป็นอยู่ง่ายๆ เช่น นอนง่าย กินง่าย นั่งง่าย พยายามช่วยเหลือตัวเอง ถือสันโดษให้มาก จะทำให้จิตใจสดใสเป็นสุขตลอดเวลา

วัยชราต้อง "ระวังเรื่องการกินอาหาร" โดยให้ถือหลักกินเพื่ออยู่ กินอาหารแต่พออิ่มหรือเกือบอิ่ม อย่าให้อิ่มเลย กินผักและผลไม้ให้มากเป็นพิเศษ เลือกอาหารย่อยง่าย และควรงดอาหารรสจัด

ตลอดจนดื่มน้ำ 4-5 แก้วก่อนอาหารเช้าทุกวัน เพื่อล้างของเสียออกจากร่างกาย

"ในวันหนึ่งเราควรกินผักและผลไม้ให้ได้ 70% ส่วนอีก 30% ให้กินโปรตีนจากสัตว์ และถั่วต่างๆ ถ้ากินได้จะทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่อ้วน ไม่มีน้ำตาลและไขมันสูง ถ้าเป็นโรคอยู่ก็จะทุเลาลงได้อีกด้วย"

ต้องออกกำลังกายทุกวันเป็นประจำ อย่าให้ขาด และถ้าเป็นไปได้ น.พ.เฉกแนะนำให้ทำสมาธิเป็นประจำทุกวัน วันละ 25-30 นาที ไปพร้อมกับการออกกำลัง

ปัจจุบันเขาใช้วิธีออกกำลังด้วยการว่ายน้ำ โดยทำสถิติว่ายน้ำได้ถึง 8,000 กิโลเมตร ในช่วงเวลา 42 ปี

พยายามมีกิจกรรมต่างๆ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เช่น การนอน พักผ่อน ออกกำลังและงานอดิเรก อย่าให้เหลือเวลาว่าง จะทำให้เพิ่มพลังให้แก่ตัวเองและจิตใจสงบสบาย

หาโอกาสท่องเที่ยวไปตามจังหวัดต่างๆ หรือต่างประเทศ ตามแต่ฐานะจะอำนวย น.พ.เฉกบอกว่า วิธีท่องเที่ยวที่ดีที่สุดคือไปกับบริษัททัวร์ ไปเป็นกลุ่มทุกเพศทุกอายุ จะทำให้มีโอกาสพบปะบุคคลและสิ่งแวดล้อมแปลกๆ ใหม่ๆ ชีวิตจะได้รับการกระตุ้นให้ตื่นเต้นอยู่เสมอ

สนใจการแต่งกายตามสมควร หมอเฉกกล่าวว่า ควรอย่างยิ่งที่จะต้องแต่งกายให้ทันสมัย สะอาด สมสัดส่วน อย่าให้รุ่มร่าม เพราะคนเราเมื่อแก่ลงมักจะผอมเหี่ยวย่น ความสูงลดลง 3-5 ซม. จึงต้องตัดเสื้อผ้าให้สมสัดส่วน

ต้องสนใจต่อความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงต่อโลกปัจจุบัน ด้วยการฟังข่าวทุกประเภท อ่านหนังสือพิมพ์ ฟังอภิปราย ดูภาพยนตร์ประเภทต่างๆ ที่สามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนทุกวัย ทุกเพศ

น.พ.เฉก ให้แนวทางอีกว่า ผู้สูงวัยจะต้องมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขันตลอดเวลา เลี่ยงโลภ โกรธ หลง ไม่ว่าร้ายใคร พูดแต่สิ่งที่ดี

หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะก่อให้เกิดปัญหาในชีวิต โดยเฉพาะเรื่องการ "ก่อหนี้" ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมาในช่วงบั้นปลายชีวิต ขณะเดียวกันต้องจัดงบประมาณการเงินให้เพียงพอตลอดชีวิตสำหรับตัวเองและครอบครัวให้พอกินพอใช้และทำบุญทำทาน อย่าลืมนึกถึงอัตราเงินเฟ้อแต่ละปีเผื่อไว้ และไม่ต้องคิดพึ่งพาลูกหลาน

ค่อยๆ ตัดภาระต่างๆ ของตัวเอง อย่าให้เกิดปัญหายุ่งยากแก่ลูกหลาน แต่ทำตัวให้เป็นอยู่อย่างง่ายที่สุด หมอเฉกให้คำแนะนำว่า ทางที่ดีควรจะทำ "พินัยกรรม" ทั้งด้านการเงิน และการบริจาคร่างกายให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์เมื่อตัวเองต้องตาย

อีกทั้งควรจะรวบรวมประวัติของตัวเองแต่เนิ่นๆ หรือเตรียมตัวก่อนตาย เช่น การทำหนังสืองานศพ หรือสั่งเสียเรื่องราวของตัวเองแก่ลูกหลาน

"ร่างกายคนเราก็เหมือนกับฮาร์ดแวร์ จึงจำเป็นต้องดูแลให้ดีอย่าให้มีโรค ส่วนจิตใจก็ไม่ต่างกับซอฟต์แวร์ ต้องทำให้สงบ ถ้าหากเราวางแผนชีวิตให้เป็นระบบที่ดี การมีชีวิตยืนยาวอยู่ถึง 120 ปี ก็จะอยู่ได้" น.พ.เฉก กล่าว
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #106 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2007, 11:32:58 PM »


ประวัติวันคริสตมาส

คริสต์มาส คือการฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าที่เราเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Christes Maesse ที่แปลว่า บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า เพราะการเข้าร่วมพิธีมิสซา เป็นประเพณีสำคัญที่สุดที่ชาวคริสต์ถือปฏิบัติกันในวันคริสต์มาส
 
    คำว่า Christes Maesse พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษ ในปี 1038 และคำนี้ก็แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas ในภาษาไทย "คริสต์มาส" ก็มีความหมายเช่นกัน คำว่ามาส แปลว่า เดือน เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นเดือนที่เราระลึกถึงพระเยซูเจ้าคริสตเจ้าเป็นพิเศษ  อีกความหมายหนึ่งของคำว่ามาส คือดวงจันทร์ ฉะนั้น จึงตีความหมายเป็นภาษาไทยได้อีกอย่างหนึ่ง คือพระเยซูเจ้าเป็นความสว่างของโลก เหมือนด วงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืน

    คำทักทายที่เราได้ฟังบ่อยๆ ในเทศกาลนี้คือ Merry Christmas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณแปลว่าสันติสุข และความสงบทางใจ เพราะฉะนั้น คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุข และความสงบทางใจ เนื่องในโอกาสเทศคริสต์มาส



ความเป็นมาของเทศกาลคริสตมาส

ชาวไทยฉลอง "วันเฉลิมพระชนมพรรษา" วันที่ 5 ธันวาคม เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกปี ในสมัยโบราณก็มีประเพณีเช่นเดียวกัน

    ชาวโรมันมีการระลึกถึงการสมภพของพระจักรพรรดิ คนท้องถิ่นอื่นก็ระลึกถึงและเฉลิมฉลองวันเกิดของกษัตริย์ หรือผู้ปกครองบ้านเมืองของตนด้วยความยินดี แม้แต่ชาวยิวในสมัยของพระเยซูเจ้าเองก็ฉลองการเกิดของกษัตริย์เฮโรด เช่นเดียวกัน (มธ14:16)

    เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวคริสต์สมัยโบราณถือเอาประเพณีของชนในท้องถิ่นนั้นมาประยุกต์เข้ากับศาสนา โดยจัดให้มีการฉลอง เพื่อระลึกถึงการบังเกิดของพระเยซูเจ้า ที่เขายกย่องเหมือนกาตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลกผู้ทรงเกียรติเลอเลิศ ประเพณีนี้ได้เริ่มมาจากกรุงโรม ในศตวรรษที่ 4 และค่อยๆ เผยแพร่ไปทุกทวีป



วิวัฒนาการของการฉลองวันคริสตมาส

การฉลองคริสต์มาสแพร่มาจากกรุงโรม ไปยังทุกประเทศ พร้อมกับศาสนาคริสต์ที่ค่อยๆแผ่ขยายไปในที่ต่างๆจนในปี ค. ศ.1100 ประชาชนก็เป็นคริสตชนทั้งหมดทั่วยุโรปและก็มีการฉลองวันคริสต์มาสพร้อมกันในยุโรป เพราะถือว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในศาสนา
    เราสามารถแบ่งวิวัฒนาการของการฉลองวันคริสต์มาสเป็น 4 ช่วง คือ

1) ค.ศ. 330-1100 ช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ที่ละเล็กที่ละน้อยก็มีการฉลองวันคริสต์มาสและก็มีการเริ่มเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ก่อนคริสต์มาส เป็นเวลาเตรียมตัวโดยการใช้โทษบาป อดอาหาร และภาวนาเป็นพิเศษ

2) ค.ศ. 1100 - ศตวรรษที่ 16 ช่วงนี้มีการพัฒนาประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับการฉลองคริสต์มาส เช่น การแต่งเพลงคริสต์มาส การทำถ้ำพระกุมาร การทำต้นคริสต์มาส

3) ศตวรรษที่ 16-19 ระยะนี้มีการแตกแยกในคริสตศาสนา เกิดนิกายบางนิกายขึ้นมา ซึ่งบางนิกายไม่สนับสนุนให้มีการฉลองคริสต์มาส ด้วยเหตุผลที่ว่าคริสต์มาสเป็นวันที่มนุษย์เลือกเอาเองโดยได้รับอิทธิพลจากชาวโรมัน ที่ฉลองดวงอาทิตย์คล้ายเป็นพระเจ้าของเขา และชาวบ้านก็ให้ความสำคัญแก่วันนี้มากกว่าวั นอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่พระเจ้ากำหนดให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ แต่อย่างไรก็ตาม ชาวคาทอลิกพร้อมกับคริสตศาสนาหลายๆนิกาย เช่น Lutheran เป็นต้น ยังรักษาการฉลองนี้ไว้ด้วยความอบอุ่น และศรัทธาจนถึงปัจจุบัน

4) ศตวรรษที่ 19 - ปัจจุบัน เริ่มมีการประเพณีอื่นทางโลกแทรกเข้ามา ซึ่งมีอิทธิพลต่อการฉลองนี้มาก เช่นเรื่องซานตาคลอส การให้ของขวัญ การส่งบัตรอวยพรคริสต์มาส ซึ่งร้านต่างๆยินดีสนับสนุน เพราะเป็นโอกาสดีที่จะขายสินค้าช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นไปในตัว ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านทั่วไปก็อาจจะลืมความสำ คัญ หรือความหมายที่แท้จริงของคริสต์มาส โดยหันมาเพิ่มความสนใจในสิ่งภายนอกมากกว่า



ทำไมจึงฉลองคริสตมาสวันที่ 25 ธันวาคม

 ตามหลักฐานในพระวรสาร (ลก.2:1-3) มีว่า พระเยซูเจ้าบังเกิดในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกัสตัส ให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยมีคีรินิอัส เป็นเจ้าเมืองซีเรียซึ่งในพระวรสารไม่ได้บอกว่าเป็น วันหรือเดือนอะไร สมัยก่อน คริสตชนคิดเอาว่าที่มีการฉลองคริสต์มาสในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ ก็เพราะเป็นวันเกิดของพระเยซูเจ้าตามทะเบียนเกิด ซึ่งเป็นเอกสารที่คีรินิอัสเก็บไว้ แต่ที่จริงแล้ว เอกสารนี้ได้สูญหายไปหมดแล้ว นักประวัติศาสตร์ไม่สามารถค้นพบได้

    นักประวัติศาสตร์หาสาเหตุต่างๆว่า ทำไมคริสตชนเลือกเอาวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันฉลองคริสต์มาส ตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 เป็นต้นมา และก็อธิบายต่างๆ กัน แต่คำอธิบายหนึ่งสมเหตุสมผล หรือมีน้ำหนักมากที่สุดคือ ในปี ค.ศ.274 จักรพรรดิ AURELIAN ได้กำหนดในวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพผู้ทรงพลัง  กล่าวตามความรู้ทางวิชาดาราศาสตร์สมัยนั้นเห็นว่า วันนั้นเป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลที่สุดจากเส้นศูนย์สูตรของโลก และเริ่มหมุนไปทางด้านเหนือของท้องฟ้า วันใหม่เริ่มยาวขึ้น ชาวโรมันฉลองวันนี้อย่างสง่า และถือเสมือนว่าเป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะพระจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่มนุษย์ ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมันรู้สึกอึดอัดใจที่ฉลองวันเกิดของสุริยเทพตามประเพณีชาวโรมัน จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทนในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ.330 เริ่มมีการฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและอย่างเปิดเผย เนื่องจากก่อนนั้นมีการเบียดเบียนคริสตชนอย่างรุนแรง (ตั้งแต่ปี ค.ศ.64-313) ทำให้คริสตชนไม่มีโอกาสฉลองอะไรอย่างเปิดเผย

    อีกนัยหนึ่ง ชาวคริสต์ได้เห็นว่าในพระคัมภีร์ (มลค.4:2) เรียกพระเจ้าว่าเป็นดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรม จึงเห็นว่ามีหลักฐานในพระคัมภีร์สนับสนุนให้ถือวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันเกิดของพระเยซูเจ้า




ความสำคัญของวันคริสตมาส

เราจะเห็นได้ว่า วันคริสต์มาสเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เนื่องจากเป็นการระลึกถึงวันที่พระบุตรของพระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์เป็นพระเจ้า ที่จะอยู่กับเราตลอดไป เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ เป็นพี่หัวปีที่จะนำมนุษย์ทั้งมวลไปสู่พระบิดาเจ้า พระองค์เป็นความสำเร็จบริบูรณ์ตามคำสัญญาของพระเจ้าที่จะดูแลป้องกันรักษาเราผู้เป็นประชากรของพระองค์

    เราเป็นเหมือนลูกแกะที่หายไป แต่พระเยซูเจ้าเป็นชุมพาบาลใจดีที่ตามหาเราจนพบ และจะไม่มีอะไรที่จะแยกเรากับพระองค์ได้อีกเลย

    มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหน จะรวยหรือจนคนศรัทธา หรือคนบาป ล้วนมีความสำคัญต่อหน้าพระเจ้าเสมอ เพราะตั้งแต่การเสด็จมาบังเกิดของพระเยซูเจ้านั้น พระเป็นเจ้าพระบิดาทรงเห็นพระฉายาลักษณ์ของพระบุตรในมนุษย์ทุกคน เราก็เช่นเดียวกัน เราต้องรักซึ่งกันและกัน เหมือนอย่างที่เรารักพระเจ้า นั้นหมายถึงเราต้องเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นคนยากจนคนต่างชาติ หรือคนที่วางตัวเป็นศัตรูกับเรา "เขาจะรักพระเจ้าที่เขามองไม่เห็นได้อย่างไร ถ้าเขาไม่รักพี่น้องที่มองเห็นได้ นี่แหละเป็นพระดำรัสที่พระเยซูเจ้าประทานแก่เรา คนที่รักพระเจ้า ต้องรักพี่น้องของตนด้วย" (1 ยน.4:20-21)

    ประเพณีของการฉลองคริสต์มาสที่มีความเป็นมาดังกล่าว ควรเป็นสิ่งที่ชักจูงเราให้เปี่ยมไปด้วยความรักที่พร้อมที่จะรับใช้ผู้อื่นอย่างเต็มที่

"พระองค์เสด็จมาสู่บ้านเมืองของพระองค์แต่ประชากรของพระองค์มิได้ต้อนรับ ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ที่เชื่อพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ประทานสิทธิ์ที่จะเป็นบุตรของพระเจ้า" (ยน.1:11-12)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 01:22:19 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #107 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2007, 11:40:47 PM »


การทำถ้ำพระกุมาร

ตามความในพระคัมภีร์ พระเยซูเจ้าเกิดในรางหญ้า (ลก.2:7) ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหน แต่เนื่องจากในแถบเบธเลเฮมมีถ้ำอยู่มากมายที่พวกดูแลฝูงแกะใช้เป็นที่พักของสัตว์ (รางหญ้า) และตัวเอง เป็นความคิดของชาวคริสต์ธรรมดาว่า

    รางหญ้าที่พระวรสารอ้างนั้น คงอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งในเบธเลเฮม  ประเพณีการทำถ้ำนั้นมาจากอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี เป็นผู้ริเริ่ม โดยในวันคริสต์มาสปี ค.ศ 1223 นักบุญฟรังซิส ชวนให้ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านที่ Greccioที่ท่านอยู่ ร่วมแสดงละคร มีการเตรียมถ้ำพระกุมารและใช้สัตว์จริงๆ เช่น วัวและลา อยู่ในถ้ำด้วย (การที่ใช้วัวและลา เพราะเป็นสัตว์ที่ชาวบ้านใช้เป็นประจำ) จากนั้นก็จุดเทียนมายืนรอบๆถ้ำที่ทำขึ้น ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าจนสว่าง และฟังมิสซาด้วยกัน ตั้งแต่นั้นมา ประเพณีทำถ้ำพระกุมารทั้งในวัดและในบ้านก็แพร่หลายไปทั่วทุกหนแห่ง



ซานตาคลอส

ซานตาคลอส เป็นจุดเด่น หรือสัญลักษณ์ที่เด็กและผู้คนนิยมมากที่สุดในเทศกาลคริสต์มาส แต่แท้ที่จริงแล้วซานตาคลอสแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลย

     ซึ่อซานตาคลอสมาจากนักบุญนิโคลาส ซึ่งเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือ เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเด็กๆ นักบุญองค์นี้เป็นสังฆราชของไมรา (อยู่ในประเทศตุรกีปัจจุบัน) มีชีวิตอยู่ราวศตวรรษที่ 4  เมื่อชาวฮอลแลนด์ กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐก็ยังรักษาประเพณีนี้ไว้ คือ ฉลองนักบุญนิโคลาส ในวันที่ 6 ธันวาคม ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้ เด็กอื่นๆที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแ ลนด์ที่อพยพมาก็รู้สึกอยากมีส่วนร่วมในประเพณีแบบนี้บ้างเพื่อรับของขวัญ ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายไปในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างคือ ชื่อนักบุญนิโคลาส ก็เปลี่ยนเป็นซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราช ซึ่งเป็นนักบุญองค์นั้น ก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วน ใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นพาหนะ มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้โอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้าน เพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้น

     ตามความประพฤติของเขา ลักษณะภายนอกของซานตาคลอสที่ถูกสมมุติขึ้นมาเหมือนกับจะลอกเลียนแบบมาจาก Thor  ซึ่งเป็นเทพเจ้าในนิยายโบราณของเยอรมัน
และลอกเลียนแบบ นักบุญนิโคลาส ที่นำของขวัญมาแจกเด็กๆ อันที่จริงซานตาคลอสเป็นรูปแบบที่น่ารัก เหมาะสำหรับเป็นนิยายให้เด็กๆเชื่อ แต่อาจจะทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจ ให้ความสำคัญในตัวนิยายนี้แทนการบังเกิดของพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของเทศกาลคริสต์มาสนี้



