เว็บบอร์ด Taladhoon.com
เมษายน 24, 2014, 03:38:38 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บริษัท ไอ อาร์ เอส ฯ จัดอบรมหลักสูตรการวิเคราะห์หุ้น "เรียนก่อน...รวยกว่า รุ่นที่ 2"

***ราคาพิเศษสุดๆ...เรียน 2 วันเต็ม สมัครก่อน 21 มีนาคม 57 จากราคาเต็ม 5,599 ลดเหลือเพียง 4,500 บาท ***
http://www.taladhoon.com/taladhoon/board/index.php?topic=13428.msg153338
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 ... 22   ลงล่าง
  พิมพ์  
| | ผู้เขียน หัวข้อ: เคล็ดลับจากเซียน  (อ่าน 106858 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #150 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 01:57:09 PM »


ตอนที่ 6 พายเรือตามน้ำ

กูรูหุ้นพันล้าน : วิชัย วชิรพงศ์

สมมติว่า ขณะนั้น SET กำลัง "นิยม" หุ้นกลุ่มไหน เราก็ต้องจับตามองหุ้นกลุ่มนั้น

เพราะการ "ฝืนกระแส" จะทำให้เรา "เสี่ยงสูง" ที่จะขาดทุน

หลักการเล่นหุ้นข้อหนึ่งที่ วิชัย วชิรพงศ์ พยายามย้ำ...ในการเล่นหุ้นให้ชนะตลาด "เราต้องพายเรือตามน้ำ อย่าพายเรือทวนน้ำ"

"หลักการเล่นหุ้น..คุณอย่าพยายามฝืนภาวะตลาด" เสี่ยยักษ์ เน้นย้ำ..

จากประสบการณ์..ในตลาดหุ้น 20 ปี เซียนหุ้นพันล้านแนะนำว่า หุ้นที่เล่นแล้วได้กำไรมากกว่าขาดทุน จะเป็นหุ้นที่กำลังอยู่ในกระแสนิยมของตลาดในช่วงเวลานั้นๆ

...เราต้องพยายามอ่านหลักจิตวิทยาของตลาดว่า คนอื่นเขาคิดอย่างไร..? กับหุ้นตัวที่เราจะเล่น อย่าพยายาม "คิดเอง-เออเอง" คนเดียว

"สมมติว่า ขณะนั้น SET กำลัง "นิยม" หุ้นกลุ่มไหน เราก็ต้องจับตามองหุ้นกลุ่มนั้น เพราะการ "ฝืนกระแส" จะทำให้เรา "เสี่ยงสูง" ที่จะขาดทุน"

วิชัยบอกว่า การเล่นหุ้นฝืนทิศทางตลาด..เล่นแล้วมันเหนื่อย !!! เหมือนการขึ้นรถผิดคัน ทำไม! รถคันนี้มันถึงไม่ออกจากท่ารถสักที เรารอแล้วรออีก คันนี้ก็ไป คันนั้นก็ไปก่อน

คำเปรียบเทียบที่เซียนหุ้นรายนี้บอกให้ฟัง การเล่นหุ้นที่จริงมันเป็นแฟชั่น คุณไปเที่ยวทะเลคุณต้องใส่ขาสั้นไป ถ้าคุณใส่กางเกงยีนส์สวมรองเท้าบูต มันไม่เข้ากัน ถ้าวันไหนอากาศหนาว (สภาวะตลาดไม่ดี) จะขึ้นเหนือก็ต้องใส่เสื้อแจ๊คเก็ต ระวังตัวเอาไว้หน่อย แต่เราดันใส่ขาสั้นไปเที่ยวเหนือตอนอากาศหนาว..มีแต่เจ๊ง!

"เราต้อง Follow the Trend หรือซื้อตามแนวโน้มตลาด"

คำว่า "รู้จริง" จะต้องเข้าใจทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ การที่คุณอ่านหนังสือ เท่ากับรู้แค่ทฤษฎี ยังถือว่า "รู้ไม่จริง" ต้องเอา 2 อย่างนี้มาใช้ร่วมกัน เพื่อสร้างประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น

ประเด็นนี้ วิชัยมองว่า ประสบการณ์ชีวิตของนักเล่นหุ้นแต่ละคน บางครั้งก็อาจจะเป็นอุปสรรคขัดขวางความสำเร็จ เพราะทัศนคติที่ติดตัวมาในอดีตของแต่ละคน เมื่อเข้าสู่ตลาดหุ้น มักจะมีผลต่อพฤติกรรมการลงทุน ทำให้ปฏิกิริยาในการตัดสินใจของนักลงทุนแต่ละคนแตกต่างกันคนละขั้ว ทั้งๆ ที่เรียนรู้มาจากตำราเล่มเดียวกัน

เพราะฉะนั้น นักเล่นหุ้นที่ประสบความสำเร็จ...คุณต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตามเหตุการณ์ เมื่อวานนี้..คุณอาจจะมองว่าหุ้นตัวนี้ดี วันนี้..คุณอาจจะมองหุ้นตัวเดียวกันว่ามันไม่ดีแล้วก็ได้ อย่าคิดว่าคุณเป็นคนที่ไม่มีหลักการ

"ในเมื่อสถานการณ์มันเปลี่ยน...วิธีคิดก็ต้องเปลี่ยน ทำไมคน 2 คน มาจากพื้นฐานเดียวกันทุกอย่าง คนหนึ่งเล่นหุ้นได้กำไร อีกคนหนึ่งเล่นหุ้นขาดทุน ก็เพราะทัศนคติของคน 2 คนนี้ แตกต่างกัน" เขาวิเคราะห์ให้ฟัง

แม้ว่าวิธีคิดของคนเรา "เปลี่ยนยาก" ก็จริง แต่เราสามารถพัฒนาตัวเองได้ สำคัญที่สุดเราต้องยอมรับความผิดพลาดของตัวเราเอง..อย่าโทษใคร?

เสี่ยยักษ์ย้ำว่า ประสบการณ์ที่ผิดพลาดจะเป็นบทเรียนสอนคุณเอง..ถ้าคุณยอมรับมัน และพร้อมที่จะแก้ไข คุณจะก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้ามัวแต่นั่งโทษคนนั้นคนนี้ โทษไอ้นั่น โทษไอ้นี่ คุณจะไม่มีวันพัฒนาตัวเอง...

"ผมมีประสบการณ์จริงเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง มีลุงคนหนึ่งเล่นหุ้นอยู่โบรกเกอร์เดียวกับผม ลุงคนนี้มีอายุ 70 ปีแล้ว ในอดีตแกประสบความสำเร็จจากการดำเนินชีวิตอย่างมาก จนมีเงินมีทองหลายสิบล้านบาท

...เชื่อมั้ยว่าแกมาเล่นหุ้น เล่นไปเล่นมา เหลือพอร์ตอยู่ 3 ล้านบาท ไปเอาทุนมาเติมอีก ตอนนี้เหลือเงินอยู่ล้านกว่าบาท"

"ผมเคยบอกแกว่า อาเจ็ก..เลิกเถอะ! อย่ามาเล่นอีกเลย อยู่บ้านเถอะ แกก็บอกว่า เออ!น่าไม่เป็นไร คือเขามีเงินหลายสิบล้านบาท เล่นไปเล่นมาเหลืออยู่ล้านกว่า แกก็ยังทู่ซี้เล่น นั่นคือแกไม่รู้จักพัฒนาตัวแกเอง

ประวัติของลุงคนนี้แกเคยทำธุรกิจประสบความสำเร็จมาก่อน การจะตัดสินใจ Cut Loss ครั้งละ 5 ล้าน 10 ล้าน เขาจะไม่กล้า จะมีความรู้สึกว่าติดไว้ก่อนไม่เป็นไร วิธีคิดแบบนี้แสดงว่าแกไม่เป็นมืออาชีพ แต่แกมานั่งเล่นหุ้นเป็นอาชีพ วิธีการมันผิด"

วิชัยบอกว่า หลักการที่ถูกต้อง เราต้องกำหนดจุด Stop Loss (จุดหยุดขาดทุน) พอขาดทุนถึงจุดนี้ ก็ต้อง Cut Loss ตัดขายทิ้ง

"หุ้นเวลาเป็น "ขาลง" (Bearlish Down Trend) เราต้องตัดทิ้ง อย่าถือ และอย่าซื้อถัวเฉลี่ย"

วิชัย เปรียบเทียบคนที่ติดหุ้นไว้อย่างเจ็บปวดว่า เปรียบเสมือนคนที่เคยไปกินอาหารป่า ร้านที่เขามีเนื้อตะพาบน้ำขาย

"ผมจะอธิบายลักษณะของคนที่ "ติดหุ้น" อย่างเจ็บแสบที่สุดให้ฟัง"

สมมติว่าร้านอาหารป่ามีตะพาบน้ำไว้ขายลูกค้าอยู่ตัวหนึ่ง วันนี้ผมไปสั่งตะพาบน้ำผัดเผ็ด 1 จาน ตะพาบน้ำตัวนี้มันใหญ่ผัดทั้งตัวไม่หมด พ่อครัวก็จะเฉือนเอาเนื้อข้างๆ แต่ตะพาบตัวนั้นมันยังไม่ตาย มันก็ทุรนทุราย เอามาผัดให้เรากินจานหนึ่ง

สภาพของตะพาบน้ำตัวนั้น มันหงายท้องนอนพะงาบๆ ลืมตาอยู่แต่มันยังไม่ตาย นี่คืออาการของคน "ติดหุ้น"

"นี่ผมพยายามจะเล่าให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด"

วันที่ 2 ไม่มีคนมากิน ตะพาบก็พะงาบๆ อยู่อย่างนั้น เหมือนคนติดหุ้นที่รอวันตาย แต่มันไม่ตาย มันทุรนทุราย ชีวิตไม่มีความสุข เครียดไปหมด

วันที่ 3 พอมีคนมาสั่งเนื้อตะพาบน้ำผัดเผ็ดอีก 1 จาน พ่อครัวคนเดิมก็เฉือนเนื้อของมันอีกข้างหนึ่ง มันก็ยังไม่ตายอีก แต่คราวนี้มันเจ็บเจียนตาย สภาพของคนติดหุ้นจะเป็นอย่างงั้นจริงๆ

"ผมอยากจะให้กำลังใจว่า ตั้งแต่ผมเป็นนักลงทุนรายย่อย จนมาเป็นนักลงทุนรายใหญ่อย่างทุกวันนี้ได้ ผ่านมาหมด หลายๆ คนบอกว่าเป็นรายใหญ่ได้เปรียบ จริงๆ ไม่ใช่เลย รายย่อยต่างหากที่ได้เปรียบรายใหญ่

...คุณซื้อหุ้น 1 ครั้ง คุณได้หุ้นเต็มพอร์ต คุณขาย 1 ครั้ง คุณขายได้หมดพอร์ต


ถ้าเกิดเป็นรายใหญ่ เขาจะซื้อขายกันทีเป็น "ร้อยล้านหุ้น" ผมก็เคยมีหุ้นร้อยกว่าล้านหุ้น แล้วจะขายได้ยังไงหมด อย่างกรณีของหุ้นไออาร์พีซี (IRPC) มี Bid เสนอซื้ออยู่ 3 ช่อง ขายทีเดียว 3 ช่อง ยังไม่หมดเลย เพราะรวมกัน 3 ช่อง มี Bid แค่ 10 กว่าล้านหุ้น เพราะฉะนั้นนักลงทุนรายย่อยใครว่าเสียเปรียบ...ไม่จริงเลย"

สัปดาห์หน้า..โปรดติดตามตอน "ไปจ่ายตลาดช่วงไหน..ผีไม่ดุ"
[/size]

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #151 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 02:10:59 PM »

ตรวจแถว...พร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ ผลตอบแทนเฉียด 8%

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 1 ปี อยู่ที่ 2.75-3% ต่อปี ลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล 4% ต่อปี แต่การใส่เงินลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Funds) กลับให้ผลตอบแทนเฉลี่ยมากถึง 7.67% ต่อปี จัดเป็นตัวเลือกลงทุนที่โดดเด่นที่สุดในขณะนี้

สำรวจตรวจแถวผลตอบแทนกองทุนรวม "อสังหาริมทรัพย์" หรือพร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ ที่จดทะเบียนซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 12 กองทุน แต่ประกาศจ่ายปันผล 9 กองทุนสำหรับผลการดำเนินงานงวดสิ้นปี 2549 พบว่า ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ย 7.67%

เรียกว่าผลตอบแทนของกองทุนอสังหาฯ ดึงดูดใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเทียบกับผลตอบแทนจากเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น หรือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี

"ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.67% ต่อปี ถือว่าน่าสนใจลงทุนสำหรับผู้มีเงินลงทุนระยะยาว ถ้าเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ปรับตัวลดลง หรือผลตอบแทนปันผลจากตลาดหุ้นเพียง 4% ต่อปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ระดับต่ำ ลงทุนในกองทุนอสังหาฯ จึงอยู่ในระดับสูงน่าจูงใจกว่ามาก" เทอดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการวิจัยหลักทรัพย์ บล.เอเซียพลัส ให้ความเห็น

ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนของเงินปันผลในตลาดหุ้นรอบปี 2549 อยู่ที่ 4% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 12 เดือนของแบงก์พาณิชย์ใหญ่อยู่ที่ 2.75-3% ต่อปี ขึ้นอยู่กับวงเงินที่ฝาก

กองทุนรวม "อสังหาริมทรัพย์" จึงให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล "สูงกว่า" เงินฝาก หรือปันผลจากหุ้นเกือบ 2 เท่าตัว ทีเดียว

ไล่เรียงผลตอบแทนกันเป็นรายกองทุน พบว่า พร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ ที่ให้ผลตอบแทนจากปันผล "เหนือกว่า" ค่าเฉลี่ยที่ 7.67% มี 5 กองทุน ขณะที่อีก 3 กองทุนให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส่วนอีก 1 กองทุนให้ผลตอบแทนไล่เลี่ยกับค่าเฉลี่ย


โดดเด่นสุด ต้องยกนิ้วให้แก่ค่าย "บลจ.ไอเอ็นจี" เจ้าตลาดกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่มีกองทุนภายใต้การบริหารมากสุดถึง 5 กองทุน

กองทุนรวมอสังหาฯ "ฟิวเจอร์พาร์ค" (FUTUREPF) ของบลจ.ไอเอ็นจี ที่จ่ายปันผลเป็นครั้งแรก 0.10 บาท คิดเป็นผลตอบแทนสูงถึง 10.09% ต่อปี รองลงมาคือ กองทุนรวมอสังหาฯ "ไทยอินดัสเตรียล" (TIF1) จ่ายเป็นเงิน 0.85บาท คิดเป็น 8.42% ต่อปี ถัดมา กองทุนรวมอสังหาฯ "ไทคอน " (TFUND) จ่าย 0.84 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 8.32% ต่อปี

ติดตามด้วยอันดับ 4 เป็นของกองทุนรวมอสังหาฯ "CPN รีเทล โกรท" (CPNRF) ของค่ายบลจ.ทหารไทย จ่ายปันผลงวดปี 2549 เท่ากับ 0.78 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 7.81% ต่อปี

ไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด อันดับ 5 เป็นของค่ายบลจ.อ็มเอฟซี ได้แก่ กองทุนรวมอสังหาฯ "มิลเลียนแนร์" (MIPF) จ่ายปันผล 0.81 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 7.79% ต่อปี

ส่วนกองทุนรวมอสังหาฯ "บ้านแสนสิริ" (SIRIPF) ที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย ที่ 7.40% ต่อปี หรือจ่ายปันผล 0.74 บาทต่อหน่วย

"กองทุนที่ให้ดีวิเด้นท์ยีลด์เกิน 7% น่าสนใจ โดยเฉพาะกองทุนที่ถือครองกรรมสิทธิ์อย่าง TFUND และ SIRIPF ซึ่งเป็นกองทุนที่มีขนาดใหญ่พอควร และมีสภาพคล่องการในการซื้อขาย นอกจากนั้น SIRIPF ยังจุดเด่นในเรื่องการคุ้มครองเงินต้นให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนโดยมีสิทธิขายสินทรัพย์ออกไป" นักวิเคราะห์จากบล.เอเซียพลัส กล่าว

ขณะที่กองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทน "ต่ำกว่า" ตลาดมีอยู่ 3 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนรวมอสังหาฯ "ยูโอบี" (UOBAPF) จ่ายปันผล 0.48 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าปี 2548 จ่ายที่ 0.51 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 6.87% ต่อปี

กองทุนรวมอสังหาฯ "บางกอก" (BKKCP) ของบลจ.วรรณ จ่ายปันผล 0.57 บาท เป็นผลตอบแทน 6.28% ต่อปี

สุดท้าย กองทุนรวมอสังหาฯ "เอ็มเอฟซี-นิชดาธานี" (MNIT) ของบลจ.เอ็มเอฟซี ที่จ่ายปันผล 0.56บาท ต่ำกว่างวดปี 2548 ที่จ่าย 0.58 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 6.07% ต่อปี

แม้ผลงานของ 3 กองทุนจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์รับได้ เนื่องจากเป็นผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลหุ้น และดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนราว 2-3%

ส่วนนักลงทุนจะเลือกลงทุนในกองทุนประเภทไหนนั้น ประเด็นที่น่าจะให้ความสำคัญมาเป็นอันดับต้นๆ ควรพิจารณาสินทรัพย์ที่กองทุนลงทุนว่า มีความ "มั่นคง" และต่อเนื่องของรายได้ที่มาจากค่าเช่า ซึ่งจะส่งผลให้การจ่ายปันผล หรือจะทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจากกองทุนมีความต่อเนื่องในระยะยาว

และต้องพิจารณาว่ากองทุนลงทุนในสินทรัพย์แบบสัญญาการเช่า (Lease Hold) หรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ (Free Hold)

"เราชอบ Free Hold มากกว่า Lease Hold เพราะกองทุนเหล่านี้จะหารายได้จากสินทรัพย์ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด และหากต้องขายสินทรัพย์ออกไป ก็สามารถทำได้ โดยเงินที่ได้รับจะนำมาคืนให้แก่ผู้ถือหน่วย ขณะที่กองทุนที่ได้สิทธิการเช่าจะมีอายุสัญญาเช่าประมาณ 20-30 ปี เมื่อหมดสัญญาก็จะหมดรายได้ ซึ่งผู้ที่ลงทุนในกองทุนแบบได้สิทธิการเช่าน่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะต้นทุนจะต่ำกว่าการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ ปัจจุบันกองทุนที่อยู่ในตลาด ให้ผลตอบแทนที่ไม่ต่างกัน เราจึงเห็นว่า การซื้อกองทุนอสังหาแบบซื้อขาด น่าจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มกว่าในระยะยาว" เทอดศักดิ์ บอก

ขณะที่ราคาซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดยังไม่สูงเกินไป...สามารถ "ซื้อ" เพื่อลงทุนได้

เทอดศักดิ์ บอกว่า ถ้าจะซื้อหน่วยลงทุนในตลาดขณะนี้คงต้องพิจารณา "Yield" หรือ ผลตอบแทนเป็นหลัก หากราคาที่ซื้อให้ผลตอบแทนจากปันผลที่คุ้มค่าก็น่าสนใจ

"เราคาดว่า ผลตอบแทนจากปันผลกองทุนอสังหาฯ ปีนี้ (2550) น่าจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เพราะแหล่งรายได้จากอาคาสำนักงานให้เช่า อาคารโรงงาน เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ หรือศูนย์การค้า ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงหวือหวา

ปกติจะเปลี่ยนแปลงสูงสุดไม่เกิน 2% เท่านั้น จึงเชื่อว่าผลตอบแทนสุทธิไม่น่าเปลี่ยน แต่อาจมีการปรับอัตราค่าเช่าเพิ่มขึ้น คาดว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนปีนี้เฉลี่ยน่าจะใกล้ 8% ต่อปี " นักวิเคราะห์รายหนึ่ง กล่าว

นอกจากนั้น นักวิเคราะห์รายนี้ยังมองว่า การลงทุนในกองทุนอสังหาฯ มีความผันผวนของราคาค่อนข้างต่ำ


ขณะที่อัตราการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ทำให้กองทุนประเภทนี้เป็นทางเลือกที่โดดเด่น แต่ต้องเป็นการลงทุนระยะยาว ถึงจะได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ

"หากคิดจะลงทุนในกองทุนอสังหาฯ คงต้องเป็นเงินเย็น และที่สำคัญต้องถือลงทุนระยะยาว อย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนจากการจ่ายปันผลที่คุ้มค่า" นักวิเคราะห์รายเดิม กล่าว
[/size]

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 20, 2007, 02:12:40 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #152 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 02:44:21 PM »

Value way : Temple Boxing School - Revisit

มนตรี นิพิฐวิทยา montri@thaivi.com

สืบเนื่องจากการที่ผมได้ไปเป็นวิทยากรในงาน Money Expo ที่ผ่านมา แล้วบังเอิญได้รับคำแนะนำดีๆ จากท่านผู้ติดตามอ่านคอลัมน์ ท่านบอกว่า คอลัมน์ของผมนั้นอ่านแล้วยังไม่ง่าย ซึ่งผมก็เข้าใจดี และก็พยายามอย่างที่สุดที่จะให้อ่านกันเข้าใจง่ายๆ แต่ทั้งนี้ท่านผู้อ่านควรจะต้องหาความรู้เพิ่มเติม หรือ เขียน E-mail มาคุยกับผมได้ครับ

ผมเคยเขียนเรื่อง Temple Boxing School ไปเมื่อสองปีก่อนเห็นจะได้ วันนี้เพื่อให้เกิดบรรยากาศความง่ายขึ้นผมจึงขอพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะขณะนี้เรื่องๆ นี้กลายเป็นหนังสือฉบับกระเป๋า ซึ่งท่านผู้เขียนเรื่องนี้มิได้ตั้งใจให้เป็นหนังสืออะไรหรอกครับ เพียงแต่ท่านนั่งเขียนประสบการณ์อันยาวนาน พร้อมด้วยวิธีการเอาตัวรอดในตลาดหุ้นของท่านด้วยสำนวนกวนๆ ขำๆ ลงในเวบบอร์ด พอนานๆ เข้าเรื่องราวก็มากขึ้นจนเพื่อนฝูงเห็นว่ามันมีประโยชน์และอ่านมันส์ดีจึงเอามารวมเป็นเล่มขนาด184หน้า ราคาย่อมเยา 175 บาท

ถ้าท่านจำ "คลายเครียดเรโช” ได้ ท่านก็น่าจะนึกถึงเนื้อหาเด่นๆ ของ “สำนักมวยวัด” ได้ จากการที่ท่านผู้เขียนนั้นออกตัวก่อนว่าท่านเป็นเพียง "มนุษย์หุ้น" ที่เอาตัวรอดในตลาดหุ้นมานานหลายสิบปี ฉะนั้นเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในหนังสือนั้นมิได้เป็นหลักวิชาการแต่อย่างใด แต่น่าจะเป็น "หลักวิชาเกิน" เสียมากกว่า ทั้งนี้เพราะมันเกินกว่าจะเอามาเป็นหลักการได้

คราวนี้เราเข้ามาเยี่ยมเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้กันเสียหน่อย เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยของคุณๆ และเพื่อให้เข้ากับชื่อเรื่อง

สำนักมวยวัดจัดคนเล่นหุ้นออกเป็นสามสายพันธุ์ตามความโลภและความรู้ คือ แมลงเม่าหุ้น มนุษย์หุ้น เซียนหุ้น คุณๆ ลองไปอ่านดูว่าแต่ละสายพันธุ์มักจะมีนิสัยอันเป็นประโยชน์และโทษต่อการลงทุนอย่างไร

เนื่องจากบัดนี้ได้เกิดคำว่า”เซียนเต่า”เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทย ซึ่งนั้นน่าจะหมายถึงท่าน ดร.นิเวศน์ value investor ชั้นยอดของบ้านเรา แต่สัตว์ที่ตรงข้ามกับเต่าก็คือกระต่าย และกระต่ายมักจะตื่นตูม ฉะนั้นสำนักมวยวัดจึงจัด “ดิวิชั่น”ของกระต่ายออกเป็นสามลำดับตามความน่ารัก(ท่านเขียนว่า “น่าร๊าก”)คือ

ดิวิชั่นสอง กระต่ายตื่นตูม (ไม่ต้องหันไปมองใครหรอก คุณนั้นแหละ!) อาวุธประจำตัวคือ "หลวงพ่อโกย วัดหน้าตั้ง" รุ่น "เผ่นก่อน คิดทีหลัง" ดิวิชั่นหนึ่ง กระต่ายตื่นตัว อาวุธร้ายประจำตัวคือ “หลวงพ่อโกย วัดหน้าตั้ง”เหมือนกันแต่ได้อัพเกรดขึ้นมาหน่อยเป็น "หลวงพ่อโกย วัดหน้าตั้ง" รุ่น "คิดก่อน เผ่นทีหลัง" กระต่ายดิวิชั่นนี้มักจะหันกลับไปดูโคนมะพร้าวก่อนว่า "มะพร้าวลูกใหญ่แค่ไหน" พวกแมลงเม่า กับพวกกองทุนเผ่นกันหรือเปล่า ถ้าเขาเผ่นกันเราก็เอามั่ง

และกระต่ายดิวิชั่นสุดท้ายคือ กระต่ายพรีเมียร์ลีก หรือกระต่ายเจ้าเล่ห์ กระต่ายดิวิชั่นนี้ร้ายมาก ชอบสับขาหรอกดิวิชั่นอื่น ชอบแกล้งทำเป็นตื่นตูมเสียเอง หรือทำให้กระต่ายตัวอื่นตื่นตูม อาวุธร้ายประจำตัวคือ "หลวงพ่อโกย วัดหน้าตาย" รุ่น "สับขาหลอก"และน่าจะมีหลายเวอร์ชั่นด้วยกันแล้วแต่โอกาสจะอำนวย


และยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมาก เช่น การเปรียบเทียบการเข้ายึดตลาดหุ้นไทยของ "บักสีดา" (นักลงทุนต่างชาติ”กับการที่ "บักซิหยาม" อย่างเราเข้ายึดตลาดหุ้นลาว เรื่อง ราคาหุ้น นาฬิกาหุ้น คลายเครียดเรโช ข่าวลือ ข่าววงใน คือเครื่องมือในการเล่นเกมล่าส่วนเกินทุน และเรื่องราวที่เป็นประสบการณ์จริงที่เกิดกับใครแล้วอาจจะหัวเราะไม่ออกแต่ท่าน "คลายเครียด" ผู้เขียน ท่านทำให้เป็นเรื่องที่เป็นเรื่องไม่เครียด อ่านไปยิ้มไป(แอะ...นั่นมันเรานี่หว่า) และเป็นบทเรียนในการลงทุนได้เป็นอย่างดี

ผมแนะนำให้คุณๆ หาซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านไปพลางๆ ก่อนที่ผมจะหาวิธีเขียนเนื้อหาที่ยากๆ ให้เข้าใจง่ายได้ก่อนละกันนะครับ
[/size]  
 
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #153 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 02:47:35 PM »

Money Product

SCIB ออกสินเชื่อเคหะ ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก

ธนาคารนครหลวงไทย ออกบริการสินเชื่อเคหะครบวงจร และทรัพย์สินรอการขาย (เอ็นพีเอ) คุณภาพดีในราคาพิเศษ พร้อมทั้งโปรโมชั่นและของสมนาคุณพิเศษมอบให้กับลูกค้าในงาน “มหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 16” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2550 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


โดยบริการสินเชื่อเคหะนครหลวงไทย (SCIB Housing Loan) คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก ปีที่ 1 คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.50% ต่อปี ปีที่ 2 คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.50% ต่อปี หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ย MLR ลบ 0.75% ต่อปี ตลอดสัญญา หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัวปีที่ 1 คิดอัตราดอกเบี้ย MLR ลบ 4% ต่อปี ปีที่ 2 คิดอัตราดอกเบี้ย MLR ลบ 3% ต่อปี หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ย MLR ลบ 0.75% ต่อปี วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 95% ของราคาประเมิน และยังได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการจัดการเงินกู้อีกด้วย พร้อมทั้งรับของสมนาคุณพิเศษมากมาย

นอกจากนี้ยังมีสินเชื่อเคหะเพิ่มค่า (SCIB Mortgage Wishes) ซึ่งเป็นสินเชื่อเพื่อทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันโดยใช้บ้านเดี่ยว อาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม หรือที่ดินเปล่า เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะได้รับวงเงินสินเชื่อให้กู้สูงสุด 10 ล้านบาท ระยะเวลาการให้สินเชื่อสูงสุด 10 ปี โดยวงเงินกู้แบบมีระยะเวลา

ส่วนบริการสินเชื่อทวีโชค ซึ่งเป็นสินเชื่อสำหรับซื้อเอ็นพีเอของธนาคาร คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.0% ต่อปี ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.5% ต่อปี หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ย MLR ลบ 0.5% ต่อปี วงเงินสินเชื่อสูงสุด 90% ระยะเวลากู้สูงสุด 20 ปี พร้อมฟรีค่าประเมินและค่าธรรมเนียมในการจัดหาเงินกู้ หรือฟรีค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดเมื่อชำระเงินสดและทำการโอนภายใน 60 วัน

+++++++

บลจ.แมนูไลฟ์ เปิดตัวเอฟไอเอฟกองทุนแรก

"แมนูไลฟ์ สเตรงท์ ไชน่า แวลู เอฟไอเอฟ"

บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) เปิดขายกองทุนเปิด "แมนูไลฟ์ สเตรงท์ ไชน่า แวลู" เป็นกองทุนประเภทเอฟไอเอฟ ที่เน้นลงทุนในประเทศจีน โดยมีนโยบายลงทุนในกองทุน ไชน่า แวลู ฟันด์ เอ แชร์ คลาส ซึ่งเป็นกองทุนภายใต้การบริหารของกลุ่มแมนูไลฟ์ในต่างประเทศ

กองทุนนี้จดทะเบียนในประเทศลักเซมเบิร์ก มีสัดส่วนการลงทุนเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1998 ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 604% หรือเฉลี่ย 24-25% ต่อปี

เสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปตั้งแต่วันนี้-23 พฤษภาคม 2550


+++++++

แบงก์กรุงเทพแนะนำ "เวบไซต์บัวหลวงคิดส์"

ธนาคารกรุงเทพ เสนอบริการสำหรับเด็ก "เวบไซต์ บัวหลวงคิดส์" www.bangkokbank.com/bualuangkids เวบไซต์การเงินสำหรับเด็กแห่งแรกของไทย เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่การเรียนรู้การเงินการธนาคาร ปลูกฝังให้เด็กรักการออมผ่านสื่อการเรียนรู้ที่สนุกสนาน ทั้งเกมออนไลน์ ศัพท์น่ารู้ เงินทองของหนู เป็นต้น [/size] [/b]

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #154 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2007, 06:14:14 PM »

กูรูหุ้นพันล้าน : ตอนที่ 7 ไปจ่ายตลาด

วิชัย วชิรพงศ์

การตีกอล์ฟไกลๆ ลงหลุม "โฮลอินวัน" นั่นคือ...โชคชะตา แต่การที่คุณตีกอล์ฟ ไปตกให้ห่างจากธง 2 ฟุต นั่นคือ...ฝีมือ

ในสนามรบที่เรียกว่า "ตลาดหุ้น" วิชัย วชิรพงศ์ มีความเชื่อลึกๆ ว่า คนที่จะประสบความสำเร็จยืนอยู่บนสังเวียนนี้ได้ยาวนาน จะต้องอาศัย "ฝีมือ" 70%

...อีก 30% เป็นหน้าที่ของ "โชคชะตา"

"การตีกอล์ฟไกลๆ ลงหลุม (โฮลอินวัน) นั่นคือ โชคชะตา นั่นคือ ฟ้าลิขิต แต่การที่คุณตีกอล์ฟไปตกให้ห่างจากธง 2 ฟุต นั่นคือ ฝีมือ"

เขาบอกว่า การเล่นหุ้นก็เหมือนกัน ทุกคนจะมีจังหวะฟ้าลิขิต...ทุกคนต้องเคยได้รับโอกาสนั้น แต่คุณจะตักตวงมันได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง

วิชัย เปรียบคนเล่นหุ้นเหมือนการเปิดร้าน "โชห่วย" เราต้องหาสินค้าเข้ามาขายทำกำไร เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้ได้กำไร...เราต้องอย่าใจร้อน ต้องเลือกสินค้าที่ดีๆ ซื้อเข้าร้านใน Timing (จังหวะ) ที่เหมาะสม

"ในตลาดหุ้นเขาพูดกันว่า มันมีอันตราย "ผีดุ" ถ้าช่วงไหนที่โบรกเกอร์ หรือนักวิเคราะห์ออกมาเตือนว่า มันเป็นช่วงอันตราย เราก็อย่าเพิ่งไปซื้อมัน อย่าเล่นแบบ "ทุ่มสุดตัว" คนที่มีฝีมือจะต้องรู้จัก Timing หรือเวลาไปจ่ายตลาด ใครเก่ง-ไม่เก่ง วัดกันตรงนี้"

จากประสบการณ์ 20 ปี ในวงการนี้ จะซื้อหุ้นให้ได้กำไร เราต้องกล้าไปจ่ายตลาด "ตอนประมาณ ตี 5" หรือ อีก 1 ชั่วโมงฟ้าจะสว่าง...ผีไม่มี

ใครซื้อหุ้นได้จังหวะนี้...ดีแน่! คุณได้เลือกของดี ได้ซื้อของสด ราคาไม่แพง ได้เลือกของก่อนคนอื่น รถไม่ติด คุณจะได้เปรียบเรื่อง "ต้นทุน"

แต่คนที่จะเข้าใน "จังหวะ" นี้ได้ จะรู้ว่าตอนนี้กี่โมงต้องอาศัยเครื่องมือทาง "เทคนิเคิล" มาช่วยในการคลำหาตำแหน่งเวลา ร่วมกับ "ประสบการณ์" ของแต่ละคน

"ถ้าตลาดหุ้นอยู่ในทิศทางขาลง หรือ มีภาวะอึมครึมมาแล้วพักใหญ่ ในขณะที่เครื่องมือทางเทคนิค อาทิเช่น RSI, MACD ยืนยันสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม เช่น การเกิด Divergence หรือ สัญญาณขัดแย้ง เราต้องเตรียมตัวซื้อหุ้น เพราะฉะนั้น ช่วงตี 5 ถึงตี 5 ครึ่ง...คุณต้องกล้าซื้อ"

เซียนหุ้นพันล้าน อธิบายว่า ถ้าเราไปจ่ายตลาดตอน 8 โมงเช้า คนก็เยอะ สินค้าก็ไม่สด หุ้นมันขึ้นไปตั้งนานแล้ว คุณเพิ่งจะมาซื้อตอนคนอื่นเขากำลังจะกลับบ้าน รายใหญ่เขารอ "ออกของ" กันแล้ว

สิ่งที่เซียนหุ้นรายนี้ เน้นย้ำ ก็คือ "จุดซื้อ" คุณอาจจะใช้ "เทคนิเคิล" ช่วย แต่การขึ้นของหุ้นรอบใหญ่ๆ หรือ Major Up Trend (ทุกครั้ง) หลักการวิเคราะห์หุ้น เราต้องใช้ปัจจัยพื้นฐานมาเลือกหุ้น

"ทุกอย่างมันต้องมาจากพื้นฐานก่อน แต่การดูพื้นฐานอย่างเดียวถ้าไม่ใช้เทคนิเคิลช่วย...เปรียบเสมือนคุณขึ้นรถเมล์ คุณจะไปสะพานตากสิน คุณกลัวร้อนคุณก็ไปนั่งรอในรถเมล์คันที่มันสตาร์ทเครื่องเอาไว้แล้ว แต่มันไม่ออกจากท่า (รถ) สักที...

"...ที่มันไม่ออกเพราะจังหวะมันผิด มันเร่งเครื่องบรื้อๆ แต่ไม่ออก คันข้างๆ ออกไปแล้วเว้ย! คันเราก็ไม่ไป นั่งรอมีแต่กระเป๋ารถขึ้นมาเขย่าตั๋ว แต่ก็ไม่ออก เราจะคิดทันทีว่า "ต้องลง" ไม่ใช่คันนี้แน่...ขึ้นผิดคัน

...พอเราลง เปลี่ยนคันไปขึ้นคันใหม่ คันเดิมของเราดันออก"

วิชัย บอกว่า คนเล่นหุ้นทุกคน โดนกรณีอย่างนี้มาหมด เพราะฉะนั้น การหาจังหวะเข้าลงทุน...ต้องใช้เทคนิเคิลมาช่วย

"เวลาเลือกหุ้นให้ใช้พื้นฐาน แต่จังหวะซื้อต้องใช้เทคนิเคิล" เขาเน้นย้ำ

ยิ่งตอนขายหุ้นเทคนิเคิลไม่เคยหลอกเลย ถ้าเราถอยหลังย้อนกลับไปได้ เราต้องกลับไปทบทวนตัวเองให้ดีๆ

"ผมขอแนะนำให้จดไดอารี่ทุกวัน นั่นคือการทบทวนตัวคุณเอง คุณจะได้เก็บเอาไว้อ่าน คุณเจ็บตรงไหน วันนี้คุณโดน (เทคนิเคิล) หลอกอย่างไร?"

เขาอธิบายว่า ข้อผิดพลาดของนักลงทุน มักมาจากความ "ดื้อรั้น" ของตัวเอง เทคนิเคิลมันตัดลงมาตั้งนานแล้ว แต่ว่าเรายังดื้อ ยังเล่นอยู่ แสดงว่า "คุณผิดเอง ตลาดไม่ผิด"

ที่ผ่านมา ชีวิตพวกเราคนเล่นหุ้นทุกคน ถ้าใครเคยผ่านมาในระยะ 10 ปีนี้ (2540-2549) วิชัย กล้าพูดได้ว่า "เฉียดรวย" ทุกคน...เฉียดรวยมาหมด

...เมื่อก่อนหุ้น ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) สมัยที่ยังเป็น บงล.เกียรตินาคิน ราคาหุ้นขึ้นมาประมาณ 40 เท่า (จาก 2 บาทขึ้นไป 80 บาท) นักลงทุนรายใหญ่เคยเล่นหุ้นตัวนี้มาแล้วทุกคน

วิชัย ยืนยันว่า ทุกครั้งที่ ดัชนี SET ขึ้นรอบใหญ่ๆ หรือ Major Up Trend จะต้องมีหุ้น "ดาวเด่น" ของมันอยู่ เราจะต้องคลำหาให้เจอ ต้องไขว่คว้าให้เจอ ในรอบที่ผ่านมาเท่าที่จำได้มีหุ้น อะโรเมติกส์ (ATC) จาก 3 บาท ขึ้นไป 75 บาท พวกรายใหญ่ทุกคนซื้อหมดแถวๆ 3 บาท มาขายที่ 4 บาท คนที่ขายก่อน ก็แค่ "เฉียดรวย"

"ตรงนี้จะวัดผลแพ้-ชนะ วัดว่าใครฝีมือจริง"

วิชัย ย้ำว่า นักลงทุนรายย่อยทุกคน มีสิทธิรวยได้...เชื่อผม! แต่ต้องขยัน ต้องทุ่มเท ต้องเป็นมืออาชีพจริงๆ

"...คุณต้องพยายามเข้ากลุ่มให้ได้ พยายามเกาะกลุ่มจะได้รู้ว่าคนอื่นเขาคิดยังไง เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่เป็นไร แต่มันทำให้เรามีมุมคิดที่หลากหลาย ไม่เชื่อมั่นในตัวเองมากจนเกินไป เพราะจะนำเราไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ง่าย"


โปรดติดตามตอนต่อไปสัปดาห์หน้า...


บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #155 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2007, 06:26:26 PM »

ภารกิจปั้น Wealth กลุ่ม "โกวิทจินดาชัย" ธงของ "ปริญสิริ" ทางของ "Growth Stock"

ด้วยความเหนือชั้น..ในการเดินหมาก "เพิ่มทุน" ด้วยกลยุทธ์ "คืนกำไร" ให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ที่ราคา 1.50 บาท ไม่เพียงทำให้ปัญหาทางการเงินของ "ปริญสิริ" คลี่คลาย..ยังทำให้แผนปั้น Wealth ของกลุ่ม "โกวิทจินดาชัย" มีน้ำหนักมากขึ้นเป็นลำดับ

ที่สำคัญ..ผลสำเร็จของการเพิ่มทุน จำนวน 335 ล้านหุ้น ที่เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ในสัดส่วน 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ราคาหุ้นละ 1.50 บาท นับเป็นการต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจของกลุ่ม "โกวิทจินดาชัย" ได้อย่างน่าจับตามอง...

นั่นเพราะ "ปริญสิริ" ขยักหุ้นเพิ่มทุนที่เหลืออีก 335 ล้านหุ้น ไว้รอขายให้กับประชาชนทั่วไป (PO) ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องขายได้ในราคาที่ดีกว่าเก่า

แผนการเพิ่มทุนทั้ง 2 ก้อน จำนวนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อไปก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียม พร้อมกัน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการ The Complete นราธิวาส, โครงการ The Complete ราชปรารภ และโครงการ The Pulse พหลโยธิน

ทั้ง 3 โครงการ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท จะเป็น..ไฮไลต์ ของ "ปริญสิริ" ในปี 2551...

ขณะเดียวกัน นี่ก็คือแผนการสร้าง Wealth ให้กับกลุ่ม "โกวิทจินดาชัย" โดยวิธี "ยิงปืนนัดเดียว" ได้ผลประโยชน์ตอบแทนถึง 2 เด้งด้วยกัน

เพราะเหตุว่าสัดส่วน พี/อี ที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ยังคงเป็น "หนามยอกอก" ของตระกูล "โกวิทจินดาชัย" มาตลอด โดยหลังปิดดีลเพิ่มทุนจาก 670 ล้านบาท เป็น 1,340 ล้านบาท ในแผนนี้ มุ่งเป้าการดึงนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างชาติเข้ามาถือหุ้นเพิ่ม

...เพื่อให้ พี/อี และราคาหุ้น PRIN จะสะท้อนอนาคต "ที่แท้จริง" นี่ต่างหาก คือ เกมทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง

"นำชัย วนาภานุเบศ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ปริญสิริ อธิบายว่า ค่าพี/อี เรโช ของบริษัทตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 6.5 เท่า แต่เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทุกราย ของเราแทบจะต่ำที่สุดในกลุ่ม ทั้งๆ ที่แนวโน้มผลประกอบการของปริญสิริ กำลังโตสวนทางกับอุตสาหกรรม

เขาบอกว่า นี่คือโจทย์ที่ผู้บริหารพยายามเข้าไปแก้ไขมาโดยตลอด ทั้งในเรื่องของปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาดที่ถือว่าน้อยมาก เพราะนับแค่กลุ่ม "โกวิทจินดาชัย" ก็ถือหุ้น PRIN อยู่ถึง 76% รวมกับหุ้นที่ตกอยู่ในมือของ "เสี่ยปู่" สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล อีก 11.05% จึงเหลือหุ้นที่ซื้อๆ ขายๆกันอยู่ในตลาดกันจริงๆ แค่ 13% เท่านั้น

แต่หลังจากเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกเท่าตัวเป็น 1,340 ล้านบาท..กลุ่มโกวิทจินดาชัยจะเหลือสัดส่วนหุ้นเพียง 50% ปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาดจะเพิ่มขึ้น พร้อมกับมาร์เก็ตแคปที่ใหญ่เกือบๆ 6,000 ล้านบาท (ที่ราคาเหมาะสมไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 4 บาท)

เท่ากับว่า Wealth ของกลุ่มโกวิทจินดาชัย จะขยับขึ้นเป็น 3,000 ล้านบาท ได้ในอนาคต แม้ว่าสัดส่วนการถือหุ้นจะลดลง แต่ "เค้ก" ก้อนใหญ่ขึ้น

นำชัยยังเปิดเผยต่อว่า วิสัยทัศน์ของปริญสิริ นับจากนี้มีความชัดเจนว่า เราต้องการที่จะดึงกองทุนและนักลงทุนสถาบันเข้ามาถือหุ้น เพื่อให้ราคาหุ้นบริษัทสามารถสะท้อนภาพที่แท้จริงกว่านี้

เพียงแต่ว่าพอร์ตโครงการของบริษัทจำเป็นต้องใหญ่กว่าเดิม และมีความต่อเนื่องในการลงทุน และมีเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจนเป็นตัวหนุน

ส่วนเป้าหมายรายได้ในปี 2550 บริษัทได้ตั้งเป้าไว้ที่ 4,000 ล้านบาท จากรายได้ 2,960 ล้านบาท ในปี 2549 โดยรายได้ที่เติบโตจะมาจากโครงการแนวราบ ที่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และเป็นโครงการใหม่ที่เปิดในปีนี้

ขณะที่ในปี 2551 จะเป็นปีที่บริษัทรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมทั้ง 3 โครงการ เป็นครั้งแรก ซึ่งคาดว่าในปี 2551 จะทำให้รายได้เติบโตทะลุ 5,000 ล้านบาท ได้สำเร็จ

ผู้บริหารรายนี้ยังระบุอีกว่า ตลอดปี 2550 บริษัทจะมีสินค้าพร้อมขายจากทุกโครงการรวมมูลค่า 10,756 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการใหม่ที่เปิดในปีนี้ (15 โครงการ) 8,793 ล้านบาท และเป็นโครงการเก่าที่เหลือจากปีก่อน อีก 1,963 ล้านบาท

สำหรับปีนี้ จะเห็นตัวเลขยอดขายโตขึ้นชัดเจน ตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป

ส่วนทิศทางของปริญสิริ หลังปี 2551 โครงการคอนโดมิเนียมจะถือเป็นเทรนด์ใหม่ ที่มีน้ำหนักในพอร์ตถึง 50% โดยเน้นโครงการในแนวรถไฟฟ้า ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างมาก และถือเป็นสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง

นำชัยเปิดเผยต่อว่า ปีนี้ บริษัทได้เตรียมเงินสดไว้ในมือประมาณ 1,500 ล้านบาท ไว้สำหรับซื้อที่ดินมาพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในอนาคต โดยเฉพาะในส่วนของคอนโดมิเนียมที่เริ่มเข้ามาอยู่ในเส้นทางลงทุนมากขึ้น หลังจากเทรนด์ของคอนโดมิเนียมยังมีเรียลดีมานด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จจากการขึ้นโครงการคอนโดมิเนียม The Pulse ที่ลาดพร้าว 44 ทำให้ปี 2550 บริษัทเตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่อีก 3 โครงการ ได้แก่ The Pulse ซอยพหลโยธิน 37 (308 ยูนิต) และโครงการ The Complete อีก 2 ทำเล ที่ถนนราชปรารภ (547 ยูนิต) และถนนนราธิวาสราชนครินทร์ (187 ยูนิต)

ภายในปี 2551 บริษัทจะมีการรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมทั้ง 3 ทำเล รวมมูลค่าโครงการกว่า 3,000 ล้านบาท


ล่าสุด บริษัทเพิ่งจะได้ที่ดินในเมือง "พัทยา" เข้ามาอีกแห่ง เพื่อนำไปพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม ระดับ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป คาดว่าจะเริ่มเปิดให้ลูกค้าจองได้ประมาณปลายปี 2550 และจะไปรับรู้รายได้ ตั้งแต่ต้นปี 2552 เป็นต้นไป

*******************************************************
[/size]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #156 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2007, 06:33:57 PM »

เส้นทางธุรกิจ.."ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า" อาณาจักร "หมื่นล้าน" ตระกูลลี้อิสสระนุกูล

ถอดรหัส..เส้นทางโต บมจ.ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า กับวิธีการเดินเกมธุรกิจ บน "ย่างก้าว" แห่งความมั่นคง..ด้วย Cashflow ของตัวเอง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทแห่งนี้สร้างผลกำไรได้อย่างโดดเด่น บนฐานรายได้ที่ขยายตัวอย่างเชื่องช้า

ตอนนี้ราคาหุ้น ประมาณ 150 บาท คิดเป็น 30 เท่า ของราคาพาร์ 5 บาท แค่นี้ผมก็ดีใจมากแล้ว!! จะมีหุ้นสักกี่ตัวในตลาดที่จะสามารถยืนอยู่ในระดับ 30 เท่าได้..มันมีน้อยมาก

----------------------------------------

ภายใต้การบริหารงานของ "อภิชาต ลี้อิสสระนุกูล" ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล "ลี้อิสสระนุกูล" อาณาจักรธุรกิจ บมจ.ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า ก็เติบใหญ่..มีมาร์เก็ตแคปกว่า 1 หมื่นล้านบาท บนความไม่หวือหวา และแทบไม่มีความเคลื่อนไหว

โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2548-2549) ธุรกิจของไทยสแตนเลย์ มีการเติบโต "หยุดนิ่ง" และ "ถดถอย" ในปี 2548 มีรายได้รวม 8,568 ล้านบาท ลดลงในปี 2549 เหลือ 8,256 ล้านบาท


แต่สิ่งที่น่าทึ่ง! ก็คือ ไทยสแตนเลย์ กลับสามารถทำกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสวนทาง จาก 1,066 ล้านบาท เป็น 1,151 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี

อภิชาต ลี้อิสสระนุกูล รองประธานกรรมการบริหาร บมจ.ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) อธิบายว่า เป็นเพราะบริษัทมีอัตราส่วน "หนี้สินต่อทุน" (ดี/อี) ที่ต่ำมากประมาณ 0.2 เท่า หนี้ส่วนใหญ่ที่มีอยู่เป็นหนี้สินทางการค้า หรือหนี้หมุนเวียน เราจึงไม่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย

เพราะฉะนั้น หากเกิดกรณีที่ยอดขายในอนาคต ออกมาไม่เป็นไปตามคาด บริษัทก็ไม่เดือดร้อน เพราะใช้ Cashflow ของตัวเองมาเงินลงทุน..

อภิชาต อธิบายต่อว่า โครงสร้างรายได้ของไทยสแตนเลย์ ในปัจจุบันมาจากการผลิตดวงโคมไฟ สำหรับรถยนต์ 70% และจากส่วนของตลาดรถมอเตอร์ไซค์อีก 30% โดยมีลูกค้าหลักได้แก่ ฮอนด้า มิตซูบิชิ โตโยต้า และสยามนิสสัน

ในขณะที่ตลาดเมืองไทย จะมีผู้ผลิตโคมไฟรถยนต์รายใหญ่เพียงแค่ 2 รายเท่านั้น คือ "ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า" และ "ไทย โคะอิโท" ซึ่งเป็นบริษัทที่แข่งกันมาตั้งแต่ที่ญี่ปุ่น แต่ก็ถือว่าแข็งแกร่งทั้งคู่ เพราะถือเป็นผู้ผลิตให้กับทั้งระบบในประเทศไทย

"ก่อนหน้านั้นยังมีรายอื่นอีกประมาณ 3-4 ราย แต่พื้นที่ของรายอื่นค่อยๆ แคบลง เพราะเทคโนโลยีตามไม่ทัน ตรงนี้เป็นโอกาสของเรา" เขาอธิบาย ก่อนจะกล่าวถึงแผนการลงทุนต่อไปว่า


การลงทุนของบริษัท ตั้งแต่ปี 2550 - 2553 จะใช้เงินลงทุนเฉลี่ยประมาณปีละ 1,000 ล้านบาท โดยในปีนี้ จะขยายการลงทุนประมาณ 1,100 ล้านบาท ลดลงจากปี 2549 ที่ใช้เงินลงทุนไป 1,400 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นปีที่ลงทุนค่อนข้างหนัก เนื่องจากต้องมีการขยายโรงงานแห่งใหม่ทั้งในส่วนของการผลิตดวงโคมไฟรถยนต์ หลอดไฟ และโรงงานแม่พิมพ์นับเป็นโรงงานแห่งที่ 10 ที่เรียกได้ว่า "ไฮเทค และทันสมัยที่สุดในโลก"

อภิชาต บอกว่า ตอนนี้บริษัทมีออเดอร์จากลูกค้า ล่วงหน้าถึง 3 ปี (ถึงปี 2553) จากค่ายรถยนต์หลัก 3 ราย ซึ่งจะเป็นรถยนต์โมเดลที่จะมาทดแทน (Replace) โมเดลปัจจุบัน โดยเฉพาะในส่วนของดวงโคมไฟของ "ฮอนด้า ซีวิค" "ฮอนด้า ซีอาร์วี" และ "โตโยต้า วีออส" ที่มีกระแสตอบรับดีมากๆ

โดยปกติออเดอร์ของบริษัทจะค่อนข้างแน่นอน ซึ่งจะรับคำสั่งมาล่วงหน้าก่อนผลิตจริง ประมาณ 2-3 ปี เพราะต้องมีเวลาในกระบวนการของการวิจัยและพัฒนา (R&D) ตัวผลิตภัณฑ์ จากนั้นจึงเริ่มสร้างแม่พิมพ์

เพราะฉะนั้น การลงทุนที่เกิดขึ้นจะเป็นการลงทุนตามออเดอร์ที่เข้ามาล่วงหน้า..เราถือว่าความเสี่ยงมีน้อย เพียงแต่ยอดขายจะมากหรือน้อยต้องขึ้นอยู่กับว่าโมเดลของรถแต่ละรุ่นจะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน


จุดแข็งของ ไทยสแตนเลย์ อภิชาต ย้ำว่า คือ "ฐานะการเงิน"

โดยเฉพาะในเรื่องของเงินกู้จากสถาบันการเงิน "เราไม่มี" ในขณะที่บริษัทยังมี Cashflow ในรูปของเงินฝากธนาคารอยู่ประมาณ 1,150 ล้านบาท สำรองไว้ใช้เป็นตัวช่วยในการลงทุน และอีกส่วนหนึ่งคือ เงินจำหน่ายสินค้าที่ได้มา

เขาให้เหตุผลที่บริษัทจำเป็นต้องเก็บเงินสดไว้จำนวนมาก ว่า "เพราะความเสี่ยงมันเกิดแน่!!" เพราะอย่างน้อยที่สุดเราต้องมี "ภูมิคุ้มกัน"

อย่างล่าสุด บริษัทประกาศจ่ายปันผลหุ้นละ 4.85 บาท (ปีก่อนจ่ายหุ้นละ 4.60 บาท) คิดเป็นเงินกว่า 30% ของกำไรสุทธิ ก็ถือว่าไม่มากนัก แต่ถ้ามองในแง่ของความปลอดภัยของตัวบริษัท..ผมว่าสำคัญกว่ามาก

ยิ่งธุรกิจที่ต้องมีการลงทุนระดับพันล้านบาท ถ้าไม่มีเงินมาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดจะลำบาก โดยเฉพาะช่วง 3-4 ปีจากนี้ เขามองว่า เหตุการณ์จะไม่ค่อยดีนัก

"ผมจะถือเงินสด นี่เป็นวิธีที่เตรียมมาตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน..จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา เราพยายามจะไม่ลงทุนเกินตัวถึงขนาดต้องไปพึ่งเงินกู้ ยิ่งมีออเดอร์อยู่ในมือไว้ก่อนถึง 3 ปี ยังไงก็ต้องเตรียมเงินสดไว้.."

ผู้บริหารรายนี้วิเคราะห์ให้ฟังว่า ช่วงปี 2540-2543 คนไม่ค่อยซื้อรถยนต์ ภายหลังผ่านไปได้สักระยะ จนเข้าสู่ 2544 ยอดขายรถยนต์โตระเบิดเลย..นั่นเพราะเกิดจากแรงอั้น

แล้ว ณ วันนี้ กำลังซื้อกำลังสะสมตัวอยู่ เมื่อใดที่มีสัญญาณว่า เหตุการณ์ทุกอย่างเคลียร์แล้ว ตลาดรถยนต์จะพุ่งแรง

อภิชาต บอกว่า แต่ถึงอย่างไร เรื่องของตลาดในประเทศ บริษัทได้เตรียมทางออกไว้ล่วงหน้ามานานหลายปี โดยการเข้าไปร่วมลงทุนตั้งโรงงานอยู่ในหลายประเทศ ทั้งที่เวียดนาม (ถือหุ้น 20%) อินโดนีเซีย (10%) อินเดีย (10%) ลาว (50%) และกัมพูชา (20%) ตลอดจนมีความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอยู่ที่ปากีสถาน


สิ่งที่เราเข้าไปลงทุนมันกำลังจะค่อยๆ เห็นรายได้กลับเข้ามา

จากนี้ไป ตลาดในประเทศจะค่อยๆ เริ่มอิ่มตัว บริษัทก็จะรุกออกไปต่างประเทศมากขึ้น อย่างที่เวียดนาม ตลาดกำลังโตมาก..เราก็ลงทุนต่อเนื่อง โดยปีที่แล้วเพิ่งจะใส่เงินเพิ่มทุนเข้าไปอีก และผลก็คงจะกลับมาเร็วๆ นี้

ที่อินโดนีเซีย ก็เห็นการเติบโตที่ดี แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ อินเดีย และปากีสถาน ซึ่งมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดีมาก

"จุดที่จะทำให้ ไทยสแตนเลย์ เติบโตต่อไป คงจะเป็นการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งโปรดักท์ส่วนใหญ่จะเป็นดวงโคมไฟรถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ และเชื่อว่าในอนาคต 1-2 ปี จากนี้ สัดส่วนรายได้ของบริษัทจะมาจากการขายในประเทศ 70% และต่างประเทศ 30%"

เมื่อสอบถามถึงเรื่องราคาหุ้น STANLY ที่เคลื่อนไหวในลักษณะ Side way มาแล้วกว่า 2 ปี

อภิชาต ชี้แจงว่า เรื่องของ "ราคาหุ้น" ส่วนตัวไม่ค่อยห่วง และเป็นสิ่งที่เคยพูดไว้ตั้งแต่วันแรกที่หุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วว่า ราคาหุ้นจะเป็นยังไง.."ไม่ใช่หน้าที่ผม"


เพราะฉะนั้น "ถ้าจะหวังมาเล่น(หุ้น)เก็งกำไร..อย่ามาเล่น STANLY"

"หน้าที่ผมทุกวันนี้ คือ การทำบริษัทให้มีความมั่นคงและปลอดภัยที่สุด โดยสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวที่สุด..

"..ผมจะไม่ทำโครงการ หรือมีสตอรี่อะไรที่เป็นระยะ 1-2 ปี คือ ปีนี้ดี-แต่ปีหน้าไม่ดี นั่นไม่ใช่สไตล์ของหุ้นตัวนี้ และเท่าที่ผ่านมาผมเองก็ไม่เคยเข้าไปแตะต้องหุ้นตัวเองแม้สักครั้งเดียว ผมไม่เคยซื้อหุ้นคืน และไม่เคยขายหุ้นออกไป ทุกอย่างทำโดยเปิดเผยตลอด"

อภิชาต กล่าวต่อว่า ถึงตอนนี้ยังค่อนข้างที่จะพอใจกับราคาหุ้น STANLY ทั้งๆ ที่ตลาดหุ้นโดยรวมปีนี้..ไม่ค่อยดี แต่ราคาหุ้นตอนนี้ประมาณ 150 บาท คิดเป็น 30 เท่า ของราคาพาร์ (5 บาท) แค่นี้ก็ดีใจมากแล้ว!! และพอใจมากแล้วที่ราคายืนอยู่ระดับนี้ได้

เขาบอกว่า จะมีหุ้นสักกี่ตัวในตลาดที่ราคาพาร์เทียบกับราคาตลาด จะสามารถยืนอยู่ในระดับ 30 เท่าได้..มันมีน้อยมาก หรือถ้าดูหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมด มีหุ้นบริษัทใดบ้างที่อยู่ระดับ 30 เท่า หรือมาร์เก็ตแคป เกิน 10,000 ล้านบาท..ไม่มีสักตัว

หรือถ้าจะมองในแง่ของเงินปันผล เราก็พยายามสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ และอยากให้นักลงทุนมองว่า ลักษณะของหุ้นที่ดีนั้น..หลังจากที่ราคาปรับขึ้นมาสักระยะหนึ่ง ก็ควรมีเวลาในการหยุดพัก..ปรับฐานราคา เพื่อรอโอกาสขึ้นไปอยู่ในฐานที่สูงกว่า อีกครั้ง
 
[/size]

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #157 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2007, 06:39:20 PM »

Money Game : หาจุดซื้อและขาย โดยใช้สหสัมพันธ์ (2)

การหาจุดซื้อและขายที่ถูกต้องเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน สามารถหาได้จากความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนและสหสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างตัวเลขต่างๆ ของการซื้อขาย อัตราส่วนต่างๆ เหล่านี้ นักลงทุนสามารถหาได้อย่างง่ายๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่บ่งบอกถึงจิตวิทยาการลงทุน สิ่งนี้จะสามารถทำให้นักลงทุนเพิ่มโอกาสในการทำกำไรและลดความเสี่ยงได้ อัตราส่วนและสหสัมพันธ์ที่ผมใช้อยู่เสมอ และมีความแม่นยำสูง (ตอนนี้เป็นตอนที่สองนะครับ)


สอง สัดส่วนของนักลงทุนต่างประเทศซื้อและขายต่อปริมาณการซื้อขายทั้งหมด หรือที่เราเรียกว่า ปริมาณ Foreign Net BUY or Net SELL หารด้วย Total Value ต้องยอมรับว่าการลงทุนในตลาดหุ้นบ้านเราถูกผลักดันด้วยเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติเป็นสำคัญ และโดยส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนต่างชาติจะลงทุนเป็นรอบๆ เพราะฉะนั้นการคาดการณ์แต่ละรอบ เม็ดเงินของนักลงทุนต่างประเทศมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง

หรือเมื่อไรก็ตามที่สัดส่วนของนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ (Foreign Net BUY) หารด้วยปริมาณการซื้อขายทั้งหมด ขึ้นถึงจุดสูงสุดเมื่อไร ทำให้คาดการณ์ได้ว่า การขายทำกำไรจะเกิดได้ในไม่ช้า ผลของการคำนวณนี้ โดยปกติถ้าปริมาณของ Foreign Net BUY หารด้วย Total Value อยู่ในช่วง 12-15% เมื่อไร หุ้นจะมีโอกาสถูกเทขายทำกำไรสูงมากในระดับ 60-100 จุดได้เช่นกัน ซึ่งผมมีโอกาสทดสอบสมมติฐานนี้อย่างน้อย 4 ครั้ง ในช่วงกลางปี 2004 และต้นปี 2005 นักลงทุนสามารถทดสอบสมมติฐานนี้ได้เร็วๆ นี้ด้วย

สาม การวัดความเสี่ยงในการลงทุน เพื่อทราบความคิดของตลาดว่านักลงทุนกำลังคาดว่าตลาด เป็น Bull หรือ Bear เราเรียกภาษาทางการเงินว่า Implied Equity Risk Premium ซึ่งคำนวณได้จาก Earnings Yields (ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น โดยใช้กำไรต่อหุ้น หารด้วยราคาต่อหุ้น ลบด้วย การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS growth) โดยปกติตลาดทุนไทยจะมี Equity Risk Premium อยู่ที่ประมาณ 5% เมื่อไรก็ตาม ถ้า EPS growth เพิ่มขึ้นจะทำให้ Implied Equity Risk Premium ลดลงและหุ้นจะเป็นขาขึ้นทันที


ในทางกลับกัน ถ้าหุ้นเป็นขาขึ้นมากๆ แล้ว EPS Growth ปรับตัวลดลง หุ้นจะปรับตัวลงแรงทันที เมื่อต้นปี 2547 การใช้หลักการเช่นนี้ จะทำให้นักลงทุนมีผลกำไรในแต่ละรอบใหญ่ๆ และลดความเสี่ยงในการลงทุนได้ ซึ่งหลักการนี้ นักลงทุนประเภท Contrarian Investing ที่ฝึกจนชำนาญ มักจะใช้กัน และเมื่อใช้จนคล่องแล้ว จะมีประสิทธิภาพมาก

ในฉบับหน้าอย่าพลาดนะครับ เรื่อง โครงสร้างหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นเท่าตัว ครับ
[/size]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #158 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2007, 06:41:54 PM »

จัดพอร์ตลงทุน 'เศรษฐา ศิระฉายา'

อาชีพดารา นักร้อง มักจะประสบปัญหาเรื่องความไม่แน่นอนในรายได้ แม้ได้เงินมาจำนวนมาก แต่หากไม่รู้จักวางแผนการเงินให้เหมาะสม ก็สามารถเจอภาวะ "ไม่มีงาน ไม่มีเงิน" ได้


"วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ" ในฐานะที่ปรึกษาการลงทุนมือหนึ่งของ "บลจ.กสิกรไทย" ได้ให้แนวทางการจัดพอร์ตลงทุน (รับวัยเกษียณ) ให้กับนักร้อง พิธีกรชื่อดัง.."เศรษฐา ศิระฉายา" ไว้อย่างน่าสนใจ..

--

แม้ช่วงหนึ่งของชีวิตจะเป็นนักร้องในวงดนตรี "The Impossible" ที่โด่งดัง แต่ "ต้อย".. "เศรษฐา ศิระฉายา" นักร้อง นักแสดง พิธีกร ชื่อดัง บอกว่า ช่วงนั้นตนเองยังไม่มีเงินเก็บ ไม่มีบ้านอยู่เป็นของตัวเองเลย ทั้งๆ ที่มีรายได้เข้ามาจำนวนมาก

เพราะรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ และไม่รู้จักการจัดสรรการเงินอย่างถูกต้องและเหมาะสม

"ในช่วงที่อายุยังน้อย ผมทำงานเป็นนักร้องกลางคืน ไม่ค่อยมีหลักแหล่ง รายได้ไม่สม่ำเสมอ บางเดือนได้เงินมาก บางเดือนได้เงินน้อย แต่ไม่ได้เก็บ เพราะอยากเที่ยวมากกว่า ทำให้ใช้จ่ายเงินเยอะมาก

ผมร้องเพลงมา 11 ปี ก็ยังไม่มีบ้านอยู่ จนเลิกวง มาซื้อบ้านก็ตอนแต่งงานกับคุณเปี๊ยก (อรัญญา นามวงศ์) ก็เป็นเวลา 10 ปีมาแล้ว เพราะนึกถึงครอบครัว และมีลูก (ตอนอายุ 39 ปี) จึงคิดว่า ควรจะทำอะไรให้แก่ครอบครัว จึงเริ่มซื้อบ้าน รถยนต์" "เศรษฐา ศิระฉายา" นักร้อง นักแสดง พิธีกรชื่อดัง กล่าว

เศรษฐาเล่าว่า เขามาเริ่มเก็บออมเป็นเรื่องเป็นราวได้เมื่อตอนมาเป็นพิธีกรรายการ "มาตามนัด" และจากการเป็นพิธีกรรายการต่างๆ เนื่องจากมีรายได้เพิ่มขึ้นมาก เพียงพอกับค่าใช้จ่ายได้อย่างสบายๆ ตลอดจนเริ่มสะสมที่ดิน

"เวลาไปถ่ายละครที่ไหน พอเห็นที่ดินสวยๆ ก็จะซื้อเก็บไว้ กลายเป็นคนบ้าที่ดิน ตอนนี้มีที่ดินแทบทุกภาค บวกกับเป็นคนชอบธรรมชาติ จึงมีทั้งที่ดินในที่ราบ ที่ลุ่ม กลายเป็นคนสะสมที่ดิน แต่พอมีแล้วก็ไม่ได้ขาย อยากพัฒนามากกว่า จึงหันไปทำสวนผลไม้ เหมืองแร่บ้าง"

เขายังบอกว่า หมดตัวไปมากเหมือนกันกับเหมืองแร่

ปัจจุบันมีสวนผลไม้ชื่อสวน "พุทธิดา" ที่จังหวัดตราด พื้นที่กว่า 100 ไร่ แต่ไม่ได้มีกำไรอะไรมากมาย เพราะมองเป็นการลงทุนในที่ดินที่คิดว่าซื้อไว้แล้วราคาไม่ตก

ส่วนชีวิตในปัจจุบันของ "เศรษฐา" กับวัย 62 ปี เข้าสู่วัยเกษียณแล้ว แต่เขาก็ยังไม่หยุดทำงาน...

"ตอนนี้ผมทำหลายอย่างมาก เป็นผู้จัดและผู้กำกับละครให้กับทางช่อง 3 รวมทั้งงานประกวดนักร้อง "เดอะ ซิงเกอร์" ซึ่งให้ "น้องอีฟ" ลูกสาวช่วยดูแล แต่ก็ยังมีภาระการเงิน เพราะต้องใช้กระแสเงินสดหมุนเวียนในการทำงาน ขณะที่ตัวผมเองไม่มีเงินสดมาก"

ในมุมมองของ "วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ" รองประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย ในฐานะผู้ให้คำปรึกษาด้านการลงทุน ให้แนวทางการจัดพอร์ตลงทุนของ "ต้อย" เศรษฐา ศิระฉายา อธิบายว่า เหตุที่เศรษฐามีปัญหาขาดเงินสดหมุนเวียนในการทำธุรกิจ เป็นเพราะได้นำเงินไปลงทุนในที่ดินมากเกินไป จึงทำให้สภาพคล่องการเงินต่ำ เมื่อต้องการเงินสด จึงไม่สามารถขายที่ดินเป็นเงินสดได้ง่าย

วิวรรณให้แนวทางว่า ที่ดินที่มีมากเกินไป คงต้องมาพิจารณาว่าควรจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง เพราะการมีที่ดินเปล่า มักจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือแคชโฟลว์ (กระแสเงินสด) ทำให้เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้กับเรา (Unearning Asset)

"การมีพอร์ตแบบนี้เยอะเกินไป ต้องขายออกไปถึงจะได้เงินกลับมาหรือมีกำไร"

เธอยังบอกว่า ในวัยเกษียณเช่นนี้ เราจำเป็นต้องมีแคชโฟลว์อย่างสม่ำเสมอ เช่น ถ้ารายได้มาจากค่าเช่าเดือนละ 2 แสนบาท อาจจะทำให้ชีวิตอยู่อย่างสบายๆ ส่วนรายได้อย่างอื่นถือว่าเป็นงานอดิเรก

"ตรงนี้อาจมาต้องดูว่า พี่ต้อยสามารถขายที่ดินส่วนไหนได้บ้าง ส่วนที่ดินที่มีอยู่ หากเป็นทำเลที่ดี อาจจะให้เขาเช่าทำปั๊มน้ำมัน (ถ้าอยากเก็บเอาไว้) หรือบางที่อาจจะนำไปพัฒนา เช่น ที่ดินชายทะเล ซึ่งหายากขึ้น แต่อย่าทำเอง แนะนำให้ไปกู้เงินมาทำจะดีกว่า เพราะเวลาทำโครงการใช้เงินของตัวเองจะมีความเสี่ยง

เราต้องลดความเสี่ยงของตัวเองด้วยการเอาเงินคนอื่นมาทำ หรือหาหุ้นส่วนก็ได้ ไม่ก็ขายไปเลย เอาเงินสดมา

ตอนนี้อยากแนะนำให้มี Earning Asset เพิ่มขึ้น คือมีสินทรัพย์ที่ไปลงทุน แล้วก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น จะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองจนลงเพราะไม่มีเงินสดหมุนเวียน"

ขณะเดียวกัน ในแผนการเงินของเศรษฐายังต้องกัน "เงินสำรอง" ไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินด้วย..

วิวรรณแนะนำว่า ตามทฤษฎีบอกว่าเวลาจัดพอร์ต ควรจะมีเงินสำรองไว้ใช้จ่ายอย่างน้อย 3-6 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับรายได้ว่ามีความสม่ำเสมอแค่ไหน

"เนื่องจากพี่ต้อยมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ และไม่มีเงินสดหมุนเวียน จึงควรจะมีเงินสำรองฉุกเฉินไว้ 6 เดือน (ใช้จ่ายเท่าไรก็เอา 6 คูณ ก็จะออกมาเป็นจำนวนเงินที่ต้องสำรองไว้) แล้วนำไปฝากออมทรัพย์ หรือซื้อกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) จะคล้ายกับฝากออมทรัพย์ และขายคืนได้ทุกวัน

หากเป็นกองทุนมันนี่มาร์เก็ตที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ความเสี่ยงเรื่องเบี้ยวเงินจะไม่มี แต่ผลตอบแทนไม่มากนัก ตอนนี้เหลือราว 3 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ ต่อปี แต่ไม่เสียภาษี มีสภาพคล่องสูง เงินส่วนนี้ให้เก็บไว้ 6 เดือน เผื่อฉุกเฉินก็นำออกมาใช้ได้ ทำให้ไม่ติดเรื่องสภาพคล่อง"

ส่วนการลงทุนอื่นๆ เศรษฐาบอกว่า เขาได้นำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นทุน " รวงข้าว" ไว้พอควร ก็ได้รับเงินปันผลกลับมาบ้าง แม้ว่าราคาหน่วยลงทุนที่ลงทุนไว้ก่อนหน้าจะลดลงเหลือเพียง 2-3 บาท แต่ก็ยังไม่ได้ขายออกไป เพราะเชื่อว่าราคาหน่วยจะปรับตัวขึ้นได้ในอนาคต

ในเรื่องการจัดพอร์ตการลงทุนของเศรษฐาในวัยเกษียณ วิวรรณแนะว่า เนื่องจากเศรษฐาลงทุนในกองทุนหุ้นมากเกินไป จึงถือว่ามีความเสี่ยงสูงสำหรับวัยเกษียณ เขาอาจนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ไว้ด้วย หรือหากจะลงทุนในที่ดิน แนะนำว่าให้นำเงินมาซื้อคอนโดมิเนียม เพื่อให้เช่า จะมีรายได้สม่ำเสมอดีกว่า

เธอยังแนะนำว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ควรจะ "ปรับปรุง" พอร์ตลงทุนทุกๆ 6 เดือน เพราะสถานการณ์การลงทุนอาจเปลี่ยนไป จำเป็นต้องปรับพอร์ตลงทุนของเราให้สอดคล้องกับภาวะการลงทุนด้วย

วิวรรณบอกว่า จากการศึกษาพบว่า 90% ของผลลงทุนที่ดี จะมาจากการจัดการลงทุนอย่างถูกต้อง เหมาะสม ถ้าหากเราเอาเงินไปอยู่ที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป เช่น เงินอยู่ในที่ดินมากไป จะเกิดความเสี่ยง ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ซบเซา มูลค่าเงินลงทุนจะหดหายหรือเหลือน้อย จึงควรกระจายความเสี่ยง ด้วยการไม่ควรเอาไข่ไปไว้ในตะกร้าเดียวกัน

ขณะเดียวกันก็ต้องมีเป้าหมายการลงทุน ตาม "ช่วงอายุ"

ทั้งนี้ เป้าหมายลงทุนจะมี 3 ประเภทคือ หนึ่ง.. "คุ้มครองเงินต้น" เพราะไม่ต้องการให้เงินต้นหาย จะเหมาะกับวัยเกษียณ สอง..ให้เงินงอกเงย เหมาะกับวัยจ๊าบ เพราะยังมีเวลาอีกนานกว่าจะเกษียณ รับเสี่ยงได้ และสาม..เป้าหมายตรงกลาง เหมาะกับคนอายุ 40 ปีกว่า รับความผันผวนได้ไม่มาก เสี่ยงได้บ้าง


"ความต้องการลงทุนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะความเสี่ยงต่างกัน วัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน จึงควรลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะกับผู้ลงทุนแต่ละช่วงอายุ" วิวรรณกล่าว
[/size]

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #159 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2007, 06:52:23 PM »

เปิดแผน 6 ปี "เอ็ม บี เค" ทุ่ม 5 พันล้าน สร้างธุรกิจใหม่..ชดเชย "มาร์จิน" มาบุญครอง

"เอ็ม บี เค" จะเดินเกมรับมืออย่างไร? ภายใต้โจทย์..เงื่อนไขเวลาที่เหลืออีก 6 ปี ต้องเร่งสร้างธุรกิจใหม่ ชดเชย "มาร์จิน" ศูนย์การค้า ที่จะหายไปถึง 20% จากภาระค่าเช่าใหม่ห้างมาบุญครอง ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัว

คำถามที่ตามมา ภายหลัง "บมจ.เอ็ม บี เค" ได้ข้อยุติ..ยอมรับเงื่อนไข ต่อสัญญาเช่าพื้นที่มาบุญครองใหม่ กับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกไปอีก 20 ปี (2556-2576) มูลค่าสัญญา ประมาณ 25,000 ล้านบาท

ผลประโยชน์..ในลักษณะ "เสือนอนกิน" จากสัญญาเช่าเดิม ซึ่งเคยได้มาร์จินสูงถึง 30% จะไม่มีอีกแล้ว

...เวลาที่เหลืออีก 6 ปี (2550-2555) เอ็ม บี เค จะ "แก้เกม" นี้อย่างไร?

แม่ทัพใหญ่..อย่าง "สุเวทย์ ธีรวชิรกุล" กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.เอ็ม บี เค ก็ยอมรับว่า สัญญาใหม่ มีตัวเลขอัตราค่าเช่าที่ "สูง" จะทำให้กำไรของธุรกิจศูนย์การค้าจากที่เคยได้ 30% จะหายไปทันที 20% เหลือส่วนต่างเพียงประมาณ 10% เท่านั้น

"คงต้องเหนื่อยหน่อย และเหนื่อยแบบไม่ปกติ!" นี่คือคำตอบจากแม่ทัพใหญ่ มาบุญครอง

สุเวทย์ยอมรับว่า ช่วงปีแรกๆ หรือตั้งแต่ปี 2556 ที่สัญญารอบใหม่เริ่มมีผล "ต้นทุน" ที่เพิ่มขึ้น จากภาระค่าเช่าใหม่ ย่อมกดให้มาร์จินของธุรกิจศูนย์การค้า ซึ่งปัจจุบันเป็นธุรกิจหลักที่ทำรายได้คิดเป็นสัดส่วน 30% ของรายได้ทั้งหมด "ปรับลดลง"

"จากนี้ไป ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย อยู่ไปอย่างนี้เรื่อยๆ มันจะฉุดผลประกอบการรวมของบริษัทให้ถดถอยลงได้..."

นั่นคือเหตุผลที่ เอ็ม บี เค พยายามที่จะ "กระจายความเสี่ยง" ออกไปในธุรกิจใหม่ๆ

จนปัจจุบัน มีธุรกิจหลักแบ่งออกได้เป็น 5 สาย คือ 1.ธุรกิจศูนย์การค้า 2.ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว 3.ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 4.ธุรกิจสนามกอล์ฟ และ 5.ธุรกิจข้าว (ถือหุ้นผ่าน บมจ.ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี)

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนและซื้อทรัพย์สินเพิ่มเข้ามาในพอร์ตต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปี 2544 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เช่น โรงแรม 5 ดาว เชอราตัน กระบี่ บีช รีสอร์ท ซื้อกิจการสนามกอล์ฟ ล็อค ปาล์ม คลับ จังหวัดภูเก็ต และรุกเข้าไปถือหุ้น 30.60% ในบริษัท สยามพิวรรธน์ (เจ้าของศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน) ในปี 2545

จากนั้นก็ซื้อบริษัท แปลน เอสเตท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปี 2546 ซึ่ง เอ็ม บี เค มีที่ดินที่จังหวัดปทุมธานีในมือกว่า 825 ไร่ รวมถึงการซื้อที่ดินอีก 150 ไร่ ที่เกาะสมุย รองรับการขยายธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท ไล่มาถึงปี 2549 มีการซื้อที่ดินบริเวณพัทยากลาง 18 ไร่ รองรับการขยายธุรกิจโรงแรมและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

พอมาในปี 2550 ก็กระโดดเข้าไปร่วมทุนกับนักลงทุนญี่ปุ่น ถือหุ้น 49.97% ในธุรกิจประมูลรถยนต์ออนไลน์ ผ่านบริษัท แอพเพิล ออโต้ ออคชั่น (ไทยแลนด์) และให้บริษัทย่อย (บริษัท แปลน อีควิตี้ ) เข้าไปลงทุนในตึกกลาสเฮ้าส์ (ทำธุรกิจให้เช่าพื้นที่สำนักงาน) จาก บมจ.ทุนธนชาต และบริษัทบริหารสินทรัพย์ เอ็น เอฟ เอส

สุเวทย์บอกว่า แผนขยายฐานธุรกิจของ เอ็ม บี เค จะยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ แต่ตอนนี้ Core Business ของเรา จะเน้นธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการบริหารเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า "Hospitality"

เขาอธิบายว่า โครงสร้างรายได้ปัจจุบันของบริษัท มาจากธุรกิจศูนย์การค้า 30% ธุรกิจข้าว 30% โรงแรม 20% ธุรกิจอสังหาฯ 5% ที่เหลือเป็นธุรกิจสนามกอล์ฟ และอื่นๆ

แต่จากนี้ไปอีก 5 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2554 โครงสร้างรายได้จากธุรกิจโรงแรม จะเติบโตอย่างรวดเร็ว และขยับเพิ่มสัดส่วนขึ้นมาเป็น 25% ในขณะที่สัดส่วนของธุรกิจศูนย์การค้าและธุรกิจข้าวจะยังคงอยู่ที่ประมาณ 30% เช่นเดิม ส่วนธุรกิจอสังหาฯ จะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 10%

"ถ้ามองโครงสร้างธุรกิจในอนาคตของเราที่จะขยายไป คงเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม ที่จะมีกิจการมากขึ้น เช่น ที่สมุยและพัทยา มีแผนจะไปสร้างโรงแรมระดับ 5 ดาว ส่วนโอกาสการลงทุน หรือเทคโอเวอร์ศูนย์การค้าใหม่ๆ ตอนนี้ยังไม่มีในมือ แต่เราก็ยังมองหาโอกาสอยู่ตลอดเวลา"

ผู้บริหารเอ็ม บี เค ยังแย้มด้วยว่า ไม่แน่ว่าในอนาคตสัก 5 ปีไปแล้ว ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว อาจจะกลายมาเป็น "ธุรกิจหลัก" ก็เป็นได้ ส่วนในรอบบัญชีปี 2550 (ก.ค.2549-มิ.ย.2550) เขา คาดว่าบริษัทจะทำรายได้รวมทะลุ 5.5 พันล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนประมาณ 5%

ในช่วงเวลาที่เหลืออีก 6 ปีจากนี้ไป ก่อนที่สัญญาเช่าพื้นที่ใหม่จะเริ่มมีผล สุเวทย์ยืนยันว่า "ธุรกิจใหม่" ที่ เอ็ม บี เค มีแผนจะขยาย โดยเฉพาะธุรกิจด้านโรงแรมและท่องเที่ยว จะสามารถสร้างรายได้ และมาร์จินเข้ามาชดเชยกับมาร์จินของธุรกิจศูนย์การค้าเดิมที่หายไป 20% ได้อย่างไม่น่าห่วง

โดย 4 บริษัทย่อยที่จะกลายเป็น "พระเอกใหม่" ในอนาคตอีก 5-6 ปีข้างหน้า จะมาจาก 1.เอ็ม บี เค รีสอร์ท ประกอบธุรกิจสนามกอล์ฟ และพัฒนาที่ขาย ที่จังหวัดภูเก็ต 2.เอ็ม บี เค โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท ประกอบธุรกิจโรงแรม ที่จังหวัดกระบี่ 3.เอ็ม บี เค แอสเซ็ท ประกอบธุรกิจโรงแรมที่สมุย และ 4.ดิ โอลิมปิค คลับ ประกอบธุรกิจพัฒนาโครงการโรงแรมที่พัทยา

ทั้ง 4 ธุรกิจนี้ จะเข้ามาชดเชยมาร์จินที่หดหายไปจากธุรกิจศูนย์การค้า ซึ่งจะทยอยเข้ามาในช่วง 6 ปีจากนี้

โครงการที่พัทยา เป็นทำเลใหม่ที่อยู่ระหว่างศึกษาทำธุรกิจโรงแรมและอื่นๆ และคาดว่าจะเป็น "ไฮไลต์" ของแหล่งรายได้ในระยะยาว ผลจากสนามบินสุวรรณภูมิและการคมนาคมที่สะดวก

"โปรเจคพัทยา คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 4 พันล้านบาท เป็นโปรเจคขนาดใหญ่ที่สุดในขณะนี้ แต่ปัจจุบัน ที่ดินผืนนี้ยังติดสัญญา "เช่าค้าง" อยู่อีก 5 ปี จึงคาดว่าจะเป็นโปรเจคหลังสุดที่จะเข้าไปลงทุน"

นอกจากนี้ เอ็ม บี เค ยังมีโครงการพัฒนาที่ดินในจังหวัดปทุมธานี โดยมีแผนจะทำเป็นสนามกอล์ฟ และพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวระดับกลาง-บน ในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุน ประมาณ 500-600 ล้านบาท

ดังนั้น ในช่วง 6 ปีจากนี้ เป็นจังหวะเวลาที่ เอ็ม บี เค ยังต้อง "ใช้เงิน" ขยายการลงทุน โดยสุเวทย์ประเมินว่า โครงการทั้งหมดรวมๆ แล้ว น่าจะใช้เงินลงทุนรวมกันไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุน แต่มีแผนจะออกหุ้นกู้วงเงิน 3,000 ล้านบาท ในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อรีไฟแนนซ์เงินกู้เดิมส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเพื่อจ่ายค่าเช่าให้กับจุฬาฯ

"ถ้าค่อยๆ ทยอยลงทุนแบบนี้ คิดว่าเราน่าจะเก็บเงินได้ และคงกู้เงินบางส่วน เราคงไม่ต้องเพิ่มทุน เว้นแต่จะมีโปรเจคลงทุนใหม่ออกมาอีก ส่วนภาระค่าเช่าตลอด 20 ปี คิดว่าน่าจะจัดการได้ เพราะในแต่ละเดือน เรามีเงินเหลือประมาณ 100-120 ล้านบาท ปีหนึ่งรวมแล้วยังมีเงินเหลือเป็นพันล้านบาท"

ทั้งนี้ สำหรับภาระการจ่าย "ค่าเช่า" ภายใต้สัญญาใหม่กับทางจุฬาฯ ตลอด 20 ปี ตั้งแต่ 22 เมษายน 2556 ถึง 21 เมษายน 2576 จะแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ

1.ค่าผลประโยชน์ตอบแทนในการได้สิทธิทำสัญญาก่อนบุคคลอื่น ประมาณ 2.4-2.5 พันล้านบาท (มูลค่า ณ ปัจจุบัน) ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาอยู่ 2 ทางเลือก คือ จ่ายทั้งก้อนในปีนี้ หรือทยอยจ่ายเป็น 4 งวด

2.ค่าเช่ารายปีตลอดอายุสัญญา 20 ปี ประมาณ 22,860 ล้านบาท โดยแบ่งจ่ายเฉลี่ยงวดที่ 1-3 (2556-2558) งวดละ 694.72 ล้านบาท จากนั้นค่อยๆ ทยอยจ่ายเพิ่มขึ้นไล่ตั้งแต่ปีละ 736.4 ล้านบาท ในปีที่ 4 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปีสุดท้ายจ่าย 1,870.72 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในกรณีที่ เอ็ม บี เค มีรายได้ของศูนย์การค้าทุกๆ 5 ปี สูงกว่าประมาณการรายได้ของโครงการ บริษัทจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้เพิ่มให้กับทางจุฬาฯ อีกในอัตรา 5% เฉพาะในส่วนที่เกินจากประมาณการ


ขณะเดียวกัน บริษัทยังต้องใช้เงินไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านบาท เพื่อบูรณะพัฒนาพื้นที่ในศูนย์การค้าเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 อีกด้วย


-----------------------------------------------
  [/b]

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #160 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2007, 10:22:15 PM »

Personal Finance

"ชาญ เรืองรุ่ง"

ใส่ใจในทุกเรื่องของเงินทอง&ชีวิต


กาญจนา หงษ์ทอง

เงินในความคิดของผม ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของชีวิต ไม่ใช่ปัจจัยของความสำเร็จ แต่เป็นแค่ปัจจัยเดียวของชีวิต ความสำเร็จเป็นมูลค่าที่ตีค่าไม่ได้ สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตผมคือ ความรู้

***********

คนที่มีข้อคิดประจำใจที่ว่า "ฝันให้ใกล ไปให้ถึง" ก็คงไม่ยากอะไร ถ้าของสะสมของเขาจะเป็น "ความสำเร็จ" เรากำลังพูดถึง "ชาญ เรืองรุ่ง" รองประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท แม่ศรีเรือน ผู้ชายที่มุ่งมั่นสะสมความสำเร็จ หากแต่ความสำเร็จที่เขากำลังพูดถึง ไม่ได้ถึงแก้วแหวนเงินทองอย่างที่หลายคนเข้าใจ

"เงินในความคิดของผม ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของชีวิต ไม่ใช่ปัจจัยของความสำเร็จ แต่เป็นแค่ปัจจัยเดียวของชีวิต ความสำเร็จเป็นมูลค่าที่ตีค่าไม่ได้ สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตผมคือ ความรู้ ถ้าคนเรามีความรู้ซะอย่าง มันจะติดตัวเราไปตลอด มีค่ายิ่งกว่าเงินทอง"

ชาญบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมของเรื่องครอบครัว ธุรกิจ หรือการลงทุน หัวใจสำคัญที่ทอดยาวไปสู่ความสำเร็จล้วนเกิดจากการใส่ใจ และลงลึกในรายละเอียด และเห็นข้อเท็จจริงของสิ่งที่เราทำ เพราะการใส่ใจรายละเอียดจะทำให้เราเห็นจุดอ่อนจุดแข็งที่ควรแก้ไขและพัฒนา

"เมื่อของสะสมของผมคือ ความสำเร็จ วิถีชีวิตผมจึงมีแนวคิดว่า เอาความสำเร็จเป็นตัวตั้ง โดยไม่ใช่วัดจากเงินทองผมคิดว่าทุนที่ยิ่งใหญ่คือ ความสำเร็จ ซึ่งตีค่าไม่ได้เลย การที่เราทำทุกอย่างจริงจังแล้วมันประสบความสำเร็จ นั่นคือความพอใจของผมแล้ว"

ในแง่มุมของการจัดการเงินทองนั้น ชาญบอกว่าทุกวันนี้เป็นไปอย่างรอบคอบ ยิ่งเมื่อผ่านวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจมาแล้ว ยิ่งทำให้รู้ว่าการทำธุรกิจและการลงทุน ต้องระมัดระวังมากที่สุด แต่ถ้าเราใส่ใจและหมั่นศึกษาหาความรู้ก็จะทำให้ผ่านวิกฤติไปได้

ชาญบอกว่าปกติการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง แต่ถ้าเรามีวิสัยทัศน์ มีความรู้ นั่นจะทำให้การตัดสินใจของเรามีความแม่นยำมากขึ้น มันอาจจะไม่ 100% แต่ก็ทำให้เรามั่นใจมากขึ้น โอกาสพลาดน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เราตัดสินใจไปแล้วจะไม่พลาดเลย เพียงแต่เมื่อผิดพลาด เราจะมีวิธีการแก้ปัญหาที่ทำให้หาทางออกได้ง่ายขึ้น

เพราะเห็นความสำคัญของเรื่องการศึกษาในทุกเรื่อง ทุกวันนี้ชาญจึงจัดสรรเงินก้อนหนึ่งเตรียมไว้สำหรับการเติมความรู้ให้ตัวเอง และเพื่อลูกทั้ง 2 ของเขา

"ผมจะจัดสรรเงินไว้ประมาณ 10% สำหรับการหาความรู้เพิ่มเติม เพราะผมมองว่าการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม มันสำคัญมาก ไม่จำเป็นต้องเป็นการเรียนอย่างเดียว แค่เป็นคอร์สอะไรก็ตาม เราก็ควรจะมีไปลงทุนตรงส่วนนี้ และผมถือว่านี่เป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง"

นอกจากลงทุนด้านการศึกษาแล้ว เมื่อมีรายได้เข้ามาจากการทำธุรกิจในกลุ่มแม่ศรีเรือน ชาญจะกันเงินไว้ 20% สำหรับขยายการลงทุนในธุรกิจแม่ศรีเรือน ที่เหลืออีก 30% กันไว้สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของครอบครัว

และอีก 10% กันไว้สำหรับการลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยมากเป็นการซื้อคอนโดมิเนียมทำเลดีๆ ย่านใจกลางเมืองไว้ให้เช่า เพราะเห็นว่าถ้าเลือกซื้อย่านใจกลางเมืองราคาจะมีแต่ขึ้น นอกจากนี้ยังมีการออมเงินในประกันชีวิต ที่ทำไว้ประมาณ 2-3 กรมธรรม์ และมีการกระจายไปซื้อสลากออมสินเอาไว้ให้ลูกอีกเฉลี่ยประมาณ 5%

ที่ขาดไม่ได้เลยคือ เงินสำรองประมาณ 10% เอาไว้รับมือกับเรื่องฉุกเฉินของชีวิต เพราะคนเราบางทีก็มีความจำเป็นต้องใช้เงินอย่างกะทันหัน และมีเรื่องฉุกเฉินให้แก้ปัญหา

"จะเห็นว่า การจัดสรรเงินทองของผม จะไม่เทลงทุนไปอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เห็นภาพการล้มลุก ทำให้เราต้องรอบคอบ การลงทุนทุกอย่างของผมจึงมีจุดนี้ ฉะนั้น เมื่อลงทุนอะไรต้องมีความรู้เรื่องนั้นๆ ความรู้จะช่วยต่อยอดความคิด และต่อยอดธุรกิจให้เราได้ เช่น อนาคตเราจะเห็นว่าเราควรทำธุรกิจนั้นหรือไม่ หรือมีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรมาช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ "

เมื่อเห็นว่าการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง ชาญจึงมองว่าการทำธุรกิจที่เป็นเงินสดจะช่วยลดความเสี่ยงไปได้ ดูจากช่วงที่เกิดวิกฤติ เรารอดเพราะถือเงินสด

อย่างไรก็ตาม ชาญบอกว่าบางทีพอได้เงินมาก็ต้องแปลงเงินสดที่ได้มาไปเป็นอย่างอื่น เพราะถ้ายังอยู่ในกระเป๋าอาจจะหมดได้ พอได้เงินมาเขาจึงใช้วิธีกันเงินไว้สำหรับส่วนต่างๆ ก่อนที่จะเอาไว้ใช้จ่าย

เขายอมรับว่า การทำธุรกิจทำให้ต้องใส่ใจเรื่องเงินๆ ทองๆ แต่สไตล์การใช้เงินของเขาไม่ได้เอาเงินเป็นตัวตั้ง ทุกอย่างที่ตัดสินใจลงมือทำ ก็ต่อเมื่อดูแล้วว่าซื้อแล้วทำแล้วเห็นความคุ้มค่า

"เช่น ถ้าอยากได้นาฬิกาเพื่อเอาดูเวลา ผมก็เลือกซื้อนาฬิกาที่ไม่ต้องแฟชั่นหรือราคาแพงอะไรมาก ดูที่วัตถุประสงค์ และความเหมาะสมของการใช้งานมากกว่า "

หากแต่ในบทบาทของการเป็นพ่อ ชาญบอกเป็นเรื่องยากสำหรับพ่อแม่ที่ต้องสอนลูกให้รู้จักคุณค่าของเงินในยุคที่ถูกรุมเร้าด้วยโลกออนไลน์ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับเขา เพราะชาญมีวิธีบอกลูกเรื่องการใช้เงินในแบบของตัวเอง

" เมื่อก่อนเราเล่นตุ๊กตา แต่เด็กสมัยนี้เล่นเกม ลูกผมก็อยู่ในวัยที่อยากได้นั่นได้นี่ การเป็นพ่อแม่ยุคนี้เป็นเรื่องยาก ที่จะสอนให้ใช้เงินอย่างเห็นคุณค่าของเงิน แต่ผมก็บอกลูกว่า อยากได้อะไรจะให้เขามาทำงานที่ร้าน และให้เหตุผลที่เหมาะสมว่าควรซื้อควรจ่ายหรือเปล่า บางอย่างต้องต่อรองอย่างมีเหตุมีผล และพยายามหากิจกรรมให้มีส่วนร่วมในธุรกิจ เช่น ช่วงเที่ยงลูกคนโตไปช่วยแม่ดูตรงแคชเชียร์ ลูกคนเล็กช่วยเสิร์ฟ หรือถ้าอยากได้ของฟุ่มเฟือย ก็ให้เขามาทำงานกับเรา แล้วเก็บเงินเอาเอง ส่วนเงินที่พ่อแม่ให้ไปโรงเรียน ก็ต้องรู้จักบริหารเงินของตัวเองด้วย ตรงนี้ก็จะเห็นว่าเด็กแต่ละคนมีวิธีการใช้เงินที่แตกต่างกัน"

เหนืออื่นใด ชาญตั้งใจว่าจะส่งเสริมเรื่องการเรียนให้ลูกอย่างเต็มความสามารถ เพราะอยากลงทุนเรื่องความรู้และการศึกษาให้กับพวกเขา


ถือเป็นผู้ชายอีกคนหนึ่ง ที่มีแง่คิดมุมมองในการใช้ชีวิตและใช้จ่ายเงินทองได้อย่างน่าสนใจ ส่วนใครจะสะสมความสำเร็จเหมือนอย่างเขาหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องความสามารถเฉพาะตัว [/b] [/size]

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #161 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2007, 10:24:43 PM »

Mutual Fund Clinic

กองทุนรวม FIF

ใช้ลดหย่อนภาษีได้หรือไม่


ถาม ปกติผมมักจะได้ยินชื่อกองทุนรวม RMF และกองทุนรวม LTF อยู่เป็นประจำ ซึ่งผมทราบว่ากองทุนรวม RMF ก็คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ส่วนกองทุนรวม LTF ก็คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว และหากผมลงทุนในกองทุนทั้ง 2 ประเภทก็สามารถนำเงินลงทุนไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้ยินชื่อกองทุนรวม FIF ไม่ทราบว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนแบบไหนครับ แล้วผู้ลงทุนสามารถนำเงินลงทุนไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เหมือนกองทุนรวม RMF และกองทุนรวม LTF ด้วยหรือไม่ครับ

ตอบ กองทุนรวม FIF คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund) ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายในการนำเงินที่รวบรวมได้จากการขายกองทุนรวมดังกล่าวไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินในต่างประเทศตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ได้กำหนดไว้ ซึ่งผู้ลงทุนดูได้จากประกาศสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ สน.28/2549 เรื่อง “การลงทุนและการมีไว้เพื่อเป็นทรัพย์สินของกองทุน” โดยสามารถสืบค้นประกาศดังกล่าวและประกาศอื่นๆ ของสำนักงาน ก.ล.ต.ได้จาก www.sec.or.th ภายใต้หัวข้อ “กฎหมายและการใช้บังคับ” หัวข้อย่อย “กฎหมาย/ประกาศ/หนังสือ/วิธีปฏิบัติ” หัวเรื่อง “ค้นหากฎหมาย”

โดยปัจจุบันกองทุนรวม FIF ที่เปิดขายหน่วยลงทุนให้กับผู้ลงทุนแล้วนั้นมีทั้งที่เป็นกองทุนรวมตราสารทุน กองทุนรวมตราสารหนี้ และกองทุนรวมผสม แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศมากกว่าที่จะเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ในต่างประเทศเองโดยตรง ด้วยเพราะในการไปลงทุนยังต่างประเทศโดยตรงเองนั้นจะต้องทำการค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล เป็นจำนวนมากก่อนที่จะนำมาใช้ตัดสินใจเลือกลงทุนได้ การลงทุนผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศที่มีความรู้ ความชำนาญ และมีการลงทุนในตราสารที่เหมาะสมตามนโยบายการลงทุนของกองทุน FIF จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดเวลาและเป็นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่เพื่อทดแทน

กองทุนรวม FIF เป็นกองทุนรวมที่ทางการอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถแสวงหาผลตอบแทนและกระจายการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ ที่เห็นว่ามีแนวโน้มของภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนที่ดีได้ การลงทุนในกองทุนรวม FIF นั้นผู้ลงทุนไม่สามารถนำเงินที่ลงทุนไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ ไม่ใช่ว่ามีชื่อเรียกย่อๆ ที่คล้ายๆ กันกับ กองทุนรวม RMF และกองทุนรวม LTF แล้วจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนด้วย

อย่างไรก็ดี นอกจากผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนในกองทุนรวม FIF จะมีความแตกต่างกับการลงทุนในประเทศแล้ว ผู้ลงทุนยังต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงของการลงทุนในต่างประเทศด้วยว่าเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

นอกจากนั้น ผู้ลงทุนจะต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงของความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนระว่างเงินบาทกับสกุลเงินที่กองทุน FIF จะต้องนำไปใช้เพื่อการลงทุนอีกด้วย หากกองทุนรวม FIF นั้นมิได้มีนโยบายที่จะทำการป้องกันความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าไว้

ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงต้องศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม FIF ให้ดีเสียก่อนที่จะพิจารณาตัดสินใจเลือกลงทุนนะครับ สำหรับรายชื่อและบริษัทจัดการที่เป็นผู้บริหารจัดการของกองทุนรวม FIF ที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน รวมถึงกองทุนรวมประเภทอื่นๆ นั้น ผู้ลงทุนสามารถ download ข้อมูลนั้นได้จาก http://www.sec.or.th/th/infocenter/stat/asset/mutual/regis.xls

สำหรับผู้ที่สนใจที่จะเลือกลงทุนในกองทุนรวม FIF ผมมีงานเสวนาที่ขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับโครงการให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวม สมาคมบริษัทจัดการลงทุน และนิตยสาร Money & Wealth ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะจัดให้มีการบรรยายและการเสวนาพิเศษในหัวเรื่อง “เงินไทยไปลงทุนนอก : ทางเลือกใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยง” ในวันพุธที่ 6 มิถุนายน 2550 เวลา 13.30-17.00 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์ สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก ซึ่งอยู่ข้างๆ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


ในงานนี้ผู้ลงทุนจะได้รับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงของการลงทุนและวิธีการบริหารจัดการความเสี่ยงจาการลงทุนในต่างประเทศสำหรับผู้ลงทุนสถาบัน การใช้กองทุนรวม FIF เป็นช่องทางในการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ทิศทางและแนวโน้มของการลงทุนในตลาดต่างประเทศของภูมิภาคต่างๆ รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในต่างประเทศที่ผู้ลงทุนควรทราบ และในงานนี้จะมีบริษัทจัดการมาเข้าร่วมให้ข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวม FIF ด้วยนะครับ

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2203-9701 และ www.moneychannel.co.th แล้วพบกันในงานเสวนานะครับ
[/size]

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #162 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2007, 10:26:05 PM »

Money Management

เตรียมตัวเพื่อเกษียณแล้วหรือยัง

อดิศร เสริมชัยวงศ์ : บลจ.ไทยพาณิชย์

เกษียณแล้ว…เป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่งในชีวิตคนเราทีเดียว ภารกิจงานประจำที่รัดตัวรุมเร้าก็จะลดน้อยไปอย่างมากมาย จะมีเหลืออยู่บ้างก็น่าจะเป็นหน้าที่รับผิดชอบที่ไม่หนักหนากินเวลามากนัก ก็น่าจะทำให้เราได้มีเวลาที่จะเลือกทำอะไรในสิ่งที่เราต้องการมากกว่าเดิม

บางท่านก็จะมีเวลาได้ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ที่เคยคิดฝันว่าจะไป บางท่านก็ตัดสินใจลงมือจัดตกแต่งบ้านปรับปรุงที่พักอาศัยตามใจที่ต้องการ บางท่านก็รับอาสาช่วยดูแลหลานๆ ซึ่งอาจจะดูเป็นภาระแต่ผมเห็นคุณปู่คุณย่าหลายๆ ท่านแข็งแรงสดชื่นเพราะได้ดูแลต่อกรกับเจ้าตัวเล็กทั้งหลายก็เยอะนะครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้นจะเลือกใช้ชีวิตให้มีความสุข ทำงานหรือไม่ทำงานต่อ ท่องเที่ยวหรืออยู่บ้านก็แล้วแต่ สิ่งที่สำคัญที่สุด 2 อย่างก็คือ กำลังกับปัจจัย

กำลัง หมายถึง สุขภาพร่างกาย วันนี้เราเห็นคนอายุ 60 กว่า 70 มากมายที่เดินตีกอล์ฟ 18 หลุม อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ขับรถเที่ยวในประเทศกันอยู่ประจำๆ กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้คงจะเป็นไปไม่ได้ถ้าสุขภาพของเราไม่แข็งแรง

ปัจจัย ก็คือ เงินที่เก็บออม รายได้จากการลงทุนต่างๆ ที่จะต้องมีเพื่อการดำรงชีวิตประจำวัน ดูแลสุขภาพ และเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ

ดังนั้น ในกรณีของผู้ที่กำลังจะวางแผนเพื่อการเกษียณอย่างแรกที่พวกเราจะให้ความสนใจคือ สุขภาพร่างกาย ใครอายุเกิน 45 ปีแล้วไม่ได้ตรวจสุขภาพมามากกว่า 1 ปีต้องรีบไปตรวจเสียนะครับ สิ่งที่สำคัญที่ตามมาคือ การออกกำลังกาย ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงเสียแล้วมีเงินเก็บมากมายแค่ไหนก็คงไม่มีความสุขได้ หลายๆ ท่านขยันเก็บเงินมีเงินเก็บออมทุกๆ เดือนแต่ผัดวันประกันพรุ่งเรื่องออกกำลังกาย อาหารการกินก็ตามใจปากมากเกินไป สุดท้ายจะไม่มีแรงใช้เงินนะครับ

ในส่วนของการวางแผนทางการเงินการออมนั้น ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มที่รายจ่ายก่อนว่า หลังเกษียณเราจะใช้ชีวิตแบบไหน มีรายจ่ายต่างๆ เท่าไร อาจจะทำตารางประมาณการขึ้นมาเป็นรายละเอียดประกอบเช่น

รายเดือน: ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ เบ็ดเตล็ด (หนังสือพิมพ์ ค่าก๊าซ ผงซักฟอก internet อื่นๆ) ค่าน้ำมันรถ สันทนาการ (ดูหนัง ทานข้าวนอกบ้าน หนังสือ ตีกอล์ฟ)

รายปี: ท่องเที่ยว ปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ บำรุงรักษารถ(ประกันภัย ทะเบียน) ตรวจสุขภาพ สมาชิกสโมสร รายจ่ายทางสังคมต่างๆ (ของขวัญของกำนัลเพื่อนฝูง ญาติมิตร)

ฉุกเฉิน: ค่ารักษาพยาบาล

สิ่งที่ควรจะเห็นจากการประมาณการในค่าใช้จ่ายก็คือ รายจ่ายประจำเดือนน่าจะลดลงหลังจากที่เกษียณไปแล้วสิ่งที่เราไม่ควรจะมีแล้วในวัยเกษียณก็คือ หนี้สิน การผ่อนชำระต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ หรือภาระอื่นๆ ค่าใช้จ่ายในการดูแลลูกหลานก็น่าจะหมดหรือลดไป บางสูตรก็ใช้การประมาณง่ายๆ ว่า รายจ่ายประจำหลังเกษียณควรจะเป็นประมาณ 60% ของรายจ่ายในวัยทำงาน

ในส่วนของค่าใช้จ่ายรายปี เรื่องการท่องเที่ยวและการดูแลสุขภาพอาจจะเพิ่มขึ้นบ้าง ซึ่งตรงนี้อาจจะตั้งเป้าหมายให้มากไว้ก่อน เพราะถ้าเราบังคับตัวเองให้เก็บออมได้ตามนั้นจะดีกว่า แต่ถ้าขาดไปบ้างก็ค่อยมาปรับแผนกันอีกที

ถัดมาก็มาดูเรื่องการเก็บเงิน ออมเงิน เก็บเป็นทรัพย์สินดีที่สุดคือ บ้านที่อยู่อาศัย วันนี้ผมเชื่อว่า ทุกท่านคงมีที่อยู่อาศัยพร้อมแล้วก็มีประเด็นว่า ถ้ายังมีเวลาและกำลังการลงทุนในที่อยู่อาศัย เช่น ซื้อบ้านหลังใหญ่ขึ้น ทำเลดีขึ้น หรือซื้อคอนโดมิเนียมทิ้งไว้ให้เช่าก็เป็นการออมที่จะให้ประโยชน์อย่างสูงในอนาคต ยิ่งถ้ากู้เงินมาซื้อก็จะเป็นการสร้างกรอบบังคับให้ต้องผ่อนส่งเป็นประจำ

แต่ก็ต้องให้พอดีตัวพอดีกับรายได้ที่หาได้ในปัจจุบันนะครับ ผ่อนไปเถอะครับบ้านน่ะ ดีกว่าผ่อนรถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเยอะแยะ ราคาบ้านและที่ดินก็ขยับปรับเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อในระยะยาวได้ ตอนนี้มีบ้านหลังใหญ่เผื่อไว้ก่อน หลังเกษียณแล้วถ้าเราจะดูแลไม่ไหว ลูกๆ เริ่มออกไปอยู่กันเองก็ยังสามารถขายบ้านหลังใหญ่ไปอยู่คอนโดมิเนียมก็น่าจะสะดวกดี และอาจมีเงินเหลือเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกด้วย

ถัดจากนั้นก็มาดูเรื่องเงินออมของเราว่าจะเก็บออมเท่าไร ในส่วนแรกที่จะออมก็อยากให้ดูการออมที่ได้ประโยชน์ทางภาษี ก็คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ใครยังไม่มีก็ควรรีบจัดการให้มีเสียเพราะรายได้ที่ทำมาหากินมาได้ ถ้าหักมาใส่ออมไว้ที่กองทุนสองแบบนี้ก็จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาหักภาษี

ที่ผ่านมาเราเห็นว่า ผู้คนทั่วไปให้ความสำคัญกับการออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพค่อนข้างน้อย กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็เปรียบเสมือนเงินบำเหน็จที่ข้าราชการได้รับเป็นก้อนตอนเกษียณอายุ วันนี้เราเห็นพนักงานรัฐวิสาหกิจบางแห่ง และเอกชนหลายๆ แห่งมีเงินเก็บที่ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นหลักล้านหรือหลายๆ ล้านเมื่อเกษียณอายุแล้ว กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก็เป็นอีกทางเลือกที่จะให้ผู้ออมที่อยากเก็บเงินออมเงินระยะยาวแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ออมเพิ่มมากขึ้นจากที่มีอยู่แล้ว และได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้เช่นเดียวกัน

แล้วก็ต้องมาดูที่การลงทุนระยะยาว เช่น เงินฝากหรือพันธบัตรอายุปานกลางถึงยาว ดูให้เหมาะกับเวลาที่จะเกษียณ ไม่ต้องให้ครบกำหนดก่อนเกษียณทั้งหมด ให้ค่อยทยอยครบอายุ ตอนหลังเกษียณไปแล้วก็ได้ ในส่วนการลงทุนระยะยาวๆ ตอนนี้ก็มีกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าโดยมีผู้จัดการกองทุนคอยบริหารเก็บค่าเช่ามาให้กับเราที่เป็นผู้ลงทุนในกองทุน ก็มีความมั่นคงดีอยู่


ในคราวต่อไปผมจะพูดถึงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เราได้รายจ่ายและทราบทางเลือกในการลงทุนหรือการออมต่างๆ แล้ว เราจะต้องเก็บเงินเท่าไรแบ่งเอาไปลงทุนอย่างไร จะมีวิธีการคำนวณแบบไหน


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 30, 2007, 10:26:50 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #163 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2007, 10:28:58 PM »

ลงทุนต่างประเทศ ประโยชน์ของการกระจายความเสี่ยง

ปี 2002 การลงทุนใน "คอมมอดิตี้โลก" ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ในปี 2003 การลงทุนใน "ตลาดหุ้นไทย" ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ในปี 2004 การลงทุนใน "อสังหาริมทรัพย์โลก" ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ในปี 2005 การลงทุนใน "คอมมอดิตี้โลก" กลับมาให้ผลตอบแทนดีที่สุดอีกครั้ง เช่นเดียวกับในปี 2006 การลงทุนใน "อสังหาริมทรัพย์โลก" ก็จะให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดเช่นเดียวกัน ซึ่งในปี 2007 นี้ก็ยังไม่รู้ว่าสินทรัพย์ประเภทใดจะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย" ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการลงทุนต่างประเทศ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) บอกว่า หากคุณเป็นนักลงทุนที่สามารถจะย้ายเงินลงทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นสูงสุดได้เสมอทุกปี ก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย และจะจัดอยู่ใน "นักลงทุนเหนือนักลงทุน" คือ เป็นนักลงทุนที่อยู่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของนักลงทุนโดยทั่วไปด้วย

แต่นักลงทุนส่วนใหญ่โดยเฉลี่ยแล้ว ก็เป็นนักลงทุนธรรมดาที่ไม่สามารถที่จะทำเช่นนั้นได้ "การกระจายการลงทุน(Diversification)" จึงมีความสำคัญ

การที่นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ใหม่ๆ ที่ยังไม่มีในพอร์ตการลงทุนใส่เข้ามาในพอร์ตการลงทุนของตัวเองจะช่วยเพิ่ม "ผลตอบแทน" และ "ลดความเสี่ยง" ให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณได้ดีมาก เพราะฉะนั้นจึงอยากให้นักลงทุนเปิดกว้างมองหาสิ่งใหม่ๆ ในการลงทุน

"หากปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของคุณมีแต่การลงทุนในประเทศไทยเท่านั้น ผมกล้ารับรองเลยว่าคุณไปซื้อกองทุนที่ไปลงทุนต่างประเทศ(FIF) กองไหนก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ คุณจะมีผลประโยชน์จากการกระจายการลงทุนเกิดขึ้นทันที การตัดสินใจในลักษณะนี้เป็นการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง ซึ่งมีประโยชน์เกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยไม่ต้องห่วงมาก ถ้าผู้ลงทุนมองในภาพรวมเข้าไป แต่ถ้าคิดว่าจะลงทุนในหุ้นจีน แล้วตลาดหุ้นจีนยังจะไปต่ออีกมั้ย หรือจีนจะเป็นยังไง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ยากที่จะทำอย่างนั้น"

ณรงค์ศักดิ์ ยังบอกอีกว่า ถ้าคุณลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ "เวลา" จะช่วย "ลดความผันผวน" ของผลตอบแทนได้ในระยะยาว เพราะฉะนั้นถ้าคุณลงทุนระยะสั้นมาก ย้ายเงินไปเรื่อยๆ โดยมองดูแต่ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียวอันไหนดีก็ย้ายตามไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คุณกำลังย้ายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอยู่เสมอ เพราะคุณลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ อยู่ตลอดเวลานั่นเอง แต่เวลาจะช่วยให้ความผันผวนของผลตอบแทนลดลงได้ คุณก็ต้องมีระยะเวลาในการลงทุนที่ยาวพอสมควร

แน่นอนว่าการกระจายการลงทุนอาจจะทำให้นักลงทุนรู้สึกขัดความรู้สึกอยู่บ้าง ในกรณีที่สินทรัพย์ A ปรับตัวขึ้น แต่สินทรัพย์ B ปรับตัวลง คุณอาจจะรู้สึกว่า แล้วทำไมไม่เอาเงินทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์ A ที่ปรับตัวขึ้นล่ะ ถ้าเราอยู่ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารสมบูรณ์แบบ ก็คงไม่มีเรื่องของการกระจายความเสี่ยงเกิดขึ้น

"แต่ถ้าเราไม่รู้แน่นอนว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระจายความเสี่ยงจะทำให้พอร์ตการลงทุนของคุณมีผลตอบแทนในแต่ละช่วงเวลาจากสินทรัพย์ที่แตกต่างกันออกไป เป็นผลตอบแทนที่ไม่ค่อยมีความผันผวน นี่คือประโยชน์ของการกระจายการลงทุน คุณสามารถที่จะนอนหลับได้ ในขณะที่ตลาดหุ้นในประเทศหนึ่งตก แต่ตลาดหุ้นในอีกประเทศหนึ่งขึ้น ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมค่อนข้างนิ่ง"

ณรงค์ศักดิ์ ย้ำว่า การลงทุนต่างประเทศมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงการ "กระจายความเสี่ยง" ซึ่งการกระจายการลงทุน(Diversification)เป็นสิ่งเดียวที่สามารถ "สร้างผลตอบแทน" หรือมีการ "ลดความเสี่ยง" ได้โดยธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการกระจายการลงทุน คุณไม่ต้องไปแย่งกับใคร ไม่มีใครที่จะต้องเสียเงิน การกระจายความเสี่ยงด้วยตัวของมันเองจะทำให้พอร์ตการลงทุนของคุณมีเสถียรภาพขึ้น

และเมื่อพูดถึงการกระจายความเสี่ยงอยากให้ผู้ลงทุนนึกถึงอีกคำหนึ่งคือ "ค่าสหสัมพันธ์(Corelation)" ควบคู่กันไปด้วย

ถ้าคุณมีการลงทุนในหุ้นอยู่แล้ว การที่คุณกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ที่มีค่าสหสัมพันธ์เข้าใกล้ศูนย์กับหุ้นที่คุณลงทุนอยู่ ด้วยตัวของมันเองจะสามารถลดความเสี่ยงในการลงทุนให้กับคุณได้ ค่าสหสัมพันธ์ถามว่าสำคัญยังไง สำคัญเวลาเอาสินทรัพย์ทุกอย่างมารวมกัน ถ้าพอร์ตการลงทุนของคุณมีสินทรัพย์มากกว่า 1 อย่าง คิดว่าตรงนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ลงทุนมาก ตัวเลขสหสัมพันธ์ถามว่าสำคัญยังไง สำคัญเวลาเอาของทุกอย่างมารวมกัน ถ้าท่านมีพอร์ตหรือการลงทุนมากกว่า 1 อย่าง คิดว่าตรงนี้จะเป็นประโยชน์

"กบข.เราลงทุนในสินทรัพย์ค่อนข้างหลากหลาย แล้วนี่เป็นปรัชญาในเรื่องการลงทุนของ กบข.ซึ่งมีเม็ดเงินภายใต้การบริหารขนาดใหญ่ และลงทุนระยะยาวเพื่อสมาชิกที่เกษียณในอีก 1 ปี หรือ 20 ปี หรือในอีก 100 ปีข้างหน้า อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถรักษาความมีเสถียรภาพของผลตอบแทนได้ในระยะยาว"

ณรงค์ศักดิ์ ยังบอกอีกว่า การใช้ "ดัชนีมาตรฐาน(Bench Mark)" ก็สามารถที่จะช่วยคุณได้เช่นเดียวกัน เพราะเรื่องของ Bench Mark จะนำคุณไปสู่เรื่องของการจัดสินทรัพย์ในการลงทุน(Asset Allocation) รวมไปถึงการเลือกผู้จัดการกองทุนที่จะบริหารเงินลงทุนของคุณด้วย


เมื่อจะกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศ ควรจะถามว่ากองทุน FIF นี้มี Bench mark แบบไหน จะได้รู้ว่า บลจ.เอาโปรดักท์อะไรมาขายให้คุณ ตรงกับความต้องการลงทุนของเราหรือเปล่า พยายามจำชื่อของอินเด็กซ์ซึ่งเป็น Bench Mark เอาไว้ อย่างน้อยที่สุดเวลาคุณจะลงทุนก็ขอข้อมูลจากสิ่งเหล่านี้ดูว่า ดัชนีที่ใช้เป็น Bench Mark เหล่านี้มีความเสี่ยงและผลตอบแทนเป็นยังไงบ้าง เพราะดัชนีที่ใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีข้อมูลย้อนหลัง พนักงานขายก็ควรจะต้องมีข้อมูลเหล่านี้เพื่อบอกได้ว่ากองทุน FIF ของเขาใช้ตัวเทียบวัดแบบไหน ซึ่งโดยปกติ Bench Mark จะระบุคร่าวๆ ว่าเป็นดัชนีของสินทรัพย์ประเภทใด ลงทุนในหุ้นหรือลงทุนในอะไร ในสัดส่วนต่างๆ อย่างไรชัดเจน

ตัวอย่างของ Bench Mark สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นโลก เช่น MSCI ,FSSE ตลาดบอนด์โลก เช่น Lehman ,Merrill Lynch ,iBoxx อสังหาริมทรัพย์โลก เช่น NCREIF ,NAREIT คอมมอดิตี้โลก เช่น DJ-AIG ,Godman Sachs เป็นต้น

เมื่อคุณต้องการผลตอบแทนก็เลี่ยงความเสี่ยงไปไม่ได้ แต่เราจะบริหารจัดการกับความเสี่ยงที่มีอยู่อย่างไร เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนคาดหวังตามที่ต้องการ นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากยิ่งกว่า
[/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 30, 2007, 10:29:56 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #164 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2007, 10:32:37 PM »

Tricks and Tips

เตือนภัยโรคอ้วน

สิ้นเปลืองงบ-สุขภาพเสื่อม


+++++++++++++++

คนอ้วนพุงพลุ้ย ในมุมมองของคนไทยรุ่นเก่า คือ ผู้สมบูรณ์ร่ำรวยมีกินมีใช้ไม่ขาดแคลน แต่ความอ้วนในความคิดของคนไทยรุ่นใหม่กลับแตกต่างกันไปอยางสิ้นเชิง เพราะหมายถึงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่ตามมาจากความอ้วน

ปัญหาเกิดจากความอ้วน ทั้งในไทยและต่างประเทศ นับวันจะเป็นเรื่องสำคัญเป็นที่ร้อนใจของรัฐบาลในประเทศเศรษฐกิจสำคัญหลายประเทศ เช่น อังกฤษ, อเมริกา, จีน รวมทั้งไทยด้วย

อย่างในอเมริกาจากการศึกษาหาข้อมูลปัญหาโรคอ้วน พบว่าประชากร 6 ใน 10 คนมีน้ำหนักตัวมากเกินไป และในจำนวนนี้คิดเป็น 1 ใน 3 เหยียบเส้นอันตรายเผชิญภัยจากโรคอ้วน ในสหรัฐน้ำหนักมากเกินไปทำให้คนอเมริกันเสียชีวิตมากกว่า 1 แสนคนต่อปี เพราะคนอ้วนเหล่านี้มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจวาย โรคลม โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบและโรคมะเร็งตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ในอังกฤษมีข้อมูลว่า อาหารขยะ หรือ จังค์ฟู้ด กับความสะดวกประหยัดเวลาด้วยการใช้เทคโนโลยี เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าทำให้คนอังกฤษ 6% หรือ 3.6 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด เป็นโรคขาดสารอาหาร แถมด้วยโรคร้ายจากความอ้วนเพิ่มขึ้น 44% ในระยะเวลาเพียง 5 ปี

เฉพาะในปีที่แล้วมีปัญหานี้เกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 4,000 ราย อังกฤษจึงกลายเป็นประเทศก่อเกิดปัญหาจากโรคอ้วนรุนแรงที่สุดในยุโรป เมื่อผู้ใหญ่ในอังกฤษเกือบ 1 ใน 4 คนจัดว่าเป็นคนอ้วน

จีนเป็นประเทศเศรษฐกิจสำคัญอีกประเทศหนึ่ง ที่มีรายงานข่าวว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่ของจีนได้รับการเลี้ยงดูจากแนวความคิดค่านิยมผิดๆ ของผู้ปกครอง ซึ่งเป็นคนจีนรุ่นเก่าที่เชื่อว่าบุตรหลานต้องอยู่ดีกินดีอ้วนท้วนสมบูรณ์

ปัญหาโรคอ้วนก่อตัวรุนแรงจนรัฐบาลท้องถิ่นในบางมณฑลของจีนนิ่งไม่ไหว ออกกฎบังคับเยาวชนที่จะเข้ารับการศึกษา ต้องใส่ใจสุขภาพออกกำลังกายให้แข็งแรงหุ่นดีเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะตัดสิทธิเข้าเรียน

ในไทยปรากฏข่าว และการประชาสัมพันธ์จากภาครัฐอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ให้คนไทยกินอาหารอย่างอื่นครึ่งหนึ่งกินผักครึ่งหนึ่ง หรือการชักชวนให้ออกกำลังกายในสโลแกนที่ว่า แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย หรือการรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลดพุงลดเอว ไม่เช่นนั้นจะส่งผลต่อหน้าที่ตำแหน่งการงานที่ทำอยู่ได้

อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ข้อมูลข้างต้น อาจจะยังไม่เพียงพอดังนั้นเพื่อให้ข้อมูลและคำเตือนระวังภัยจากโรคอ้วนชัดเจนมากขึ้น Tricks and Tips ฉบับนี้ จึงสนใจถ่ายทอดข้อมูลเรื่อง "ต้นทุนแฝงเร้นจากโรคอ้วน" (Hidden Cost Of Obesity) จากเวบไซต์ของฟอร์บส์ เพื่อเป็นข้อมูลให้คนไทยทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะคนไทยในสหรัฐ ได้ตระหนักถึงปัญหา ที่จะต้องควักกระเป๋าแก้ปัญหาโรคอ้วน และพร้อมที่จะปรับตัวกับความคิดรักษาสุขภาพกับน้ำหนักตัวให้ดีอยู่เสมอ

ฟอร์บส์ค้นหาข้อมูลเพื่อพิสูจน์ว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจของโรคร้ายจากความอ้วน มีมากมายมหาศาล ต้นทุนทางการแพทย์ต้องรักษาโรคเกิดจากความอ้วนโดยตรงนั้น ง่ายที่สุดที่จะคำนวณ และยกตัวอย่างสหรัฐว่า เม็ดเงิน 9% จากใบเสร็จค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ของประชาชนทั่วประเทศ หรือ 9.3 หมื่นล้านดอลลาร์ มาจากการรักษาโรคเกิดจากความอ้วน และยังมีต้นทุนอื่นๆซ่อนเร้นและยากแก่การค้นหา

เดวิด อัลลิสัน นักวิจัยโรคเกิดจากความอ้วน จากมหาวิทยาลัยอลาบามา ในเมืองเบอร์มิงแฮมของสหรัฐ ให้ข้อมูลว่าคนเป็นโรคอ้วนมีแนวโน้มน้อยลงที่จะได้งานทำ เชื่องช้ามากขึ้นในการเคลื่อนไหว มีแนวโน้มน้อยลงที่จะได้เช่าอพาร์ตเมนต์ และมีแนวโน้มน้อยลงที่จะได้รับการส่งเสียให้ศึกษาระดับวิทยาลัย

นอกจากนี้คนอ้วนขาดงานมากขึ้น จนเป็นเหตุให้นายจ้างต้องสูญเงินหรือโอกาสทำรายได้ 4 พันล้านดอลลาร์ และเรื่องเล็กๆ ที่ฟอร์บส์หยิบยกขึ้นมาว่า คนอ้วนทำให้สายการบินต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อเติมเชื้อเพลิงให้เครื่องบิน และครอบครัวคนอ้วนเองต้องใช้เงินซื้อก๊าซหรือน้ำมันเติมรถยนต์มากขึ้น

การบริโภคของคนเราเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจรักษาโรคอ้วนมากมายมหาศาล นักวิจัยหลายรายเชื่อว่า ในสังคมนิยมอาหารจานด่วน ชอบอาหารไขมันสูง มีแคลอรี่สูงก่อเกิดพลังงานมากมาย และมากเกินจะเผาผลาญหมด และยากเกินกว่าจะทำให้ร่างกายสมส่วนแข็งแรง

อาหารมื้อใหญ่จานด่วนของแมคโดนัลด์ เบอร์เกอร์คิงหรือเคเอฟซี ทำให้ผู้บริโภคคนไทยในสหรัฐจ่ายไม่แพงเพียง 67 เซนต์ แต่หลังจากที่รับประทานเข้าไปแล้ว ต้นทุนใช้รักษาสุขภาพหรือเชื้อเพลิงต้องใช้บรรทุกความอ้วนที่เพิ่มขึ้น อาจเพิ่มขึ้นทันทีและอาจมากกว่า 2 เท่า

อีริค ฟินเคลสไตน์ นักเศรษฐศาสตร์สุขภาพของ RTI Institute องค์กรไม่แสวงหากำไร ได้ทำงานร่วมกับศูนย์ควบคุมโรค ประเมินดูต้นทุนรักษาโรคเกิดจากความอ้วน และความกังวลใจว่าอะไรที่ทำให้นายจ้างไม่มีแรงจูงใจในการจัดการกับรอบเอวของพนักงานบริษัทที่เพิ่มขึ้น โดยพบสาเหตุสำคัญมาจากอายุงานเฉลี่ยของพนักงานอยู่นานเพียง 4.5 ปี และต้องใช้เวลานานกว่านี้ ที่ปัญหาจากน้ำหนักตัวมากเกินไปจะปรากฏให้เห็น

นอกจากนี้บรรดานายจ้างไม่เคยจ่ายเพื่อรักษาอาการป่วยส่วนใหญ่ ที่เกิดจากความอ้วน แต่นายจ้างกลับส่งภาระนี้ไปให้รัฐผ่านระบบประกันสุขภาพ ฟินเคลสไตน์มองว่าคนอ้วนต้องใช้จ่ายเงินมากมายรักษาตัวเอง แต่คนอ้วนอายุน้อยแท้จริงไม่เสียค่าใช้จ่ายรักษาตัวเองมากนัก

ฟินเคลสไตน์ได้สรุปไว้ว่า คนทั่วไปหากมองข้ามข้อดีของการประหยัดต้นทุน ที่ต้องใช้จ่ายเพื่อรักษาหรือคงสุขภาพกับน้ำหนักให้สมส่วนกับร่างกาย เป็นไปได้ว่าในอนาคตต้นทุนรักษาตัวจากโรคอ้วนไม่มีวันที่จะลดน้อยลง และยิ่งเป็นภาระต้องจ่ายมากขึ้นอย่างแน่นอน

++++++++++++++


สรุปต้นทุนรักษาโรคอ้วนในสหรัฐ

-ต้นทุนทางการแพทย์รักษาโรค 9.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 32%ของชาวสหรัฐเป็นคนอ้วน คิดเป็น 9% ของค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ทั้งประเทศ ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย, นิวยอร์ก,เพนซิลเวเนีย และเทกซัส ใช้เงินมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ดูแลปัญหาสุขภาพ ซึ่งเป็นผลตามมาจากความอ้วน

-การขาดงานทำให้นายจ้างทั่วสหรัฐ ต้องเสียต้นทุนเป็นรายได้มากถึง 800 ดอลลาร์ต่อคน พนักงานเป็นโรคอ้วนขาดงานเป็นจำนวนวันมากขึ้น และมากกว่าพนักงานที่มีน้ำหนักตัวปกติ คนทั่วไปขาดงานเฉลี่ย 3 วันต่อปี ขณะที่คนอ้วนเป็นผู้ชายขาดงาน 5 วันต่อปี ส่วนคนอ้วนผู้หญิงขาดงาน 8 วัน

-สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง คำนวณน้ำหนักเฉลี่ยของคนอเมริกัน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เครื่องบินต้องใช้เชื้อเพลิงมากขึ้นเป็นพิเศษ 350 ล้านแกลลอน สูญเสียต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 275 ล้านดอลลาร์

-สิ้นเปลืองงบรัฐ ประมาณครึ่งหนึ่งของต้นทุนจ่าย เพื่อรักษาโรคอันเนื่องจากความอ้วนทั้งหมด คิดเป็นประมาณ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นงบที่รัฐบาลกลางจ่ายผ่านระบบประกันสุขภาพ ทำให้ชาวสหรัฐทุกคนต้องรับภาระภาษีเฉลี่ย180 ดอลลาร์


-ต้นทุนรักษาโรคเกิดจากความอ้วน หรือวันลาป่วยของพนักงานเป็นคนอ้วน สุ่มจากพนักงานบริษัท 1,000 คน คิดเป็นเงิน 285,000 ดอลลาร์

-ราคาจังค์ฟู้ดถูกแต่แฝงภัยโรอ้วนระยะยาว ราคาอาหารนับจากปี 2523 จนถึงปัจจุบันลดลง ราคาอาหารที่ลดลงล่อใจผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นอาหารขยะซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ โดยราคาของหวานกับอาหารไขมันลดลง 45% และ 35% ตามลำดับ ขณะที่ราคาสินค้าเป็นผลิตภัณฑ์จากนม ผักและผลไม้กลับปรับขึ้นกว่า 50%
[/size]


บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #165 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2007, 10:34:05 PM »

Smart Money

พร้อมหรือยังที่จะเกษียณก่อนกำหนด

ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่มีจุดมุ่งหมายในชีวิตชัดเจนและลงมือทำเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายนั้นอย่างมุ่งมั่นจริงจัง จุดมุ่งหมายในชีวิตจะประกอบด้วย 4 เรื่อง คือ จุดมุ่งหมายเรื่อง งาน มีการกำหนดชัดเจนว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนภายในระยะเวลาเท่าไร ?

เรื่อง การเงิน จะกำหนดชัดเจนในเรื่องเป้าหมายการเก็บออมเงินจะเก็บให้ได้เท่าไร? ภายในระยะเวลาเท่าไร? เรื่อง ครอบครัว จะแต่งงานเมื่อไรมีลูกกี่คน

เรื่อง สังคมกำหนดเป้าหมายชัดเจน จะปฏิบัติกับคนรอบข้างอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงาน ซึ่งจะต้องประกอบกันทั้งสี่ด้านจึงจะช่วยให้ประสบความสำเร็จและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะไม่มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนใช้ชีวิตไปวันๆ หรือ กำหนดเป้าหมายแต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติเพื่อให้ถึงเป้าหมาย

เรื่องงาน ก็เช่นกันหลายคนได้กำหนดจุดมุ่งหมายไว้ชัดเจนว่าจะทำงานกี่ปี จะต้องเก็บเงินได้เท่าไร? จึงจะเกษียณอายุการทำงานหรือจะเกษียณในตำแหน่งใด ?

แต่ก็มีอีกหลายคนเช่นกันที่เกษียณก่อนกำหนดด้วยหลายเหตุผลต่างๆ เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีโอกาสสนทนากับท่านผู้อ่านท่านหนึ่งที่ตัดสินใจลาออกจากงานด้วยวัยเพียง 45 ปี เหตุผลของเธอคือ รู้สึกเบื่อเจ้านาย เบื่องาน จึงรู้สึกเหนื่อยในการที่ต้องตื่นเช้ามาทำงานทุกวัน ปัจจุบันนี้เธออายุ 56 ปีเธอบอกว่าถ้าย้อนเวลาได้ก็คงไม่ตัดสินใจเกษียณก่อนกำหนดแน่นอนเพราะด้วยความที่ไม่พร้อมทำให้เธอประสบกับปัญหาหลายอย่าง

จากการพูดคุยกับเธอทำให้ได้ข้อคิดหลายอย่างในการเตรียมตัวของผู้ที่ใกล้เกษียณ หรือผู้ที่กำลังคิดจะเกษียณก่อนกำหนด คงมีหลายปัจจัยที่จะต้องพิจารณา

1.การเตรียมพร้อมด้านสภาพจิตใจ เคยตื่นเช้ามาทำงานทุกวัน ชีวิตวุ่นวายกับเรื่องงานทั้งวี่ทั้งวัน วันหนึ่งๆ ผ่านไปเร็วมาก จู่ๆ ไม่มีอะไรทำ ช่วง 1-2 สัปดาห์ก็ยังสบายดีอยู่หรอก แต่หลังจากนั้นความเหงา ความรู้สึกเบื่อหน่ายจะเข้ามาเยือน รู้สึกวันหนึ่งๆ ทำไมมันผ่านไปช้าอย่างนี้ จะรู้สึกว่าชีวิตไร้ค่า เพราะเพื่อนในวัยเดียวกันยังทำงานอยู่ ทดลองง่ายๆ ลองลาพักผ่อนสัก 1 หรือ 2 สัปดาห์โดยไม่ไปไหนอยู่บ้านเฉยๆ ลองดูว่าเรารู้สึกสนุกสบายดีหรือไม่ ถ้ารับได้ก็ลองคิดต่อไปว่าถ้าเป็นเดือนเป็นปีจะทำใจได้หรือไม่ การปรับตัวยอมรับกับการที่ไม่มีงานทำค่อนข้างยาก และใช้เวลานานมาก (ความรู้สึกของท่านผู้อ่านผู้นี้ที่อยากจะบอกต่อสำหรับคนทั่วไปที่คิดจะเกษียณก่อนกำหนด) ตอนทำงานอาจจะรู้สึกท้อและเบื่อหน่ายบ้างในบางขณะ แต่ถ้าหากเราหมั่นสำรวจสภาพจิตใจตัวเอง และหาต้นต่อแห่งปัญหาและพยายามหาทางแก้ไข ทุกอย่างก็จะผ่านไปด้วยดี ลำบากหรือสบายขึ้นอยู่ที่วิธีคิดของเราเอง

2. การเตรียมความพร้อมด้านการเงิน น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด บางคนรีบลาออกด้วยอารมณ์ ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อมด้านการเงิน หรือบางครั้งหวังพึ่งพาคนอื่น เช่น สามี หรือภรรยาฯลฯ ขอบอกว่าระยะยาวลำบากแน่ ดังเช่น ตัวอย่างของผู้อ่านรายนี้สุดท้ายก็ต้องอยู่คนเดียวด้วยเงินก้อนหนึ่งที่ต้องใช้อย่างระมัดระวังมากๆ ที่จริงแล้วการเตรียมการเกษียณอายุเราต้องกำหนดตั้งเริ่มแรกทำงานแล้วว่าจะหยุดการทำงานที่อายุเท่าไร? หลังเกษียณแล้วจะต้องใช้เงินเท่าไร? คิดง่ายๆ ถ้าท่านใดคิดเกษียณตอนนี้ขอให้ดูง่ายๆ ว่ามีเงินเพียงพอกินข้าว 3 มื้อๆ 100 บาท วันละ 300 บาทจนถึงอายุ 80 ปี หรือไม่? ถ้ายังไม่มีท่านยังไม่พร้อม เพราะไม่เพียงแต่ค่าข้าว 3 มื้อที่ต้องเตรียม เรายังต้องเตรียมเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาลอีก เรื่องอื่นๆ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องหลักๆ นี้ต้องมีก่อน ปกติการใช้จ่ายก็ต้องระมัดระวังอยู่แล้ว สำหรับชีวิตหลังเกษียณยิ่งต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า เพราะเงินมีแต่ไหลออกไม่มีไหลเข้า

3. การเตรียมความพร้อมด้านครอบครัว หรือด้านการดำเนินชีวิตหลังเกษียณ กรณีมีครอบครัวแล้วสามี หรือภรรยา หรือลูก มีความเห็นเป็นอย่างไร? เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต แต่ถ้าจะให้ดีควรจะเตรียมกิจกรรมอะไรรองรับไว้บ้าง เช่น เข้าวัดฝึกสมาธิ ออกกำลัง เขียนหนังสือ ปลูกต้นไม้ วาดภาพ หรือทำธุรกิจเล็กๆ กันเหงา เช่น มินิมาร์ท บ้านเช่า ฯลฯ ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องมีการวางแผนและเตรียมก่อนตัดสินใจเกษียณเป็นอย่างดี


ถึงตรงนี้ก็อยากให้ทุกท่านที่คิดจะเกษียณก่อนกำหนด หรือตามกำหนดก็ตามเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะได้ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข
[/size]

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #166 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2007, 10:36:56 PM »

Fund Cafe

หุ้นไทยไม่ได้รับคลื่นเฟื่องฟู

ทิพวัลย์ เอี่ยมโอภาส : บลจ.ธนชาต

ถ้าเรามองการลงทุนในหุ้นแบบกว้างขวางคือ มองเปรียบเทียบไปยังตลาดหุ้นหลักๆ ของโลก เราจะพบว่าดัชนีตลาดหุ้นในที่ต่างๆ ของโลก ส่วนใหญ่มีแนวโน้มคล้ายๆ กันคือ ปรับตัวสูงขึ้น จะมากบ้างน้อยบ้าง ก็แล้วแต่ตลาด

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบดัชนีตลาดหุ้นของประเทศต่างๆ จะเห็นว่า แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยเรา เช่น ฟิลิปปินส์ ในช่วงเวลาประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวถึงกว่า 90% หรือดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวสูงกว่า 100%

แต่ก็มีบางประเทศอย่างสหรัฐ ที่ตลาดหุ้นอาจจะไม่ได้ดีเหมือนประเทศอื่น ๆ

ลองหันกลับมามองดัชนีตลาดหุ้นไทย เราจะพบว่า หากดูภาพกว้างๆ เฉพาะปลายปีแล้ว ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2546-2549 เกือบจะไม่ได้ขยับไปไหนไกลเลยคือ อยู่ที่ระดับ 772-668-714-680 จุด (ข้อมูล ณ สิ้นปี)

เหตุผลหนึ่งที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ต่างเติบโตกันตามที่ท่านเห็นตัวเลขอยู่นี้ ก็เป็นเพราะในช่วง ตั้งแต่ประมาณปี 2002 เป็นต้นมา เศรษฐกิจโลกโดยรวมเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และบางประเทศ บางภูมิภาคเติบโตอย่างรวดเร็วกว่าที่อื่นๆ เช่น จีน อินเดีย

นอกจากนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังปรับตัวสูงขึ้นเพราะมีเงินจากส่วนต่างๆ ของโลกไหลเข้าไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศที่รุ่งเรือง มีดุลการค้าเกินดุล มีสภาพคล่องส่วนเกิน รวมถึงสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจากการที่ราคาทรัพย์สินต่างๆ เช่น ทองคำ น้ำมัน โลหะมีค่าต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้น กำไรจากตลาดเหล่านี้ย่อมนำมาซึ่งสภาพคล่องส่วนเกินในโลกด้วย และปริมาณเงินส่วนเกินเหล่านี้ ก็กลับไปลงทุนในตลาดหุ้นในประเทศต่างๆ ผลักดันให้ตลาดหุ้นในประเทศต่างๆ ที่พูดถึง ปรับตัวสูงขึ้นกันถ้วนหน้า

แต่ทำไม ตลาดหุ้นไทย ไม่ได้รับคลื่นความเฟื่องฟูเหล่านั้นบ้าง ทั้งๆ ที่พื้นฐานเศรษฐกิจของไทยเรา ไม่น่าจะด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่บางประเทศตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นเป็น 100% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

แม้ว่าจะทราบกันแล้วว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเรา อาจจะปรับลดลงต่ำกว่า 4% แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง เรายังมีกำลังสำคัญที่แข็งแรงมาจากการส่งออก เช่น ไทยส่งออกไปยังเอเชียกว่าร้อยละ 50 หากเศรษฐกิจในเอเชียยังอยู่ในระดับที่ดี ก็น่าจะยังเป็นผลดีต่อการส่งออกของไทยต่อไป

หลายๆ ท่าน คงมองเหมือนกันว่า เป็นเพราะภาวะความไม่เข้าที่เข้าทาง ในปัจจุบันทำให้เกิดภาพที่เป็นความไม่แน่นอนในสายตาผู้ลงทุนเงินใหญ่ในต่างประเทศ ซึ่งเหมือนที่ทุกท่านอ่านกันทางหนังสือพิมพ์ทุกวัน พอจะสรุปได้ก็คือ ปัจจัยที่หน่วงเหนี่ยวตลาดหุ้นไทยไว้ ไม่ให้ไปไหนกับเขาเสียที ก็คงหนีไม่พ้น ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ การรับร่างรัฐธรรมนูญ การยุบพรรคการเมือง กำหนดการเลือกตั้ง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ (กันยายน) ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลมาจากการเมือง อันได้แก่ กฎหมายประกอบธุรกิจต่างด้าว พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่ง เป็นต้น

แต่หลายฝ่ายก็เชื่อกันว่า หากปัจจัยเหล่านี้คลี่คลายลง ตลาดหุ้นไทยเรายังมีโอกาส และอาจจะได้เปรียบตลาดเพื่อนบ้าน เพราะตลาดหุ้นเรายังถูกกว่าอยู่มาก

และที่สำคัญหากทุกอย่างคลี่คลายหายเครียด ก็หวังว่าการบริโภคและการลงทุนในไทยจะกลับมาช่วยกับการส่งออก เพื่อผลักดันเศรษฐกิจของประเทศเหมือนเดิม

และหากเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตในระดับที่คาดกันว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4.9% และปีหน้าประมาณ 4% และปริมาณเงินส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ยังคงหาที่ลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกเหมือนช่วงที่ผ่านมา หลายท่านจึงมองว่าเมื่อบรรยากาศในเมืองไทยพร้อม ปริมาณเงินหรือสภาพคล่องส่วนเกินของเศรษฐกิจโลกเหล่านั้นน่าจะหันกลับมามองตลาดหุ้นไทย


หุ้นที่ถูกกดดันจากภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการเมืองในประเทศ ซึ่งน่าจะมีโอกาสเป็นกลุ่มแรกๆ ที่จะฟื้นตัวขึ้น เมื่อภาวะโดยรวมคลี่คลายลง

อย่างที่หลายท่านเคยให้เป็นข้อคิดว่า โอกาสในการลงทุนมีอยู่เสมอ
ลองติดตามกันดูนะคะ
[/size]

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 30, 2007, 10:39:25 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #167 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2007, 01:52:28 PM »


กูรูหุ้นพันล้าน : ตอนที่ 8 ช่วงสุข และทุกข์

วิชัย วชิรพงศ์

วิธีการเอาตัวรอด ในช่วงที่ต้องเผชิญกับ "วิกฤตการณ์" ในตลาดหุ้น ทางเดียวที่จะทำให้เรา "รอด" คือ การตัดนิ้ว (Cut Loss) ยอมขาดทุนรักษาชีวิต

หลังวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 เป็นช่วงที่ "เสี่ยยักษ์" วิชัย วชิรพงศ์ ยกให้เป็นช่วงชีวิตที่เลวร้ายที่สุด ของนักเล่นหุ้น

นับจาก ดัชนี SET ทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 ที่ระดับความสูง 1,789 จุด จากนั้นก็ค่อยๆ หล่นลงมาทำจุดต่ำสุด 207 จุด เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2541

เสี่ยยักษ์ บอกว่า ใครที่รอดตายช่วงนี้มาได้ แล้วพอร์ตยังโตขึ้น ต้องยกให้ว่าเป็น "ยอดฝีมือ" ทุกคน


วิชัย ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่ "รอด" ช่วงนี้มาได้ แต่ก็รอดแบบเฉียดตาย และสูญเสีย ไม่ใช่น้อย

"ช่วงนั้นพอร์ตหุ้นของผม หายไปครึ่งหนึ่ง" เขาบอก

วิธีการเอาตัวรอด ในช่วงที่ต้องเผชิญกับ "วิกฤตการณ์" ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด

เขาย้อนเล่าประสบการณ์ครั้งนั้นว่า ทางเดียวที่จะทำให้เรา "รอด" คือ การตัดนิ้ว (Cut Loss) ยอมขาดทุนรักษาชีวิต

"เริ่มตัดไปทีละนิ้ว ตัดไปเรื่อยๆ เหมือนนิทานตะพาบน้ำ ที่ผมเคยเล่าให้ฟังไง! มันเจ็บปวดที่สุด แต่คุณไม่มีทางเลือก..ถ้าอยากรอดคุณต้องรีบทำ"

เขาสะท้อนช่วงวิกฤติครั้งนั้นให้ฟัง...จากตัดนิ้วก็ต้องตัดแขน พอดัชนีลงมาเหลือ 220 จุด ผมจำได้ว่า หายไปครึ่งตัว "พอร์ตเหลือครึ่งเดียว" อารมณ์ช่วงนั้นมันเศร้าที่สุด

เมื่อถามว่าช่วงไหนที่ เสี่ยยักษ์ มีความสุขมากที่สุด?

"...ช่วงที่หาเงินได้ 100% ของพอร์ต โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นเล่นหุ้นใหม่ๆ ถ้าพอร์ตคุณเพิ่มได้ 1 เท่าตัว..มันยากจริงๆ แต่คุณจะรู้สึกภูมิใจ...

ผมยังจำได้ ตอนที่เล่นหุ้นใหม่ๆ เครดิตเราก็ไม่มี ไม่มีใครอยากมองเรา เพราะว่าพอร์ตเราเล็ก เราจะไปคุยกับรายใหญ่ เขาก็กลัวว่าเราจะไปเกาะเขา ช่วงนั้นสำหรับผมมันยากที่สุด และน่าจดจำที่สุด"

เขาเล่าว่า วิธีการเล่นหุ้น เมื่อ 20 ปี ที่แล้ว การเล่นหุ้นไม่ใช่แบบนี้ ใครไปซื้อหุ้นพื้นฐาน ไม่ได้กำไร สมัยก่อน "หุ้นปั่นครองเมือง" (ยิ่งกว่านี้อีก) ประมาณปี 2535-2536 เพิ่งมีการตั้งกองทุนรวม(บลจ.)ใหม่ๆ กองทุนยังเล่นหุ้นไม่เก่ง ต่างชาติก็ยังไม่มากอย่างทุกวันนี้ มีแต่ "นักลงทุนรายใหญ่" "เจ้าของหุ้น" กับ "รายย่อย" ที่เล่นกัน ใครเล่นหุ้นพื้นฐานไม่ได้กำไร

...คำว่า "ปั่น" มันแปลว่า "หมุน" จึงไม่ใช่ของจริง ต้องเข้า-ออกเร็ว เมื่อไรที่หุ้น "หมุนช้า" หรือ "หยุดหมุน" ใครออกไม่ทันก็ "เจ๊ง" นี่คือ สัจธรรม ของหุ้นปั่น

ประสบการณ์ยังสอน วิชัย ว่า ใครที่เล่นหุ้นปั่นแล้วไม่ยอมเลิก ได้มาเท่าไรก็ต้องคืนกลับไปหมด เพราะธรรมชาติของหุ้นปั่น เหมือนการ "ตีฟอง" หมดรอบเมื่อไหร่ ราคาก็หมด คือ ไม่เหลือค่าอะไร

เขาย้ำว่า..คนที่เล่นหุ้นปั่นแล้วรอดมาได้ ไม่ใช่ว่าเราเก่ง(ถ้าไม่ใช่พวกเขา)เพราะพวกนั้นเขาตั้งใจเอา "ปืนแก๊ป" มาดวลกับเรา เขาหลอกล่อให้เราได้กำไรก่อน..แต่ถ้าวันไหนมันเอา "แห" มาครอบเรา หมายถึง ทุบหุ้นออกมาทุกราคา วันนั้น..คุณโดน(เจ๊ง)แน่

แต่พอผ่านมาอีก 10 ปี หลังยุควิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 กองทุน(บลจ.)เริ่มมีประสบการณ์ เริ่มเก่ง เพราะเหตุว่า หนึ่ง..เขาใกล้ชิดข้อมูล เขาศึกษาข้อผิดพลาดมาเยอะ สอง..วิธีการเขาเปลี่ยน เล่นสั้นได้ เล่นยาวได้ การบริหารพอร์ต ของเขาจะยืดหยุ่นตลอดเวลา พอกองทุนเริ่มเก่ง บวกกับเงินต่างชาติเข้ามามาก จากหุ้นเก็งกำไรครองเมือง ก็เปลี่ยนมาเป็นหุ้นพื้นฐานครองเมือง

"...ถึง พ.ศ.นี้ ผมมองว่า ถ้าคุณไม่มี "อินไซด์" ต้องเล่นหุ้นพื้นฐานอย่างเดียวเลย ถึงจะมีโอกาสรวย"

วิชัย บอกว่า นักลงทุนรายใหญ่เท่าที่สังเกต เขาจะลงทุนแบบ "โฟกัส" ในหุ้นหนักๆ อยู่ไม่กี่ตัว เพราะการกระจาย พอร์ตมากตัวเกินไป ถ้าไม่ใช่นักลงทุนระยะยาวจริงๆ การตัดสินใจ "ซื้อ-ขาย" จะผิดพลาดได้ง่าย

"อย่างพอร์ตของผม จะถือหุ้นอยู่แค่ 1-2 ตัว"

วิชัย อธิบายว่า จริงๆ แล้วการเล่นหุ้น เรารู้..เราเก่งของเราแค่ตัวเดียวพอ ขออย่างเดียว หุ้นที่เราซื้อ ต้องตอบคำถามได้ว่า เราเล่นหุ้นตัวนี้เพราะอะไร? มันทำธุรกิจอะไร? มันจะขึ้นเพราะอะไร? เหตุผลมันคืออะไร? มันเปลี่ยนชื่อเพราะอะไร? ต้องการสร้างภาพพจน์ให้ดีขึ้นรึเปล่า

"ผมขอให้คุณเก่งหุ้นแค่ทีละตัว หรืออย่างมากแค่ 3 ตัวพอ รู้ให้ลึก..รู้ให้แตกฉาน แล้วทนรอกับมันได้ คุณจะรวยมหาศาล"

"...แต่ต้องเก่งจริงๆนะ ต้องรอกับมันได้ อย่าเป็นคนใจเร็วด่วนได้ เพราะคุณจะไม่ได้..นี่เรื่องจริง"

นอกจากนี้ คนที่จะเล่นหุ้นแล้วรวย คุณจะต้องหา "หุ้นในดวงใจ" ให้ได้ก่อน วันไหนที่คุณมีหุ้นในดวงใจแล้ว คุณจะเหมือน "เสี่ยปู่" สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล เขาจะนิ่ง เขาจะอดทน เขาจะ Let the Profit Run แล้วได้กำไรเยอะ


...แต่ถ้าวันไหนคนเล่นหุ้นไม่มีหุ้นในดวงใจ..คุณไม่มีทางรวย รับประกันได้ คุณไม่มีทางรวยแน่ๆ หุ้นขึ้นไป 2-3 ช่อง..เห็นเขาวางขายเป็นล้านหุ้น คุณจะใจไม่อยู่(ใจเสีย)รีบขายตาม พอหุ้นเด้งขึ้นมาใหม่ คุณก็ไม่กล้าซื้อกลับ ถ้ากล้าซื้อก็จะซื้อน้อยลง

"นี่แหละ..จุดพลาดสำคัญ ที่ทำให้นักเล่นหุ้นส่วนใหญ่ ไม่ประสบความสำเร็จ" เขาวิเคราะห์ให้ฟัง

โปรดติดตามตอนต่อไปสัปดาห์หน้า...
[/size]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #168 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2007, 01:55:30 PM »


Value Way : จำกัดความเสี่ยง (2)

วิบูลย์ พึงประเสริฐ

บทความที่แล้ว ได้กล่าวถึงการ ”จำกัดความเสี่ยง” จากการลงทุนในตลาดหุ้น ด้วยการลงทุนในกองทุนดัชนี (Index Fund) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหุ้นให้เป็นไปตามดัชนีตลาดหุ้น

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราคงไม่สามารถทำให้ความเสี่ยงที่มีนั้นหมดไปได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “ความเสี่ยงจากการลงทุนนั้นไม่สามารถ "กำจัด” ได้ แต่เราสามารถ "จำกัด” ได้” อาทิตย์นี้จะกล่าวถึงวิธีการในการ ”จำกัดความเสี่ยง” จากการลงทุนอีกหนึ่งวิธี

ในทางทฤษฎีการลงทุน มักกล่าวถึง "ความเสี่ยง" ว่าเป็นเรื่องของ "ราคาหุ้น” ที่มีราคาเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่ตลอดเวลาของการซื้อขาย ถ้าหุ้นนั้นมีนักลงทุนขายออกมามาก ราคาหุ้นจะลดลง ในทางกลับกันถ้าหุ้นนั้นมีคนซื้อมาก ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น การเข้าซื้อหุ้นของนักลงทุนในตลาดหุ้นมักเรียกกันว่า “แรงซื้อ” ส่วนการขายเรียกกันว่า “แรงขาย”

ในเวลาปกติ ถ้า ”แรงซื้อ” มากกว่า ”แรงขาย” หุ้นจะขึ้น แต่ถ้า ”แรงขาย” มากกว่า ”แรงซื้อ” หุ้นนั้นจะมีราคาลดลง นักเก็งกำไรในตลาดหุ้นได้ใช้หลักการของ ”แรงซื้อ” และ “แรงขาย” ในการ ”จำกัดความเสี่ยง” ในการลงทุน

นักเก็งกำไรมักมอง ”เทรนด์” หรือ ”แนวโน้ม” ของตลาดหุ้นเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเมื่อใดที่แนวโน้มหุ้นเป็น ”ขาขึ้น” เนื่องจากมี ”แรงซื้อ” เข้ามามาก นักเก็งกำไรจะทำการ ”ซื้อ” หุ้น และถือไว้ตราบที่แนวโน้มตลาดยังเป็นขาขึ้นอยู่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ตลาดเริ่มมี ”แนวโน้ม” เป็น ”ขาลง” แล้ว นักเก็งกำไรจะ ”ขาย” หุ้นที่ถืออยู่และออกจากตลาดไปชั่วคราว

กลยุทธ์ในการลงทุนเช่นนี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ในทางปฏิบัติแล้วถือว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ ”ยาก” พอสมควร โดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ เพราะการมองแนวโน้มของหุ้นนั้น จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์อย่างมาก บางครั้งนักลงทุนคิดว่าแนวโน้มหุ้นเริ่มเป็น ”ขาลง” แล้วจึง ”ขาย” หุ้นออกไป แต่เมื่อขายไปแล้ว ราคาหุ้นกลับยังปรับตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ในตลาดหุ้นเรียกอาการนี้ว่าเป็นการ ”ขายหมู” ขายหุ้นทีไร หุ้นกลับวิ่งทุกที

เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น นักลงทุนส่วนใหญ่มักคิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวตลาดคงปรับตัวลดลงและราคาหุ้นคงลดลงกลับมาที่เดิมใหม่ แต่ในความเป็นจริง บางครั้ง ราคาหุ้นไม่ลดลงอย่างที่นักลงทุนคิด แถมปรับตัวขึ้นไปอีกเรื่อยๆ จนเมื่อถึงระยะหนึ่ง นักลงทุนกลัวว่าตนเองจะ ”ตกรถไฟ” จึงกลับไปซื้อหุ้นอีกครั้ง แต่ไม่ทันไร ราคาหุ้นกลับลดลง จนทำให้ ”ขาดทุน” ได้

เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่คู่กับตลาดหุ้นทั่วโลกมาโดยตลอด มีเรื่องเล่าว่า ในปี ค.ศ.1720 เซอร์ไอแซค นิวตัน นักฟิสิกส์ที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งของโลกในยุคนั้น ถือหุ้นของบริษัทเซาท์ซี (South Sea Company) ซึ่งเป็นหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในอังกฤษ นิวตันได้ตัดสินใจขายหุ้นบริษัทนี้ออกไปโดยได้กำไรถึง 100 เปอร์เซ็นต์ รวมเป็นเงิน 7,000 ปอนด์

อย่างไรก็ตาม ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา เมื่อนิวตันถูกครอบงำโดยความกระตือรือร้นแบบสุดขั้วของตลาดหุ้น เขากลับเข้าไปซื้อหุ้นบริษัทเซาท์ซีอีกครั้ง ในระดับราคาที่สูงกว่าเดิม ซึ่งเป็นผลให้เขาต้องขาดทุนมากกว่า 20,000 ปอนด์ (คิดเป็นเงินกว่า 3 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) ตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ เขาจะห้ามไม่ให้ใครพูดว่า “เซาท์ซี” ให้เขาได้ยิน


จากตัวอย่างดังกล่าว จะเห็นว่าการขาดทุนจากตลาดหุ้นถือว่าเป็นเรื่อง ”ปกติ” ของนักลงทุน ดังนั้นการมีประสบการณ์ในการมอง "แนวโน้ม” หุ้นให้ถูกต้อง ถือว่าเป็นการ "จำกัดความเสี่ยง” ในการลงทุนวิธีหนึ่งโดยเฉพาะนักเก็งกำไร
[/size]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #169 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2007, 02:35:49 PM »

สูตรลงทุน...วิกรม เกษมวุฒิ 31 ปี รวยหุ้น 'ปูนใหญ่' 140 เท่า

แกะรอยเส้นทางรวยนักลงทุนสถิติ ..."วิกรม เกษมวุฒิ" ที่บอกเล่าประสบการณ์จริงกับการลงทุน “หุ้นปูนใหญ่” เป็นเวลา 31 ปีเพียงตัวเดียวกำไร 140 เท่า บวกเงินปันผลที่ได้รับอีก 4,333% จากเงินเริ่มต้นลงทุนเพียง 100 หุ้น หรือ 16,700 หุ้น เติบโตกว่า 3 ล้านบาทในวันนี้

ประวัติการลงทุนของ "วิกรม เกษมวุฒิ" เจ้าตำรับนักลงทุนที่ใช้สถิติเป็นแนวทางลงทุนในหุ้น เริ่มขึ้นครั้งแรกพร้อมกับตลาดหุ้นที่จัดตั้งขึ้นในปี 2518 โดยหุ้นที่ซื้อตัวเดียวคือ หุ้นปูนใหญ่ (SCC) หรือ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำนวน 100 หุ้นในราคาหุ้นละ 167 บาท ด้วยทุน 16,700 บาท มาถึงวันนี้กินเวลา 31 ปีเต็ม...

ผลจากการ "แตกพาร์" ของหุ้นปูนใหญ่สองครั้ง ทำให้หุ้นเดิมที่มีอยู่ 100 หุ้นที่ราคาพาร์ 100 บาท กลายเป็น 1,000 หุ้นเมื่อลดพาร์เป็น 10 บาท และเพิ่มเป็น 1 หมื่นหุ้นในราคาพาร์ 1 บาทในวันนี้

ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือผลกำไรที่ได้ (ตามบัญชี) ตลอดระยะเวลา 31 ปีถึงวันนี้ยังไม่ได้ขายออกไป เพิ่มขึ้นถึง 140 เท่าตัว !!

มูลค่าเงินลงทุน เพิ่มขึ้นเป็น 2.4 ล้านบาท ณ ราคาหุ้น 234 บาทเมื่อ 24 พฤษภาคม 2550 จากเดิมที่ราคาหุ้น 167 บาท

ไม่เพียงเท่านั้น ผลจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น ทำให้ได้รับเงินปันผลเพิ่มตามด้วย

ตลอดระยะเวลา 31 ปี วิกรมได้รับเงินปันผลสะสมเข้ากระเป๋าแล้ว 7.4 แสนบาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 4,333 เปอร์เซ็นต์ !!

“เงินปันผลที่ผมได้เพียง 10 ปี รวม 22,300 บาท เท่ากับคุ้มต้นทุนที่ 16,700 แล้ว ส่วนในปัจจุบันเงินปันผลที่ได้หุ้นละ 15 บาท ถืออยู่ 1 หมื่นหุ้น คิดเป็นเงิน 1.5 แสนบาทต่อปี คิดเป็นรายได้ตกวันละ 410 บาท ตอนนี้จึงอยู่ได้อย่างสบายๆ”

ถือหุ้นปูนใหญ่ จึงทำให้เขาได้กำไรเกินคุ้ม...

วิกรม บอกว่า ถ้าเทียบกับหุ้นอื่นๆ ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นพร้อมกับปูนใหญ่เมื่อเริ่มตั้งตลาดทั้งหมด 8 บริษัท ปัจจุบันเหลือเพียง 4 บริษัทที่ยังซื้อขายอยู่ คือ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC ) โรงแรมดุสิตธานี (DTC ) และปูนซิเมนต์ไทย (SCC)

ผลตอบแทนย้อนหลังนับตั้งแต่จัดตั้งหรือ 31 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพ ให้ผลตอบแทนเพียง 20 เท่า ส่วนเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ และโรงแรมดุสิตธานี ให้ผลตอบแทนต่ำเพียง 10 เท่า เท่านั้น

ขณะที่ปูนใหญ่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 140 เท่าตัวในเวลา 31 ปีเต็ม

ในมุมมองของวิกรม เขาเห็นว่า เงินทอง (หุ้นอื่น) เป็นเพียงมายา แต่สำหรับหุ้นปูนใหญ่ มันคือข้าวปลาของจริง

วิกรม ย้อนให้ฟังว่า เขาซื้อหุ้นปูนใหญ่ก่อนเปิดตลาดหุ้น 4 เดือน ตอนนั้นทำงานเป็นนายธนาคาร ได้ติดตามข่าว และค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับปูนมาตลอด ยิ่งมีสำนักงานทรัพย์สินถือหุ้น ยิ่งทำให้เขามั่นใจอย่างมาก จนถึงขณะนี้เขาไม่เคยขายออกไปเลย แต่แช่แข็งอยู่ตลอดตั้งแต่ 100 หุ้น จนกลายเป็น 1 หมื่นหุ้นจนขณะนี้

บทพิสูจน์นี้ วิกรมชี้ให้เห็นว่า...ถือหุ้นปูนใหญ่แล้วปลอดภัย และได้กำไรคุ้มค่า ไม่มีคำว่า "สาย" หากใครคิดจะเข้าลงทุนตอนนี้...

ทำไมวิกรมถึงคิดเช่นนั้น...??

เขาให้เหตุผลว่า เพราะความต้องการปูนในการก่อสร้างบ้าน ถนน และอื่นๆ เพิ่มขึ้นตลอด ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ปูนซีเมนต์จึงขายได้ตลอด สิ่งสำคัญคือวัตถุดิบในการผลิตปูนที่มาจากหินปูนภูเขา ยังใช้ผลิตไปได้อีก 100 ปี เทียบกับก๊าชในอ่าวไทยของปตท.ใช้ได้อีก 40 ปีหมด ฉะนั้น จึงสามารถถือลงทุนในหุ้นตัวนี้ไปได้อีกยาวนาน

"ปัจจุบันเครือซิเมนต์ไทย มีธุรกิจ 5 กลุ่มในหนึ่งธุรกิจเดียวคือ ธุรกิจซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กระดาษและบรรจุภัณฑ์ ปิโตรเคมีและธุรกิจจัดจำหน่าย มีความมั่นคงแข็งแกร่ง พร้อมเจริญเติบโตไปข้างหน้า ขณะที่มีผลประกอบการที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีความเสี่ยงในธุรกิจน้อย"

แต่...หุ้นปูนใหญ่ ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน...

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งราคาและอัตรากำไรจะมีขึ้นลงเป็นวัฏจักร มีช่วงเวลาจุดสูงสุดและต่ำสุดห่างกันประมาณ 8-9 ปี และความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จะมีความสัมพันธ์กับการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ

"สิ่งที่ต้องระวังในการลงทุนหุ้นปูนใหญ่ก็คือ ธุรกิจปิโตรจะมีวัฏจักรการขึ้นลง 8-9 ปี ซึ่งช่วงนี้กำลังเป็นวัฏจักรขาลง นักลงทุนต้องระวัง เพราะอาจทำให้กำไรปูนใหญ่ร่วงได้ในปีนี้ (2550) อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าบริษัทยังสามารถจ่ายปันผลได้ในอัตรา 15 บาท/หุ้นได้สม่ำเสมอเช่นช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่ากำไรบริษัทจะไม่ถึง 26 บาทต่อหุ้นก็ตาม"

นอกจากจะใช้หลักสถิติมาประยุกต์เข้ากับการลงทุนแล้ว วิกรมยังใช้แนวทางลงทุนตาม "วอร์เรน บัฟเฟตต์" ในการคัดเลือกหุ้นอีกด้วย

วิกรมบอกว่า ในการเลือกหุ้นจะยึดหลักใหญ่ๆ คล้ายกับแนวทางลงทุนของบัฟเฟตต์ ที่เน้นลงทุนในธุรกิจง่ายๆ เข้าใจได้ไม่ยาก มียอดขายและกำไรที่ดี ขณะที่ด้านการบริหารจะเน้นตัวผู้บริหารต้องเปิดเผยและโปร่งใสต่อผู้ถือหุ้น และมุ่งเน้นหุ้นที่มี ROE (ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น) มากกว่า 12% ซึ่งของไทยใกล้เคียงอยู่ที่ 11% โดยไม่ได้มองที่กำไรต่อหุ้น

นอกจากนั้น จะซื้อหุ้นดีๆ ลงทุน "น้อยตัว" และถือยาว แต่ซื้อในจำนวนหุ้นมากๆ

"อย่างบัฟเฟตต์ จะมีหุ้นเพียง 5 ตัว แต่เป็นสัดส่วน 73% ของพอร์ต"

หุ้นที่บัฟเฟตต์ถือก็เช่น "หุ้นวอชิงตัน โพสต์" ที่ซื้อมาเพียง 11 ล้านเหรียญ แต่วันนี้มีมูลค่าพุ่งขึ้นเป็น 1,275 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นถึง 115 เท่าในระยะเวลา 35 ปี โดยบัฟเฟตต์ได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผล 9 ล้านเหรียญ (รอบปี 2549) เท่ากับว่า เฉพาะเงินปันผลของหุ้นตัวนี้ปีเดียว ก็คุ้มทุนแล้ว


"ส่วนหุ้นปูนใหญ่ที่ผมถืออยู่ ปัจจุบันมีค่า ROE สูงถึง 42% ให้ผลตอบแทนเงินปันผลถึง 6.36% ต่อปี ถือว่าหุ้นตัวนี้ยอดเยี่ยมมากๆ สำหรับผม"

ลงทุนหุ้นปูนใหญ่ในมุมมองของวิกรม จึงเป็นหุ้นดี ถือมา 31 ปี กำไรคุ้มค่า...
[/size]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #170 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2007, 02:39:06 PM »

 "ลบสี่สิบบวกร้อย" รหัสลับเล่นหุ้น

"วิกรม เกษมวุฒิ" นักลงทุนแนวสถิติประยุกต์ เชื่อมั่นว่านักลงทุนสามารถนำประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย มาเป็นไฟส่องทางได้อย่างไม่เหลือบ่ากว่าแรง

จากการเก็บสถิติดัชนีหุ้นไทยในรอบ 31 ปี (30 เม.ย.2518 ถึง 24 พ.ค.2550) ทำให้เขาค้นพบเคล็ดลับว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไม่จำเป็นต้องซื้อๆ ขายๆ บ่อยครั้ง แต่ให้ใช้หลักลงทุนแบบ "ลบสี่สิบบวกร้อย" เป็นแนวทาง

"ลบสี่สิบบวกร้อย" ในความหมายของวิกรมคือ ถ้าหุ้นลง 40% ถึงจังหวะซื้อยกพอร์ต และถ้าหุ้นขึ้น 100% ถึงเวลาขายให้เกลี้ยงพอร์ต

"อดีตบอกกับเราว่า หากซื้อและขายเพียง 6 ครั้งในรอบ 31 ปีโดยพิจารณาผลตอบแทนจากตลาดรวมเป็นเครื่องมือตัดสินใจ ก็ทำให้เรามีสิทธิรวยได้แล้ว"

วิกรม บอกว่า ในรอบ 31 ปีของตลาดหุ้นไทย มีโอกาสให้นักลงทุนหาจังหวะ "ซื้อ 3 ครั้ง" เท่านั้น คือ ในปี 2522 ,2540 และ 2543 เพราะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนได้ปรับลดลง และ "ขาย 3 ครั้ง" คือ ในปี 2520, 2532 และ 2546 ซึ่งเป็นปีที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนสูงสุด

"เคล็ดลับในการซื้อและขายคือ เมื่อใดที่ผลตอบแทนโดยรวมของตลาดมากกว่า 100% ให้เทขายหมดพอร์ต เช่นในปี 2520 ที่ผลตอบแทนตลาดขึ้นสูงสุด+119.59% ,ปี 2532 +127.34% และปี 2546+116.60% ในทางกลับกันเมื่อผลตอบแทนโดยรวมของตลาดหุ้นลดลงตกต่ำเกินกว่า 40% ให้ซื้อหมดพอร์ต เช่น ช่วงปี 2522 ผลตอบแทนตลาด-42.03% ,ปี 2540 -55.18% และปี 2543 -44.14%"

เจ้าตำรับนักลงทุนสถิติ ให้ข้อสังเกตเพื่อเป็นแนวทางลงทุนในอนาคตด้วยว่า นักลงทุนอาจมีจังหวะขายหุ้นครั้งใหญ่อีกครั้งในปี 2556 เพราะเขาเชื่อว่าปีนั้นตลาดหุ้นจะกลับมา "บูมสุดขีด" อีกครั้ง โดยใช้หลักสถิติเลข 14

"สถิติที่บอกว่าต้องขายหุ้นเมื่อผลตอบแทนตลาดโดยรวมเพิ่มขึ้นเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ 2 ครั้ง ตรงกับครบรอบ 14 ปีพอดี คือในปี 2532 ที่ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 127.34% และครั้งที่ 2 ในปี 2546 ตลาดให้ผลตอบแทน +116.60% ผมมั่นใจว่าปี 2556 จะครบรอบ 14 ปี เป็นครั้งที่ 3 เชื่อว่าหุ้นไทยจะบูมระเบิด ซึ่งเป็นจังหวะขายหุ้นครั้งใหญ่"

14 ปีจะมีหนที่ตลาดหุ้นบูมสุดขีดนั่นคือ สัญญาณบวกของตลาดหุ้น แต่ในเชิงสถิติก็บอก "ลางร้าย" ไว้ด้วย "วิกรม" บอกว่า ตัวเลขเตือนภัยของตลาดหุ้นคือ พี/อี เรโช ที่ 31 เท่า

เมื่อใดก็ตามที่ ค่าพี/อี เรโช ตลาดหุ้นไทย แตะ 31 เท่า เป็นลางบอกว่า หุ้นไทยเข้าสู่เขต "อันตราย" !! "มีสถิติ 2 ครั้งที่ค่าพี/อี เรโช ขึ้นไปถึง 31 เท่า และตลาดหุ้นพังครืนลงมา เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นสูงเกินพื้นฐานที่ควรจะเป็น"

ครั้งแรกเมื่อปี 2533 ดัชนีหุ้นไทยได้ขึ้นไปสูงสุดที่ 1143.78 จุด เมื่อ 25 กรกฎาคม 2533 จากนั้นปรับตัวลดลงรุนแรงจากเหตุการณ์สงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ 1 หลังจากอิรักบุกคูเวต

ครั้งที่สอง ดัชนีขึ้นไปสูงสุด 1,753.73 เมื่อ 4 มกราคม 2537 โดยมีค่าพี/อี เรโช 31 เท่า และปรับตัวลงมารุนแรงถึงก้นบึ้งที่ 207 จุดในอีก 4 ปีต่อมาเมื่อ 4 กันยายน 2541 หลังจากเกิดวิกฤติการเงินและลอยตัวค่าเงินบาท"

วิกรม ชี้ว่า เมื่อใดที่ค่าพี/อีเรโช ขึ้นไปแตะ 31 เท่า นั่นคือ สัญญาณอันตรายที่นักลงทุนพึงระวัง

"ตอนนี้หุ้นไทยค่าพีอีอยู่ที่ 10.18 เท่า และผลตอบแทนตลาดโดยรวมอยู่ที่ 5.78% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมาก ฉะนั้นกลยุทธ์ลงทุนช่วงนี้ จึงควรรอให้ราคาหุ้นปรับตัวลงมากค่อยซื้อ และขายเมื่อเกิดการแตกตื่นเช่นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ที่หุ้นตกกว่า 100 จุด"


สถิติบอกว่า หากจะลงทุนในหุ้นไทย อย่าซื้อๆ ขายๆ บ่อย แต่เลือกจังหวะซื้อให้ถูก และลงทุนระยะยาว ก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ และหลักการ "ลบสี่สิบบวกร้อยเปอร์เซ็นต์" ก็คือสูตรลัดของ นักลงทุนรุ่นเก๋า "วิกรม เกษมวุฒิ" เซียนสถิติตัวยง
[/size]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #171 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2007, 02:48:07 PM »


ไขปริศนา..ทำไม! หุ้น "ไออาร์พีซี" ย่ำอยู่กับที่

จริงหรือ? ที่หุ้น "ไออาร์พีซี" กำลังถูก "ร่ายมนตร์สะกด" ไม่ให้วิ่งไปไหน..ท่ามกลางปฏิบัติการทวงสมบัติ "ทีพีไอ" ของ "ประชัย เลี่ยวไพรัตน์"..เจาะใจผู้บริหาร "ไออาร์พีซี" เกาะติดทิศทางหุ้น IRPC จากนี้ไป ต้องรอถึงเมื่อไหร่ จึงจะเห็นหน้าเห็นหลัง

ท่ามกลางปฏิบัติการความเคลื่อนไหว..ทวงสมบัติ "ทีพีไอ" ของ "ประชัย เลี่ยวไพรัตน์" เป็นที่น่าสังเกตว่า ตลอด 5 เดือนแรก ของปี 2550 กราฟราคาหุ้น IRPC แกว่งตัวอยู่แถวๆ 6 บาท แทบจะไม่วิ่งไปไหน

คล้ายเหมือนถูก "ร่ายมนตร์สะกด" สยบความเคลื่อนไหว ในขณะที่เมื่อเทียบกับหุ้นโรงกลั่นน้ำมันตัวอื่น เช่น ไทยออยล์ หรือ โรงกลั่นน้ำมันระยอง กราฟราคาหุ้นล้วนอยู่ในเทรนด์ "ขาขึ้น" ตามทิศทางราคาน้ำมัน

ดร.ปิติ ยิ้มประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) ตอบคำถามถึงสถานการณ์..ราคาหุ้น IRPC ที่ย่ำอยู่กับที่ โดยยอมรับว่า กรณีกระแสข่าว "ทางลบ" ที่เกี่ยวกับการ "ทวงซื้อหุ้นทีพีไอคืน" ในราคา 3.30 บาท บวกดอกเบี้ย ที่โหมกระหน่ำหุ้น IRPC อยู่เรื่อยๆ ส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุน

ประกอบกับสถานการณ์การเมือง บวกกับเงื่อนไขเวลานับถอยหลังที่ใกล้จะครบ "ไซเลนท์ พีเรียด" (2 ปี) กลุ่มเจ้าหนี้ และพันธมิตรสามารถนำหุ้นออกมาขายได้ ภายใน เดือนธันวาคม ปีนี้ ก็มีส่วนที่ "กด" ให้ราคาหุ้น IRPC ไม่ไปถึงไหน

"ดูจากข่าวคราวที่ออกมาอย่างนี้ ราคาหุ้นมันก็คงขึ้นยาก..ปัจจัยจากข่าวก็ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า หุ้นเรามัน Mature (เจริญเติบโตเต็มที่) แล้ว ภาษาไทยก็แปลว่า..หุ้นมันเก่าแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว มันก็คงไม่ขึ้นหวือหวา ไม่เหมือนอย่างหุ้นไทยออยล์ ที่ยังสดอยู่ เพิ่งจะเข้าตลาด 2-3 ปี อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการเราก็ไม่ใช่ว่าจะเลวร้ายกว่าคนอื่น ก็ยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง"


ดร.ปิติ ไม่ปฏิเสธว่า สัดส่วน P/E ของหุ้น IRPC ที่ค่อนข้างสูงถึง 11 เท่า สูงกว่าเมื่อเทียบกับ P/E ของหุ้นกลุ่มพลังงานค่อนข้างมาก ก็นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ "บั่นทอน" ความน่าสนใจหุ้น IRPC จึงไม่แปลกที่โบรกเกอร์หลายค่าย จะให้ความเห็นว่า

"...ราคาหุ้นตอนนี้ไม่ถูก แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกจะฟื้นตัว"

พร้อมยอมรับด้วยว่า กรณีที่นักวิเคราะห์บางสำนัก ฟันธงแนวโน้มผลประกอบการในช่วง 1-3 ปีนี้ ของ IRPC มีโอกาสที่จะโชว์ฟอร์มไม่โดดเด่นนัก เพราะปัจจุบันบริษัทใช้กำลังการผลิตส่วนใหญ่เกือบเต็มที่แล้ว...

"ตรงนี้ก็อาจมีส่วนจริง อย่างที่บอกหุ้นของเรามันเป็น "ผู้ใหญ่" แล้ว สิ่งที่เราพยายามทำตอนนี้ คือ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพต่างๆ"

ถ้าจะเกาะติดอนาคตของหุ้น IRPC จากนี้ไป ดร.ปิติ บอกว่า ต้องจับตาที่โปรเจคขยายการลงทุน หลังจากที่บริษัทเพิ่งออกจากแผนฟื้นฟูมาได้เพียง 1 ปี จากนี้ไป เรายังมีโอกาสปรับปรุง และขยายฐานอะไรอีกเยอะ โดยในการประชุมคณะกรรมการบริษัท เดือนมิถุนายน นี้ จะมีการพิจารณาแผนการลงทุน 5 ปี วงเงินลงทุนประมาณ 1,300-1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เส้นทางการเติบโตของหุ้นที่ Mature แล้ว อย่างหุ้น IRPC ดร.ปิติ อธิบายว่า เราก็ต้องขยายงาน ซึ่งตอนนี้พยายามทำอยู่ ยกตัวอย่างโครงการขยายกำลังการผลิตโรงกลั่นจาก 1.9 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็น 2.5-20.6 แสนบาร์เรลต่อวัน โครงการลงทุนโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฯ ขนาด 200 เมกะวัตต์ ซึ่งเฉพาะโครงการนี้จะช่วยประหยัดเม็ดเงินได้กว่า 3,000 ล้านบาท เป็นต้น ฯลฯ


โครงการใหม่ๆ เหล่านี้ จะทำให้เห็นภาพการขยายตัวแบบลอกคราบ "ไซส์ธุรกิจ" รอบใหม่ของ IRPC ในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น...หุ้นก็น่าจะปรับตัวดีขึ้น

"แผนการลงทุน 5 ปี เราค่อนข้างใช้เงินลงทุนสูงเกือบ 1.4 พันล้านเหรียญ ซึ่งถ้าเราขยายเสร็จ กำลังการกลั่นเราจะเพิ่มขึ้นเกือบ 25% การผลิตแนฟทา หรือวัตถุดิบปิโตรเคมีของเราน่าจะโตขึ้นอีกเท่าตัว ทำให้การผลิตปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองเท่า ส่วนรายได้ตอบยาก ขึ้นกับราคา สมมติถ้าราคาวันนี้ รายได้ก็น่าจะขยับขึ้นมา 30-40%"

เมื่อยิ่งคำถามถึงอนาคตการ "เทคออฟ" ราคาหุ้น IRPC ดร.ปิติ ตอบว่า หุ้นที่ Mature แล้ว ราคามันไม่มีเทคออฟมากหรอก ราคามันจะขึ้นกับภาวะตลาด ขึ้นกับเศรษฐกิจโลก การเติบโตของหุ้น IRPC ก็จะเหมือนกับหลายตัว ที่อยู่ในตลาดนานๆ อย่างหุ้นปูนซิเมนต์ไทย"


"...ในแง่การบริหาร ผมคิดว่า เราผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วชัวร์ๆ ส่วนในแง่ของราคาหุ้น...เราคงตอบไม่ได้"

ดร.ปิติ อธิบายถึง Business Cycle ของ IRPC ว่า ถ้ามองถึงวงจรธุรกิจปิโตรเคมีกับโรงกลั่น ตอนนี้ ต้องถือว่า "พีค" แล้ว และน่าจะเริ่มเข้าสู่ขาลง... "แต่เดี๋ยวนี้ มันเริ่มทำนายยากขึ้น แต่สัญญาปิโตรเคมีเริ่มลงมาเล็กน้อย"

5 ปีจากนี้ ในช่วงวัฏจักร "ขาลง" ของธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น ดร.ปิติ ตอบว่า จะเป็นช่วงที่ IRPC เตรียมขยายการลงทุนรอบใหม่ เพื่อรองรับวัฏจักรขาขึ้นที่จะมาถึง ควบคู่กับการประคับประคองตัว ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจ เพื่อลดต้นทุน ที่สำคัญ คือ การลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางการเงิน

การปะผุ..อุดรูโหว่ทางธุรกิจ ที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น การว่าจ้างบริษัท เชลล์ โกลบอล เข้ามาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งคาดว่าจะทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุน ได้ถึง 0.30-0.60 เหรียญต่อบาร์เรล เป็นต้น

"5 ปีจากนี้ คิดว่ารายได้อาจจะไม่ได้ขยาย เพราะรายได้จะขึ้นกับราคาเป็นหลัก แต่เราน่าจะประคองกำไรให้อยู่ได้ โดยเป้าหมายที่วางไว้ คือ พยายามรักษา EBITDA ให้อยู่ที่ระดับ 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปี"


ปัจจัยลบที่กระทบต่อ "ราคาหุ้น" มองว่าจะ "ยืดเยื้อ" ไปอีกนานขนาดไหน ?

"ก็คงต้องรอจนกว่าจะผ่านช่วงไซเลนท์ พีเรียด จบ และเรื่องทางการเมืองจบอีกหน่อย เพราะทางการเมือง คนเป็นกังวลเยอะ..ถึงแม้ตัวผมเองคิดว่า "เกมโอเวอร์" หมายถึงโอกาส(ทวง)เอาคืนหุ้น มันเป็นไปได้ยาก ต้องไปซื้อในตลาดก็ตาม"

คุณประชัย เข้ามาเคลื่อนไหว "ดั๊มพ์หุ้น" ในตลาดมั้ย? คำถามนี้ ดร.ปิติ บอกว่า เราอย่าไปกล่าวหาเขา...การเคลื่อนไหวทางข่าว ก็คงมีบ้าง ซึ่งย่อมไม่เป็น "บวก" สำหรับเราอยู่แล้ว

"ช่วงไซเลนท์ พีเรียด สำหรับผมเฉยๆ นะ ผมไม่กลัวอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ถือหุ้นรายย่อยอาจจะกังวล"

ส่วนกรณี ที่มีข่าวว่า กบข.มีนโยบายลดสัดส่วนการถือหุ้นลง มีสิทธิที่จะขายถ้าได้กำไร และ ปตท.ก็มีสิทธิจะซื้อก่อน และมีโอกาสเยอะ

"ขึ้นอยู่กับว่าราคาหุ้นเท่าไหร่ ถ้าราคาต่ำ เราอาจจะซื้อคืนเองก็ได้ อย่าลืมว่าเรามีเงินสดเยอะ" (ปัจจุบัน IRPC มีกระแสเงินสดกว่า 2 หมื่นล้านบาท)


ด้าน สุพล ทับทิมจรูญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ทางบริษัทติดตามความเคลื่อนไหว การเข้ามาซื้อขายหุ้น IRPC ในตลาดมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมา ยังไม่พบความเคลื่อนไหวการเข้ามา "ดั๊มพ์หุ้น" ของกลุ่มคุณประชัย (เลี่ยวไพรัตน์) แต่อย่างใด

" ไม่มี เราเช็คดูอยู่ตลอดเวลา ว่าการซื้อขายเป็นยังไง ใครเข้ามาบ้าง"

สุพล บอกว่า ที่ผ่านมา ปัจจัยทางจิตวิทยาก็ส่งผลต่อราคาหุ้น เพราะนักลงทุนยังมองว่าทางผู้บริหารเก่า ยังคงมีอิทธิพลทางการมืองอยู่ และมีการเคลื่อนไหว "ใต้ดิน" เป็นระลอก แต่ก็คงยากที่จะกดดัน เพราะปตท.ก็เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

"ถ้าให้วิเคราะห์ว่า ปัจจัยไหนที่ทำให้หุ้น IRPC ไม่ขยับ ผมมองว่า ประเด็นการเคลื่อนไหวของคุณประชัย ก็มีส่วนที่ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจแค่ประมาณ 40% แต่ปัจจัยที่เหลือ คือ ปัจจัยที่เกี่ยวกับตัวอนาคตของบริษัททั้งสิ้น ถ้ายังไม่มีการพัฒนาโครงการลงทุนใหม่ มันก็เหมือนแคะขนมครกขายไปอย่างนี้ทุกวัน แต่หลังประกาศแผนการลงทุน 5 ปีไปแล้ว เมื่อนั้นมันเป็นตัวบอกว่าบริษัทมีอนาคตที่จะโตไปได้ "

ส่วนปัจจัยที่ทำให้หุ้น IRPC ไม่ไปไหน รองฯ สุพล ชี้แจงว่า เรื่องแรก คือ ความไม่มั่นใจของนักลงทุน ว่าผู้บริหารเก่าจะกลับมารึเปล่า เพราะมีกระแสข่าวเป็นระยะ เรื่องที่สอง ..นักลงทุนมองว่า ค่า P/E มันยังสูง แล้วศักยภาพในการทำเงิน มันมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ถ้าเราลดได้ มันก็จะดีขึ้น

...ถามว่านักลงทุนมองอะไรมากกว่านี้มั้ย ก็คงมองที่ตัวผู้บริหารกับผู้ถือหุ้นเป็นหลัก แต่หลังจากที่เราไปโรดโชว์ คำตอบคือเขามั่นใจแล้ว แต่ที่หุ้นมันยังไม่ไปไหน ก็ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง ในการที่เราจะพิสูจน์ตัวเอง

เขาบอกว่า หลังจากออกไปโรดโชว์ขายหุ้นกู้เป็นผลสำเร็จ ทำให้นักลงทุนเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น และแสดงถึงการตอบรับของนักลงทุนต่างประเทศ


ด้าน แหล่งข่าวระดับสูง จาก IRPC กล่าวว่า ตอนนี้ มันหมดเวลาที่หุ้น IRPC จะไม่มีอนาคตแล้ว มีอย่างเดียวรอว่า ถ้าประกาศโครงการลงทุนอะไรชัดเจน ก็จะประเมินได้ว่าศักยภาพหุ้นเราน่าจะไปถึงไหน

"ถ้าให้ประเมินมูลค่า ณ ขณะนี้ มีโอกาสไปถึง 9 บาท ส่วนที่คาดหวังจะไปเก็บเอาแถวๆ 4-5 บาท คงไม่เจอแล้วแน่นอน ยืนยันว่าราคาลงกว่านี้ไม่มีแล้ว" แหล่งข่าวจาก IRPC ระบุ
[/size]

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #172 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2007, 01:54:01 PM »


 Personal Finance

"ดร.พิชิต อัคราทิตย์"

ลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เป้าหมายของแต่ละคนก็สามารถที่จะกำหนดได้ ก็ควรกำหนดให้มันดี อย่าให้มันผิดกฎหมาย อย่าให้มันมากเกินไปจนไปไม่ได้ แล้วความสุขจริงๆ ก็ไม่ได้ขึ้นกับว่าจะต้องมีทรัพย์สินอยู่มากๆ ให้มุ่งดูเรื่องของคุณภาพชีวิตคุณภาพความเป็นอยู่จะดีกว่า

********

เป้าหมายทางการเงินใช่จะมีแต่เป้าหมายในเชิงปริมาณเท่านั้น ยังมีเป้าหมายทางการเงินเชิงคุณภาพด้วยเช่นเดียวกัน แต่คนเราส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นในเรื่องของวัตถุ ตัวเลขในเชิงปริมาณเป็นสำคัญ แต่เป้าหมายทางการเงินสำหรับ "ดร.พิชิต อัครทิตย์" กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี แล้ว เป็นการวางแผนการออมและการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพควบคู่กันไป

โดยดร.พิชิต บอกว่า คนที่อยู่ในวงการไฟแนนซ์มีข้อจำกัดในเรื่องของการลงทุนพอสมควร ซึ่งจะทำให้รูปแบบการลงทุนของคนที่อยู่ในวงการไฟแนนซ์แตกต่างกับประชาชนโดยทั่วไปอยู่บ้าง แต่หลักการของ Personal Finance คือทำยังไงให้การบริหารทรัพย์สินส่วนบุคคลไปถึงเป้าหมายที่อยากจะได้

เพราะฉะนั้นมันจะรวมกิจกรรมหลายอย่างตั้งแต่ "การหาเงิน" "การใช้จ่ายเงิน" แล้วมีส่วนเหลือเป็นเรื่องของ "การลงทุน" ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้มีความสำคัญเสมอเหมือนกัน ซึ่งเป้าหมายหลักของตัวเองในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของตัวเองและครอบครัวก็เป็นไป เพื่อที่จะทำให้ "คุณภาพชีวิตดีขึ้น" ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนี้ในนิยามของแต่ละปัจเจกบุคคลอาจจะแตกต่างกันออกไป

สำหรับตัวเองคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจะเกี่ยวข้องกับความจำเป็นทางด้านร่างกายในเรื่องของความเป็นอยู่ส่วนหนึ่งและความจำเป็นในเรื่องที่เกี่ยวกับการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นอีกอย่างหนึ่ง เป็นความสุขทั้ง "ทางกาย" และ "ทางใจ" เป็นเรื่องที่เราต้องตอบให้ได้ว่าเราอยากจะได้อะไร

"ถ้าเรามีโอกาสดูแลความมั่นคงทางการเงินของชีวิตเราในเรื่องการเป็นอยู่ได้ แล้วก็มีโอกาสที่จะหาความสุขทางใจในเรื่องเกี่ยวกับการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น เรื่องการหาความรู้ เรื่องของการทำให้มีความสุขทางใจมากขึ้น คงไม่ใช่เรื่องของความสุขจากการมีกินมีใช้อย่างเดียว มีเงินเยอะๆ มีความฟุ่มเฟือยในชีวิตแบบนั้นมันไม่ใช่ มันเป็นความสุขทางใจในเรื่องของศาสนา คือความสุขที่มันสูงกว่าความสุขทางด้านวัตถุ นั่นคือเป้าหมายในเรื่องของการออมการลงทุนของผม เราก็พยายามจะบริหารทรัพย์สินของเราให้มีความเป็นไปได้ในลักษณะอย่างนั้น ไม่ใช่หาให้มากที่สุด แต่ว่าหาให้เพียงพอที่จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้"

ดร.พิชิต บอกว่า คนเราโดยทั่วไปควรจะแบ่งรายได้ที่หามาเป็น 3 เรื่อง หลักๆ ด้วยกัน เรื่องที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายประจำวันเพื่อให้ตัวเองและครอบครัวมีชีวิตอยู่ได้ เรื่องที่ 2 เป็นเงินสำรองเพื่อเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินซึ่งคาดการณ์ไม่ได้ แล้วเรื่องที่3 จึงจะเป็นเรื่องของพอร์ตการลงทุน ซึ่งทั้ง3 เรื่องนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นเรื่องของ "วินัยในการบริหารจัดการ" การลงทุน

เพราะคนเราสามารถที่จะตั้งเป้าหมายในชีวิตได้ แล้วก็สามารถที่จะวางแผนโดยอาศัยตรรกะวางแผนย้อนกลับมาจากเป้าหมายว่าตัวเองจะสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างไร จะต้องเก็บเงินสัดเท่าไรเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ แต่การวางแผนยังยากน้อยกว่าการบริหารจัดการเยอะ โดยเฉพาะเรื่องจะต้องเก็บเงินเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงิน เพราะคนส่วนใหญ่ "บริหารตัวเองไม่ได้" คือไม่มีวินัยทางการเงิน ถ้าเป็นรัฐบาลก็เรียกว่า เป็นรัฐบาลที่ไม่มีวินัยทางการคลัง

"เป้าหมายของแต่ละคนก็สามารถที่จะกำหนดได้ ก็ควรกำหนดให้มันดี อย่าให้มันผิดกฎหมาย อย่าให้มันมากเกินไปจนไปไม่ได้ แล้วความสุขจริงๆ ก็ไม่ได้ขึ้นกับว่าจะต้องมีทรัพย์สินอยู่มากๆ ให้มุ่งดูเรื่องของคุณภาพชีวิตคุณภาพความเป็นอยู่จะดีกว่า เพราะการตั้งเป้าหมายอย่างนั้นแม้แต่คนที่ไม่มีเงินเลยก็ยังสามารถบริหารจัดการให้ไปถึงวัตถุประสงค์ในชีวิตอย่างนั้นได้"

หลังจากนั้นก็วางแผน แล้วก็ต้องมีวินัยการเงินที่ดีมากๆ คือเมื่อวางแผนแล้วต้องพยายามบริหารจัดการตัวเองให้ได้อย่างที่วางแผนเอาไว้ เขาเป็นตัวอย่างอันหนึ่งของผู้ที่ไม่ได้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย แต่ก็สามารถส่งเสียตัวเองเรียนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอกมาได้โดยตลอด ทำให้ตัวเองสามารถที่จะมีหน้าที่การงานพอที่จะดูแลตัวเองได้ เรื่องเกี่ยวกับวินัยทางการเงินจึงมีความสำคัญกับเขาค่อนข้างมาก ในเรื่องที่จะเก็บเงินเพื่อเอาไปใช้ให้บรรลุวัตถุประสงค์

ทั้งนี้ดร.พิชิตก็มีรูปแบบการบริหารเงินที่เป็นไปในท่วงทำนองเดียวกัน โดยประมาณ 70% ของรายได้ที่หามาได้เป็นส่วนของค่าใช้จ่ายหลักๆ ได้แก่ค่าใช้จ่ายประจำวัน การเก็บเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน และการประกันชีวิต ที่เหลืออีกประมาณ 30% จึงจะเป็นเรื่องของพอร์ตการลงทุน ซึ่งในส่วนนี้ประมาณ 50-60% จะลงทุนอยู่ในทรัพย์สินประเภทคุ้มครองเงินต้นที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างมั่นคง ที่เหลือจะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมซึ่งส่วนใหญ่เป็นกองทุนหุ้นและเป็นการลงทุนในหุ้นต่างประเทศผ่านกองทุนที่ไปลงทุนต่างประเทศประมาณ 30-40%

ดร.พิชิต ยังบอกอีกว่า เนื่องจากตัวเองไม่ใช่คนที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ต้องใช้สินค้าที่มียี่ห้อ ส่วนใหญ่ก็จะใช้ไปเพื่อสร้างสมดุลให้กับความสุขทางกายและความสุขทางใจไปพร้อมๆ กัน เช่น การหาวิชาความรู้ให้ตัวเอง เรื่องการเรียนหนังสือ การซื้อข่าวสารข้อมูลต่างๆ ซึ่งทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น รู้วิธีที่จะหาความสุขกับตัวเองได้เป็นความสุขที่สูงขึ้น ประณีตขึ้นอีกระดับ

นอกจากนี้ ยังใช้ประกันเข้ามาช่วยในการบริหารความเสี่ยง ในส่วนที่เป็นภาวะฉุกเฉินควบคู่กับการกันเงินสำรองเอาไว้ด้วยควบคู่กันไป ในยามที่เราเจ็บไข้ได้ป่วย ยามที่มีอุบัติเหตุ ยามที่ตกงาน หรือแม้แต่ยามที่เราตายไปแล้ว โดยการนำประกันเข้ามาช่วยในส่วนนี้ ซึ่งช่วยแบ่งเบาการจัดพอร์ตในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องของภาวะฉุกเฉินลงไปได้มากพอสมควร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องคิด เพราะไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น

"เมื่อก่อนคนโดยทั่วไปจะคิดว่าเราจะใช้จ่ายเงินเท่าไร เหลือแล้วค่อยเก็บ แต่ถ้าเรามีวัตถุประสงค์จริงๆ เราอาจจะต้องใช้วัตถุประสงค์นั้นตั้ง แล้วทอนกลับมาว่าเหลือเงินเท่าไร แล้วค่อยเอาไปใช้จ่าย ถ้าทำได้อย่างนั้นวินัยการเงินได้ถึงขนาดนั้นโอกาสสำเร็จก็เยอะ สำหรับประชาชนทั่วไปผมคิดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องฝึกๆ ตั้งแต่เด็กด้วย ไม่ใช่เฉพาะความรู้อย่างเดียว พ่อแม่เองก็ต้องฝึกลูกให้รู้จักวินัยการเงินตั้งแต่เด็กๆ ไม่งั้นเขาจะใช้จ่ายตามใจตัวเองมากเกินไป ในวันหนึ่งข้างหน้าก็จะลำบาก ผมยังเชื่อว่าคนเราไม่จำเป็นต้องมีมรดกมากๆ ก็สามารถที่จะไปถึงวัตถุประสงค์ที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ได้ ถ้าเกิดเรามีวินัยการเงินที่ดีเพียงพอ"


ดร.พิชิตฝากไว้ว่า หากเราไม่แพ้ใจตัวเอง รักษาวินัยทางการเงินเอาไว้ให้ดี เชื่อว่าทุกคนจะสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งเป้าเอาไว้ได้อย่างแน่นอน [/b] [/size]

 
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #173 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2007, 01:57:20 PM »

หุ้นกู้ ทรู" ผลตอบแทนสูงตามความเสี่ยง

ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมทางการเมือง และการลงทุน สำหรับนักลงทุนถือว่ามีทางเลือกลงทุนให้ไม่มากนัก ล่าสุด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ออกหุ้นกู้ออกมาขายในช่วงวันที่ 30 พฤษภาคม - 6 มิถุนายน นี้

ทั้งนี้ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จะออกหุ้นกู้มีประกัน ครั้งที่ 1/2550 ในวันที่ 6 มิถุนายน 2550 จำนวนไม่เกิน 4,000 ล้านบาท เสนอขายนักลงทุนสถาบันและประชาชนทั่วไป โดยหุ้นกู้ดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 3 ชุด หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 2 ปี 1 เดือน 1 วัน ครบกำหนดไถ่ถอน พ.ศ. 2552 อัตราดอกเบี้ย 5.70% ต่อปี มูลค่าหุ้นกู้ที่เสนอขายไม่เกิน 1,000 ล้านบาท

ส่วนหุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 3 ปี 1 เดือน 1 วัน ครบกำหนดไถ่ถอน พ.ศ. 2553 อัตราดอกเบี้ย 6.20% ต่อปี มูลค่าหุ้นกู้ที่เสนอขายไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ส่วนหุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุ 5 ปี 1 เดือน 1 วัน ครบกำหนดไถ่ถอน พ.ศ. 2555 อัตราดอกเบี้ย 6.80% ต่อปี มูลค่าหุ้นกู้ที่เสนอขายไม่เกิน 1,000 ล้านบาท

หุ้นกู้ทั้ง 3 ชุด นี้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ "BBB" จากบริษัท ทริส เรทติ้ง จำกัด โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นผู้จัดการจัดจำหน่าย

เงินที่ได้รับจากการออกหุ้นกู้ทั้งหมดในครั้งนี้ บริษัท จะนำมาใช้คืนเงินกู้เดิมก่อนกำหนด โดย 3.6 พันล้านบาท จะนำไปใช้คืนหุ้นกู้ในประเทศ 1/2545 ซึ่งจะครบกำหนดชำระในเดือนกรกฎาคม 2551 สำหรับส่วนที่เหลืออีก 400 ล้านบาท จะนำไปชำระเงินกู้สกุลไทยบาทจากธนาคารในประเทศ

การออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ จะทำให้ทรู สามารถยืดเวลาการชำระเงินกู้ ออกไปได้สูงสุดถึงประมาณ 4 ปี และจะทำให้มีความคล่องตัว ในการบริหารเงินสดอีกด้วย

ทั้งนี้ หุ้นกู้ทั้ง 3 ชุด จะเปิดให้จองซื้อได้ ในระหว่างเวลาทำการของวันที่ 30 พฤษภาคม - 6 มิถุนายน 2550 ที่ทุกสาขาทั่วประเทศของ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยมีมูลค่าจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท

"อรุณศักดิ์ จรูญวงศ์นิรมล" หัวหน้าผู้จัดการกองทุน ธุรกิจจัดการกองทุนและอนุพันธ์หลักทรัพย์ บลจ.เอสซีบี ควอนท์ ให้ทัศนะถึงหุ้นกู้ชุดนี้ว่าหากมองในแง่ของความเสี่ยง ก็ถือว่าเป็นหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงในระดับหนึ่ง แต่ก็มีความสนใจในเรื่องของผลตอบแทนที่ให้สูง

ดังนั้น สำหรับนักลงทุนรายย่อยคนไหนที่รับความเสี่ยงได้ ก็เหมาะที่จะลงทุน ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนคนนั้นรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน

"ถ้าลองเปรียบเทียบกันระหว่างหุ้นกู้ชุดต่างๆ ของล็อตนี้ ผมว่าหุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 2 ปีเศษ เป็นชุดที่น่าลงทุนกว่าชุดอื่น เพราะไม่ยาวเกินไป และเหมาะสมกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในเวลานี้ "

อย่างไรก็ตาม เขาแนะนำนักลงทุนที่จะลงทุนในตราสารหนี้ ควรจะเลือกลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ โดยดูได้เรทติ้งที่บริษัทจัดอันดับที่ประกาศออกมา

"ดร.ศุภกร สุนทรกิจ" รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี บอกว่า สำหรับหุ้นกู้ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นทั้ง 3 รุ่น ซึ่งได้อันดับเรทติ้ง BBB นั้น หากมองในแง่ของนักลงทุนสถาบัน ก็จะมีเรื่องของเครดิตเรทติ้งที่นักลงทุนสถาบันจะสามารถลงได้ ซึ่งตรงนี้ในมุมมองของนักลงทุนสถาบันเราคงไม่ลงทุน เพราะแม้อันดับเครดิต BBB จะเป็นอันดับที่สามารถลงทุนได้ แต่หากมีการปรับลดอันดับเครดิตลงในอนาคต อาจทำให้ต้องขายหุ้นกู้ทิ้งไป ส่วนใหญ่ในการลงทุนของนักลงทุนสถาบันก็จะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับเรทติ้งสูงสุด 2 อันดับแรกเป็นส่วนใหญ่

แต่ถ้ามองในมุมมองของนักลงทุนบุคคล เครดิต BBB ก็ยังเป็นอันดับที่สามารถลงทุนได้ แล้วก็ยังสามารถถูกปรับลดลงมาได้อีก 2 ขั้น คือ BBB- และ BB ก่อนที่ตราสารหนี้นี้จะกลายเป็นตราสารหนี้ในระดับของการเก็งกำไร

ดังนั้น ในแง่ของเครดิตก็ถือว่าลงทุนได้ และเนื่องจากหุ้นกู้นี้มีเครดิต BBB ซึ่งถือว่าค่อนข้างจะอยู่ในระดับที่ต่ำ จึงจำเป็นต้องให้ผลตอบแทนกับผู้ลงทุนที่สูงขึ้น ซึ่งหากพิจารณาจากผลตอบแทนของหุ้นกู้ทั้ง 3 รุ่น แล้ว ถือว่าผลตอบแทนค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว โดยเฉพาะหุ้นกู้ อายุ 2 ปี ที่ให้ผลตอบแทนถึง 5.7% สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประมาณ 3.7% ตรงนี้ถือว่าน่าสนใจเมื่อพิจารณาผลตอบแทนและความเสี่ยงในการลงทุนแล้ว

"อย่างไรก็ตาม นักลงทุนคงไม่ใช่การนำเงินลงทุนทั้งหมดมาลงทุนในหุ้นกู้เหล่านี้ แต่ก็น่าจะแบ่งเงินมาลงทุนบางส่วนมากกว่า ซึ่งในมุมมองส่วนตัวเห็นว่าหุ้นกู้อายุ 2 ปี และ 3 ปี น่าสนใจลงทุนมากกว่าหุ้นกู้อายุ 5 ปี เพราะระยะเวลาที่ยาวนานก็อาจจะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าบริษัท ทรู เองจะอยู่ใน 3 ยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ มีกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ดี แต่เราก็ยังคงกังวลในเรื่องของสัญญาสัมปทานซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทในอนาคตได้เช่นเดียวกัน"

ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้อีกท่านหนึ่ง มองว่า หากพิจารณาจากอันดับเครดิต BBB ของหุ้นกู้ของทรูทั้ง 3 รุ่น และผลตอบแทนที่เสนอให้ รุ่น 2 ปี ก็มากกว่าผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอยู่ประมาณ 2.5% ,รุ่น 3 ปี มากกว่า 3.0% และรุ่น 5 ปี มากกว่าอยู่ประมาณ 3.4% ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะบริษัท ทรู เป็นบริษัทที่มีหนี้ค่อนข้างมาก เมื่อต้องมาระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ก็ต้องเสนอผลตอบแทนที่สูงขึ้น

แต่ด้วยภาระหนี้ของบริษัทตรงนี้ในอนาคต บริษัทก็จะมีภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหุ้นกู้เหล่านี้ถ้ามาเสนอขายนักลงทุนสถาบันคงไม่มีใครเข้าไปลงทุน ดังนั้นจึงได้มาเสนอขายนักลงทุนรายย่อย ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วตัวเองคงไม่ลงทุน


เหล่านี้เป็นข้อมูลจากบรรดาคนในแวดวงการเงินการลงทุน ที่พูดถึงหุ้นกู้ของทรู ส่วนใครจะตัดสินใจลงทุนหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องช่างน้ำหนักด้วยตัวเอง
[/size]

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #174 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2007, 01:58:57 PM »

Fund Cafe

บทเรียนจากอัตราดอกเบี้ย

ดารบุษป์ ปภาพจน์ : darabusp@primavest.com

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หากใครติดตามการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก คงจะใจหายวาบกันพอสมควรค่ะ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยอ่อนตัวลงอย่างมากและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ หรืออัตราผลตอบแทนของกองทุนรวมที่กำหนดระยะเวลาทั้งประเภท 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี จากเดิมอยู่ที่ระดับประมาณ 4-5% ต่อปี ก็ปรับลดลงเหลือเพียง 2-3% ต่อปีเท่านั้น

คนที่ฝากเงิน ซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำอายุ 1-2 ปีไว้ ก็ถือว่าได้เปรียบผู้ที่ฝากเงินช่วงสั้นๆ ซึ่งเมื่อเงินลงทุนครบกำหนดก็ต้องฝากหรือลงทุนต่อโดยได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเดิมค่อนข้างมาก

เหตุการณ์ครั้งนี้ น่าจะเป็นสติเตือนใจผู้ลงทุนในอนาคตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีเงินเย็นแต่ลงทุนระยะสั้นตลอดเวลา โดยไม่สนใจว่าแนวโน้มดอกเบี้ยจะเป็นเช่นไร หรือบางท่านถือคติว่าลงทุนระยะเวลาใดก็ได้ ขอให้ผลตอบแทนสูงที่สุดก็เพียงพอ

ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา หากสังเกตดีๆ จะพบว่าตราสารที่กองทุนรวมหลายแห่งลงทุน ต่างให้ผลตอบแทนระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากผู้กู้เงินเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวลดลง จึงต้องการดึงดูดให้ผู้ลงทุนปล่อยกู้ในระยะสั้นมากกว่าระยะยาวนั่นเอง ดังนั้น ผู้ลงทุนระยะยาวจึงดูเหมือนเสียเปรียบผู้ลงทุนระยะสั้นในช่วงแรก แต่หากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องและนานพอ ผู้ที่ลงทุนในระยะเวลาที่นานกว่า ก็จะกลับมาอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบจากการที่ได้รับอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะเวลาที่ยาวนานกว่านั่นเอง

หลายคนอาจสงสัยค่ะว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอัตราดอกเบี้ยถึงจุดสูงสุดเมื่อใด และควรจะเริ่มลงทุนระยะยาวเมื่อไหร่ และควรจะเลือกช่วงเวลาที่ยาวแค่ไหน อันที่จริงแล้วผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้จะมีเครื่องมือในการพิจารณาแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย โดยดูประกอบกับการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าผู้จัดการกองทุนจะสามารถเลือกจังหวะและเวลาในการลงทุนได้ถูกต้องแม่นยำเสมอไปค่ะ

ด้วยเหตุนี้จึงมีคำแนะนำการลงทุนให้กับนักลงทุนทั่วไป ให้กระจายการลงทุนในหลายช่วงเวลา ตั้งแต่ระยะสั้น ระยะกลาง จนถึงระยะยาว เพื่อให้เงินลงทุนมีโอกาสที่จะครบในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูงบางส่วนได้ (และมีบางส่วนครบในช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำเช่นเดียวกัน) ซึ่งวิธีนี้ก็ช่วยให้ผู้ลงทุนไม่ต้องคาดเดาทิศทางอัตราดอกเบี้ย ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสได้ดอกเบี้ยสูง แบบไม่ตกรถทีเดียวนัก

บทเรียนจากอัตราดอกเบี้ย มิได้มีเพียงแค่ช่วงดอกเบี้ยปรับตัวลดลงเท่านั้นนะคะ แต่ช่วงอัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น ก็มีบทเรียนที่พึงระลึกถึงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องการลงทุนระยะสั้นๆ แต่ได้รับผลตอบแทนสูง โดยลงทุนในกองทุนเปิดที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเกินกว่า 1 ปีขึ้นไป

อัตราผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว จะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ยของตราสาร กล่าวคือ หากอัตราดอกเบี้ยอ่อนตัวลง ผลตอบแทนของกองทุนจะเพิ่มขึ้น และจะเพิ่มขึ้นมาก หากอายุของตราสารยาวขึ้น

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่ากองทุนเปิดที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวนั้น โดยทั่วไปแล้วจะเหมาะกับผู้ที่มีเงินเย็นและสามารถลงทุนได้นานใกล้เคียงกับอายุตราสารที่กองทุนลงทุน โดยในบางช่วงเวลาที่อัตราผลตอบแทนของกองทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยลดลง (หวังว่าจะไม่สับสนนะคะ) ผู้ลงทุนมีโอกาสขายกองทุนออกเพื่อทำกำไรได้ ซึ่งอัตรากำไรดังกล่าวอาจมากกว่าผลตอบแทนจากการฝากเงินหรือการลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินหลายเท่านัก


อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนก็พึงระลึกด้วยค่ะว่า หากเมื่อใดอัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และผู้ลงทุนไม่สามารถลงทุนในระยะเวลาที่นานใกล้เคียงกับตราสารที่กองทุนลงทุนได้ การขายหน่วยลงทุนออกในช่วงดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสขาดทุน หรือได้รับเงินคืนน้อยกว่าที่คาดหมายไว้ ดังนั้น ก่อนที่จะลงทุนในกองทุนประเภทนี้ ผู้ลงทุนควรจะเตรียมเงินและเตรียมใจให้เย็นเพียงพอที่จะรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ
[/size]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 ... 22   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!