จุดประกาย

<< < (2/49) > >>

ป้าสุ:

เส้นทางนวัตกรรมไทย



ดอกเสมือนจริง

ดอกเสมือนจริง  ผลงานดอกบัวประดิษฐ์ฝีมือไทย ที่เหมือนดอกไม้จริงจนแยกไม่ออก 

พันเอกเพทาย อัตเศรณีย์ นายกสมาคมการประดิษฐ์ไทย หยิบประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังว่า การประดิษฐ์คิดค้นสำหรับคนไทยมีมาช้านานในรูปแบบของนวัตกรรมเพื่อการเกษตร และมีการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงระดับเกษตรอุตสาหกรรม จนกระทั่งก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมการแปรรูปเพื่อการส่งออกตามระบอบระบบแห่งการพัฒนาของโลก

เขายอมรับว่า สิ่งที่คนไทยกำลังพัฒนาอยู่ในขณะนี้หนีไม่พ้นการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องจักรเครื่องกลประเภทช่วยผ่อนแรงจากท้องไร่ ท้องนาเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งในระดับชุมชน สังคม หรือใหญ่ไปถึงระดับประเทศชาติเองก็ตาม

"ไม่ว่านวัตกรรมที่ออกมาจะอยู่ในรูปแบบของเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมก็ตาม หัวใจสำคัญที่จะทำให้งานประดิษฐ์หรือนวัตกรรมออกมาประสบผลสำเร็จที่สุดคือ ความคิดสร้างสรรค์และมีความอดทน พยายามพัฒนาสิ่งประดิษฐ์จนประสบความสำเร็จในระดับพาณิชย์ได้ดี" นายกสมาคมการประดิษฐ์ไทย กล่าว 




ขวดกำจัดลูกยุงลาย

ขวดกำจัดลูกยุงลาย

ขวดน้ำอัดลมดัดแปลง ทำเป็นอุปกรณ์ดักจับลูกน้ำยุงลาย ไอเดียของ ด.ช.ธวัธชัย ประสานเชื้อ ร.ร.สุนทรวัฒนา จ.ชัยภูมิ ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ ของ สสวท.

สมาคมนักประดิษฐ์ไทยเป็นแหล่งรวบรวมนักประดิษฐ์คิดค้นไว้ทุกระดับ รวมถึงผู้สนับสนุนการประดิษฐ์ ผู้ที่รักการประดิษฐ์ และผู้สนใจการประดิษฐ์ ร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้เกิดการประดิษฐ์ที่มีการนำไปใช้ประโยชน์เพื่อสังคมให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเด็กนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการความคิดที่จะสรรค์สร้างสิ่งประดิษฐ์ออกมามีคุณภาพมากที่สุด

นอกจากนี้ สมาคมการประดิษฐ์ไทย ยังดำเนินการในเรื่องของการตลาด โดยนำสิ่งประดิษฐ์ที่สมบูรณ์แล้วของสมาชิกทุกคนออกเผยแพร่ในเชิงพาณิชย์ เพื่อมุ่งช่วยแก้ปัญหาในสังคมได้ไม่มากก็น้อย ทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาตัวต้นแบบให้มีความสมบูรณ์ทั้งในด้านวัสดุ โครงสร้าง หรือกระบวนการประดิษฐ์ เพื่อนำไปต่อยอดสู่ขั้นตอนการผลิตในเชิงพาณิชย์ต่อไป

"หากประเทศยังมีสิ่งประดิษฐ์น้อยก็คงไม่พ้นต้องไหลเข้าสู่กระแสการบริโภค หรือการเป็นผู้ซื้อ หรือถูกตีตราว่าเป็นประเทศไม่พัฒนาก็เป็นได้ ในทางตรงกันข้ามประเทศใดมีสิ่งประดิษฐ์มากก็จะถูกทั่วโลกสรรเสริญว่าเป็นประเทศมหาอำนาจที่ทั่วโลกยอมรับนั่นเอง เราจึงควรหันมาหยิบสิ่งประดิษฐ์ไทยปัดฝุ่นลงจากหิ้งและสนับสนุนให้เข้าห้างกันเสียวันนี้ก่อนที่จะสายเกินไป" นายกสมาคมการประดิษฐ์ไทย เสนอ

ทั้งนี้ บทบาทหนึ่งของสมาคมการประดิษฐ์ไทย คือ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักธุรกิจกับนักประดิษฐ์ โดยเป็นสื่อในการพบเจอกันเพื่อการเจรจาต่อรองที่นำไปสู่การค้าเชิงอุตสาหกรรม

คุณภาพต้องมาก่อน

รศ.ดร.ปลื้มจิตต์ โรจนพันธุ์ นายกสมาคมนักประดิษฐ์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ส่งเสริมนักประดิษฐ์ กล่าวว่า การพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมแบบสากล ตัวนักประดิษฐ์ต้องมีคุณภาพเสียก่อน และต้องมั่นใจว่าสิ่งประดิษฐ์ของตนมีศักยภาพด้วย โดยอาศัยการพัฒนาปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็กให้เป็นนักคิดตั้งแต่ยังน้อย ให้มีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล มีความกล้าแสดงออก มีความคิดสร้างสรรค์

"การสนับสนุนให้เด็กเป็นนักคิดนักประดิษฐ์ทำได้หลายวิธีมาก ทั้งการจัดชุมนุมนักประดิษฐ์คิดค้นขึ้นในโรงเรียนเพื่อให้เด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกัน และฝึกให้เป็นคนที่กล้าแสดงออก รวมถึงการจัดเวทีประกวดแนวคิดสิ่งประดิษฐ์เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนมีความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์" รศ.ดร.ปลื้มจิตต์ แสดงความเห็น

ดร.สุรินทร์ พงศ์ศุภสมิทธิ์ ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และเคยได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีเยี่ยม ประจำปี 2543 จากสภาวิจัยแห่งชาติ จากผลงาน รถไถเดินตามจุฬา รุ่นเอสพีเจเอส-60 ชี้ว่า สิ่งสำคัญของการนำสิ่งประดิษฐ์ไปใช้งานเชิงธุรกิจคือ ต้องคิดให้รอบด้าน เพราะสิ่งประดิษฐ์ทางการเกษตรขยายสู่ตลาดได้ยาก เพราะการทำเกษตรในแต่ละประเทศและระหว่างภูมิภาคมีความแตกต่างกันในสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และประเภทของพืช