ในสมัยโบราณ ต้นคริสต์มาส หมายถึงต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า (ปฐก.3:1-6) ตั้งศตวรรษที่ 11 ชาวคริสต์แสดงละครที่หน้าวัด ถึงความหมายของคริสต์มาส และเอาต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลาง เพื่อประดับฉาก  แสดงถึงบาปกำเนิดของอาดัมเอวา ต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่ายที่สุดในประเทศเหล่านั้น การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปี จนถึงศตวรรษที่ 15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดง เนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่นเหมือนลิเกล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง และศาสนาซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง ชาวบ้านรู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆ แบบสนุกๆ แบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของตน โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน เพราะต้นไม้เป็นจุดเด่นในลานวัด ที่เขาเคยร่วมสนุกสนานกัน หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ล และแขวนแผ่นขนมปัง เพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิทซึ่งมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็กลายเป็นขนมและของขวัญอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

     นอกจากนั้น ชาวเยอรมันยังมีประเพณีอีกอย่างหนึ่ง คือ มีการจุดเทียนหลายเล่มเป็นรูปปิรามิดไว้ตลอดคืนคริสต์มาส โดยมีดาวของดาวิดอยู่ที่ยอดปิรามิด ซึ่งประเพณีที่จะแขวนของขวัญและขนมก็ได้รวมกับประเพณีของชาวเยอรมันนี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 โดยเอาเทียนมาไว้ที่ต้นไม้เป็นรูปทรงปิรามิด นี่เป็นที่มาของประเพณีปัจจุบัน ที่มีการแขวนของขวัญและไฟกระพริบไว้ที่ต้นคริสต์มาส และมีดาวของดาวิดไว้ที่สุดยอด ประเพณีนี้เป็นที่นิยมชอบของชาวตะวันตกอยู่มาก

     แม้ว่าประเพณีการตั้งต้นคริสต์มาสมีความเป็นมาดังกล่าว ชาวคริสต์ในสมัยนี้ก็ยังนิยมทำกันอยู่ เพราะเห็นว่ามีความหมายถึงพระเยซูเจ้าผู้เปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิต (ปฐก.2:9) ที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล ซึ่งหมายถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า และนอกจากนั้นยังหมายถึงความสว่างของพระองค์ เสมือนแสงเทียนทีส่องในความมืด ทั้งยังหมายถึงความชื่นชมยินดีและความสามัคคีที่พระเยซูเจ้าประทานให้ เพราะต้นไม้เป็นจุดรวมของครอบครัวในเทศกาลนั้น



เทียนและพวงมาลัย

ในสมัยก่อน มีกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในเยอรมัน ได้เอากิ่งไม้มาประกอบเป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย และเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้น ในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเ ตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า ทุกคนในครอบครัวจะมารวมกัน ดับไฟ แล้วจุดเทียนเล่มหนึ่งสวดภาวนาและร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกัน เขาจะทำดังนี้ทุกอาทิตย์จนครบ 4 อาทิตย์ก่อนคริสต์มาส

    ประเพณีนี้เป็นที่นิยมและแพร่หลายในที่หลายแห่ง โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งต่อมามีการเพิ่ม โดยเอาพวงมาลัยพร้อมกับเทียนจุดไว้ตรงกลาง 1 เล่ม ไปแขวนไว้ที่หน้าต่าง เพื่อ ช่วยให้คนที่ผ่านไปมาได้ระลึกถึงการเตรียมตัวเข้ารับวันคริสต์มาสที่ใกล้เข้ามา และพวงมาลัยนั้นยังเป็นสัญลักษณ์ที่คนสมัยโบราณใช้หมายถึงชั ยชนะ แต่ในที่นี้หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำทุกสิ่งทุกอย่างครบบริบูรณ์ตามแผนการของพระเป็นเจ้า



การร้องเพลงคริสตมาส


เพลงคริสต์มาสเริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 ซึ่งในสมัยนี้มีทั้งพระสงฆ์และฆราวาสเป็นผู้แต่ง ร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีวิวัฒนาการใหม่ในด้านเพลงนี้ เริ่มในประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้มีส่วนในการสนับสนุนให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่ ซึ่งชาวบ้านชอบ คือมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดีในโอกาสคริสต์มาสนี้เพลงเหล่านนี้เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบันคือ เพลง "ขอเชิญท่านผู้วางใจ" O Come, all ye faithful หรือในภาษาลาตินว่า "Adeste Fideles"

     เพลงคริสต์มาสที่เรานิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมันและประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อเสียงมาก ได้แก่ Silent Night, holy Night เป็นภาษาไทยว่า "ราตรีสวัสดิ์ ราตรีสงัด" ความเป็นมาของเพลงนี้คือ วันก่อนฉลองคริสต์มาสของปี ค.ศ.1818 คุณพ่อ Jeseph Mohr เจ้าอาวาสวัดที่ Oberndorf ประเทศออสเตรีย ได้ข่าวว่าออร์แกนในวัดเสีย ทำให้วงขับไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ คุณพ่อเองตั้งใจจะแต่งเพลงคริสต์มาสใหม่ หลังจากแต่งเสร็จก็เอาไปให้เพื่อนคนหนึ่งชื่อ Franz Gruberที่อยู่หมู่บ้านใกล้เคียงใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั้นเอง สัตบุรุษวัดนี้ก็ได้ฟังเพลง Silent Night เป็นครั้งแรก โดยการเล่นกีต้าร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก



การทำมิสซาเที่ยงคืน

เมื่อพระสันตะปะปา จูลีอัส ที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส) แล้ว ในปีนั้นเอง พระองค์และสัตบุรุษได้พากันเดินสวดภาวนาและขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม ยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ พอไปถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืน

    พระสันตะปาปและก็ทรงถวายมิสซา ณ ที่นั้น เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาที่พัก เป็นเวลาเช้ามืด ราวๆ ตีสาม พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้งหนึ่งและสัตบุรุษเหล่านั้นพากันหลับ แต่ยังมีสัตบุรุษหลายคนที่ไม่ได้ไป พระสันตะปาปาก็ทรงถวายมิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อให้สัตุบุรุษเหล่นั้น ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ถวายมิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส  เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืนในคริสต์มาสและพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ในโอกาสวันคริสต์มาสเช่นเดียวกัน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2008, 08:51:47 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #108 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2008, 10:22:12 PM »



ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ

ปีใหม่ขอให้ทุกอย่างสมหวัง ปีใหม่ขอให้ร่ำรวย


เทศกาลจีนมีอยู่มากมาย ตรุษจีน เป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของจีน เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฎิทินจีน เช่นเดียวกับสงกรานต์วันปีใหม่ไทย ทุกคนต่างให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่างหยุดงาน โรงเรียนสถาบันการศึกษาต่างปิดเทอมในช่วงนี้ เป็นปิดเรียนฤดูหนาว ยกเว้นคนที่ต้องทำหน้าที่ไม่สามารถหยุดงานได้ หน่วยงานห้างร้านต่างก็หยุดงาน 3-4 วัน เมื่อใกล้วันปีใหม่จีน ผู้คนต่างก็มีการตระเตรียมงานปีใหม่ ภายในครอบครัว ทุกบ้านก็จะทำความสะอาดบ้านเรือน ผ่านปีใหม่อย่างสะอาดสะอ้านสดใส ร้านค้าห้างสรรพสินค้าต่างก็เติมไปด้วยผู้คนมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้แก่เด็กๆ ซื้อของขวัญให้แก่ญาติสนิทมิตรสหาย ซื้อบัตรอวยพร ในตลาดก็คราคร่ำไปด้วยผู้คน ต่างเดินไปเดินมากันขวักไขว่ ซื้อปลาบ้าง ซื้อเนื้อสัตว์บ้าง ซื้อเป็ดไก่บ้าง ทุกคนต่างดูแจ่มใสมีความสุข ช่วงเทศกาลปีใหม่ เด็กๆต่างมีความสุขมาก ต่างสวมเสื้อใหม่ ทานลูกกวาดขนมหวาน เล่นพลุประทัดอย่างรื่นเริง

คืนก่อนวันปีใหม่ คือวันสุดท้ายของปีนั่นเองเป็นคืนที่ครึกครื้นที่สุด ใครที่ไปทำงานห่างจากบ้านเกิด ต่างก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกลับมาฉลองวันปีใหม่ที่บ้าน ตอนกินอาหารมื้อค่ำคืนก่อนขึ้นปีใหม่จีน ทุกคนในครอบครัวต่างนั่งกันพร้อมหน้าล้อมโต๊ะอาหาร ต่างชนแก้วอวยพรปีใหม่กัน ทานมื้อค่ำเรียบร้อยแล้ว บางคนก็ดูทีวี บางคนก็ฟังเพลง บางคนก็นั่งคุยกัน บางคนก็เล่นหยอกล้อกับเด็กๆ บ้านเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ พอถึงเที่ยงคืน คนจีนทางเหนือก็จะเริ่มทำเกี๊ยว (เจี้ยวจึ) คนจีนทางใต้ ก็จะปั้นลูกอี๋ทำน้ำเชื่อม ทำไป ชิมไปทานไป ครึกครื้นอย่างยิ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นแต่เช้า ทุกคนจะตื่นแต่เช้า เยี่ยมเพื่อนบ้าน เพื่อนฝูงอวยพรปีใหม่


ประวัติวันตรุษจีน หรือปีใหม่จีน

ประวัติของวันขึ้นปีใหม่ของจีนมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในวัฒนธรรมอื่นๆ ความปรารถนาสิ่งที่เราหวังว่าจะได้ปรับปรุง หรือที่เราคิดทำเมื่อเริ่มต้นในปีใหม่ มาถึงตอนนี้ ถ้าไม่ถูกลืมก็ถูกยัดลงกล่องใส่ตู้ปิดตายและแปะหน้าตู้ว่าไม่แน่ เอาไว้ทำปีหน้าแล้วกันอย่างไรก็ดี ความหวังก็คงยังไม่สูญไปทั้งหมดเพราะโอกาสที่สองกำลังมาถึงแล้ว กับการฉลองวันปีใหม่จีนหรือที่เรารู้จักกันว่า ตรุษจีนในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ นั้นเอง

ตรุษจีนนั้นคล้ายคลึงกับวันปีใหม่ในประเทศทางตะวันตก ร่องรอยของประเพณี และพิธีกรรมความเป็นมาของการฉลองตรุษจีน นั้นมีมานานกว่าศตวรรษ จริงๆแล้วนานมาก จนไม่สามารถย้อนกลับไปดูว่าเริ่มต้นฉลองมาตั้งแต่เมื่อไร เป็นที่รู้จักและจำได้ทั่วไปว่าเป็น การฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ และการฉลองเป็นเวลานานถึง 15 วัน การเตรียมงานฉลองส่วนใหญ่จะเริ่มหนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน (คล้ายกับวัน คริสต์มาสของประเทศตะวันตก) เมื่อผู้คนเริ่มซื้อของขวัญ, สิ่งต่างๆ เพื่อประดับบ้านเรือน, อาหารและเสื้อผ้า การทำความสะอาดครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้นในวันก่อนตรุษจีน บ้านเรือนจะถูก ทำความสะอาดตั้งแต่บนลงล่างหน้าบ้านยันท้ายบ้าน ซึ่งหมายถึงการกวาดเอาโชคร้าย ออกไป ประตูหน้าต่างมีการขัดสีฉวีวรรณทาสีใหม่ซึ่งสีแดงเป็นสีนิยม ประตูหน้าต่างจะถูก ประดับประดาด้วยกระดาษที่มีคำอวยพรอย่างเช่น อยู่ดีมีสุข ร่ำรวย และอายุยืนเป็นต้น

วันก่อนวันตรุษจีนนั้นเป็นวันแห่งการการรอคอยจะว่าไปถือวันที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด ในบรรดาการฉลองทั้งหมดเห็นจะได้ ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ นั้นผูกไว้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ อาหาร ไปจนถึงเสื้อผ้า อาหารค่ำนั้นประกอบด้วยอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบ ซึ่งแต่ละอย่างจะมีความหมายต่างๆกัน อาหารอันโอชะอย่างเช่นกุ้งจะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรือง และความสุข เป๋าฮื้อแห้งหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสดจะนำมาซึ่งโชคดี จี้ไช่ (ผมเทวดา) สาร่ายดูคล้ายผมแต่กินได้จะนำความความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชนอวยพร และเป็นธรรมดาเสื้อผ้าที่ใส่สีแดงถือเป็นสีที่เป็นมงคลเป็นการไล่ปีศาจร้ายให้ออกไป และการใส่สีดำหรือขาวเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งสีเหล่านี้ถือว่าเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์ หลังจากอาหารค่ำทุกคนในครอบครัวนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือ ไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง

เมื่อถึงวันตรุษจีน ประเพณีตั้งแต่โบราณมาเรียกว่า อังเปา ซึ่งหมายถึง กระเป๋าแดง เป็นการที่คู่แต่งงานให้เงินเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง หลังจากนั้นทุกคน ในครอบครัว ต่าง ออกมาเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ เริ่มจากญาติๆ แล้วต่อด้วยเพื่อนบ้าน ซึ่งคงคล้ายกับการที่ชาวตะวันตกพูดว่า "Let bygones be bygones" (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป)

ในวันตรุษนี้ อารมณ์โมโหโกรธาจะถูกลืม และไม่สนใจ การฉลองวันตรุษจีนสิ้นสุดลงในงานโคมไฟ ซึ่งฉลองโดยการร้องเพลง เต้นรำ และงานแสดงโคมไฟ ถึงแม้ว่าการฉลองวันตรุษจีน จะมีแตกต่างกันออกไปแต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ การอวยพร ความสงบ และความสุขให้กับคนในครอบครัวและเพื่อนทุกคน

อาหารไหว้เจ้า

ในวันฉลองตรุษจีนอาหารจะถูกรับประทานมากกว่าวันไหนๆในปี อาหารชนิดต่างๆที่ปฏิบัติกันจนเป็นประเพณี จะถูกจัดเตรียมเพื่อญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง รวมไปถึงคนรู้จักที่ได้เสียไปแล้ว ในวันตรุษครอบครัวชาวจีนจะทานผักที่เรียกว่า ไช่ ถึงแม้ผักชนิดต่างๆที่นำมาปรุง จะเป็นเพียงรากหรือผักที่มีลักษณะเป็นเส้นใยหลายคนก็เชื่อว่าผักต่างๆมีความหมายที่เป็น มงคลในตัวของมัน

เม็ดบัว - มีความหมายถึง การมีลูกหลานที่เป็นชาย

เกาลัด - มีความหมายถึง เงิน

สาหร่ายดำ - คำของมันออกเสียงคล้าย ความร่ำรวย

เต้าหู้หมักที่ทำจากถั่วแห้ง - คำของมันออกเสียงคล้าย เต็มไปด้วยความร่ำรวย และ ความสุข

หน่อไม้ - คำของมันออกเสียงคล้าย คำอวยพรให้ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุข เต้าหู้ที่ทำจากถั่วสดนั้นจะไม่นำมารวมกับอาหารในวันนี้เนื่องจากสีขาวซึ่งเป็นสีแห่งโชคร้าย สำหรับปีใหม่และหมายถึงการไว้ทุกข์


อาหารอื่นๆ รวมไปถึงปลาทั้งตัว เพื่อเป็นตัวแทนแห่งการอยู่ร่วมกัน และความอุดม- สมบรูณ์ และไก่สำหรับความเจริญก้าวหน้า ซึ่งไก่นั้นจะต้องยังมีหัว หางและเท้าอยู่ เพื่อ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ เส้นหมี่ก็ไม่ควรตัดเนื่องจากหมายถึงชีวิตที่ยืนยาว

ทางตอนใต้ของจีน จานที่นิยมที่สุดและทานมากที่สุดได้แก่ ข้าวเหนียวหวานนึ่ง บ๊ะจ่างหวาน ซึ่งถือเป็นอาหารอันโอชะ ทางเหนือ หมั่นโถ และติ่มซำ เป็นอาหารที่นิยม อาหารจำนวน มากที่ถูกตระเตรียมในเทศกาลนี้มีความหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์และความร่ำรวยของบ้าน

ความเชื่อโชคลางในวันตรุษจีน

ทุกคนจะไม่พูดคำหยาบหรือพูดคำที่ไม่เป็นมงคล ความหมายเป็นนัย และคำว่า สี่ ซึ่งออกเสียงคล้ายความตายก็จะต้องไม่พูดออกมา ต้องไม่มีการพูดถึงความตายหรือการใกล้ตาย และเรื่องผีสางเป็นเรื่องที่ต้องห้าม เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปีเก่าๆ ก็จะไม่เอามาพูดถึง ซึ่งการพูดควรมีแต่เรื่องอนาคต และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่

หากคุณร้องไห้ในวันปีใหม่ คุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปี ดังนั้นแม้แต่เด็กดื้อที่ปฎิบัติตัวไม่ดีผู้ใหญ่ก็จะทน และไม่ตีสั่งสอน

การแต่งกายและความสะอาด ในวันตรุษจีนเราไม่ควรสระผมเพราะนั้นจะหมายถึงเราชะล้างความโชคดีของเราออกไป เสื้อผ้าสีแดงเป็นสีที่นิยมสวมใส่ในช่วงเทศกาลนี้ สีแดงถือเป็นสีสว่าง สีแห่งความสุข ซึ่งจะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้ อังเปา ซึ่งเป็นซองสีแดงใส่ด้วย ธนบัตรใหม่เพื่อโชคดี

วันตรุษจีนกับความเชื่ออื่น ๆ สำหรับคนที่เชื่อโชคลางมากๆ ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือญาติ อาจมีการเชิญซินแส เพื่อหาฤกษ์ที่เหมาะสมในการออกจากบ้านและทางที่จะไปเพื่อ เป็นความเป็นสิริมงคล

บุคคลแรกที่พบและคำพูดที่ได้ยินคำแรกของปีมีความหมายสำคัญมาก ถือว่าจะส่งให้มีผลได้ตลอดทั้งปี การได้ยินนกร้องเพลงหรือเห็นนกสีแดงหรือนกนางแอ่น ถือเป็นโชคดี

การเข้าไปหาใครในห้องนอนในวันตรุษ ถือเป็นโชคร้ายดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนป่วยก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งในห้องรับแขก

ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษเพราะเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคดี ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าชาวจีนทุกคนจะคงยังเชื่อตามความเชื่อที่มีมาแต่ทุกคนก็ยังคงยึดถือ และปฎิบัติตาม เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนธรรมเนียม และวัฒนธรรม โดยที่ชาวจีน ตระหนักดีว่าการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมมาแต่เก่าก่อนเป็นการแสดงถึงความเป็น ครอบครัวและเอกลักษณ์ ของตน

15 วันแห่งการฉลองตรุษจีน

วันแรกของปีใหม่ เป็นการต้อนรับเทวดาแห่งสวรรค์และโลก หลายคนงดทานเนื้อ ในวันนี้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะเป็นการต่ออายุและนำมาซึ่งความสุขในชีวิตให้กับตน

วันที่สอง ชาวจีนจะไหว้บรรพชนและเทวดาทั้งหลาย และจะดีเป็นพิเศษกับสุนัข เลี้ยงดูให้ข้าวอาบ น้ำให้แก่มัน ด้วยเชื่อว่า วันที่สองนี้เป็นวันที่สุนัขเกิด

วันที่สามและสี่ เป็นวันของบุตรเขยที่จะต้องทำความเคารพแก่พ่อตาแม่ยายของตน

วันที่ห้า เรียกว่า พูวู ซึ่งวันนี้ทุกคนจะอยู่กับบ้านเพื่อต้อนรับการมาเยือน ของเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย ในวันนี้จะไม่มีใครไปเยี่ยมใครเพราะจะถือว่าเป็นการนำโชคร้าย มาแก่ทั้งสองฝ่าย

วันที่หก ถึงสิบชาวจีนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของ ครอบครัว และไปวัดไปวาสวดมนต์เพื่อความร่ำรวยและความสุข

วันที่เจ็ด ของตุรุษจีนเป็นวันที่ชาวนานำเอาผลผลิตของตนออกมาชาวนาเหล่านี้จะทำน้ำที่ทำมาจากผักเจ็ดชนิดเพื่อฉลองวันนี้ วันที่เจ็ดถือเป็นวันเกิด ของมนุษย์ในวันนี้อาหารจะเป็น หมี่ซั่วกินเพื่อชีวิตที่ยาวนานและปลาดิบเพื่อความสำเร็จ

วันที่แปด ชาวฟูเจียน จะมีการทานอาหารร่วมกันกับครอบครอบอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนทุกคนจะสวดมนต์ของพรจาก เทียนกง เทพแห่งสวรรค์

วันที่เก้า จะสวดมนต์ไหว้และถวายอาหารแก่ เง็กเซียนฮ่องเต้

วันที่สิบถึงวันที่สิบสอง เป็นวันของเพื่อนและญาติๆ ซึ่งควรเชื้อเชิญมาทานอาหารเย็น และหลังจากที่ทานอาหารที่อุดมไปด้วยความมัน วันที่สิบสามถือเป็นวันที่เราควรทานข้าวธรรมดากับผักดองกิมกิ ถือเป็นการชำระล้างร่างกาย

วันที่สิบสี่ ความเป็นวันที่เตรียมงานฉลองโคมไฟซึ่งจะมีขึ้น ในคืนของ วันที่สิบห้า แห่งการฉลองตรุษจีน
 
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #109 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2008, 09:24:08 AM »


ไขปริศนา ทำไมคนจีนอะไรๆก็ "สีแดง"?

 โดย ผู้จัดการออนไลน์ 

       ช่วงตรุษจีนในแต่ละปี “สีแดง” จะกลายเป็นสีที่ถูกพูดถึง และเข้ามาสะดุดตาสะดุดหูอยู่บ่อยๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ หรือขึ้นไปถึงรุ่นอากง อาม่า ที่มีเชื้อสายจีนทั้งหลาย ก็จะบอกให้ลูกหลานใส่เสื้อผ้าใหม่ โดยเฉพาะถ้าให้ดีควรใส่เสื้อผ้าสีแดง จนถึงกับในบางย่านที่เป็นแหล่งคนจีน พอถึงวันตรุษจีนทีก็แทบจะตาลายด้วยคลื่นมนุษย์สีแดงเกลื่อนไปทั้งซอย ซึ่งแน่นอนว่า ในช่วงนี้ของแต่ละปี เสื้อผ้าสีแดงก็จะได้รับอานิสงส์ขายดิบขายดีไปด้วย หรืออย่างที่บอกว่าจะถูกจะแพงต้อง “แดง” ไว้ก่อน
 
 
ชุดแดงๆ กับคำมงคลบนกระดาษแดง

 
       ไม่เพียงแต่เสื้อผ้า ทว่าของใช้และของประดับอื่นๆในช่วงเวลาขึ้นปีใหม่จีน ก็ยังนิยมใช้สีแดงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเชือกถักที่ใช้ประดับบ้าน กระดาษเขียนอักษรมงคล เทียน ซองอั่งเปา แม้แต่ของเซ่นไหว้ก็ยังมีการเอากระดาษสีแดงมาแปะเอาไว้ เพราะชาวจีนส่วนใหญ่จะเชื่ออยู่ในสายเลือดว่าสีแดงเป็นสีแห่งมงคล หรืออย่างที่ได้ยินผู้ใหญ่บอกเล่าเก้าสิบกันว่า ใส่สีแดง ใช้สีแดงแล้วจะเฮงๆๆ...

              ทำไมต้องเป็นสีแดง?       
             สำหรับชาวจีนซึ่งตามสภาพภูมิประเทศของประเทศส่วนใหญ่อยู่ในอากาศที่หนาวหรือเย็นมากกว่าร้อน ดังนั้นคนจีนจึงชอบวันที่ฟ้าโปร่ง มีแสงแดด แล้วถ้าพูดถึงสีที่เป็นตัวแทนของแสงแดด ความอบอุ่นก็ต้องเป็น “สีแดง”
 
             นอกจากนั้นในเบญจธาตุของจีน ที่ประกอบด้วย ธาตุทอง ธาตุไม้ ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุดิน สีแดงก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของธาตุไฟ และธาตุไฟในแผนภูมิโป้ยก่วย (八卦) ของจีน ยังหมายถึงแสงสว่าง ความอบอุ่น พละกำลัง และความรุ่งโรจน์อีกด้วย
 
             “สีแดง” จึงกลายเป็นสีที่เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของชาวจีน และอยู่ร่วมกับวัฒนธรรมประเพณีต่างๆของชาวจีนมาเป็นเวลานาน อีกทั้งมีการขยายความออกไปต่างๆนานาอาทิ สีแดงหมายถึงความรัก น้ำใจ ความเป็นสิริมงคล อำนาจบารมี ความกล้าหาญฯลฯ

 
 
สีแดงใช้กับอะไรบ้าง?
            สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ สีก็เป็นเสมือน “ภาษา” ที่ใช้สื่อสารชนิดหนึ่ง ดังนั้นการที่จะใช้สีอะไร กับเรื่องราวใดก็ย่อมต้องมีเหตุผลหรือที่มาของสีนั้นๆ เสมือนเป็นการบอกกล่าวความหมายระหว่างผู้ส่งกับผู้รับสาร
 
           อย่างที่รู้กันดีว่าคนจีนใช้สีแดงมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ การใช้สีแดงจึงถูกใช้ไปตามความหมายที่ต้องการจะสื่อ เช่นฮ่องเต้จีนสมัยก่อนที่ใช้หมึกประทับตราลัญจกรเป็นสีแดง เพราะเห็นว่าเป็นสีที่แสดงถึงความเชื่อมั่นและพลังอำนาจ ยิ่งหลังช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของเลือดรักชาติ การปฏิวัติ สีแดงจึงถูกใช้เป็นสีของธงทหาร สีธงชาติ ธงพรรค หรือหน่วยพิทักษ์แดง (เรดการ์ด)
 
            ขณะที่ในวันตรุษจีน กระดาษที่ใช้ติดหน้าบ้าน โคม ประทัด หรือว่าซองอั่งเปาที่ให้กับเด็กๆจะใช้สีแดง นั่นก็เพราะว่าสีแดงเป็นสีแห่งไฟ สีแห่งแสงสว่าง จึงเชื่อว่าเป็นสีที่มีพลังอำนาจในการขับไล่สิ่งอัปมงคล ภูตผีปีศาจทั้งหลายออกไป ดังนั้นบ้านที่ติดสีแดง คนที่สวมชุดแดงหรือเด็กที่พกซองแดง จึงสามารถอยู่รอดปลอดภัยมีชีวิตที่สงบสุข

  
 
พิธีแต่งงานที่นิยมใช้สีแดงตั้งแต่ชุดไปถึงเกี้ยวเจ้าสาว

         ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ สีแดงจึงกลายมาเป็นสีที่มีนัยยะแห่งความศักดิ์สิทธิ์อีกหนึ่งความหมาย จะเห็นได้จากวัดวาอาราม พระราชวัง พระตำหนักหรือสิ่งปลูกสร้างสมัยก่อนของจีนก็จะมีเสา หลังคา หรือว่าส่วนประกอบต่างๆที่เป็นสีแดง อย่างเช่นที่กำแพงของพระราชวังต้องห้าม หรืออาคารที่เทียนอันเหมิน

              นอกจากนั้นก็ยังถูกใช้ในพิธีต่างๆที่แสดงความเป็นมงคล เช่นในการเปิดกิจการใหม่ ก็จะมีการติดกระดาษแดง โบแดง ริบบิ้นแดง ผ้าคลุมป้ายแดง ผ้าปูโต๊ะแดง ถ้าเป็นสมัยก่อนก็จะสวมชุดแดงด้วย หรือในความหมายมงคลควบคู่กับความรักอย่างในพิธีแต่งงานที่จะเห็นชัด เพราะจะเห็นสีแดงละลานตาไปหมดไม่ว่าจะเป็นชุดของเจ้าบ่าวเจ้าสาว ตัวอักษรที่ใช้ประดับในงาน หมวก ดอกไม้ รวมไปถึงเกี้ยวเจ้าสาว ขนาดกระดาษห่อของขวัญก็ยังใช้สีแดง
 
            ไม่เว้นแม้แต่ในตลาดหุ้นของจีน สีแดงก็ยังเข้ามามีบทบาทอยู่ด้วยเช่นกัน กระดานหุ้นทางฟากตะวันตก หรือในหลายๆประเทศเวลากลายเป็นสีแดงหมายถึงหุ้นกำลังร่วง แต่สำหรับจีน ไต้หวัน ฮ่องกง หากกระดานหุ้นขึ้นสีแดงกลับมาถึงหุ้นกำลังขึ้น ดังนั้นจึงมีคำว่าเปิดกระดานแดง (开红盘) ที่หมายถึงหุ้นดีดตัวสูงขึ้นตั้งแต่เปิดตลาด

 
ตลาดหุ้นจีนแดงเถือกหมายถึงหุ้นขึ้นเกือบทั้งกระดาน
 
       ยังมีอีกหลายอย่างที่มีการประยุกต์นำเอาสีแดงไปใช้สื่อความหมาย ซึ่งก็คงไม่สามารถสาธยายกันได้หมดสิ้น เพราะสำหรับจีน สีแดงแทบจะกลายเป็นสีแห่งวัฒนธรรม หรือที่เรียกกันว่าวัฒนธรรมแดง (红文化) ไปแล้ว เพราะได้หล่อหลอมกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับรูปแบบการดำรงชีวิตหลากหลายแบบ รวมไปถึงภาษาที่ใช้เช่น คำว่า 红人 ที่ถ้าถอดอักษรจะแปลว่าคนแดง แต่ถูกใช้ในความหมายของคนดัง คนที่ได้รับความชื่นชอบ หรือคำว่า 红运 ที่แปลตรงตัวว่าดวงแดง ก็ใช้ในความหมายว่าดวงดี คำว่า 红榜 ที่แปลว่ากระดานแดงหรือบอร์ดแดง ใช้ในความหมายของรายชื่อเกียรติยศเป็นต้น

              อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสำหรับชาวจีน สีแดงส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปในด้านที่ดีและเป็นมงคล แต่ก็ไม่ใช่ใช้กันพร่ำเพรื่อได้ทุกโอกาส เช่นชุดแดง หมวกแดง รองเท้าแดง จะถูกห้ามใช้ในการสวมใส่ไปงานอวมงคล นอกจากนั้นในสมัยโบราณฮ่องเต้จะสวมชุดมังกรสีเหลือง ส่วนชาวบ้านทั่วไปก็จะใส่ชุดสีเทา สีดำ หรือน้ำเงิน ซึ่งหากเคยสังเกตสักนิด จะเห็นว่ารุ่นอากง อาม่าของเราปกติแทบจะไม่ใส่ชุดแดงให้เห็นสักเท่าไหร่ จะเก็บไว้เฉพาะในงานเฉลิมฉลอง งานแต่งงาน หรืองานมงคลพิเศษๆเท่านั้น
     
       

ภาพทวารบาลบนกระดาษสีแดง ใช้ปัดเป่าสิ่งอัปมงคลทั้งหลาย

 
 เรียบเรียงโดย ยุทธชัย อนันตศักรานนท์
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 07, 2008, 11:44:01 AM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #110 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2008, 08:26:03 PM »


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 13, 2008, 08:50:24 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #111 เมื่อ: มีนาคม 02, 2008, 06:49:20 PM »


เริ่ม พ.ศ.ใหม่ ใครอยากรู้ที่มา ของศักราชไทย อ่านที่นี่

หนังสือไทยโบราณทั้งหลาย เช่น หนังสือพงศาวดาร ประกาศกฏหมายเก่า หรือ ตำราต่างๆ ฯลฯ มักลงศักราช ไว้ต่างๆ กัน สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อจะลงศักราชบอกเวลาเป็นปี นิยมใช้ "จุลศักราช" หนังสือที่ตีพิมพ์ตั้งแต่พุทธศักราช 2431 หรือในตอนกลางรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น หนังสือราชการ ตำรา และแบบเรียน ฯลฯ ใช้ "รัตนโกสินทรศก" แทน "จุลศักราช" ทั้งสิ้น

แต่การลงศักราชเป็น "รัตนโกสินทรศก" นั้น กระทำอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะปรากฏว่า ตั้งแต่พุทธศักราช 2455 เป็นต้นมา หนังสือราชการและสิ่งพิมพ์ต่างๆ หันมาใช้ "พุทธศักราช" แทน "รัตนโกสินทรศก" ตราบจนทุกวันนี้ ประโยชน์ของการเปรียบเทียบศักราช เป็นสิ่งควรจำสำหรับใช้ประโยชน์ ในการศึกษาค้นคว้าตำราเก่า

ศักราชเท่าที่ปรากฏในหนังสือไทยโบราณ มีด้วยกัน 5 ชนิด คือ

1. มหาศักราช

2. จุลศักราช

3. ศักราชจุฬามณี (ศักราชกฏหมาย)

4. รัตนโกสินทรศก

5. พุทธศักราช

มหาศักราช มีกำหนดแรกบัญญัติ นับแต่วันพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว 621 ปี เป็นศักราชที่แพร่หลายเข้ามาใช้ในเมืองไทยก่อนศักราชอื่น ประมาณว่า ตั้งแต่เริ่มมีการจารึกหนังสือไทย ใช้มหาศักราชเป็นส่วนใหญ่

จุลศักราช เป็นศักราชที่ตั้งขึ้น และใช้ในเมืองพม่ามาแต่ก่อน ต่อมาได้แพร่หลายเข้ามาใช้ในราชการ ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา (2112- 2133) ซึ่งขณะนั้นกรุงศรีอยุธยา ติดต่อเกี่ยวกับเมืองหงสาวดี ในฐานะเป็นเมืองประเทศราชอยู่ถึง 15 ปี เนื่องจากเสียกรุงแก่พม่าครั้งแรก

ความเป็นมาของ จุลศักราช มีว่า "สังฆราชบุตุโสระหัน" เมื่อสึกจากสมณเพศได้ชิงราชสมบัติเป็นกษัตริย์ลำดับที่ 19 ในราชวงศ์สมุทฤทธิ์ในประเทศพุกาม ได้บัญญัติจุลศักราชขึ้น เมื่อพุทธศักราช 1182 (กำหนดแรกบัญญัติตั้งแต่วันพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว 1181 ปี) และต่อมาก็เลิกใช้ เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อจุลศักราช 1250 ได้มี "ประกาศให้ใช้วันอย่างใหม่" ว่า :

"มีพะบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า ด้วยทรงพระราชดำริห์ถึงวิธีนับวัน เดือน ที่ใช้กันอยู่ในสยามมณฑล และที่ใช้ในประเทศน้อยใหญ่ เป็นอันมากในโลกนี้ เป็นวิธีต่างกันอยู่มาก คือกล่าวโดยย่อ ก็เป็นวิธีใช้ตามจันทรคติอย่างหนึ่ง และสุริยคติอย่างหนึ่ง จึงทรงพระราชดำริห์ว่า วิธีนับวัน เดือน ปี อย่างดีที่สุดนั้น ควรจะประกอบด้วยเหตุอันควร 3 ประการคือ

1. ให้ถูกต้องใกล้ชิดกับฤดูกาล

2. ให้มีประมาณอันเสมอไม่มากไม่น้อยไปกว่ากันนัก กับ

3. ให้คนทั้งปวงรู้ง่ายทั่วไปดีกว่าอย่างอื่น ทั้ง 3 ประการนี้ จึงจะสมควรที่จะใช้ในประชุมชนทั้งปวง…"ผลการประกาศฉบับนี้ ศักราชที่เคยใช้มาก่อนทั้งมวลเป็นอันงดใช้ และให้ใช้ "รัตนโกสินทรศก" เว้นแต่ในทางพระพุทธศาสนา คงใช้พุทธศักราชเท่านั้น

รัตนโกสินทรศก เป็นศักราชที่ใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์ กำหนดแรกบัญญัติ ตั้งแต่ปีที่ตั้งกรุงเทพพระมหานคร เป็นทางราชการ คือ ในปีพุทธศักราช 2325 เพราะฉะนั้น รัตนโกสินทรศก 1 ก็คือปีพุทธศักราชล่วงมาแล้ว 2324 ปี แต่รัตนโกสินทรศก ใช้กันอยู่ไม่นานนัก ก็เป็นอันเลิกใช้ใน ร.ศ.131 เป็นต้นมา สิ่งพิมพ์ต่างๆ และหนังสือราชการ ก็หันมาลงศักราช เป็น"พุทธศักราช" ในมาตรฐานเดียวกัน

พุทธศักราช ซึ่งทางราชการไทยใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีคติตั้งแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน โดยไทยถือตามมติของลังกา คือถือว่า ทรงปรินิพพาน 543 ปีก่อนคริสต์ศักราช แม้ว่าเราจะใช้พุทธศักราชกันมานานแล้ว แต่ทางราชการเพิ่งจะบังคับใช้ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรมประกาศลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 131 ความว่า

"...ทรงพระราขดำริว่า พระพุทธศักราชนั้น ได้เคยใช้ในราชการทั่วไป ถ้าจะให้ใช้พระพุทธศักราชแทนปีรัตนโกสินทรศกแล้ว ก็จะเป็นการสะดวก แก่การอดีตในพงศาวดาร ของกรุงสยามมากยิ่งขึ้นฯลฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระพุทธศักราช ในราชการทั้งปวงทั่วไป ฯลฯ " หลังประกาศฉบับนี้ หนังสือไทยทุกประเภท จึงลงศักราช เป็นพุทธศักราชมาจนทุกวันนี้

ศักราชจุฬามณี เป็นคำระบุศักราช ที่พบในตำราหนังสือไทยเก่าๆ ยังไม่มีผู้ใดสืบหลักฐานที่มาได้ เพียงแต่สอบได้ความว่า ถ้าปรากฏศักราชชนิดนี้ ในบานแผนกกฎหมายต้องใช้เกณฑ์เลข 258 ลบ ผลลัพธ์ เป็นจุลศักราช

คริสตศักราช เป็นศักราชที่มีต้นกำเนิด และใช้ในหนังสือต่างประเทศ หนังสือไทยโบราณทุกสมัยก่อนๆ ไม่ปรากฏว่าได้เคยใช้ศักราชแบบนี้เลย

เกณฑ์ตัวเลขสำหรับการเปรียบเทียบศักราช เพื่อเป็นพุทธศักราช

1. ถ้าพบว่าเป็น "มหาศักราช" ให้เอา 621 บวก

2. ถ้าพบว่าเป็น "จุลศักราช" ให้เอา 1181 บวก

3. ถ้าพบว่าเป็น "ศักราชรัตนโกสินทร์" ให้เอา 2324 บวก

4. ถ้าพบว่าเป็น "ศักราชจุฬามณี" หรือ "ศักราชกฏหมาย" ให้เอา 258 ลบ ผลลัพธ์เป็นจุลศักราช แล้วจึงเปลี่ยน "จุลศักราช" เป็น พุทธศักราช

5. ถ้าพบว่าเป็น "คริสตศักราช" ให้เอา 543 บวก



ข้อมูลและภาพประกอบจาก
อสมท
ที่มา : กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 02, 2008, 06:50:57 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #112 เมื่อ: มีนาคม 02, 2008, 09:07:58 PM »



เปิดตัวถนนหิ่งห้อยแห่งใหม่ในเมืองจันท์

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 กุมภาพันธ์ 2551 14:23 น.
 
       กรมทรัพยากรทางทะเลเปิดถนนหิ่งห้อยคนเดินที่ลุ่มน้ำเวฬุแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งใหม่ ประเดิมวันแรก29ก.พ.นี้ ชี้แนวโน้มหิ่งห้อยลดลงเพราะคนรุกป่าริมน้ำและน้ำเน่า
       
       นิศากร โฆษิตรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า กรมฯ ร่วมกับจังหวัดจันทบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณี และ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นได้กำหนด จัดงานสัปดาห์วิชาการหิ่งห้อยและป่าชายเลนขึ้น ภายใต้ชื่อ “WELUWETAND” หิ่งห้อยถนนคนเดิน ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 29 ก.พ. – 9 มี.ค. ที่ศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศป่าชายเลนลุ่มน้ำเวฬุ บ้านท่าสอน ต.บ่อนอก อ.ขลุง จ.จันทบุรี
       
       ซึ่งยังมีความสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพ รวมเนื้อที่กว่า 120,000 ไร่ อธิบดีทช.กล่าวว่าการชมหิ่งห้อยเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวป่าชายเลนเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว
       
       ปัจจุบันแหล่งเที่ยวชมหิ่งห้อยมีชื่อเสียงโด่งดัง อยู่ในเขตป่าชายเลนพื้นที่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสาคร พื้นที่ป่าชายเลนปากแม่น้ำเวฬุซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่าง จ.จันทรบุรี และ จ.ตราด นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวหิ่งห้อยแห่งใหม่ที่น่าสนใจ เนื่องจากมีหิ่งห้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากตอนกลางคืนหิ่งห้อยจะกะพริบแสงส่งประกายระยิบระยิบสวยงามมาก ทช.จึงเร่งผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
       
       “ทช.มีสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนจำนวน 40 แห่งได้สำรวจเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติของสถานีฯ พบว่ามีหิ่งห้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก สามารถที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้ ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงควรท่องเที่ยวแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน”นางนิศากรกล่าว
บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #113 เมื่อ: มีนาคม 02, 2008, 10:12:24 PM »

 
สมเป็น รมต.วิทย์ "วุฒิพงศ์" ยกงานวิจัยโต้ "ยูคา" ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 กุมภาพันธ์ 2551 17:49 น.
 
 
 
นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง (ภาพจาก วท.)


 

แปลงปลูกต้นยูคาลิปตัสใน จ.นครราชสีมา (ภาพจากแฟ้ม)


 
  "วุฒิพงศ์" แจงกรณีปลุกผียูคาลิปตัสทำพลังงาน หยิบงานวิจัยจากวุฒิสภายันยูคาลิปตัสไม่ป็นพิษหรือแย่งธาตุอาหารพืชอื่น ย้ำไม่ได้บอกให้ปลูกได้ทุกที่ แต่ปลูกในที่ที่มีน้ำเพียงพอ ระบุเคยพาทีม ส.ส.ดูงาน ทุกคนต่างพอใจ แถมช่วยเกษตรกรเสริมรายได้ ลดพึ่งพิงเชื้อเพลิงฟอสซิลแก้โลกร้อน
       
       หลังจากนายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) คนใหม่ได้ประเดิมให้ความคิดเห็นถึงการปลูกต้นยูคาลิปตัสเพื่อผลิตเชื้อเพลิงเหลวเพื่อแกัไขวิกฤติพลังงานจนเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลายฉบับถึงการปลุกผียูคาลิปตัสซึ่งกังวลว่าจะทำลายสมดุลในระบบนิเวศ โดยเฉพาะการเป็นพืชที่ใช้น้ำมาก เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต และแย่งธาตุอาหารของพืชข้างเคียงไปหมด
       
       ล่าสุด นายวุฒิพงศ์ ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 ก.พ.51 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เพื่อแก้ข่าวดังกล่าวว่า ปัจจุบันมีนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน พัฒนาสายพันธุ์ต้นยูคาลิปตัสจนได้สายพันธุ์ผลผลิตสูงที่ปรับตัวเข้ากับระบบนิเวศประเทศไทยได้แล้ว
       
       ที่สำคัญ ระบบนิเวศรอบข้างต้นยูคาลิปตัสยังสามารถปรับตัวเข้ากับยูคาลิปตัสได้ดีจนไม่ได้รับผลกระทบใดๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นปลาในบ่อน้ำใกล้เคียงหรือแม้แต่มดแดงก็ยังไปทำรังอยู่บนใบยูคาลิปตัสได้
       
       อย่างไรก็ดี ต่อข้อโต้แย้งว่ายูคาลิปตัสเป็นพืชที่ใช้น้ำมาก เขาปฏิเสธว่า ไม่ได้บอกให้มีการปลูกต้นยูคาลิปตัสได้ทุกที่ แต่ควรปลูกในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมากเพียงพอเพื่อไม่เป็นการแย่งน้ำจากพืชข้างเคียง โดยแนวคิดที่นำเสนอคือการปลูกต้นยูคาลิปตัสตามคันนาที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งจะโตเร็วกว่าการปลูกบนที่ดอนถึง 5 -8 เท่า
       
       ผลผลิตไม้ยูคาลิปตัวที่ได้จะทำให้เกิดรายได้เพิ่มจากการปลูกข้าวสูงถึง 6,000 บาท/ไร่/ปี จากผลผลิตเนื้อไม้ยูคาลิปตัส 5 ตัน/ไร่/ปี ซึ่งมีราคารับซื้อในอุตสาหกรรมผลิตกระดาษตันละ 1,200 บาท เทียบกับแต่เดิมที่ชาวนาจะมีรายได้จากการปลูกข้าวอย่างเดียวที่ 2,000 บาท/ไร่/ปี
       
       ส่วนประเด็นที่ต้นยูคาลิปตัวจะดูดธาตุอาหารจากดินมาก เขาชี้ว่า สามารถใช้เปลือกของต้นยูคาลิปตัสซึ่งเป็นตัวเก็บสะสมธาตุอาหารมากมายมาใช้เป็นปุ๋ยหมักแร่ธาตุสูงเพื่อทดแทนธาตุอาหารในพื้นที่ปลูกได้ โดยตลาดการปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ของญี่ปุ่นมีความต้องการปุ๋ยหมักจากเปลือกยูคาลิปตัสมากจนผลิตไม่พอส่งออก แถมแนวต้นยูคาลิปตัสยังเป็นตัวกั้นลมทำให้การผสมเกสรของต้นข้าวดีขึ้น ผลผลิตข้าวจึงดีขึ้นไปด้วย
       
       นอกจากนี้ สมัยที่เขาเคยเป็นกรรมาธิการด้านการเกษตรของรัฐสภา ยังเคยนำทีม ส.ส.พรรคไทยรักไทยกว่า 20 คน มีนายอดิศร เพียงเกษ รมช.เกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้นร่วมดูการปลูกยูคาลิปตัสด้วย ก็พบว่าเป็นที่สนใจมาก
       
       ส่วนประเด็นที่นำเสนอเป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ เขาเผยว่า ส่วนต่างๆ ของต้นยูคาลิปตัสยังสามารถนำไปผลิตเชื้อเพลิงเหลวที่มีคุณสมบัติคล้ายน้ำมันเบนซินได้ ซึ่งนายวุฒิพงศ์ ชี้ว่า ตัวเองในฐานะ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ต้องการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน จึงเห็นว่าการปลูกพืชโตเร็วอย่างยูคาลิปตัสเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ต้องพึ่งเชื้อเพลิงฟอสซิลได้
       
       สำหรับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีหน้าที่สนับสนุนเชิงวิชาการ จึงมีแนวคิดจะพัฒนาเครื่องต้นแบบที่เปลี่ยนสารประกอบไฮโดรคาร์บอนในเนื้อไม้ให้ระเหิดและควบแน่นกลายเป็นเชื้อเพลิงเหลวได้ โดยยังทราบด้วยว่าที่ประเทศญี่ปุ่นเวลานี้ยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงขึ้นกว่านี้ได้แล้วซึ่งจะได้มีการศึกษาต่อไป
       
       นายวุฒิพงศ์ ปฏิเสธด้วยว่า เขาไม่ได้ส่งเสริมให้มีการปลูกยูคาลิปตัสแต่อย่างใด เพราะกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นหน่วยงานให้ความรู้เชิงวิชาการ แต่หากมีการส่งเสริมการปลูกจริงก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะนำเรื่องนี้เสนอไปให้กระทรวงเกษตรฯ และรัฐบาลได้ทราบเพื่อให้เกิดระบบรองรับและเป็นกำลังใจให้เกษตรกรต่อไป
       
       ขณะที่ความต้องการขยายพื้นที่ปลูกเพื่อรองรับการผลิตพลังงาน นายวุฒิพงศ์ ขยายความต่อว่า ปัจจุบันสามารถขยายพื้นที่ปลูกยูคาลิปตัสในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มได้อีกถึง 31 -32 ล้านไร่ โดยจะทดแทนการนำเข้าพลังงานนับล้านล้านบาท/ปี ซึ่งการปลูกต้นยูคาลิปตัสจะมีต้นทุนการปรับพื้นที่คันนาและซื้อกล้ายูคาลิปตัสรวมกันเพียง 25 บาท/ต้น โดยเอกชนในประเทศจะสามารถผลิตกล้ารวมกันได้มากถึง 1,000 ล้านกล้า/ปี
       
       ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างการแถลงข่าว นายวุฒิพงศ์ยังสั่งให้เจ้าหน้าที่สำเนาเอกสาร "ไขข้อข้องใจปัญหาต่างๆ ด้านระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของไม้ยูคาลิปตัส" จัดทำโดยคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาการตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานปลูกไม้เศรษฐกิจ ตาม พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542 ในคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน วุฒิสภา เมื่อ เม.ย.2548 แจกจ่ายแก่ผู้สื่อข่าวเพื่อยืนยันถึงสิ่งที่เขาพูดด้วย
 

 




ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมต.เงาของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ

"รมต.เงา" จวก "รมต.จริง" : คิดให้เป็นวิทยาศาสตร์-ศึกษาให้มั่นใจก่อนปลูกยูคา
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 กุมภาพันธ์ 2551 22:03 น. 
 
      รัฐบาลเงาจวก "วุฒิพงศ์" ท้าอาจไม่ทำจริงตามพูดกรณีปลูกต้นยูคาฯ เสริมพลังงาน ย้อนให้เจ้าตัวคิดเป็นวิทยาศาสตร์ก่อนแนะผู้อื่น ย้ำต้องทำวิจัยผลได้ -ผลเสียจนแน่ใจก่อนส่งเสริมเกษตรกร เชื่อปลูก "กระถิน -ไผ่" ได้ผลดีไม่แพ้กัน แถมไม่ต้องคอยระแวงผลร้าย
       
       ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สส.พรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีเงากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงานัดแรกเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 11 ก.พ.51 ว่า จากการที่นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.วท.ของรัฐบาลสมัคร 1 ได้หยิบเรื่องการปลูกยูคาลิปตัสเพื่อเป็นแหล่งพลังงานมากล่าวถึงตั้งแต่ก่อนการแถลงนโยบายนั้น ได้มีการหยิบยกมาพูดถึงในการประชุมครม.เงาด้วย
       
       ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.เงาได้ตั้งข้อสังเกตกันถึงสิ่งที่นายวุฒิพงศ์พูดว่า นายวุฒิพงศ์อาจจะไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจริงๆ เมื่อถึงเวลาจริงในวันที่ 18 ก.พ.51 ก็ได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 ได้กำหนดให้นโยบายแต่ละชิ้นของรัฐบาลจะต้องกำหนดวันเริ่มต้น วันสิ้นสุด และงบประมาณในโครงการอย่างชัดเจน ดังนั้นสิ่งที่นายวุฒิพงศ์พูดในตอนนี้จึงอาจเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น รัฐบาลเงาจึงไม่เห็นความสำคัญเท่าไรนัก
       
       นอกจากนั้น จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นใน ครม.เงาต่อเรื่องดังกล่าว ดร.คุณหญิงกัลยา ฝากไปยังนายวุฒิพงศ์ด้วยว่า อยากให้เขากลับไปคิดให้เป็นวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้นดังที่เขาได้เรียกร้องให้เยาวชนไทยคิดเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลเงาจะเห็นด้วยกับการปลูกพืชโตเร็วเพื่อเป็นทางออกของปัญหาพลังงาน แต่อยากแนะนำว่าการส่งเสริมปลูกยูคาลิปตัสนั้นไม่ควรผลีผลามส่งเสริมให้ปลูกในทันที
       
       แต่ควรมีการศึกษาวิจัยยูคาลิปตัสให้รอบคอบมากกว่านี้ก่อน เพราะยังไม่อาจชี้ชัดในหมู่นักวิชาการตลอดจนเกษตรกรผู้ปลูกได้ว่าการปลูกยูคาลิปตัวจะเป็นพระเอกหรือเป็นผู้ร้ายกันแน่ ดังที่มีคำพูดว่า "ดินที่เลวที่สุดคือดินที่ปลูกต้นยูคาลิปตัสแล้ว"
       
       พร้อมกันนี้ ดร.คุณหญิงกัลยา เสนอทางเลือกด้วยว่า หากจะแก้ไขวิกฤติพลังงานจริงๆ ยังมีพืชโตเร็วอื่นที่เหมาะสมกว่ายูคาลิปตัสมาก โดยจะให้ค่าความร้อนพอๆ กันแต่ไม่ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์ในพื้นที่ปลูก เช่น กระถินเทพา กระถินยักษ์ และกระถินณรงค์
       
       หรือแม้แต่การปลูกยูคาลิปตัสเอง ดร.คุณหญิงกัลยา แนะว่า ก็มีหลากหลายสายพันธุ์ให้เลือกปลูกนับร้อยๆ สายพันธุ์ และหากมีวิธีบริหารจัดการการปลูกที่ดีแล้วก็จะลดผลเสียจากการปลูกได้ โดยต้องมีการศึกษาและวิเคราะห์ผลเป็นอย่างดี เพราะแม้จะมีพื้นที่บางแห่งในประเทศไทยปลูกยูคาลิปตัสได้ แต่ก็ย่อมจะไม่ใช่ปลูกได้ทุกที่แน่นอน
       
      ขณะเดียวกันหากนายวุฒิพงศ์ต้องการปลูกยูคาลิปตัสเพื่อนำไปผลิตกระดาษแล้ว ดร.คุณหญิงกัลยา เสนอว่าควรปลูกต้นไผ่ซึ่งจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 03, 2008, 12:14:14 AM โดย ตะละแม่กุสุมา » บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #114 เมื่อ: มีนาคม 02, 2008, 10:40:09 PM »



"วุฒิพงศ์" ปลื้มเกษตรกรชมใจกล้าดันปลูกยูคา ย้ำอีกครั้งไม่มีประโยชน์ทับซ้อน
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 กุมภาพันธ์ 2551 18:18 น.   
 
       "วุฒิพงศ์" ปลื้มเกษตรกรรุกชมใจกล้าที่กล้าที่สุดที่กล้าผลักดันปลูกยูคาลิปตัส ชาวบ้านยกยูคาเป็นต้นเศรษฐี ย้ำ "ดี -ไม่ดี" เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ บิดเบือนกันไม่ได้ เจ้าตัวปัดอีกครั้งไม่ทับซ้อนเรื่องส่งเสริมปลูกยูคา ชี้ถ้าจะทับซ้อนก็เห็นจะเป็นตอนที่เกษตรกรนำกล้ายูคามาให้ 3 ต้นเพื่อเป็นกำลังใจเท่านั้น
       
       นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 ก.พ.51 หลังจากเกษตรกรผู้ปลูกยูคาลิปตัสภาคอีสานเดินทางมาให้กำลังใจถึงห้องทำงานภายในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เมื่อวันที่ 13 ก.พ.51 ว่า ได้รับคำยืนยันจากผู้นำเกษตรกรที่มาให้กำลังใจถึงผลของการปลูกยูคาลิปตัสว่าไม่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมใดๆ
       
       คำยืนยันของเกษตรกรชี้ว่า นก ปลา และมดสามารถใช้ชีวิตในนาข้าวที่ปลูกยูคาลิปตัสบนคันนาได้ดี แถมผลผลิตข้าวยังดีขึ้น จาก 115 กก./ไร่ในปี 2526 แต่เมื่อต่อมากรมป่าไม้ได้แนะนำให้ปลูกยูคาลิปตัสแก้ดินเค็มแล้ว ผลผลิตข้าวก็เพิ่มสูงขึ้นถึงกว่า 400 กก./ไร่ และเมื่อมีการพัฒนาสายพันธุ์ยูคาลิปตัสที่ใบไม่บดบังแสงแดดก็ยิ่งทำให้ผลผลิตข้าวสูงขึ้น แถมยังได้เนื้อไม้ที่มีมูลค่าสูงกว่าข้าวเพิ่มมาด้วย
       
       กลุ่มเกษตรกรบอกด้วยว่า 5 จังหวัดรอบทุ่งกุลาร้องไห้ คือ สุรินทร์ มหาสารคาม บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด ได้มีการปลูกยูคาลิปตัสรวมกันถึง 60 ล้านต้น แปลงข้าวที่ปลูกต้นยูคาลิปตัสมีความสวยงาม ไม่มีผลเสีย แถมยังสร้างรายได้ให้มากจนเกษตรกรขนานนามให้ว่าเป็น "ต้นเศรษฐี"
       
       นายวุฒิพงศ์ เผยว่า เขายังได้รับคำชมจากเกษตรกรชมด้วยว่ามีใจกล้าที่สุดที่ได้ผลักดันเรื่องนี้ ซึ่งเขาเองก็บอกกลับไปว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องนำวิทยาศาสตร์มายืนยันให้เห็นผล จะบิดเบือนไม่ได้อยู่แล้ว
       
       ส่วนที่มีหลายคนสงสัยว่าเขามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับการปลูกยูคาลิปตัสหรือไม่ นายวุฒิพงศ์ ย้ำอย่างอารมณ์ดีว่า หากเขาจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนจริงอย่างที่สื่อเสนอข่าวก็เห็นจะเป็นตอนที่เกษตรกรมอบต้นยูคาลิปตัสให้เขาจำนวน 3 ต้นเมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมาเท่านั้น
       
       อย่างไรก็ดี วันที่ 12 ก.พ.51 ที่ผ่านมา นายวุฒิพงศ์อ้างว่าเขาไม่เคยมีธุรกิจหรือปลูกต้นยูคาลิปตัสแม้แต่ต้นเดียว ขณะที่ผู้นำเกษตรกรรายหนึ่งที่เข้าพบนายวุฒิพงศ์เมื่อวันที่ 13 ก.พ.51 คือนายพิรัตน์ นาครินทร์ อดีตอนุกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน วุฒิสภา และนายกสมาคมรณรงค์ปลูกป่าภาคเอกชนแห่งประเทศไทย (สปอท.) ย้ำว่านายวุฒิพงศ์ มีแปลงปลูกยูคาลิปตัสในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นบ้านเกิดและพื้นที่ที่เขาชนะการเลือกตั้งมาเช่นกัน แต่ไม่มากนัก และนายวุฒิพงศ์ มักแวะเวียนไปยังสวนป่ากิตติ ซึ่งมีการปลูกยูคาลิปตัสบ่อยๆ
บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #115 เมื่อ: มีนาคม 02, 2008, 10:46:13 PM »


ต้นยูคาที่ให้กลิ่นแบบเมนทอลแต่สำหรับเกษตรกรแล้วต้นไม้ชนิดนี้คือ "ต้นไม้ผีดิบ" ที่ดูดเอาความชุ่มชื้นเพื่อนำไปเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

สารพัดความเห็นกรณี "ยูคา" จากไอเดีย รมต.วิทย์
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 กุมภาพันธ์ 2551 10:23 น.


  นั่งเก้าอี้เจ้ากระทรวง ซ.โยธีไม่เท่าไหร่ "วุฒิพงษ์ ฉายแสง" ก็ฉายแวววิสัยทัศน์กระบวนการคิดเป็นวิทยาศาสตร์ออกมามากมาย เริ่มตั้งแต่แนวคิดปลุกผียูคาเพื่อใช้ผลิตเป็นเชื้อเพลิงเหลว ไปจนถึงแนวคิดทำ "ปลาร้าจืด" ที่ลดเค็ม-เหม็นอันเป็นสเน่ห์เฉพาะตัวของอาหารประจำถิ่นอีสาน ซึ่งผ่านไปไม่ถึง 2 สัปดาห์ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูต่อแนวคิดของรัฐมนตรีวิทย์คนใหม่
       
       ทันทีที่ความคิดของ "วุฒิพงษ์ ฉายแสง" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส.ส.เมืองแปดริ้วผู้เป็นน้องชายของ "จาตุรนต์ ฉายแสง" เกี่ยวกับการปลูกยูคาลิปตัสไม้โตเร็วเพื่อนำไปผลิตเชื้อเพลิงเหลวแก้วิกฤติพลังงานถูกนำเสนอต่อสาธารณชนก็มีความเห็นสะท้อนต่อแนวคิดดังกล่าวอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางแสดงความเห็นท้ายข่าวของ "ผู้จัดการออนไลน์"
       
       บางความเห็นระบุว่าที่บ้านทำนาและได้รับการส่งเสริมให้ปลูกยูคาลิปตัสแทนซึ่งขายได้ราคาดีกว่าปลูกพืชหมุนเวียนอย่างปอ มันสำปะหลังและถั่วดิน แต่ได้รับผลเป็นดินแห้งเสีย ขาดความชุ่มชื้น อีกทั้งระบบนิเวศเสียไปซึ่งเขารู้สึกเสียดายและคิดจะกำจัดพืชต่างถิ่นนี้ แต่ก็ทำได้ยากเพราะรากยูคาลิปตัสฝังลึกและแผ่กว้าง ต้องเสียเงินจ้างในการขุดตอและรากจำนวนมาก
       
       อีกทั้งบางคนระบุว่าได้ดูสารคดีเกี่ยวกับบางประเทศที่นำยูคาลิปตัสไปปลูกในป่าและปรากฏว่าป่าเสียและแห้งแล้ง ซึ่งมีสาเหตุจากต้นยูคาลิปตัสมีถิ่นกำเนิดในทวีปที่เป็นทะเลทรายจึงพัฒนาตัวให้กักเก็บน้ำได้มากและรวดเร็ว เนื่องจากฝนตกในทะเลทรายไม่มากนัก โดยรากจะแผ่กว้างไปตามพื้นดินเพื่อดูดน้ำให้มากที่สุด เป็นเหตุให้ต้นไม้อื่นเติบโตได้ยาก อีกทั้งใบยังมีสารประกอบของน้ำมันหอมระเหยประเภทเมนทอลที่ย่อยสลายยาก จึงทำให้คุณภาพของดินลดลง
       
       ขณะที่บางคนระบุว่าต้องใช้เวลา 10-20 ปีฟื้นฟูดินและสิ่งแวดล้อมที่ถูกยูคาลิปตัสทำลาย แต่ที่รัฐมนตรีผู้เข้ารับตำแหน่งไม่กี่วันกลับสามารถทำลายสังคมและสภาพแวดล้อมไปชั่วลูกชั่วหลาน ส่วนคนที่เคยปลูกก็ออกโรงให้ความเห็นเองว่า ต้นยูคาลิปตัสคือต้นไม้ผีดิบที่แถวบ้านเขาปลูกกันตามคันนาแล้วปรากฏว่าดินบริเวณใต้ต้นไม้ออกเป็นสีขาวและแตกระแหง จึงได้ตัดทิ้งทั้งหมดแล้ว
       
       "ท่ามกลางความชื่นใจ ผมดันเห็นภาพหลอน เห็นผืนนาดินแห้งเป็นทราย ตอไม้ถูกเผาและยังไม่ถูกขุดเผาอยู่ตามคันนา เห็นชาวนาน้ำตานองหน้าทิ้งผืนนาไปอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล เห็นนาย ก ออกมาด่าชาวนาอย่างที่เคยทำผมเห็น __/\/|/\/|___/\/\_____________ตื้ดดดดดดดดดดดดดดดดดด"
       
       ความเห็นของผู้ฟังมาที่ระบุว่าฟังคำให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีผ่านวิทยุแล้วเชื่อว่าผู้แทนจากฉะเชิงเทราหวังดีต่อประชาชน แต่อีกภาพเขาก็มองเห็นในสิ่งที่ขัดแย้ง นอกจากนี้ยังมีความเห็นขำๆ ว่า "คงได้แปลงร่างเป็นโคอาลา กินใบ "ยูคา" แทน "ข้าว" กันล่ะคราวนี้" ด้วย
 
บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #116 เมื่อ: มีนาคม 02, 2008, 10:48:54 PM »

ยูคาลิปตัสสายพันธุ์คามาลดูเลนซิส ในไร่นา (ภาพจากกรมป่าไม้)

ครม.หนุนปลูกยูคา อ้างนักวิจัยไทยเพาะพันธุ์ใหม่นับร้อยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 กุมภาพันธ์ 2551 19:03 น.

มติ ครม.นัดแรกหลังแถลงนโยบาย ยัดปลูกยูคา "วุฒิพงศ์" โวยูคาที่หนุนเป็นพันธุ์ใหม่ ไม่เหมือนต้นยูคาพันธุ์โบราณที่นำเข้าเมื่อ 20 ปีก่อน เผย "สมัคร" เตรียมดึงนักวิชาการให้ข้อมูลก่อนออกโรงแถลงข่าวด้วยตัวเอง ด้านนายกสมาคมรณรงค์ปลูกป่าเอกชนเผย นายกฯ ลั่นดันโรงงานต้นแบบไบโอออยล์ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ก่อนให้ทุกจังหวัดภาคอีสานมีโรงงานเป็นของตัวเอง ขณะที่ฝ่ายค้านวิงวอนให้พิจารณาอีกรอบ
       
       นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 ก.พ.51 ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตรงกับวันที่ 3 ของการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการสนับสนุนปลูกยูคาลิปตัสในภาคอีสานเพื่อผลิตไบโอออยล์ โดยเร็วๆ นี้นายกรัฐมนตรีจะเชิญ ดร.นิคม แหลมสัก นักวิจัยคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูล และจะแถลงข่าวด้วยตัวเองเนื่องจากที่ผ่านมานายวุฒิพงศ์ได้ให้ข่าวหลายครั้ง แต่ก็ยังมีคนเข้าใจผิด
       
       ความเข้าใจผิดดังกล่าว นายวุฒิพงศ์ ระบุว่า เพราะคนยังติดภาพยูคาลิปตัสเมื่อ 20 ปีก่อนซึ่งมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมจริง แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์ คามาลดูเลนซิส โดยนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเอกชนจนได้สายพันธุ์ใหม่กว่า 200 สายพันธุ์แล้ว เช่นที่สวนป่ากิตติ จ.ฉะเชิงเทราเพียงที่เดียวซึ่งเขาไปดูงานก็มีสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นแล้วกว่า 100 สายพันธุ์
       
       นายวุฒิพงศ์อธิบายว่า ยูคาลิปตัสสายพันธุ์ใหม่ดังกล่าวจะขจัดข้อเสียด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปจนหมด โดยปลูกบนคันนาได้ดี อาศัยร่วมกันกับต้นข้าวได้ เชื้อราไมเคอร์ไรซาที่รากจะตรึงไนโตรเจนในอากาศลงสู่พื้นดินได้โดยไม่แย่งธาตุอาหารพืชอื่นๆ ซึ่งเขาจะเดินทางไปดูเทคโนโลยีการผลิตไบโอออยล์ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอาจมีการนำเข้าสำหรับผลิตไบโอออยล์จากยูคาลิปตัสต่อไป
       
       "คนที่วิจารณ์ไม่รู้เรื่อง ไม่เคยสัมผัส ผมนี่ไปเหยียบถึงแปลงปลูกเองมากกว่า 10 เที่ยวแล้ว มีอาจารย์ระดับด็อกเตอร์ไปดูด้วยหลายคน ที่บอกว่าเป็นการปลุกผีอะไรมันไม่ใช่ ผมไม่เคยบอกให้ปลูกที่ดอน แต่บอกให้ปลูกที่คันนา มันคนละเรื่อง พันธุ์ที่ปลูกแล้วมีผลเสียก็เป็นพันธุ์โบราณ ไม่อยากให้เห็นแค่ด้านเดียว เสียประโยชน์ของชาวนาหมด" รมว.วิทยาศาสตร์ฯ และ ส.ส.ฉะเชิงเทรา กล่าว ทว่าเขาไม่อาจระบุสายพันธุ์ที่กล่าวถึงได้
       
       ด้านนายพิรัตน์ นาครินทร์ นายกสมาคมรณรงค์ปลูกป่าภาคเอกชนแห่งประเทศไทย (สปอท.) ซึ่งได้หารือถึงการปลูกยูคาลิปตัสกับนายสมัคร เมื่อวันที่ 19 ก.พ.51 เปิดเผยหลังทราบมติ ครม.ว่า นายสมัครยังเห็นชอบกับการตั้งโรงงานไบโอออยล์เพื่อผลิตน้ำมันที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมันดีเซลเพื่อใช้กับรถยนต์ อีกทั้งรัฐบาลจะดำเนินการก่อสร้างโรงงานต้นแบบแห่งแรกในทุ่งกุลาร้องไห้ จ.ร้อยเอ็ด
       
       พร้อมกันนั้นจะขยายต่อให้มี 5 จุดในเวลาไล่เลี่ยกัน หนึ่งในพื้นที่เป้าหมายคือ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ของนายวุฒิพงศ์ นับเป็นจังหวัดนอกภาคอีสานเพียงจังหวัดเดียวที่จะตั้งโรงงาน และจะผลักดันให้ภาคอีสานมีโรงงานเป็นของตัวเองทุกจังหวัด โดยการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 10,000 ล้านบาท
       
       "ไบโอดีเซลเหลวที่ได้จะมีต้นทุน 15 บาท/ลิตร ถ้าขายลิตรละ 20-25 บาทแล้ว ประเทศไทยเราก็รวยจนไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ไหน" นายพิรัตน์กล่าว พร้อมกันนี้เขายังย้ำว่ามีข้อมูลวิทยาศาสตร์ยืนยันทั้งหมดว่ายูคาลิปตัสไม่มีข้อเสียอย่างที่พูดกัน
       
       "ผมยินดีสู้คดีหากไม่จริง ถ้าผมแพ้จะเอาเงินไปให้ คุยกับท่านนายกฯ กันออกรส ท่านก็เห็นด้วยทั้งหมด ไม่เห็นว่ามีผลเสีย ปลูกแล้วก็เหมือนต้นไม้อื่นๆ แต่สื่อนำไปเขียนให้เสียหาย เพราะว่ามีคนไปให้ข่าว" นายพิรัตน์กล่าว
       
       ด้านนายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นอภิปรายต่อรัฐสภาในบ่ายวันเดียวกันหลัง ครม.ออกมติดังกล่าวว่า อยากให้รัฐบาลพิจารณามติส่งเสริมปลูกยูคาลิปตัสให้รอบคอบอีกครั้ง เนื่องจากงานวิจัยในประเทศหลายฉบับ เช่นจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พบว่าการปลูกยูคาลิปตัสจะมีผลกระทบต่อดินและน้ำ อีกทั้งรากของยูคาลิปตัสยังกำจัดลำบาก ใบยูคาลิปตัสสลายตัวช้า ต้นยูคาลิปตัสปล่อยสารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของพืชข้างเคียง แถมหลังการเพาะปลูกแล้วยังต้องฟื้นฟูดินอีกมาก
       
       เขากล่าวด้วยว่า จากงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่า ในปี 2546 ประเทศจีนซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าไทยมากยังมีการปลูกยูคาลิปตัสเพียง 4 ล้านไร่เท่านั้น และเน้นไปยังการเพาะปลูกไม้ผลมากกว่า แต่ปัจจุบันประเทศไทยซึ่งมีพื้นที่ทั่วประเทศเพียง 320 ล้านไร่กลับมีพื้นที่ยูคาลิปตัสเท่ากับประเทศจีนแล้ว
       
       "ปกติในต่างประเทศ เขาจะปลูกยูคาในที่ที่ดินเสีย ปลูกอะไรไม่ได้ก็ปลูกทิ้งให้เป็นป่าไปเลย จะไม่เข้าไปตัด แต่ของเรากลับมาส่งเสริมเกษตรกรปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมกระดาษ รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งจะมีผลกระทบมหาศาล เช่น ทำให้สิ่งแวดล้อมเสีย รากที่กำจัดได้ยาก และมันยังทำให้ระดับน้ำธรรมชาติลดลงด้วย" ส.ส.ประชาธิปัตย์กล่าว


บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #117 เมื่อ: มีนาคม 02, 2008, 10:53:34 PM »


ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส (ภาพจาก cals.arizona.edu)

รมต.วิทย์เตรียมลุยญี่ปุ่น เล็งซื้อเทคโนโลยีทำไบโอดีเซลจากยูคา
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 กุมภาพันธ์ 2551 19:30 น.

"วุฒิพงศ์" ลุยเต็มที่ เตรียมบินไปญี่ปุ่นดูเทคโนโลยีผลิตไบโอดีเซลจากใช้ไม้ยูคาราคา 150 ล้าน อ้างอาจซื้อมาใช้และพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยควบคู่กันไป ปัดไม่รู้เอื้อผลประโยชน์เอกชนหรือไม่ แต่ชี้ชัดตัวเองไม่เคยปลูก โอ่มีคนติดต่อขอพันธุ์เพียบ ส่วนแกนนำฝ่ายหนุนชี้คนขัดขวางเพราะไม้ยูคาไปนอนขวางผลประโยชน์
       
       นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยว่า วันที่ 6 -8 มี.ค.51 นี้ เขาพร้อมด้วย ดร.นิคม แหลมสัก หัวหน้าศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะเดินทางไปดูเทคโนโลยีผลิตไบโอดีเซลแบบใหม่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอาจนำเข้าเทคโนโลยีดังกล่าวและหาทางพัฒนาเองในประเทศ ตามแนวคิดส่งเสริมการปลูกไม้ยูคาลิปตัสบนคันนา เพื่อผลิตไบโอดีเซล
       
       เขากล่าวว่า เทคโนโลยีที่กล่าวถึงนี้มีมานานแล้ว หากนำเข้าจะมีราคาประมาณ 150 ล้านบาท คืนทุนได้ใน 5 ปี แต่หากพัฒนาเองให้มีราคาถูกลงเหลือ 20-30 ล้านบาทต่อเครื่องจะดีมาก
       
       อีกทั้ง รมว.วิทยาศาสตร์ยังเผยอีกว่า ขณะนี้กระแสการปลูกยูคาลิปตัสกำลังตื่นตัวมากเนื่องจากมีสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่เอกชนหลายรายพัฒนาขึ้น โดยใบยูคาลิปตัสจะเล็กบาง ไม่บังแสงอาทิตย์ในนาข้าว จึงไม่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ซึ่งทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่ายูคาลิปตัสมีผลเสีย
       
       เมื่อถามว่าในการส่งเสริมปลูกนี้มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เขาปฏิเสธว่า ไม่เคยปลูกยูคาลิปตัสเลย แต่ปลูกต้นสักมาแล้วกว่า 2 ล้านต้น และการส่งเสริมปลูกยูคาลิปตัสนี้จะใช้ในแง่พลังงานเท่านั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะสนับสนุนแต่ในเชิงเทคโนโลยี ไม่มีหน้าที่ส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูก
       
       ส่วนจะเอื้อประโยชน์กับเอกชนรายใด นายวุฒิพงศ์ปัดว่าไม่ทราบ ซึ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือเองก็มีการปลูกยูคาลิปตัสจำนวนมากอยู่แล้ว เมื่อเขานำเสนอเรื่องดังกล่าวทางรายการทีวี ก็มีผู้โทรศัพท์มาขอต้นยูคาลิปตัสไปปลูกจำนวนมาก แต่อยากฝากไว้ว่าหากจะปลูกยูคาลิปตัสต้องไม่โลภปลูกมาก เพราะงานวิจัยพบว่าจะทำให้ต้นโตช้าลง
       
       ด้าน ดร.เริงชัย เผ่าสัจจ อดีต รองผอ.โครงการอนุรักษ์และจัดการแหล่งพันธุกรรมไม้ป่า กรมป่าไม้ หนึ่งในแกนนำหนุนการปลูกยูคาลิปตัส กล่าวถึงกระแสต่อต้านการปลูกยูคาลิปตัสว่า มีมานานกว่า 20 ปีแล้ว เชื่อว่าการต่อต้านต่างๆ เพราะไปขัดผลประโยชน์กับกลุ่มเอกชนที่นำเข้าเยื่อไม้จากต่างประเทศ ซึ่งเวลานั้นประเทศไทยมีโรงงานผลิตกระดาษมากถึง 50 โรง
       
       อีกทั้งเมื่อมีการปลูกยูคาลิปตัสที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่ามันสำปะหลังก็ทำให้พ่อค้ามันสำปะหลังเสียประโยชน์จากการที่ไม่สามารถกดราคามันสำปะหลังได้ ที่ในอดีตแม้มันสำปะหลังจะมีราคาตกต่ำถึงกิโลกรัมละ 50 สตางค์เกษตรกรก็จำเป็นต้องขาย
       
       ส่วนการต่อต้านล่าสุด ดร.เริงชัย เชื่อว่า เพราะมีกลุ่มผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมนำเข้าเยื่อกระดาษจากต่างชาติเข้ามาขัดขวาง โดยเชื่อมั่นว่ายูคาลิปตัสมีประโยชน์ชัดเจน ทว่าในส่วนของผลเสียที่มีการอ้างผลวิจัยต่างๆ นั้นตัวเขาเองไม่พบว่ามีรายงานที่ชัดเจนใดๆ เลย
       
       เมื่อถามว่าเพราะเหตุใดจึงส่งเสริมการปลูกครั้งนี้ เขายืนยันด้วยว่า สาเหตุที่เขาหนุนการปลูกยูคาลิปตัสก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ให้มาตรวจดูได้
       
       แต่ที่หนุนการปลูกเพราะตัวเองได้ทำวิจัยยูคาลิปตัสมาตั้งแต่ปี 2515-2530 จนยูคาลิปตัสถูกพูดถึงมากในช่วง พล.อ.เปรม ติณสูรานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจากประสบการณ์ยืนยันได้ว่ายูคาลิปตัสไม่มีผลเสียใดๆ แต่เป็นปัญหาต่อชาวบ้านที่ไม่สามารถปลูกยูคาลิปตัสเพื่อให้มีรายได้ ยิ่งในบางพื้นที่ที่ไม่สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ได้แล้วก็ยิ่งเดือดร้อน
       
       "ผมเองก็มีไร่ยูคาอยู่บ้าง มีหลายสิบไร่เหมือนกัน แต่ไม่ได้มีสาระอะไร บอกได้ว่าแทบไม่ได้มีรายได้จากตรงนี้เลย ไม่ได้ดูแล ก็แบ่งให้หลานๆ ดู ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ" อดีตนักวิจัยยูคาลิปตัสกล่าว
       
       "แต่ที่ส่งเสริมเพราะไม่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม และอยากให้ชาวบ้านมีรายได้ที่มั่นคง ยิ่งในพื้นที่ที่ปลูกมันปลูกอ้อยได้ไม่ดีก็ยังปลูกยูคาได้ แต่ยิ่งมาปลูกบนคันนาก็ยิ่งดี กรมป่าไม้และกรมพัฒนาที่ดินก็ส่งเสริมให้ปลูกตามหัวไร่ปลายนาในทุ่งกุลาร้องไห้มาตั้งแต่ปี 2526 แล้ว ผลผลิตข้าวเพิ่มจาก 115 กก./ไร่/ปี เป็นกว่า 400 กก.ไร่/ปี ดินเค็มน้อยลง ความสมบูรณ์ก็ดีขึ้น" ดร.เริงชัยกล่าว

 
บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #118 เมื่อ: มีนาคม 03, 2008, 12:02:05 AM »

"ยูคาลิปตัส" กำลังกลายเป็น "ไม้เทวดา"

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 กุมภาพันธ์ 2551 14:54 น

โคอะลา กับต้นยูคา ที่มีใบเป็นอาหารจานโปรด (ภาพจาก devo.depend.com.au)

"ยูคาลิปตัส" ไม้เศรษฐกิจที่ผลิตทั้งน้ำมันและกระดาษอย่างที่เราคุ้นเคย เมื่อใดที่มีประเด็นรณรงค์ส่งเสริมให้ปลูกไม้ชนิดนี้ผุดขึ้นมาเมื่อใด ย่อมมีเสียงคัดค้านถึงผลเสียที่โดดเด่นไม่แพ้ผลประโยชน์ และล่าสุดกับแนวคิดของ รมว.วิทยาศาสตร์คนใหม่ยกมาเป็นนโยบายสร้างความฮือฮา ด้วยหวังจะผลิตไบโอออยล์จากยูคาแก้วิกฤติ พร้อมกับข้อแย้งใหม่ว่าไม้ชนิดนี้หาได้เลวร้ายอย่างที่กังวลกันไม่ "ยูคาลิปตัส" ครั้งนี้จึงถูกแปลงกายจาก "ไม้ปิศาจ" กลายเป็น "ไม้เทวดา" ขึ้นมาในทันใด !!        
ป่ายูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิล ในออสเตรเลีย (ภาพจาก users.picknowl.com.au)

 
“ยูคา” ถิ่นกำเนิดออสเตรเลีย เข้าไทยเมื่อ 50 ปีก่อน
     
       ยูคาลิปตัส (eucalyptus) เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดหลักอยู่ในประเทศออสเตรเลีย มีกว่า 700 สายพันธุ์ กระจัดกระจายอยู่บ้างในรอยต่อแถบนิวกีนี อินโดนีเซีย และหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ได้มีการนำไปปลูกในภาคใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา บราซิล เอธิโอเปีย อุรุกวัย มาดากัสการ์ และในทวีปแอฟริกา แต่ความเหมาะสมของการปลูกยูคาก็ยังเป็นที่ถกเถียงและไม่ได้รับการยืนยันที่แน่ชัด
       
       ยูคาลิปตัสเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี และเจริญเติบโตได้ทุกสภาพดิน ตั้งแต่ดินทราย ดินเค็ม ดินเปรี้ยว แต่ไม่ทนดินที่มีหินปูนสูง โดยประเทศไทยนำเข้ายูคามาปลูกในปี 2493 เป็นครั้งแรก แต่มีการปลูกอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2507 เป็นต้นมา
       
       ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการพืชเศรษฐกิจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และจากกรมป่าไม้ ชี้ว่า ยูคาลิปตัสที่ปลูกมากในไทยคือ "คามาลดูเลนซิส" (Eucalyptus camaldulensis Dehnh.) ในวงศ์ไม้ชมพู่ (Myrtaceae) มีชื่อการค้าว่า "เรดกัม" (red gum)
       
       ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง-ใหญ่ มีความสูง 24-30 ม. และอาจสูงได้ถึง 50 ม. มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 1-2 เมตรหรือมากกว่านั้น อีกทั้งเป็นไม้โตเร็วไม่ผลัดใบ เกษตรกรสามารถตัดใช้ได้ตั้งแต่อายุ 3-5 ปี แตกหน่อใหม่ดีจึงไม่ต้องปลูกใหม่ และด้วยความสามารถในเจริญเติบโตดีในแทบทุกพื้นที่ จึงไม่แปลกที่มันจะเป็นที่นิยมปลูกมากที่สุด
       

ต้นยูคาที่ให้กลิ่นแบบเมนทอลแต่สำหรับเกษตรกรแล้วต้นไม้ชนิดนี้คือ "ต้นไม้ผีดิบ" ที่ดูดเอาความชุ่มชื้นเพื่อนำไปเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

       ถ้าปลูกในไทย ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส จะมีรูปทรงสูงเพรียว ลำต้นเปล้าตรงมีกิ่งก้านน้อย มีเรือนยอดรูปทรงกรวยสูง ใบเดี่ยวเรียงเขียนสลับ ใบรูปหอกหรือรูปขอบขนานแกมหอกขนาด 2.5–12 x 0.3–0.8 นิ้ว ก้านใบยาว ใบสีเขียวอ่อนทั้งสองด้าน บางครั้งมีสีเทา ใบบางห้อยลง เส้นใบมองเห็นได้ชัด ดอกมีสีขาว ออกช่อขนาดเล็กตลอดปีปีละ 7 -8 เดือน ดอกจะออกตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง แต่แม้จะมีเกสรเหมาะแก่การเลี้ยงผึ้ง ทว่าดอกของยูคากลับไม่มีกลิ่นอย่างที่หลายคนคิด
       
       ลักษณะเนื้อไม้ยูคา มีแก่นสีน้ำตาล กระพี้สีน้ำตาลอ่อน กระพี้และแก่นสีแตกต่างเห็นได้ชัด ไม้ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซิสที่มีอายุมากขึ้นจะมีสีน้ำตาลแดงเข้มกว่าไม้อายุน้อย เนื้อไม้มีลักษณะค่อนข้างละเอียด เสี้ยนสน บางครั้งบิดไปตามแนวลำต้น เนื้อไม้มีความถ่วงจำเพาะอยู่ระหว่าง 0.6–0.9 ในสภาพแห้งแล้งซึ่งขึ้นอยู่กับอายุของไม้ เนื้อไม้แตกง่ายหลังจากตัดฟันตามแนวยาวขนานลำต้น แต่ถ้าทำให้ถูกหลักวิธีก็สามารถนำมาเลื่อยทำเครื่องเรือนและก่อสร้างได้
       
       ผลยูคามีลักษณะครึ่งวงกลม หรือรูปถ้วย มีขนาด 0.2–0.3 x 0.2–0.3 นิ้ว ผิวนอกแข็ง ให้ผลได้ตลอดปี เมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่ ที่ปลายผลจะแยกออกทำให้เมล็ดที่มีขนาดเล็กกว่า 1 มม.ร่วงออกมา โดยการขยายพันธุ์ยูคาทำได้โดยการเพาะเมล็ด ซึ่งเมล็ดยูคา 1 กก.จะประกอบไปด้วยเมล็ดยูคาตั้งแต่ 100,000 -200,000 เมล็ด


       
ลักษณะใบและผลของยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส (ภาพจาก cals.arizona.edu)

       การเพาะเมล็ดยูคาลิปตัส ควรทำในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะสะดวกและได้ผลดี เนื่องจากหมดหน้าฝน และอากาศไม่ร้อนจนเกินไป การย้ายชำจะมีเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูง เมื่อกล้างอกมีอายุ 18 วันให้เลี้ยงไว้ในถุงชำอย่างน้อย 2 –3 เดือนลำต้นจะมีความสูงประมาณ 25 ซม. ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งที่จะนำไปใช้ปลูกในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม
       
      ประโยชน์มากมายของ “ไม้เทวดา”
       
       ทั้งนี้ ประโยชน์ของไม้ยูคาลิปตัสถือเป็นจุดเย้ายวนใจของเหล่าเกษตรกรมากที่สุด เพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางตรงได้หลายอย่าง ได้แก่
       
       1.การทำไม้ใช้สอย เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือน ทำรั้ว ทำคอกปศุสัตว์ ทำเสา หรือใช้ในการก่อสร้างต่างๆ
       
       2.การทำฟืน เผาถ่าน โดยถ่านไม้ยูคาลิปตัสใช้เป็นเชื้อเพลิงติดไฟได้ดีและมีขี้เถ้าน้อย ไม้ฟืนยูคาให้พลังงานความร้อน 4,800 แคลอรีต่อกรัม ส่วนถ่านไม้ยูคาให้พลังงานความร้อน 7,400 แคลอรีต่อกรัม จัดว่าให้ความร้อนใกล้เคียงกับถ่านไม้โกงกาง ซึ่งเป็นถ่านไม้ที่ดีที่สุด
       
       3.การทำชิ้นไม้สับ ไม้ยูคาลิปตัสเมื่อแปรรูปและสับทำชิ้นไม้สับ สามารถนำไปผลิตแผ่นชิ้นไม้อัด แผ่นใยไม้อัด แผ่นปาร์ติเกิล และแผ่นไม้อัดซีเมนต์ที่มีมูลค่าสูง
       
       4.การทำเยื่อไม้ ไม้ยูคาลิปตัสสามารถแปรรูปทำเยื่อไม้ยูคาที่ประกอบด้วยเซลลูโลส นำไปใช้ทำเส้นใยเรยอนและทำผ้าแทนเส้นใยฝ้าย และปุยนุ่น
       
       และ 5. การทำกระดาษ เยื่อไม้ยูคาลิปตัส 1 ตันสามารถผลิตเยื่อกระดาษได้ประมาณ 1 ตัน โดยเยื่อไม้ยูคามีคุณสมบัติเด่น คือ มีความฟูสูง และมีความทึบแสง ประกอบกับไฟเบอร์มีความแข็งแรงเหมาะต่อการใช้ทำกระดาษพิมพ์เขียวประเภทต่างๆ
       
       นอกจากนั้นแล้ว ข้อมูลบางแหล่งยังชื่นชมไม้ยูคาในด้านการเพาะเลี้ยงเห็ดมาก โดยระบบรากของไม้ยูคาลิปตัสจะมีเชื้อราไมคอร์ไรซาชนิดต่างๆ อาศัยอยู่ เป็นตัวช่วยดูดธาตุฟอสฟอรัสให้กับต้นยูคาได้มากขึ้น ช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตดี และปรับปรุงดินเสื่อมให้มีคุณภาพดีขึ้น เช่น เห็ดเสม็ด เห็ดไข่ และเห็ดระโงกขาว
       

ดอกของยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส (ภาพจาก dkimages.com)

      อีกทั้งดอกยูคาลิปตัสมีน้ำหวานล่อแมลงมาผสมเกสรและดูดเอาน้ำหวานไปสร้างรวงผึ้ง โดยเฉพาะการที่มันออกดอกปีละ 7 – 8 เดือนหรือเกือบตลอดปี ผิดกับพันธุ์ไม้ชนิดอื่นๆ ที่มักออกดอก 1 – 2 เดือน/ปี จึงดีมากสำหรับการเลี้ยงผึ้ง น้ำผึ้งที่ได้มีรสและคุณภาพดี รวมทั้งน้ำมันใบยูคายังมีสรรพคุณทางยา โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก
       
       ที่สำคัญ ประโยชน์ใหม่ที่ถูกนำเสนอเป็นข้ออ้างสำหรับการส่งเสริมปลูกยูคาลิปตัสรอบใหม่ที่รัฐบาลกล่าวถึงคือ เพื่อผลิตไบโอออยล์หรือเชื้อเพลิงเหลวที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมันดีเซล ซึ่งอ้างว่าอาจมีราคาถูกเพียง 15 บาท/ลิตร
       
      วิเคราะห์โทษมากมีของ “ไม้ปิศาจ”
       
       อย่างไรก็ตาม แม้คุณประโยชน์ของยูคาจะมีมากอนันต์ ทว่าข้อมูลจากการวิจัยหลายชิ้นและจากปากคำของเกษตรกรผู้มีประสบการณ์ปลูกยูคาต่างก็ชี้ว่าก็มีโทษมหันต์เช่นกัน
       
       ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อระบบนิเวศที่สูงมาก โดยเฉพาะต่อดิน น้ำ สัตว์ขนาดใหญ่และสัตว์ขนาดเล็ก เช่น มดแดง หรือแมลงต่างๆ จะถูกทำลายและไร้ที่อยู่อาศัย การปลูกยูคาจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นพืชที่ทำลายธรรมชาติได้อย่างฉกาจฉกรรจ์ที่สุดตัวหนึ่งจนถูกเรียกว่าต้นไม้ปีศาจ หรือบางรายเรียกว่าไม้ผีปอบ ดังที่มีคำพูดคุ้นหูกันว่า “ดินที่มีคุณภาพเลวที่สุดคือดินที่ปลูกยูคาแล้ว”
       
       ขณะเดียวกันยังพบผลกระทบที่เกิดต่อโครงสร้างของดิน โดยเฉพาะดินในเขตภาคอีสาน ซึ่งเป็นดินปนทรายว่าเมื่อผ่านการปลูกป่ายูคาลิปตัสไปประมาณ 4-5 ปี ดินบริเวณนั้นจะมีสภาพแห้งแล้งมาก และเนื่องจากในบริเวณป่ายูคาลิปตัสจะไม่มีพืชต่างๆ สามารถเกิดขึ้นแซมได้เลยเพราะยูคาจะปล่อยสารเคมีที่มีพิษออกมายับยั้งการเจริญเติบโตของพืชข้างเคียง ดังนั้น เมื่อฝนตกลงมาจึงเกิดการชะล้างหน้าดินสูง
       
       นอกจากนั้น ยูคาลิปตัสยังเป็นพืชโตเร็ว รากจึงดูดซับปุ๋ยและธาตุอาหารต่างๆ ได้ดีมาก รากแผ่ขยายลงในดินได้ลึกมากถึง 15 ม. ยากแก่การกำจัดทำลายหลังการปลูก ไม่น่าแปลกใจที่พืชชนิดอื่นไม่สามารถจะแย่งแร่ธาตุสู้มันได้
       
       อารีรัตน์ กิตติศิริ ชมรมศิษย์เก่าบูรณะชนบทและเพื่อน (RRAFA) ได้กล่าวถึงผลกระทบของการปลูกยูคาเป็นพืชเชิงเดี่ยวในประเทศไทยในรายงานของเธอ โดยยกตัวอย่างที่น่าตื่นตกใจจากพื้นที่ปลูกยูคาของสวนป่าสมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเมื่อปี 2528 เคยมีพื้นที่ปลูกยูคาถึง 8,575 ไร่ในเขตป่าสงวนแห่งชาตินาจารย์ -ดงขวางว่า ครั้งหนึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก่อน สัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่ที่นั่น จนกระทั่งบริษัทค้าไม้เข้ามายังพื้นที่ในปี 2500 -2510 ต้นไม้ที่เคยมีอยู่ก็อันตรธานหายไปหมด
       
       จากนั้น เมื่อชาวบ้านเริ่มโยกย้ายเข้ามาทำกินในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นพื้นที่กสิกรรมตั้งแต่ปี 2510 จนถึงปี 2517 องค์กรอุตสาหกรรมป่าไม้ก็ได้เข้ามาชักชวนให้ชาวบ้านเข้าเป็นสมาชิกและแรงงานในเครือข่ายการปลูกป่ายูคาลิปตัส โดยสัญญาจะให้พื้นที่ทำกินฟรี 7 ไร่พร้อมออกเอกสารสิทธิ์ อีกทั้งยังสัญญาว่าจะสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ถนน โรงเรียน ไฟฟ้า และศูนย์สุขภาพให้ ซึ่งใน 2 ปีแรกพวกเขายังได้รับอนุญาตให้ปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลังแซมระหว่างแถวต้นยูคาได้ ทว่าหลังจากนั้นแล้วกลับไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใช้พื้นที่อีกเลย
       
       ที่สำคัญ ผลร้ายต่อระบบนิเวศที่หลงเหลือจากการปลูกยูคาก็สร้างความเดือดร้อนมากมาย ดินที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นดินที่มีเกลืออยู่มาก สีของดินเปลี่ยนเป็นสีขาว ผลผลิตข้าวในพื้นที่ใกล้เคียงลดลงกว่า 10 เท่า และแหล่งน้ำบาดาลที่เคยมีถึง 5 บ่อกลับเหือดหายเหลือเพียงบ่อเดียวจนเกิดภาวะขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง โดยน้ำบาดาลมีระดับลดลงถึง 10 -15 เมตร และหลังจาก 20 ปีแรกของโครงการแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้รับสิทธิ์ใช้ที่ดินอีก
       
       ขณะที่ตัวอย่างอื่นๆ นอกจากกรณีของป่าสมเด็จแล้ว ในรายงานของอารีรัตน์ ยังยกตัวอย่างของบ้านน้อยตลาดเมือง อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด และสวนป่าสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 2 แห่งติดต่อกันคือป่าสงวนฝั่งขวาสำราญและป่าสงวนฝั่งขวาห้วยเสนว่าต่างก็ได้รับบทเรียนจากการปลูกยูคาไม่แตกต่างกัน
       
       ในปี 2528 จึงถือเป็นปีหนึ่งที่เกษตรกรลุกฮือขึ้นต่อต้านการปลูกยูคาอย่างมาก เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในหลายพื้นที่รวมตัวต่อต้านและแม้กระทั่งบุกทำลายยูคาลิปตัสในสวนป่าหลายต่อหลายครั้ง ยกตัวอย่างชาวบ้าน ต.เสียว อ.อุทุมพิสัย จ.ศรีสะเกษ ที่บุกทำลายต้นยูคาและเรือนพยาบาลในป่าโนนลางในปีนั้น
       
 
บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #119 เมื่อ: มีนาคม 03, 2008, 12:09:24 AM »


สวนป่ายูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิลจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ (ภาพจากกรมป่าไม้)

ปลุกผี “ยูคา” กลับมาเป็นเทวดาอีกครั้ง
       
       ทว่า เมื่อยูคาได้รับการปลุกกระแสอีกครั้งในปี พ.ศ.นี้ ฝ่ายสนับสนุนยูคาได้ปฏิเสธข้อเสียของไม้ยูคาทั้งหมด โดยนายวุฒิพงศ์ เจ้ากระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในฐานะผู้จุดกระแสการสนับสนุน ชี้ว่า ภาพผลกระทบร้ายแรงของยูคาในอดีตได้เลือนหายไปหมดแล้ว
       
       เพราะเมื่อมีการนำเข้ายูคามาปลูกเมื่อหลายสิบปีก่อน ก็ได้มีการพัฒนาพันธุ์ยูคาลิปตัสจนปรับตัวได้อย่างกลมกลืนกับระบบนิเวศของไทย และลดผลเสียที่เคยมีต่อสิ่งแวดล้อมได้ทั้งหมด จนเป็นพันธุ์ใหม่ที่แตกต่างจากพันธุ์โบราณเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง
       
       ข้อกล่าวหาต่างๆ ได้ถูกปฏิเสธทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาว่ายูคาใช้ธาตุอาหารในดินมาก เขาชี้ว่า แต่เปลือกของยูคาซึ่งกักเก็บธาตุอาหารไว้มากกว่าส่วนอื่นๆ ของต้นก็สามารถหมุนเวียนมาผลิตปุ๋ยหมักคุณภาพสูง หนำซ้ำปมรากของยูคายังดึงธาตุอาหารจากอากาศลงมายังพื้นดินเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่พื้นดินได้อีกด้วย
       
       เขาย้ำด้วยว่า เขาจะส่งเสริมปลูกยูคาตามคันนาที่ไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำเท่านั้นเพราะยอมรับว่ายูคาเป็นพืชที่ใช้น้ำมากจริง แต่ปฏิเสธชัดเจนว่าการส่งเสริมปลูกยูคานี้จะไม่เป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพราะเป็นการปลูกข้าวและยูคาอยู่ร่วมกัน โดยสิ่งมีชีวิตรอบไม้ยูคา ทั้งมดแดง แมลง นก หรือแม้แต่ปูปลาในนาข้าวก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากยูคาแต่อย่างใด และในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีก็ให้ความชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลของเขาจะสนับสนุนปลูกยูคาแน่นอน
       
       ส่วนยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส สายพันธุ์ใหม่ที่ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ พูดถึง ดร.เริงชัย เผ่าสัจจ อดีต รองผอ.โครงการอนุรักษ์และจัดการแหล่งพันธุกรรมไม้ป่า กรมป่าไม้ หนึ่งในผู้ผลักดันให้มีการปลูกยูคาลิปตัส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คือสายพันธุ์ที่เกิดจากการผสมเกสรของยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส กับเกสรของยูคาลิปตัสสายพันธุ์อื่นๆ เพื่อให้ได้คุณสมบัติโตไว ให้ผลผลิตสูง และต้านทานโรคและแมลงมากขึ้น
       
       “แต่การพัฒนาพันธุ์เหล่านี้ก็ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการปลูกยูคาพันธุ์เก่าๆ อย่างที่ว่ากัน เพราะข้อเสียพวกนั้นมันไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรกแล้ว” ดร.เริงชัยย้ำ
       
       เขายังบอกอีกว่าในประเทศไทยมีการพัฒนาสายพันธ์ลูกผสมเหล่านี้มาอย่างเข้มข้นตั้งแต่ปี 2512 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีกว่า 10 สายพันธุ์ที่เป็นที่นิยม โดยการพัฒนาของภาคเอกชน 2 -3 รายที่มีทุนมากพอจะพัฒนาสายพันธุ์ได้เอง รวมถึงบางส่วนที่พัฒนาพันธุ์โดยภาครัฐ เช่น สายพันธุ์ D1, D2, K7, K51, K58, S24, S32 และ T 5


     
ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิล (ภาพจากกรมป่าไม้)

       อย่างไรก็ตามแต่ แม้ฝ่ายสนับสนุนซึ่งมีรัฐบาลเป็นแกนนำจะรับประกันว่ายูคาไม่มีผลเสียที่น่าวิตกกัน แต่ความกังวลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการปลูกยูคาตามที่ปรากฏในกระดานแสดงความคิดเห็น และตามสื่อต่างๆ ก็ยังคงยืนยันเช่นเคยว่ายูคามีผลเสียมากกว่าผลดีแน่นอน และผลร้ายของมันอาจรุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนประเทศไทยไปเป็นทะเลทรายทีเดียว
       
       “สมัยเคยฝึกเป็นทหารแถวป่า อ.สนามไชยเขต ฉะเชิงเทรา แถวนั้นเป็นป่ายูคาทั้งนั้น พูดแล้วเป็นเรื่องตลกร้าย เดินอยู่ในป่าทั้งวันเป็นสิบกิโลแต่ไม่เจอนกสักตัว เพราะว่าต้นยูคา ไม่มีหนอน ทำให้ทั้งป่าไม่มีอาหารนกตามธรรมชาติ นกไม่หากิน ถือเป็นดินแดนต้องคำสาปของมัน นกตัวไหนหลงเข้ามาเป็นอดตายถึงรู้ว่าป่ายูคาทำให้ธรรมชาติเสีย ไม่เฉพาะแต่ดินที่กลายเป็นดินทราย แต่สัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติก็สูญหายไปด้วย”


     
ยูคาลิปตัส (ภาพจาก naturalresources.nsw.gov.au)

      หนึ่งความคิดเห็นของผู้ใช้นามแฝงว่า “ทหารเก่า” แสดงความคิดเห็นบนโลกอินเทอร์เน็ตอย่างน่าคิด
       
       ข้อเสนอของพวกเขาที่ผุดขึ้นมาระหว่างยังไม่มีการลงมือปลูกนี้จึงเป็นการพิจารณาพืชโตเร็วตัวอื่นอย่างกระถินยักษ์ กระถินเทพา และกระถินณรงค์ทดแทนยูคา
       
       อีกข้อเรียกร้องหนึ่งที่น่ารับฟังเป็นการที่ภาครัฐควรส่งเสริมให้เร่งศึกษาวิจัยผลดีและผลเสียของยูคาลิปตัสอย่างชัดเจนก่อน ซึ่งคงไม่ทำให้สายเกินไปที่จะตัดสินใจไปได้ว่าเกษตรกรไทยใน พ.ศ.นี้ควรจับจอบจับเสียมเตรียมปลูกยูคาตามคันนากันหรือไม่ ?

บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #120 เมื่อ: มีนาคม 03, 2008, 12:16:06 AM »


"วุฒิพงศ์" โวยคนไทยคิดไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ตีข่าวปลูก "ยูคา" บนคันนาเป็นเรื่องการเมือง ระบุจีนนำไทยไปไหนต่อไหน หลังร่วมมือสวนป่ากิตติได้แค่ 2-3 ปี สามารถพัฒนาพืชจีเอ็มโอโตเร็วเพื่อปลูกบนคันนาได้ ส่วนไทยยังเซ่อๆ ซ่าๆ ตีกันข้างๆ คูๆ

"วุฒิพงศ์" โวยเพราะคิดไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ตีไอเดีย "ยูคา" เป็นการเมือง
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 กุมภาพันธ์ 2551 21:11 น.

นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมคณะที่ปรึกษาเข้าเยี่ยมการดำเนินงานขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 26 ก.พ.51 โดยภายหลังจากรับทราบภารกิจขององค์การซึ่งเน้นสร้างความตระหนักและให้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว เขาได้กล่าวว่าคนไทยยังคิดไม่เป็นวิทยาศาสตร์
       
       ทั้งนี้เขาเคยอยู่ในทีมอุตสาหกรรมการเกษตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และตามเรื่องมาตลอด ซึ่งทราบว่าประเทศจีนได้มองหาพลังงานทดแทนแล้วเข้าไปใช้พื้นที่ในลาวและพม่าเพื่อปลูกไม้โตเร็ว
       
       "จีนได้บุกเรื่องนี้ไปแล้ว ตอนแรกผมก็สงสัยว่าปลูกยูคาบนคันนาโตเร็วได้อย่างไร ไปๆ มาๆ ไม่รู้จะถามใครก็เลยต้องก็บุกไปถึงรัง ไปดูที่ส่วนป่ากิตติเลย ปรากฏว่าจีนได้มาร่วมกับเขาแล้วกลับไปพัฒนาไม้โตเร็วของตัวเองด้วยเทคโนโลยีดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) เพื่อปลูกบนคันนาได้ ทั้งที่เพิ่งคุยมา 2-3 ปีเท่านั้นเอง"
       
       "แต่พอเราพูดเรื่องยูคาบนคันนา ก็โดนตีข่าวทางการเมืองทันที เพราะว่ามันไม่เข้าใจความเป็นวิทยาศาสตร์ ก็ตีกันไปข้างๆ คูๆ จนเขาไปกันไกลแล้ว จะเป็นมหาอำนาจทางไบโอแมส (ชีวมวล) กันแล้ว เรายังเซ่อๆ ซ่าๆ อยู่เลย ไม่รู้ะเอาไง มันไม่ได้ วิทยาศาสตร์ต้องตามตลอด" นายวุฒิพงศ์กล่าวพร้อมตั้งคำถามว่าจะให้ความรู้กับประชาชนอย่างไร

บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #121 เมื่อ: มีนาคม 03, 2008, 12:17:55 AM »


ลักษณะใบและผลของยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส (ภาพจาก cals.arizona.edu)

มั่วนิ่ม "ยูคาพันธุ์ใหม่" ซัด ก.วิทย์ทำผิดหน้าที่ ต้องหนุนวิจัยหาใช่หนุนปลูก

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 กุมภาพันธ์ 2551 19:33 น.

  ผอ.งานป่าไม้ มูลนิธิโครงการหลวง แบไต๋ "สมัคร -วุฒิพงศ์" เนียนนิ่มผุด "ยูคาพันธุ์ใหม่" ไร้ผลกระทบสิ่งแวดล้อมกล่อมประชาชนให้หลงเชื่อ ย้ำการจัดการที่ดีเท่านั้นที่ลดผลกระทบยูคาได้ ชี้ทำเกินหน้าที่เหตุสังคมเข้าใจผิดๆ เผยชัดกระทรวงวิทย์เดินหลงทาง ที่จริงต้องเสริมงานวิจัย-สร้างคนยูคาตัวจริง ลดพึ่งพิงต่างชาติ ส่วน "นิคม" ดับฝันสมัคร "ตะกูยักษ์" ยังอีกยาวไกล-ไม่น่าสนใจเท่ายูคา
       
       ผศ.ดร.บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ ผอ.งานป่าไม้ มูลนิธิโครงการหลวง และอาจารย์ประจำภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และนายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ออกมาให้ข่าวยูคาลิปตัสสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
       
       ผศ.ดร.บุญวงศ์ อธิบายว่า เพราะแม้ที่ผ่านมากรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงเอกชนหลายรายจะได้พัฒนาสายพันธุ์ลูกผสมยูคาเรื่อยมานับร้อยๆ สายพันธุ์ ทว่าผลกระทบในเรื่องกินน้ำ กินดิน และมีรากที่กำจัดได้ยากก็ยังมีอยู่ เพราะยูคาเป็นไม้โตไวซึ่งต้องกินน้ำกินดินมากเป็นธรรมดา แต่หากจัดการได้ดีแล้วก็ลดผลกระทบลงได้ เช่น การปลูกแบบวนเกษตรรวมกับพืชอื่นๆ เช่น ข้าวนาปี ก็จะเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นที่น่าพอใจ
       
       ส่วนที่นายวุฒิพงศ์ออกมาให้ข่าวหนุนเกษตรกรปลูกยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส K51 ที่พัฒนาโดยสวนป่ากิตตินั้น ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่เข้าใจไม่ถูกต้องเช่นกัน ผศ.ดร.บุญวงศ์ชี้ว่า เพราะสายพันธุ์ดังกล่าวเลิกปลูกนานแล้ว เพราะมีการระบาดของแตนฝอยปมในปี 2547
       
       "จริงๆ แล้ว ที่ท่านรัฐมนตรีพูดหรือท่านนายกฯ พูดนั้น ถ้าท่านให้เป็นเชิงนโยบายไว้ แล้วในรายละเอียดอะไรก็ส่งให้นักวิชาการโดยตรง ไม่ว่าจากกระทรวงหรือกรมไหนจัดทำให้ สังคมก็จะเข้าใจได้ถูกต้องและง่ายกว่า" ผศ.ดร.บุญวงศ์กล่าว
       
       ทั้งนี้ ผอ.งานป่าไม้ มูลนิธิโครงการหลวง มองด้วยว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยังทำงานหลงประเด็นอยู่ เนื่องจากบทบาทจริงๆ ของกระทรวงวิทยาศาสตร์คือ การให้ทุนส่งเสริมการวิจัยในกรณีที่มีการถกเถียงเกี่ยวกับยูคาว่ามีความจริงเป็นอย่างไร และต้องทำไปพร้อมๆ กับการสร้างคนยูคารุ่นใหม่ขึ้นมาเพราะประเทศไทยยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่เลย เมื่อเกิดปัญหาขึ้นเมื่อใดก็ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศอยู่ร่ำไป
       
       ขณะที่ "ตะกูยักษ์" ก็เป็นพืชโตไวอีกชนิดที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึง ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก ผอ.ศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ยังไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ในพืชดังกล่าวเลย หากเริ่มทำก็ต้องศึกษาครอบคลุมเนื้อหารอบด้าน
       
       การศึกษาดังกล่าวเช่น การจัดทำแปลงสาธิต การศึกษาแมลงศัตรูพืช โรครบกวน และคุณภาพของเนื้อไม้ กลับกันกับยูคาลิปตัสที่ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ยืนยันได้ว่าไม่มีผลกระทบใดๆ ที่หลายคนอ้าง แถมยังผลิตพลังงานได้ด้วย.

บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #122 เมื่อ: มีนาคม 03, 2008, 12:19:32 AM »


สวนป่ายูคาลิปตัส จริงหรือที่ยูคาจะกลายเป็นไม้เทวดาได้? (ภาพจากกรมป่าไม้)

ว้า! อุตส่าห์อ้าง "ยูคาพันธุ์ใหม่" ไม่วายโดนจับไต๋ได้ซะแล้ว

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 1 มีนาคม 2551 15:28 น.
 
      ∞ สวัสดีเจ้าค่า...แฟนๆ ที่รัก วันเสาร์แวะเวียนมาทีไร "หนูไซน์" เป็นต้องมีเรื่องเม้าท์ของ "คนวงใน" มาฝากกันเช่นเคยเจ้าค่า ∞
       
       ∞ ในกระทรวงวิทย์ ณ วินาทีนี้ คงไม่มีอะไรแรงไปกว่า "วุฒิพงศ์" และ "ยูคาลิปตัส" เป็นแน่แท้ ก็แหมจะไม่แรงไงไหว ก็ทั่น "รมว.โก้" สามารถสุดๆ ที่ทำให้ "ทั่นนายกฯ หมัก" หนุนปลูกยูคาจนตัวโก่งได้ ทั้งยังเล่นมั่วให้ข่าวเจอพันธุ์ใหม่ ไม่กินดิน - กินน้ำ - กินชาติ...อุบส์! จนใครๆ เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าที่เคยได้ยินมาแต่อ้อนแต่ออดว่ายูคาเป็น "ไม้ปิศาจ" มีพันธุ์ใหม่ที่กลายเป็น "ไม้เทวดา" แล้วจริงหรือ? แม้แต่วงในย่านโยธีและกำแพงแสนยังถกกันว่ายูคาพันธุ์ใหม่ที่ "ทั่นโก้" ยกมาอ้างนั้นมีอยู่จริงอ๊ะเปล่า แถมยังตั้งข้อสังเกตว่า "รมว.วิทย์" ทำงานผิดกระทรวงรึเปล่านี่ที่หนุนเกษตรกร "ปลูกยูคา" ...
       
       ... อ๊ะ! แต่ว่าที่ "ทั่นหมัก" และ "ทั่นโก้" เห็นดีเห็นงามกับ "ยูคาพันธุ์ใหม่" กลับโดนจับไต๋ได้ซะแล้ว จะใครที่ไหนซะอีก ก็ "ดร.บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์" สมาชิกร่วมบ้านสีเขียวที่หนุนปลูกยูคาร่วมกันกับ "ดร.นิคม แหลมสัก" ยังทนไม่ไหวออกมาเผยความจริง "ไอ้ต้นกระดาษไร้ผลเสียมันไม่มีหรอก ต่อให้พัฒนายังไงมันก็มีผลเสียวันยังค่ำ แต่ที่แน่นอนที่สุดคือการจัดการปลูกที่ดี" ต่างหากล่ะเจ้าคะ...
       
       ...ดร.บุญวงศ์ ยังหันมาบอกต่อแบบเคืองคนให้ข่าวมั่วๆ ว่า "ถ้ารัฐจะทำ ให้นโยบายมาก็พอ นักวิชาการเขารู้เรื่อง เดี๋ยวจัดให้ คนจะได้ไม่เข้าใจอะไรผิดๆ ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากซะเปล่าๆ" แถมยังเหน็บด้วยว่า "กระทรวงวิทย์ฯ ยังทำงานหลงประเด็นอยู่" อู้ฮู! โดนจับไต๋ได้แบบนี้ ทั้ง "หมัก" ทั้ง "โก้" จะว่ากระไรบ้างหนอล่ะเนี่ย ∞
 
       ∞ วันก่อนมีกำหนดไปเยี่ยม "ตึกลูกเต๋า" แถวๆ คลอง 5 เวลา 9 นาฬิกา แต่กว่า "ทั่นวุฒิพงศ์" จะไปถึงที่หมาย ทั้งนักข่าว ช่างภาพและเจ้าหน้าที่ก็เดินชมนิทรรศการในตึกกันไป 2 ชั่วโมง เล่นเอาบางคนแทบจะขอ "ป้าลูซี่" แต่งงาน (อย่าบอกนะว่าคุณไม่รู้จักป้าลูซี่) ได้เวลาเข้าห้องฟังสรุปบรรยากาศก็เที่ยงพอดิบ-พอดี ...
       
       ...เหตุผลที่คนข้างตัวท่านอธิบายก็คือ รมต.เผชิญฝนตก-รถติด แถมยังมีอุบัติเหตุบนทางด่วน เป็นเหตุให้แม้มีรถนำขบวนก็ไม่อาจถึงที่หมายได้ตามกำหนด...
       
       ...เหอๆ...ต่อให้เป็นกวางก็คงเชื่อล่ะ อีกทั้งยังแว่วว่าตามกำหนดแล้วบ่ายโมง 5 นาที รมต.วิทย์ต้องเข้าพบรองนายกฯ แต่ล้อรถนำขบวนหมุนอีกทีก็ปาไปบ่าย 2 กว่าๆ คนที่ทำเนียบก็รอไปสิ...ให้รู้ไว้น้องใครเป็นน้องใคร ∞
       
       ∞ นั่งฟังผู้บริหาร อพวช.สาธยายบทบาทให้ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่เด็กและประชาชน นึกว่าท่านรัฐมนตรีและที่ปรึกษาจะสงสัยในหลักสูตรและกระบวนการให้ความรู้ ที่ไหนได้กลับข้องใจกับ "แครกๆ" ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรที่ไหน แค่รอยร้าวหน้าตึกเท่านั้นเอง พร้อมชี้แนะว่าเป็นถึงองค์การให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ปล่อยให้มีอย่างนี้ได้อย่างไร แหม...เรื่องก่อสร้างๆ นี้รู้สึกจะเข้าหัวเหล่าผู้บริหารได้ง่ายเนาะ...
       
       ...อ้อ แต่ "ทั่นรัฐมนตรี" ก็ยังอุตส่าห์มีความคิดดีๆ นะ อย่างให้ อพวช.จัดงาน "เอ็กซ์โป" แบบหญ่ายๆ ให้เหมือนที่เกาหลีเขาทำไว้เมื่อ 14 ปีที่แล้ว จนตอนนี้อันดับการแข่งขันวิทยาศาสตร์เขาพุ่งขึ้นไปอยู่อันดับ 6 ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็สูสีกับพี่ไทยแท้ๆ โอ้โห...เป็นความรู้ใหม่ของ "หนูไซน์" เลยนะนี่ที่อันดับการแข่งขันขึ้นอยู่กับการจัดงานเอ็กซ์โปๆ เคยเข้าใจว่าขึ้นอยู่กับการลงทุนวิจัยเสียอีก...
       
       ... แรกทีเดียว รมว.วุฒิพงศ์ ก็บอกว่า อพวช. จะเน้นแค่ตัวเลขคนมาเที่ยวชมไม่ได้ ต้องวัดความรู้คนเที่ยวด้วยว่าได้อะไรกลับไป ร้อนถึง "ผอ.พิชัย" ต้องชี้แจงว่าเป็นเรื่องยากที่ทำ แต่วิธีที่ดีก็คือประเมินกระบวนการถ่ายทอดความรู้ซึ่งได้มาจากการระดมความคิดของผู้เชี่ยวชาญว่าได้ทำตามนั้นครบถ้วนหรือไม่ จะเป็นไปได้ง่ายกว่า แต่จบจากนั้นยังไม่เท่าไหร่ก็แนะผู้บริหารตึกลูกเต๋าว่าให้สร้างอาคารรองรับผู้เข้าอบรมได้มากๆ เหอ เอาไงแน่เจ้าค่ะท่านขา ∞
 
 
       ∞ วันถัดมา "ทั่นโก้" มีคิวเดินสายเยี่ยมหน่วยงานที่เลื่อนมาจากบ่ายวันก่อน "มาตรวิทยา" ตอน 9 นาฬิกาเหมือนเดิม แต่กำหนดการใหม่ล่าสุดที่กว่านักข่าวและพีอาร์กระทรวงจะรู้ก็ปาเข้าไป 2 ทุ่มฝ่าๆ ...ก็แหม รุ่งขึ้นตรงกับวันที่ "28 ก.พ." พอดิบพอดีกับที่ "นายใหญ่" เหยียบสุวรรณภูมิตอน 9.45 น. ที่เป็นเหตุให้ "ทั่นโก้" ต้องเลื่อนเวลาเยือนเทคโนธานีออกไปอีก 2 ชั่วโมง...
       
       ...ถึงมาตรวิทยาก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี และคงไม่อยากให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ "รมว.โก้" เลยของยืมนโยบาย "ชิมไปบ่นไป" ของ "ทั่นหมัก" มาใช้ชั่วคราว แต่ก่อนจะเข้าเรื่อง "เจ้ากระทรวงวิทย์" เปรยๆ ทำนองว่า "ทำไมนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งถึงกลับเข้าประเทศไม่ได้ทั้งที่ไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย" แถมบอกต่อว่า "ต้องทำให้ต่างชาติเห็นว่าเราเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง"...แหะๆ หนูไซน์ว่าคนได้ยินคงรู้สึก "ขำขื่น" กันไม่มากก็น้อยแหละ ∞
       
       ∞ นี่ก็ฟังแล้ว "อึ้ง+ทึ่ง+เสียว" พอกัน ก็ท่าน รมว.โก้ เล่นเอ่ยออกมาหลังจากฟัง "ทั่น ดร.สมพร จองคำ" ผอ.สทน. และ "ทั่นเชาวน์ รอดทองคำ" เลขาธิการ ปส. บรรยายสรรพคุณ "พลังงานนิวเคลียร์+โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" เมื่อครั้งไปเยี่ยม "ปส." ว่า "เคยเรียนวิทย์มาบ้างก็พอจะรู้ว่าวิทย์มีประโยชน์แต่ไม่รู้ว่าจะมากมายขนาดนี้" เลยนโยบายกระฉูดให้ ปส. ผุดสื่อสร้างความเข้าใจ "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" ออกสื่อ TV ให้ประชาชีได้เห็นกันถ้วนทั่ว เพื่อเตรียมพร้อมมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของไทยในอนาคตตามรอยพี่ยุ่นที่ล้ำหน้าไปแล้วหลายโรงหลังจากโดนระเบิดปรมาณูไปแล้ว 2 ลูก อย่างที่ทั่นวุฒิพงศ์ว่า ...
       
       ...แต่ไม่ว่าผลสอบ "ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์" จะออกหัว - ออกก้อย ดูเหมือนทั่นวุฒิพงศ์ จะไม่สนแล้ว เพราะมีแต่เงินๆๆๆๆ และก็ "เงิน" มากองอยู่ตรงหน้า ล่าสุดก็ออกใบสั่ง สทน.ไปเตรียมการศูนย์องครักษ์ "เอพิโฉด"...อุ๊บส์ ไม่ใช่ ต้อง "เอพิโซด 2" มาเขย่าใจชาวองครักษ์กันอีกรอบกับมาตรฐานการทำงานแบบพี่ไทย แถมรัฐมนตรีวิทย์ยังแอบเนียนข้ามกระทรวงรอบที่เท่าไหร่ซักจำไม่ได้ สั่ง สทน.เตรียมศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปด้วยซะเลย ∞
 
       ∞ ข้ามมาที่ "สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ" บ้างที่ดูเหมือนจะเกรงรัฐบาล "ตุ๋ย" ไม่ยอมรับช่วงงานรัฐบาล "ขิง" เลยจัดหาทางหยอด "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" 4,000 เมกะวัตต์ให้ท่าน "นายกหมัก" ตัดสินสิ้นเรื่องสิ้นราว แต่เหตุไฉนน้ำหนักเอียงกะเทเร่ นึกว่า "เอกชน" มาโฆษณาด้วยตัวเอง จนคนมาร่วมฟังแอบเคลิ้มหยิบโบร์ชัวร์โปรโมทกลับบ้านเป็นกองพะเนิน...
       
       ... "หุหุ" จะไปว่าอะไรท่านได้ แต่ขอแอบสะกิดนิดเดียว เพราะท่าน "ดร.วิจิตร บุณยะโหตระ" เล่นออกมาบอกกันแบบโต้งๆ ชนิดตั้งตัวไม่อยู่ "ตอนนี้สภาที่ปรึกษาเองก็ยังมีความเห็นแตกเป็น 2 ทาง" กระนั้นก็ยังแอบเปรยทำนอง "ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่แล้วว่ามันดี" ก็เลยอด "สงกะสัย" ไม่ได้ว่า มี "ธง" ในใจอยู่แล้ว...แล้วจะสัมมนากันทำ (แพะ) อะไรหนอ...หรือว่ามีหน้าที่คอยเกลี้ยกล่อม "เกี๊ยะเซียะ" เป็นปุโรหิตในหนังจักรๆ วงศ์ๆ ซะงั้น ∞
       
       ∞ ส่วนนี่ก็เงียบหายไปนาน ผลตรวจ "ข้าวโพดพิษณุโลก" ก็ยังไม่แจ่มชัดว่าจะเป็น "จีเอ็มโอ" กับเขาด้วยหรือเปล่า? แวะเวียนมาพบกันโดยบังเอิญ "วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ" หัวเรือใหญ่ไบโอไทยแอบป้องปากกระซิบ "เร็วๆ นี้มีข่าวใหญ่แน่นอน" ก็เอ๊ะผลตรวจจะเป็นอย่างไร? หรือว่า...อุ๊บส์...ไม่พูดดีกว่า พี่วิฑูรย์แกขอแถลงข่าวดังตูมเดียวไปเลย...แต่ก็มีข้อแม้ ต้องรอให้กระแส "เวลคัมโฮม...ทักกี้" จางไปซะก่อน ไม่งั้นโดนกลบซะหมดชัวร์ ∞
       
       ∞ แหม เสาร์นี้มีเรื่องเม้าท์มากมายไปหน่อย แต่ก็อย่าเพิ่งเบื่อหนูไซน์ไปซะก่อนนะเจ้าคะ ถ้าใครอยากร่วมด้วยช่วยเม้าท์ก็เว้ามาได้ที่ scigossip@gmail.com เหมือนเดิมเจ้าค่า ส่วนหนูไซน์ต้องขอบ๊ายบายแต่เพียงเท่านี้ สวัสดีเจ้าค่า ∞

บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #123 เมื่อ: มีนาคม 03, 2008, 12:25:35 AM »


ยูคาลิปตัส (ภาพจาก naturalresources.nsw.gov.au)

หวั่นปลูก “ยูคา” มากเกิน กระทบพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 2 มีนาคม 2551 13:50 น.
 

ตัวแทนเกษตรกรหวั่นชาวบ้านทุ่งกุลาฯ หันปลูกยูคามากเกิน ทำให้พื้นที่ข้าวหอมมะลิ–ข้าวทนเค็มกว่า 30 พันธุ์ในธรรมชาติได้รับผลกระทบ ส่วนเกษตรกรทนแล้งไม่ไหวหันไปทำอาชีพอื่นส่งผลวิถีชุมชนล่มสลาย ด้านเกษตรยั่งยืนแปดริ้วยันปลูกยูคาได้ไม่คุ้มเสีย แต่ไม่มีทางเลือก กลัวที่ดิน สปก.ถูกยึด ขณะที่ “วุฒิพงศ์” เจ้าไอเดียชิ่งชี้แจง ไปหาหมอซ่อมคาง
       
       ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการปลูก "ยูคา" กำลังเข้มข้น เมื่อวันที่ 29 ก.พ.51 ที่ผ่านมาคณะทำงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จัดสัมมนาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวกับฐานความหลากหลายทางชีวภาพ กรณี "ยูคาลิปตัส" ขึ้นเพื่อระดมความคิดเห็นเสนอต่อรัฐบาล
       
       นางสุมณฑา เหล่าชัย ชาวนา จ.ร้อยเอ็ด และสมาชิกคณะทำงานวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวในการรับฟังปัญหาและผลกระทบจากภาคประชาชนในช่วงเช้าว่า หลังจากกรมป่าไม้ได้ส่งเสริมเกษตรกรปลูกยูคาเพื่อเสริมรายได้ใน จ.ร้อยเอ็ด เมื่อกว่า 10 ปีก่อน ขณะนี้ได้ส่งผลให้พื้นที่ปลูกข้าวของ จ.ร้อยเอ็ด ลดลงอย่างมาก
       
       ทั้งนี้ จ.ร้อยเอ็ด ถือเป็นพื้นที่รักษาพันธุ์ข้าวธรรมชาติทนดินเค็มไว้กว่า 30 สายพันธุ์ตามระดับความสูงของพื้นที่ที่ลดหลั่นกัน โดยเฉพาะการเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นผลผลิตสำคัญของทุ่งกุลาร้องไห้ โดยการปลูกยูคาจำนวนมากทำให้พื้นที่ปลูกข้าวเหล่านี้ได้รับความเสียหาย
       
       เหตุผลเพราะเกษตรกรต่างหันไปปลูกยูคาที่มีรายได้ดีกว่าตามนโยบายภาครัฐ ประกอบกับแรงจูงใจของภาคเอกชนที่พร้อมเข้าเช่าพื้นที่ปลูกหรือให้โควตารับซื้อผลผลิต ทำให้ชาวนา จ.ร้อยเอ็ด ที่เคยมีรายได้จากการขายข้าวเป็นกอบเป็นกำจนส่งลูกหลานเรียนสูงๆ ได้มากกว่าจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสานไม่สามารถปลูกข้าวได้พอกินในครัวเรือน ซึ่งเห็นได้ชัดในชาวนาที่มีพื้นที่ปลูกข้าวน้อยกว่า 50 ไร่
       
       นอกจากนั้น ยูคาลิปตัสยังเป็นพืชที่กินน้ำมาก นางสุมณฑา กล่าวว่า ทำให้แหล่งน้ำตามธรรมชาติตื้นเขินและเหือดแห้งจนเกษตรกรในทุ่งกุลาร้องไห้ที่เคยอุดมไปด้วยปลาต้องซื้อปลากิน อีกทั้งยังไม่สามารถใช้พื้นที่เลี้ยงวัวเป็นรายได้ยามผลผลิตข้าวไม่ดีเหมือนในอดีต

 
     
ต้นยูคาที่ให้กลิ่นแบบเมนทอลแต่สำหรับเกษตรกรแล้วต้นไม้ชนิดนี้คือ "ต้นไม้ผีดิบ" ที่ดูดเอาความชุ่มชื้นเพื่อนำไปเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

      ทว่า การหวนกลับมาปลูกพืชอื่นอีกครั้งก็เป็นไปได้ยากเพราะต้องฟื้นฟูที่ดินมาก โดยเฉพาะการกำจัดรากยูคาที่ต้องจ้างรถแบ็คโครมากำจัดทีเดียว
       
       “เมื่อชาวบ้านเพาะปลูกอะไรไม่ได้ ก็ต้องหันไปทำอาชีพอื่น เข้าเมืองทำอาชีพรับจ้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชุมชนก็ล่มสลาย พิธีกรรมและวัฒนธรรมที่เคยสืบต่อมาจากบรรพบุรุษก็พลอยสูญสลายไปด้วย ยิ่งปัจจุบันที่ภาครัฐเร่งให้ปลูกอีกครั้งก็น่าเป็นห่วงไม่รู้คนกลุ่มนี้จะแก้ปัญหาของตัวเองได้อย่างไร” สมาชิกคณะทำงานวิทยาศาสตร์ฯ กล่าว
       
       ส่วนนางวาสนา เสนาวงค์ ตัวแทนกลุ่มเกษตรยั่งยืนภาคกลาง จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงผลกระทบจากการปลูกยูคาใน 2 ฝั่งของคลองระบมซึ่งเชื่อม จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.สระแก้ว อันเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานกระดาษยักษ์ใหญ่ว่า ภายในเวลาเพียง 10 ปีของการส่งเสริมยูคา พื้นที่ดังกล่าวก็ถูกเปลี่ยนเป็นสวนยูคาทั้งหมด
       
       ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือน้ำซับตามธรรมชาติได้เหือดแห้งไปหลังการปลูกยูคาเพียง 5 ปี และผลผลิตข้าวในพื้นที่ลดลงไปถึงกว่า 50% ทว่าเกษตรกรที่คัดค้านยูคาก็มีน้อยมากไม่ถึงหนึ่งในล้านคน เพราะภาครัฐและเอกชนต่างโฆษณาชวนเชื่อถึงผลดีมาโดยตลอด
       
       “เราเห็นอย่างนี้แล้วก็รู้สึกว่าไม่อยากได้แล้วแบบนี้ แม้แต่หญ้ายังปลูกไม่ค่อยขึ้นเลย ได้ไม่คุ้มเสีย แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร อย่างเร็วๆ นี้ ภาครัฐมาบอกว่าต้องใช้พื้นที่ให้มีคุณค่าไม่อย่างนั้นจะยึดพื้นที่ สปก.(พื้นที่ทำกินที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแจกจ่ายแก่เกษตรกร) คืน ชาวนาไม่มีทุนทำอะไร ง่ายสุดก็ปล่อยให้นายทุนเข้ามาเช่าพื้นที่ปลูกยูคา ไร่ละ 500 บาท 3 ปีบ้างหรือ 8 ปีบ้างก็แล้วแต่ตกลง” นางวาสนากล่าว
       
       อย่างไรก็ดี สำหรับการสัมมนาภาคบ่ายซึ่งนายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ผู้จุดกระแสยูคาขึ้นมาเป็นประเด็นได้แสดงความจำนงเข้าร่วมชี้แจงด้วยตัวเอง แต่ก็ขอยกเลิกการเข้าร่วมสัมมนาอย่างกะทันหัน โดยให้เหตุผลว่าต้องไปพบแพทย์เพื่อรักษาบาดแผลผ่าตัดที่คางจากอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งกลับมาอักเสบอีกครั้ง.
บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
หน้า: 1 ... 3 4 [5]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!