จับตาดูไอทีวีเป็นบทเรียน

<< < (20/27) > >>

ป้าสุ:
แมงเม่าสิ้นหวัง-โบรกชี้หุ้นเน่า ITV รายย่อยไม่มีสิทธิเรียกร้อง!
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 มีนาคม 2550 11:59 น.
 
  แมงเม่าสิ้นหวัง! โบรกเกอร์ชี้ทางออกผู้ถือหุ้น ITV ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย หากฝ่ายกฎมาย ก.ล.ต.ตีความยืนตามอนุญาโตฯ เป็นคำตัดสินที่สิ้นสุด จะทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อย ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจาก ITV ได้
       
       วันนี้(13 มี.ค.) บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด(มหาชน) หรือ ITV ในประเด็นที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ตลท.จะให้เวลาอีก 30 วัน สำหรับ บมจ.ไอทีวี ในการชี้แจงการดำเนินธุรกิจต่อไป นับจากวันที่ 9 มี.ค.50 ที่ถูกบอกยกเลิกสัญญาการบริหาร เนื่องจากขณะนี้ ITV ไม่มีธุรกิจหลักในการดำเนินงาน (จากที่ถูกยกเลิกสัญญาสัมปทาน)
       
       ประเด็นดังกล่าว ทำให้ ITV เข้าข่ายการเพิกถอนออกจาก ตลท.ซึ่งหากบริษัทแจ้งแผนดำเนินธุรกิจใหม่มาให้ ตลท.ภายในกำหนด 30 วัน (ภายใน 8 เม.ย.50) ตลท.ก็จะให้เวลา ITV ในการปรับปรุงธุรกิจภายใน 2 ปี และ ตลท.จะยังคงขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) หุ้น ITV ต่อไปเพื่อรอความชัดเจนจากผู้บริหาร ITV เกี่ยวกับการรักษาสถานะการเป็นบริษัทจดทะเบียนว่าจะดำเนินการอย่างไร
       
       ความเห็นของฝ่ายวิเคราะห์ มองว่า การที่ ITV จะจัดประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 20 มี.ค.50 ซึ่งจะต้องติดตามว่า ITV จะมีแผนในการดำเนินงานต่อไปอย่างไร อย่างไรก็ตาม เรามองว่าแม้ว่า ITV จะมีแผนธุรกิจใหม่มาเสนอ ตลท.
       
       อย่างไรก็ตาม ITV ยังมีความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อจาก สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เนื่องจาก ITV ยังไม่ได้จ่ายค่าสัมปทานส่วนต่างจำนวน 2,210 ลบ.
       
       ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 49 ITV มีเงินสดในมือเพียงประมาณ 1,450 ลบ.ยังไม่หักค่าชดเชยที่ต้องจ่ายให้พนักงาน และมีความเสี่ยงจากค่าปรับที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะต้องชำระเท่าไร 97,760 ลบ. (สปน.คำนวณ) หรือ 268 ลบ. (ITV คำนวณ) ซึ่งหาก ITV ไม่สามารถชำระภาระหนี้ดังกล่าวได้ ITV ก็จะต้องเข้าสู่ภาวะล้มละลาย ดังนั้นตามปัจจัยพื้นฐานจึงยังคงให้ “หลีกเลี่ยง”
       
       สำหรับประเด็นที่สภาวิชาชีพบัญชี ระบุว่าจะให้นักกฎหมายตีความว่าคำชี้ขาดของสถาบันอนุญาโตตุลาการถือเป็นคำตัดสินที่สิ้นสุดหรือไม่ ก่อนสรุปถึงกรณีว่า ITV มีการลงบันทึกค่าสัมปทานถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีหรือไม่ หลังมีผู้ถือหุ้นรายย่อยร้องเรียนมา ฝ่ายวิเคราะห์ มีความเห็นว่า ถ้าพิจารณาตามสัญญาสัมปทาน สัญญาสัมปทานระบุว่าให้คำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นที่สุด
       
       นอกจากนี้ สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ก็มีความเห็นว่า ITV มีการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนอยู่แล้ว และได้ระบุว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องของความเสี่ยงในการลงทุน ดังนั้นตามปัจจัยพื้นฐาน ITV จึงยังคงมีความเสี่ยงหากนักกฎหมายตีความว่า คำชี้ขาดของสถาบันอนุญาโตตุลาการเป็นคำตัดสินที่สิ้นสุดแล้ว ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจาก ITV ได้ เราจึงยังคงแนะนำ “หลีกเลี่ยง”

ป้าสุ:
จี้เอาผิดบอร์ดเก่าITV
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 มีนาคม 2550 11:05 น.
 