"นอกจากต้องดูความแตกต่างของปัจจัยเหล่านี้แล้ว นักประดิษฐ์ยังต้องดูอนาคตให้ออก เพราะงานคิดค้นบางครั้งใช้เวลานาน แต่ช่วงเวลาเพียง 3 หรือ 5 ปีอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เราจะต้องคิดถึงคือ ความต้องการของตลาดยังจะมีอยู่หรือไม่ เทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้ามาหรือไม่ เป็นความท้าทายที่นักประดิษฐ์จำเป็นต้องตามและปรับตัวให้ทัน" ดร.สุรินทร์กล่าวและเสริมว่า นักประดิษฐ์ต้องดูว่า จะทำอะไร ในเวลาเท่าไร ซึ่งต้องไม่นานพอที่จะมีคนทำตัดหน้า ซึ่งหากทำได้ดีกว่าของเรา งานที่เราตั้งใจพัฒนาขึ้นมาก็จะขายไม่ออก

ดร.สุรินทร์ก็ยังแนะการนำสิ่งประดิษฐ์ไปใช้ประโยชน์ว่าต้องไม่หยุดเฉพาะเครื่องต้นแบบ แต่ต้องมี 4 ปัจจัยหลักคือ การออกแบบที่สำคัญมาก เพราะแค่แบบก็จะสามารถจดสิทธิบัตรได้ การสร้างต้นแบบที่พร้อมผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะทำให้ไม่เสียค่าใช้จ่าย 2 ครั้ง อาทิเช่น ค่าแบบพิมพ์สำหรับเครื่องต้นแบบและสำหรับผลิตจริง การตลาด ที่ต้องรู้ความต้องการของตลาด และการบริการหลังการขาย

ขณะที่ ดร.ทวีศักดิ์ ภู่หลำ กรรมการผู้จัดการบริษัท สวีทซีดส์ จำกัด ซึ่งได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีเยี่ยม ประจำปี 2543 จากสภาวิจัยแห่งชาติ โดยผลงาน เอทีเอส-2: พันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมหรือฝักสดและอุตสาหกรรมแปรรูปกล่าวว่า ความกล้าบ้าบิ่นเป็นเรื่องจำเป็น ที่จะทำให้เรากลายเป็นผู้นำในธุรกิจนั้นๆ ไม่ใช่แค่ผู้ตาม

"ข้าวโพดหวานของไทยในช่วงปี 2535 นั้น ไม่มีคุณภาพเลย เนื้อเหนียว ไร้ความหวาน ซึ่งหากเทียบกับพันธุ์ต่างประเทศ ก็ไม่ต่างจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานให้มีรสชาติดีขึ้น ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น แต่ปัญหาคือ ขนาดฝักเล็ก เพียงฝ่ามือ ในขณะที่พันธุ์เดิมจากต่างประเทศยาวเกือบ 1 ศอก" ดร.ทวีศักดิ์ เล่าประสบการณ์

ทว่า สิ่งที่ตามมาคือ ความไม่มั่นใจของเกษตรกรต่อพืชพันธุ์ นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดพันธุ์ใหม่จึงเลือกที่จะทำตลาดกับโรงงานแปรรูปข้าวโพดหวาน และทำการขายเมล็ดพร้อมรับซื้อคืนเต็มจำนวน เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของข้าวโพดหวานนี้ รวมถึงความกล้าในการเจาะตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่จากการวิจัย คิดค้น

ถึงกระนั้น ปัญหาหนักอกสำหรับนักประดิษฐ์ไทยและเป็นปัญหาสากลคือ แหล่งเงินทุนสนับสนุนงานวิจัย หลายกรณีนักประดิษฐ์ได้พัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบแล้ว แต่ไม่สามารถหาแหล่งทุนเพื่อผลิตในเชิงการค้าได้

น้ำเลี้ยงของนักประดิษฐ์

ธานี ทรัพย์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ประเสริฐผลไม้ไทย จำกัด เจ้าของผลงาน ชุดอุปกรณ์เปิดผลมะพร้าวอ่อนที่ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีเยี่ยม ประจำปี 2543 กล่าวว่า ปัญหาหลักของนักวิจัยในการต่อยอดงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์คือ เงินทุนในการพัฒนาสินค้าและขยายตลาด

"ชุดอุปกรณ์เปิดผลมะพร้าวอ่อน ก่อนหน้าที่จะได้รับรางวัลนั้น ได้ทำออกจำหน่ายในเชิงธุรกิจ แต่ก็มีปัญหาในการติดต่อกู้องค์กรทางการเงิน ซึ่งมองว่า สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เหล่านี้จะมีความเสี่ยงสูงเชิงการค้า เนื่องจากกว่าที่ลูกค้าจะซื้อไปทดลองใช้ ทดลองตลาดต้องใช้เวลานาน งานวิจัยชิ้นนี้จึงไม่ผ่านขั้นตอนการกู้ยืม" นายธานีกล่าวและเสริมว่า ปัญหาเช่นนี้คงเป็นเรื่องที่นักประดิษฐ์ทุกคนเผชิญ และเชื่อว่า เป็นสาเหตุที่นักประดิษฐ์หลายคนเลือกไม่ต่อยอดผลงานของตน และรับเงินเดือนต่อไป

นายธานีแนะว่า สิ่งที่จำเป็นคือ ควรมีองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งทุนสำหรับนักวิจัย นักประดิษฐ์ในการต่อยอดผลงานของตนในรูปของการกู้ยืม โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสม ไม่เข้มงวดในแง่ของรายได้มากนัก ซึ่งจะทำให้งานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ สามารถนำไปสร้างเป็นผลงานออกสู่ตลาดได้มากขึ้น

ด้าน ศ.ดร.อานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ในส่วนของสภาการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐก็เห็นความสำคัญของการสนับสนุนงานประดิษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชนทั่วไปก็ตาม โดยสนับสนุนทุนการวิจัยหรือประดิษฐ์จนกระทั่งสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเกิดการเจริญเติบโต

"โดยหน้าที่หลักของสภาวิจัยแห่งชาติคือ การวางแผนในด้านแนวทางการวิจัยเพื่อให้เกิดพลังปัญญาของนักประดิษฐ์ โดยเน้นว่านักประดิษฐ์ไทยทั้งหมดที่มีในหน่วยงานต่างๆ รวมถึงนักเรียนหรือประชาชนทั่วไป คือ พลังปัญญาของไทย และสามารถเนรมิตผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่เอื้อประโยชน์แก่สังคม เพื่อสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจชาติได้อย่างเข้มแข็งเช่นกัน" เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าว

ไม่นานมานี้ สภาการวิจัยแห่งชาติได้ปรับมาตรการสำหรับส่งเสริมงานประดิษฐ์คิดค้นให้คล่องตัวยิ่งขึ้น โดยเปิดกว้างสำหรับสิ่งประดิษฐ์ และไม่จำกัดเฉพาะว่าจะดำเนินการประดิษฐ์คิดค้นอยู่ในไทย ขอเพียงให้นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง สภาการวิจัยแห่งชาติก็พร้อมส่งเสริมเป็นเงินทุนผลิตตัวต้นแบบออกมา

ถึงแม้ว่าการตลาดสิ่งประดิษฐ์จะเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย และส่วนใหญ่จะประสบปัญหาในการติดต่อนักธุรกิจอุตสาหกรรมในด้านการนำสิ่งประดิษฐ์ไปผลิตเพื่อจำหน่าย แถมมีหน่วยงานที่รับจดทะเบียนคุ้มครองสิทธิทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาอยู่เพียงไม่กี่แห่ง สภาการวิจัยแห่งชาติจึงยังอำนวยความสะดวกให้แก่นักวิจัยด้วยการรับจดสิทธิบัตรเสียเองเพื่อให้นักประดิษฐ์ไม่เกิดความท้อแท้ หรือเดินไม่ถึงปลายทาง

ป้าสุ:
สถานีข่าว 8 บาท
 
16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 10:00:00
 
ในจังหวะการปรับตัวของสถานีโทรทัศน์ที่อยู่ในภาวการณ์แข่งขันเรื่องเรทติ้งกันอย่างดุเดือด บางช่องถึงขนาดประกาศตัวว่าเป็นสถานีข่าวเพื่อประชาชน แต่ความชัดเจนของสถานีข่าวจะมีน้ำหนักแค่ไหนในสังคมไทย

เขียนโดย ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

-1-

บางจังหวะของการแข่งขันทางธุรกิจ และการดำเนินชีวิตทุกวันนี้ เราไม่อาจปฏิเสธถึงความสำคัญในการรับรู้ข่าวสารได้ นับตั้งแต่ก้าวผ่านศักราชใหม่มา แต่ละสถานีมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบรายการเพื่อดึงเรทติ้ง และขยายฐานคนดูกลุ่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

เริ่มตั้งแต่การเปิดตัวอย่างเอิกเกริกของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ที่ชูคอนเซปต์ 'ครอบครัวข่าว' โดยมีสีสันตรงการดึงผู้ดำเนินรายการ อย่าง อินทิรา นาทองบ่อ, วสันต์ โพธิพิมพานนท์, ม.ล.ณัฏฐกร เทวกุล และอีกหลายๆ คนเข้ามาเสริมทัพพร้อมกับปรับราคาโฆษณาที่เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 75%

ขณะที่ช่องไอทีวี หันกลับมาคงความเป็นสถานีข่าว ด้วยการนำเสนอในประเด็นที่ลึก และมีความแตกต่าง ผ่านบุคลากรข่าวในสนามต่างจากรายการประเภทคุยข่าว หรือเล่าข่าว ที่เป็นรูปแบบฟังสบาย เช่นเดียวกับ เนชั่นทีวี ที่ได้มีโอกาสผลิตรายการข่าวร่วมกับช่อง 5 และช่อง 9 ปรับโฉมรายการวิเคราะห์ข่าว 3 รายการใหม่ 'สยามเช้านี้', 'ข่าวข้นคนข่าว' และ 'จุดชนวนความคิด' ด้านสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 รายการ 'จมูกมด' ยังคงเป็นรายการที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่างต่อเนื่อง

จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้บรรดาคนในวงการต่างคาดการณ์ว่า ปีนี้แนวโน้มรายการประเภทเล่าข่าว ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องเพราะผู้คนหันมาสนใจให้ความสำคัญกับข่าวสารมากขึ้น แต่ กิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการของไอทีวีกลับมองว่า ทั้งหมดไม่ได้มีความแปลกใหม่อะไร เป็นเพียงคลื่นระลอกหนึ่งเท่านั้น

"จริงๆ ที่เรารู้สึกว่ามันเป็นอย่างนั้น เพราะมีบางช่องที่เขาอิ่มตัวเรื่องละคร หรืออาจจะไม่ได้มีรายการข่าวจำนวนมาก มาเปิดช่องว่างทางหน้าจอเพื่อเสนอเป็นสล็อตของรายการข่าวมากขึ้น เราเลยรู้สึกว่าเหมือนกับสถานีเหล่านั้น หรือคนทั่วไปหันมาให้ความสำคัญกับข่าวมากขึ้น แต่ส่วนตัวผมยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนขนาดนั้นในแง่ของคนทั่วไป ถ้าเราทำโพลล์สำรวจหรือทำวิจัยอย่างแท้จริง แต่เนื่องจากสถานการณ์มันส่งตั้งแต่สึนามิมา มันมีข่าวใหญ่ๆ เกิดขึ้นค่อนข้างมาก รายการข่าวจึงอยู่ในความสนใจของคนมากโดยปริยาย"

เขาคิดว่าส่วนหนึ่งเพราะสถานีโทรทัศน์รายใหญ่อย่างช่อง 3 หรือช่อง 7 หันมาเปิดเนื้อหาทางนี้ จึงทำให้มีรายการมากขึ้น แต่โดยทั่วไปนั้น 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ต่างกับ 5 ปี ที่แล้ว เรทติ้งรายการข่าวโดยทั่วไปก็ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น และโอกาสจะชนะรายการพวกบันเทิงได้นั้น ก็ยังไม่ได้เป็นแนวโน้มที่ชัดเจนถาวร

-2-

จากรูปแบบของรายการข่าวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันตั้งแต่ลืมตาตื่นไปจนถึงหลับตานอน เราจะพบว่ารูปแบบและเรื่องราวของแต่ละค่ายที่งัดกลยุทธ์มานำเสนอนั้น มีรูปแบบที่คล้ายๆ กันไปหมด แต่ก็มีบางสถานีที่คอยปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อรักษาฐานคนดูเอาไว้อยู่

สำราญ ฉัตรโพธิ์ รองผู้จัดการฝ่ายข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เปิดเผยว่าการที่ทางช่องพยายามสร้างความแตกต่างในเรื่องของข่าวนั้น เพราะเป็นเนื้อหาที่คนดูเลือกได้

"ที่ผ่านมาคนดูจะเห็นเราในภาพลักษณ์ของเรื่องบันเทิง แต่ไม่มีเนื้อหาของข่าวเลย จึงเป็นโจทย์ที่ว่าจะทำอย่างไรในเนื้อหาที่เท่ากันแต่คนดูหันมาสนใจ ซึ่งแต่เดิมเราจะเห็นว่าการนำเสนอลักษณะของการอ่านข่าว ความใกล้ชิดระหว่างคนดูจะไม่เกิด จึงปรับมาเป็นการเล่าข่าวเพื่อให้เกิดความใกล้ชิด และเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย ครอบครัวข่าวจึงเกิดขึ้น"

องค์ประกอบต่อมาที่เขามอง คือตัวของพรีเซ็นเตอร์ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความนิยม การใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอยู่แล้วจึงน่าจะช่วยให้ระยะเวลาในการสร้างแบรนด์สั้นลง ลำดับต่อมาจึงเป็นเรื่องของมาร์เก็ตติ้ง เพราะการนำเสนอข่าวสามารถแตกประเด็นแยกย่อยลงไปได้อีก และทำให้มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนในการดู ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทางสถานีพยายามทำให้เกิดคอนเซปต์ของข่าวที่ชัดเจน

ส่วนลักษณะการนำเสนอนั้น สำราญบอกว่า เดิมทีวางการเล่าข่าวไว้เป็นลักษณะที่ได้ข้อมูลมากที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องนำมาจากหนังสือพิมพ์

"ข้อมูลเป็นข้อมูลละเอียด มันก็หนีไม่พ้นที่ต้องเอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน แต่ระยะหลัง การที่เอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับหนังสือพิมพ์เหมือนกันว่าเขาไปทำข่าวมากมาย แล้วเราก็หยิบขึ้นมาแค่อ่าน ซึ่งหนังสือพิมพ์อาจจะไม่แฮปปี้ เราก็เลยหยิบเอาเฉพาะหัวข้อข่าวมาไกด์ไลน์ว่าข่าวชิ้นนี้ หนังสือพิมพ์นี้ให้ความสำคัญ แต่เนื้อหาสาระของข่าวทั้งหมด ส่วนมากมาจากตะกร้าข่าวของเราเอง เพียงแต่ว่ามีรายการบางรายการที่เอาหนังสือพิมพ์มาอ่านอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพียงแต่เป็นหน้าในของหนังสือพิมพ์ มาทำเพื่อให้เห็นภาพ"

แต่ กิตติ ตั้งข้อสังเกตว่า "การเล่ามันมีแนวโน้มที่จะทำให้เรามีลักษณะการรายงานแบบอัตวิสัย (subjective) เพราะคุณก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เวลาเล่าเรื่องอาจจะทำให้คุณใส่ความเห็น ซึ่งจะไม่เป็นข้อเท็จจริงแท้ๆ ลงไป การเล่าข่าวมันก็มีข้อจำกัดอย่างนี้ โดยหลักโทรทัศน์จะเป็นอะไรที่นำเสนอด้วยภาพ เขาจะไม่เล่ากัน ไม่อย่างนั้นรายการซีเอ็นเอ็น บีบีซี หรืออะไรก็ต้องเล่ากันทั่วโลกแล้ว เว้นแต่มันจะมีกรณีบีบให้เกิดการเล่าข่าว คือเมื่อคุณไม่มีซอต ไม่มีการผลิตที่ดี ไม่มีโปรดักชั่น ไม่มีนักข่าวในสนาม คุณไปอ่านหนังสือพิมพ์มา คุณไปดูอินเทอร์เน็ตมา วิธีเดียวที่คุณจะพรีเซ้นท์ข่าวได้ก็คือการเล่าเท่านั้นมันไม่มีทางอื่น เพราะคุณไม่มีฟุตเทสภาพที่ดีพอ"

ในขณะที่ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ ผู้ดำเนินรายการ 'สยามเช้านี้' แสดงความเห็นถึงรายการเล่าข่าวผ่านหน้ากระดาษในเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 764 ว่า เป็นการอธิบายข่าวที่เกิดขึ้นให้เห็นกลไก และวิเคราะห์ไปข้างหน้าว่าจะเดินไปอย่างไรมากกว่าการนำข่าวขึ้นมาอ่าน

"จะไปเล่าข่าวของเมื่อวานนี้ ก็จะเป็นข่าวที่มีอยู่แล้วในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับตอนเช้า ซึ่งแฟนประจำของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับเขาก็อ่านเองได้อยู่แล้ว โดยที่เราไม่ต้องนั่งอ่านให้ฟังอีกรอบ มีคนเคยตั้งข้อสังเกตให้ฟังเหมือนกันว่า แทนที่เราจะทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนหนึ่งแขนงให้เป็นกลไกส่งเสริมกัน กลายเป็นว่าโยนภาระสื่อมวลชนไปให้สิ่งพิมพ์ทั้งหมด"

เธอรู้สึกว่า โดยธรรมชาติ สื่อวิทยุและโทรทัศน์เป็นสื่อที่เร็วกว่าหนังสือพิมพ์หลายเท่า แต่ถ้าไม่ใช้ธรรมชาตินั้น แทนที่สิ่งพิมพ์จะพึ่งพาทีวีให้ช่วยตามข่าวให้เดินเร็วขึ้น จากการสัมภาษณ์แหล่งข่าวสดๆ ใหม่ๆ หรือเปิดประเด็นวิเคราะห์เรื่องเพื่อเดินหน้ารับช่วงต่อกันไป ก็กลายเป็นว่าทีวีหันกลับไปพึ่งสิ่งพิมพ์อยู่ฝ่ายเดียว
 

ป้าสุ:
-3-

จากลักษณะดังกล่าวหลายๆ คนอาจมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่าหนังสือพิมพ์ในจอทีวีถือเป็นการก้าวถอยหลังของทีวีเมืองไทยหรือไม่ สำราญ คิดว่ายังไม่ถึงขนาดนั้น การที่มีหนังสือพิมพ์อยู่บนหน้าจอโทรทัศน์เหมือนเป็นการช่วยในเรื่องข้อมูลเบื้องต้นมากกว่าซึ่งจำเป็นต้องมี

"ผมคิดว่าหนังสือพิมพ์มีความจำเป็นในการนำเสนอผ่านสื่อโทรทัศน์บางครั้ง ผมเคยไปยุโรป ไปอเมริกา ที่นั่นตอนเช้าก็มีรายงานสดจากตรงโน้น รายงานสดจากตรงนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาปรากฏว่าเอาหนังสือพิมพ์มาอ่านเหมือนเราเลย นี่คือวิวัฒนาการของการนำเสนอข่าว มันไปได้หมด ข้อมูลข่าวสาร จากนั้นมันก็มีเรื่องของเราต้องให้เกียรติกับหนังสือพิมพ์มากขึ้น ก็ต้องเอ่ยชื่อฉบับเขา แต่ก่อนไม่ได้บอกว่าเอามาจากไหนก็ต้องบอก ที่บอกว่าการหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านมีความจำเป็นนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง บางเรื่องไว้เป็นฐานข้อมูล บางแหล่งในเวบไซต์ก็เอามาเพราะข้อมูลข่าวสารเป็นข้อมูลที่ต้องบริหารข้อมูลมากขึ้น"

แต่ กิตติ สิงหาปัด กลับมองว่า แบบนั้นไม่ถือว่าเป็นก็ให้ความสำคัญอย่างแท้จริง "ผมคิดว่า คุณจะมาอ่านหนังสือพิมพ์ให้คนอื่นฟังทำไม เพราะหนังสือพิมพ์ชาวบ้านก็อ่าน วิธีการถ้าคุณจะนำเสนอข่าวจากหนังสือพิมพ์ ก็เป็นเพียงแต่สำรวจบางประเด็น ซึ่งเราต้องการเปรียบเทียบว่าแต่ละฉบับมีการวางประเด็นต่างกันยังไง คุณต้องมีข่าวของคุณเอง คนอ่านเขาก็ต้องอ่านหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว คนที่ทำรายการต้องรู้ว่าข่าวในหนังสือพิมพ์น่ะมันเป็นข่าวที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวาน หนังสือพิมพ์ถึงมาตีพิมพ์ แต่เราเป็นทีวี คุณเรียลไทม์ คุณทำไมเอาข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน 9 โมง มานั่งอ่านเช้าอีกวันหนึ่ง 7 - 8 โมง คุณเป็นทีวี คุณก็มีเหมือนกันก็ต้องไปหาเรื่องคืบหน้ากว่านั้นเอาภาพอย่างอื่นที่เป็นภาพเคลื่อนไหวไม่ใช่ภาพนิ่งๆ ของหนังสือพิมพ์ มันฆ่าวิชาชีพตัวเองไงถ้าทำแบบนั้น มันเป็นวิธีที่ง่ายแต่ทำให้วงการไม่พัฒนา"

สุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการเครือเนชั่นฯ ได้เขียนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับรายการข่าวทุกวันนี้ผ่านคอลัมน์ 'กาแฟดำ' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 ว่า น่าจะหมดเวลาสำหรับการที่คน 'เล่าข่าว' หรือ 'อ่านข่าวคนอื่น'" เพราะแนวทางการ 'ขโมยข่าวจากหนังสือพิมพ์มาอ่านทางอากาศ' โดยที่ตนไม่ได้ลงทุนสร้างคน สร้างโอกาสและสร้างมาตรฐานของข่าวของสถานีทีวีและวิทยุบางแห่งนั้น เป็นวิธีการของ 'นายทุน' ผู้เอาเปรียบผู้บริโภค โดยอ้างความเป็นสื่อสารมวลชน

"สถานีทีวีและวิทยุของไทยส่วนใหญ่ไม่เคยลงทุนในการทำข่าวอย่างจริงจัง ไม่เคยให้ความสำคัญกับทีมข่าว และที่สำคัญเจ้าของสถานีเหล่านี้ไม่เคยต่อสู้ปกป้องเสรีภาพของคนทำข่าวของตัวเอง ซึ่งหากเราจะปฏิรูปสื่อกันอย่างจริงจัง นี่คือการหมดยุคสมัยของสื่อทีวี และวิทยุที่จะเปลี่ยนสีไปตามจังหวะการเมือง...และหากินกับการเอาข่าวสารบ้านเมืองไปต้มยำทำแกงกับข่าวสาระให้กลายเป็นเรื่อง 'สินค้าโชห่วยพะยี่ห้อแบรนด์เนม' อย่างที่เห็น"

-4-

การทวงถามถึงความหมายที่แท้จริงของสื่อมวลชนโดยเฉพาะในแขนงของวิทยุโทรทัศน์ซึ่งน่าจะมีศักยภาพทำชิ้นงานได้ดีกว่าที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้อย่างที่ตัว กิตติ เองรู้สึกว่า ฝ่ายข่าวโทรทัศน์แม้จะไม่ใช่ฝ่ายหลักในสถานีแต่ก็สามารถสร้างเกียรติยศให้กับสถานีได้ ซึ่งถ้าเข้าใจตรงนี้ก็จะเปลี่ยนมุมมองและหันมาให้ความสำคัญกับฝ่ายข่าวกับการพัฒนามากขึ้น

"องค์กรนั้นๆ ก็ต้องถามตัวเองว่าอยากจะสร้างมาตรฐานให้กับองค์กรตัวเองหรือเปล่า มีความทะนงตน เรียกตัวเองได้ว่าเป็นนักข่าวโทรทัศน์จริงๆ หรือเปล่า มันต้องถามถึงความมุ่งมั่นของคนข่าวในองค์กรแต่ละองค์กร แต่บางครั้งเราก็พูดได้ในบางส่วนเพราะมันทำไม่ได้ทั้งหมด เพราะบางอย่างมันอยู่นอกเหนือองค์กรข่าวขึ้นไป ซึ่งก็หมายถึงตัวผู้บริหารด้วยว่าคุณจะต้องทำอย่างนี้เพื่อสู้กัน ในระยะยาวมันจะต้องไปแบบนี้อย่าไปดูวูบวาบชั่วครั้งชั่วคราว แล้วถ้ามีคนใดคนหนึ่งขยับ อีกคนหนึ่งขยับตาม มันก็จะเป็นการยกระดับ แต่ถ้าไม่มีใครขยับมันก็จะเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ยอมรับกัน

เมื่อมองข้ามไปยังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนดูในสายตาของนักวิชาการอย่าง ดร. พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์ ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ลักษณะรายการที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นคนดูจะได้ประโยชน์แค่เรื่องของความสะดวกในการรับรู้ข่าวสารเบื้องต้น ซึ่งอาจจะเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ไม่ค่อยมีเวลา จึงมีทางออกง่ายๆ ด้วยวิธีนี้ซึ่งมันอาจจะก่อให้เกิดรูปแบบของการบริโภคที่ฉาบฉวย ไม่สามารถรับอะไรที่เป็นเรื่องจริงจังได้ ซึ่งในขณะนี้มันอาจจะยังไม่ก่อให้เกิดให้เห็นภาพชัดเจนแต่ในระยะยาวจะเกิดผลกระทบอย่างแน่นอน

ความเคลื่อนไหวหลังการเปลี่ยนแปลงนั้น สำราญ ฉัตรโพธิ์ อธิบายว่า ในตอนนี้ที่ช่อง 3 ช่วงเช้าแทบจะไม่เอาข่าวหนังสือพิมพ์ขึ้นมาแล้ว เว้นแต่ตอนกลางคืนที่มีเฉพาะไกด์ไลน์ แต่ช่วงเช้าขึ้นมาแทบจะไม่เอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน ส่วนเที่ยง-เย็นไม่มีเลย แต่ข่าวหน้าในเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงจะหยิบมาคุยบ้าง ประกอบกับข่าวบ้างเท่านั้น

"ที่เราทำตรงนี้ ก็คือแบรนด์คำว่า ครอบครัวข่าว มันมีความสำคัญมากกว่า สถานีข่าว คือความใกล้ชิดกับคนดู เด็กๆ หันมาสนใจข่าวมากขึ้น ถึงแม้วิธีการนำเสนอของเราจะแตกต่างจากหลักวิชาการ การนำเอาวาไรตี้เข้ามาในการนำเสนอข่าวก็ตาม แต่สังคมได้ตื่นตัวในเรื่องของข่าวสาร ความเป็นครอบครัวข่าวมีมากกว่า"

แม้เราจะพอมองเห็นทิศทางการคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น แต่ยังมีคำถามต่อไปสำหรับคนทำสื่อทีวี ที่กิตติทิ้งเอาไว้ว่า ณ ตอนนี้ คนทำสื่อเองมีความต้องการที่จะพัฒนาข่าวโทรทัศน์ขนาดไหน
 

ป้าสุ:

                                                                                                                                   

  We or Me


19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 10:52:00
 
ในโลกของทุนนิยม เกือบทุกคนคิดถึงแต่ตัวเอง แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีการพูดถึงภาพของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ชอบช่วยเหลือคนอื่น หรือทำกิจกรรมเพื่อสังคม จนถูกเรียกว่า We generation ผ่านหน้านิตยสารหัวบิ๊กฉบับหนึ่งที่ตกเป็นข่าวเรื่องล็อบบี้ยิสต์เรื่องปก จึงน่าสงสัยว่าเรื่องดีๆ อย่างนี้ จะมีอยู่จริงๆหรือไม่

เขียนโดย ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หลังจากภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 43 ของไทย ขึ้นไปหราอยู่บนหน้าปกนิตยสารไทม์ เอเชีย จนทำให้ประเด็นซื้อพื้นที่สื่อ หรือ ล็อบบี้ยิสต์ ถูกยกเป็น 'ไฟลต์บังคับ' ที่รัฐบาลต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหา และพร้อมกับย้อนตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือและข้อมูลที่ซื้อได้

ก่อนหน้านี้สัก 1-2 เดือน ประเด็นที่นิตยสารหัวเดียวกันนี้ ยกขึ้นมาเป็นปก คือ The 'We' generation พร้อมหัวต่อที่ว่า "Ready to lend a Hand" ซึ่งหมายความว่า คนรุ่นใหม่ในซีกโลกตะวันออก กำลังหันมาสนใจทำในสิ่งที่ต่างออกไป ไม่ใช่ง่วนอยู่กับการทำงานหาเงินอย่างเดียว

และสิ่งที่ต่างออกไป ถูกสื่อออกมาด้วยคำว่า We และ Lend a Hand นั่นหมายถึง การคิดถึงคนอื่น และยื่นมือเข้าช่วยคนเหล่านั้น

บังเอิญว่าต้นปีที่ผ่านมา ฮิตาชิ (Hitachi) จัดกิจกรรมที่ค่อนข้างไปด้วยกันได้กับประเด็นที่ว่า ภายใต้โครงการ Hitachi Toung Leader Intiative ครั้งที่ 8 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นการรวบรวมเยาวชนระดับอุดมศึกษาที่จัดว่าเป็นตัวแทนผู้นำรุ่นใหม่ของแต่ละประเทศโซนเอเชีย มาร่วมเวิร์คชอปและทำกิจกรรมในธีมแห่งการผลักดันเอเชียให้ก้าวไปข้างหน้า ด้วยการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจและหันหลังกลับไปแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

แม้จะเป็นการรวมกลุ่มเล็กๆ ของคนรุ่นใหม่เพียง 28 ชีวิต แต่อย่างน้อย เสียงของหญิงสาว-ชายหนุ่มเหล่านี้ก็เป็น 'ของจริง' จึงน่าสนใจว่าในประเด็นเดียวกัน พวกเขาจะคิดต่างหรือเหมือนกับที่ไทม์ยกขึ้นมาลีดหรือไม่

และน่าจะได้รู้กันว่า เจเนอเรชั่น We ที่ถูกพูดถึงเป็นเรื่องลอยๆ หรือปรากฏการณ์จริงที่นำข่าวดีมาแจ้งบอกกัน

เริ่มต้นที่ Me

ภายใต้อุณหภูมิหนาวเหน็บที่เกาะกินไปทั่วกรุงฮานอย แต่หนุ่มสาวหลากเชื้อชาติที่ได้รับการคัดเลือกมาร่วมลับคมประสบการณ์กับฮิตาชิ ล้วนอยู่ในอาการ 'เครื่องร้อน' ตลอดเวลา พร้อมตะลุยกับเวิร์คชอป 5 วัน 5 คืนเต็ม กับหัวข้อการพูดคุยที่หนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็น "การพัฒนาด้านเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดียจะนำสิ่งใดมาสู่เอเชียบ้าง" และ "การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของภูมิภาค"

ความคิด การชี้ให้เห็นปัญหา ตลอดจนการปฏิบัติเพื่อแก้ไขในทั้ง 2 หัวข้อถูกนำเสนออย่างมีระบบและน่าสนใจ ผ่านการผสานมุมมองจากหลายประเทศ หลากปัญหาเข้าไว้ด้วยกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนต่างพูดและแสดงความเห็นในฐานะ เสียงธรรมดา (Common Voice) เสียงหนึ่งหากแต่เป็นสุ้มเสียงที่มีความรับผิดชอบในสังคมที่ใช้ชีวิตอยู่ (Responsible Player)

โดนัลด์ เกวย์ (Donald K.Ngwe) นักศึกษาปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ จาก Unversity of the Philippines (UP) พูดถึงบทบาท Responsible player ในมุมมองที่สะท้อนมาจากสถานการณ์ในประเทศของเขาว่า คนที่มีสำนึกรับผิดชอบนั้น ต้องแบ่งให้ชัดเจนระหว่างประเทศในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา

"ประเทศที่พัฒนาแล้ว ผมมองว่า Responsible Player ต้องตระหนักให้ดีก่อนว่าจะต้องไม่ไปทำอะไรให้กระทบหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา และในฐานะที่เป็นผู้นำของโลก ควรทำตัวเป็นผู้นำ รักษาความเป็นประชาธิปไตย และเข้าไปมีบทบาทมากในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ"

ในส่วนของประเทศกำลังพัฒนา เกวย์ เสนอว่า ก็ควรจะสนใจและตั้งใจกับการพัฒนาตัวเอง และใช้ทุกอย่างอย่างมีค่ามากที่สุด ที่สำคัญต้องไม่ไปล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลของใคร

"ทุกภาคส่วนต้องโตไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่แค่ก้าวกระโดดแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง" คำพูดเอาจริงเอาจังของหนุ่มตากาล็อก

ด้านหนุ่มไทย 'อ๋อง' อภิเชตน์ เกียรติวรคุณ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สนใจงานสายการเงินมากเป็นพิเศษ ดังนั้น Responsible Player ในแบบเขาจึงออกมาอย่างนี้

"ผมมองว่า ทุกอย่างต้องมีการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมสนใจอยากเข้าไปทำอะไรที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของตัวเงิน และถ้าผมได้เข้าไปจริงๆ ก็อยากจะทำให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ถูกต้องตามหลักการ ผมว่ามันก็เข้าข่ายความรับผิดชอบนะครับ"

สาวอินโดนีเซีย โลลิต้า มูเรนา (Lolita Moorena) ซีเนียร์จากคณะวิศวอุตสาหกรรม Bandung Institue of Technology ก็แบ่ง Responsible Player เอาไว้ 2 ระดับด้วยกัน อันดับแรก คือ คนที่พูดหรือให้คำมั่นสัญญาอะไรไป ก็ต้องทำไปตามนั้น ไม่กลับลำ อันดับต่อมา คือ คนที่ตระหนักและเข้าใจในสภาพชุมชนที่อยู่รวมทั้งคิดต่อไปอีกว่าจะทำอะไรให้สังคมตรงนั้นดีขึ้น

เมื่อบทผู้รับผิดชอบถูก 3 ตัวแทนคนรุ่นใหม่ตีโจทย์ให้ออกมาต่างๆ นานา ก็ถึงเวลาสำหรับคำถามที่ว่า We generation มีอยู่จริงหรือไม่?

ต้องเท้าความกลับไปยังบทความชื่อเดียวกันของนิตยสารไทม์ ที่ยกกรณี มหกรรมความช่วยเหลือในอาเจะห์ ที่ได้ต้อนรับอาสาสมัครอินโดนีเซียเลือดใหม่ที่ต่างมุ่งหน้าเข้ามาเยียวยาชาวบ้านผู้เคราะห์ร้ายเรือนแสน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเคลื่อนย้ายซากบ้านปรักหักพัง กระทั่งค้นหาศพที่ส่งกลิ่นเน่าอยู่ใต้กองหินกองปูน

"เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากๆ เราไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่าพวกเขาจะมากันเยอะขนาดนี้" ฮาสบาลลา เอม ซาส กรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนของอินโดนีเซีย เผยความรู้สึก

กรณีเดียวกัน ยังรวมไปถึงการเข้ามาอย่างทะลักทลายของอาสาสมัครในดินแดนที่โดนคลื่นยักษ์สึนามิถาโถม ซึ่งเข้ามาช่วยผ่อนแรงเจ้าหน้าที่และทหารได้เป็นอย่างมาก

ว่ากันว่า การเสียสละของอาสาสมัครเหล่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นพลังขับเคลื่อนของเอเชียเลือดใหม่ ที่ส่วนใหญ่ถูกจัดหมวดให้อยู่ในกลุ่ม 'เบบี้บูม' เกิดมาไม่ทันเห็นความเลวร้ายและยากลำบากจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้บุคลิกแทบจะถอดพิมพ์นิยมเดียวกันมา ประมาณว่า ใช้ชีวิตไปตามเงินที่หาได้ หรือไม่ก็คิดถึงตัวเองเป็นอันดับแรก ยกตัวอย่างวัยรุ่นแดนปลาดิบที่ชอบออกไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียว เพราะคิดว่าตัวเองโตพอแล้ว หรือหนุ่มสาวสิงคโปร์ที่มีความคิดไม่อยากมีลูกมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งหลายทั้งมวลเหล่านี้ ฟ้องถึงความเป็น Me Generation ที่หล่อหลอมให้คนเติบโต คิด และมองโลกด้วยวิธีคล้ายๆ กัน คือ คิดถึงแต่ตัวเอง ปวารณาตัวให้เป็นคนของ 'สุขนิยม' แฮปปี้ไปกับการใช้เงิน ในโลกที่อืดเฟ้อไปด้วยทุนนิยม

ท่ามกลางกระแสเช่นนี้ แต่ก็พบว่ามี 'ขั้วตรงข้าม' พากันเกิดขึ้นอย่างมากมายทั้ง องค์กรทางศาสนา เอ็นจีโอ หรือแนวความคิดเรื่องชาตินิยม ฯลฯ ยกตัวอย่าง ประเทศอินเดียที่ตอนนี้มีคนที่ทำงานกับองค์กรซึ่งไม่แสวงหาผลกำไรแล้วกว่า 2 ล้านคน ในจีนเองก็มีกลุ่มที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 2,000 กลุ่ม และ 73 เปอร์เซ็นต์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยท็อปทรีของอินโดนีเซีย บอกว่า "เราอยากทำงานกับเอ็นจีโอมากกว่ารัฐบาล"

จากอารมณ์ปัจเจกเปลี่ยนแปลงมาสู่การคิดเพื่อส่วนรวมเช่นนี้ ไทม์จึงเรียกมันว่า We Generation
 

ป้าสุ:

แล้ว We มีจริงไหม?

แล้วเมื่อหันกลับมาตั้งคำถามด้วยหัวข้อเดียวกัน (โดยไม่มีเวลาให้เตรียมตัว) กับนักศึกษานานาชาติที่มารวมตัวกันเฉพาะกิจ ณ กรุงฮานอย จึงได้คำตอบที่ทั้ง สด จริง และบอกอะไรได้มากมาย

เริ่มที่ ตัวแทนจากเวียดนาม พาม ที ทู ฮอง (Pham Thi Thu Hang) นักศึกษาหน้าใสจาก Foreign Trade University สาขาเศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ ที่แสดงความเห็นว่า We Gen. นั้นเป็นแค่ 'เทรนด์' อย่างหนึ่ง

"เพราะตอนนี้ใครๆ ต่างก็พูดถึงการรวมตัวเพื่อให้ตัวเองมีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะส่วนย่อยระดับสังคมหรือส่วนใหญ่ในระดับประเทศ เพราะทำเองโดดๆ คงไม่มีทางสำเร็จ และการพูดถึง We ก็เป็นเพียงการยกระดับให้เสียงธรรมดาๆ ดังขึ้นมาและมีคนหันมาฟังเท่านั้น" เมื่อหันกลับมามองประเทศตัวเองที่เพิ่งเปิดประเทศและทำการค้าเสรีในเวทีโลกเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เธอจึงเลือกเรียนด้านเศรษฐศาสตร์การค้า เพราะเห็นว่าต่อไปจะเป็นอาชีพที่มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

ในฐานะประเทศกำลังพัฒนา ฮองบอกว่า เวียดนามยังต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งเพื่อไต่ขึ้นมาให้ทันกับกระแสโลก

"ฉันคิดว่าไม่ใช่แค่ตัวเองเท่านั้นที่คิดอย่างนี้ คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ในเวียดนามก็น่าจะเป็นอย่างนี้เช่นกัน เพราะเราต่างก็เปิดกว้างต่อสื่อต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงเรื่องปัญหาประเทศ สถานการณ์โลก" ฮองกำลังจะบอกสิ่งที่เวียดนามรุ่นใหม่กำลังคิด

ส่วน 'โลลิต้า' นักศึกษาจากแดนอิเหนา ก็มองและคิดกับ We Gen. ในมุมที่ต่างออกไป โดยไม่คิดว่าเป็นเทรนด์และมีคนทำตามเยอะๆ

เธอบอกว่า เมื่อใครก็ตามมีโอกาสทำเงินได้มาก คิดได้มากกว่า หรือมีการแสดงมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ได้น่าสนใจ เขาก็ควรจะกระจายพรสวรรค์ตรงนี้ไปสู่ชุมชนและส่วนต่างๆ ของสังคม โดยเฉพาะคนที่โชคร้ายกว่า

"แต่ฉันรู้สึกว่า วัยรุ่นในอินโดนีเซียก็ยังไม่ค่อยสนใจ หรือรู้เรื่องราวในชุมชนที่ตัวเองอยู่น้อยมาก เขาจึงไม่เซ็นซิทีฟกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และไม่มีแรงจูงใจที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น กระทั่งช่วยเหลือคนอื่น"

และที่มาที่ไปของการเริ่มคิดถึงคนอื่น โลลิต้า เดาว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน น่าจะมาจากอิทธิพลทางศาสนาที่สอนให้ช่วยเหลือผู้อื่น แต่ในยุคปัจจุบัน อาจเป็นเพราะช่องว่างทางสังคมระหว่างคนรวย-คนจนเริ่มถ่างกว้างขึ้นทุกที จึงน่าจะต้องมีการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

"ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นเทรนด์นะ เพราะวัยรุ่นอินโดนีเซียเองก็รับสื่อต่างๆ เยอะทำให้ทัศนคติและวิธีคิดอื่นๆ เปลี่ยนไป แต่ไม่รวมถึงการหันมาใส่ใจสังคม เท่าที่เห็น คนรุ่นใหม่ยังคิดเรื่องนี้น้อยมาก ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบทั่วไป คิดแค่ว่าฉันจะทำงานอะไร หาเงินได้อย่างไร และมีความสุขในชีวิตได้อย่างไร"

จึงนำมาซึ่งความคิดอีกชุดหนึ่ง ที่พยายามบอกว่า จริงๆ แล้ว การพูดถึง We ก็คือการทำเพื่อตัวเองอย่างหนึ่ง คล้ายๆ กับการเติมให้ชีวิต 'เต็ม' มากขึ้น

ชาลับ ซาไฮ ชายหนุ่มวัย 30 ปีจากมุมไบ เมืองที่กำลังเติบโตสุดๆ ของอินเดีย ก็ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์รวมทั้งตั้งข้อสังเกตกับเรื่องนี้เอาไว้ว่า เมื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้น ร่ำรวยขึ้น ผ่านประสบการณ์มากขึ้น มีหลายคนก็จะเริ่มพูดกับตัวเองว่า "ควรจะทำอะไรมากกว่านี้ (มั้ย)" ด้วยเหตุนี้เขาและเพื่อนจึงตั้ง I Volunteers กลุ่มอาสาสมัครโดยไม่หวังผลกำไรขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้รวบรวมสมาชิกได้กว่า 9,000 คน จาก 4 เมืองใหญ่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 25-35 ปีที่ประสบความสำเร็จด้านไอทีและการเงิน ให้เข้าไปช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาแก่เด็กกำพร้า สอนหนังสือเด็กๆ ในสลัม ค่ายอพยพ กระทั่งกลุ่มผู้สูงอายุ

หรืออีกกลุ่มหนึ่งในเมืองเดียวกัน Mumbai Operation ที่เกิดจากการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ที่ฉลาดและได้รับเงินเดือนสูงๆ

"พวกเราพบปะ พูดคุย ระดมสมองเพื่อช่วยแก้ปัญหา เราพบว่าความรู้สึกดีๆ ตรงนี้มันมีมากขึ้น" คำพูดของ มิสชา แบตส์ หัวหน้ากลุ่มดังกล่าว

โดนัลด์ เกวย์ นักศึกษาหนุ่มคนเดิมจากฟิลิปปินส์ ก็คิดว่าก่อนการเป็น We Gen.ได้นั้น ต้องมีความพร้อมทั้งด้านทรัพย์สินและความสำเร็จ จึงเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างจำกัดเอามากๆ

"เด็กส่วนใหญ่ในประเทศผม ค่อนข้างยากจน ดังนั้นอันดับแรกที่เขาต้องทำคือ เลี้ยงดูและช่วยเหลือครอบครัว ผมจึงคิดว่าเด็กฐานะดีต่างหากที่สามารถคิดจะช่วยเหลือคนอื่นได้" อย่างไรก็ตามเกวย์คิดว่า ทั้งสองกลุ่มจำเป็นต้องเดินไปด้วยกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ตัวเขาเองก็เคยมีโอกาสไปสอนหนังสือในโรงเรียนรัฐบาล และโรงเรียนยากจนรอบๆ ชุมชน

แล้วมันเติมเต็มข้างในให้บ้างหรือเปล่า? เราถาม

"แน่นอนครับ การช่วยคนอื่นย่อมทำให้ตัวเองรู้สึกดี แต่จริงๆ แล้ว ผลที่ไปถึงเด็กๆ ด้านการพัฒนาทางการศึกษากลับมีน้อยมาก หากประโยชน์ที่เขาจะได้รับจริงๆ คือทำให้เขารู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง ทำให้พวกเขาอยากจะพัฒนาตัวเอง ผมว่านี่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมขับเคลื่อนไปได้"

คงไม่ผิดถ้าใครจะมองเรื่องราวเหล่านี้เป็นเปลือกนอก หรือ ความสุขที่ผลิตมาจากข้างใน และคงไม่อาจตัดสินได้ว่า เรื่องของ We มีจริงหรือไม่ เพราะจุดที่สำคัญกว่านั้นคือ การรู้จักคิดถึงเรื่องที่ไกลออกไปจากตัวเอง ผ่านบางถ้อยคำ บางประโยคที่ปะปนอยู่ในความเห็น ความรู้สึก ของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ ที่ล็อบบี้ยิสต์คนไหนๆ ก็ซื้อไม่ได้
 

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว