เว็บบอร์ด Taladhoon.com
ตุลาคม 22, 2014, 06:58:54 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: อยากรวยด้วยหุ้น สมัครเรียนหนทางรวยจริงด้วยตัวเอง(ไม่ง้อใคร)ในตลาดหุ้นโดยคุณกีรติ ลักษมีกีรติกุลและแขกรับเชิญ ช.โชติวงศ์(8 พ.ย.57)สำรองที่นั่งด่วนที่บริษัท ไอ อาร์ เอสฯโทร 02-6507930-1 http://www.taladhoon.com/taladhoon/board/index.php?topic=14414.0
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9   ลงล่าง
  พิมพ์  
| | ผู้เขียน หัวข้อ: รู้ไหมคะว่า...(แสนรู้)  (อ่าน 99748 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #150 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:32:54 PM »



ไอยราปาร์ค แดนดินถิ่นช้าง



18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 09:30:00

ไอยรา ปาร์ค โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท:นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางสู่ภาคเหนือ มักจะเลยผ่านจังหวัดอุทัยธานี ทั้งๆ ที่เมืองนี้มีหลายสีสันที่คิดไม่ถึง โดยเฉพาะโรงแรมขนาดใหญ่ระดับ 5 ดาว ที่เลือกลงทุนก่อสร้างโดยใช้งบสูงลิบลิ่วกว่า 2,500 ล้านบาท นั่นคือ โรงแรม ไอยรา ปาร์ค โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : คำตอบที่ได้รับถึงเหตุผลของการตัดสินใจลงทุนที่นี่ เนื่องจากทางเจ้าของมองว่าจังหวัดอุทัยธานีมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ครบทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ จุดขายทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย หรือแม้แต่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อย่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งที่โด่งดังอย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักการผจญภัย และที่นี่คือแหล่งมรดกโลก 1 ใน 5 แห่งของไทย

ไอยรา ปาร์ค สร้างบนเนื้อที่ 600 ไร่ ถูกออกแบบให้หรูหรา สวยงาม ยิ่งใหญ่อลังการ รวบรวมศิลปวัฒนธรรมทั่วทุกภาคของประเทศไทยไว้ รวมไปถึงศิลปะแบบขอมและเขมร ภายหลังจากได้สำรวจสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยและทั่วโลก เพื่อที่จะนำมาประยุกต์ในการตกแต่ง โดยมีห้องพักแบบดีลักซ์และสวีท จำนวน 400 ห้อง และห้องพักในสไตล์วิลล่าและรีสอร์ทอีก 27 หลัง

ขับรถเพลินๆ เพียง 2 ชั่วโมงเศษๆ จากกรุงเทพฯ ก็จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติหลายรูปแบบ พร้อมทำกิจกรรมที่ท้าทาย เช่น ขี่ม้า ขี่ช้าง ตีกอล์ฟในสนามไอยรา กอล์ฟ คอร์ส 18 หลุม ว่ายน้ำในสระขนาดใหญ่ หรือปล่อยเด็กๆ ไปเล่นในห้องเครื่องเล่นสำหรับเด็ก

ส่วนคลับเฮ้าส์ของที่นี่เรียกว่าครบเครื่อง นอกจากส่วนบริการกอล์ฟแล้ว ยังมีสนามเทนนิส บาสเกตบอล วอลเลย์บอล สควอช สเกตบอร์ด ให้เลือกออกกำลังในแบบที่คุณชื่นชอบ หรือจะเดินเล่นก็มีสนามหญ้ากว้างขวาง ชนิดเดินกันไม่ทั่วทีเดียว

หากอยากผ่อนคลาย สามารถเลือกแพ็คเกจสปาหลากหลายได้จาก สบาย สปา ก่อนจะไปดินเนอร์มื้อค่ำที่ห้องอาหารไทยหรู ตกแต่งด้วยศิลปกรรมทางเหนือที่ห้องอาหารคุ้มบุญ แล้วจบท้ายวันกันที่ไชโยไนต์ คลับ แอนด์ คาราโอเกะ ที่มีทั้งห้องคาราโอเกะ และส่วนของไนต์คลับที่มีแบนด์ให้สนุกสนานยามค่ำคืน

โรงแรมไอยรา ปาร์ค ยังมีห้องประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดขายของที่นี่ในการรองรับกลุ่มลูกค้าคอร์ปอเรท ที่บริษัทต่างๆ มักเลือกหาโรงแรมที่พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก นับเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่ช่วยเติมเต็มจำนวนห้องพักในวันธรรมดาที่มีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก

นอกจากสถาปัตยกรรมขอมที่เห็นโดยทั่วไปแล้ว ในหลายมุมของโรงแรมจะเห็นรูปปั้นช้างจำนวนมาก มาจากดินแดนถิ่นอุทัยธานีในอดีตที่ผ่านมาหลายร้อยปี ถิ่นนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างป่า บริเวณหลังโรงแรมได้ชื่อว่า คลองท่าช้าง ซึ่งเกิดจากโขลงช้างบริเวณนี้ได้เดินไปกินน้ำที่แม่น้ำเจ้าพระยา จนกระทั่งกลายเป็นคลองจนทุกวันนี้

นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นโขลงช้าง 38 ตัว โดยความนัยที่แฝงอยู่ในช้างโขลงนี้ คือความผูกพัน ความรัก ความเอื้ออาทร ต่อกันและกัน หรือช้างไม้แกะสลักคู่บุญ 'พฤกษกุญชร' และ 'คชวิสา' ที่จะนำพาโชคลาภ วาสนา ความเจริญรุ่งเรืองมาสู่โรงแรม

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โรงแรมยังเปิดตัวการแสดงสำหรับนักท่องเที่ยวที่จองเป็นหมู่คณะ โดยใช้ชื่อการแสดงว่า 'Thai Cultural Show' เป็นการแสดงเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทยพื้นบ้าน และแสงสีเสียงต่างๆ

หากลูกค้าอยากจัด Theme Party ด้วยการชมขบวนแห่โตก ล้านนา รำกลองยาวงานบวช รำกลองยาวงานแต่ง หรือประเพณีวัฒนธรรมของภาคใดก็สามารถสอบถามได้

ไม่ไกลจากโรงแรมนักยังมีทัวร์ชมแม่น้ำสะแกกรัง แหล่งชาวแพที่อาศัยมาแต่โบราณ หรือท่องเที่ยวที่วัดท่าซุง ชม 'วิหารแก้ว' ที่เสาแต่ละต้นถูกประดับประดาไปด้วยกระจก มีโคมเจียระไนขนาดใหญ่เกือบร้อยโคม และที่นี่เคยเป็นที่จำพรรษาของพระมหาวีระถาวาโร หรือ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

สนใจพักไอยราปาร์คสอบถามข้อมูลได้ที่โทร.0-2259-6511, 0-5651-6333 หรือ www.iyarapark.con

...........

สาธิตา
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #151 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2008, 07:57:42 PM »



อีก 40 ปีมนุษย์จะมีเซ็กส์กับหุ่นยนต์     Shocked

ตุ๊กตายางที่ไร้ชีวิตชีวาจะหมดความหมายไปพลัน เมื่อหุ่นยนต์ที่สามารถรุกรับได้เหมือนคนวางจำหน่ายในตลาด เห็นทีความสัมพันธ์หวานซึ้งระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์คงไม่ได้เป็นแค่นิยายวิทยาศาสตร์เสียแล้ว

นักวิจัยคาดว่า อีก 5 ปีหุ่นยนต์สนองตัณหาทางเพศจะมีวางตลาด และอีก 40 ปีข้างหน้า หุ่นยนต์จะไม่ได้เป็นเพียงคู่ขาที่ไร้ชีวิตชีวาอีกต่อไป แต่มันจะบอกรักคุณเหมือนที่คนรักบอกกัน

เดวิด เลวี เจ้าของผลงานหนังสือ รัก และเซ็กส์ กับหุ่นยนต์ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพีระหว่างเข้าร่วมประชุมนานาชาติที่มหาวิทยาลัยมาสทริชต์ว่า เขามีความเชื่อว่า ความรักระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์เกิดขึ้นจริงในอีก 40 ปีข้างหน้า

เมื่อถึงวันนั้น หุ่นยนต์จะมีสามัญสำนึก บุคคลิกเฉพาะตัวและมีอารมณ์

คุณสามารถคุยกับเขา และเขายังยิงมุขตลกให้คุณขำกลิ้งได้ด้วยนะ เขาจะบอกกับคุณว่า **ฉันรักเธอ** เหมือนที่มนุษย์บอกกัน และไม่ได้พูดออกมาจากปาก แต่ออกมาจากใจจริง เลวี ให้สัมภาษณ์

เขาคาดว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าหุ่นยนต์บำเรอตัณหาจะมีวางจำหน่ายในตลาด เป็นเหมือนตุ๊กตายางที่ยกระดับให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น มันจะมีเซ็นเซอร์ติดตั้งบริเวณจุดยุทธศาสตร์ และโปรแกรมเสียงสังเคราะห์ที่พร้อมจะส่งเสียงเร้าอารมณ์ เมื่อจุดสยิวถูกสัมผัสอย่างแผ่วเบา

แต่การพัฒนาหุ่นยนต์ให้เป็นคู่ชีวิตอย่างแท้จริงคงต้องใช้เวลานานกว่านั้น เนื่องจากนักหุ่นยนต์ศาสตร์ต้องพัฒนาระบบสนทนาให้ฉลาดกว่านี้ และเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับวิชาการหุ่นยนต์

นักวิทยาศาสตร์หลายสถาบันกำลังพัฒนาระบบบุคลิกเทียม อารมณ์ และจิตใจเสมือนจริง และหุ่นยนต์บางตัวมีรูปลักษณ์เหมือนคนจริงมาก

ความสัมพันธ์ถึงขั้นรักใคร่ มันเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก คนจะรักกันได้มันมีปัจจัยสำคัญหลายอย่างเกี่ยวข้อง และที่ยากที่สุดคือ การพูดคุยกันรู้เรื่อง เลวี กล่าว

คุณต้องการหุ่นยนต์ที่ยอมคุยในเรื่องที่คุณสนใจ คุณต้องการคู่ชีวิตที่สนใจคล้ายกับคุณ และรู้จักพูดเอาใจ และมีอารมณ์ขันทำให้คุณหัวเราะ

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาระบบสนทนาระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หากจะสร้างหุ่นยนต์ที่มนุษย์ตกหลุมรักได้ วิทยาการสาขานี้ยังพัฒนาล้าหลังด้านอีกมาก

แต่ผมแน่ใจว่า มันจะเกิดขึ้นใน 40 ปี หรือเร็วกว่านั้น คุณจะได้เห็นหุ่นยนต์คู่ชีวิตที่คุณมีความสุขเมื่อได้คุยด้วย เหมือนกับคุยกับคนจริง ผมมั่นใจมากว่าต้องเป็นจริง เลวี กล่าว

 อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของเลวีก่อให้เกิดการตั้งคำถามในเชิงจริยธรรม และความสัมพันธ์

ไดลัน อีแวนส์ นักวิชาการชาวอังกฤษชี้ว่า การมีความสัมพันธ์รูปแบบใดก็ตามกับหุ่นยนต์มันมีปมขัดแย้งอยู่ในตัว เนื่องจากสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับความรักคือ ความรักอย่างบริสุทธิ์ใจ

หุ่นยนต์ไม่มีทางเลือก และปฏิเสธคุณไม่ได้เหมือนกัน แล้วมันก็จะน่าเบื่อมาก ลองนึกภาพดูเอาเองว่า ถ้ามนุษย์ทำทารุณกับคู่ชีวิตที่ป้องกันตัวเองไม่ได้จะเป็นอย่างไร แน่นอนว่า ผู้ผลิตอาจพัฒนาหุ่นยนต์ให้สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ และปฏิเสธความต้องการของมนุษย์ แต่มันคงขายได้ยากเต็มที อีแวนส์ กล่าว

แต่เลวีไม่ยอมแพ้ในประเด็นนี้ เขายังมั่นใจว่าถ้ามีหุ่นยนต์ที่เป็นคู่ชีวิตออกมาจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมหลายด้าน

ลองนึกถึงคนนับล้านที่ไม่มีใครอยู่เคียงข้างดูซิ พวกเขาอาจจะอาย หรือเก็บกดทางเพศ มีปัญหาจิตใจ พวกเขาอาจมีปัญหาบุคลิกส่วนตัว หรืออาจหน้าตาน่าเกลียด...

ยังมีคนอีกเป็นล้านที่ไม่สามารถมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ได้เหมือนคนอื่น สำหรับพวกเขาแล้ว ไม่มีทางเลือกอะไรให้เลย พวกเขาไม่สามารถเลือกได้ว่า ฉันจะมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ หรือหุ่นยนต์ดีนะ แต่ทางเลือกของเขามีแค่ จะไม่มีความสัมพันธ์กับใครเลย หรือจะเลือกมีความสัมพันธ์กับหุ่นยนต์ดี


ขอบคุณ : กรุงเทพธุรกิจ
 
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #152 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2008, 08:21:47 PM »



เปลี่ยนห้องน้ำแคบๆ ให้ดูโปร่ง โล่ง สบาย

เรื่อง อินทรชัย พาณิชกุล

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านขนาดเล็ก ห้องแถว ทาวน์เฮาส์ หรือแม้แต่บนคอนโดมิเนียม คงจะเบื่อๆ เซ็งๆ ไม่น้อย ทุกครั้งที่เข้าไปทำธุระส่วนตัวภายในห้องน้ำ
 
นั่นเป็นเพราะพื้นที่จำกัดของห้องน้ำแสนจะคับแคบ ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดใจเหลือประมาณ แทนที่จะเข้าไปปลดทุกข์ และชำระล้างร่างกายให้สดใสสะอาด แต่กลับต้องเข้าไปนั่งจ่อมจมอยู่กับความเครียดในที่แคบๆ เหมือนกับนักโทษขังเดี่ยวก็ไม่ปาน

ใครก็ตามที่รู้สึกเช่นนี้อยู่บ่อยๆ ก็สมควรแก่เวลาแล้วที่เราจะต้องมาจัดระเบียบเสียใหม่ ที่ไม่ต้องถึงกับย้ายที่พำนักเพียงเพราะมีพื้นที่ในห้องน้ำไม่เป็นใจ

เริ่มต้นแก้ไขด้วยเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการตกแต่งห้องน้ำเล็กๆ แคบๆ ให้ดูกว้างขึ้น แถมยังสามารถใช้สอยพื้นที่ที่มีอยู่จำกัดได้อย่างคุ้มค่า ที่สำคัญยังสร้างความรู้สึกที่ปลอดโปร่ง โล่ง สบายดั่งใจต้องการอีกด้วยนะครับ


ลงมือกันเลย...


**จัดวางพื้นที่อย่างชาญฉลาด

ในบ้านหลังเล็กอย่างทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียม อาจเหลือพื้นที่ห้องน้ำเพียง 2.25-2.50 ตารางเมตร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความชำนาญในการจัดวางอย่างฉลาดและประหยัดเนื้อที่ เพื่อให้ดูมีมิติความกว้างยาวที่มากขึ้น ทั้งยังอาจจะเหลือพื้นที่ไว้ใช้สอยประโยชน์ได้อีก

1.ความสูงของห้องน้ำ สำหรับเพดาน ความสูงในเกณฑ์มาตรฐานควรจะอยู่ที่ประมาณ 2.2-2.4 เมตร เพราะถ้าสูงเกินไป ก็ยิ่งทำให้ห้องดูเล็กและแคบลงไปอีก

2.ผนังและพื้น ให้เลือกชนิดที่มีผิวเคลือบมันวาว นอกจากจะทำความสะอาดง่ายแล้ว ยังช่วยให้เกิดการสะท้อนของแสงสว่างได้ดีอีกด้วย นอกจากนี้การเพิ่มกระจกเงาบานใหญ่ตกแต่งผนังเหนืออ่างล้างมือ ก็จะสามารถขยายความใหญ่โตของห้องได้ดีทีเดียว

3.เลือกสุขภัณฑ์ที่มีขนาดพอดี การเลือกซื้อสุขภัณฑ์ให้เหมาะกับห้องน้ำเล็ก พยายามเลือกใช้สุขภัณฑ์แบบที่ไม่กินเนื้อที่ แต่อย่าใช้ขนาดเล็กจนเกินมาตรฐาน ขนาดความกว้างยาวของสุขภัณฑ์ที่เหมาะสมแก่การใช้งาน จะช่วยให้คุณตัดสินใจซื้อสุขภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น

ควรหลีกเลี่ยงสุขภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่ และควรเลือกใช้ฝักบัวแบบติดผนังแทนอ่างอาบน้ำ ใช้ชักโครกแบบฟลัชแทนแบบแทงก์ และใช้อ่างล้างมือแบบลอยตัวขนาดเล็กแทนเคาน์เตอร์

*พื้นที่สำหรับอ่างอาบน้ำความกว้างน้อยที่สุดเริ่มตั้งแต่ 75 เซนติเมตร ยาวเริ่มที่ 1.7 เมตร

*พื้นที่สำหรับฝักบัวยืนอาบไม่ควรเล็กว่า 0.90 x 0.90 เมตร

*ขนาดของถาดอาบน้ำสำเร็จรูปไม่ควรเล็กกว่า 0.90 x 0.90 เมตร

*พื้นที่ติดตั้งชักโครกไม่ควรกว้างน้อยกว่า 0.85 เมตร

4.จัดวางตู้เก็บของ หากสามารถเก็บไว้นอกห้องน้ำก็จะดีที่สุด แต่ถ้ามีความจำเป็น ควรทำเป็นเคาน์เตอร์ใต้อ่างล้างมือ หรือทำเป็นตู้ลอยเล็กๆ ติดผนังด้านที่มีกระจกก็ช่วยได้เช่นกัน

5.ประตู ส่วนประตูเปิดเข้า-ออกที่เหมาะกับห้องน้ำขนาดเล็ก น่าจะเป็นประตูแบบบานเลื่อน เพราะจะประหยัดพื้นที่ได้มากกว่าประตูเปิดเข้า-ออก และไม่ทำให้เกิดอุบัติเหตุคนข้างในเปิดประตูฟาดหน้าผู้ที่อยู่หน้าห้องได้

อย่าลืมว่าหลักสำคัญที่สุดในการจัดวางสิ่งต่างๆ ภายในห้องน้ำเล็กๆ ก็คือ ต้องใช้พื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด


**แบ่งพื้นที่ส่วนเปียกและส่วนแห้ง

การแบ่งพื้นที่ส่วนเปียกและส่วนแห้งให้ชัดเจน จะทำให้วางแผนการตกแต่งห้องน้ำนั้นทำได้ง่ายขึ้น

ส่วนเปียกก็คือส่วนที่ไม่ค่อยมีของตกแต่ง เป็นพื้นที่สำหรับอาบน้ำ ส่วนแห้งก็จะเป็นที่เก็บข้าวของต่างๆ ซึ่งควรแบ่งทั้งสองพื้นที่นี้ด้วยม่านพลาสติกเก๋ๆ หรือไม่ก็กระจกใสแบบอัดแรง (Temper) ที่มีความปลอดภัยในการใช้งานมาเป็นฉากกั้นพื้นที่ เพื่อป้องกันน้ำกระเด็นไหลออกมาจนเจิ่งนองเลอะเทอะ

ในส่วนของพื้นที่อาบน้ำ ควรติดตั้งกระเบื้องแบบกันน้ำ หรือกันลื่น และหากบริเวณนั้นมีหน้าต่างก็หลีกเลี่ยงการใช้หน้าต่างไม้

สำหรับพื้น อาจเลือกวัสดุหลายๆ ชนิดผสมผสานกัน เช่น ปูกระเบื้องในส่วนเปียก และปูด้วยไม้ในส่วนนอกที่แห้งที่สุดก็ได้

พื้นที่เก็บของ ก็ต้องแยกต่างหากสำหรับของที่ใช้บ่อยๆ เช่น สบู่ ผ้าเช็ดตัว โลชัน ฯลฯ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน หลีกเลี่ยงการตั้งตู้ไม้บริเวณที่อาบน้ำฝักบัว ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ไม้ต่างๆ ควรติดตั้งไว้ใกล้ประตูเข้า-ออก หรือเก็บซ่อนไว้ใต้เคาน์เตอร์ใต้อ่างล้างหน้า

สวิตช์ไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ (ถ้ามี) หลีกเลี่ยงการติดตั้งสวิตช์ไฟใกล้ที่เปียก และควรใช้บริการจากช่างไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้งอุปกรณ์ทุกครั้ง

**เลือกโทนสี-เพิ่มแสงสว่าง

การเลือกโทนสีภายในห้องน้ำและการวางตำแหน่งแสงสว่างที่ดี จะช่วยให้ห้องน้ำเล็กๆ ดูสะอาดและสบายตามากยิ่งขึ้น ถ้าเป็นไปได้ควรจะมีหน้าต่างๆ ไว้เพื่อรับแสงสว่างจากธรรมชาติ หรือไม่ก็ใช้หลอดไฟที่มีปริมาณแสงเพียงพอ

สีขาวและสีครีม เป็นสียอดนิยมที่เหมาะกับห้องน้ำขนาดเล็ก เริ่มตั้งแต่ควรใช้ฝ้าเพดานสีขาว เพราะจะทำให้ห้องสว่างขึ้น หรืออาจจะเพิ่มไฟอีกดวงบนเพดาน เพื่อลดความรู้สึกอึดอัดคับแคบลง

ถ้าเป็นไปได้ พื้น ผนัง และสุขภัณฑ์ก็ไม่ควรเลือกใช้โทนสีที่แตกต่างกันหรือตัดกันอย่างรุนแรง ควรเลือกโทนสีที่มีความสว่างเหมือนกัน ดูแล้วกลมกลืนกัน ซึ่งหากเป็นสีเดียวกันได้ยิ่งดี อย่าให้โดดออกมาแข่งกันเป็นใช้ได้ เพราะนอกจากจะทำให้รู้สึกไม่ผ่อนคลายแล้ว โทนสีจัดจ้านอาจจะให้เกิดความรู้สึกว่าห้องน้ำแคบลงไปอีก

สาระเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดนี้ น่าจะช่วยทำให้ห้องน้ำเล็กๆ ที่แสนคับแคบ ดูโปร่งโล่งสบายมากขึ้น รวมทั้งยังสามารถคลายความอึดอัดที่เคยมีอยู่ให้หายไปได้ในพริบตา
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #153 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2008, 01:13:18 PM »



20 มิถุนายน พ.ศ. 2551 07:49:00

  ดอดสูบนอกบ้านใช่ว่าปลอดภัย

:พ่อแม่ที่เปรี้ยวปากอยากสูบบุหรี่ แต่กลัวลูกจะได้รับอันตรายจนต้องหนีมาสูบนอกบ้าน ไม่ใช่ทางออกที่ดี


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :  นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเคอร์เทน ออสเตรเลียชี้ ถึงจะออกไปสูบข้างนอก ไม่ใช่ทางออกที่ดี หลังตรวจพบอณูนิโคตินกระจายอยู่ทั่วบ้าน

 ดร.คราสซิ รัมเชฟ หัวหน้าทีมวิจัยเผยว่า ทีมวิจัยเข้าไปวัดปริมาณนิโคตินและอณูต่างๆ ที่เล็กพอจะเข้าสู่ทางเดินหายใจในบ้าน 92 หลังที่มีเด็กอายุระหว่าง 4-9 ปีตลอด 24 ชั่วโมงโดยมีเพียง 4% จาก 39 หลังผู้ใหญ่สูบบุหรี่ในบ้าน ขณะที่ 96% สูบบุหรี่นอกบ้านด้วยหวังลดอันตรายแก่เด็ก

 ผลการวิเคราะห์พบว่า แม้จะมีปริมาณนิโคตินน้อยกว่าบ้านที่สูบบุหรี่ในบ้าน  แต่บ้านที่สูบบุหรี่ข้างนอก พบปริมาณยาสูบมากพอทำให้นักสูบมือสองอย่างเด็กในบ้านได้รับอันตราย

 "ผลจากงานวิจัยชี้ชัดว่า การออกไปสูบบุหรี่ข้างนอกไม่ได้ช่วยป้องกันลูกจากควันร้าย เพราะสารพิษในบุหรี่จะหลงเหลืออยู่ในลมหายใจ และติดเข้ามาก่อนจะกระจายตัวไปติดผม ติดตัว หรือฟุ้งไปจับเสื้อผ้า รอเวลาเข้าสู่ทางเดินหายใจของคนในบ้าน โดยเฉพาะเด็ก" หัวหน้าทีมวิจัยจากออสเตรเลียกล่าว

 เด็กที่ได้รับสารนิโคตินจากคนในครอบครัวที่สูบบุหรี่ทั้งในและนอกบ้านเสี่ยงมากกว่าที่จะเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงโรคหอบหืด ไอ หวัด เมื่อเทียบกับเด็กที่อยู่ในบ้านไร้นิโคติน ที่ไม่มีอาการผิดปกติเลย

 ครึ่งหนึ่งของเด็กในบ้านที่อยู่ในโครงการวิจัยมีอาการเจ็บป่วยของระบบทางเดินหายใจไม่ว่าจะเป็นหอบหืด หายใจลำบาก น้อยลงกว่าเดิม ในขณะที่ 42% ของเด็กกลุ่มดังกล่าวมีอาการรุนแรงขึ้น โดยมีอาการน้ำมูกไหล ไอ เพิ่มเข้ามา

 อาการน้ำมูกไหล ไอ ที่เพิ่มเข้ามานี้ ทีมวิจัยพบว่า เป็นอาการที่เกิดขึ้นจากระดับนิโคตินที่เด็กได้รับในระดับสูงขึ้น แม้จะใช้เครื่องปรับอากาศหรือเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น


"วิธีป้องกันไม่ให้สารเหล่านี้ทำร้ายเด็กที่เป็นลูกหลานของคุณ คือ การหยุดสูบบุหรี่อย่างถาวร" นักวิจัยแนะนำ
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #154 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2008, 01:51:52 PM »




ดีไซน์ดีช่วยได้..ลดใช้พลังงาน

:การเป็นบ้านประหยัดพลังงาน ต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบ ไอเดียที่สถาปนิกแทรกเข้าไปกับบ้าน ทั้งเรื่องการเลือกใช้วัสดุ การออกแบบดูทิศทางลม

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : 

          ปัญหาวิกฤตพลังงานและภาวะโลกร้อนกำลังเป็นกระแสร้อนที่สังคมมีความตื่นตัวกันค่อนข้างมาก และไม่ว่าโจทย์ของเจ้าของบ้าน จะชอบผนังอิฐ ชอบบ้านชั้นเดี่ยว หรือบ้านสองชั้น และชอบบ้านสบายๆ การเป็นบ้านประหยัดพลังงาน นั้นจะต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบ ไอเดียที่สถาปนิกแทรกเข้าไปกับบ้าน ทั้งเรื่องการเลือกใช้วัสดุ การออกแบบดูทิศทางลม

          จะว่าไปแล้ว อาคารหรือบ้านประหยัดพลังงานไม่จำเป็นต้องมีสไตล์ที่สลับซับซ้อน ใช้วัสดุอะไรที่ไฮเทค แต่หากคำนึงถึงวิถีธรรมชาติที่เกิดขึ้น และสภาพแวดล้อม ก็น่าจะทำให้การใช้ชีวิตในบ้านที่ไร้เครื่องปรับอากาศได้อย่างมีความสุข

          เริ่มต้นตั้งแต่การวางแปลนบ้าน ที่จะประหยัดพลังงาน ต้องวางทิศทางให้ลมเข้าทางด้านทิศใต้หรือทิศเหนือ ต้องมีทางลมพัดผ่านได้ตลอดแนวบ้าน และผ่านได้ทุกห้อง แต่ทว่า ด้วยเพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน ที่ลมไม่

แรงนัก

          ดังนั้น การจะทำให้เกิดลมพัดเข้าไปในบ้านได้ อาจใช้หลักความกดดันอากาศเป็นตัวล่อ

          การติดตั้งฉนวนกันความร้อน เป็นอีกวิธีในการลดความร้อนจากหลังคา โดยใช้ปล่องระบายอากาศเปิดสูงกว่าหลังคา เป็นอีกทางออกด้วยโดยในปล่องด้านบน อาจใช้วัสดุกักความร้อน เพื่อให้อากาศข้างบนมีความร้อน

มากกว่าปกติ ตามธรรมชาติอากาศร้อนจะลอยตัวสูงขึ้นไปข้างบน จึงมีช่องว่างทำให้อากาศด้านล่างจากภายนอก ซึ่งเย็นกว่าจะพัดเข้าไปในช่องว่าง วิธีการนี้จะรู้สึกว่าลมพัดเข้าบ้าน เป็นหลักง่ายๆ

          การดีไซน์บ้าน ให้ได้ฟังก์ชั่นครบและประหยัดพลังงาน  ไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงจากเมืองนอก แต่สถาปนิก รวมถึงผู้ประกอบการเจ้าของโครงการต้องคิดโจทย์มากกว่าการออกแบบทั่วไป และไม่มีสูตรสำเร็จ

ตายตัว หลายครั้ง ต้องแก้โจทย์ตามสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็น ความชอบของเจ้าของในกรณีที่สร้างบ้านตามออร์เดอร์  ดูความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมการแข่งขันของตลาดในพื้นที่นั้นๆประกอบ

ด้วย

          "หัวใจ "สำคัญก็คือ ทำให้คนรู้จักใช้ธรรมชาติอย่างถูกต้อง ประหยัดพลังงานของโลก และช่วยประหยัดเงินให้เจ้าของบ้าน

         ------------------------------ 

เคล็ดไม่ลับ..บ้านร่มเย็น-อยู่สบาย

 
          1.วางแปลนบ้านให้ถูกทิศทางที่ลมพัดผ่านเข้าออกได้สะดวก ลมพัดเข้าทางทิศเหนือหรือใต้ และควรเปิด

ช่องให้ลมพัดออกเพื่อระบายอากาศ

          2.เลือกวัสดุกรุผนังที่เป็นฉนวนกันความร้อน เช่น หินเทียม และควรใช้สีอ่อน หากกรุผนังสองชั้นเว้นช่อง

อากาศไว้จะเป็นฉนวนกันร้อนได้ดี

          3.หลังคาควรออกแบบให้สามารถระบายความร้อนได้เร็วขึ้น หรือใช้วิธีเปิดช่องระบายอากาศที่ช่องหลังคา

ก็ได้ หรือไม่ก็ใช้ฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา     4.ปรับสภาพแวดล้อมรอบบ้านทำให้บ้านเย็นลง จัดสวนปลูก

หญ้าเพื่อดูดซับความชื้นในดินมาเก็บไว้ หรือปลูกไม้เลื้อยและไม้ใหญ่ช่วยกรองแสง

          5.หากพอมีพื้นที่เหลือ ควรสร้างบ่อน้ำหรือสระน้ำในทิศทางที่ลมผ่านทิศเหนือ-ใต้ ลมจะช่วยพัดละอองน้ำ

เข้ามา แต่ควรเปิดทางระบายอากาศไว้ด้วย
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #155 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2008, 01:59:14 PM »



อะไร...ซ่อนอยู่ในตับ

:โรคที่เกิดกับตับ นอกจากการดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ยังมีอีกหลายสาเหตุ ที่สำคัญ.. บางคนไม่รู้ตัว

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เมื่อ 20 ปีที่แล้ว หากใครได้รับการถ่ายเลือดไม่ว่ากรณีใดก็ตาม อาจต้องตรวจเช็คร่างกายว่า มีไวรัสซีซ่อนอยู่ในร่างกายหรือไม่ หรือคนที่อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป อาจต้องตรวจเช็คว่า มีไวรัสบีอยู่ในร่างกายหรือไม่ 

เมื่อ 45 ที่แล้วในช่วงปี พ.ศ. 2506 วงการแพทย์ไทยเพิ่งรู้จักไวรัสตับอักเสบบี และปี 2532 ได้เริ่มรู้จักไวรัสตับอักเสบซี ดังนั้นใครก็ตามที่ได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือดหรือน้ำเหลืองก่อนปี 2532 ก็มีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสซีโดยไม่รู้ตัว

แต่ปัจจุบัน เลือดที่บริจาคในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ปลอดจากเชื้อไวรัสซี

ส่วนใหญ่แล้วคนไทยไม่ทราบว่า ตัวเองมีเชื้อไวรัสบีหรือซี กระทั่งป่วยมาโรงพยาบาล ตอนนั้นก็พบว่า อาการอยู่ในขั้นตับแข็งหรือมะเร็งตับแล้ว 

ส่วนไวรัสตับอักเสบบี แม้วงการแพทย์จะได้รับรู้ข้อมูลก่อนไวรัสซี และมีวัคซีนฉีดป้องกัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ต่างจากไวรัสตับอักเสบซี ยังไม่อาจคิดค้นวัคซีนป้องกันเชื้อได้ เพราะวงการแพทย์ยังไม่รู้ตำแหน่งของไวรัสซีที่จะนำมาทำวัคซีน 

แม้จะเป็นเรื่องดีที่ไวรัสตับอักเสบบี มีวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้ แต่ก็ยังมีปัญหา เนื่องจากเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เพิ่งมีการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสบีให้กับเด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทย ดังนั้นคนที่อายุตั้งแต่ 14-15 ปีขึ้นไป จึงไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสบี 

ปัจจุบันมีคนไทยติดเชื้อไวรัสบีประมาณ 4-5 ล้านคน และเด็กไทยมีไวรัสบีเหลืออยู่ประมาณ 1 % ซึ่งไวรัสบีทำให้เกิดโรคตับได้ ตั้งแต่ตับอักเสบแบบเฉียบพลัน ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งและมะเร็งตับปฐมภูมิ   

จากสถิติวงการแพทย์พบว่า คนไทยติดเชื้อไวรัสบีและซีประมาณ 1 ใน 12-13 คน หรือร้อยละ 8-9 คน  

ถ้าไม่รู้ว่า ในร่างกายมีเชื้อไวรัสบีหรือซีหรือไม่ ก็ต้องไปตรวจเช็คเลือด หากได้ทราบว่ามีไวรัสร้ายแฝงตัวอยู่ในตับ ก็จะรักษาได้ง่ายกว่าระยะที่เป็นตับอักเสบเรื้อรังหรือตับแข็งแล้ว หากไม่ตรวจเช็คจะไม่มีทางรู้ได้ว่า มีไวรัสร้าย เนื่องจากโรคที่เกี่ยวกับตับจะไม่มีอาการใดๆ ส่องให้ว่า ร่างกายผิดปกติ 

อาการตับอักเสบระยะแรกแบบเฉียบพลันเป็นระยะที่ไม่แสดงอาการ พบว่า 8 ใน 10 คนที่เป็นตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสซี จะเกิดอาการตับอักเสบเรื้อรังแบบค่อยเป็นค่อยไป และไม่ค่อยมีอาการชัดเจนให้เห็น จนวันเวลาผ่านไป 10-30 ปีก็เข้าสู่ระยะตับแข็งระยะต้น และอีก 10 ปีต่อมาก็เป็นระยะท้ายของตับแข็ง จากการติดตามผลของแพทย์พบว่า คนที่อยู่ในขั้นตับแข็งระยะสุดท้าย ประมาณ 3 คนใน 100 คนมีโอกาสเป็นมะเร็งตับ


เรื่องตับ...ต้องรู้

โรคร้ายที่เกิดขึ้นกับตับ และไวรัสที่แฝงตัวในตับ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะรักษาตัวอย่างไร คงต้องทำความเข้าใจเรื่องการทำงานของตับก่อน ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายอยู่ใต้ชายซี่โครง

นอกจากจะมีหน้าที่สะสมอาหารต่างๆ ที่ผ่านมาทางลำไส้แล้ว ยังมีหน้าที่เปลี่ยนสารอาหารจากลำไส้เป็นสารที่เหมาะสม เพื่อเก็บไว้ใช้หรือส่งออกไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย และยังปรับเปลี่ยนสารต่างๆ ทั้งยา แอลกอฮอล์ สารที่เป็นพิษต่อร่างกายให้เป็นสารไม่เป็นอันตราย โดยส่งผ่านออกทางท่อน้ำดี 

ถ้าจะไล่เลียงขั้นตอนของโรคที่เกิดจากตับ ขั้นแรกเริ่มจากตับอักเสบเฉียบพลัน จากนั้นผันเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งระยะต้นและระยะท้าย และในที่สุดเป็นมะเร็งตับ ดังนั้นตับแข็งไม่ใช่โรคเดียวกับมะเร็งตับอย่างที่หลายคนเข้าใจ

“สาเหตุมะเร็งตับ ไม่ใช่แค่ไวรัสซี อะไรก็ได้ที่เริ่มจากการทำให้ตับอักเสบเรื้อรัง เมื่อโรคดำเนินมาถึงระยะตับแข็งหรือใกล้ๆ ตับแข็งก็อาจเป็นตัวให้กำเนิดมะเร็งได้  โดยเฉพาะคนดื่มสุรามาก ผู้ติดเชื้อไวรัสซีและบี จะทำให้ตับมีปัญหา ส่วนคนที่มีไวรัสบีค้างอยู่ในร่างกายนานๆ อาจเข้าไปกระตุ้นสารที่ผิดปกติ ก่อเกิดมะเร็งได้เช่นกัน” ผศ.นพ.ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ อาจารย์สาขาวิชาโรคทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเลขาธิการศูนย์โรคตับและปลูกถ่ายตับ โรงพยาบาลจุฬาฯ  กล่าว

โรคตับอักเสบที่เกิดจากไวรัสมีทั้งไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี อีและไวรัสที่ไม่ทราบชนิด ระยะแรกจะไม่มีอาการ ถ้ามีอาการก็น้อยมากแล้วหายเอง  แต่บางคนก็มีอาการค่อนข้างมาก และยังมีไวรัสที่ติดเชื้อในหลายระบบของร่างกาย มีทั้งเชื้อไวรัสอีบีวี ซีเอ็มวี และเชื้อไวรัสไข้เลือดออก (เด็งกี่ไวรัส) เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไข้ไทฟอยด์ 

ตับอักเสบเพราะดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ทราบดี และยังมีอีกหลายกรณี ทั้งยา สารอาหาร และสารพิษต่างๆ ที่ถูกขับออกจากตับ บางอย่างเกิดเป็นพิษกับตับ อย่างยาแก้อักเสบจำพวกแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อ ยาพาราเซตามอลที่ทานเกินสิบห้าเม็ดต่อวัน ยาปฏิชีวนะ ยาลดไขมันในเลือด ยารักษาวัณโรคบางชนิด และยาสมุนไพรบางชนิดพวกกระชายดำ บอระเพ็ด 

ข้อสำคัญก็คือ ไม่อาจคาดเดาได้ว่า ยาสมุนไพรหรืออาหารชนิดใดจะเกิดปัญหากับตับ เพราะตับของแต่ละคนมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเหล่านี้ไม่เหมือนกัน 

นอกจากนี้ยังมีกรณีโรคภูมิต้านทานของตัวเองทำลายตับ หรือตับขาดเลือด รวมถึงกรณีธาตุทองแดงหรือธาตุเหล็กสะสมในตับมาก แม้กระทั่งโรคไขมันในตับสำหรับคนที่มีน้ำหนักเกิน คนอ้วนหรือคนเป็นเบาหวาน ก็มีผลทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งตามมาได้ ซึ่งเมื่อก่อนเข้าใจว่าไขมันในตับไม่มีอันตราย แต่ระบบร่างกายเกี่ยวพันกันแบบองค์รวม

"ไม่อาจเจาะจงได้ว่า คนที่เป็นมะเร็งตับมาจากการติดเชื้อไวรัสซี ในเบื้องต้นใครก็ตามที่ดื่มเหล้ามากๆ หรือมีเชื้อไวรัสบีและซี  ถ้าไม่รักษาก็มีโอกาสพัฒนาไปสู่ระยะตับแข็งได้ ส่วนคนอ้วนน้ำหนักเกินหรือเบาหวาน ก็มีความเสี่ยงในการเป็นโรคไขมันในตับ แม้จะเสี่ยงไม่เท่าไวรัสซีและบี แต่ก็มีโอกาสเป็นมะเร็งตับ" คุณหมอปิยะวัฒน์ เล่าให้ฟังและเชื่อมโยงต่อว่า

ห้าปีที่ผ่านมาพบว่า ไขมันในตับไม่ปลอดภัย แพทย์พบว่า คนไข้บางส่วนมีอาการตับแข็งหรือเป็นมะเร็งตับโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังพอสรุปได้ว่า คนที่มีไขมันในตับจำนวนมากเป็นเวลานาน โรคจะดำเนินไปสู่ตับแข็งหรือมะเร็งตับได้

แม้จะบอกว่า คนที่เป็นไขมันในเลือดและไขมันในตับคนละเรื่องกัน แต่มีความเกี่ยวโยงกันจนกลายเป็นเรื่องเดียวกันได้ คนอ้วนหรือผู้ป่วยเบาหวาน หากมีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ก็อาจจะเกี่ยวโยงทำให้เกิดการอักเสบในตับ และการใช้ยาลดไขมันในเลือด ก็ใช่ว่าจะทำให้อาการไขมันในตับหายได้


พิษภัยไวรัสตับอักเสบซี

หลายคนน่าจะเข้าใจดีว่า ไวรัสซีติดต่อได้จากการรับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือดที่ไม่ได้คัดกรองในอดีต ดังนั้นคนที่ติดเชื้อจากการรับเลือดเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ก็จะเริ่มแสดงอาการตอนอายุประมาณ 50-60 ปี

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ในการติดเชื้อยังมีทั้งการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน การสักตามร่างกาย โกนผม ทำฟัน มีเพศสัมพันธ์กับคนติดเชื้อไวรัสซีจะมีโอกาสติดเชื้อแค่ 2-4 % และยังมีกรณีลูกที่คลอดจากแม่ที่มีเชื้อไวรัส ก็มีโอกาสติดเชื้อ แต่ไม่มากนัก แต่ไวรัสซี ไม่ติดต่อทางการหายใจ พูดคุย ไอ จาม และทานอาหารร่วมกัน กอดจูบ สัมผัสร่างกาย 

ตามสถิติพบว่า มีผู้ติดเชื้อไวรัสซีประมาณ 2 % ของประชากรไทย เพราะไวรัสชนิดนี้มีขนาดเล็กมากประมาณ 40-60 นาโนเมตร (เป็นหน่วยที่เล็กกว่ามิลลิเมตรหลายพันเท่า) แค่เลือด 1 ซีซีก็มีไวรัสเป็นล้านๆ ตัว ดังนั้นถ้ามีเชื้อไวรัสซีแทรกอยู่ในเม็ดเลือดแค่นิดเดียว ผู้ได้รับเลือดก็มีโอกาสติดเชื้อได้

ในปี 2534 แพทย์สามารถรักษาโรคตับจากเชื้อไวรัสซีให้หายได้เพียง 6% ปัจจุบันสามารถรักษาให้หายขาดได้ 80 % แม้จะรักษาให้หายขาดได้ แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงมาก คนยากจนหรือคนชั้นกลางถ้าไม่มีเงินจำนวนมาก ก็เข้ารับการรักษาได้ยาก เพราะค่าใช้จ่ายตกปีละห้าแสนบาท แต่การรักษาโรคก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่ได้รับเชื้อ 

ส่วนการรักษาจะหายหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับหลายเหตุปัจจัย ถ้าอยู่ในระยะตับแข็งแล้ว ก็อยู่ในขั้นเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

“ถ้าคุณติดเชื้อไวรัสซี แล้วอยู่ในช่วงอาการตับอักเสบเรื้อรัง คุณต้องเตรียมเงินเตรียมใจให้พร้อมแล้ว” วิเชียร ส่งอากรณ์รัตน์ นักธุรกิจวัย 58 ปี ผู้ติดเชื้อไวรัสซี และมีอาการตับแข็งระยะต้น ซึ่งจัดว่าขั้นอันตราย เล่าถึงอาการป่วย

ช่วงแรกๆ ที่วิเชียรป่วย เขาคิดว่ามาจากสาเหตุการดื่มสุรามาก แต่เมื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง เมื่อปี 2547 เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนตะโพกและเข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้ง เมื่อผลตรวจเลือดออกมา เข ตกใจมาก เพราะไม่คิดว่า ตัวเองจะมีเชื้อไวรัสซี  ตอนนั้นเขารู้แค่ป่วยเป็นตับแข็ง เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีอาการใดๆ ปรากฏให้เห็น และเมื่อย้อนความทรงจำ เขาบอกว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้วเคยผ่าตัดรับเลือด

ส่วน พรรณราย ทิพย์สุข พยาบาลวัย 44 ปี ในช่วงแรกๆ ที่ทำอาชีพพยาบาล เธอเคยถูกเข็มตำและได้รับเชื้อจากผู้ป่วยในโรงพยาบาลโดยไม่รู้ตัว และไม่มีอาการใดๆ จนเมื่อตรวจเลือด แอนตี้เอชซีวี (AntiHCV) ปรากฏว่าเป็นบวก ทั้งๆ ที่มีอาการตับอักเสบตั้งแต่ปี 2543 แต่ตรวจพบเมื่อปี 2547 

ขณะที่ สมชาย ละไมทวี นักธุรกิจวัย 44 ปี บอกว่า เมื่อปี 2548 มีอาการไข้ก็เลยมาโรงพยาบาล จนอัลตราซาวด์ตรวจพบว่า เป็นตับแข็งระยะสุดท้ายจากเชื้อไวรัสซี


โอกาสหายต้องดูสายพันธุ์

ถ้าติดเชื้อไวรัสซีระดับไหนถึงจะรักษาหายขาด เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิต้านทานในร่างกาย และต้องตรวจเช็คว่ามีจำนวนไวรัสเท่าไหร่ และสายพันธุ์ใด เพราะแต่ละสายพันธุ์มีอันตรายแตกต่างกัน 

ก่อนอื่นต้องตรวจเลือดดูแอนตี้เอชซีวี (AntiHCV) คือภูมิต้านทานต่อไวรัสซี แต่ไม่ได้แปลว่ามีภูมิต่อต้านไวรัสซี ถ้าผลออกมาบวก แสดงว่า เคยมีเชื้อหรือกำลังติดเชื้อไวรัสซี ราคาตรวจโรงพยาบาลจุฬาฯ ประมาณ 300 บาท 

ถ้าจะตรวจว่ามีเชื้ออยู่หรือไม่ ต้องตรวจเลือด HCV RNA ด้วยวิธี RT-PCR ค่าตรวจ 1,700 บาท ถ้าผลออกมาบวก แสดงว่ามีเชื้อ หากจะตรวจต่อไปว่า มีจำนวนเชื้อเท่าไร ต้องตรวจเลือด HCV Viral load  ค่าตรวจ 2,500 บาท ถ้าจะตรวจลงลึกไปอีกว่า เป็นไวรัสซีสายพันธุ์ใด ต้องตรวจ HCV genotype ค่าตรวจ 4,000 บาท 

คุณหมอปิยะวัฒน์ เล่าถึงสายพันธุ์ไวรัสซีที่พบมากในเมืองไทยว่า ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ 1 ,2 และ 3  ถ้าเป็นสายพันธุ์ 1 จะรักษายาก มีโอกาสหายแค่ 50% ใช้เวลารักษาหนึ่งปี ส่วนสายพันธุ์ 2 และ 3 มีโอกาสหายประมาณ 70-80 % ใช้เวลารักษาหกเดือน และมีสายพันธุ์ 4 หรือ 6 พบในเมืองไทยพบน้อยมาก 

“ไม่ว่าจะติดไวรัสซีสายพันธุ์อะไรก็ตาม ถ้ามารักษาในระยะที่อาการหนักมากคือ ตับแข็งแล้ว โอกาสหายจะลดลง แต่ถ้ายังไม่เข้าสู่ระยะตับแข็งก็มีโอกาสหายมากขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกกรณี”

คุณหมอยกตัวอย่างกรณีพรรณราย อยู่ในระยะตับอักเสบเรื้อรัง เธอติดเชื้อไวรัสซีสายพันธุ์ 3 ต้องใช้เวลารักษาหกเดือน และมีโอกาสหายประมาณ 90 % ต่างจากกรณีวิเชียรอยู่ในขั้นตับแข็งระยะต้น ทั้งๆ ที่เขาคิดว่า อยู่ในระยะตับอักเสบเรื้อรัง และเป็นสายพันธุ์ 1 ซึ่งรักษายาก ส่วนสมชาย ละไมทวี อยู่ในขั้นตับแข็งระยะสุดท้ายและมีอาการติดเชื้อในช่องท้อง เป็นไข้ นอกจากนี้ยังมีอาการทางสมอง เพราะตับทำลายของเสียไม่ได้ เนื่องจากของเสียจากลำไส้ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและเข้าสู่สมอง 

"ปัญหาคือ คนที่ติดไวรัสสายพันธุ์หนึ่ง แม้จะรักษาตั้งแต่แรก โอกาสหายก็ไม่เยอะ แต่ผมก็รอว่าจะมีการคิดค้นยาชนิดใหม่อาจจะ 5-10 ปีข้างหน้า และต้องรู้ว่า การให้ยาจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ"

พรรณราย เล่าให้ฟังว่า พอรู้ว่าเมื่ออาการตับอักเสบเรื้อรัง ก็เข้ารับการรักษาฉีดยาสัปดาห์ละหนึ่งเข็มเป็นเวลาหกเดือน เดือนที่สองมีภาวะไทรอยด์แทรกซ้อน ส่วนเดือนที่ 5 ผมร่วง หลังจากให้ยาครบก็มีอาการลมพิษ ทานอาหารไม่ค่อยได้ สักระยะก็ดีขึ้น เมื่อทานยาแก้แพ้ 

ส่วนวิเชียร บอกว่า ผมร่วงบ้างแต่ไม่มาก ยาที่ใช้ฉีดเข็มละ 12,000 บาท ต้องเตรียมใจกับผลข้างเคียงด้วย ครอบครัวต้องคอยเป็นกำลังใจ บางครั้งเกิดอาการหงุดหงิด   

กรณีของพรรณรายสามารถรักษาให้หายได้ ส่วนวิเชียรแม้จะเข้ารับการรักษา 1 ปีแล้ว แต่ไวรัสกลับมาอีก เพราะเขาติดเชื้อสายพันธุ์ 1 ส่วนสมชายอยู่ในขั้นตับแข็งระยะสุดท้าย ซึ่งยากจะเยียวยาแล้ว

หากถามว่า คนกลุ่มไหนพอจะมีเงินเข้าการรักษาได้บ้าง คุณหมอบอกว่า กลุ่มข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ และบุคคลที่มีเงินพอเข้ารับการรักษา ส่วนพนักงานในระบบประกันสังคมหรือระบบประกันสุขภาพแห่งชาติไม่สามารถเบิกจ่ายค่ารักษาได้ ยกเว้นกรณี คนไข้อาการหนัก อาจทำจดหมายขอจากหน่วยงานประกันสังคม 

"คนที่ไม่มีทางรักษาอย่างน้อยๆ ต้องตรวจเลือดว่า ติดเชื้อหรือไม่ อาการอยู่ในขั้นไหน ไม่ใช่ว่า คนเป็นโรคตับทุกคนจะเป็นมะเร็งตับ คนจำนวนหนึ่งตลอดชีวิตไม่เป็นอะไรเลย และคนที่เป็นตับแข็งระยะต้น อาจเสียชีวิต เพราะโรคหัวใจหรือโรคอะไรก็ได้ หรืออาจจะอายุยืน เพราะประเทศเรายังไม่มีสวัสดิการด้านโรคที่เกิดกับตับ สิ่งที่ผมทำได้คือ ถ้าคนไข้ได้รับการเจาะตับตรวจแล้ว ผมพอจะบอกได้ว่า คนไข้ควรรักษาหรือไม่ ถ้ามีเงินแล้วมีเชื้ออยู่ในตัว ก็ควรรักษา"

อีกอย่างที่คุณหมอพยายามย้ำก็คือ ตับแข็งไม่ใช่มะเร็งตับ แต่เมื่อเป็นนานๆ อาจเกิดภาวะมะเร็งตับได้


วิธีสังเกตอาการโรคตับ 

สำหรับคนที่เป็นตับเรื้อรังจนถึงตับแข็ง ผู้ชายให้ลองดูเต้านมตัวเองว่า โตผิดปกติหรือไม่ บางครั้งโตไม่เท่ากัน มีอาการเจ็บบริเวณเต้านม และสามารถสังเกตที่ฝ่ามือได้อีก ถ้าอุ้งนิ้วมือทั้งสองข้างมีสีแดงกว่าปกติ และส่วนกลางฝ่ามือออกซีดๆ 

ส่วนบริเวณผิวหน้าอกส่วนบน ต้นแขน หัวไหล่ แผ่นหลังส่วนบนและสะบักหลัง ถ้ามีผื่นแดงมีขาเป็นเส้นแยกจากจุดตรงกลาง ขนาดเล็กจนถึงสองเซนติเมตร ต่อไปให้ลองใช้นิ้วกดตรงกลาง ถ้าเป็นผื่นโรคตับ สีแดงของเลือดจะจางลง พอปล่อยนิ้วมือสีแดงจะวิ่งกลับมาใหม่ ผืนแบบนี้เรียกผื่นแมงมุม


เรื่อง : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #156 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2008, 02:11:28 PM »


ปวดที่ขา แต่ชาถึงหัวใจ

คนที่มีความจำเป็นต้องยืนเป็นเวลานาน และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างเช่นแพทย์ ตำรวจ ครูอาจารย์ หรือแม้แต่พนักงานห้างสรรพสินค้า ก็ล้วนมีโอกาสเสี่ยงเป็นเส้นเลือดขอดทั้งนั้น

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หญิงสาวมักกังวลว่า ถ้ายืนนานจะมีเส้นเลือดขอดขึ้นมาบทบังความสวยงามของเรียวขา แต่แพทย์บอกว่า ไม่ใช่แค่ไม่สวยเท่านั้น เส้นเลือดขอดยังเป็นมัจจุราชเงียบที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ 

ขนาดคุณหมอผ่าตัดเองยันขยาดกับเจ้าอาการเลือดขอด เพราะต้องยืนผ่าตัดคนไข้ยาวนานถึง 7 ชั่วโมง บางครั้งเส้นเลือดขอดอาจแวะมาถามหาได้

นพ.กิติพันธ์ วิสุทธารมณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ บอกว่า เส้นเลือดของเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเส้นเลือดดำ ทำให้ผนังเส้นเลือดดำหย่อนตัว เกิดได้กับเส้นดำที่อยู่ตื้น ขนาด 4-5 มิลลิเมตร บริเวณปลายเท้าและขาหนีบ รวมถึงเส้นเลือดดำขนาด 10-15 มิลลิเมตร ที่อยู่ลึกจนมองไม่เห็น

หน้าที่หลักของเส้นเลือดดำคือรับเลือดจากเส้นเลือดแดงที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ ส่งกลับเข้าสู่หัวใจ หากเกิดความผิดปกติกับเส้นเลือดดำ ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายจะทำงานได้ไม่สมบูรณ์ และส่งผลต่อโรคหัวใจได้เช่นกัน

ความผิดปกติของเส้นเลือดดำบริเวณขา เกิดจากการยืนเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไหลเวียนจากเส้นเลือดดำกลับเข้าสู่หัวใจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ขณะเดียวกันการนั่งเป็นเวลานาน ก็เป็นสาเหตุทำให้เส้นเลือดขอดเช่นกัน

“คนที่มีความจำเป็นต้องยืนเป็นเวลานาน และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างเช่นแพทย์ ตำรวจ ครูอาจารย์ หรือแม้แต่พนักงานห้างสรรพสินค้า ก็ล้วนมีโอกาสเสี่ยงเป็นเส้นเลือดขอดทั้งนั้น” คุณหมอกล่าว

สำหรับวิธีป้องกันเส้นเลือดขอดที่ทำได้ง่ายคือ ไม่นั่งเป็นเวลานาน เกิด 2 ชั่วโมง ควรเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ลุกเดิน หรือเคลื่อนไหวร่างกายก่อนที่จะกลับมานั่งอีกครั้ง แต่หากจำเป็นต้องยืนเป็นเวลานานให้ใส่ถุงน่อง หรือถุงเท้าที่รัดบริเวณต้นขาพอสมควร ช่วยให้เส้นเลือดบีบตัวและไหลเวียนได้ดีขึ้น

สำหรับคุณหมอโรคหัวใจแล้ว ทุกครั้งที่ผ่าตัดจะต้องใส่ถุงเท้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขอดของเส้นเลือดดำ เนื่องจากหากเป็นโรคหัวใจ แพทย์จะเลือกใช้เส้นเลือดดำบริเวณขามาทำบายพาสให้กับหัวใจ ปัจจุบันคนไข้ส่วนใหญ่มักมีอาการเส้นเลือดขอดบริเวณขา ทำให้ต้องเปลี่ยนจากเส้นเลือดดำที่ขามาเป็นเส้นเลือดดำในบริเวณอื่นแทน

อาการของเส้นเลือดขอดระยะแรกสังเกตได้จากเส้นเลือดขอดเป็นจุดคล้ายตัวหนอนสีเขียวอมม่วง ช้ำ ปรากฏบริเวณต้นขาหรือน่อง โดยจะค่อยๆ เปลี่ยนสี จากนั้นจะเริ่มปูดและขยายวงกว้างขึ้น ในรายที่เส้นเลือดขอดรุนแรง จะพบรอยกระจุกตัวหนอนขึ้นลุกลามบริเวณขา ซึ่งยากต่อการรักษา

“ส่วนใหญ่คนที่มาพบแพทย์เพื่อรักษาอาการเส้นเลือดขอด จะมาเพราะความกังวลในเรื่องความสวยงาม โดยเฉพาะหญิงวัยทำงาน อายุเฉลี่ย 30-40 ปี รวมถึงหญิงในวัยตั้งครรภ์ ซึ่งอยู่ในช่วงขยายตัวของมดลูก ไปกดเส้นเลือดดำทำให้เลือดไหลเวียนได้ยากกว่าคนปกติ” คุณหมอกล่าว

 สำหรับการรักษาเส้นเลือดขอดที่ได้ผลดีที่สุด หรือหายขาดนั้น จะต้องรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้การรักษาทำได้ง่ายขึ้น อาทิ การยิงเลเซอร์สลายเส้นเลือดขอด ซึ่งทำได้รวดเร็ว ไม่เจ็บ การทำบัลลูนเพื่อขยายหลอดเลือด รวมถึงการใช้เครื่องมือวัดความแข็งตัวของหลอดเลือด หรือ ABI เข้ามาช่วยแพทย์วินิจฉัย ซึ่งทำให้การรักษาทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแต่ก่อนต้องทำผ่าตัดเอาเส้นเลือดขอดออก เพียงอย่างเดียว

คุณหมอบอกว่า จากสถิติผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่ศูนย์หลอดเลือด โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาพบว่ามีแนวโน้มผู้ป่วยโรคเส้นเลือดขอดเพิ่มขึ้น มากกว่าผู้ป่วยโรคเส้นเลือดแดงตีบถึง 2 ต่อ 1 ดังนั้นสำหรับคนที่เริ่มมีอาการปวดขา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการปวด ว่าเกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือด กล้ามเนื้อ หรือกระดูกแตกกันแน่

อาการปวดเมื่อยจากความผิดปกติของเส้นเลือด ไม่แตกต่างจากอาการเจ็บขา ปวด จากความผิดปกติจากกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น แต่มีอันตรายถึงชีวิต เช่น หากเส้นเลือดขอดบริเวณขาทำให้ไม่มีเลือดไหลเวียนไปที่เท้า อาจถึงกับต้องตัดเท้า และหากไม่มีเลือดไหลเวียนกลับไปที่หัวใจ หัวใจอาจถึงกับหยุดเต้นได้ในทันที

อาการเส้นเลือดขอดเกิดขึ้นได้ทั้ง บริเวณขา หลัง และเชิงกราน ทุกส่วนมีโอกาสก่อให้เกิดลิ่มเลือด ไหลเข้าสู่หัวใจ หากลิ่มเลือดนั้นมีบริเวณเพียงถ้วยชา สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือการอุดตันของลิ่มเลือดบริเวณปอด ซึ่งอยู่ติดกับหัวใจด้านขวา แต่หากลิ่มเลือดปริมาณมากไหลทะลักเข้าสู่หัวใจ จะทำให้หัวใจไม่สามารถบีบตัวได้ตามปกติ และหยุดเต้นในที่สุด

“ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คนยังไม่เข้าใจโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดมากนัก แต่ปัจจุบันเริ่มหันมาศึกษา และเข้าใจโรคหลอดเลือด รู้จักป้องกันตัวเองจากคลอเลสเตอรอล ตลอดจนปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมมากขึ้น เช่นควบคุมน้ำหนัก และไม่สูบบุหรี่” คุณหมอกล่าว

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #157 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2008, 02:18:29 PM »


'ล้างมือ' วิธีดูแลสุขภาพที่แสนธรรมดา


:เชื้อโรคมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เราอาจติดเชื้อได้ง่ายๆ หากไม่รู้จักป้องกันดูแลสุขภาพ ลองใช้วิธีการง่ายๆ และคนส่วนใหญ่มักจะละเลยก็คือ การล้างมือ แค่ก่อนอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ก็ช่วยให้คุณปลอดโรคได้

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เวลาพูดถึงการดูแลสุขภาพ คนเรามักนึกถึงเรื่องที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ถ้าเป็นเรื่องอาหารก็เป็นเรื่องที่ต้องสรรหาและปรุงแต่งอย่างไม่ธรรมดา ถ้าจะพักผ่อนก็ต้องตะลอนหาบรรยากาศดีๆ แต่คนเรามักจะละเลยสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ อย่างการ 'ล้างมือ'

บางครั้งเมื่อละเลยแล้ว ก็สามารถเป็นต้นเหตุให้เกิดความเจ็บป่วยขึ้นได้ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

การ 'ล้างมือ' เป็นการดูแลสุขภาพแบบง่ายที่สุดและเรียกได้ว่าราคาถูกที่สุดก็ว่าได้

"จะคอยเตือนลูกตลอดให้เขาล้างมือก่อนทานอาหาร เขาก็ทำจนเป็นนิสัยประจำอยู่แล้ว มีบางครั้งที่หิวหน้ามืดตาลายจริงๆ วิ่งมาจะหยิบขนมเข้าปาก หากตอนนั้นเขาเล่นอยู่ในบ้านก็จะปล่อยนะ แต่ถ้าไปเล่นข้างนอกมา ก็จะไม่ยอม ต้องให้ไปล้างมือก่อน" จุฑารัตน์ ถือซื่อ เล่าถึง 'นโม' ลูกสาววัย 6 ขวบของเธอที่ไม่เคยเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อใดๆ แม้กระทั่งท้องเสียเล็กๆ น้อยๆ

ตั้งแต่ปีที่แล้วมา เรามักได้ยินข่าวเรื่องโรคระบาดพวกปากมือเท้าเปื่อยในเด็กนักเรียนอย่างอนุบาลหรือป.1- ป.2 ทางโรงเรียนต่างๆ จึงมีหนังสือเวียนถึงผู้ปกครองอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวการระบาดของโรค ไม่ว่าจะในเมืองไทยหรือต่างประเทศ ผู้ปกครองจึงเตรียมกระติกน้ำดื่มและของใช้ส่วนตัวของเด็กๆ มาเอง ดูแลเอาใจใส่ให้เด็กล้างมือก่อนทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ

การดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการล้างมือ บางครั้งก็เป็นเรื่องง่ายดาย จนทำคนมองข้าม แม้จะเห็นความจำเป็นแล้วก็ตาม

"อ่านเจอจากนิตยสารบ่อยๆ เขาบอกว่าบนแป้นคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์เชื้อโรคเยอะกว่าในห้องน้ำเสียอีก  สิ่งที่ทำเป็นประจำก็คือ นั่งทำงานไป กินขนมไปด้วย บางทีก็ทานข้าว แป้นพิมพ์เป็นมันเลย" จุฑารัตน์ กล่าวเช่นนั้น ส่วนเรื่องล้างมือก่อนทานอาหาร บางครั้งเธอก็ลืมเพราะต้องออกไปทานอาหารตามร้านข้างนอก

จุฑารัตน์ บอกว่า ที่จริงก็ทราบว่าไม่เฉพาะคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ บนโต๊ะหรือปุ่มกดลิฟต์ ก็ไม่ใช่จุดที่จะไว้ใจได้ ก็เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง ทำให้เผลอตัวผละมือจากแป้นพิมพ์งานได้ ก็หยิบขนมใส่ปากทานรองท้องก่อนเพื่อไม่ต้องเสียเวลา ก่อนลุกไปทานอาหารเป็นเรื่องเป็นราว

เชื้อโรคมีอยู่ทุกที่

ศ.นพ. สมหวัง ด่านชัยวิจิตร แพทย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายถึงเชื้อโรคว่า เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการเจ็บป่วยของคนเรา

ในร่างกายของเราก็มีเชื้อโรคอยู่ในตัว ทุกส่วนบนร่างกายเราที่มองเห็น จับต้องได้ มีเชื้อโรคเสมอ แม้กระทั่งจับต้องไม่ได้ ตรงไหนเป็นรูเป็นโพรงตรงนั้นเชื้อโรคเยอะ อย่างรูจมูกหรือในปาก ถ้าไม่ได้แปรงฟัน สักพักหรือสักชั่วโมงหนึ่ง ปากก็เหม็นแล้ว เพราะแบคทีเรียเจริญเติบโตเต็มที่ อย่างรักแร้ที่มีกลิ่นเหม็นก็เพราะมีเชื้อโรคมากนั่นเอง

เชื้อโรคมีทั้งมีประโยชน์และโทษ ประโยชน์คือ เป็นยาป้องกันตัวเราเอง ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคข้างนอกเข้ามา อีกอย่างเชื้อโรคบนผิวหนัง ร่างกายจะสร้างกรดไขมันป้องกัน ถ้าเชื้อโรคอื่นมาตกใส่ก็จะตาย

"หน้ามันๆ อย่างผู้ชาย เชื้อโรคไม่ค่อยชอบ เกาะแล้วมันตาย แต่ถ้าหน้าสาวๆ ล้างสะอาดๆ ไม่ค่อยมีกรดไขมัน พวกสิวฝ้า เสี้ยน ผู้หญิงมักเป็นมากกว่าผู้ชาย" ศ.นพ.สมหวัง กล่าว ก็เพราะเราไปล้างของที่ดีๆ ออกไป

ในร่างกายมนุษย์ ยิ่งอยู่ลึก เชื้อโรคก็ยิ่งมีจำนวนมาก อย่างอุจจาระ ยิ่งมีกลิ่นเหม็น ก็เพราะเชื้อโรคมาก

คุณหมอคนเดิม อธิบายต่อว่า พวกเชื้อโรค ถ้ามันอยู่ของมันถูกที่ ก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่ออยู่ผิดที่ อย่างเชื้อโรคบนผิวหนัง ถ้าพลัดเข้าไปอยู่ใต้ผิวหนังเพราะมีแผล มันก็ทำให้เกิดโรคหรือเชื้อโรคที่อยู่ในลำไส้ ถ้าลำไส้แตก เชื้อโรคก็ออกไปนอกลำไส้ ก็เกิดโรค

สถานที่ใดเป็นจุดเสี่ยงเชื้อโรคเยอะบ้าง?

"เชื้อโรคมีทุกที่ที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใด เวลาเซลล์บนผิวหนังลอก ก็จะมีเชื้อโรคอยู่ หรือเวลาพูด น้ำลายก็ออกมาก็มีเชื้อโรคด้วย" ศ.นพ.สมหวัง กล่าว ส่วนจะมีอันตรายต่อร่างกาย ก็ต่อเมื่อมีเชื้อโรครุนแรงติดต่อได้ อย่าง ไข้หวัดนก โรคซาร์ส ถ้ามีเกิดขึ้นก็จะติดต่อกันได้ง่าย   

ส่วนวิธีการป้องกัน ศ.นพ.สมหวัง บอกว่า เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ทุกทวาร ทั้งการหายใจ กิน ทางบาดแผล และเพศสัมพันธ์ ทั้งๆ ที่ร่างกายมีกลไกป้องกันตามธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้าเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายในปริมาณไม่มาก ร่างกายก็มีภูมิคุ้มกันต่อสู้ได้ แต่ถ้าเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจำนวนมาก หรือระหว่างนั้นร่างกายอ่อนแอ หรือเชื้อที่เข้าไปมีความรุนแรง ก็อาจเกินกำลังของร่างกาย ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้

"อย่างการกิน วันหนึ่งเรากินเชื้อโรคไปไม่รู้เท่าไร ขี้ฟันกรัมหนึ่งมีเชื้อโรคกว่าหนึ่งพันล้านตัว วันหนึ่งกินเข้าไปตั้งเท่าไหร่ แล้วยังเชื้อโรคจากอาหารการกิน แต่พอไปโดนกรดในกระเพาะอาหาร มันก็ตายเกลี้ยง ยกเว้นเรากินเข้าไปเยอะหรือกรดมีน้อย ก็ทำให้เกิดโรคขึ้นมา" ศ.นพ.สมหวัง ว่า โอกาสที่ทำให้ติดเชื้อมากที่สุดคือ การกิน ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงมากที่สุด รองลงมาคือ หวัด ไข้หวัดใหญ่

 
รักษาสุขภาพง่ายๆ 'ล้างมือ'

 โรคติดเชื้อมากมายสามารถติดต่อผ่านการสัมผัส อย่างเช่น โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคหัด หัดเยอรมัน ไม่ได้ติดต่อผ่านการหายใจเอาเชื้อเข้าไปเท่านั้น แต่เวลามือไปสัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ที่ใช้ร่วมกับคนอื่น หรือของใช้สาธารณะทั่วไป อย่างราวโหนรถเมล์หรือราวบันได แล้วกลับมาสัมผัสตัวเอง อย่างแคะจมูก เชื้อโรคก็จะเข้าสู่โพรงจมูกส่วนหน้า เมื่อหายใจเข้าไป ก็ทำให้เกิดโรคได้

โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย โรคตับอักเสบชนิดเอ โรคบิด อหิวาตกโรค โรคพยาธิชนิดต่าง ๆ ซึ่งติดต่อได้จากการที่มือปนเปื้อนเชื้อเหล่านี้ แล้วหยิบจับอาหารรับประทานเข้าไป โรคติดต่อทางการสัมผัสโดยตรง เช่น โรคตาแดง โรคเชื้อรา แผลอักเสบที่ผิวหนัง หิด เหา โรคเริม โรคที่ติดต่อได้หลายทาง เช่น โรคอีสุกอีใส อาจติดต่อได้จากการหายใจ และการสัมผัส

โรคติดเชื้อเหล่านี้ เป็นโรคที่พบบ่อย และบางครั้งอาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงตามมาได้ แต่การป้องกันโรคจากการติดเชื้อเหล่านี้ ไม่ใช่การไปทำความสะอาดจุดต่างๆ ที่ผู้คนต้องเข้าไปใช้ชีวิต มีวิธีที่ง่ายกว่านั้นก็คือ 'ล้างมือ'

ศ.นพ.สมหวัง บอกว่า  เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ด้วยการสัมผัส ส่วนใหญ่เป็นมือ อย่างบนโต๊ะมีเชื้อโรค เอามือไปจับ เชื้อโรคก็ติดบนมือเรา ถ้าไม่ระมัดระวัง แคะตา แคะขี้มูกหรือจับต้องผิวหนังที่มีแผล หรือคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ 

การรู้จักดูแลความสะอาดของมือ ก็ลดความเสี่ยงได้ง่ายที่สุด

"ก่อนกินข้าว ควรล้างมือด้วยน้ำเปล่า ถ้ามีสบู่ก็ดี ไม่ต้องน้ำยาอะไรมาก ล้างด้วยสบู่ธรรมดา เชื้อโรคจะออกไปแล้ว 99%  ถ้าฟอกมือดีๆ จะออกไปได้ 99.99% แต่มันไม่หมดหรอก อยู่ตามรูขุมขน มันไม่ออก แต่ไม่เป็นอันตราย เชื้อโรคที่อันตรายคือ ที่เราไปหยิบจับ อาจจะมีเชื้อโรคทำให้ท้องเสียหรืออาจมีอหิวาต์ติดอยู่ที่มือ ถ้าหยิบจับอาหารกิน แล้วช่วงนั้นร่างกายอ่อนแอ ก็ป่วยเลย"

ควรล้างมือบ่อยแค่ไหน? ศ.นพ.สมหวัง บอกว่า สำหรับคนทั่วไปมีสองเวลา คือ ก่อนทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ

ป้องกันดีกว่ารักษา

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีในวงการแพทย์ว่า ยาต้านจุลชีพหรือยาปฏิชีวนะ หากมีการใช้บ่อย ก็มีผลทำให้เชื้อโรคดื้อยา บริษัทผลิตยาตัวใหม่ๆ ออกมาไม่บ่อยนัก เพราะยาตัวหนึ่งต้องลงทุนเป็นหลักหมื่นล้าน

ศ.นพ. สมหวัง บอกว่า ช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการลงทุนในการพัฒนายาต้านจุลชีพใหม่ๆ เพราะยาพวกนี้ออกมาขายแค่พักหนึ่ง เชื้อโรคก็ดื้อยาแล้ว ยาก็ขายไม่ออก จึงดูเหมือนจะหมดยุคยาปฏิชีวนะแล้ว ไม่สามารถทำอะไรเชื้อโรคได้เลย เพราะเชื้อโรคพัฒนาขึ้น ดังนั้นในกลุ่มวิชาชีพแพทย์ก็ต้องระวัง ชะลอการใช้ให้น้อยที่สุด ไม่ใช้ยาพร่ำเพรื่อ

"ดูจากรายงานการดื้อยาแต่ละโรงพยาบาล หลายปีที่ผ่านมามีอัตราการดื้อยาเพิ่มขึ้น สารพัดเชื้อท้องร่วง จนบางเชื้อไม่มียารักษาแล้ว วัณโรคที่ดื้อยา มีปัญหาในการรักษามากขึ้น ก็ต้องคิดต่อว่า เราจะถนอมยาไว้ได้อย่างไร ต้องทำร่างกายให้แข็งแรง ไม่ติดเชื้อง่ายๆ ก็ไม่ต้องใช้ยา ยาก็ยังมีประสิทธิภาพอยู่"

คุณหมอคนเดิม ว่า อยากรณรงค์ให้คนเห็นความสำคัญของการป้องกันเชื้อโรคก่อนเข้าสู่ร่างกาย มีหลายวิธีอย่างการใส่หน้ากากหรือผ้าคาดจมูก การใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร และง่ายที่สุด ลงทุนน้อยที่สุด คือ 'ล้างมือ'

"โรคที่ระบาดส่วนใหญ่แพร่ด้วยมือ ส่วนที่แพร่ทางน้ำหรืออาหารนั้นเป็นส่วนน้อย และอีกอย่างอยากให้ปฏิบัติจนกลายเป็นวัฒนธรรม เด็กที่ติดเชื้อหวัดหรือโรคติดต่ออะไรในสิงคโปร์หรือญี่ปุ่น พอลูกมีอาการไอ พ่อแม่จะต้องใส่หน้ากากอนามัยให้โดยอัตโนมัติเลยก็ช่วยลดการแพร่กระจาย อย่างโรคท้องร่วง ก็สามารถป้องกันเชื้อโรคได้ หรือพวกมือเท้าปากเปื่อย  ถ้าขยันล้างมือ ก็ลดความเสี่ยงได้มาก"

เชื้อโรคในโรงพยาบาล

นอกจากประชาชนทั่วไป ต้องหมั่นล้างมือเพื่อป้องกันเชื้อโรคแล้ว คนอีกกลุ่มที่ต้องเอาใจใส่ในการล้างมืออย่างมาก ก็คือ บุคลากรในโรงพยาบาล โครงการหนึ่งที่ ศ.นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร กำลังรณรงค์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อในคนไข้ที่เข้ารับการรักษา

เนื่องจากในโรงพยาบาลมีเชื้อโรคจำนวนมาก บุคลากรจึงต้องพิถีพิถันล้างมือ ควรจะล้างแบบไหน จึงมีโครงการเกี่ยวกับการล้างมือ

องค์การอนามัยโลก มีโครงการว่าในช่วง 3 - 5 ปีจะทำอย่างไรให้คนไข้ปลอดภัยมากที่สุด และการติดเชื้อในโรงพยาบาลมีโอกาสมากแค่ไหน จึงได้มีการศึกษา

"ปีแรกคือปลายปี 2549 ขณะที่สำรวจมีคนไข้ 6.5% ติดเชื้อจากโรงพยาบาล ทั้งในไทย และอเมริกาประมาณ 7%  แถวสแกนดิเนเวียติดเชื้อต่ำสุดประมาณ 4% ถ้าเข้ามาในโรงพยาบาลก็ต้องเสี่ยงแล้ว ถ้าติดเชื้อในโรงพยาบาล ผู้ติดเชื้อ 100 คน มีโอกาสเสียชีวิต 10 คน จำนวนผู้เสียชีวิตสูงมาก เพราะคนไข้ร่างกายอ่อนแอ เฉพาะในเมืองไทยคนไข้ติดเชื้อปีหนึ่งประมาณ 4 แสนคน ในจำนวนนั้นเสียชีวิต 4 หมื่นคน เฉลี่ยแล้วเสียชีวิตวันละ 100 กว่าคน เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ว่า มันเกิดขึ้นทุกวัน" ศ.นพ.สมหวัง เล่าถึงสาเหตุของการทำงานโครงการรณรงค์เรื่องการล้างมือทั้งในโรงพยาบาล และประชาชนทั่วไป
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #158 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2008, 02:24:22 PM »


สูงเป็นต่อ

:บุคลิกภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ความสูงกลายเป็นเรื่องจำเป็น อะไรคือสาเหตุแห่งความเตี้ย? แก้ไขอย่างไรดี?

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ลูกสาววัย 12 ปี ได้ยืนอยู่หัวแถวเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันแล้ว เมื่อเทียบกับเพื่อน ๆ “มิซาโกะ” สาวน้อยลูกครึ่งญี่ปุ่นถือว่า ตัวเตี้ยที่สุดในชั้นเรียนด้วยส่วนสูง 146 เซนติเมตร ทำเอาคุณแม่ “ธิดา พลานุเคราะห์” อดห่วงไม่ได้ว่า ต่อไป ลูกสาวจะสูงไม่ทันเพื่อน ๆ

“ลูกเป็นเด็กทานยาก ชอบทานแต่ขนม อาจทำให้ตัวเล็กกว่าเพื่อน พอไปปรึกษาหมอเด็ก ก็แนะนำให้มาพบอายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ” คุณแม่มิซาโกะ เล่า  ตามมาตรฐานของเด็กไทยเมื่ออายุ 19 ปี เด็กผู้ชายควรจะสูงที่ 170 เซนติเมตร ส่วนเด็กผู้หญิงควรจะสูง 157-160 เซนติเมตร แต่ด้วยพื้นฐานรูปร่างของคนไทยที่ค่อนข้างตัวเล็กและ เตี้ยโดยเฉพาะเมื่อไปเทียบกับฝรั่ง ทำให้ความสูงกลายเป็นปมด้อย

“แม่เองสูงแค่ 155 เซนติเมตร ส่วนพ่อของมิซาโกะก็เป็นคนญี่ปุ่น ที่มีรูปร่างเล็ก สูงเพียง 165 เซนติเมตรเท่านั้น แม้ลูกชายคนโตจะสูงถึง 173 เซนติเมตร แต่เมื่อเทียบกับเพื่อนในโรงเรียนที่สิงคโปร์แล้วก็ถือว่าตัวเล็ก แม่จึงอยากให้ลูกๆ สูง แต่ลูกชายไม่สามารถทำได้เพราะหยุดเจริญเติบโตแล้ว” คุณแม่กล่าว

นพ.สัญชัย เชื้อสีห์แก้ว กุมารแพทย์เฉพาะทางต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า ความสูงของลูกเป็นเรื่องที่พ่อแม่รุ่นใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้น และมีผู้ปกครองเข้ามารับคำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลเวชธานีบอกว่า เด็กที่เตี้ยกว่าเกณฑ์มาตรฐานมีที่มาจาก 3 สาเหตุหลักคือ กรรมพันธุ์จากพ่อกับแม่เตี้ยอยู่แล้ว และสิ่งแวดล้อม ทั้งอาหาร นม รวมถึงการขาดฮอร์โมนที่ส่งผลกับการเจริญเติบโต โดยเฉพาะโกรทฮอร์โมน และไทรอยด์ฮอร์โมน 

“การตรวจรักษาจะเริ่มจากการสอบถามประวัติตั้งแต่คุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ การคลอด น้ำหนักตัวแรกเกิด โรคประจำตัว ความสูงของพ่อแม่พี่น้อง การเจริญพันธุ์ของพ่อแม่ และการเจริญเติบโตของลูกในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พ่อแม่ต้องสังเกตว่า ลูกสูงขึ้นกี่เซนติเมตร หากพบว่า ความสูงเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 5 เซนติเมตร ถือว่าผิดปกติ นอกจากนี้ยังต้องดูประวัติการใช้ยาโรคภูมิแพ้ อาหาร นม การนอน และออกกำลังกายประกอบด้วย” กุมารแพทย์เฉพาะทางต่อมไร้ท่อกล่าว

เมื่อลูกเข้าสู่ขวบปีที่ 1 พ่อกับแม่ควรใส่ใจสังเกตความสูงของลูก โดยในช่วงย่างเข้าสู่ปีที่ 2 ลูกควรจะสูงขึ้น 12 เซนติเมตร ในระยะ 2- 4 ปี ความสูงควรเพิ่มปีละ 6-7 เซนติเมตร และตั้งแต่ 4-12 ปี ควรจะสูงขึ้น 5 เซนติเมตรทุกปี หากภายใน 1 ปี ความสูงไม่ขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด ควรจะรีบปรึกษาแพทย์

หากพบว่า เด็กเตี้ยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน นพ.สัญชัยจะตรวจอายุกระดูก โดยการเอ็กซเรย์มือ และนำภาพเอ็กซเรย์ที่ได้มาเปรียบเทียบกับภาพมาตรฐาน ดูทั้งเม็ดกระดูกและขนาดกระดูก

แพทย์จะหาสาเหตุของความสูง และแก้ไข โดยหากเกิดจากกรรมพันธุ์ ก็ต้องเน้นเรื่องโภชนาการ อาหาร นม รวมถึงการออกกำลังการกระตุ้นกระดูกแขนและขา เช่น วอลเลย์บอล เป็นต้น และควรออกกำลังกายให้ได้สัปดาห์ละ 3 วัน ๆ ละ 30 นาที

หากเป็นเพราะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน ก็ต้องกินยารักษาโรคไทรอยด์ หากสาเหตุเกิดเพราะโรคภัยไข้เจ็บก็ต้องรักษาให้หายก่อน  แล้วจึงตรวจดูว่าเด็กขาดสารอาหารใด เช่น ขาดธาตุเหล็ก แคลเซียม สังกะสี  ก็ให้วิตามินหรือธาตุที่ขาดนั้น

เด็กที่ขาดโกรทฮอร์โมน สามารถรักษาด้วยการฉีดโกรทฮอร์โมนเพิ่มเข้าไป ดังเช่นในกรณีของ “มิซาโกะ” ที่แพทย์วินิจฉัยแล้วว่า ต้องฉีดโกรทฮอร์โมนทุกเดือน ๆ ละ 1 เข็มติดต่อกันเป็นเวลา 1 ปี

“โกรทฮอร์โมน ในสหรัฐนั้น แพทย์แนะนำให้ฉีดในเด็กที่เตี้ยโดยไม่ทราบสาเหตุได้เลย แต่ในประเทศไทย โกรทฮอร์โมนยังไม่อนุญาตให้ใช้รักษาโรคเตี้ย แต่สามารถใช้ได้ในเด็กที่ขาดฮอร์โมนชนิดนี้จริง และต้องผ่านการตรวจวินิจฉัย และสั่งเพื่อการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางต่อมไร้ท่อเท่านั้นที่จะสามารถคำนวณการใช้ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นพ.สัญชัยกล่าว

สำหรับเด็กวัยเจริญเติบโต หากอยากรูปร่างสูง นพ.สัญชัยแนะว่า อาหารต้องกินให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นที่กลุ่มโปรตีน นม ผัก ทั้งยังต้องนอนหลับพักผ่อน 10-12 ชั่วโมง นอนไม่เกิน 3 ทุ่มเพื่อให้โกรทฮอร์โมนหลังตามปกติ ในขณะเดียวกันควรจะออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง โดยเฉพาะการกระโดด เช่น กระโดดเชือก บาสเกตบอล วอลเลย์บอล และควรหลีกเลี่ยงกีฬาประเภทยกน้ำหนัก ยิมนาสติก ฟิกเกอร์สเก็ต ที่อาจส่งผลต่อความสูงของเด็ก

ปัจจุบัน หนูน้อยมิซาโกะเริ่มฉีดโกรทฮอร์โมนได้เพียงไม่กี่เดือน โดยในระหว่างที่ฉีดนี้ ความสูงจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละนิด ก่อนที่จะสูงขึ้นพรวดพราด หลังจากฉีดฮอร์โมนครบ 1 ปี ซึ่งแพทย์แจ้งว่า มิซาโกะจะสูงประมาณ 160 เซนติเมตร 

"ความสูงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมปัจจุบัน เพราะจะเสริมบุคลิกภาพ ทำให้มีโอกาสในการทำงานที่ดีกว่า ไม่ใช่ว่า คนเตี้ยทำงานไม่เก่ง แต่คนสูงจะเตะตากว่า ทั้งยังสามารถทำงานที่กำหนดความสูงได้ ไม่ว่าจะเป็น แอร์โฮสเตส สจ๊วต ดารา นางแบบ" คุณแม่สมัยใหม่กล่าวทิ้งท้าย
ส่งต่อให้ผู้อื่น  พิมพ์ข่าวหน้านี้ บันทึกข่าวลงเครื่อง 
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #159 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2008, 02:37:16 PM »



แว่นกันแดด


:บางคนอาจคิดว่าแว่นกันแดดไม่จำเป็นต่อชีวิต แต่คุณไหมว่า แว่นกันแดดเป็นมากกว่าเครื่องประดับตามแฟชั่น ถ้าสายตาโดนแดดบ่อยๆ อาจทำให้เกิดความเสื่อมในลูกตาและนำไปสู่โรคทางสายตามากมาย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ข่าวชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งในออสเตรเลียเมื่อปลายปีที่แล้ว อาจจะไม่ค่อยสะดุดตาเท่าไหร่นัก แต่ก็เป็นข่าวที่กระตุ้นให้หันมาเห็นถึงความสำคัญของอุปกรณ์ข้างกายอย่างแว่นกันแดด นอกจากจะใส่เพื่อความสวยงามใส่คาดผมหรืออะไรก็ตาม แต่ยังเป็นอุปกรณ์สำคัญในการถนอมดวงตา ควรฝึกให้ลูกหลานใส่ตั้งแต่ยังเล็ก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ที่ออสเตรเลียมีการออกกฎให้เด็กนักเรียนสวมแว่นตากันแดดที่ชาวออสซี่เรียกกันว่า 'ซันนี่ส์' หนึ่งในเครื่องแบบของโรงเรียน เนื่องจากฤดูร้อนที่ออสเตรเลียมีรังสียูวีสูงกว่าฤดูหนาวถึง 5 เท่า ทางโรงเรียนได้มีคำสั่งให้เด็กอนุบาลไปจนถึงประถม 6 สวมแว่นกันแดดเมื่อออกไปเล่นที่สนาม โดยมีโรงเรียนของรัฐนำร่องชื่อโรงเรียนอาร์นคลิฟฟ์ ที่ซิดนีย์ และต่อไปจะมีการขยายกฎไปถึงโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ


แสงแดดกับดวงตา

ถ้าจะถามว่า แว่นกันแดดจำเป็นแค่ไหนสำหรับบ้านเรา คงตอบได้ไม่ยาก ถ้าดูจากสภาพอากาศและปริมาณแสงแดด  โดยเฉพาะแถบภาคเหนือและภาคกลางของประเทศขึ้นชื่อว่ามีปริมาณแสงแดดมากที่สุด ทำให้เกิดการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ตามมา และยังช่วยให้พืชพันธ์อุดมสมบูรณ์มากกว่าในเขตหนาว

นอกจากประโยชน์นานัปการของแสงแดดแล้ว สำหรับเมืองร้อนอย่างบ้านเรา แสงแดดยังมีภัยต่อร่างกาย หากได้รับมากเกินไป อาจทำให้เกิดโรคทางผิวหนังอย่างมะเร็งผิวหนัง ผิวไหม้แดด โรคเอสแอลอี (SLE) เริม ฝ้า-กระ โรคผิวด่างแดด ฯลฯ รวมไปถึงโรคทางสายตาที่มักพบบ่อย โดยมีสาเหตุจากการได้รับแสงแดดมากเกินไป

“เนื่องจากเมืองไทยเป็นเมืองร้อน สายตาโดนแดดบ่อย ทำให้เกิดความเสื่อมในลูกตา ตั้งแต่เยื่อบุตาขาว เลนส์แก้วตา หรือแม้กระทั่งจอประสาทตา โรคที่พบบ่อยคือ ต้อลม มีลักษณะเป็นเนื้อนูนๆ ข้างตาดำ แต่ยังไม่เข้ามาในตาดำ และ ต้อเนื้อ จะเห็นเป็นลักษณะเนื้อพุ่งเข้าตาดำ อาการคือ ถ้าโดนแดด โดนลมมากเกินไป ก็จะเคืองตา น้ำตาไหล ตาแดงง่าย” นพ.กีรติ พึ่งพาพงศ์ จักษุแพทย์ ประจำ รพ. บีเอ็นเอ็ช อธิบายให้ฟัง

ทั้ง 2 โรคนี้เกิดจากความเสื่อมของเยื่อบุตาขาวที่โดนแดดมากเกินไป พบในคนไทยมากกว่าคนในประเทศแถบหนาวหรือแถบตะวันตก คนต่างจังหวัดที่ทำงานนอกบ้าน โดยไม่ป้องกันก็จะพบมากกว่าคนที่ทำงานในออฟฟิศหรือคนที่ได้รับการป้องกัน โรคเหล่านี้ไม่เป็นอันตรายมากนัก นอกจากว่า ต้อเนื้อจะเข้าไปในตาดำ ก็ต้องใช้วิธีลอกออกมา

“ส่วนอีกโรคหนึ่ง ก็คือ ต้อกระจก อาการของโรคนี้ก็คือ ตาจะค่อยๆ มัวลง เลนส์ตาที่โดนแดดมากเกินไป ก็ทำให้เกิดโรคต้อกระจกเร็วขึ้น ถ้ารู้และรักษาได้ทันเวลาก็จะไม่มีอันตรายมาก ส่วนมากจะเป็นในคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป แต่จะเป็นเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับปริมาณแสงแดดที่ได้รับและสะสมในร่างกายมากน้อยแค่ไหน คนที่โดนแดดมากก็มีโอกาสเป็นมากกว่า ส่วนใหญ่คนที่มีอายุมากมักจะเป็นโรคต้อกระจก  เพียงแต่แดดเป็นตัวกระตุ้นให้เร็วขึ้น แต่ก็มีปัจจัยอื่นๆ อีกอย่างคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือคนที่เคยเกิดอุบัติเหตุกระแทกที่ตา ก็จะทำให้เป็นโรคต้อกระจกเร็วขึ้น”

นพ. กีรติ อธิบายต่อว่า การสวมใส่แว่นกันแดดจะช่วยกันแสงแดดไม่ให้เข้าไปทำลายเยื่อบุตาขาวหรือเลนส์แก้วตา ถ้ากันยูวีได้มาก ก็จะช่วยป้องกันโรคพวกนี้ได้มากขึ้น ดังนั้นแว่นกันแดดที่ดีจึงควรจะกันแสงยูวีได้ ใส่สบาย ใส่แล้วเข้ากับรูปหน้า ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นยี่ห้อไหน สีทึบหรือไม่ทึบ

“ถ้าต้องออกแดดเป็นประจำใส่แว่นกันแดดตั้งแต่เด็กยิ่งดี เพราะโรคเกี่ยวกับตาที่เกิดจากการโดนแดดนั้นเป็นการสะสมเรื่อยๆ ไม่ใช่โดนแดดแล้วเป็นเลย ยิ่งถ้าเล่นกีฬากลางแจ้งตั้งแต่เด็ก ยิ่งต้องใส่แว่นกันแดด เหมือนการทาซันบล็อกตั้งแต่เด็ก ในอนาคตก็จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งผิวหนังน้อยลง”

การใส่แว่นกันแดดเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากโรคทางสายตา ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพ  นพ.กีรติบอกว่า ต้องใส่อย่างสม่ำเสมอ

 "ไม่ใช่ว่าใส่แว่นกันแดดแค่วันเดียว แล้วจะไม่เป็น  ไม่ใช่อย่างนั้น ต้องใส่เป็นประจำ จะได้ช่วยลดการสะสมของแสงยูวีในร่างกายให้น้อยลง”

ทุกวันนี้แว่นกันแดด ไม่ได้มีไว้แค่ปกป้องสายตาจากแสงยูวีเท่านั้น เพราะมันได้กลายมาเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สร้างอิมเมจของเหล่าดารา นักร้องและศิลปินชื่อดัง สำหรับผู้บริโภคแล้ว (ถ้าไม่อยากเชย) ควรจะพิจารณาดีไซน์และรูปทรงก่อนหามาใส่

สำหรับดีเจอย่าง มิตรารุณ บ่อจักรพันธ์ หรือ มิตตี้ แว่นกันแดดดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ บางวันเขาพกแว่นกันแดดติดตัวถึง 5 อัน ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ว่า “รู้สึกว่าเวลาใส่แว่นแต่ละอันแล้วคาแรคเตอร์จะเปลี่ยนไปตามแว่น มันทำให้เราได้สนุกกับการแต่งตัว”

มิตตี้เริ่มใส่แว่นกันแดดตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย ด้วยการใส่แว่นตามแฟชั่นของศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ พร้อมกับศึกษาความสำคัญของแว่นตาในฐานะแฟชั่นที่มาพร้อมกับวงดนตรีในแต่ละยุค

“ถ้าเป็นแว่นกันแดดทรงคลาสสิคอย่าง Aviators ซึ่งเป็นดีไซน์ของเรย์แบน ก็จะเป็นแว่นที่พวกร็อคสตาร์ชอบใส่มาก บางคนอาจจะรู้จักว่าเป็นแว่นสิบล้อ หรือแว่นตี๋ใหญ่ ลองสังเกตในประวัติศาสตร์วงร็อค ส่วนใหญ่ไม่น่าจะพลาดแว่นทรงนี้ เสก โลโซยังใส่เลย หรืออย่าง Wayfarer นิยมมากในยุค 80's ซึ่งเป็นยุคของดนตรีอิเล็กโทรพ๊อพ สีสันแบบนีออนไลท์ ซึ่งปัจจุบันกลับมานิยมอีกครั้งกับกระแสดนตรีนิวเรฟ และแฟชั่นแบบยุค 80 จากฝั่งตะวันตก วงอินดี้ไทยอย่างวงเสลอก็ใส่แว่นแนวนี้” 

ส่วน ธวิศรุต บุรพัฒน์ หรือ ไปป์ เจ้าของ SuperrZaaap ร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับแนวเรโทร ฟิวเจอร์ริสติกย่านสยามสแควร์ บอกเสริมถึงความนิยมแว่นกันแดดจากยอดขายภายในร้านว่า ปัจจุบันแว่นกันแดดเป็นที่นิยมมากในหมู่เด็กวัยรุ่น

“แว่นกันแดดที่ร้านขายดีมาก บางคนมาซื้อเพราะอยากได้แว่นหน้าตาแปลกๆ เอาไว้ใส่ตามงานปาร์ตี้ บางคนก็มาซื้อเพราะเห็นศิลปินที่ตัวเองชอบใส่ เมื่อวานนี้ยังมีเด็กบางคนมาซื้อเพราะเห็นนักร้องนำวงซิลลี่ ฟูส์ใส่แว่นทรงนี้”

เขายังได้อธิบายต่อว่า แว่นตากับแฟชั่นนั้นเป็นสิ่งที่มาคู่กัน บางครั้งแค่เห็นความนิยมของคนในการเลือกใส่แว่นกันแดด เขาก็สามารถบอกได้แล้วว่าแฟชั่นแบบไหนกำลังมา หรือกำลังไป

“ถ้าเป็นทรง Aviators ก็จะเป็นที่นิยมมากในยุค 60 - 70 แต่ถ้าเป็น Wayfarer ก็จะเป็นแฟชั่นยุค 80 ซึ่งถ้าเราเห็นคนใส่แว่นทรงนี้ เราก็จะรู้เลยว่าแฟชั่นยุค 80 กำลังกลับมาแล้ว”

แต่ก็ไม่ใช่ว่าแว่นกันแดดจะเป็นเพียงเครื่องประดับเท่านั้น ในฐานะนักสะสมแว่น มิตตี้บอกว่า แว่นแต่ละอันที่พก ไม่ได้มีไว้ใส่ตามแฟชั่นอย่างเดียว แต่ยังมีประโยชน์ใช้สอยแตกต่างกันไปตามสถานการณ์

“แล้วแต่สถานที่ครับ ถ้าไปคลับหรือเดินสยามก็ขอแว่นเปรี้ยวๆหน่อย ออกกำลังกายก็เป็นแว่นอีกแบบ ที่ใส่แว่นในคลับนี่ไม่ใช่เหตุผลอะไร เอาไว้กันแฟลช กับแสงไฟ เพราะปกติต้องทำงานอยู่ในคลับนานๆ ไม่ใช่เมายาหรือโดนใครชกมานะครับ (หัวเราะ)”

ประกอบกับไลฟ์สไตล์ที่ชอบปั่นจักรยานในเมือง แว่นกันแดดจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดูแลสุขภาพสายตาของดีเจนักปั่นคนนี้ “ปกติผมจะเป็นคนชอบปั่นจักรยาน แว่นต้องใส่แล้วสบายตา เน้นฟังชั่นที่บอกไป น้ำหนักเบา แล้ว ก็ใสแล้วไม่รู้สึกเกะกะ กันแดด กันลมกันฝุ่น”

 สอดคล้องกับความเห็นของไปป์ที่บอกว่าใส่แว่นกันแดดจนติด เหมือนคนที่ติดใส่แหวนไปแล้ว และสิ่งที่ได้ก็ไม่ใช่แค่ความเท่เท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดดอันรุนแรงของบ้านเราอีกด้วย 


วิธีเลือกแว่นกันแดด

หนึ่งในคำถามยอดนิยมสำหรับผู้บริโภคที่อยากจะซื้อหาแว่นกันแดดมาใส่ก็คือ แว่นตาราคา 199 บาท ต่างจากแว่นราคาหลักหมื่นอย่างไร

ถ้ามองในแง่ของคุณภาพในการกรองแสงยูวีแล้ว ผลจากงานศึกษาหลายชิ้นให้คำตอบที่ใกล้เคียงกันว่า ราคาไม่ใช่ตัวกำหนดคุณภาพของการกรองแสงยูวีแต่อย่างใด

ข่าวจากสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสชิ้นหนึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้วในอเมริกา รายงานถึงการทดสอบคุณภาพแว่นกันแดดในการกรองแสงยูวี โดยนำแว่นกันแดดทั้งแบรนด์เนมและราคาถูกมาทดสอบ โดย แครอล แคร์บ จักษุแพทย์ ซึ่งผลการตรวจสอบออกมาว่า แบรนด์ดังๆ อย่าง ไมเคิล คอร์ส สามารถกันยูวีได้ 98.2 เปอร์เซ็นต์ เฟอร์รากาโม่ส์ สามารถกันยูวีได้ 98.7 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแว่นราคาประมาณ 200 บาท ที่วางขายทั่วไปในชื่อว่า ซัน รันเนอร์ส กลับสามารถกันยูวีได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์

แม้แว่นกันแดดแต่ละราคาจะกันแสงยูวีได้ไม่เท่ากัน แต่ทั้งหมดก็สามารถผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของสหรัฐฯ ที่มีชื่อว่า The American National Standards Institute (ANSI) ซึ่งกำหนดไว้ว่า แว่นที่เหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งควรจะสามารถป้องกันยูวีได้ 95 เปอร์เซ็นต์ และกรองแสงได้ 60-90เปอร์เซ็นต์

ส่วนแว่นกันแดดที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ส่วนมากมักมาจากแสงที่ผ่านเลนส์มากเกินไป แต่ไม่ใช่เพราะป้องกันยูวีได้น้อยกว่ามาตรฐาน สำหรับนักกีฬากลางแจ้งอาจจะต้องการคุณสมบัติมากกว่านี้คือ ป้องกันยูวีได้ 99 เปอร์เซ็นต์ และกรองแสงได้ 97เปอร์เซ็นต์

ในเมืองไทยเองก็เคยมีการทดสอบคุณภาพของแว่นกันแดดด้วยเช่นกัน พญ. ภัทนี สามเสน ภาควิชาจักษุวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ทดลองซื้อแว่นกันแดดตั้งแต่ราคา 199 บาทไปจนถึงแว่นแบรนด์เนมราคาแพงมาทำการตรวจหาการกรองแสงยูวี โดยพบว่า แว่นทั้งหมดสามารถผ่านมาตรฐานของ ANSI กล่าวคือ ถึงแม้จะป้องกันแสงยูวีได้ไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็อยู่ในระดับที่ช่วยปกป้องสายตาจากแสงแดดได้ โดยคุณภาพของการป้องกันแสงยูวีนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคา ยี่ห้อและความหนาทึบของสีเลนส์แต่อย่างใด

นพ. กีรติ อธิบายถึงขั้นตอนการตรวจวัดหาคุณภาพของการกรองแสงยูวีในแว่นกันแดด เอาไว้ว่า ถ้าอยากวัดว่าเลนส์ป้องกันแสงยูวีได้มากน้อยแค่ไหนก็จะมีเครื่องทดสอบอยู่ แต่ไม่ใช่ว่ามีทุกร้าน มีบางร้านเท่านั้น ร้านใหญ่ๆ บางร้านอาจไม่มีก็ได้ ถ้าถามว่ามีวิธีรู้ได้อย่างไรว่า แว่นกันแดดแต่ละอันมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าจะรู้ได้ยังไง เวลาเลือกซื้อ ถ้าแว่นราคาแพงมีแบรนด์ ก็จะต้องมีระบบตรวจสอบคุณภาพที่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า แว่นราคาถูกจะไม่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน”

ดังนั้น วิธีการเลือกซื้อแว่นกันแดดขั้นพื้นฐาน อย่างน้อยๆ ต้องดูป้ายบอกคุณสมบัติของแว่นมากกว่าป้ายราคา นั่นก็คือ ควรเลือกแว่นที่สามารถป้องกันยูวีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือที่เขียนว่า 400 UV protection และที่สำคัญก็คือว่า แว่นที่สามารถกรองแสงยูวีได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีเข้มหรืออ่อนของเลนส์ เพราะแสงยูวีนั้นเป็นแสงที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตามนุษย์ แว่นใสจึงสามารถกรองแสงยูวีได้เช่นกัน

ถ้ามองในแง่ของคุณภาพวัสดุ ดีไซน์ ความคงทน หรือแม้แต่ความชอบส่วนบุคคลแล้ว ราคาอาจจะเข้ามามีความสำคัญ กล่าวคือ ถ้าแว่นราคาแพงก็มีแนวโน้มที่จะใช้วัสดุที่คงทนและสวยงามกว่า แต่ถ้ามองในแง่การป้องกันแสงยูวีแล้ว แว่นกันแดดทั่วๆ ไปต่างก็มีคุณสมบัตินี้ เพียงแต่แว่นราคาถูกอาจจะไม่ทนทานและไม่สวยงามเหมือนแว่นของดีไซเนอร์ชื่อดัง

 ชอบแบบไหน ซื้อแบบนั้น ขอเพียงสวมใส่ให้ติดเป็นนิสัย เพราะแว่นกันแดดไม่ใช่แค่ที่คาดผมหรือเครื่องประดับ แต่ช่วยให้คุณมีดวงตาคู่นี้ไว้ใช้ตราบนานเท่านาน


กายใจ: วิภานี กาญจนาภิญโญกุล
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #160 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2008, 01:19:36 PM »

ชุติมา ซุ้นเจริญ   บรรณาธิการเสาร์สวัสดี

"9 วิธีคลายเครียด (พันธมิตรใช้ได้ นายกใช้ดี)"
By chutima

  ระยะนี้ ไปไหนก็เจอแต่คนบ่นเครียดๆๆๆ ข้าวก็แพง น้ำมันก็แพง มีแต่ค่าแรงเท่านั้นที่ถูก

   ของแพงยังไม่พอ บรรยากาศการเมืองก็ตึงเครียดตั้งแต่ข้างทำเนียบ ลามมาจนถึงข้างบ้าน ถ้าบังเอิญถือหางคนละข้าง บางทีที่เคยสนิทชิดเชื้อก็อาจวางมวยกันได้ง่ายๆ

   เท่านั้นยังไม่พอ สภาพแวดล้อมก็น่าเป็นห่วง ทั้งแผ่นดินไหว พายุกระหน่ำ น้ำท่วมใหญ่ เพื่อนสาวของดิฉันหลายคนถึงกับบ่นอุบว่าพักนี้หน้าตาทรุดโทรมลงไปเยอะ

   ทั้งเห็นใจเพื่อนและตัวเอง เลยต้องรีบไปหาเทคนิคการลดความเครียดมาเป็นตัวช่วย อ่านเจอบทความดีๆ ของ รศ.ดร.วิชิต คนึงสุขเกษม ที่เคยเขียนไว้ในนิตยสารใกล้หมอ (ฉบับเก่ามาก) ขออนุญาตนำมาบอกต่อ เผื่อว่าจะช่วยได้ (ไม่มากก็น้อย) ในสถานการณ์เช่นนี้


   เทคนิคแรก คุณหมอแนะนำว่า ให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เนื่องจากเวลาคนเราเครียดมากๆ กล้ามเนื้อจะมีการหดตัว สังเกตเห็นได้จากการที่มีอาการอากัปกิริยาต่างๆ ในขณะที่มีความเครียดเช่น หน้านิ่วคิ้วขมวด กำหมัด หรือกัดฟัน เป็นต้น

   เริ่มจากนั่งในท่าที่สบาย ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ถอดรองเท้า หลับตา ทำใจให้ว่าง ตั้งสมาธิอยู่ที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ที่ต้องการผ่อนคลาย จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนคือ

 
  1.กำมือและเกร็งแขนแล้วผ่อนคลายกล้ามเนื้อ โดยค่อยๆ คลายมือและกล้ามเนื้อแขนสลับทีละข้างทั้งซ้ายและขวา

   2.เกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อหน้าผาก โดยเลิกคิ้วแล้วคลายหรือขมวดคิ้วและคลาย

   3.เกร็งและผ่อนคลาย ตา แก้ม จมูกโดยหลับตาแน่น ย่นจมูกแล้วคลาย

   4.เกร็งและผ่อนคลายขากรรไกร ลิ้น ริมฝีปาก โดยกัดฟันใช้ลิ้นดันเพดานปากแล้วคลาย หรือเม้นปากแน่นแล้วคลาย

   5.เกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณคอ โดยก้มหน้าให้คางจดคอแล้วคลาย เงยหน้าจนสุดแล้วคลาย

   6.เกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก ไหล่ และหลังโดยหายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้แล้วคลายหรือยกไหล่สูงแล้วคลาย

   7.เกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องและก้น โดยแขม่วท้องแล้วคลาย หรือขมิบก้นแล้วคลาย

   8.เกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณเท้าและขาขวา โดยเหยียดขา งอนิ้ว แล้วคลาย หรือเหยียดขากระดกปลายเท้าแล้วคลาย

   9.เกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณเท้าและขาซ้าย โดยเหยียดขา งอนิ้ว แล้วคลาย หรือเหยียดขากระดกปลายเท้าแล้วคลาย

   ขณะที่มีการเกร็งกล้ามเนื้อให้ใช้เวลาน้อยกว่าระยะเวลาที่ผ่อนคลาย เช่นเกร็ง 3-5 วินาที แล้วผ่อนคลาย 10-15 วินาที เป็นต้น ควรฝึกท่าละประมาณ 8-12 ครั้ง

   วิธีลดความเครียดที่ได้ผลอีกวิธีหนึ่งคือการฝึกหายใจ คุณหมอแนะนำให้หายใจช้าๆ ลึกๆ โดยใช้กล้ามเนื้อกะบังลมบริเวณท้องจะช่วยให้อากาศเข้าสู่ปอดมากขึ้น เป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือด สมองแจ่มใส และทำให้รู้สึกว่าได้ปลดปล่อยความเครียดออกไปจากตัว ที่สำคัญคือสามารถคิดแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้นกว่าเดิม

   วิธีเหล่านี้ทำได้ทุกที่ ไม่ว่าจะในห้องนอน ที่ทำงาน สะพานมัฆวานฯ หรือทำเนียบ โดยเฉพาะคนที่อยู่แถวๆ ทำเนียบรัฐบาลคิดว่าน่าจะช่วยได้มากทีเดียว เพราะวันก่อนเห็นฯพณฯท่านทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่นักข่าว ดูแล้วน่าจะต้องรีบปฏิบัติตามคำแนะนำ

   ถ้าใช้ได้ผลอย่างไร ไม่ขอรับคำขอบคุณ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มและประสิทธิภาพในการบริหารบ้านเมือง แค่นี้ก็ช่วยลดความเครียดให้พวกเราได้ไม่น้อยทีเดียวค่ะ
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #161 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2008, 01:56:06 PM »




"มะระขี้นกสรรพคุณมีมากมายจริงหรือ?"

By ornkriya

มะระขี้นก  ผักพื้นบ้านธรรมชาติที่ขึ้นได้ทั่วๆ ไป และคุ้นเคยกันอย่างมากตามภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง   มะระขี้นกมีลูกเล็ก เมื่อสุกมีสีเหลือง เมล็ดสีแดง 

มะระขี้นกเกิดง่าย เอาใจไม่ยาก ชอบเกิดเคียงคู่เถาตำลึง ทั้งนี้เพราะนกชอบกินลูกตำลึงแล้วขี้เอาทั้งเมล็ดมะระและตำลึงลงคู่กันนั่นเอง มะระขี้นกจึงเป็นผักพื้นบ้านที่หากินง่าย ทั้งมีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ ชื่อเรียกทั่วไปแต่ไม่นิยมนักเรียกว่า "ผักไห่"  ภาคอีสานเรียกว่า "ผักไซร้"  และภาคกลางเรีกว่า "มะระหนู"  ที่นิยมเรียกกันทั่วทุกภาคก็คือ "มะระขี้นก"


มะระขี้นก

ชื่ออื่น ๆ : มะไห่, ผักไห่ (ภาคเหนือ)

ชื่อสามัญ : Bitter Cucumber, Bitter Gourd, Carilla Fruit.

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Momordica charantia Linn


วงศ์ : CUCURBITACEAE


ลักษณะทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้เถา ที่มีลำต้นเลื้อยพาดพันตามต้นไม้ หรือตามร้าน ลักษณะลำต้นเป็นเส้นเล็ก ยาว ลำต้นมีขนขึ้นประปราย

ใบ : ใบออกเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบหยักเว้าลึก มี 5-7 หยัก ปลายใบแหลม ใบมีสีเขียวอ่อน มีรสชาดขม

ดอก : ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามบริเวณง่ามใบ ลักษณะของดอกมีสีเหลือง กลีบดอกบาง ช้ำง่าย

ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปกระสวยสั้น พื้นผิวเปลือกขรุขระ และมีปุ่มยื่นออกมา ผลอ่อนมีเป็นสีเขียว เมื่อแก่เต็มที่ก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมแดง และผลนั้นก็จะแตกอ้าออก ข้างในผลก็จะมีเมล็ดอยู่ เป็นรูปกลม แบน ถ้าเมล็ดสุกก็จะมีสีแดงสด

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามบริเวณที่ลุ่มชื้นแฉะ มีการขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ใบ ใบและผล ผล ราก

สรรพคุณ : ใบ ใช้ใบสด นำมาลวก หรือต้มกินเป็นยาฟอกโลหิต ยาระบาย เจริญอาหาร หรือใช้ใบแห้ง นำมาบดให้ละเอียดกับน้ำกินเป็นยาขับพยาธิ ขับลม และบำรุงธาตุ เป็นต้น

ใบและผล ใช้ใบและผล นำมาตำให้ละเอียดแล้ว คั้นเอาน้ำกินเป็นยาแก้จุกเสียดแน่นท้อง ขับลม บำรุงธาตุ ขับลม และเป็นยาช่วยถ่ายพยาธิ

ผล ใช้ผลสด นำมาต้มหรือประกอบเป็นอาหารใช้รับประทาน มีคุณค่าในการช่วยบำบัดโรคเบาหวาน บำรุงธาตุ หรือใช้แผลแห้งนำมาบดให้ละเอียด ใช้โรยบริเวณที่เป็นแผลใช้ทาแก้คัน หิด และโรคผิวหนัง เป็นต้น

ราก ใช้ปรุงเป็นยาบำรุงธาตุ ฝาดสมาน แก้ริดสีดวงทวาร และเป็นยาธาตุ เป็นต้น

ถิ่นที่อยู่ : มะระขี้นก เป็นพรรณ ไม้ที่ มักพบขึ้นตามบริเวณป่า ทั่วไปในแถบเขตร้อน

 
การกินมะระขี้นก ผักพื้นบ้านชนิดนี้ นอกจากได้ความอร่อยอย่างพื้นเมืองแล้ว ยังได้คุณค่าอาหารและสรรพคุณทางยาอย่างพร้อมสรรพ   มะระขี้นก ผักต้มจิ้มประจำสำรับน้ำพริกชนิดนี้

นอกจากเป็นอาหารจานพื้นเมืองแล้ว ยังสามารถดัดแปลงเป็นอาหารภาคกลางอันโอชะได้ เช่น พะแนงมะระขี้นกยัดไส้ปลากราย ถ้าไม่ชอบปลากรายจะใช้เป็นไส้ไก่หรือไส้หมูปรุงรสก็ได้ หรือนำมะระขี้นกยัดไส้นี้ไปแกงเผ็ดก็อร่อยไม่แพ้กัน


 

พะแนงมะระขี้นกยัดไส้หมู


เครื่องปรุง

 มะระขี้นกผ่าครึ่ง (เอาเมล็ดออกแล้ว)  10   ลูก 
หมูบด  1/2       ถ้วย 
มะพร้าวขูด  500       กรัม 
พริกชี้ฟ้าแดงซอย  1       เม็ด 
กระเทียม  5       กลีบ 
พริกไทย  9       เม็ด 
รากผักชี  3       ราก 
ใบมะกรูดซอย  3       ใบ 
น้ำตาบปีบ  1       ช้อนโต๊ะ 
น้ำปลา  1-2       ช้อนโต๊ะ 
น้ำปลาสำหรับหมักหมู  1       ช้อนชา 


เครื่องแกง

พริกแห้งแกะเมล็ดออก  5       เม็ด 
หอมแดง  5       หัว 
กระเทียม  10       กลีบ 
ข่าหั่น  1       ช้อนชา 
ตะไคร้ซอย  1       ช้อนชา 
ผิวมะกรูดหั่น  1       ช้อนชา 
รากผักชีหั่น  1       ช้อนชา 
พริกไทย  5       เม็ด 
เกลือป่น  1       ช้อนชา 
กะปิ  1       ช้อนชา 
โขลกเข้าด้วยกันให้ละเอียด


วิธีทำ

1.  คั้นมะพร้าวให้ได้หัวกะทิ 1 ถ้วย หางกะทิ 1/2 ถ้วย
2.  โขลกกระเทียม รากผักชี พริกไทย เข้าด้วยกัน แล้วผสมกับเนื้อหมู และน้ำปลา 1 ช้อนชา
3.  ยัดเนื้อหมูให้เต็มผลมะระ นำไปนึ่งในน้ำเดือด ไฟแรง นาน 10 นาทีจนสุก
4.  เคี่ยวหัวกะทิให้แตกมัน ใส่น้ำพริกพะแนง ผัดพอทั่ว ใส่หางกะทิ ผัดพอทั่ว
5.  ใส่มะระยัดไส้หมู ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล เดือดอีกครั้ง ตักใส่จาน โรยใบมะกรูดและพริกชี้ฟ้าแดง



 น้ำมะระขี้นก
 
ส่วนผสม

1.  เนื้อมะระขี้นก                  30  กรัม (3 ลูก)
2.  ใบเตยหอมตากแห้ง          15  กรัม (1 ช้อนคาว)
3.  น้ำต้มสุก                        200 กรัม  (14 ช้อนคาว)
4.  เกลือป่น                             1   กรัม   (5 ช้อนชา)
5.  น้ำมะนาว                         15   กรัม  ( ครึ่งลูก)

วิธีทำ

              1.  นำมะระขี้นกล้างให้สะอาด ผ่าซีก แกะเอาเมล็ดออกหั่นเป็นชิ้นยาวๆ บาง ๆ ตามขวางของผลมะระ
              2.  นำใบเตย หั่นเป็นท่อนสั้น ๆ ตากแห้งแล้วคั่วให้เหลืองกรอบ เก็บในขวดปากกว้าง
              3.  เอามะระขี้นกใบเตยหอมและน้ำ  ใส่ในหม้อต้มให้เดือด หรือถ้าไม่อยากต้มจะใส่ในถ้วยแก้ว ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วนำมาดื่มได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะขมเวลาดื่ม เพราะแก้ไขด้วยการเอาใบเตยหอมและน้ำมะนาวมาผสม ช่วยได้ดี ช่วยกลบความขมของมะระขี้นกได้มาก
             
ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

          คุณค่าทางอาหาร  มีวิตามินเอสูงมาก ช่วยบำรุงสายตา
          คุณค่าทางยา  น้ำคั้นผลมะระ เมื่อดื่มจะช่วยลดการเกิดต้อกระจก ซึ่งเป็นอาการจากโรคเบาหวาน ช่วยเจริญอาหาร ลดน้ำตาลในเลือด ลดไข้ แก้อาการข้ออักเสบ บำรุงน้ำดี
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #162 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2008, 02:02:32 PM »


น้ำประปาดื่มไม่ได้ ?


22 มิถุนายน พ.ศ. 2551 11:03:00

น้ำประปาดื่มไม่ได้ ?

:การประปาฯ นำน้ำมากลั่น-กรอง ขั้นตอนสุดท้ายคือเติมคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค แต่คลอรีนมีสารก่อมะเร็ง !!?

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ผศ.ดร.บุณยฤทธิ์ ปัญญาภิญโญผล หรือ ดร.กอล์ฟ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา สิ่งแวดล้อมและประชาสัมพันธ์ ภาควิชาวิศวกรรมสุขาภิบาล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  ศึกษาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับน้ำประปา น้ำเสีย ขยะ อากาศเป็นพิษฯลฯ 

มาตรฐานของน้ำที่ควรบริโภค  แม้แต่น้ำบาดาลยังต้องเช็คคุณภาพว่าบริโภคได้หรือไม่ อาจจะมีสารปนเปื้อน เนื่องจากการทิ้งวัตถุเคมี ลงไปในดิน เช่นฝังขยะมีพิษเช่นถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ หลอดฟลูออเรสเซนต์ ที่มีสารปลอด เมื่อฝนตก สารเหล่านี้ไหลลงสู่ใต้ดิน ในที่สุดก็ย้อนกลับมาเป็นอันตรายต่อตัวมนุษย์เอง เพราะสสารไม่มีวันสูญสลายไปจากโลก ยังคงวนเวียนสะสมนับวันจะยิ่งทวีคูณ   

“การวัดมาตรฐานน้ำส่วนใหญ่เราจะใช้มาตรฐานเดียวกับสหรัฐอเมริกา อย่างน้ำผิวดิน ก็ต้องมีมาตรฐานเหมือนกัน ปริมาณสารอินทรีย์ สารแขวนลอย โลหะหนักต่างๆ เช่นยาฆ่าแมลง สารก่อมะเร็งบางตัวก็มีกำหนดไว้ น้ำผิวดินเช่นน้ำในแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน จนถึงเจ้าพระยา คุณภาพจะลดลงเรื่อยๆ จากต้นน้ำผ่านการถูกทำให้สกปรก

"เช่น ชาวบ้านทำความสกปรกอะไรไว้ก็ตาม สุดท้ายก็ต้องไหลลงแม่น้ำ ระบบป้องกันน้ำเสียไม่มี ทิ้งน้ำเสียลงแม่น้ำก็ยิ่งทำให้เกิดการเน่าเสีย ทิ้งสิ่งสกปรกลงแม่น้ำเกินที่แม่น้ำจะรับได้ ก็ทำให้เกิดน้ำเน่าปลาตายอย่างที่เคยเห็น”

ชุมชนเมืองส่วนใหญ่มีน้ำประปาใช้ มีโครงการน้ำประปาดื่มได้ เนื่องจากการประปามีการตรวจวัดคุณภาพน้ำอยู่เสมอ 

"งานวิจัยที่ผมทำอยู่ในตอนนี้ก็คือ สารก่อมะเร็งที่เกิดในน้ำประปา มีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร เราควรจะจัดการระบบน้ำเสียอย่างไร เพื่อให้สารตัวนี้มีโอกาสเกิดน้อยที่สุด ถามว่าน้ำประปามีสารก่อมะเร็งไหม ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่ามี คำว่ามีก็คือต้องถามว่า มีเยอะแค่ไหน บ้านเรายังไม่มีตัวเลขที่เป็นมาตรฐานตรงนี้

"แต่ที่อเมริกามีแล้วเขากำหนดไว้ว่าปริมาณสารก่อมะเร็ง ไตรฮาโลมีเทน (Trihalomethanes) ต้องไม่เกิน 80 ไมโครกรัมต่อลิตร ก็คือน้อยมากๆ อย่างเนื้อหมูเราชั่งกันเป็นกิโลกรัม แปลว่ามี 1,000 กรัม ไมโครกรัมหมายถึง 10 กำลัง ลบ 6 ของกรัม น้อยมากๆ การประปาที่บางเขนเขาก็มีการตรวจวัดค่าตรงนี้อยู่เรื่อยๆ"

การประปานำน้ำทั่วไปมากลั่นกรองเอาความขุ่น ความสกปรกออก ขั้นตอนสุดท้ายก่อนมาถึงผู้บริโภคมีการเติมคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค แต่คลอรีนก็คือสารอินทรีย์ และสารอินทรีย์บางตัวเป็นสารก่อมะเร็ง

"ถ้าเทียบมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก แล้วน้ำประปาที่เราใช้กันก็เรียกว่าผ่านมาตรฐานแต่คนก็จะรู้สึกรังเกียจกลิ่นของคลอรีน จะถามว่าทำไมต้องใช้คลอรีน เพราะเป็นข้อจำกัดของท่อประปาบ้านเรา ซึ่งมีอายุเยอะมีการแตก รั่ว ซึม เหตุผลก็คือ คลอรีนสามารถอยู่ในน้ำได้นาน ถามว่าฆ่าด้วยวิธีอื่นได้ไหม อย่างเมืองนอกเขาอาจจะใช้โอโซนฆ่าเชื้อโรค น้ำที่วิ่งในท่อก็จะไม่มีเชื้อโรคแล้ว ในขณะที่คลอรีนยังอยู่เราเปิดมาใช้ได้กลิ่นก็แสดงว่าในน้ำไม่มีเชื้อโรคแล้ว"

น้ำประปาบ้านเราดื่มได้จริงหรือ?   

ดร.กอล์ฟ อธิบายว่า น้ำประปาที่ออกจากโรงน้ำประปาจะมีปริมาณคลอรีนเยอะกว่าปลายทาง เพราะต้องคำนวณระยะทางที่น้ำประปาต้องไปถึง ดังนั้นประชาชนไม่ต้องกังวลว่าคลอรีนจะเป็นอันตรายเมื่อดื่มกินและใช้ เนื่องจากปริมาณคลอรีนเหล่านั้นค่อนข้างผ่านมาตรฐาน 

"คนส่วนใหญ่มักไม่ชอบกลิ่นของคลอรีน ก็เลยติดเครื่องกรองน้ำ เพื่อความมั่นใจ  จะมีถ่านกรอง ถ่านที่จะกรองได้ดีเรียกว่าถ่านกัมมันต์ ศัพท์ทางวิชาการเรียกว่า Activated Carbon ทำหน้าที่จับสารละลาย ที่มี กลิ่นสี เอาไว้ได้ น้ำดื่มบรรจุขวดที่เราดื่มก็มาจากน้ำประปา ที่กรองด้วยถ่านตัวนี้"

สรุปแล้วก็คือ น้ำประปาที่มีคลอรีนนั้นอาจมีสารก่อมะเร็งปนเปื้อน ทว่าอยู่ในปริมาณที่น้อยมาก หากมนุษย์คนหนึ่งจะเป็นโรคมะเร็ง ไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำประปาอย่างแน่นอน เนื่องจากในสภาพแวดล้อมปัจจุบันหลายๆ ด้านล้วน มีส่วนให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากกว่า ส่วนใหญ่ปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นมาจากอาหาร เช่นผักผลไม้ที่มียาฆ่าแมลง อ่านหนังสือพิมพ์มือเปื้อนหมึก หยิบอาหารใส่ปาก อาหารทอดที่ใช้น้ำมันทอดหลายรอบฝุ่นควันท่อไอเสีย ฯลฯ   

ในน้ำ 1 แก้วมีอะไรหลายๆ อย่างที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ทั้งสารก่อมะเร็ง ยาฆ่าแมลง โลหะหนักต่างๆ เช่นโครเมียมกับ สารตะกั่ว สารปลอด หากรับตะกั่วมากๆ มีผลต่อระบบประสาท สมอง ระบบกรองน้ำมีหลายแบบ กรองแล้วไม่เหลืออะไรเลย อย่าง RO หรือ Reverse Osmosis เหลือแร่ธาตุน้อยมาก เครื่องกรองที่มีสองถังอย่างที่เห็นทั่วไปเป็นแบบ คาร์บอนเรซิ่น ทำหน้าที่กรองตะกอน ฯลฯ หรือถ้าใครกล้าพอที่จะบริโภคน้ำประปาที่หอมกรุ่นกลิ่นคลอรีน ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่อะไร เพราะสารก่อมะเร็งหลักๆ ไม่ได้อยู่ที่นั่น

น้ำประปาปลอดภัยพอ?

การฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปามีหลายวิธี ได้แก่ การใช้แสงอัลตราไวโอเลต การใช้โอโซน หรือการใช้สารเคมีในการฆ่าเชื้อโรค  และการใช้ ‘คลอรีน’ ฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปาเป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลาย สำหรับระบบประปาทั่วโลก การผลิตน้ำประปาในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากคลอรีนมีราคาไม่แพง หาได้ง่าย กำจัดสิ่งสกปรกในระบบผลิตและยังช่วยป้องกันเชื้อโรคที่อาจปะปนอยู่ในถังเก็บและระบบท่อจ่ายน้ำอีกด้วย ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์

องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำประปาไว้ ไม่ต่ำหว่า 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตร และสูงสุดไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร

หากใครดื่มน้ำประปา ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ผู้บริโภคจะต้องดื่มน้ำนานถึง 252 ปี ถึงจะเข้าขั้น "เสี่ยง" ต่อการเป็นโรคมะเร็ง 

จิตรสุภา ไตรธรรม ผู้อำนวยการกองควบคุมคุณภาพน้ำ การประปานครหลวง ยืนยันว่า "กลิ่น" ของคลอรีนไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์   

"กลิ่นของคลลอรีนก็ไม่มีปัญหา ถ้าใครรังเกียจกลิ่นก็เปิดน้ำทิ้งไว้ในภาชนะสองสามชั่วโมง กลิ่นก็ระเหยออกไปหมดแล้ว ปริมาณคลอรีนที่เราใส่ลงไป ต้นทางโรงงานผลิตใส่ประมาณ 1.5 -2 ออกจากโรงงานผลิต 30 นาทีก็กลายเป็นคลอรีนคงเหลือ ต้นทางบ้านแรกที่ได้รับน้ำประปาจะเหลือคลอรีนประมาณ 0.2 -0.3 กลิ่นอาจจะแรงกว่าปลายทาง

"แต่เราจะคำนึงถึงปลายทางเมื่อไปถึงแล้วน้ำยังคงสะอาดปราศจากเชื้อโรค แต่ต้นทางได้รับคลอรีนที่ยังอยู่ในระดับมาตรฐาน ความจริงเรื่องของคลอรีนน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าโทษ" 

คลอรีนฆ่าเชื้อโรค แต่ยังก่อมะเร็ง ข้อมูลจากหนังสือ น้ำดื่มในอุดมคติ (Water for Life) ของ ศ.ดร.นพ.สมศักดิ์ วรคามิน เขียนไว้ในหน้า 35 หัวข้อ น้ำประปา : น้ำประปาใช้คลอรีนฆ่าเชื้อโรค จับความได้ว่า คลอรีนราคาถูก ใช้ง่าย ทำลายเชื้อแบคทีเรียได้แน่นอน แต่การที่คลอรีนในน้ำดื่ม สามารถทำลายเชื้อโรคได้ ก็สามารถทำลายแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ รวมทั้งเซลล์ปกติของร่างกายได้ด้วยเช่นกัน 

คลอรีนจะทำให้เกิดสารพิษ ซึ่งเกิดจากทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในธรรมชาติที่ละลายอยู่ในน้ำ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐอเมริการายงานว่า ผู้หญิงที่ดื่มน้ำที่มีคลอรีนเป็นประจำ มีอัตราการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร หรือระบบปัสสาวะ สูงกว่าผู้หญิงที่ดื่มน้ำปราศจากคลอรีนถึง 44 % และยังพบว่า การดื่มน้ำที่มีคลอรีนจะสัมพันธ์กับการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคโลหิตจาง  ซึ่งการเกิดโรคโลหิตจางนี้เนื่องมาจากผลร้ายของคลอรีนต่อเม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell) 

นอกจากนั้นคลอรีนยังเป็นตัวก่อมะเร็งในลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะสูงกว่าผู้ที่ดื่มน้ำปราศจากคลอรีน

 

น้ำดิบในธรรมชาติ นับวันแสนอันตราย

นอกจากขยะมีพิษที่คนเราช่วยกันทิ้งขว้างคนละไม้คนละมือ ยังมีสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยของเสียออกมาปะปนกับแหล่งน้ำดิบ เป็นปัญหาของทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น อย่างในประเทศอเมริกา พบว่าประชาชนที่อยู่ตอนล่างของแม่น้ำมิสซิสซิปปี ไหลผ่านโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่อยู่ทางตอนเหนือลงมา มีอัตราเป็นมะเร็งสูงกว่าประชาชนที่อยู่ต้นน้ำตอนบน เหนือโรงงานขึ้นไป 

และปัญหาสารเคมีจากโรงงานนี้น่าสะพรึงกลัวมากสำหรับประเทศเรา หากมีโรงงานอุตสาหกรรมไปตั้งอยู่ทางตอนบนของแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น คนกรุงเทพฯคงได้ดื่มน้ำที่มีสารเคมีเจือปนแน่นอนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ในอีก 5  ปีข้างหน้า  และสารเคมีในน้ำนั้นควบคุมยาก และมีอันตรายสูง และยากต่อการตรวจพบ เนื่องจากวิธีวิเคราะห์หาสารเคมีแต่ละอย่างนั้นซับซ้อนมาก ถ้าไม่รู้วิธีวิเคราะห์หรือถึงรู้แต่ไม่มีปัญญาซื้อเครื่องมือแพงๆ ก็ไม่อาจทราบได้ว่ามีสารเคมีชนิดใดปนเปื้อนมากับน้ำ และส่วนใหญ่ไม่ทำให้น้ำดื่มมีรสผิดปกติจนสังเกตได้ ผู้ที่ดื่มน้ำมีสารปนเปื้อนอาจรู้สึกเพียงปวดหัว เป็นผื่นโดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่มีใครจะนึกถึงว่าเกิดจากการดื่มน้ำ 

อันตรายมากที่สุดก็คือก่อให้เกิดโรคมะเร็ง คลอดลูกออกมาพิการ ร่างกายเจริญเติบโตผิดปกติ เป็นหมัน เป็นต้น ยาฆ่าแมลงชื่อ Endrin เพียงน้ำหนัก 1 ปอนด์ (ประมาณครึ่งกิโลกรัม) ก็สามารถทำให้น้ำปนเปื้อนจนเกินมาตรฐานการใช้ดื่ม และอาจจะถึงระดับเป็นพิษ (Toxic Level) ได้ถึง 5,000 ล้านแกลลอนทีเดียว สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาหวาดกลัวสงครามสารเคมีมาก เพราะการหิ้ว Endrin เพียง 1 ปอนด์ เพื่อจะก่อการร้าย จะคุมไม่ได้เลย 

ส่วนคุณและโทษของคลอรีนนั้น คลอรีนเคยจัดว่าเป็นอาวุธมหาประลัยในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำให้ผู้คนเสียชีวิต หรือพิการจำนวนมากมายหลายล้านคน ในปี พ.ศ. 2453 เริ่มมีการใช้ผงคลอรีนใส่ในน้ำเพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ทำให้การตายด้วยโรคระบาดอันเกิดจากน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว

แต่คลอรีนที่ตกค้างในน้ำดื่ม รวมทั้งคลอรีนที่ทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในน้ำจนเกิดสารมีพิษชื่อ Trihalomethane ซึ่งอาจก่อมะเร็งในระยะยาว ทำให้เกิดการตายโดยยังไม่ถึงเวลาอันควร เช่น การเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ มะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งขณะนี้ทั่วโลกมีผู้ป่วยจำนวนหลายร้อยล้านคน ซึ่งน่าจะมาสาเหตุนี้ 

ส่วนปัญหาที่ว่า คลอรีนในน้ำดื่มมีอันตรายไหมนั้น ยอมรับว่าน้ำที่เราดื่มกินอยู่ทุกวันนี้อาจจะมีสิ่งปนเปื้อนมากกว่า 2,100 ชนิด หลากหลายชนิดมีอันตรายต่อสุขภาพของผู้ดื่ม

นักวิจัยพบว่า แม้ขั้วโลกเหนือก็ยังพบสารตกค้างของยาฆ่าแมลงประเภทดีดีที ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงที่ประเทศพัฒนาแล้วเลิกใช้นานแล้ว สามารถพบได้ในก้อนน้ำแข็งและหิมะที่ขั้วโลกเหนือ แต่เราไม่ควรวิตกกังวลกับเรื่องนี้มากจนเกินไป ตราบใดที่เรายังมีเครื่องกรองน้ำใช้ สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งมีหลากหลายแบบให้เลือกใช้

และคลอรีนในน้ำประปา ที่องค์การอนามัยโลกรับรองแล้ว ไม่น่าจะทำให้ผู้ดื่มกินบ้านเรา ต้องวิตกกังวลมากเกินไป !!!


บายไลน์: พิมพ์พัดชา กาคำ

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #163 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2008, 05:57:00 PM »



มันฝรั่งบด


:มันฝรั่งบดชวนชิมในยุคที่ข้าวสารขึ้นราคา ฉันเริ่มมองหาแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ทำให้อิ่มท้องนอกเหนือจากข้าว มันฝรั่ง จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ชาวเบลเยียมชอบกินมันฝรั่งเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งทอด อบ นึ่ง  ต้ม และบด โดยกินร่วมกับอาหารจานอื่นเหมือนกินข้าวอย่างนั้น ยิ่งกว่านั้นในวันที่อากาศหนาวเย็น ถ้าบ้านไหนมีหัวมันสดๆ ก็จะโยนเข้าไปในเตาผิง และนั่งคุยกันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้กิน ในเมืองจีน ฉันเห็นรถเข็นขายมันเผาอยู่ทุกหัวมุมถนน   Cheesy
 
มันฝรั่งบด ในบ้านเราที่ขายตามฟาสต์ฟู้ด อร่อยสู้ทำเองไม่ได้ แถมยังราดน้ำเกรวี่ที่กินกี่ครั้งก็รู้สึกไม่เข้ากันอยู่ดี เคยสั่งแบบเปล่าๆ ก็มีรสชาติจืดชืดผิดธรรมชาติของมันบด

อยากกินมันฝรั่งบดอร่อยๆ ทำเองก็ได้ง่ายจัง เริ่มจากนำมันฝรั่งมาปอกเปลือก หั่นเป็นสี่เหลี่ยม และต้มในน้ำเดือดประมาณ 10 นาที  (ลองเอาส้อมจิ้ม ถ้านุ่มแสดงว่าสุก) จากนั้นตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำ แล้วนำไปต้มให้สุกใส่ชามใบใหญ่ และใช้ที่บด (ที่ตีไข่หรือไม้ตีพริก) ค่อยๆ กดเบาๆ ให้เนื้อละเอียด โรยเกลือนิดหน่อยพอมีรสเค็มปะแล่ม ตามด้วยเนย 1 ช้อนชา และนมนิดหน่อยให้หอม ใช้ที่ตีไข่กวนเร็วๆ จนเป็นสีนวล จากนั้นตักใส่ชาม

 ก่อนจะกินควรนำเข้าไมโครเวฟ 1-2 นาที เพราะกินตอนอุ่นๆ จะอร่อยมาก ถ้าชอบกลิ่นหอมเนยให้เพิ่มเข้าไป แต่อย่าใส่นมเยอะเพราะจะทำให้แฉะ

 หากชอบหวาน เปลี่ยนมาใช้มันเทศสีเหลือง จะยิ่งให้รสชาติที่กลมกล่อม ยิ่งกว่านั้นยังมีเส้นกากไยมากกว่า หากชอบเผือกก็สามารถทำได้

 ชาวเบลเยียมขาดมันฝรั่งไม่ได้ อาหารทุกมื้อจะต้องมีมันบด สลัดมันฝรั่ง มันฝรั่งอบ แต่อร่อยที่สุดคือมันฝรั่งทอดแท่งสี่เหลี่ยมอันโต กรอบนอกนุ่มในจิ้มกับมายองเนส

 มันฝรั่งทอดก็ทำไม่ยาก หั่นหัวมันสดๆ เป็นแท่งหนาๆ เอาไปผึ่งให้แห้ง (ถ้าทอดทันทีน้ำมันจะกระเด็น เพราะเนื้อมันยังชุ่มน้ำ) จากนั้นนำมาทอดในน้ำมันท่วมด้วยไฟกลาง พอมีสีเหลืองอ่อนจึงตักขึ้นพักไว้  ถ้าจะกินค่อยนำมาทอดอีกครั้งในน้ำมันร้อนๆ ให้เป็นสีเหลืองทอง  คราวนี้จะได้ฟริตตี้ที่น่ากิน หอมอร่อยเหมือนกินที่เบลเยียม

1. ส่วนประกอบมี 3 อย่าง มันฝรั่ง เนย และนม

2. ต้มมันในน้ำเดือด

3. สะเด็ดน้ำให้แห้ง

4. บดให้ละเอียด ก่อนจะเติมเนย นม และเกลือเล็กน้อย จากนั้นกวนเร็วๆ ให้เป็นสีนวล


เรื่อง/ภาพ เมลเบิร์นเนี่ยน
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #164 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2008, 06:01:58 PM »



Amaltery ไอศกรีมของผู้ใหญ่

:ไอศกรีมของเด็กๆ หารับประทานที่ไหนก็ได้ แต่ไอศกรีมที่ทำมาเพื่อขายผู้ใหญ่โดยตรงนั้นมีอยู่ไม่กี่แห่ง

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หนึ่งในนั้นต้องยกให้ amaltery ร้านไอศกรีมของคนไทยที่โด่งดังมากในฮ่องกงขณะนี้ กล่าวได้ว่าคนฮ่องกงที่เดินทางมาสักการะพระพรหม จะต้องเดินลงมาที่ชั้น G เอราวัณ แบงค็อก เพื่อลิ้มรสไอศกรีมค็อกเทล มีให้เลือกกว่า 40 รสชาติ

  คุณเอิร์ท อัฑฒกร วัฒนพงศ์ศิริ ต้นคิดในการนำเอาคำว่า มอลต์ (malt) - เครื่องดื่มธัญพืชอุ่นๆ ที่ชาวตะวันตกดื่มเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย มาผสานกับ อดัลเทอรี่ (adultery) -ความซุกซนตามภาษาผู้ใหญ่ สื่อถึงแอลกอฮอล์ที่แอบผสมอยู่ในขนมหวานอย่างไอศกรีม ออกมาเป็น อมอลต์เทอรี่ (amaltery) เตรียมเมนูไอศกรีมให้ชิมกันหลายเมนู

 Holy C#?*tard (custard) แค่ชื่อก็สนุกแล้วใช่มั้ยคะ เพราะเขานำเอาเครื่องหมายที่แทนคำอุทานในภาษาเขียนมาใช้ในการตั้งชื่อ ไอศกรีมที่มีสัดส่วนแอลกอฮอล์ 5% ในหนึ่งลูกนี้ เขาเลือก  ATV ( อัลมอนต์ ทอฟฟี่ วอดก้า) สูตรที่คิดขึ้นมาเอง ราดด้วยซอสราสพ์เบอร์รี วางด้วยคัสตาร์ดญี่ปุ่น โรยหน้าด้วยน้ำตาลแล้วใช้ไฟเผาให้น้ำตาลไหม้ เป็นรสชาติที่รับประทานแล้วเข้ากันได้เป็นอย่างดี
 
ถ้าอยากจะลองชิมซอร์เบต์ในสไตล์ ค็อกเทลแล้วล่ะก็ มีให้เลือกเป็นชื่อเพลงที่คุณชอบกันเลย ไม่ว่าจะเป็น Killing  me softly เพลงฮิต ของ โรเบอร์ต้า แฟลค ที่มีส่วนผสมของอมาเร็ตโต ไบเล่ย์ส และ ไอศกรีมบี -52 (บรั่นดี ไบเล่ย์ส คาลัว) หรือ R.E.S.P.E.C.T เพลงดังของ เอรีต้า แฟรงคลิน ซึ่งมีส่วนผสมของบรั่นดี

ทริปเปิลเซค และซอร์เบต์แอปเปิลบรั่นดี

 พึงระลึกไว้ว่าไอศกรีม 1 ลูก มีแอลกอฮอล์ 5% ฉะนั้นจะกินไอศกรีมโดดๆ หรือ ไอศกรีมผสมค็อกเทล ขอให้คิดถึงขีดจำกัดของแต่ละบุคคลด้วยนะคะ Grin


สนใจ แวะไปได้ที่ชั้น G เอราวัณ แบงค็อก  เดินลงบันไดด้านติดกับศาลพระพรหมลงไปร้านจะอยู่ทางซ้ายมือพอดี โทร.               02-252-0232        @

เรื่อง : ปิ่นอนงค์ ปานชื่น

ภาพ : สุกล เกิดในมงคล
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #165 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2008, 07:35:41 PM »



วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11061

ถ้า "อ่าน" ตั้งแต่ "ปฐมวัย" "ภาษาไทย" คงไม่แย่อย่างนี้...!!

โดย สุขุม เฉลยทรัพย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

ความสำคัญของ "ภาษา" ไม่ได้มีเพียงแค่เป็นสิ่งที่คนแต่ละชนชาติใช้เพื่อการสื่อสารเท่านั้น แต่ "ภาษา" เปรียบเสมือนเป็น "วัฒนธรรม" อันแสดงถึงความเป็น "เอกลักษณ์" หรือ "ความเหมือนกัน" ของชนชาตินั้นๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลักษณะการใช้ภาษาของ "คนไทยแท้ๆ" ณ วันนี้ ก็คงต้องพูดตรงๆ ว่า "อดใจหายไม่ได้จริงๆ" ...

"ภาษาเป็นเครื่องผูกพันมนุษย์ต่อมนุษย์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น และไม่มีสิ่งไรที่จะทำให้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกันหรือแน่นอนยิ่งไปกว่าพูดภาษาเดียวกัน รัฐบาลทั้งปวงย่อมรู้สึกในข้อนี้อยู่ดี เพราะฉะนั้นรัฐบาลใดที่ต้องปกครองชนต่างชาติต่างภาษา จึงต้องพยายามตั้งโรงเรียน และออกบัญญัติบังคับให้ชนต่างภาษาเรียนภาษาของผู้ปกครอง แต่ความคิดเห็นเช่นนี้มิใช่จะสำเร็จตามปรารถนาของรัฐบาลเสมอก็หามิได้ แต่ถ้ายังจัดการแปลงภาษาไม่สำเร็จอยู่ตราบใด ก็แปลว่า ผู้พูดภาษากับผู้ปกครองนั้นยังไม่เชื่ออยู่ตราบนั้น และยังจะเรียกว่าเป็นชาติเดียวกันกับมหาชนพื้นเมืองไม่ได้อยู่ตราบนั้น ภาษาเป็นสิ่งซึ่งฝังอยู่ในใจมนุษย์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น"

บทประพันธ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งจากพระราชนิพนธ์ เรื่อง "ความเป็นชาติโดยแท้จริง" ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งนอกจากจะเป็นบทประพันธ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์แล้ว ยังเป็นการสะท้อนที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ "ภาษา" อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธหากพิจารณาจากผลคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติพื้นฐาน ซึ่งเป็นการทดสอบความรู้โดยแบ่งตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ผ่านมาเมื่อไม่นานมานี้ โดยพบว่าเยาวชนระดับชั้น ป.6 มีคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาไม่ถึง 50% โดยเฉพาะวิชาภาษาไทยมีคะแนนเฉลี่ยเพียง 36.58% ผนวกกับลักษณะการใช้ภาษาของคนในสังคมที่มักจะใช้ "ไทยคำอังกฤษคำ" การออกเสียงแบบผิดๆ ถูกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกเสียงคำควบกล้ำที่นับวันก็ยิ่งดูเหมือนว่าจะออกเสียงได้แย่ลงเรื่อยๆ

หรือแม้แต่การบัญญัติศัพท์แปลกๆ ในกลุ่มวัยรุ่น เช่น แอ๊บแบ๊ว ชิวชิว เป็นต้นนั้น ล้วนเป็นภาพสะท้อนที่เป็นรูปธรรมของ "วิกฤตด้านภาษาไทย"

วิกฤตด้านภาษาที่เกิดขึ้นแม้จะเป็นปัญหาที่ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคมเหมือนเช่นปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้แต่สังคม แต่หากปล่อยให้ปัญหาด้านวัฒนธรรมดังกล่าวหมักหมมจน "ตกผลึก" อาจจะส่งผลให้ "ภาษาไทยแบบดั้งเดิมสูญพันธุ์" ก็เป็นได้ และหากภาษาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทยสูญสลายไปก็คงไม่ต่างกับการสูญสิ้น "ความเป็นตัวตน"

วัฒนธรรมด้านภาษาที่แฝงมาพร้อมความเจริญด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี องค์ความรู้ หรือแม้แต่แนวคิดทฤษฎีต่างๆ ซึ่งไทยได้รับจากการเปิดประเทศนั้น แม้จะเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้ "ภาษาไทยเสื่อมมนต์ขลัง" แต่ภาพรวมดูจะเป็นความผิดของ "สังคม" ที่ต่างปล่อยปละละเลยมาช้านาน แต่ถ้าทุกฝ่ายเอาจริงเอาจังและใส่ใจเรื่องนี้มากขึ้น โดยการปลูกฝังให้เด็กไทยรักการอ่าน และเรียนรู้ที่จะอ่านตั้งแต่ปฐมวัย "ภาษาไทย" ก็คงไม่แย่อย่างที่เห็น ณ วันนี้

จากคำกล่าวที่ว่า "ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก" การปลูกฝังอุปนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กนั้น จำเป็นต้องเริ่มปลูกฝังให้ "อ่านตั้งแต่ทารก" โดยบุคคลที่มีอิทธิพลต่อเด็กมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น "พ่อแม่ผู้ปกครอง" ... "ครู" แม้ว่าเด็กแรกเกิดถึงหนึ่งปี อาจจะไม่เข้าใจความหมายของ "คำ" แต่การสอนการอ่านให้เด็กในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ถือเป็นเรื่องที่เร็วเกินไป โดยวิธีสำคัญที่เด็กจะได้ประสบการณ์ทางภาษา คือ "การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง"

การที่พ่อแม่จับเด็กมานั่งบนตักแล้วอ่านหนังสือ นอกจากจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพ่อแม่และเด็ก ทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และมีความสุขแล้ว ยังเป็นรูปแบบของการใช้หนังสือเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้เด็กเกิดความสนใจ และการจดจำภาษา จนทำให้เด็กสามารถใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสมในอนาคต โดยหนังสือที่เหมาะกับวัยทารก ควรบรรยายด้วยภาษาที่เรียบง่าย มีภาพขนาดใหญ่ และชัดเจน วัสดุที่ใช้ทำด้วยกระดาษหนา และค่อนข้างทนทาน หรืออาจเป็นหนังสือที่ทำด้วยวัสดุที่มีความนุ่ม เช่น หนังสือผ้า พลาสติค ฟองน้ำ

สำหรับผู้ใหญ่ หรือวัยรุ่นโทรทัศน์...อินเตอร์เน็ต...ภาพยนตร์...อาจจะเป็น "หน้าต่าง" ที่ใช้เปิดให้เห็นโลกในมุมมองที่แตกต่าง แต่สำหรับเด็กปฐมวัยแล้ว "การอ่าน" ถือเป็น "หน้าต่างแรก" ของชีวิตในการเปิด "โลกแห่งจินตนาการ" และ "โลกแห่งความจริง" ดังนั้น การเลือกหนังสือเล่มแรกให้แก่เด็ก เมื่อถึงวัยที่จะต้องเริ่มหัดอ่านด้วยตนเอง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการเป็นจุดเริ่มต้นของ "ความรู้สึกรักการอ่านที่จะฝังรากลึกไปจนตลอดชีวิต"

ในช่วงวัย 2-3 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะเริ่มเตรียมความพร้อมในการอ่านให้แก่ลูกน้อยนั้นไม่ควรเริ่มต้นจากการสอนให้ลูกอ่านพยัญชนะโดยทันที เนื่องจากการสอนด้วยวิธีดังกล่าวอาจเป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึก "เกลียด" หนังสือให้แก่เด็กโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะเด็กจะรู้สึกว่าถูกบังคับให้ท่องจำ

เพราะฉะนั้นการเตรียมความพร้อมควรเริ่มจากการให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องวัตถุสิ่งของ (Objects) เหตุการณ์ (Events) ความคิด (Thoughts) และความรู้สึก (Feelings) รวมทั้งทักษะการพัฒนาภาษาและคำศัพท์ (Language Skills and Vocabulary) โดยควรเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิด และเล่าประสบการณ์ด้วยตนเองซึ่งพ่อแม่สามารถช่วยเหลือเด็กๆ ให้เรียนรู้ทักษะทั้งหมดนี้ได้ จากการทำกิจกรรมต่างๆ ก่อนการอ่าน (Pre-reading Activities) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยความสนุก

สำหรับแนวทางการเตรียมความพร้อมให้เด็กเป็นนักอ่านที่ดี สามารถทำได้โดย "การอ่านทุกอย่างตามท้องถนน" เล่นเกมหาคำศัพท์ (Word Games) ระหว่างนั่งบนรถโดยใช้ป้ายโฆษณาและป้ายตามท้องถนน (Billboards and Street Signs) เป็นสื่อ "การถามเพื่อให้เด็กเล่าบรรยายเหตุการณ์ต่างๆ" เป็นการสอนให้เด็กรู้จักวิธีการพรรณนาที่ดีและเรียนรู้ว่าจะสร้างเรื่องเล่านั้นๆ ได้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับการกระตุ้นให้เด็กเป็นนักอ่านที่ดี ในช่วงปีก่อนเรียน (Preschool years) ก็คือ "การอ่านออกเสียงให้เด็กฟัง"

การเพาะบ่มอุปนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กนั้น แม้จะต้องอาศัยพ่อแม่เป็น "กำลังหลัก" ในการให้ความใส่ใจดูแลเอาใจใส่โดยเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง แต่ก็คงต้องอาศัยนโยบายด้านการศึกษาจากภาครัฐเป็น "กำลังเสริม" ในการแก้ไขวิกฤต "เด็กไทยอ่อนภาษาไทย" แบบยั่งยืน

เพราะหากปล่อยปละละเลยให้ "เด็กไทย" ทั้งอ่อนภาษา และอ่านเพียงไม่กี่บรรทัดต่อปีเช่นนี้...ก็ควรจะได้ทรัพยากรบุคคลอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ณ วันนี้...

เมื่อ "วันนี้" เป็นอย่างนี้แล้ว "พรุ่งนี้" จะเป็นอย่างไร? คำตอบคงมีอยู่ในใจ คงไม่ต้องอธิบายอะไร? ให้ยาวไปกว่านี้...!!



บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #166 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2008, 07:43:18 PM »



วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11061

ความอร่อยที่เลือกได้

คอลัมน์ ร้อยเหลี่ยมพันมุม

โดย วีณา โดมพนานคร

ความอร่อยที่เลือกได้ในที่นี้ ไม่ใช่ประเภทของอาหารแต่อย่างใด แต่เลือกว่าจะอร่อยด้วยความรู้สึกจากไหน

ปกติการรับประทานอาหารที่อร่อยถูกปากนับเป็นความสุขที่แสวงหากันได้ง่ายและสะดวก แต่เป็นความสุขที่มีจุดผกผัน เพราะความอร่อยอาจนำมาซึ่งความทุกข์ได้ ในกรณีที่มีเรื่องของความอ้วนหรือโรคภัยต่างๆ เกิดขึ้น

เราจึงมักได้ยินเสียงโอดครวญเสมอว่า อยากลดอาหารแต่ทำไม่ได้เพราะมันอร่อย หรือหยุดกินอาหารบางชนิดไม่ได้เพราะอร่อยเหลือเกิน

ความรู้สึกว่าอร่อยรู้กันอยู่ว่ามีจุดเริ่มต้นที่ลิ้น เพราะลิ้นเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่ในการรับรส รสชาติเปรี้ยว หวาน เค็ม ที่ลงตัวของอาหาร เป็นองค์ประกอบของความอร่อยที่เป็นตัวล่อความอยากได้เป็นอย่างดี

ยิ่งอร่อย ยิ่งอยาก อยากลดก็ยิ่งยาก จะกำราบความรู้สึกนี้ได้คงต้องรู้จักมันเป็นอย่างดีเสียก่อน

ในหนังสือ ทวาร 6 ศาสตร์แห่งการรู้ทันตนเอง ของ นพ.สม สุจีรา ช่วยทำให้เราเข้าใจได้ โดยผู้เขียนบอกว่า ความรู้สึกหรือเวทนาอันเกิดจากทวารนี้นั้นรุนแรงนัก

"เวทนาความชอบที่เกิดจากลิ้น ถ้าหลงไปแล้วจะหยุดยากกว่าสุขเวทนาที่เกิดจากทวารอื่นๆ มาก ถ้าจะให้หยุดดูหนังฟังเพลงสักสัปดาห์ก็หยุดได้โดยไม่เดือดร้อน แต่จะหยุดทานอาหารโดยให้กินแต่ของเหลวที่ไร้รสชาติไปหนึ่งสัปดาห์ ทำไม่ได้แน่นอน"

อานุภาพของรสชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร มารู้กัน

"ลิ้นรับรสได้เพียงสี่รส คือ เปรี้ยว เค็ม หวาน ขม ส่วนรสเผ็ดเป็นเพียงอาการปวดแสบปวดร้อนของลิ้น ไม่ใช่รสชาติจากต่อมรับรส ต่อมรับรสหวานจะอยู่ปลายลิ้น รสเค็มจะอยู่ค่อนไปทางขอบลิ้น ดังนั้น ถ้าเราเอาเกลือแตะที่ด้านบนของปลายลิ้น จะไม่รู้สึกเค็มเท่าที่ควร ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเอาน้ำตาลไปแตะที่โคนลิ้นซึ่งทำหน้าที่รับรสขม เราก็จะไม่รู้สึกถึงความหวาน ส่วนรสเปรี้ยวจะมีตำแหน่งรับรสอยู่บริเวณด้านข้างลิ้น"

ไม่ว่ารสไหนๆ หากผสมกันได้อย่างกลมกล่อมแล้ว เรามักจะตกเป็นเหยื่อทุกครั้งไป

"รสก็เหมือนเบ็ดที่เกี่ยวเหยื่อไว้ล่อ ปลาที่อยากลิ้มรสจะตรงรี่เข้ามาฮุบแล้วตายทันที แต่มนุษย์ฮุบเหยื่อแล้วจะค่อยๆ ตายผ่อนส่ง"


ที่ว่าผ่อนส่งนั้นเป็นอย่างไร

"แรงจูงใจที่เกิดจากลิ้นคือรสชาติอาหารที่อร่อยกลับไม่ค่อยมีประโยชน์ บางครั้งกลับเป็นโทษ แต่อาหารที่มีประโยชน์มักจะไม่อร่อย ถ้าเราทำตามความอยากของตัวจะทำให้เรามีแนวโน้มที่จะบริโภคอาหารที่เป็นโทษ ควรสร้างแรงจูงใจที่เป็นฉันทะ เช่น กินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี เพื่อซ่อมแซมร่างกาย ไม่ใช่เป็นแรงจูงใจที่เกิดจากกิเลสตัณหา เช่น กินเพื่ออร่อย เพื่อรสชาติ

เคล็ดลับง่ายๆ ของการใช้ลิ้นอย่างถูกวิธี คือ กินเท่าที่ร่างกายต้องการ ไม่ใช่กินเท่าที่ตัวเราต้องการ หรือกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เป็นการกินที่พอดี ไม่ใช่กินด้วยตัณหาหรือโมหะ"

คนที่ต้องการลดน้ำหนักหรือผู้ที่ต้องควบคุมอาหารบางประเภทด้วยเหตุผลทางสุขภาพคงรู้ดีว่า หลักการที่ดีที่ควรปฏิบัติตามนั้นเป็นไปได้ยากนักหนา ไม่ง่ายแม้ใจจะรู้ว่าอะไรควรอด อะไรควรลด เพราะทันทีที่มีอาการหิว ต้องแสวงหาอาหารมาดับอาการทางกายดังกล่าว ผัสสะต่างๆ ก็ทำงานไปในทางเดียวกัน คือ ช่วยกันกระตุ้นความอยากให้เกิดขึ้นในทุกทิศทุกทาง

เริ่มจากเห็นด้วยตา ได้กลิ่นด้วยจมูก และทันทีที่อาหารเข้าปากให้ลิ้นได้ทำหน้าที่ให้รสชาติได้ปรากฏ ก็คงหลวมตัวเป็นเหยื่อไปแล้ว เพราะในกระบวนการรับรู้รสชาติเหล่านี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว เร็วเกินกว่าที่จะหยุดยั้งไม่ให้ความอร่อยปรากฏขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยตัวเรา หรือใจเราที่ยังไม่ได้ฝึกมาอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเดินทางตรงยังไม่ได้ ก็ต้องหาทางอ้อมกันดูว่าจะช่วยได้บ้างไหม

ถ้าไม่ปล่อยให้การรับรสของเราเป็นไปโดยอัตโนมัติจนเกินไป รสชาติอร่อยที่เรารับรู้ก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นความอร่อยแบบเดิมๆ จากที่ลิ้นส่งผ่านมาก็ได้

อาหารรสจืดก็ทำให้อร่อยได้ ถ้าลองใช้ความคิดกำกับการรับรสดูบ้าง ทำให้ความคิดเป็นใหญ่เหนือสัญชาตญาณความอยากลิ้มรสอร่อย ให้ใจตระหนักให้ได้ว่า รสเค็มไปกว่านี้มีอันตรายต่อร่างกายในอนาคตอย่างไร ไขมันที่ได้จากอาหารบางอย่างเพิ่มน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วปานไหน

ถ้าใจถูกยึดไว้ด้วยความคิดที่ถูกต้อง ความรู้สึกหนึ่งจะเกิดขึ้น นั่นคือ ความไม่อยากกินของที่เล็งเห็นแล้วว่าเป็นโทษแน่ๆ ถึงจุดหนึ่งเมื่อความรู้สึกนี้มีมากพอ ความไม่อยากกินของที่ส่งผลลบต่อเราจะเกิดขึ้น ทำให้หยุดความอยาก ความพึงพอใจต่อความอร่อยผ่านลิ้นแบบเดิมๆ ได้

แล้วพอได้กินอาหารที่ตรงตามความต้องการทางความคิด จะเกิดความรู้สึกอร่อยแบบใหม่ขึ้นได้ นั่นคือ ความอร่อยที่เกิดจากความสบายใจ ที่รู้ว่าอาหารนี้จะไม่เป็นโทษแก่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำหนักหรือโรคภัย

เป็นความอร่อยที่รับรู้อยู่คนเดียว ด้วยใจที่มีสติพอที่จะรู้ว่า หลังจากกินอาหารนี้ไปแล้วจะไม่เดือดร้อนในภายหลัง เป็นความอร่อยที่ให้คุณค่าแท้ ไม่ใช่คุณค่าเทียม และจะเริ่มรู้สึกว่า อาหารที่มีรสอร่อยลิ้น แต่อาจเป็นโทษหรือเป็นส่วนเกินที่เราไม่ต้องการนั้นไม่อร่อยเสียแล้ว เพราะหากกินเข้าไปจะนำความทุกข์มาให้เสียมากกว่า


เรียกว่าไม่ปล่อยให้ลิ้นเป็นใหญ่อยู่เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องสร้างความอร่อยด้วยความคิด ผ่านไปที่จิตใจให้ได้
 
อร่อยแบบสบายใจเป็นไปได้ ถ้าเลือกจะทำ




บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #167 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2008, 08:09:17 PM »


วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11061

ขนมเน่าก็ต้องทิ้ง

คอลัมน์ เกร็ดความรู้

รู้ว่าเด็กๆ ชอบกินขนม ยิ่งสีสวยๆ หอม หวาน อร่อย ยิ่งเป็นที่โปรดปรานของเด็กๆ เป็นอย่างมาก นานๆ กินทีไม่เป็นอะไรหรอก แต่ถ้ากินบ่อยๆ อาจไม่ดีกับสุขภาพได้ ซึ่งขนมอร่อยๆ บางทีเราก็ต้องระวังด้วยเช่นกัน เพราะบางส่วนอาจจะบูดเน่าแล้วก็ได้ เนื่องจากมีเชื้อราขึ้น ซึ่งขนมที่บูดเน่าจะมีรสชาติที่ผิดไป หรือมีกลิ่นเน่าเหม็น ซึ่งอย่าเสียดายด้วยการเฉือนส่วนที่เน่าทิ้ง

ว่ากันว่าส่วนที่บูดเน่าจะอยู่ในเฉพาะบริเวณนั้นเท่านั้น แต่จะมีบางส่วนที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งเชื้อราจะกระจายอยู่ทั่วไปแต่ยังไม่แสดงให้เห็นว่าบูดเน่าอย่างชัดเจน ซึ่งการตัดบางส่วนที่เน่าทิ้งไป ไม่ได้ช่วยได้เลย เมื่อทานเข้าไปอาจทำให้ได้รับเชื้อโรคจากการบูดเน่าของขนมได้


ดังนั้น อย่าเสียดาย และควรที่จะทิ้งขนมนั้นเด็ดขาดนะจ๊ะเด็กๆ








: อันตราย!! "ขนมปังก่อมะเร็ง"   

รมช.สาธารณสุขแฉ สุรินทร์-บุรีรัมย์สุดอันตราย พ่อค้าเห็นแก่ได้นำขนมปังหมดอายุขึ้นรามาหลอกขาย เตือนสารพิษสะสมก่อให้เกิดมะเร็งตับ วอนประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตาแจ้งเจ้าหน้าที่จับดำเนินคดี  โทษจำคุก 3 ปี

นายแพทย์มรกต กรเกษม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการเดินทางไปติดตามงานสาธารณสุขที่จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับรายงานว่าในพื้นที่แถบนี้มีพ่อค้าแม่ค้าในหมู่บ้านนำขนมปังปอนด์ออกจำหน่ายในรูปของแซนด์วิช ขนมปังแผ่นทาสังขยาใบเตย ขนมปังไส้ครีม ที่ผลิตจากโรงงานซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐานการผลิตอาหารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แต่หมดอายุแล้ว มีราขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีขนมปังกรอบไส้ครีมที่ตกเกณฑ์มาตรฐาน โดยบริษัทผู้ผลิตได้เปิดประมูลเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์แต่พ่อค้ากลับประมูลมาแล้วนำไปตากแดด จากนั้นจ้างชาวบ้านในชนบทตกแต่งโดยตัดส่วนที่มีเชื้อราออก ก่อนจะบรรจุในถุงพลาสติกเล็กๆ  มัดเป็นพวง พวงละ  12  ถุง  ราคาขายส่งในตลาดสดพวงละ 9 บาท มีพ่อค้ารายย่อยคาดว่าไม่ต่ำกว่า 2,000 รายนำไปขายปลีกในหมู่บ้าน หรือตระเวนเร่ขายถุงละ 1 บาท



รมช.สาธารณสุขกล่าวเตือนว่า ขนมปังหมดอายุที่มีเชื้อราเมื่อรับประทานเข้าไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างยิ่ง กล่าวคือสารพิษจากเชื้อราบางชนิดมีพิษสูงมาก กรณีที่ได้รับในปริมาณน้อยๆ ก็จะทำให้สารพิษสะสมในร่างกายเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งตับ รวมถึงอาหารที่หมดอายุ มีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ เช่นกัน

"เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ได้กวาดล้างขนมประเภทนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่พบมีการลักลอบขายอยู่เนืองๆ จึงต้องขอความร่วมมือจากประชาชน ครู องค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศ และ อสม.ร่วมกันเป็นหูเป็นตาสอดส่องภัยอันตรายของลูกหลาน" นพ.มรกตกล่าว

ด้าน  นพ.ศิริวัฒน์  ทิพย์ธราดล  เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อาหารทุกชนิดมีอายุการบริโภค เมื่อเก็บไว้นานๆ จะเกิดการเสื่อมสภาพและสูญเสียคุณค่าทางอาหาร หรือผู้บริโภคซื้ออาหารที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุมาบริโภคก็อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ ดังนั้นผู้บริโภคควรสังเกตวัน เดือน ปี ที่หมดอายุ ก่อนการบริโภค

สำหรับผู้ขายขนมตกมาตรฐาน เลขาธิการ อย.เปิดเผยว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร โทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.


ภาพประกอบข่าวจากอินเตอร์เน็ท

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #168 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2008, 09:40:37 PM »

สวนนงนุช เปี๊ยนไป๋




ประวัติสวนนงนุช เมื่อปีพุทธศักราช 2497 คุณ.พิสิทธิ์ และคุณ.นงนุช ตันสัจจา ..ได้ซื้อที่ดินจำนวน 1500 ไร่
หลักกิโลเมตรที่ 163 ระหว่าง พัทยา-สัตหีบเป็นสวนผลไม้เช่น มะม่วง ส้ม มะพร้าว และอื่นๆต่อมาคุณ.นงนุช
ได้เดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ และได้ประทับใจในความสวยงามของสวนต่างประเทศ ..ที่ได้เข้าไปชมประ
กอบกับเป็นคนที่ชอบดอกไม้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงมีแนวคิดที่จะ " จัดสวนให้คนมาเที่ยว " ดังนั้นจึงเปลี่ยนสวน
ผลไม้ที่เป็นอยู่เดิมเป็นสวนไม้ดอก ไม้ประดับ และได้ทำการปลูกสร้างพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเช่น
บ้านพัก ห้องอาหาร และห้องจัดเลี้ยงต่างๆ ไว้สำหรับให้บริการนักท่องเที่ยวผู้ที่มาเยี่ยมเยือนสวนแห่งนี้.....
สวนนงนุช ได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อในปี พุทธศักราช 2523 โดยจัดให้มีการแสดงของศิลปวัฒนธรรม และ
สิ่งที่มีชื่อเสียงที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักสวนนงนุชจะได้แก่สวนที่รวบรวมพันธุ์ไม้ดอก ไม้ประดับทั้งในและต่างประ
เทศเป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบต้นไม้ และสไตล์การจัดสวนที่มีชื่อเสียง. และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจไปกับธรรม
ชาติอันงดงามควรค่าแก่การศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติ ...พวกเราจะได้รู้จักการอนุรักษ์รักษาธรรมชาติและสิ่งที่สวย
งามต่างๆเหล่านี้ให้คงอยู่คู่กับเราตลอดไป...
กิจกรรมภายในสวนนงนุช
หลายอย่างของสวนคือ มีบริการเรือชนิดต่างๆ ให้เช่าพายเล่นในสระ มีสัตว์หลายชนิดให้ชม ศูนย์รวมวัฒนธรรม
แบบไทย มีการแสดงสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วยการฟ้อนรำพื้นเมืองศิลปะการต่อสู้ป้อง
กันตัว (กระบี่, กระบอง, ฟันดาบ) กีฬาพื้นบ้านและการแสดงของช้าง ทุกวัน วันละ 2 รอบ คือ เวลา 10.15 น.
และ 15.45 น. ใช้เวลาแสดงประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ

ศิลปวัฒนธรรมไทยและช้างแสนรู้ การแสดง
รอบเช้าเวลา 09.45 น.-10.15 น. / การแสดง. รอบบ่ายเวลา 15.00 น.-15.45 น.
เวลาในการแสดง... รอบละ 1 ชั่วโมง
ราคาชมการแสดง... ผู้ใหญ่ราคา 300 บาท
ราคาชมการแสดง... เด็กราคา 150 บาท
ติดต่อขอทราบรายละเอียด
เพิ่มเติมได้ที่สำนักงานในเขตเมืองพัทยา โทร.               (038) 429321       , 422958, 238158-60
หรือ กรุงเทพฯ โทร.               (02) 252-1786       , 252-9975





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 26, 2008, 09:56:39 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #169 เมื่อ: มิถุนายน 28, 2008, 08:56:59 PM »



ปวดเรื้อรัง รักษาต้นตอ

:อาการเมื่อยล้า ปวดหลัง-ไหล่ ของคนออฟฟิศ ตั้งแต่ระดับน่ารำคาญไปจนถึงทุกข์ทรมาน รักษาอย่างไร ?

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ทำงานหนักมาทั้งวัน นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ มือซ้ายพิมพ์งาน มือขวาคลิกเมาส์ ติดต่อกันนานกว่า 5-6 ชั่วโมง จนปวดเมื่อยหลัง หัวไหล่ พอได้เวลาพักผ่อน นอนหลับ กินยาแก้ปวด นวดยาแก้เมื่อย ไม่นานอาการก็หายไป สามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างแข็งแรงตามปกติ 

บางคนโชคร้ายกว่า กินยาเท่าไรไม่หาย ซ้ำยังปวดมากขึ้น 

แวร์สมิง แวหมะ แพทย์อายุรเวทประจำศูนย์รักษาไมเกรน และโรคปวดเรื้อรัง ดอกเตอร์แคร์  อธิบายอาการดังกล่าวว่า กว่า 30% ของประชากรเป็นโรคปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนทำงาน พนักงานออฟฟิศ 

"เกือบทุกคนต้องเคยเผชิญอาการปวดกล้ามเนื้อ กลุ่มที่กินยาแก้ปวด หรือทายาคลายเมื่อยแล้วหายก็ไม่มีปัญหา แต่คนอีกกลุ่มที่แม้กินหรือทายา ก็จะหายเจ็บปวดช่วงหนึ่ง แต่อาการปวดก็จะกลับมาอีกทำให้ปวดสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง อาการจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจนำไปสู่โรคอื่นๆ ได้" แพทย์อายุรเวทอธิบาย

อาการปวดเรื้อรังแสดงให้เห็นเด่นชัด โดยมีอาการปวดร้าวลึกๆ ของกล้ามเนื้อ ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย อาจปวดตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะเวลาทำงาน ความรุนแรงของการปวด มีได้ตั้งแต่เมื่อยล้าพอรำคาญไปจนถึงทรมานจนไม่สามารถขยับร่างกายบริเวณนั้นได้ 

บางกรณีมีอาการชามือและขาร่วมด้วย ขณะที่บางรายมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง อาการนอนไม่หลับ หรือมีอาการผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย เช่นไหล่สูงต่ำไม่เท่ากัน หลังงอ คอตก ขาสั้นยาว ไม่เท่ากัน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง น.พ.แวร์สมิง ชี้ว่า เกิดได้หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม, ลักษณะงานที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวต่อเนื่อง เช่น การใช้คอมพิวเตอร์, การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อซ้ำๆ, ลักษณะทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อซ้ำท่าเดียวกันอย่างต่อเนื่อง, การทำงานของกล้ามเนื้อมากเกินไป ขาดการพักผ่อน และการขาดการบริหารกล้ามเนื้อ

ด้วยประสบการณ์การเรียนในด้านแพทย์แผนไทยประยุกต์ ทำให้ น.พ.แวร์สมิงสนใจและศึกษาโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังหรือโรคปวดเรื้อรัง จนทราบว่า สาเหตุของอาการปวดคือ ภาวะ "จุดกดเจ็บ" หรือ Trigger Point บริเวณกล้ามเนื้อนั้นๆ 

จุดกดเจ็บ เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อจนเป็นก้อนเล็กๆ ขนาด 0.5-1 ซม.ซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อหรือเยื่อพังผืด ทำให้กล้ามเนื้อนั้นขาดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยง จนเกิดการอักเสบกล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดจุดกดเจ็บจะเกร็ง นานวันกล้ามเนื้อส่วนบนเกิดเป็นแผ่นแข็ง และมีตัวรับความเจ็บปวดที่ส่งมาจากจุดกดเจ็บ ทำให้มีอาการปวดเมื่อย

"การรับประทานยาแก้ปวด ทายาคลายเมื่อย หรือใช้ความร้อนรักษา ช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนบนคลายตัว ลดอาการเจ็บปวด แต่ไม่สามารถสลายจุดกดเจ็บได้ อาการปวดจึงสามารถกลับมาได้อีกในช่วงเวลา 2-3 วัน เพราะกล้ามเนื้อจะหดตัวและก่อให้กล้ามเนื้อส่วนบนเกร็งตัวจนเป็นแผ่นแข็งดังเดิม" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกล้ามเนื้อกล่าว

วิธีรักษาอาการปวดเรื้อรังปัจจุบัน มีอยู่ 3 วิธี ได้แก่ กินยาแก้ปวดหรือทายาคลายกล้ามเนื้อ, การทำอัลตราซาวด์ เป็นการใช้ความร้อนให้กล้ามเนื้อคลายตัว และการทำกายภาพบำบัด แต่วิธีดังกล่าวเป็นการแก้ปัญหากล้ามเนื้อส่วนบนเท่านั้น และอาการปวดสามารถกลับมาอีก ผู้ป่วยโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังบางรายหันไปหาแพทย์ทางเลือก เช่น การนวดแผนไทย ฝังเข็ม เป็นต้น 

น.พ.แวร์สมิงแนะว่า  ทางเลือกอีกทางของผู้ป่วย คือการบำบัดจุดกดเจ็บหรือ Trigger-Point Therapy เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ โดยผสานแพทย์แผนตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน 

แพทย์ผู้รักษาต้องรู้ศาสตร์ด้านสรีรวิทยา และการกดจุด โดยในขั้นแรก แพทย์อายุรเวทจะสอบถามประวัติการปวดและตรวจหาจุดกดเจ็บที่ซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อและเยื่อพังพืด หลังจากนั้น แพทย์จะทำการคลายกล้ามเนื้อส่วนบนที่มีการเกร็งเพื่อลดอาการปวด 

เมื่อการเกร็งของกล้ามเนื้อคลายลง แพทย์ใช้การกดจุดกดไปที่จุดกดเจ็บบริเวณที่ปวด  เพื่อทำให้จุดกดเจ็บคลายตัว เป็นการนำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงที่จุดกดเจ็บเพื่อลดการอักเสบ

การรักษาจะต้องกดจุดบริเวณนั้นอย่างต่อเนื่อง จำนวนครั้งของการรักษาขึ้นอยู่กับอาการปวด การรักษาจะแบ่งเป็น 2 แบบคือ อาการขั้นแรก คือ ปวดบริเวณใดบริเวณหนึ่ง จุดกดเจ็บมีขนาดเล็กและไม่กี่จุด ซึ่งการรักษาจะใช้เวลา 5-8 ครั้ง การรักษาอาการขั้นที่ 2 เป็นอาการปวดบริเวณใดบริเวณหนึ่ง แต่ปวดร้าวมายังบริเวณใกล้เคียง จำนวนครั้งในการรักษาก็จะเพิ่มมากขึ้น 

หลังการรักษา น.พ.แวร์สมิงอธิบายว่า การบำบัดจุดกดเจ็บจะช่วยลดอาการปวด ทำให้โรคปวดเรื้อรังหรือกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังนี้หายได้ 80% แต่จะเหลือรอยโรค หรือร่องรอยของจุดกดเจ็บที่อาจจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก 

"อีก 20% ที่เหลือเป็นหน้าที่ของผู้ป่วยที่จะต้องดูแลตนเอง เพราะหากยังใช้ชีวิตเช่นเดิม อาการหรือโรคดังกล่าว ก็สามารถกลับมาเป็นอีกได้ภายในช่วง 6-12 เดือน หากไม่ต้องการเจ็บปวดอีก  ผู้ป่วยต้องดูแลและบริหารกล้ามเนื้อสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและมาพบแพทย์อายุรเวทเพื่อตรวจสภาพกล้ามเนื้อปีละครั้ง ก็จะทำให้ห่างไกลจากโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกล้ามเนื้อกล่าว 

นอกจากนี้ น.พ.แวร์สมิงยังแนะวิธีดูแลกล้ามเนื้อว่า หากใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ควรจะปรับวิธีทำงานเล็กน้อย เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ 2 ชั่วโมง และพัก 10 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อที่เกร็งตัวได้ยืดออก โดยใช้ท่าบริหารกล้ามเนื้อทั่วไป เน้นที่ส่วนที่เราปวดเมื่อยหรือใช้งานหนัก แต่หลังเลิกงาน ควรจะทำกายบริหารเพื่อยืดกล้ามเนื้ออย่างเต็มที่เป็นเวลา 20 นาที


เรื่อง : สาลินีย์ ทับพิลา

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #170 เมื่อ: มิถุนายน 28, 2008, 09:43:12 PM »




ยาอายุวัฒนะ

:คนมีชีวิตสมบูรณ์พูนสุข อิ่มเอมกับลาภยศ เปรมปรีดิ์กับทรัพย์สินศฤงคาร ล้วนอยากอยู่เป็นอมตะ และเพียรเสาะหายาอายุวัฒนะ เพื่อคงความเป็นหนุ่มสาวตลอดไป 'สาลินีย์ ทับพิลา' รายงาน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : สมัยโบราณ กษัตริย์หลายพระองค์ของจีนหวังที่จะอยู่ยืนยง ครองบัลลังก์ไปตลอด จึงเสาะแสวงหายาอายุวัฒนะที่เสวยแล้วคงความอ่อนเยาว์มีชีวิตยืนยาว

รายการตำราหลวงบันทึกรายการ "ของวิเศษ" มากมาย ที่ฟังดูแล้วไม่รู้จะไปเสาะแสวงหาที่ไหน อย่าง เขามังกร หนวดเต่า จนถึงของหายากราคาแพงอย่างโสมคน ม้าน้ำ เนื้อจระเข้และสมุนไพรต่าง ๆ ที่ว่ากันว่า จะช่วยคงความเป็นหนุ่มสาวได้

ไม่เพียงแต่จีนที่ค้นหาเคล็ดลับความอ่อนเยาว์ด้วยของแปลก หายาก

 “อลิซาเบธ บาโธนี” เคาท์เตสสาวจากฮังการีก็เป็นอีกรายที่ปรารถนาเป็นสาวสองพันปี ถึงขนาดมัวเมาเข้าใจว่า การได้อาบเลือดเด็กสาวกว่า 600 คนจะช่วยชุบชีวิตให้เยาว์วัยได้ จนกลายเป็นตำนานอันน่าสยอง

หากคนเหล่านี้อยู่ในยุคปัจจุบัน อาจจะไม่ต้องเหนื่อยเสาะหาของวิเศษ หรือของแปลกประหลาดต่าง ๆ มาปรนเปรอตัวเองให้สวยหล่อ อายุยืนค้ำฟ้า เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้อยู่ได้นานขึ้น


สวยด้วยมือเรา

ที่ผ่านมา ดารารุ่นเก๋าหลายคนทั้งไทย ทั้งเทศ พึ่งบริการคลินิก "ยกเครื่อง" กระชับทุกส่วนสัดให้เต่งตึงดูราวกับสาววัยสามสิบต้นๆ อย่างเดมี่ มัวร์

แต่เดี๋ยวก่อน ก่อนจะเสียเงินก้อนโตไปกับเทคโนโลยีล้ำยุคที่จะช่วยดึงผิวหน้าที่เหี่ยวย่นไปตามกาลเวลา ฉุดรั้งวัยสาวให้กลับมา แต่ก็อาจเป็นหนุ่มเป็นสาวได้แค่ภายนอก ระบบร่างกายไม่ได้อ่อนวัยไปด้วย นพ.กฤษฎา ศิรามพุช แพทย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ แนะนำว่า ควรเริ่มปรุงยาอายุวัฒนะด้วยตนเองแต่เนิ่น ๆ

“หลายคนอยากจะอายุยืนยาว อยู่เป็นร้อย ปี แต่ต้องให้ลูกหลานดูแลไปตลอด เดินเหิน ทำอะไรก็ไม่ได้ดังใจ บางคนหน้าใส ตึงเหมือนสาว ๆ แต่จะเดินไปไหน ลูกหลานก็ต้องเข้ามาช่วยพยุง” หมอหนุ่มกล่าวอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่จะแนะวิธีย้อนวันวานด้วย “รู้จักแก่ ก่อนแก่”

นพ.กฤษฎากล่าวว่า ผู้สูงวัยหลายคน อาจจะรู้สึกว่า ตนเองยัง “เอ๊าะ” อยู่ หรือที่เรียกว่า Young at Heart แต่รู้หรือไม่ ที่จริงแล้วนั้นร่างกายคนเราเข้าสู่กระบวนการชรา (Aging Process) หรือ แก่ตั้งแต่อายุราว 25 ปีเป็นต้นไป

หลายคนอาจจะรู้สึกแก่ตามสัญญาณความแก่ที่ส่งออกมา อาทิเช่น รู้สึกล้าแต่ไม่เชิงเหนื่อย, ไม่สดชื่น อ่อนเปลี้ยเพลียแรง, ล้าทั้งกายและสมอง, นอนมากเท่าไรก็รู้สึกไม่อิ่ม, ความจำแย่ลงต้องใช้เวลาในการจำแต่ละเรื่องนานขึ้น, คิดเลขได้ช้ากว่าแต่ก่อน, ไม่ค่อยรู้สึกโรแมนติกเหมือนเก่า และอื่น ๆ

แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยชี้ว่า ความแก่มี 2 รูปแบบ คือ แก่โดยอายุ และ แก่ทางชีวภาพ

“ถ้า เราแก่ทางชีวภาพ มากกว่าแก่โดยอายุ ผลลัพธ์คือ ดูแก่กว่าวัย, ถูกเด็กเรียกว่าปู่ย่าหรือโรคชราถามหา แต่ถ้าเราแก่ทางชีวภาพน้อยกว่าแก่โดยอายุ ผลลัพธ์คือ ดูหนุ่มสาวกว่าวัย, ยังรู้สึกมีพลังเหมือนวัยเยาว์ เผลอ ๆถูกเรียกว่าสาวสองพันปี” นพ.กฤษฎาอธิบายอย่างอารมณ์ดี


แก่แต่ยังมีไฟอยู่

สิ่งสำคัญที่แพทย์หนุ่มแนะนำคือ ต้องเชื่อว่า ตนเป็นหมอที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ไม่ต้องพึ่งมีดหมอหรือยาเป็นกำมือ นพ.กฤษฎาแนะนำเคล็ดลับ “สูงวัยแต่ไม่แก่ชรา” ด้วยหลัก 3เอช (3H) ได้แก่ Healthy Weight, Healthy Diet& Lifestyle และ Healthy Mind

หลัก H แรกคือ Healthy Weight เป็นการจำกัดแคลอรี โดยตัดอาหารออก 1 มื้อ หรือประมาณ 40% ของอาหารที่เรากินใน 1 วัน เหมือนกับพระสงฆ์ที่ฉันอาหารเพียง 2 มื้อ ซึ่งนพ.กฤษฎามองว่า เป็นการลดอนุมูลอิสระ เพื่อให้ร่างกายไม่เกิดสนิม

“การลดอาหารนี้ ไม่ใช่การตะบี้ตะบันลดเพื่อให้ผอมสวย แต่ควรลดแป้งและน้ำตาล คนไทยส่วนมากเป็นโรคติดแป้ง หลายคนกินข้าวแล้วต้องกินของหวานตาม ซึ่งเป็นอาการของโรคติดแป้งที่ควรลด และใช้วิตามินมาเสริม ดังเช่นพระพุทธเจ้า ที่ฉันเพียงน้ำปาณะ ซึ่งเป็นน้ำผลไม้ 8 ชนิดที่อุดมวิตามินที่ร่างกายต้องการ” แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยกล่าว

หลัก H ที่ 2 คือ Healthy Diet& Lifestyle โดยเริ่มจาก Diet หรือโภชนาการ ซึ่งจะเน้นการกินอาหารให้ได้ประโยชน์มากกว่าเป็นแค่อาหารที่กินเพื่ออิ่มท้อง แพทย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ บอกว่า อาหารก็เหมือนยา ต้องกินให้ได้ตามอัตรา

“ผักใบเขียวจัด ไม่ว่าจะเป็น บล็อกโคลี คะน้า ตำลึง ผักหวาน 5 กำมือหรือราว 0.5 กิโลกรัมต่อวัน ปลาทะเล 2 ตัวต่อวัน สามารถเปลี่ยนเป็นปลาทู 2 ตัวหรือปลากระป๋อง 1 กระป๋องแทน” คุณหมอหนุ่มกล่าวก่อนเสริมว่า ควรทำอาหารด้วยวิธีการนึ่ง อบ ต้ม ซึ่งจะช่วยลดสารพิษได้มากกว่า 90% โดยที่วิตามินบางส่วนของผัก ปลาอาจจะหายไปบ้าง แต่ก็จะยังมีเหลือในปริมาณที่ร่างกายต้องการ

ส่วน Lifestyle หรือวิถีชีวิตนั้น แพทย์เน้นการออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายตามความชอบ โดยใช้ระบบออกกำลังกายแบบสลับช่วง (Interval Training) โดยออกกำลังกายแบบเต็มที่ 2 นาที แล้วจึงทำแบบผ่อนแรง 2 นาทีสลับกันไป ซึ่งการออกกำลังกายในลักษณะนี้ มีผลการวิจัยรับรองว่า สามารถลดน้ำหนักได้ดีมาก ทั้งยังสารอนุมูลอิสระในหัวใจและปอดด้วย

ส่วน H ที่ 3 หรือ Healthy Mind นั้น นพ.กฤษฎาบอกว่า การออกกำลังใจเป็นลักษณะเฉพาะของไทย เพราะในต่างประเทศ ศาสตร์ชะลอวัยจะเน้นเพียง 2 เอชแรกเท่านั้น แต่การออกกำลังจิตใจและสมองเป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นชิน นั่นก็คือ การทำสมาธิ ซึ่งเป็นการยืดอายุชีวภาพ

“จากที่ศึกษาด้านนี้ พบว่ามีงานวิจัยรับรองแล้วว่า ยิ่งทำสมาธินานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งคืนความเป็นหนุ่มเป็นสาวได้มากเท่านั้น เพราะสามารถไปปรับลดฮอร์โมนเครียดและเพิ่มฮอร์โมนสุข (Endorphins) ได้จริง” หมอหนุ่มกล่าวก่อนชี้ว่า

หากทำสมาธิไม่ได้ การมีสติ อยู่กับปัจจุบัน ไม่คิดถึงอดีตหรือกังวลต่ออนาคต รวมไปถึงการอ่านหนังสือวรรณกรรมดี ๆ ที่ทำให้จิตใจจดจ่อก็จะช่วยได้ ในขณะที่การเล่นโยคะหรือการสวดมนต์ก็เป็นการน้อมนำจิตเช่นกัน

ในขณะที่หลายคนอยากอายุยืนเป็น 100 ปี แต่ก็กลัวการอยู่แบบหง่อมหงัก นพ.กฤษฎาแนะวิธีดูแลตนเอง ก่อนที่จะแก่ ให้แก่อย่างมีคุณภาพคับแก้ว โดยเริ่มจากพฤติกรรมการนอน ที่ควรนอนไม่เกิน 4 ทุ่ม ตื่น 6 โมงเช้า ออกกำลังกายแบบสลับช่วงทุกเช้า-เย็น กินอาหาร 2 มื้อ และเสริมมื้อเย็นด้วยวิตามินจากธรรมชาติ เช่นผัก ผลไม้ งดดื่มเหล้า สูบบุหรี่ รวมถึงกาแฟ ซึ่งเป็นตัวการก่อสารอนุมูลอิสระ

“ที่สำคัญ อย่ากลัวแก่ เจ็บ ตาย จนมาบดบังความคิด การตัดสินใจที่มีเหตุผล และไปใช้เทคโนโลยีราคาแพงเราควรรู้จักแก่ ก่อนที่จะแก่ รู้จักเจ็บ ก่อนที่จะเจ็บ และรู้จักตาย ก่อนที่จะตาย เพราะหากเรารู้ว่า ความแก่เป็นอย่างไร จะเข้ามาหาเราอย่างไร เมื่อไหร่ เราก็จะสามารถดูแลตนเอง และป้องกันผลของความแก่ ทำให้เราแก่อย่างมีคุณภาพได้” แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย เตือนสติ


ยาเฉพาะบุคคล

รศ.ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ จากคณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า อยากมีชีวิตยืนยาวไม่ยากเลย แต่คงไม่อยู่กันเป็นหมื่นเป็นพันปีอย่างตำนาน หากต้องการมีชีวิตห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บสามารถป้องกันได้โดยการตรวจพันธุศาสตร์

"การตรวจพันธุศาสตร์ เป็นการตรวจในระดับหน่วยพันธุกรรมหรือยีน และกรรมพันธุ์ต่าง ๆ  ทำให้รู้ว่าเรามียีนอะไรบ้าง" ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์คนไทยกล่าว

การตรวจพันธุศาสตร์แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ การตรวจพันธุศาสตร์เพื่อการรักษา และการตรวจพันธุศาสตร์เพื่อหาความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง

การตรวจพันธุศาสตร์เพื่อการรักษา เป็นการนำเทคโนโลยีพันธุศาสตร์มาตรวจพันธุกรรมของแต่ละบุคคลและคัดกรองหายาที่เหมาะสมกับพันธุกรรมของคนนั้น ๆ ซึ่งหลายคนเรียกว่า ยาเฉพาะบุคคล

หากเปรียบเทียบกับยาแก้ไข้ ยาแก้หวัด ยาแก้อาการซึมเศร้า และอื่นๆ ทั้งที่หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายยา และยาที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์ เป็นยาที่ใช้รักษากับทุกคนที่มีอาการป่วย แต่ความเป็นจริง ร่างกายของมนุษย์แต่ละคนมีความสามารถในการดูดซับสารเคมีจากตัวยาต่างกัน ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของแต่ละคน บางคนจึงกินยาเม็ดเดียวหาย แต่หลายคนไม่เป็นอย่างนั้น

การแพทย์สมัยใหม่จึงเชื่อว่า หากผู้ป่วยได้รับการตรวจพันธุศาสตร์ก่อน แพทย์สามารถจัดยาให้อย่างเหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล

 สำหรับการตรวจพันธุศาสตร์เพื่อหาความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างออกไป เป็นการตรวจเลือด ยีน โครโมโซม เพื่อดูความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็ง หัวใจ เบาหวาน ยีนแพ้ยาคุมกำเนิด รับแนวโน้มของการแพทย์อนาคตที่เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา

หมายความว่า ตรวจโอกาสเสี่ยงเป็นโรค และหาแนวทางป้องกันความเสี่ยง หรือลดความเสี่ยงเกิดโรคให้ได้มากที่สุด

รศ.ดร.วสันต์กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวไม่ได้เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ หรือเรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นเทคโนโลยีที่นำมาใช้ได้จริงในปัจจุบัน และยังช่วยลดงบประมาณด้านการจัดหายาด้วย

เขายกตัวอย่างกรณียารักษาโรคเอดส์ที่หมดสิทธิบัตรแล้ว ยาบางตัวมีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย แต่สามารถนำเทคโนโลยีการตรวจพันธุศาสตร์มาคัดกรองหายาที่เหมาะสมกับพันธุกรรมของผู้ป่วยบางรายได้ หากตรวจพบว่าผู้ป่วยไม่แพ้ยาดังกล่าว

“การตรวจหายีนแพ้ยานั้น จะช่วยให้แพทย์สามารถเลือกยาที่เหมาะสมกับพันธุกรรมของร่างกายผู้ป่วย เพื่อให้การรักษาได้ประโยชน์สูงสุด ในงบประมาณที่เหมาะสม” แพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดีกล่าว

สำหรับการตรวจยีนเพื่อหาความเสี่ยงโรคร้ายนั้น รศ.ดร.วสันต์มองว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนควรตรวจ เพราะหากตรวจพบจะได้เตรียมตัวและป้องกันตนเองได้ทัน ในขณะเดียวกัน การตรวจพบความเสี่ยงก็ไม่ได้หมายความว่า คนคนนั้นจะต้องเป็นโรคนั้นเสมอไป

“การตรวจพันธุศาสตร์เพื่อหาความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง ยังไม่เป็นที่นิยมนัก เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งยังไม่สามารถตรวจได้แม่นยำ 100% เพราะอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน หากเราตรวจพบว่ามีโอกาสเป็น 80% แต่เราก็อาจจะอยู่ใน 20% ที่เหลือและไม่เป็นโรคร้าย"

อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ไทยมองว่า การตรวจพันธุศาสตร์ช่วยให้มนุษย์รู้จักดูแล และป้องกันความเสี่ยงได้ก็จริง แต่ต้องระวังต้องไม่ทำให้ผู้เข้ารับการตรวจเกิดวิตกจริต จนกลายเป็นโรคหวาดระแวง ทางที่ดีที่สุดคือ ควรทำแบบทดสอบสภาพจิตใจก่อนที่จะทำการตรวจพันธุกรรม


ยาวิเศษรักษาหายทุกโรค

นอกจากจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ สำหรับคนที่หวังจะยืดอายุขัยให้ตนเองอยู่ชื่นชมโลกนานขึ้น การแพทย์ที่ก้าวหน้าก็ยังเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนายาและวัคซีนใหม่ สำหรับรักษาโรคที่รักษาไม่หายหรือป้องกันไม่ได้ในอดีต เช่น กรณีของวัคซีนไข้เลือดออก

 ศ.ดร.สุธี ยกส้าน ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาวัคซีนแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของงานวิจัยและพัฒนาวัคซีนโรคไข้เลือดออกเผยว่า งานวิจัยวัคซีนไข้เลือดออกตอนนี้ สามารถพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จในขั้นเบื้องต้นแล้ว เป็นวัคซีนที่กันเชื้อไวรัสเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์ได้ภายในการฉีดไม่เกิน 2 เข็ม และจะพัฒนาเพิ่มให้ป้องกันเชื้อทั้ง 4 สายพันธุ์ได้ในเข็มเดียว

ศูนย์พัฒนาวัคซีนแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล มีแผนร่วมมือกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย (ทีเซลล์) ต่อยอดงานวิจัยไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยทีเซลล์เข้ามาสนับสนุนทุนในการสร้างโรงงานต้นแบบ

โรงงานวัคซีนแห่งนี้อยู่ระหว่างรอมหาวิทยาลัยมหิดลอนุมัติสถานที่ก่อสร้าง คาดว่าจะใช้เวลา 1 เดือน ก่อนจะเริ่มก่อสร้าง โดยน่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2552 ทีมวิจัยจะผลิตวัคซีนออกมาเพื่อทดสอบทางคลินิกก่อน แล้วจึงจะได้เป็นวัคซีนที่พร้อมสำหรับเด็กวัยก่อนอนุบาล

“ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่แย่ลงทุกวัน ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ โรคติดเชื้อ โรคเรื้อรังต่าง ๆ แต่เราสามารถมีอายุยืนยาวได้ หากมีการพัฒนาวิธีการรักษา และป้องกัน ด้วยการวิจัยและพัฒนาวัคซีนหรือการรักษาแบบใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยดูแลคนในประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ” ศ.ดร.สุธี แจง
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #171 เมื่อ: มิถุนายน 29, 2008, 10:28:19 PM »



มิถุนายน พ.ศ. 2551 03:41:00

สนใจมั้ย...ถ้าคุณเก็บข้อมูลบนเว็บได้ถึง 30 GB

Online Harddisk:เว็บไซต์ Humyo.com ที่มีลักษณะการทำงานเหมือนฮาร์ดดิสก์ออนไลน์เว็บไซต์ที่ให้พื้นที่เก็บข้อมูลฟรีๆ ถึง 30 GB และเพิ่มได้ถึง 100 GB ด้วยราคาเดือนละ 100 กว่าบาทเท่านั้น

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เว็บไซต์นี้มีชื่อว่า Humyo.com ซึ่งให้พื้นที่เก็บข้อมูลมากถึง 30 GB หรือเรียกว่าเป็นฮาร์ดดิสก์ออนไลน์ขนาดย่อมๆ เลยทีเดียว ข้อกำหนดก็คือว่าทางเว็บไซต์ให้พื้นที่ 25 GB ในการเก็บข้อมูลมัลติมีเดีย จำพวกเพลงและวีดีโอ ส่วนอีก 5 GB ที่เหลือสามารถเก็บไฟล์ประเภทไหนก็ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ถ้าต้องการพื้นที่มากกว่านั้นก็ต้องจ่ายเพิ่มเอา

จุดเด่นของ Humyo.com ไม่ได้อยู่ที่พื้นที่เก็บข้อมูลขนาดมหึมาเท่านั้น แต่ระบบจัดการไฟล์ของเว็บแห่งนี้ยังเป็นเลิศอีกด้วย เพราะที่นี่ใช้จาวาในการแสดงผล ทำให้ผู้ใช้สามารสร้างโฟลเดอร์ แยกประเภทโฟลเดอร์ และลากไฟล์ไปมาบนหน้าเว็บได้โดยตรง

และที่ดูจะเข้าท่ามากที่สุดคงหนีไม่พ้นระบบ Windows Desktop Client ซึ่งเป็นโปรแกรมสร้างไดรฟ์ออนไลน์ในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ เช่นเดียวกับไดรฟ์ C หรือ D เมื่อผู้ใช้ต้องการอัพโหลดหรือดาวน์โหลดข้อมูล ก็เพียงลากไฟล์จากไดรฟ์หนึ่งไปยังไดรฟ์ออนไลน์ได้ทันที เหมือนกับการโยกย้ายไฟล์ในเครื่องคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว

ข้อเสียอย่างเดียวของเว็บนี้คือโยกย้ายไฟล์ได้ทีละหนึ่งไฟล์เท่านั้น ซึ่งทาง Humyo.com บอกว่าเว็บนี้ไม่ได้มุ่งเน้นพัฒนาเรื่องการโหลดไฟล์ทีละมากๆ แต่เน้นเรื่องการเข้าถึงและจัดการไฟล์ออนไลน์ต่างหาก อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์แท้จริงน่าจะเป็นเพราะ Humyo.com ต้องการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญามากกว่า

สำหรับระบบ Windows Desktop Client นั้น Humyo.com ให้ทดลองใช้ฟรี 14 วัน ถ้าหลังจากนั้นต้องการใช้ต่อก็ต้องจ่ายค่าสมาชิกในราคา 59.99 ดอลลาร์สหรัฐ และยังได้พื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มเป็น 100 GB อีกด้วย

บริการพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์นี้ ไม่ได้มีเฉพาะ Humyo.com เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายค่าย เช่น MobileMe ของ Apple ซึ่งจะเปิดตัวให้สาวก Mac ใช้งานได้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ในราคา 99 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี อีกค่ายที่น่าสนใจคือ Dropbox ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้ายๆ กัน แต่ขณะนี้ออกมาให้ใช้ในเวอร์ชันเบต้าเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทุกวันนี้จะมีเว็บไซต์ที่บริการพื้นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ให้เลือกมากมาย แต่ก็อย่าลืมว่าเว็บไซต์บนโลกออนไลน์นั้นอาจจะล่มเมื่อไหร่ก็เป็นได้ ดังนั้น การสำรองข้อมูลเอาไว้เองก็ยังคงจำเป็นอยู่เสมอนั่นเอง


บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #172 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2008, 01:15:47 PM »


น้ำมะพร้าวชะลอวัยทองสมองเสื่อม

:นอกจากน้ำมะพร้าวช่วยลดอาการวูบวาบของสตรีวัยหมดประจำเดือนได้แล้ว ยังลดอาการอัลไซเมอร์สได้ด้วยนะ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยืนยันคุณสมบัติน้ำมะพร้าวชะลอโรคอัลไซเมอร์ในกลุ่มหญิงวัยทอง ทดแทนฮอร์โมนสังเคราะห์ หากรับประทานระยะยาวเสี่ยงเกิดมะเร็ง

ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวว่า ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือหญิงวัยทองที่ขาดฮอร์โมนจากรังไข่มากระตุ้นมดลูก เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ กระดูกผุ จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนสังเคราะห์ทดแทน

อย่างไรก็ดี มีผลวิจัยจากต่างประเทศเตือนว่า การรับฮอร์โมนสังเคราะห์ต่อเนื่องนานกว่า 5 ปี มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่

ทีมวิจัยจึงตั้งเป้าหาสารธรรมชาติทดแทนฮอร์โมนสังเคราะห์ โดยนำน้ำมะพร้าวมาศึกษา เนื่องจากมีเอสโตรเจนสูงไม่ต่างจากถั่วเหลืองและกวาวเครือขาว หลังทดสอบฤทธิ์ของน้ำมะพร้าวในหนูขาวเพศเมียที่ถูกตัดรังไข่ พบว่าหนูที่ได้รับน้ำมะพร้าวมีพยาธิสภาพของโรคอัลไซเมอร์น้อยกว่าหนูกลุ่มที่ไม่ได้รับน้ำมะพร้าว

คนสมัยก่อนมักแนะนำให้สตรีวัยทองดื่มน้ำมะพร้าว เพื่อลดอาการวูบวาบจากภาวะหมดประจำเดือน แต่ยังไม่มีงานวิจัยเชิงลึกเพื่อยืนยันคุณสมบัติของน้ำมะพร้าว เพื่อใช้เป็นแหล่งฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจน

นักวิจัยนำหนูขาวเพศเมีย อายุ 4 เดือน มาตัดรังไข่ออกและแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้น้ำมะพร้าวปริมาณ 100 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และอีกกลุ่มไม่ให้น้ำมะพร้าวเป็นเวลา 5 สัปดาห์ จากนั้นนำไปผ่าสมองเพื่อตรวจสอบระดับเซลล์

“น้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงไม่ต่างกับถั่วเหลืองและกวาวเครือขาว ที่หญิงวัยทองส่วนใหญ่บริโภคทดแทนฮอร์โมนสังเคราะห์อยู่ แต่ก็ไม่ควรดื่มมาก อาจเลือกดื่มสลับกับน้ำนมถั่วเหลือง เนื่องจากมีส่วนกระตุ้นให้ไขมันชนิดดี (เอชดีแอล) มีปริมาณสูงขึ้นเกินความจำเป็นด้วย” ดร.นิซาอูดะห์กล่าว

ผลการตรวจสอบพบว่า หนูขาวที่ได้รับน้ำมะพร้าวจะมีอัตราการตายของเซลล์ประสาทน้อยกว่าหนูที่ไม่ได้รับน้ำมะพร้าว แผลที่เกิดจากการผ่าตัดแห้งและหายได้เร็วกว่า มีขนที่นุ่มและผิวขาวใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ ทีมวิจัยกำลังศึกษาต่อในส่วนของการออกฤทธิ์สมานแผลของน้ำมะพร้าว เพื่อหาข้อสรุปว่า นอกจากการนำน้ำมะพร้าวมาใช้เป็นสารทดแทนฮอร์โมนสังเคราะห์สำหรับหญิงวัยทองได้แล้ว ยังสามารถออกฤทธิ์รักษาบาดแผลได้จริงหรือไม่

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #173 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2008, 01:31:20 PM »


ทำอย่างไรเมื่อวัยรุ่นเครียด!

" ผู้ปกครองควรสอนให้ลูกฝึกกลับ จากด้านบวกเป็นด้านลบ จากด้านลบเป็นด้านบวก ให้เด็กคิดว่าบางเรื่องเป็นด้านบวก แล้วถ้าลองคิดให้เป็นลบ ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้น และจะรู้สึกอย่างไร"

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : บางคนบ่นอยากกลับเป็นเด็กจะได้ใช้ชีวิตวิ่งเล่นสนุก สบายใจไม่ต้องมีเรื่องปวดหัวกับการงานในแต่ละวัน

หารู้ไม่ว่า เห็นหัวเราะหน้าใสครึกครื้น แต่ข้างในพวกเขาอาจขมขื่น อย่างที่โบราณเรียกว่า "หน้าชื่น อกตรม"

แล้วอะไรเป็นสาเหตุเด็กเครียด ลองไปฟังความเห็นจิตแพทย์ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเด็กและวัยรุ่นกันดีกว่า

พ.ญ.เพียงทิพย์ พรหมพันธุ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ บอกว่าอาการของเด็กที่เข้าข่ายว่าเกิดความเครียดสามารถสังเกตได้จากอาการหลายอย่างแตกต่างกันไปแล้วแต่วัยของเด็ก เช่น เด็กวัยก่อนเข้าเรียน ก็มักจะมีอาการปวดทางร่างกาย ปวดหัว ปวดท้อง รับประทานอาหารไม่ได้ หรือไม่ก็นอนไม่หลับ

" เด็กในวัยเรียน ลองสังเกตดูว่า พวกเขามีอาการผิดปกติหรือไม่ สังเกตได้จากการพูดน้อยลง หรือไม่ก็พูดอะไรในด้านลบ ตัวอย่างก็คือ เด็กอาจจะพูดอะไรที่สะท้อนความรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รัก หรือ เพื่อนไม่รัก ซึ่งอาจจะตีความออกมาในลักษณะว่าเด็กรู้สึกผิด ทั้งที่จริงแล้วไม่ได้ผิดอะไร และคิดว่าพ่อแม่จะไม่ให้อภัย " จิตแพทย์แนะช่องทาง

ส่วนเด็กวัยรุ่นจะมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น อาการที่สังเกตได้คือ เด็กมักจะไปทำกิจกรรมที่เพลิดเพลิน สนุกสนาน หรือให้ความบันเทิงมากขึ้น เช่น การแชตผ่านอินเทอร์เน็ต เล่นเกม หรือ การออกจากบ้านไปหลายวัน เพื่อไปเที่ยวสนุกกับเพื่อน วัยรุ่นมักจะใช้กิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานเมื่อเกิดความเครียด

พ.ญ.เพียงทิพย์ แนะนำว่า ก่อนอื่นพ่อแม่จะต้องรับรู้ถึงปัญหาเสียก่อน โดยการสังเกตลักษณะอาการของลูกๆ อย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าหากทราบถึงปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะสามารถทำให้แก้ไขได้ง่ายอย่าปล่อยให้เด็กเครียดเป็นเวลานาน พ่อแม่ต้องคอยให้คำแนะนำปรึกษากับลูก ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดี

" ยกตัวอย่าง เด็กเครียดที่ต้องออกไปพูดหน้าชั้นเรียนเป็นคนแรก เพราะครูเห็นว่าลูกขาดความมั่นใจและเพื่อเป็นการฝึกในด้านบุคลิกภาพ ตรงนี้เด็กอาจจะเกิดความเครียดที่ต้องออกไปพูดเป็นคนแรกหน้าชั้นเรียน พ่อแม่ควรสื่อสารกับลูกโดยช่วยพูดกับครูว่าอาจจะขอให้ลูกของตนออกไปพูดเป็นคนที่สองได้หรือไม่ ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายความเครียดลง " พ.ญ.เพียงทิพย์ แนะ

หาทางช่วยเหลือเด็กวัยรุ่นอีกทางหนึ่งก็คือ การให้คำแนะนำ และคอยเป็นที่ปรึกษา โดยจะเน้นให้ลูกฝึกคิดด้านบวกให้เป็นด้านลบ และคิดด้านลบให้กลายเป็นด้านบวก เน้นสอนให้เด็กคิดว่าบางเรื่องเป็นด้านบวกแล้วถ้าลองคิดให้เป็นลบผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้น และจะรู้สึกอย่างไร

วิธีการนี้เป็นการฝึกให้ลูกรู้จักยอมรับความแตกต่าง โดยพ่อแม่จะต้องหมั่นตั้งคำถาม แล้วก็คอยรับฟังความคิดเห็น เช่น เด็กอาจจะเครียดเพราะว่าเพื่อนที่โรงเรียนไม่ชอบเนื่องจากว่าจบโรงเรียนนานาชาติมาก็เลยรู้สึกว่าตัวเองแตกต่าง

ตรงนี้พ่อแม่จะต้องตั้งคำถามให้เด็กได้คิดว่า นอกจากการจบนานาชาติมาแล้วยังมีสาเหตุอื่นหรือเปล่าที่เพื่อนอาจจะไม่ชอบ หรือเตือนสติว่า การคิดแบบนั้นทำให้ไม่มีความสุข บางอย่างแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ต้องเตรียมคำตอบให้ดี เพราะบางทีเด็กอาจจะถามย้อนกลับว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วพ่อแม่จะทำอย่างไร เนื่องจากธรรมชาติของเด็กวัยรุ่นต้องการเพียงแค่คำปรึกษาเท่านั้น

หากยังไม่ได้ผล ก็อาจจะต้องพาไปพบจิตแพทย์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัย เด็กบางรายอาจจะมีสาเหตุของความเครียดมาจากพันธุกรรม เป็นโรควิตกกังวล บางคนอาจจะมีอาการขั้นรุนแรง ส่งผลกระทบต่อการเข้าสังคม การเรียน การกิน และการนอน

ส่วนวิธีการรักษาก็อาจจะต้องใช้ยาในความดูแลของแพทย์เพื่อเพิ่มสมดุลให้กับสมอง และระบบประสาท ด้วยยาคลายกังวล และ ยาต้านความเศร้า ซึ่งยาทั้งสองจะไปช่วยกระตุ้นในส่วนของระบบประสาทอัตโนมัติ

สำหรับการป้องกัน พ.ญ.เพียงทิพย์ แนะนำว่า ผู้ปกครองควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลี้ยงดูให้เหมาะสม และสอดคล้องกับเด็กแต่ละคน เพราะเด็กจะมีพัฒนาการ ความสามารถ ระเบียบวินัย นิสัยใจคอ และอารมณ์ที่แตกต่างกัน

" ผู้ปกครองต้องไม่คาดหวังในตัวเด็กมากเกินไป ควรปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้กับเด็ก เปรียบเสมือนเป็นวัคซีนทางใจ และไม่ควรที่จะปกป้องเด็กมากเกินไป เพราะจะทำให้เด็กอ่อนแอได้ "

ผลกระทบที่เกิดจากความเครียด ที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ อาการ ปวดหัว ปวดข้อ ระบบการย่อยอาหารทำงานไม่ปกติ การทำงานของประสาทสมอง หัวใจทำงานไม่ปกติ ภูมิคุ้มกันต่ำ หรืออาจจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเช่น หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า บางทีเด็กไม่มีสมาธิในการเรียน ผลการเรียนตกต่ำ มีสัมพันธภาพไม่สมดุลกัน แต่ที่แย่และอันตรายไปกว่านั้นหากเด็กมีความเครียดสะสมมากก็อาจจะถึงขั้นทำร้ายร่างกาย หรือฆ่าตัวตายเลยก็ได้

จากสถิติพบว่าความเครียดมักจะเกิดขึ้นกับเด็กทั้งชายและหญิงอัตราเท่ากัน แต่สำหรับความเครียดที่เกิดอาการซึมเศร้านั้น พบว่าเด็กผู้หญิงมีอัตราเครียดมากกว่าเด็กชาย 2-3 เท่า เพราะปัจจัยหลายอย่าง เช่น ฮอร์โมนทางเพศของผู้หญิง เพราะบางทีผู้หญิง มักจะเครียด หรือ หงุดหงิดในช่วงที่มีประจำเดือน จึงทำให้เด็กหญิงมีอัตราความเครียดมากกว่าเด็กผู้ชาย
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #174 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2008, 01:46:28 PM »



เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว

:มีคนไม่น้อยที่ผจญกับอาการภูมิแพ้ แต่มีเพียงไม่มากที่รักษาอย่างจริงจัง มารู้จักและรู้วิธีอยู่ร่วมกับ "ภูมิแพ้"

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : น้ำฝน ยิ้มหน้าบานทันทีที่เห็นแฟนหนุ่มหอบดอกไม้ช่อโตมาเซอร์ไพรส์ถึงออฟฟิศ 

คงเป็นอย่างที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมว่าไว้ "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" เพราะเพื่อนสาวที่นั่งโต๊ะข้างๆ ออกอาการฟึดฟัด หน้าตาแดงก่ำ น้ำหูน้ำตาไหล ให้เห็นต่อหน้าต่อตา

ไม่ใช่อิจฉาหรอกนะ แต่เธอแพ้เกสรดอกไม้ต่างหาก แสดงอาการคนขี้แพ้ตั้งแต่ชายหนุ่มยังไม่เดินออกมาจากลิฟต์

“ภูมิแพ้เป็นมหันตภัยที่อาจเกิดกับคนใกล้ตัว ใน 5 คนจะพบคนเป็นภูมิแพ้ถึง 2 คน ถือว่าชุกชุมพอสมควร” รศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์ จากภาควิชากุมารเวช คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังจะมาบอกวิธีเอาชนะให้คนขี้แพ้

อาการแสดงออกของโรคภูมิแพ้ที่พบมากคือ หอบหืด เกิดจากการได้รับสารก่อภูมิแพ้บางชนิดเข้าไปทางหลอดลม และคนที่ร่างกายรับรู้สิ่งแปลกปลอมได้เร็วกว่าปกติ ร่างกายจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันฟูมฟายออกมาต่อต้านสารดังกล่าว และเกิดการอักเสบ มีเสมหะ น้ำมูก และน้ำเหลือง บริเวณหลอดลม ทำให้หายใจลำบาก 

โรคภูมิแพ้จะถูกแบ่งตามอาการที่เกิดขึ้นกับอวัยวะ เช่น โพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้อากาศ หอบหืด โรคภูมิแพ้ผิวหนัง รวมถึงปฏิกิริยาแพ้รุนแรงที่เกิดจากการแพ้ยา แมลงกัดต่อย และแพ้อาหารบางชนิด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นโรคที่เข้าข่ายภูมิแพ้ทั้งสิ้น อาการของโรคภูมิแพ้มีตั้งแต่ ไอ จาม หอบหืด ไปจนถึงหลอดลมอุดตัน และเสียชีวิตก็มี

คนที่ดูภาพยนตร์เรื่องเดอะ ดาวินชี โค้ด อาจงงตอนใกล้จบเรื่องที่ผู้ร้ายสมรู้ร่วมคิดคนหนึ่งหยิบเหล้ามาดื่มแล้วชักดิ้นชักงอ แต่ผู้ร้ายตัวจริงกลับดื่มแล้วไม่เป็นไร เหล้าน่ะไม่มียาพิษหรอก แต่ผู้ร้ายที่กระดกเหล้าแล้วตายแหงแก๋ เป็นเพราะเขาแพ้เนยถั่วอย่างแรง เหล้ากระปุกนั้นใส่ถั่วไว้ (รสชาติคงพิลึก) บางคนแพ้ช็อกโกแลต เลยอดลิ้มรสชาติแสนอร่อยของขนมหวานมหัศจรรย์ บางคนแพ้กุ้งแพ้ปูก็น่าสงสาร ของอร่อยทั้งนั้น บ้างก็แพ้หอมหัวใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้ารู้ตัวว่าแพ้อะไรยิ่งต้องระวังให้ดี 

ผู้ป่วยที่เสียชีวิตด้วยโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ สาเหตุหลักมาจากความประมาท ไม่ดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากปัจจัยก่อภูมิแพ้ รวมถึงกรณีที่ใช้ยาพ่น ขยายหลอดลมในยามคับขันไม่ถูกวิธี ทำให้ยาไม่ลงไปถึงหลอดลม และเสียชีวิตในที่สุด

“ปัจจุบันการเสียชีวิตจากอาการภูมิแพ้จะลดลงมาก เนื่องจากมียาช่วยชีวิตไว้ทันเวลา แต่โรคนี้ก็ยังไม่หมดไป และยังคงความรุนแรงจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตอยู่เหมือนเดิม หรือเป็นเจ้าชายนิทรา เนื่องจากไม่ดูแลตัวเอง ไม่กินยา แถมบางคนยังคงสูบบุหรี่จัด” ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้กล่าว

 ปัจจัยที่ทำให้เกิดสารก่อภูมิแพ้ติดอันดับหนึ่งคือ ไรฝุ่น ที่พบมากในที่นอน รองลงมาเป็นภูมิแพ้จากแมลงสาบ ขนสัตว์ ไปจนถึงละอองเกสรและดอกหญ้า ซึ่งล้วนกระตุ้นอาการแพ้ได้เช่นกัน

คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ จะรับรู้สิ่งแปลกปลอมได้ไวกว่าปกติ หรือที่เรียกว่า จมูกไว ไม่ว่าจะอากาศเปลี่ยน ฝนตก ได้กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นดอกไม้ ก็จะสามารถรับรู้ได้ไวกว่าคนปกติ อาการเริ่มต้นที่แสดงออก คือ ไอ ซึ่งเป็นอาการนำของการจับหืด เมื่อลองเงี่ยหูฟังจะได้ยินเสียงวี้ด ขณะหายใจ เกิดจากหลอดลมถูกบีบรัด เนื่องจากมีเสมหะสะสมอยู่โดยไม่ทันตั้งตัว อาการดังกล่าวจะหายไปได้หากใช้ยาพ่นขยายหลอดลม

“อาการหอบหืดจากภูมิแพ้เกิดขึ้นได้เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเวลากลางคืนที่มีโอกาสสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ใกล้ตัว คือที่นอน นอกจากนี้ความกังวล อาการเครียด บางครั้งในเด็กที่หัวเราะมากๆ วิ่งเล่นมากๆ ก็พบเห็นอาการหอบหืดเช่นกัน” คุณหมอกล่าว

แม้การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน แต่ในกรณีของผู้ป่วยหอบหืด และยังไม่ได้รับการรักษา การออกกำลังกายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อาการกำเริบได้

ผู้ป่วยส่วนใหญ่เลือกที่จะซื้อยากินและยาพ่นมาใช้เอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน ทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อชีวิต ขณะที่อาการจับหืดกำเริบรุนแรง หากใช้ยาไม่ถูกวิธี

หากผู้ป่วยสงสัยว่าตนเองเข้าข่ายโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะในเด็ก ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อซักถามประวัติ และหาสาเหตุของสารระคายเคืองชนิดที่แพ้ ซึ่งแพทย์จะตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด และทดสอบผิวหนัง (skin test) หรือทดสอบหยดสารระคายเคืองชนิดต่างๆ ลงบนผิวหนัง เพื่อสังเกตอาการที่เกิดขึ้น

เช่น ตุ่มแดง หรือผื่นคัน ซึ่งจะช่วยบอกผู้ป่วยได้ว่าแพ้อะไร และควรจะดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจากสารก่อภูมิแพ้

คนที่โพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้พร้อมกับอาการหอบหืด โดยจากสถิติพบเกิดอาการร่วมกันประมาณ 50-80% จำเป็นต้องรักษา 2 อาการไปพร้อมกัน 

“ที่ผ่านมา คนไทยสนใจรักษาตัวเองจากโรคภูมิแพ้น้อย บ้างอ้างว่าไม่มีเวลา ทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าไหร่ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมจึงยังมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้อยู่บ่อยครั้ง”


แพทย์หญิงจรุงจิตร์กล่าวและเตือนด้วยว่า การซื้อยามาพ่นเองเป็นประจำ อาจทำให้เกิดการใช้ยาเกินความจำเป็น และดื้อยาในที่สุด ยาสเตรียรอยด์บางชนิดหากใช้มากเกิดไปอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต และความคิดตัดสินใจได้เช่นกัน

ปัจจุบันแพทย์สนับสนุนให้ผู้ป่วยใช้ยา 2 ชนิดร่วมกันเพื่อลดการใช้สเตรียรอยด์

เรื่อง : จุทารัตน์ ทิพย์นำภา
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!