 
       ก.ล.ต.เตรียมหารือสภาวิชาชีพบัญชี พร้อมขอให้ตรวจสอบการบันทึกบัญชีส่วนลดค่าสัมปทานทันทีหลังอนุญาโตตุลาการมีมติให้ลดค่าสัมปทานเหลือ 230 ล้านบาทต่อหุ้น ด้านสมาคมรายย่อยติงผู้บริหารเก่าชิงลาออกหวั่นต้องรับผิด โยนภาระมาให้ผู้ถือหุ้น เตรียมส่งตัวแทนร่วมประชุมผู้ถือหุ้น 20 มี.ค.นี้ ขณะที่ตลท.รอไอทีวีชี้แจงธุรกิจใหม่หากไม่มีพ้นสภาพบจ.
       
       นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนรายย่อยได้เข้ามาร้องเรียนกับก.ล.ต.โดยได้มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการบันทึกงบการเงินของบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน)หรือ ITV เนื่องจากในช่วงที่คณะอนุญาโตตุลาการ ได้มีมติลดค่าสัมปทานไอทีวีเหลือ 230 ล้านบาทต่อปี ซึ่งบริษัทได้มีการบันทึกงบบัญชีจากการลดค่าสัมปทานทันทีนั้น ซึ่งถือว่ามีการดำเนินการที่เร็วเกินไป
       
       ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะถูกต้องตามหลักการบันทึกบัญชีหรือไม่ ทางก.ล.ต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบซึ่งก็มีปัจจัยสนับสนุนที่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ แต่ตามหลักบัญชีนั้นสามารถดำเนินการได้หรือไม่ก็จะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านงบการเงินเป็นผู้พิจารณา
       
       สำหรับการตรวจสอบในขั้นต่อไปสำนักงานก.ล.ต.จะประสานงานไปยังสภาวิชาชีพบัญชีเพื่อให้เข้ามาช่วยตรวจสอบในเรื่องการบัญทึกงบการเงินดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ก.ล.ต.ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าจะเป็นอย่างไร โดยที่ผ่านมาไอทีวีได้มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในงบการเงิน และมีการเปิดเผยถึงเรื่องความเสี่ยงไว้เช่นกัน จนทำให้ผู้ที่จะนำงบการเงินดังกล่าวไปใช้ประกอบการลงทุนได้ สามารถนำไปประเมินถึงผลกระทบต่างๆได้
       
       “มีผู้ถือหุ้นรายย่อยได้มีการตั้งประเด็นเรื่องการจัดทำงบการเงินของไอทีวี ในช่วงที่คณะอนุญาโตตุลาการได้มีมติให้มีการลดค่าสัปทาน
       ลงและไอทีวีได้มีการบันทึกงบการเงินที่ลดค่าสัมปทานทันทีนั้นถูกต้องหรือไม่ ซึ่งในเร็วๆนี้ก.ล.ต.จะมีการให้ทางสภาวิชาชีพบัญชีเป็นผู้ศึกษาเรื่องดังกล่าวเพราะเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการทำงบบัญชี ซึ่งทางก.ล.ต.ไม่สามารถออกความคิดเห็นได้ ”นายธีระชัยกล่าว
       
       นายวิชัย พูลวรลักษณ์ นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย กล่าวว่า ในการประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวีทางสมาคมฯจะมีการส่งคนเข้าไปประชุมผู้ถือ
       หุ้นไอทีวีเช่นกัน เนื่องจากมองว่ากรณีดังกล่าวต้องมีผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะกรรมการอิสระ เพราะซึ่งเป็นผู้ที่มีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อย และกรณีของไอทีวี นั้นก็ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นภาพรวมในการลงทุน จากที่ผ่านมาหลายกรณีเมื่อถึงขั้นสุดมีหลายบริษัทที่หลุดจากการคำตัดสินแต่ยังเกิดประเด็นคำถามที่ยังมีข้อสงสัยหลายเรื่อง
       
       ทั้งนี้ประเด็นที่ทางสมาคมฯจะมีการติดตามและมีการสอบถามกับไอทีวีนั้น จะเน้นเรื่องการบริหารงานของคณะกรรมการชุมเดิมว่ามีการบริหารอย่างโปร่งใสตามธรรมาภิบาล และประเด็นในเรื่องการที่ไอทีวีได้รับอนุมัติให้ลดค่าสัมปทานนั้นถูกต้องหรือไม่
       
       “กรณีไอทีวีนั้นประเด็นอยู่ที่ว่าเมื่อมีปัญหาเรื่องค่าปรับสัมปทานนั้น ผู้บริหารได้ส่งสัญญาณแก่นักลงทุนทราบล่วงหน้าหรือไม่ว่าบริษัทมีโอกาสเสียค่าปรับในอนาคตจำนวน 1 แสนล้านบาท แม้นักลงทุนรายย่อยจะต้องรับความเสี่ยงจากการเก็งกำไรหุ้น แต่รายย่อยไม่สมควรที่จะต้องรับผิดชอบทั้งหมด ขณะที่ผู้บริหารและกรรมการได้ลาออกไปโดยเฉพาะกรรมการอิสระที่มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นและบริษัทโดยตรงแต่กลับลาออกไปด้วยเหตุผลใด หรือเพราะบริหารไม่ได้มีปัญหาและแก้ไขไม่ได้ หรือเพื่อหลักเลี่ยงปัญหาซึ่งต้องมีผู้ที่รับผิดชอบ ” นายวิชัยกล่าว
       
       นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ขณะนี้ทางตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่ระหว่างการรอให้ทางไอทีวี มีการแจ้งในเรื่องแผนงานและนโยบายของบริษัท ภายใน 30 วันหลังจากการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 20 มีนาคมนี้หลังจากที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.)ได้มีการยึดสัมปทานคืนทำให้ไอทีวีไม่มีธุรกิจกิจหลักในการดำเนินงานเข้าข่ายการเพิกถอน
       
       ทั้งนี้หากไอทีวีมีการแจ้งว่าจะมีการหาธุรกิจใหม่เข้ามาเป็นธุรกิจหลักทางตลาดหลักทรัพย์ฯก็จะให้เวลาในการดำเนินการเป็นเวลา 2 ปี แต่หากไอทีวีไม่มีการหาธุรกิจใหม่ก็จะมีการเพิกถอนออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน ส่วนก่อนที่จะมีการเพิกถอนนั้นจะมีการเปิดให้มีการซื้อขายหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯและขึ้นอยู่กับแจ้งในเรื่องสถานะของไอทีวี
       
       “คาดว่าหลังวันที่ 20 มีนาคมนี้ จะทราบผลได้ เพราะไอทีวีจะมีการประชุมผู้ถือหุ้นขึ้น ซึ่งเห็นว่าในวันนั้นผู้ถือหุ้นควรซักถามรายละเอียดกับผู้บริหารอย่างชัดเจน ซึ่งโดยหลักตอนนี้ไอทีวีไม่มีธุรกิจแล้ว เมื่อเข้าข่ายถูกเพิกถอนแล้วอยากดำเนินการก็ต้องแจ้งแผนมา”นางภัทรียากล่าว

 

ป้าสุ:
เสนอแปลงทีไอทีวีสู่ทีวีสาธารณะ ดึงภาษีพิเศษ-ตั้งกองทุนหนุน
 
14 มีนาคม พ.ศ. 2550 07:00:00
 
ทีดีอาร์ไอ - มสช. ระบุ ทางออกดึงฟรีทีวี ทำ ทีวีสาธารณะ จัดเก็บภาษีสรรพสามิต พร้อมดึงเงินกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เป็นงบประมาณดำเนินการ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ระบุ รัฐควรยก "ทีไอทีวี"สู่โทรทัศน์สาธารณะสำหรับเด็กและครอบครัว ด้านสถาบันพัฒนาสื่อภาคประชาชน เตรียมเสนอสนช.บัญญัติสิทธิเสรีภาพสื่อในรัฐธรรมนูญ ทั้งห้ามนักการเมืองถือหุ้นกิจการสื่อมวลชน

วานนี้ (13 มี.ค.) โครงการส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองสุขภาพและสิทธิมนุษยชนด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ภายใต้มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) มีการเสวนาและถลงข่าว เรื่อง "การผลักดันทีวีสาธารณะ "ปรับ ทีไอทีวี สานฝันเด็กและครอบครัว"  

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการ สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แถลงถึงผลสรุปการศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางในการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์สาธารณะสำหรับเด็กและครอบครัว ว่า สถานีโทรทัศน์สาธารณะควรจะอยู่ในรูปแบบฟรีทีวี เนื่องจากความสามารถในการครอบคลุมครัวเรือนได้มากที่สุด และถือว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าในระยะยาว ส่วนการกระจายสัญญาณภาพควรใช้เทคโนโลยีอื่นๆ เช่น ไอพีทีวี โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเละเคเบิลทีวีเป็นช่องทางเสริม

ส่วนต้นทุนในการตั้งสถานีโทรทัศน์สาธารณะ จะต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ การลงทุนจัดตั้งสถานี ค่าใช้จ่ายก่อนการเปิดสถานี และค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการและกระจายสัญญาณเพื่อบริการ ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดตั้งสถานีใหม่หรือว่าจะแปลงสภาพโทรทัศน์ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เช่น ช่อง 11 หรือ ทีไอทีวี เป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะ

ทั้งนี้ การตั้งสถานีโทรทัศน์ใหม่ จะทำให้มีต้นทุนในการลงทุนสูง ประมาณ 3,200-3,400 ล้านบาท ส่วนข้อดี คือไม่มีต้นทุนที่สืบเนื่องมาจากอดีต และสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาใหม่ให้เหมาะสมกับพันธกิจของสถานีโทรทัศน์สาธารณะ ในขณะที่การแปลงสภาพสถานีที่มีอยู่แล้ว มีข้อดีที่ไม่ต้องเสียงบประมาณในการลงทุนใหม่ แต่ข้อเสียคือต้องปรับวัฒนธรรมองค์กรใหม่อีกครั้ง

ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า ปัจจุบันยังถือว่าขาดเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ ในระดับท้องถิ่นและขาดผู้ผลิตรายการอิสระที่จะทำให้สถานีโทรทัศน์สาธารณะโดยเฉพาะช่วงแรก ซึ่งในระยะยาว ควรมีกลไกทางการเงินสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ในลักษณะดังกล่าว

ส่วนการประมาณการต้นทุนในด้านรายการนั้น ได้กำหนดให้สถานีโทรทัศน์สาธารณะออกอากาศทุกวัน วันละ 18 ชั่วโมง เป็นสัดส่วนรายการข่าว 22% พบว่าต้นทุนในการผลิตรายการคุณภาพสูงประมาณปีละ 1,700 ล้านบาท ส่วนรายการคุณภาพปานกลางประมาณ 1,100 ล้านบาท นอกจากนี้ คาดว่าจะมีต้นทุนในการสนับสนุนผู้จัดการอิสระและการพัฒนาศักยภาพในการใช้สื่อของภาคประชาชนและชุมชนประมาณปีละ 300 ล้านบาท

เสนอที่มารายได้จาก ภาษีพิเศษ-เงินบริจาค-สสส.

นอกจากนี้ ควรสร้างหลักประกันความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวของสถานีโทรทัศน์สาธารณะโดยอาจจะมีรายได้จากแหล่งต่างๆ ดังนี้ ได้แก่ แหล่งรายได้หลักมาจาก ภาษีสรรพสามิตหรือภาษีพิเศษที่จัดเก็บจากอบายมุข หรือกิจกรรมที่กระตุ้นการบริโภคของประชาชน โดยกันไว้ให้เป็นรายได้ของสถานีโทรทัศน์โดยตรง(Earmarked Tax) และรายได้จากเงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนา ตามพรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เพื่อผลิตรายการด้านการศึกษา นอกจากนี้ยังสามารถหารายได้จากส่วนอื่นที่มาจาก เงินอุดหนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อผลิตรายการด้านการส่งเสริมสุขภาพและรายการสำหรับเด็กและครอบครัว เงินอุดหนุนที่ได้รับจากผู้สนับสนุนรายการ จากภาครัฐและเอกชน แต่ต้องไม่มีโฆษณาสินค้า แต่สามารถประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์องค์กร ตลอดจนเงินบริจาคจากประชาชนทั่วไป และรายได้อื่นๆ โดยในกรณีที่ผู้อุดหนุนรายการและประชาชนที่บริจาค จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายหรือเงินบริจาคเป็นต้น อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถแทรกแซงเนื้อหารายการ และการจัดทำผังรายกายของสถานีได้

แนะผลักดันพรบ.องค์การแพร่ภาพ-กระจายเสียง

ดร.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า แนวทางสำคัญที่จะผลักดันแนวความคิดดังกล่าวในขณะนี้ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท ์เคยแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับโทรทัศน์สาธารณะประกาศ “วาระแห่งชาติด้านการปฏิรูปสื่อ”และได้ตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นมาดำเนินการ โดยจะต้องมีการผลักดันให้มีการออกพระราชบัญญัติองค์กรการแพร่ภาพและกระจายเสียงสาธารณะ และการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์สาธารณะขึ้นใหม่หรือแปลงสภาพโทรทัศน์ที่มีอยู่เดิมเป็นโทรทัศน์สาธารณะอย่างเร่งด่วนที่สุด

นอกจากนี้ ยังสามารถเสนอผ่านคณะรัฐมนตรีด้านสังคมให้นำร่างพรบ.องค์กรการแพร่ภาพและกระจายเสียงฯ ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อนำสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป หรือไม่ก็ให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายพรบ. ดังกล่าวต่อรัฐบาล หรือ ให้ประชาชน อย่างน้อย 1 แสนคน รวมทั้งผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ที่เป็นเยาชน เพื่อนำเสอนร่างกฎหมายดังกล่าวต่อรัฐบาลได้

ระบุทีไอทีวีแปรสภาพเหมาะสมสุด

ดร.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า สภาพปัจจุบันนี้ หากรัฐบาลเลือกที่จะแปลงสภาพสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี เป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะน่าจะมีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการแสวงหาแนวทางในการแปลงสภาพเพื่อแก้ป้ญหาทีไอทีวี  ซึ่งการแปลงสภาพถือเป็นการสร้างหลักประกันความเป็นทีวีเสรีของสถานีดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวมากว่า

อย่างไรก็ตามการเลือกที่จะแปลงสภาพทีไอทีวีเป็นสถานีสาธารณะนั้น ควรจะดำเนินการโดยไม่ให้ช่วงเปลี่ยนผ่านเฉพาะหน้าในช่วงนี้เป็นอุปสรรคต่อการเแปลงสภาพทีไอทีวี เป็นทีวีสาธารณะ เช่น ไม่ควรจัดองค์กรของทีไอทีวีเป็นหน่วยงานลักษณะ SDU (Service  Unit) ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นหน่วยงานถาวรภายใต้กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งแนวทางที่รัฐบาลน่าจะพิจารณาดำเนินการ คือ การออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งทีไอทีวี ให้เป็นองค์กรในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยใช้พระราชบัญญัติองค์กรของรัฐ พ.ศ.2496 และให้ระบุอย่างชัดเจนว่า เป็นการจัดตั้งองค์กรชั่วคราว ก่อนที่จะแปลงสภาพเป็นองค์กรตามกฏหมายพิเศษ ภายใต้พระราชบัญญัติองค์การแพร่ภาพและกระจายเสียงสาธารณะอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับเหตุผลที่ไม่ควรเป็นหน่วยงาน SDU นั้น ถึงแม้ว่าจะอยู่ในรูปแบบการบริหารงานที่ต้องเลี้ยงตัวเองได้ แบบกึ่งราชการ แต่ก็ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยกรมประชาสัมพันธ์ อาจจะทำให้การดำเนินการไม่มีอิสระ

สมช.เสนอทีไอทีวีเป็นทีวีเพื่อเด็ก-ครอบครัว

นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ กรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ เห็นว่าการที่รัฐบาลยกเลิกกิจการของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีและเข้าไปดำเนินการแทนในนามของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ถือเป็นโอกาสที่ดีที่เครือข่ายภาคประชาคมและสังคม จะร่วมกับผลักดันให้เป็นโทรทัศน์สำหรับเด็ก ครอบครัว และสังคม และให้สื่อโทรทัศน์มีความเข้มแข็งและเป็นอิสระ ด้วยการผลักดันให้รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังยกร่างในปัจจุบัน ประกันสิทธิเสรีภาพของสื่อ และประกันความเป็นอิสระของผู้ที่ทำงานด้านสื่อทุกแขนง ไม่ว่าในภาครัฐหรือเอกชน การทำให้ทีไอทีวีเป็นโทรทัศน์สาธารณะสำหรับเด็ก ครอบครัว  และสังคม และออกจากการเป็นกิจการของรัฐโดยเร็ว และจะต้องมีการรูปแบบการดำเนินการในลักษณะฟรีทีวี ที่ไม่แสวงหาผลกำไรเชิงพาณิชย์ โดยในระยะยาว ควรมีกลไกทางการเงินในการสนันสนุนการพัฒนาเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ในระดับท้องถิ่นและผู้ผลิตรายการอิสระกลุ่มต่างๆ

ทั้งนี้ การดำเนินการจะต้องเป็นไปโดยอิสระ จากเงื่อนไขของเศรษฐกิจทุนนิยม แต่ควรจะมาจากเงินอุดหนุนโดยรัฐ ในรูปแบบที่สามารถรับประกันความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวได้ และสามารถหารายได้จากแหล่งอื่นๆ ได้ โดยจะต้องไม่มีข้อผูกพันในเรื่องของผังรายการหรือเนื้อหารายการของสถานี

เสนอบรรจุ สิทธิเสรีภาพสื่อในรธน.

ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ประธานสถาบันพัฒนาสื่อภาคประชาชน มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม กล่าวว่าได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกผ่าน นพ. ชูชัย ศุภวงศ์ ในฐานะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำเสนอ ข้อมูลเพิ่มเติม และสาระสำคัญ ที่ควรมีการกำหนดในรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารและการสื่อสารมวลชน โดยเป็นผลจากการที่สถาบันพัฒนาสื่อภาคประชาชนได้ดำเนินกิจกรรมการระดมข้อมูลความคิดเห็นในเวทีภาคพลเมือง ตลอดระยะเวลา 10 ปี

ประกอบด้วยประเด็นการเพิ่มความคุ้มครองเสรีภาพสื่อให้กว้างขวาง และชัดเจนขึ้น ห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในสื่อ ห้ามรัฐหรือเอกชนควบคุมกิจการหรือผูกขาดสื่อ  นำมาตรา 40 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เรื่ององค์กรอิสระที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ไปอยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยกำหนดสภาพบังคับที่ชัดเจน และทำการศึกษาเพิ่มในมาตรา 41 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มีสภาพบังคับอย่างจริงจังมีมาตรการบังคับกรณีรัฐบาลแทรกแซงสื่อ
 

ป้าสุ:
กพร.ตั้งเอสดียูบริหารทีไอทีวี:สังกัดกปส.เชื่อโฆษณาไหลเข้า100ล้าน
วันที่ 15 Mar 2007 แสดงข่าวมาแล้ว 5ช.ม. 27นาที
"คุณหญิงทิฟฟี่"ลิงแก้แหตั้ง"เอสดียู"บริหารทีไอทีวี ย้ำเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไรชี้ชัดข้อสรุปจันทร์นี้ ส่วนรายได้ไม่ต้องเข้ารัฐ "สปน.มัดมือชก ยันมีเงินค่าเช่าเวลา-โฆษณากว่า 100ล้านบาท เชื่อไม่มีปัญหากับผู้จัดรายหารคุยกันแล้วเข้าใจดี

     นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ(กพร.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการก.พ.ร.พิจารณาการดำเนินการจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ(เอสดียู)ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบจัดตั้งคณะทำงานเอสดียู ตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ.2548 เป็นการชั่วคราว เพื่อรองรับการดำเนินการสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ให้การดำเนินงานต่อไปถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะมีรูปแบบเหมือนโรงพิมพ์สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่แปรสภาพเป็นสำนักพิมพ์ของครม.เรียบร้อยแล้ว หน่วยงานดังกล่าวก็มีลักษณะมีความคล่องตัวที่ไม่ได้ใช้ระเบียบส่วนราชการแบบเดิม

     การจะจัดตั้งหน่วยงานเอสดียูจะต้องมีภารกิจของหน่วยงานนั้น ก่อนจึงจะสามารถจัดตั้งได้ ดังนั้นสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.)และกรมประชาสัมพันธ์ต้องไปกำหนดภารกิจให้ชัดเจน โดยการปรับปรุงกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ยูเอชเอฟ ตามที่คณะรัฐมนตรีนั้นได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์รับผิดชอบ

     ทั้งนี้ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่เมื่อมีกฎหมายใหม่หรือคำวินิจฉัยเพิ่มเติมขึ้นมาหน่วยงานนี้จะยุบเลิกโดยปริยาย คณะกรรมการก.พ.ร.จะมีการประชุมอีกครั้งวันจันทร์ที่ 19 มี.ค.เวลา 15.30 น.เพื่อตัดสินขั้นสุดท้าย

     สำหรับหน่วยงานเอสดียูนี้ ตามระเบียบสำนักนายกฯ จะอยู่ภายใต้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ หรือคณะกรรมการบริหารก็ได้ แต่ในสองหน่วยที่มีการจัดตั้งคือในส่วนของโรงพิมพ์กับสถาบันบริหารกิจการบ้านเมืองก็ให้มีคณะกรรมการบริหารได้ไม่เกิน 5 คน ซึ่งกรณีนี้คงจะแนะนำกรมประชาสัมพันธ์ให้ทำลักษณะดังกล่าว โดยจะเป็นคณะกรรมการคนละชุดกับที่มีอยู่เดิมคงเป็นเรื่องของนโยบายผู้บริหาร แต่โดยหลักเอสดียูจะทำหน้าที่ให้บริการกับหน่วยงานแม่ แต่จะขึ้นอยู่กับบอร์ด ตรงนี้กปส.ต้องกำหนดเงื่อนไขว่า อยากให้หน่วยงานพิเศษนี้ทำอะไรบ้าง ซึ่งเอสดียูก็ต้องดำเนินตามข้อกำหนดนั้นคล้ายๆ

     คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าสำหรับรายได้จากการบริหารทีไอทีวีนั้น ตามระเบียบหน่วยงานเอสดียู ในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ได้กำหนดไว้ว่าหน่วยบริการรูปแบบพิเศษเอสดียูสามารถเก็บรายได้จากการให้บริการไว้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเงินสำรอง เพื่อการลงทุนและเงินสำรองอื่นๆ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของเอสดียูได้ โดยไม่ต้องนำเงินส่งคลังเป็นรายได้ โดยที่ถือตามข้อปฏิบัติข้อบังคับกระทรวงการคลังว่า ด้วยเงินรายได้ของหน่วยบริการ รูปแบบพิเศษพ.ศ.2548

     "ความหมายคือว่าหน่วยงานนี้ไม่ได้เป็นข้าราชการและไม่ได้แสวงหากำไร แต่เจตนาของการมีหน่วยงานนี้ เพื่อดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณะที่รัฐจำเป็นต้องดำเนินการให้ โดยมีความยืดหยุ่นที่จะสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียม มีรายได้จากการดำเนินการให้สามารถนำรายได้จากค่าธรรมเนียมหรือค่าดำเนินการต่างๆ มาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ดังนั้นชัดเจนว่าหน่วยงานนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดินแต่สามารถใช้รายได้ที่เกิดขึ้นเพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและประเด็นที่สำคัญคือไม่ได้แสวงหากำไรแล้วก็ไม่ได้ดำเนินการในเชิงธุรกิจ คือไม่มีวัตถุประสงค์แสวงหากำไรเพื่อธุรกิจแต่เพื่อเป็นการบริการสาธารณะที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้"คุณหญิงทิพาวดี กล่าว

     นายจุลยุทธ กล่าวถึงการเจรจาระบบเครดิตกับภาคเอกชนในระหว่างที่ยังไม่มีการจัดตั้งเอสดียู ว่า ได้หารือกับภาคเอกชน ผู้แทนสถานีและผู้ผลิตรายการเรียบร้อยแล้วโดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เชื่อว่าจะมีกำไรจากการดำเนินการได้เป็นอย่างดี คงไม่ขาดทุนอย่างแน่นอนเพราะทุกอย่างอยู่ที่ต้นทุน และยืนยันว่าช่วงนี้มีเงินหมุนเวียนประมาณ 100 ล้านบาท ที่มาจากค่าเช่าเวลาและค่าโฆษณาของสถานี ที่มีการจ่ายล่วงหน้าเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในการดำเนินการช่วงเปลี่ยนผ่านที่จะไปใช้ระบบการบริหารแบบเอสดียู

     "เท่ากับว่าเงินในส่วนนี้สามารถทดรองจ่ายได้อยู่แล้ว แท้จริงแล้วรัฐยังไม่ได้เข้าไปเต็มตัว เพราะว่ายังไม่ได้รับมอบทรัพย์สินต่างๆ เพราะฉะนั้นโดยกระบวนการแล้วต้องเป็นเรื่องของไอทีวีเดิมหรือพนักงานที่จะดำเนินการโดยใช้งบของไอทีวี นับตั้งแต่วันเลิกสัญญาคือวันที่ 8 มี.ค.ดังนั้นกำไรต่างๆ จึงเป็นของรัฐ แต่จะต้องใช้กระบวนการของกฎหมายเข้าไปดำเนินการ ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน เพื่อที่จะนำเงินจำนวนนี้เข้ามาดำเนินการทั้งหมด"นายจุลยุทธ กล่าว

 

ป้าสุ:
ไอทีวีผวาคุก! แจง ตลท.ขอตั้งหมากกระดานใหม่  
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 มีนาคม 2550 12:00 น.
 
 
  “บมจ.ไอทีวี” หวั่นถูกลากนอนคุกยกแก๊ง ร่อนหนังสือแจง ตลท.เผยมติที่ประชุมบอร์ด ครั้งล่าสุด 9 มี.ค.เป็นก๊อก 2 ร้องเรียนศาล บังคับ สปน.ตั้งอนุญาโตไกล่เกลี่ยข้อพิพาทค่าปรับ
       
       เช้าวันนี้ (16 มี.ค.) บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ส่งหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า มติประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 15 มี.ค.2550 เห็นว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา สถาบันอนุญาโตตุลาการได้นัดสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) และบริษัทฯ เพื่อไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ โดย สปน.แถลงว่าจะไม่แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ และไม่เข้าร่วมกระบวนการอนุญาโตตุลาการ
       
       สถาบันอนุญาโตตุลาการพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อ สปน.ไม่ประสงค์จะแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ และไม่เข้าร่วมกระบวนพิจารณา จึงมีคำสั่งให้บริษัทฯ แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการภายใน 15 วัน และแจ้งรายชื่อให้ สปน.ทราบเพื่อแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ หาก สปน.ไม่แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งก็ให้บริษัทร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจให้มีคำสั่งแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการแทน สปน.ต่อไป
       
       ทั้งนี้ สถาบันอนุญาโตตุลาการจะนัดฟังผลการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการในวันที่ 9 พ.ค.2550 เวลา 13.30 น.
       
       นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้อนุมัติแต่งตั้งประธานกรรมการบริษัท รองประธานกรรมการบริษัท และเลขานุการ ประกอบด้วย นายสมคิด หวังเชิดชูวงศ์ เป็นประธานกรรมการ นายณิทธิมน จึงศิ เป็นรองประธานกรรมการ และนายวิชกรพุฒิ รัตนวิเชียร เป็นเลขานุการคณะกรรมการ

 

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว