เว็บบอร์ด Taladhoon.com
กันยายน 22, 2014, 01:08:26 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บริษัท ไอ อาร์ เอส ฯ จัดอบรมหลักสูตรการวิเคราะห์หุ้น "เรียนก่อน...รวยกว่า รุ่นที่ 4 ตอน 3 หนุ่ม 3 มุม" 14,21 ก.ย. 2557***ราคาพิเศษสุดๆ...เรียน 2 วันเต็ม สมัครก่อน 5 กันยายน 57 จากราคาเต็ม 10,000 ลดเหลือเพียง 6,500 บาท ***
http://www.taladhoon.com/taladhoon/board/index.php?topic=14170.msg154634#msg154634
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 8 9 [10]   ลงล่าง
  พิมพ์  
| | ผู้เขียน หัวข้อ: จุดประกาย  (อ่าน 99728 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #225 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2008, 12:14:34 PM »


ทัศนะวิจารณ์ กาแฟดำ

21 มิถุนายน พ.ศ. 2551 05:00:00

ไทยต้องขอให้ UNESCO ชะลอเรื่องเขาพระวิหาร...ด่วน

:นายนพดล ปัทมะ รมว.กระทรวงต่างประเทศกรณี "เขาพระวิหาร" ครั้งนี้ เปิดทางให้ "นักข่าวพลเรือน" หรือ citizen journalism ได้ก่อเกิดผลอย่างมีพลังอีกรอบหนึ่ง โดยเฉพาะในบล็อก oknation.net ในเครือของเดอะเนชั่นอย่างเห็นได้ชัด

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เพราะไม่เพียงแค่ความเห็นหลากหลายที่นำเสนอโดยคนไทยในหลายสาขาวิชาชีพแล้ว ยังได้บทความและวิดีโอจากผู้รู้จริงและลุ่มลึกในหัวข้อนี้อย่างกว้างขวางอีกด้วย

ใครที่ได้ติดตามเรื่องราวเจาะลึกเกี่ยวกับการที่รัฐมนตรีต่างประเทศ นพดล ปัทมะ ไปลงชื่อกับฝ่ายกัมพูชา ยอมให้เขมรขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกกับ UNESCO โดยอ้างว่าเป็น "ชัยชนะ" ของเขานั้นเป็นความ "ผิดพลาดอย่างมหันต์"

ดร.อดุลย์ วิเชียรเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการมรดกโลก บอกว่าการที่รัฐบาลไทยลงนามสนับสนุนให้กัมพูชาอย่างนั้น ถือว่าเป็นการเสียดินแดนให้ต่างชาติอีกครั้งหนึ่งและประเทศไทยเสียผลประโยชน์อย่างยิ่ง

เพราะเท่ากับว่าไทยยอมสละสิทธิ์ของการต่อสู้เรียกร้องเอาเขาพระวิหารคืนจากกัมพูชาในอนาคตตลอดไป

เพราะมีทั้งมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบและรัฐมนตรีต่างประเทศไปลงนามตามที่กัมพูชาเสนอมาโดยไม่ได้บอกกล่าวกับประชาชน ไม่ได้ผ่านรัฐสภา (รัฐธรรมนูญ มาตรา 190) และไม่ได้เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นหรือเสนอแง่มุม (ประชาพิจารณ์) ที่ไทยจะเสียประโยชน์แต่ประการใด

อาจารย์อดุลย์ ยืนยันว่าการออกประกาศก่อสร้างในเขตอนุรักษ์พื้นที่ทำในเขตไทย เพราะฉะนั้นจึงถือว่าเป็นการรุกล้ำดินแดนไทย เพราะคำตัดสินของศาลโลกตั้งแต่ปี 2505 ที่ยึดถือมาตลอดนั้น คือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่แผ่นดินเป็นของประเทศไทย

ต้องไม่ลืมว่าแม้ไทยจะยอมรับคำตัดสินของศาลโลกว่า ปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของเขมรตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2505 เป็นต้นมา แต่ถึงวันนี้ 46 ปีให้หลัง ประเทศไทยก็ไม่เคยยอมรับว่าผืนแผ่นดินบริเวณเขาพระวิหารรวมทั้งที่ตั้งของปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาแต่ประการใด

เพราะประเทศไทยได้ยึดถือเอาแนว "สันปันน้ำ" ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ใช้ในการปักปันเขตแดนเป็นหลัก ในการโต้แย้งมาตลอด

คำว่า "สันปันน้ำ" หมายถึงแนวที่ลากเชื่อมโยงจุดสูงของภูเขาให้เป็นแนวแบ่งพรมแดน ฉะนั้น เส้นเขตแดนจึงอาจจะคดเคี้ยวเลี้ยวลดหรือมีรอยหยักอย่างที่เห็นกัน

ที่ผ่านมา ไม่เคยมีรัฐบาลไทยชุดไหนไปลงนามในสัญญาลักษณะนี้

หากกัมพูชาจะขึ้นทะเบียนมรดกโลก ก็ต้องทำร่วมกับไทย

เพราะต้องไม่ลืมว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารนั้นแม้จะขึ้นทะเบียนเพียงตัวปราสาท แต่ก็กินความไปถึงเขตโบราณสถานอื่นๆ ใกล้เคียงที่อยู่ในดินแดนไทยด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประเด็นของเรื่องจึงไม่ใช่เพียงการอ่านแผนที่ การตีเส้นบนแผนที่ที่คุณนพดล เอามาแสดงเป็นชัยชนะของเขาเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าใจถึงกระบวนการ "ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก" หรือ World Heritage ที่กินความกว้างกว่าที่กระทรวงต่างประเทศหรือกรมแผนที่ทหารเข้าใจ

ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิชาการด้านเขตแดนของสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า คณะนักวิจัยเห็นว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องความต้องการเปลี่ยนเส้นเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเลของไทย เพื่อหวังผลประโยชน์ทับซ้อนของของกลุ่มการเมืองโดยการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นสื่อบังหน้า

ม.ล.วัลย์วิภา ยืนยันว่า

"ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ ให้มีผู้นำวาทกรรมเรื่องคลั่งชาติหรือชาตินิยมในเชิงลบที่พยายามจะมาเบี่ยงเบนประเด็นหรือครอบงำการตัดสินใจในกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารของกัมพูชา สิ่งที่รัฐบาลทำคือรัฐบาลไปยอมกัมพูชาขึ้นทะเบียนแต่ฝ่ายเดียว และไปยอมรับแผนที่ของกัมพูชาที่ไม่ยอมรับอธิปไตยตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2505...อีกทั้งยังยอมไปแถลงการณ์ร่วมในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน โดยยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องเขตแดนแม้แต่น้อย ผลเสียที่จะเกิดขึ้นตามมาจากแนวทางกฎหมายปิดปากที่จะส่งผลในอนาคต..."

คุณนพดลอ้างว่า การเจรจากับเขมรครั้งนี้เป็น "ชัยชนะ" ของเขา แต่วิเคราะห์ให้รอบด้านจะเห็นว่านี่คือ "ความพ่ายแพ้" ของประชาชนคนไทย

ถ้ารัฐมนตรีต่างประเทศไทยไม่ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ถ้าคณะรัฐมนตรีไทยไม่มีมติถอนมติเดิมที่ยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารกับยูเนสโก ก็จะต้องถูกคนไทยขับไล่อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับทักษิณ ชินวัตร หรือไม่ก็ตาม


(เข้ามาเกาะติดความเห็นร้อนๆ ต่อสถานการณ์สดๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ได้ที่ www.suthichaiyoon.com)
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #226 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2008, 10:00:01 PM »

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ทัศนะวิจารณ์

ระดมสมองครั้งใหญหาทางออก"พระวิหาร"

รัฐบาลควรเลือกแนวทางจัดประชุมร่วมกับนักวิชาการต่างๆ ที่มีความรู้ด้านเขาพระวิหาร มาหารือ แทนที่จะเลือกยืนยันแนวทางของตัวเอง จนนำมาซึ่งข้อสงสัยในวงกว้าง

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เพราะกรณีนี้ หากจะดำเนินการช้าไป ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ตรงกันข้ามความพยายามที่จะเร่งผลักดัน ลงนามยินยอมให้ กัมพูชา ยื่นขอจดทะเบียนเป็นมรดกโลก นำมาซึ่งปัญหาในประเทศอีกมาก อีกทางหนึ่งการเร่งร้อนยื่นเรื่องก่อนการเลือกตั้งใหญ่ของกัมพูชา อาจจะตั้งคำถามต่อไปว่ารัฐบาลไทย ห่วงความรู้สึกผลทางการเมือง ของผู้นำกัมพูชา มากกว่าความวุ่นวายทางการเมืองไทย หรือความรู้สึกของคนไทย เนื่องจากผู้นำกัมพูชา หวังจะยกกรณีปราสาทพระวิหาร ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง 27 กรกฎาคม นี้

เหตุที่คิดว่าเรื่องนี้ต้องมีการระดมกันครั้งใหญ่ เพราะเป็นประเด็นที่อ่อนไหว ทั้งเรื่องของการสุ่มเสี่ยงเสียดินแดน อ่อนไหวทั้งในแง่ของการเมือง ที่รัฐบาลไม่มีความน่าเชื่อถือพอที่จะชี้แจงเรื่องนี้ ดังนั้นหากสังคมได้ผ่านการกรองความคิดและแวดวงนักวิชาการได้ออกมายืนยันกับสังคม น่าจะสามารถลดความอ่อนไหวทางสังคมได้มาก โดยเฉพาะความอ่อนไหวในเชิง "ชาตินิยม"

เนื่องจากว่าประเด็นปราสาทพระวิหาร มีปมให้ถกเถียงหาข้อสรุปของความจริงที่เป็นอยู่ หลายส่วนแน่นอน ส่วนแรกต้องหาข้อสรุปให้ได้ว่า การที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ลงนามกับ นายสก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถือเป็นหนังสือที่เข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 ต้องให้รัฐสภาให้การรับรองก่อนหรือไม่ เพราะหากเข้าข่าย จะส่งผลให้การลงนามที่ผ่านมาเป็นโมฆะ เนื่องจากฝ่ายที่คัดค้านนั้นเห็นว่าการลงนามดังกล่าวถือเป็นข้อผูกมัดตามสนธิสัญญา ขณะที่รัฐบาลกลับมองตรงกันข้ามโดยอ้างว่าไม่ได้ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างไทยกับกัมพูชา

นอกจากนั้นคำพิพากษาของศาลโลก เมื่อ 15 มิถุนายน 2505 ให้ปราสาทพระวิหาร เป็นของกัมพูชา แต่ในปีเดียวกันรัฐบาลไทยได้ยื่นคัดค้านและสงวนสิทธิ์ไว้แล้ว สิ่งที่ต้องหาคำตอบตรงที่ว่าการสงวนสิทธิ์ของไทย เมื่อ 46 ปีที่แล้ว ถึงวันนี้หมดอายุความหรือยัง เพราะหากพิจารณาจาก รัฐบาลโดยเฉพาะนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่าไทยได้เสียดินแดนไปแล้ว ขณะที่นักวิชาการบางรายยังคิดว่า ไทยยังมีโอกาส แต่หากเราไปลงนามข้อตกลง อาจจะทำให้สิทธิในการคัดค้านที่เราสงวนไว้ อาจจะยุติไปด้วย

ประเด็นพื้นที่ทับซ้อน ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ แถลงว่ามีอยู่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นอีกประเด็นที่มีความขัดแย้งทางความคิดกันอยู่ ส่วนหนึ่งเกิดจาก แผนที่ใหม่ที่กัมพูชายื่นควบคู่ต่อคณะกรรมการมรดกโลกนั้น ใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ขณะที่แผนที่ฉบับเดิมของไทยตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2505 ที่ใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 5 แสน ซึ่งจะมีการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนในปี 2553 แต่ฝ่ายที่คัดค้าน กลับเห็นว่าการตัดสินของศาลโลกเมื่อปี 2505 นั้นอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน กัมพูชาได้รับไปเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารไม่ใช่เขาพระวิหาร ดังนั้นพื้นที่อื่นๆ ที่นอกเหนือจากปราสาท เป็นของไทยสมบูรณ์แบบ ไม่เกิดการทับซ้อนแต่อย่างใด ส่วนการอ้างว่ามีชาวกัมพูชา ปลูกบ้านเรือนอยู่ในบริเวณดังกล่าวแล้วนั้นถือว่าบุกรุก ซึ่งเป็นภารกิจของรัฐบาลที่ต้องจัดการ ไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาทับซ้อนแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก นั้นเชื่อว่าคณะกรรมการมรดกโลก จะไม่เห็นชอบแน่นอน หากไม่ได้รับความร่วมมือจากไทย ในการพัฒนาบริเวณทางขึ้นหรือพื้นที่รอบข้างเข้ามาด้วย ดังนั้นแนวทางที่รัฐมนตรีต่างประเทศ จะมีการเสนอให้ "สระตราวและบันได" เป็นมรดกโลกร่วมด้วยนั้น อยู่ในข้อตกลงที่ลงนามกับกัมพูชาหรือไม่ เพราะในระยะยาวหากไม่รอบคอบจะถูกเหมารวม ให้กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนเพิ่มขึ้นได้

เพราะในหลักของ "อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน" กระทำได้ เช่น ธงชาติ การเก็บภาษี การออกใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงการก่อสร้างอาคาร ซึ่งถึงขณะนี้มีชาวกัมพูชา มาสร้างอาคารที่อยู่อาศัย บริเวณพื้นที่ไทยจำนวนมาก จะเห็นว่าประเด็นปราสาทพระวิหาร มีมุมมองที่แตกต่างกันอีกมาก หากรัฐบาลยังปล่อยให้ดำเนินต่อไป โดยยึดความถูกต้องเฉพาะรัฐบาลแล้ว ถือเป็นเรื่องอันตราย ที่ไม่เฉพาะรัฐบาลเท่านั้น ที่จะสั่นคลอน แต่นี้คือผลประโยชน์ของประเทศ ที่เป็นเรื่องอ่อนไหว ที่ต้องใช้มติคนส่วนใหญ่มากกว่าที่จะสรุปเพียงไม่กี่คน


บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #227 เมื่อ: มิถุนายน 28, 2008, 09:03:53 PM »




รถครึ่งหนึ่ง จักรยานครึ่งหนึ่ง


:น้ำมันราคาสูงขึ้นทุกวัน ผู้คนต่างหาทางออกที่เหมาะสมกับตัวเอง บางคนก็ใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หาทางเลือกหลายๆ ทาง แต่ทางหนึ่งต้องออกแรงมาก แต่จ่ายเงินไม่มาก ด้วยการถีบจักรยาน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :

เสียงโอดครวญเรื่องราคาน้ำมันมีมากขึ้นและดังขึ้นทุกวัน อย่างบางคนเคยจ่ายค่าน้ำมันไม่เกินเดือนละ 6,000 บาท ต้องจ่ายเพิ่มเป็นเดือนละ 9,000 บาท จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นและมีท่าทีจะเพิ่มมากขึ้นไปอีก หนักหนาสาหัสสากรรจ์สำหรับคนที่มีรายได้ 20,000 - 30,000 บาท เวลานี้หลายคนตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ก๊าซแทนน้ำมัน และหลายคนยังละล้าละลัง จึงจอดรถทิ้งไว้ที่บ้านหันไปใช้รถสาธารณะ แม้จะเหนื่อยมากกว่า แต่ช่วยประหยัดค่าเดินทางไปบ้าง

เมื่อราคาน้ำมันจะสูงขึ้น หลายคนหันมาถีบจักรยาน อีกทางเลือกในการเดินทาง ในไต้หวัน สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ข้าราชการระดับสูงหันมาขี่จักรยานแทนการใช้รถยนต์ หรือแม้แต่ประเทศที่ส่งออกน้ำมันอย่างบรูไน รัฐบาลยังเรียกร้องให้ประชาชนใช้จักรยานและเดินเพื่อประหยัดพลังงาน ส่วนในเมืองไทยก็มีการรณรงค์เรื่องนี้อยู่ไม่ขาดระยะ

เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย จัดเวิร์คชอปเกี่ยวกับการให้ความรู้เรื่องจักรยาน และการฝึกขี่อย่างถูกวิธี ไปจนถึงการเรียนรู้สภาพถนน เพื่อการใช้งานทั้งการท่องเที่ยวและการเดินทางในชีวิตประจำวันที่สวนลุมพินี ดึงดูดใจไม่น้อยเพื่อให้คนแวะเวียนไปเลียบเคียงดู เผื่อจะได้นำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจในการหาทางเลือกสำหรับการเดินทางในวันที่น้ำมันราคาแพง

1.

ทางชมรมจักรยานฯ ขอให้ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปลองนำจักรยานมาในวันนั้นด้วย เพื่อจะได้ทดลองขับขี่ไปบนถนน ทำให้ ติ๊บ - ธันยาพร เกิดปรีดี นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหิดล นำจักรยานพับคันเล็กออกจากบ้านย่านดุสิต ตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง มาถึงสวนลุมพินี สถานที่นัดหมายในเวลาแปดโมงกว่านิดๆ

"เพิ่งซื้อจักรยานมาขี่ได้สองเดือน ตอนแรกซื้อมา เพื่อขี่ไปตลาดใกล้บ้าน ถ้าขับรถไปก็ใกล้ไป ก็เลยปั่นจักรยานเป็นคำตอบลงตัวที่สุด ไปๆ มาๆ ก็ขยายอาณาเขตไปเรื่อยๆ เพราะมันสนุก เริ่มไปไกลจากตลาด ขี่ลัดเลาะฟุตบาทไป ตอนนี้ปั่นจักรยานไปตลาด ก็เลยได้ออกกำลังกายไปด้วย เวลาขี่จักรยานไปเรื่อยเปื่อย เวลาผ่านไปไม่รู้ตัวเลย เพราะมันเพลิน จากชั่วโมงเลยเป็นสองชั่วโมง บางวันก็สามชั่วโมง" ติ๊บ เล่าถึงที่มา ที่ได้อุตสาหะปั่นเจ้าคันเล็กนี้มาร่วมเวิร์คชอปนี้ว่า กำลังเตรียมข้อมูลที่จะซื้อจักรยานคันโตกว่านี้และอยากมีประสบการณ์ขี่บนถนนใหญ่กับผู้เชี่ยวชาญ

ธันยาพร เล่าว่า มีกิจกรรมยามว่างหลายอย่าง หมุนเปลี่ยนไปตามความชอบความสนใจในแต่ละช่วง แต่ชั่วโมงนี้จักรยานเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของเธอ

"ก่อนนี้ยิงปืน โดยเฉพาะแบบรณยุทธ์ ที่จะมีการเชตฉากเป็นสถานการณ์ต่างๆ ให้เราเข้าไปยิง ชอบมากสนุกดี แต่ตอนนี้ไม่ค่อยได้ไป ก็ใช้ยิงแบบแห้งๆ ที่บ้าน คือไม่ได้บรรจุกระสุน แต่เป็นการฝึกชักปืนแล้วเล็ง ไปไม่ไหวแล้ว เมื่อก่อนกระสุนลูกละ 10 บาท ตอนนี้ 18 บาทแล้ว ไปแต่ละครั้งก็หมดร่วม 200 ลูกนะ" ติ๊บบวกลบคูณหารแล้วรู้สึกว่า ทุ่มงบซื้อจักรยานสัก 20,000 บาทก็คุ้มค่าเหมือนกัน

อีกคนหนึ่งที่แวะมาดูลาดเลา หน่อย-มณี หวังวิวัฒน์ศิลป์ ทำงานฟรีแลนซ์ด้านการเงินการธนาคาร มาร่วมเวิร์คชอปในวันนั้น หลังจากซื้อจักรยานพับคันเล็กใหม่เอี่ยมราคากว่าหมื่นบาท เพราะชอบออกกำลังกาย บางวันไปฟิตเนส บางวันก็ไปตีกอล์ฟ วันนี้อยากลองขี่จักรยานเพราะใครๆ ก็พูดถึงกัน

"เพิ่งซื้อจักรยานมาได้สองเดือน เห็นคนอื่นขี่จักรยานกัน จากที่เขารณรงค์กัน น้ำมันแพงอะไรแบบนี้ ก็น่าลองดู ก็ซื้อมาออกกำลังกาย ค่อนข้างดีที่ตัดสินใจมาร่วมเวิร์คชอป เราไม่ค่อยรู้เรื่องจักรยานเลย เรื่องเกียร์ การบีบเบรก แม้แต่การตั้งอานหรือความสูงมีผลต่อการขับขี่หมดเลย ตอนเด็กๆ เราขี่อย่างไรก็ได้ แต่ตอนนี้ถ้ามันไม่พอดี ก็มีปวดเมื่อยเหมือนกัน สองเดือนแล้วก็ไม่กล้าเปลี่ยนเกียร์หรือเบรก เราไม่รู้ซ้ายขวา ต้องมากน้อยแค่ไหน" มณี ว่า ตอนนี้ยังไม่มีโครงการจะใช้จักรยานไปทำงาน เพราะที่ทำงานอยู่ไกลมาก แต่เท่าที่เห็นคนที่มาร่วมเวิร์คชอปมีหลายคนที่ขี่จักรยานไปทำงาน

2.

เวิร์คชอปฝึกขี่จักรยานวันนั้นมีคนเข้าร่วมกว่า 60 คน ส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกชมรมหรือมือเก่า เมื่อวิทยากรถามหามือใหม่ที่ไม่เคยขี่จักรยานออกถนนใหญ่เห็นยกมือกันไม่น้อยกว่า 20 - 30% บางคนซื้อจักรยานมาแล้ว แต่ยังใช้งานไม่เป็น บางคนกำลังตัดสินใจเลือกซื้อ

สมาชิกในชมรมจักรยานฯ ผลัดกันทำหน้าที่เป็นวิทยากร ส่งข้อมูลให้ผู้เข้าร่วมเป็นชุดๆ อย่างไม่รอเวลา โดยอธิบายถึงเรื่องหลักๆ ในการขี่จักรยาน อย่างแรกคือ ตัวคนต้องอยู่ในสภาพที่ไม่บาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นแขนหรือขา โดยเฉพาะส่วนคอ หากคอเคล็ด เอี้ยวหรือหันไม่สะดวก ต้องงดนำจักรยานออกมาขับขี่

ส่วนสำคัญถัดไปก็คือ ตัวรถไล่ไปตั้งแต่ยาง เบรก เกียร์ โซ่ บันได อาน เป็นต้น โดยไล่รายละเอียดชนิดที่ว่า ลมยางที่จะต้องเติมสำหรับจักรยานอยู่ที่ 45 ปอนด์ ในขณะที่รถยนต์จะอยู่ที่ 32 ปอนด์ หรือเรื่อง อาน ที่ต้องเช็คให้แน่ใจว่า หมุนนอตให้แน่น ตรวจตราว่ามันไม่เอียงซ้ายหรือขวา เนื่องจากมีหลายรายล้มไม่เป็นท่า เพราะหลงทิศจากอานจักรยานเอียง

การใช้สัญญาณสำคัญมากในการขับขี่จักรยาน โดยเฉพาะเมื่ออยู่บนถนนร่วมกับเพื่อนร่วมทางอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รถเมล์ โดยนักปั่นจะยกแขนซ้ายตั้งฉากกับลำตัว ใช้เป็นสัญญาในการเลี้ยวซ้าย และยกแขนซ้ายข้ามศีรษะชี้ไปทางขวาเมื่อต้องการเลี้ยวขวา

สันติ ตรีขจรศักดิ์ หนึ่งในวิทยากรวันนั้น เขาเป็นสมาชิกชมรมจักรยานฯ มีประสบการณ์การใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทาง แนะนำว่า มีกฎ 2 ข้อที่ต้องคำนึงในการใช้จักรยานร่วมบนถนนเดียวกับพาหนะอื่นๆ ว่า จะต้องขับขี่จักรยานอยู่ในตำแหน่งที่ถูกมองเห็น และต้องมองเห็นคนอื่น

"การขี่จักรยานชิดซ้ายมากเกินไป อาจทำให้ไม่ปลอดภัย เพราะรถข้างหลังมองไม่เห็นเรา เขาอาจแซงซ้ายคันข้างหน้าจนเบียดเราได้ ดังนั้น ขี่จักรยานให้รักษาแนวซ้ายสุด แต่ต้องเด้งออกมาจากขอบถนน เราต้องอยู่ในตำแหน่งที่คันหลังมองเห็นเรา" สันติ อธิบาย

สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้จักรยานบนถนนใหญ่มักเจอคือ ถูกบีบแตรไล่ให้พ้นทาง หากเป็นมือใหม่อาจตกใจไม่รู้ว่าจะหลบซ้ายหรือขวาดี อาจเป็นผลให้เกิดอุบัติเหตุ สิ่งที่ผู้มีประสบการณ์แนะนำคือ ให้รักษาแนวตรงไว้ เพื่อให้คันหลังหาจังหวะแซงเอง

"ถ้าเรามีท่าทีไม่หลบ ขี่ตรงๆ นิ่งๆ ต่อไป เดี๋ยวเขาก็เร่งแซงไปเอง พอเขาแซงพ้น แล้วเราก็ค่อยโบกมือขอโทษขอโพยเขาไป ให้เพื่อนร่วมทางคลายความเครียด เราไม่ควรยึกยักหลบซ้ายหลบขวา อย่าว่าแต่จักรยานเลย รถยนต์ขับกะชึ่กกะชั่กมันอันตรายเหมือนกัน" ผู้มีประสบการณ์แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ว่า การขี่จักรยานจะต้องแสดงสถานภาพตัวเองให้ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเลี้ยวหรือไม่เลี้ยว

ข้อสงสัยจากผู้ร่วมเวิร์คชอปอีกข้อ ก็คือ จะเลี้ยวอย่างไรให้ปลอดภัย สันติ วิทยากรให้ความรู้ตามประสบการณ์ไปว่า ให้สัญญาณมือแล้วค่อยๆ เลี้ยว ส่วนกรณีที่ผู้ขับขี่จักรยานมาเร็วและมีรถร่วมทางเยอะมาก ให้ชิดซ้ายแล้วหยุด เดินจูงจักรยานข้ามทางม้าลาย

"ไม่ต้องอาย ไม่ต้องกลัว ผมทำประจำ จักรยานเป็นพาหนะเดียวที่มี 2 สถานะ ถ้าเราขับขี่มัน ก็เป็นพาหนะ แล้วเราก็แปลงกายเป็นคนเดินถนนได้ด้วยการจูงจักรยานก็ได้ประโยชน์" สันติ ว่าไปตามประสบการณ์

นอกจากนี้การอธิบายเรื่องการใช้เกียร์เพื่อใช้ทดแรงในการออกแรงปั่นจักรยาน สำหรับมือใหม่ วินัย ทรรทรานนท์ โค้ชนักแข่งจักรยานผาดโผนทีมชาติ แนะนำมือใหม่ว่า ควรเปลี่ยนเกียร์จานหน้าให้อยู่ในตำแหน่งจานกลาง ส่วนเฟืองหลังให้ลองปรับไปแล้วสังเกตว่าการออกแรงของขาไม่หนักเกินไปและไม่เร็วจนหมุนฟรี

"มือใหม่ให้ปรับจานหน้าไปตำแหน่งจานกลาง ส่วนเฟืองหลังดูตามกำลังขาตัวเอง แต่ถ้าไปเจอสะพานให้ปรับเฟืองข้างหลังเป็นเฟืองใหญ่ ลองปรับขึ้นไปเรื่อยๆ จนความถี่ในการซอยรอบขาเป็นปกติ ให้สังเกตขาตัวเอง ถ้าหนัก ถ้าฝืดก็เปลี่ยนเกียร์ จนขารู้สึกออกแรงเบาลง" วินัย แนะมือใหม่ที่จะขับขี่จักรยานบนท้องถนนในวันแรก

เรื่องเบรกก็สำคัญ เบรกจักรยานถ้าออกแรง 100% ล้อจะล็อกทันที ถ้าลงทางลาดอาจทำให้หน้าคะมำ เมื่อลงเขาหรือที่ลาดชัน อย่าบีบเบรกแรงๆ แต่ให้บีบเบาๆ สลับซ้ายขวา เบรกหน้าอยู่ด้านซ้าย เบรกหลังอยู่ด้านขวา

ส่วนการเลือกซื้อจักรยานมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องไล่ดู แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไซส์จักรยานต้องเหมาะสมกับผู้ขับขี่ตามความสูงและช่วงขาของผู้ขับขี่ วินัยบอกว่า เมื่อเลือกได้เหมาะสมปรับอานสูงต่ำให้นั่งบนอานแล้ว ขาเหยียดตรงพอดีเหมาะกับบันไดล้อปั่น หากจักรยานเตี้ยไปเวลาขี่ต้องงอขาและแขนจะทำให้ปวดหลัง ปวดข้อมือ และที่สำคัญการปั่นจักรยานควรใช้ท่าขาเหยียดจะมีแรงมากกว่าสภาพขางอ

3.

หลังจากทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวรถและการขี่เบื้องต้นแล้ว ผู้เข้าร่วมได้ทดลองขี่จักรยานไปบนถนนพร้อมผู้มีประสบการณ์ แม้ทุกวันนี้เลนสำหรับจักรยานจะมีไม่มากนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเส้นทางจักรยาน

"เส้นทางจักรยานจะไม่ขี่ทางปกติ ไม่ใช่ทางรถเมล์หรือรถยนต์ บางครั้งก็ซอกแซกลัดเข้าซอย ตามชุมชน หมู่บ้าน จักรยานไปได้ ตราบใดที่คนเดินผ่านได้ เส้นทางมีทุกที่ ถ้าเราจะไป เราต้องลองใช้ เห็นซอยนี้น่าจะลัดไปตรงนี้ได้ ก็ถามคนในซอยดู ลองเข้าไปแล้วก็เจอบ่อยว่า ถ้าเข้าซอยนี้ไปแล้วก็ถึงเลย นิดเดียวเองไม่ต้องไปอ้อมไกล ทำให้ได้เปรียบแล้วเราก็ไม่ต้องไปวุ่นวายกับถนนใหญ่" ป๋อง-จารุกัญญา ราษฎรศิริ สมาชิกชมรมจักรยาน อธิบาย

ป๋อง เล่าต่อว่า สิ่งที่เราภูมิใจอีกอย่างที่เราได้ใช้เส้นทางเล็กๆ นั้น ก็คือ คนในชุมชนที่เราขี่จักรยานผ่าน เขาจะรู้สึกว่า ทางแค่นี้ทำไมขี่จักรยานผ่านไปได้ ตัวเขาเองอยู่ตรงนั้น ทำไมไม่ใช้จักรยานบ้าง ถ้าไม่เดินไปปากซอยก็นั่งมอเตอร์ไซค์ แล้วไปต่อรถเมล์นั่งอ้อมไปถึงจุดหมาย โดยเฉพาะเด็กๆ หรือคนทำงานสมัยนี้ แค่ปากซอยไม่กี่ร้อยเมตรก็เรียกมอเตอร์ไซค์"

ป๋อง เล่าถึงการใช้จักรยานในชีวิตประจำว่า เธอทำงานเกี่ยวกับชิปปิ้งแถวสีลม บ้านอยู่เมืองนนท์จึงขับรถยนต์มาทำงาน แต่เธอจะมีจักรยานพับอยู่ในกระโปรงท้ายรถตลอดเวลา

"พี่จะขับรถยนต์มาถึงที่ทำงานเท่านั้น แล้วในระหว่างวัน ไม่ว่าจะไปกินข้าว ไปซื้อของ ไปฟิตเนส ก็จะใช้จักรยานต่อไป มีช่วงเช้าๆ จากสวนลุม เคยปั่นไปถึงเซ็นทรัลบางนาใช้เวลา 30 นาที จากสีลมปั่นไปสนามหลวง ใช้เวลา 15-20 นาที ถ้านั่งรถยนต์จะใช้เวลามาก วันว่างๆ บางทีเราก็ปั่นไปกินข้าวกลางวันที่บางแสน แล้วก็ปั่นกลับ" จารุกัญญา เล่าด้วยรอยยิ้ม

สิ่งที่จารุกัญญาแนะนำมือใหม่คือ "ถ้ามาร่วมทริปบ่อยๆ จะช่วยเพิ่มความคุ้นเคยให้กับพื้นผิวถนน คุ้นเคยกับเพื่อนร่วมทาง พวกมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รถเมล์ เราต้องรู้จักพฤติกรรมของเขา ถ้าเราขี่จักรยานอยู่ รถเมล์เข้าข้างทางแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวก็เบนหัวออก เราก็ไม่ต้องเร่งแซง หรือขี่ตามหลังแท็กซี่ เราก็ต้องตระหนักว่า เขาอาจจะหยุดรถเพื่อรับส่งคนตลอดเวลา ก็ต้องระวัง ได้ยินเสียฮึ่มๆ ข้างหลังก็รถเมล์มาแน่ แต่ก็ต้องระวัง เพราะรถยูโรจะเงียบมาก เครื่องรถมันจะอยู่ข้างหลัง เราจะไม่ได้ยิน ก็ต้องคอยระวัง ฉะนั้นต้องคอยหันมาดู แล้วประสบการณ์การขับขี่เท่านั้นที่เราจะได้เรียนรู้เองว่า จะทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย ต้องมาขี่บ่อยๆ"

ส่วนที่คนรู้สึกว่าการขี่จักรยาน ทำให้มีโอกาสสูดควันพิษมากนั้น เหล่าสิงห์นักปั่นมือเก๋าทั้งหลาย ตอบคล้ายกันว่า "หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก ถ้ายังอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเดิน นั่งขายของริมฟุตบาท นั่งอยู่ในห้องแอร์ บนรถเมล์ มอเตอร์ไซค์ ยิ่งบนรถเก๋ง ยิ่งสำคัญ ห้องเล็กๆ ที่นั่งอยู่ มันจะไม่มีอากาศเสียหรือ มันก็หมุนเวียนเอาควันจากรถคันข้างหน้าเข้ามา ยิ่งรถติดนานๆ รถเมล์ ปล่อยควันดำ เราขี่จักรยานดีเสียอีก ขี่ผ่านไปแป๊บเดียว ไม่ต้องนั่งรมควันอยู่ในรถ"

4.

นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ของ อู๊ด-จ.ส.อ.จเด็จ มโนภาส อาชีพตัดเย็บเสื้อผ้า ใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางทั้งใกล้ไกล บอกว่า มีร้านตัดเย็บเสื้อผ้าแถววัดกัลยา ขี่จักรยานไปซื้อของสำเพ็งเป็นประจำอาทิตย์ละ 3 - 4 ครั้งตั้งแต่ปี 2538 จนถึงทุกวันนี้ ค่ารถเมล์จะขึ้นหรือลงไม่เคยเอาใจใส่

"ประหยัดได้มากทีเดียว ถ้านั่งรถเมล์ ไปกลับอาทิตย์ละ 4 ครั้ง ก็หลายบาทเหมือนกัน ตอนนี้ค่าใช้จ่ายเรื่องรถ ก็ไม่มีมานานแล้ว รถเมล์สายไหนไปไหนก็ไม่ค่อยรู้ ทุกวันนี้จะขี่ไปรัตนาธิเบศร์ บางใหญ่ ก็ใช้จักรยาน ประมาณ 28 กิโล เวลากลับบ้านอีกหลัง เพื่อไปดูแลต้นไม้ พักผ่อน อย่างที่วัดกัลยาเป็นที่ทำงาน เคยขี่ไปไกลๆ ถึงหลักสี่ ไม่เหนื่อยหรอกเพราะเราขี่ไปเที่ยวไป" ลุงอู๊ด เล่าด้วยหน้าตาเฉยๆ แต่ทำให้คนฟังรู้สึกอิจฉา

ลุงอู๊ด เล่าต่อว่า เวลาไปเที่ยวก็ใช้จักรยาน เคยไปไกลถึงสุไหงโกลก ตอนอายุ 50 ปี ก็ฉลองด้วยการขี่จักรยานไปเชียงรายบ้านเกิด

"ตัดสินใจไม่นาน เรารู้ว่า เราขี่ได้อยู่แล้ว ก่อนจะถึงวันเกิด 5 วัน เราก็ออกเดินทาง แวะพักไปตามรายทาง ถึงเชียงรายพักผ่อนสักพัก เราก็นั่งเครื่องกลับ ไป ผมไม่ค่อยมีแผน ทำปัจจุบันตรงนั้น ทำไปเรื่อยๆ มันต้องมีทางไป ไปก็เตรียมเต็นท์ เตรียมหม้อหุงข้าว ตรงไหนบรรยากาศดีๆ อยากพัก เราก็จอดพัก เราเลือกได้"

ไม่เฉพาะลุงอู๊ดคนเดียวเท่านั้น ลูกชายของลุงก็ใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางด้วยเช่นกัน เขาขี่จักรยานไปเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่สมัยเรียนปี 2 จากบ้านไปถึงจุฬาฯ ประมาณ 7 กิโล ไปกลับประมาณ 14 กิโล เขาก็ขี่จักรยานไปเรียนจนจบปี 2542 แม้ปัจจุบันจะทำงานเป็นสถาปนิก เขาก็ยังขี่จักรยานไปทำงาน

"เขาบอกลุงว่า มันสะดวกกว่านั่งรถเมล์ ลุงขี่จักรยานไปส่งเขาอาทิตย์หนึ่ง ตอนแรกเขาจะไม่ขี่จักรยานไป ออกจากบ้านไปยืนป้ายรถเมล์ สักพักเขาก็กลับมาบอกว่าไม่ไหวรถแน่น เขาชินที่จะขี่จักรยาน มันสะดวกกว่า ไม่ต้องไปเบียดกันบนรถเมล์ ตอนเช้าคนจะแน่นมาก" ลุงอู๊ด ว่า ถ้าไม่ได้ปั่นจักรยานอย่างนักแข่ง ขี่แบบธรรมดามันจะไม่เหนื่อย และไม่มีเหงื่อมาก ลมพัดก็แห้งไป

แม้การขี่จักรยานจะทั้งร้อนและเหนื่อยก็ตาม และมีบางจังหวะที่เสี่ยง แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะสถานการณ์อาจทำให้เราต้องปรับตัวโดยไม่มีข้อโต้แย้งได้เช่นเดียวกับที่ใครจะเคยคิดว่าการมีรถยนต์ขับอยู่ดีๆ จะถึงวันที่ต้องจอดทิ้งไว้ที่บ้าน แล้ววิ่งออกไปขึ้นรถเมล์ต่อรถตู้โหนรถไฟฟ้าอย่างทุกวันนี้  
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #228 เมื่อ: มิถุนายน 28, 2008, 09:12:23 PM »



เสียงสะท้อนของศิลปิน ก่อนจะเหลือเพียงความทรงจำ


:บ้านจักรพันธุ์ โปษยกฤต แหล่งรวมมรดกทางศิลปะระดับชาติใจกลางกรุงเทพฯ กำลังเผชิญหน้ากับมรสุมทุนนิยมที่สาดซัด เมื่อนายทุนสิงคโปร์จะปลูกสร้างอาคารความสูง 32 ชั้น บนที่ดินแปลงข้างๆ ซึ่งตามมาด้วยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :

คนกลุ่มหนึ่งจึงต้องออกโรงเคลื่อนไหวเพื่อรักษาไว้ซึ่งสถานที่ทรงคุณค่าทางศิลปะแห่งนี้ 


ภายใต้เงาไม้ร่มครึ้มในเขตรั้วบ้านไม้ทรงโบราณกลางซอยเอกมัย สิ่งแรกที่ผู้มาเยือนทุกคนได้พบเห็น คือภาพของเหล่าช่างกว่าสิบชีวิต กำลังจดจ่ออยู่กับการวาด สลัก ปัก ปั้น งานศิลป์ บริเวณใต้ถุนบ้าน

เมื่อเดินลึกเข้าไปถึงใต้เรือนชาน เราจึงได้เห็นภาพของชายผู้อุทิศชีวิตสร้างสรรค์งานศิลปะ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ในวัยย่างเข้าอายุ 65 ปี กำลังเฝ้าเดินตรวจตรางานของเหล่าช่าง เพียรถ่ายทอดศาสตร์งานศิลป์ เพื่อให้งานทุกชิ้นสำเร็จออกมางดงามสมดังที่ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ประจำปี 2543 ผู้นี้วาดหวังไว้

ไม่ผิดเลย หากจะกล่าวว่าบ้านพักหลังนี้คือแหล่งรวมมรดกทางศิลปะของชาติไทย เพราะนอกจากจักรพันธุ์ที่มีชีวิตผูกพันกับบ้านไม้หลังนี้ยาวนานร่วม 4 ทศวรรษ จะใช้บ้านหลังนี้เป็นสถานที่สร้างสรรค์งานภาพวาดแล้ว ที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งถ่ายทอดศิลปะวิชาการที่สืบทอดมาจากศิลปินแห่งชาติถึง 4 ท่าน ได้แก่ คุณครูชื้น สกุลแก้ว ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (หุ่นกระบอก) คุณครูบุญยงค์ เกตุคง ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ดนตรี) คุณครูบุญยัง เกตุคง ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ลิเก) และ คุณครูจำเนียร ศรีไทยพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) รวมไปถึงวิชาการปักดิ้นเลื่อมจากท่านอาจารย์ เยื้อน ภาณุทัต

เรือนพักของจักรพันธุ์จึงมีทั้งศิลปินที่เวียนเข้าออกมาร่วมสร้างงานและเรียนรู้สรรพวิชาการ รวมไปถึงมาร่วมชมศิลปะการแสดงโบราณที่หาชมได้ยากยิ่ง

การแสดงชุดที่ว่า คือการแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง 'ตะเลงพ่าย' ที่เริ่มจัดทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 มาจนถึงปัจจุบัน พ.ศ.2551 ตอนนี้ใกล้เสร็จสมบูรณ์เต็มทีแล้ว

“คุณหญิงกอบลาภ เย็นมะโนช อายุตั้งแปดสิบกว่า ท่านมาดูหลายปีตั้งแต่ตอนที่เรามีเพลงอย่างเดียว จนเริ่มมีหุ่นเกือบครบกันอย่างทุกวันนี้ พอล้างไตเสร็จท่านก็มาดูตอนสายๆ ดูทุกครั้งร้องไห้ทุกครั้ง น้ำตาไหล สะอื้นไห้ บอกว่าฉันอาย คนเยอะแยะเต็มไปหมดเห็นฉันร้องไห้ แต่ท่านก็มาทุกครั้ง เอาอาหารมาเลี้ยงคนดูด้วย คนที่ดูแล้วร้องไห้ไม่ใช่เพราะบทโศกที่พระสุพรรณกัลยาต้องไปพม่า แต่เป็นเพราะความซาบซึ้ง พอคนที่นั่งดูใกล้ๆ เห็นคนข้างๆ ร้อง ก็ร้องกันด้วย”

จักรพันธุ์เล่าความประทับใจจากบรรยากาศวันซ้อมหุ่นเรื่องตะเลงพ่ายที่มีประจำทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน

ในทุกๆ วันดังกล่าว บ้านไม้พื้นที่ 500 ตารางวาแห่งนี้ จะกลายเป็นสวรรค์เล็กๆ ในเมืองกรุงที่ผู้มีใจรักในศิลปะการแสดงกว่าสามร้อยชีวิต มาร่วมกันชมการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย

“ผู้ชมมีหลายหลากทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ไปจนถึงชาวบ้านที่มาจากที่ไกลๆ ในต่างจังหวัด ตอนแรกก็มีคนห่วง บอกให้เราจำกัดคนดู บอกว่าคุณลุง คนมันเยอะแล้วนะ สามร้อยกว่าคน แต่ทุกคนก็มาแบบแฟนพันธุ์แท้ ยืนส่องกล้องก็เอา คนเยอะมากเราก็เลยใช้วิธีว่าใครมาก่อนก็ได้ที่ดีๆ ไป เหมือนวัด คือจะเป็นเศรษฐีผู้ดียาจกเราก็ทำให้เท่ากันหมด” จักรพันธุ์เล่า

แต่บรรยากาศที่เล่ามาทั้งหมด อาจไม่มีให้เราได้เห็นอีกแล้ว เพราะบริเวณติดรั้วบ้านของศิลปินแห่งชาติผู้นี้ กำลังจะกลายเป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมสูง 32 ชั้น ซึ่งจะสร้างทั้งมลภาวะทางเสียง บังแสง ก่อกวนการทำงาน รวมทั้งบ่อนทำลายความปลอดภัยในชีวิตและสุขภาพจิตของทั้งจักรพันธุ์ เหล่าช่างศิลป์ และผู้ชื่นชมในผลงานที่มีความเกี่ยวพันร้อยเรียงกับบ้านหลังนี้

กระแสคลื่นแห่งทุนนิยมที่ถาโถม กำลังจะเข้าพัดกวาดแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้สูญสลายเหลือเพียงร่องรอยแห่งความทรงจำ

0 0 0 0 0

จักรพันธุ์เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนจากโครงการก่อสร้างคอนโดเดลวีโฮมส์ ในวันที่ 13 มกราคม 2551 เพียงเพื่อจะทราบว่า ชีวิตแสนสุขภายใต้บ้านไม้ที่อาศัยมาร่วม 4 ทศวรรษกำลังจะอันตรธานหายไป

“ผมเริ่มรู้ข่าวตอนแรกเพราะว่าที่มันติดกัน พอหลานผมขายที่ได้ เขาก็ติดป้ายประมาณกลางปี 2550 ว่าจะมาสร้างคอนโด พอวันที่ 13 มกราคม 2551 เขาก็เข้ามาดูว่าเราเป็นใครยังไง บ้านเราทำอะไร เขามาดูเราซ้อมหุ่นด้วยซ้ำ

"มีทั้งคณะจากสิงคโปร์แล้วก็คณะจากไทไทวิศวกรซึ่งเป็นบริษัทที่จะต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเข้ามาดู หลังจากนั้นก็หายเงียบไป” จักรพันธุ์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

ในวันที่ 13 มกราคม จักรพันธุ์พาคณะก่อสร้างชมมูลนิธิและพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเต็มไปด้วยศิลปวัตถุล้ำค่า ทั้งภาพเขียนที่เก็บรักษาไว้อย่างดีตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา ไปจนถึงหุ่นชฎาของเก่าที่ได้รับสืบทอดมาจากครูบาอาจารย์ และชี้แจงสภาพการทำงานว่าสถานที่แห่งนี้มิใช่เป็นแต่เพียงที่อยู่อาศัย หรือโกดังเก็บของเก่าอย่างที่เหล่านายทุนเข้าใจ แต่เป็นสถานที่สร้างงานที่มีความสำคัญต่อศิลปวัฒนธรรมของชาติเป็นอย่างยิ่ง

“หนที่ 2 ก็วันที่ 9 มีนาคม เขาก็เอาแบบร่างมาให้ดู ไปคิดกันมาแล้วว่าจะป้องกันทำรั้วทำผ้าใบให้ รั้วจะห่างไปจากตัวตึก 6 เมตร แล้วจะสร้างสิ่งคุ้มกันเป็นกำแพงไม่ให้มีอะไรตกลงมาใส่ เขามายื่นแบบให้เราดู ตึก 32 ชั้น สร้างห่างจากรั้วบ้านไป 6 เมตร กฎหมายเขียนไว้ว่าจะสร้างอะไรต้องห่างไป 6 เมตร เป็นอย่างน้อย”

การพูดคุยกันในครั้งที่สอง จักรพันธุ์ได้ถ่ายทอดเป็นบทความในนิตยสารพลอยแกมเพชร ชื่อตอน 'มิตรภาพ เพื่อทำลาย' ที่บ่งบอกถึงความรู้สึกของผู้ที่กำลังจะถูกทำลายไว้ได้อย่างครบถ้วนหมดจด ความตอนหนึ่งว่า

“เหมือนคนตะกละอยากกินปูกินกุ้ง ไม่อยากฆ่า แต่ก็ต้องฆ่า พยายามหาเหตุผลมาอ้างต่างๆ ให้นิ่มนวลที่สุด เช่น กุ้ง ปู ไม่มีเลือด ไม่รู้จักเจ็บ จะทิ่มแทง เผาปิ้งต้มย่างอย่างไรก็ไม่รู้สึก ทำทุกอย่างให้มันยอมตายเพื่อประโยชน์ตน” และ

“กฎหมายไทยที่บัญญัติไว้จะเข้มแข็งศักดิ์สิทธิ์อย่างไรก็ตาม อุปมาดั่งศาสตราวุธ มีด ปืน

ถ้าอยู่ในมือคนชาติเดียวกัน ร่วมเลือดเนื้อเชื้อไขบรรพบุรุษเดียวกัน จะลั่นไกใช้คม ฆ่าฟันกันเองลงเชียวหรือ

ควรจะใช้อาวุธนั้น ปกป้องคุ้มครองหรือทำลายเผ่าพันธุ์ของตน”

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ปฏิเสธข้อเสนอมาตรการป้องกันและลดผลกระทบในการก่อสร้างที่คณะผู้สร้างนำเสนอ จักรพันธุ์อธิบายว่า เป็นไปไม่ได้ที่การสร้างตึกสูงถึง 32 ชั้นห่างจากรั้วเพียง 6 เมตร จะไม่ส่งผลกระทบอะไรเลยต่อการทำงาน ถึงแม้จะมีเครื่องป้องกันก็ตาม

“พรรคพวกเพื่อนผมที่เป็นสถาปนิก เขาก็บอกว่าถึงแม้จะสร้างสิ่งปกป้องให้ อาจารย์ก็แย่อยู่ดี เพราะมันก็ต้องกระทบกระเทือน ต้องเข้ามาปักเสาก่อสร้าง”

ประการแรกที่เห็นได้ชัดคือตัวตึก และสิ่งป้องกันที่คณะก่อสร้างจะสร้างให้ จะมาบดบังแสงในห้องวาดภาพ ซึ่งปกติรูปเขียนสีส่วนมากของจักรพันธุ์จะใช้แสงธรรมชาติ เพราะแสงจากไฟฟ้านั้นจะหลอกตา เห็นสีที่แท้จริงไม่ชัดเท่าแสงอ่อนๆ เย็นตาจากทิศเหนือในห้องทำงานปัจจุบัน

ประการต่อมาคือมลภาวะทางเสียง ที่จะต้องมีการตอกเจาะขุดเชื่อมตลอดระยะเวลาสร้าง 3 ปี นอกจากนี้ยังมีมลภาวะทางอากาศที่เป็นฝุ่นผงจากการก่อสร้าง ซึ่งจะมาเกาะจับทำลายศิลปวัตถุล้ำค่าต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ด้วย

และสุดท้าย คือความปลอดภัยในชีวิต เนื่องจากการก่อสร้างห่างจากหลังคาบ้านออกไปเพียงหกเมตร หากมีเศษวัสดุอะไรตกลงมาใส่ ไม่มีผู้ใดสามารถรับรองได้ว่าสวัสดิภาพของจักรพันธุ์และเหล่าช่างจะเป็นเช่นไร

“ผมมีคนรู้จักเยอะ คนที่บ้านอยู่ใกล้ที่ก่อสร้างแบบนี้ก็เจอกันทุกคนเลย บ้านของหม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี สถาปนิกของพระเจ้าอยู่หัวก็เจอชะแลงพุ่งลงกลางเตียงเลย จนท่านต้องย้ายหนี” จักรพันธุ์กล่าวด้วยแววตาเจือความกังวลใจ

0 0 0 0 0

นับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคมเป็นต้นมา การต่อสู้เพื่อยับยั้งโครงการก่อสร้างดังกล่าวก็ได้เริ่มต้นขึ้น จักรพันธุ์รวมตัวกับชาวชุมชนเอกมัย-เศรษฐบุตร ร่วมกันส่งหนังสือคัดค้านและรายชื่อผู้ลงนามที่ได้รับผลกระทบจำนวน 385 คน ยื่นต่อเลขาธิการสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ด้วยเรื่องผลกระทบทางมลภาวะต่างๆ ที่อาจมีต่อชุมชนแห่งนี้

จนกระทั่งในวันสุดท้ายของเดือนมีนาคม บริษัทไทไทวิศวกรโทรศัพท์มาแจ้งให้ทราบว่าได้ถอนตัวออกจากการเป็นผู้ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะเห็นว่าการก่อสร้างครั้งนี้จะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ศิลปินผู้เป็นหลักสำคัญทางวัฒนธรรมของชาติ

กระนั้นก็ไม่ได้หมายความโครงการนี้จะถูกยกเลิกไป ด้วยว่าชาวสิงคโปร์ที่เป็นผู้ลงทุนย่อมจะต้องจ้างคณะทำงานรายใหม่เข้ามารับช่วงงานที่เดินหน้าไว้ แต่ไม่นานความช่วยเหลือที่เปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงชโลมใจ แก้กระหายแก่ทหารหาญในการศึกก็มาถึง

“อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร คณบดีคณะจิตรกรรมฯ ที่ผมเรียนจบมา ท่านรู้เข้าท่านไม่ยอม ทำจดหมายตราครุฑออกในนามคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีชื่อคณาจารย์ร่วมลงนาม อาจารย์ปัญญาเขียนตรง พูดตรง สุภาพ แจ้งไปยังหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องว่า ขอให้ช่วยพิจารณาจักรพันธุ์ผู้เป็นศิษย์เก่าที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ โดยช่วยคัดค้านโครงการก่อสร้างตึกสูงนี้” จักรพันธุ์กล่าว

ความช่วยเหลือที่เริ่มหลั่งไหลมาจากหลายฝ่ายทั้งหมู่มิตรในแวดวงศิลปะและสื่อมวลชน ทำให้การต่อสู้ครั้งนี้เริ่มเคลื่อนหน้าดำเนินไปด้วยความแน่วแน่และมั่นคงยิ่งขึ้น ในวันที่ 28 เมษายน มูลนิธิและพิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต จึงได้ยื่นหนังสือคัดค้านถึงเลขาธิการสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคำชี้แจงเรื่องอุปสรรคต่อการทำงานและการเก็บรักษาศิลปวัตถุต่างๆ

ในครั้งนี้ รายชื่อผู้ร่วมลงนามคัดค้านมีมากถึง 1,633 คน

“การซ้อมหุ่นในช่วงเมื่อเดือนเมษา-มีนาคม ที่ผ่านมา ก่อนซ้อมเราก็จะพูดเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ผู้ชมฟัง ในการซ้อมแต่ละครั้งจะมีคนดูประมาณ 300 คน เราก็อธิบายสถานการณ์ ขอให้เขาช่วยร่วมลงชื่อ ทุกคนก็ยินดีช่วย เพราะเขาเห็นความสำคัญ” จักรพันธุ์เล่าถึงที่มาของรายชื่อผู้ร่วมคัดค้านการก่อสร้างในหนังสือฉบับนี้

วัลลภิศร์ สดประเสริฐ ผู้ทำงานศิลปะที่ร่วมงานตามรอยจักรพันธุ์มากว่า 30 ปี เล่าถึงหนทางในการต่อสู้ว่า

“จริงอยู่ คนที่มีอำนาจยับยั้งคือกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม แต่ว่าในช่วงที่กระทรวงทรัพยากรฯ พิจารณา หน่วยงานอื่นๆ ถึงแม้จะไม่มีอำนาจก็สามารถช่วยคัดค้านหรือส่งความคิดเห็นไปได้ มีสิทธิจะพูดเพื่อช่วยกันปกป้องสมบัติของชาติ ปกป้องบุคลากรทางศิลปวัฒนธรรมที่เป็นทรัพยากรของชาติ...

"มีคนกล่าวว่าบ้านที่มีลักษณะทำงานครบทางศิลปะในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นับตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ก็หมดไป มามีอีกครั้งที่บ้านอาจารย์ ถ้าปล่อยให้สูญสลายไปก็ไม่มีอีกแล้ว ที่จริงเราก็ไม่ได้คิดไปถึงตรงนั้น แต่พอเขาพูดแล้วเราก็อยากจะรักษาบ้านนี้เอาไว้” วัลลภิศร์กล่าว

จนกระทั่งวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา อนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เกี่ยวข้องมาเยี่ยมเยียนสอบถามสถานการณ์ที่บ้านซึ่งเป็นมูลนิธิและพิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

“ที่กระทรวงมาคราวนี้เป็นการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมที่สุดที่ทางราชการยื่นมือเข้ามา จริงๆ แล้วมีผู้ใหญ่มาดูหลายท่าน แต่ว่าไม่มีใครรับปากว่าจะหามุมกฎหมายที่จะช่วยเราให้ได้แบบนี้ รับปากว่าจะช่วยขจัดอุปสรรคให้เราเพื่อที่จะอยู่และสร้างงานต่อไปได้” จักรพันธุ์เล่าถึงความคืบหน้าด้วยแววตาที่เจือความหวังมากขึ้น

“ผมคิดคร่าวๆ เอาไว้ว่าถ้าเกิดเราแพ้จะทำอย่างไร ก็นึกไหว้พระรัตนตรัย ไหว้เทพแห่งศิลปวิทยาการ บูรพกษัตริย์บรรพชนไทย สมเด็จพระนเรศวร พระสุพรรณกัลยา ขอให้ท่านช่วยให้เราพ้นจากภัยครั้งนี้ ใช้วิธีการนี้เพื่อประคองใจเราไม่ให้วิตกฟุ้งไป เราก็รู้สึกว่าพออยู่ได้ ท่านก็คอยช่วยปกปักรักษามาตลอด ผมก็ไม่ถือโกรธเขาหรอกเพราะเขาก็ลงทุนไปเยอะ แต่ถ้าเขาสร้าง เราก็แย่ คงทำงานต่อไปลำบาก”

หนทางการต่อสู้ครั้งนี้ยังอีกยาวไกล แพ้หรือชนะไม่อาจทราบได้ รู้เพียงว่าหากเราคนไทยได้แต่เฝ้ามองโดยไม่ยื่นมือช่วยเหลือ สักวันหนึ่งสถานที่อันทรงคุณค่าทางศิลปะไทยแห่งนี้ อาจต้องสูญสลายกลายเป็นเพียงอดีต

“ที่นี่ก็เหมือนสำนักเรียนศิลปะ วันหนึ่ง เมื่ออาจารย์ตายไป ทุกอย่างที่อาจารย์สร้างเอาไว้ก็ต้องตกเป็นของแผ่นดิน ทุกฝ่ายจึงน่าจะเข้ามาช่วยกันดูแลปกป้องเอาไว้ให้เป็นตัวอย่าง เพราะมันไม่ใช่แค่เป็นสมบัติของเราหรือคนใดคนหนึ่ง มันเป็นสมบัติของชาติ” วัลลภิศร์กล่าวทิ้งท้าย
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #229 เมื่อ: มิถุนายน 28, 2008, 09:23:07 PM »


พระธาตุดอยตุงระหว่างการบูรณะ


พุทธสถานแห่งล้านนา


:พระธาตุดอยตุงระหว่างการบูรณะนานนับพันปีที่พุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาถึงดินแดนล้านนา กลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและวิถีชีวิตของผู้คน 'โครงการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานเนื่องในโอกาสครบ 60 ปีทรงครองราชย์' ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่เกิดขึ้นเพื่อสืบอายุพุทธศาสนสถานแห่งดินแดนล้านนาให้เป็นที่รวมศรัทธาสืบไป ชาธิป สุวรรณทอง รายงาน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นักเดินทางที่เคยย่างกรายไปเยี่ยมเยือนดินแดนล้านนาคงรู้ได้โดยไม่ต้องมีใครบอกว่าเป็นดินแดนที่พุทธศาสนาประดิษฐานอยู่อย่างมั่นคง เห็นได้จาก 'วัด' ที่มีอยู่เรียงรายแทบทุกหัวถนน

ราวพุทธศตวรรษที่ 3 พระเจ้าอโศกทรงหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา นอกจากทรงสร้างมหาวิหาร 85,000 แห่งทั่วชมพูทวีป และยังได้สมณทูตออกไปประกาศศาสนายังดินแดนต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 9 สาย

ในจำนวนสมณทูตทั้งหมดนั้น สายที่ถือว่าสำคัญต่อวิวัฒนาการทางพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมี 2 สาย คือสายที่มายังสุวรรณภูมิซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดนครปฐม และสายที่ไปลังกาทวีป ได้แก่ ประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน ชุมชนในดินแดนล้านนาก็มีส่วนได้รับพระพุทธศาสนาตั้งแต่คราวนั้น

ยุคทองแห่งพระพุทธศาสนาในล้านนาอยู่ในระหว่าง 3 รัชกาล คือพระญาติโลกราช พระยอดเชียงรายและพระเมืองแก้ว (ราวพ.ศ. 1985-2068) มีการศึกษาพระธรรมวินัยและมีพระเถระที่เชี่ยวชาญภาษาบาลีได้แต่งคัมภีร์ต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก เช่น พระโพธิรังสี พระธรรมเสนาบดี พระญาณกิตติ พระสัทธัมมกิตติมหาผุสสเทวะ พระญาณวิลาส พระสิริมังคลาจารย์และพระรัตนปัญญาเถระ เป็นต้น โดยแต่ละท่านได้แต่งวรรณกรรมบาลีไว้มากและสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน เรียกได้ว่า ศรัทธาในพุทธศาสนาได้หยั่งรากในดินแดนล้านนามายาวนานนับพันปี

เมื่อเวลาผ่านไป ศาสนสถานในแดนล้านนาบางส่วนได้ทรุดโทรมลงไป ประกอบกับวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ 60 ปี 'โครงการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานเนื่องในโอกาสครบ 60 ปีทรงครองราชย์' จึงเกิดขึ้น

"ที่ผ่านมากรมศิลปากรได้รวบรวมพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เกี่ยวกับความสำคัญของโบราณสถานซึ่งเคยได้พระราชทานไว้ เช่น โบราณสถานเป็นความภูมิใจของคนทั้งชาติ การรักษาวัฒนธรรมคือการรักษาชาติ โบราณสถานผูกพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ที่ผ่านมากรมศิลปากรได้รับการเห็นชอบจากรัฐบาลให้โครงการดูแลและพัฒนาโบราณสถานทั่วประเทศ มีโบราณสถานในโครงการประมาณ 200 รายการ ขณะนี้การดำเนินการบางส่วนเรียบร้อยแล้ว เช่น วัดพระธาตุดอยตุง วัดพระธาตุจอมกิตติ โดยเฉพาะพระธาตุสำคัญๆ และยังรวมถึงโบราณสถานในศาสนาอื่นด้วย" เกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว

โบราณสถานใน 'โครงการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานเนื่องในโอกาสครบ 60 ปีทรงครองราชย์' ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ เช่น พระธาตุดอยตุง วัดพระธาตุภูเข้า วัดพระธาตุจอมกิตติ วัดพระแก้ว วัดพระธาตุวังซาง ในจังหวัดเชียงราย วัดพระธาตุดอยสุเทพ วัดเจ็ดยอด วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร วัดพันเตา วัดดวงดี วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ และวัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน เป็นต้น

พระธาตุดอยตุง : อีกรอยศรัทธาครูบาศรีวิชัย

บนยอดดอยที่ระดับความสูง 1,415 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย

จังหวัดเชียงราย เป็นที่ตั้งของ 'พระธาตุดอยตุง' ปฐมเจดีย์แห่งล้านนา

ตำนานการสร้างพระธาตุดอยตุงนั้น กล่าวกันว่า พระมหากัสสปะเถระได้อัญเชิญเอาพระบรมสารีริกธาตุกระดูกไหปลาร้า (พระรากขวัญเบื้องซ้าย) ของพระพุทธเจ้า มามอบถวายแด่พระเจ้าอุชุตราชเจ้าผู้ครองนครนาคพันธ์โยนกชัยบุรี รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์สิงหนวติ ซึ่งได้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุขึ้นมาบรรจุสร้างขึ้น ณ ที่ดอยดินแดงหรือดอยตุงในปัจจุบันเมื่อพ.ศ.1454

ต่อมาอีก 100 ปี มีพระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อว่าพระมหาวชิรโพธิเถร ได้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุมามอบถวายให้พระเจ้ามังรายนธิราช จึงได้มีการนำเอาพระบรมธาตุขึ้นบรรจุสร้างใหม่ขึ้นมาอีกองค์หนึ่งบนดอยตุงรวมเป็น 2 องค์

ในปีพ.ศ.2470 ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาได้ทำการปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ พระวิหาร และพระประธาน ต่อมาในปีพ.ศ.2516 มีการบูรณะองค์พระเจดีย์ทั้ง 2 องค์ โดยครั้งนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงองค์พระเจดีย์กันใหม่ ออกแบบโดยอาจารย์ประกิต บัวบุศย์ เป็นองค์พระเจดีย์บุกระเบื้องโมเสคสีทอง มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป 8 ซุ้ม มีฉัตรประดับทั้ง 4 มุม

สหวัฒน์ แน่นหนา ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ระบุว่า เชื่อกันว่าเจดีย์พระธาตุดอยตุงคือปฐมเจดีย์แห่งล้านนา ตามตำนานสุวรรณโคมคำ ตำนานสิงหนวัฒน์ ตำนานหิรัฐนครเงินยางเชียงแสน พูดถึงการกำเนิดของนครต่างๆ ในแผ่นดินล้านนา ทั้งสามตำนานพูดถึงพระธาตุดอยตุงว่าเกิดจากมีพระอรหันต์จาริกนำพระธาตุมาถึงสถานที่แห่งนี้

ตำนานระบุว่า ในครั้งนั้นมีก้อนหินทรงมะนาวผ่าตั้งอยู่ เมื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุก็ได้จมลงในก้อนหิน 2 ครั้ง ต่อมามีการสร้างเจดีย์ครอบ จนกระทั่งการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุครั้งที่ 3 มีการสร้างเจดีย์อีกองค์จึงมีพระเจดีย์สององค์ตั้งคู่กันตั้งแต่นั้นมา

ในปีพ.ศ. 2536 คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในจังหวัดเชียงราย มีแนวคิดในการฟื้นฟูความเป็นโบราณสถานแบบล้านนาของเจดีย์วัดพระธาตุดอยตุง จนกระทั่งปีพ.ศ. 2549 กรมศิลปากรจึงได้ตั้งงบประมาณใน 'โครงการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานเนื่องในโอกาสครบ 60 ปีทรงครองราชย์' และได้ทำการถอดองค์เจดีย์ที่ทำการบูรณะเพิ่มเติมในปีพ.ศ.2516 ออก และทำการบูรณะตามแบบเดิม

"องค์เจดีย์ตอนที่เราเปิดองค์นอกออกพบว่าภายในมีร่องรอยการก่อสร้างอย่างน้อย 3 ครั้ง 3 สมัย หลังจากที่เราเจาะผ่านชั้นปูนซีเมนต์เข้าไปจะเป็นปูนโบราณราวพุทธศตวรรษที่ 21 จากการที่เราทราบว่ามีการบูรณะในปีพ.ศ.2470 โดยครูบาศรีวิชัย เรายังพบว่ามีร่องรอยการซ่อมโดยใช้ปูนซีเมนต์ซ่อมปะไว้พร้อมทั้งเขียน 'พ.ศ. 2508' ไว้ด้วย ทำให้เราเชื่อว่ามีการสร้างอย่างน้อย 3 ครั้ง ซึ่งแม้ว่าจะไม่สามารถยืนยันไปถึงความเป็นปฐมเจดีย์ตามตำนาน แต่ยืนยันว่ามีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 แน่นอน" ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ระบุ

วัดเจ็ดยอด : สัตตมหาสถานคู่เชียงใหม่

ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมืองเชียงใหม่ มีศาสนสถานที่รู้จักกันในชื่อ 'วัดเจ็ดยอด' หรือ 'วัดมหาโพธาราม' ตั้งอยู่ริมถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นวัดเก่าแก่ที่อยู่คู่เชียงใหม่มายาวนานกว่า 500 ปีจนถึงปัจจุบัน

ตามคัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์ ซึ่งแต่งขึ้นราวปีพ.ศ.2060 ระบุว่าวัดนี้สร้างในพ.ศ.1998 โดยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย ซึ่งครั้งนั้นได้ทรงโปรดให้ปลูกหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ในบริเวณวัดแห่งนี้ และเป็นที่มาของชื่อวัดมหาโพธาราม ส่วนชื่อ 'วัดเจ็ดยอด' นั้น เรียกตามลักษณะปูชนียสถานสำคัญในวัดคือ 'เจดีย์เจ็ดยอด' ซึ่งเป็นหนึ่งใน 'สัตตมหาสถาน' หรือสถานที่สำคัญ 7 แห่ง ที่พระเจ้าติโลกราชโปรดให้สร้างหลังจากปลูกต้นมหาโพธิ์แล้ว

วัดเจ็ดยอดที่เชียงใหม่เป็นวัดที่มีความสำคัญมากวัดหนึ่งขอเชียงใหม่และล้านนา ทั้งด้านรูปแบบสถาปัตยกรรม คุณค่าความงามทางด้านศิลปกรรม ตลอดจนประวัติความเป็นมาอันรุ่งเรืองตั้งแต่สมัยของพระเจ้าติโลกราชที่ได้ทรงโปรดให้ใช้เป็นสถานที่ทำพิธี 'อัฏฐมสังคายนา' หรือการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก หลังจากนั้นบรรดากษัตริย์องค์อื่นๆ ของเชียงใหม่ก็ได้ทำนุบำรุงวัดนี้ต่อกันเรื่อยมา

ตาม 'ตำนานวัดเจ็ดยอด' ซึ่งบันทึกเป็นภาษาพื้นเมือง โดยพระมหาหมื่น วุฑฺฒิญาโณ แห่งวัดหอธรรม รวบรวมไว้ ระบุว่า ในสมัย 'สมเด็จพระเจ้าศิริธรรมจักรวัตติโลกราช' เชียงใหม่มีฐานะเป็นเสมือนศูนย์กลางของดินแดนล้านนา โดยในด้านเกี่ยวกับพุทธศาสนานั้น ลัทธิลังกาวงศ์กำลังเจริญรุ่งเรืองในเชียงใหม่ มีพระเถระชาวเชียงใหม่ที่ทรงภูมิความรู้ในพระไตรปิฎกและมีชื่อเสียง เช่น พระมหาญาณคัมภีร์ มหาเมธังกร พระศีลสังวะ ได้นำเอาพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาประดิษฐานเผยแพร่ในเชียงใหม่และเมืองต่างๆ ในดินแดนล้านนา

พระเถระเหล่านี้เมื่อกลับมาจากลังกาแล้วได้มาจำวัดอยู่ที่วัดพระยืนนอกเมืองหริภุญชัย ทำการบวชให้กับกุลบุตรเป็นจำนวนมาก เมื่อพระเจ้าติโลกราชได้ทรงสดับถึงกิตติคุณสีลาจารวัตรของพระเถระเหล่านั้นก็ทรงศรัทธาเลื่อมใส โปรดให้นิมนต์พระเถระเหล่านั้นจากวัดพระยืนมาจำวัดอยู่ที่วัดเจ็ดยอดแห่งนี้และยังสร้างวัดอีกหลายแห่ง เช่น วัดป่าตาล วัดป่าแดงหลวง รวมทั้งสร้างสถูป เจดีย์ ต่างๆ อีกมาก

ต่อมาพระเจ้าติโลกราชได้เสด็จออกทรงผนวช โดยมีพระมหาญาณมงคลเป็นอุปัชฌาย์ พระอดุลสถิตยาทิกรมมหาสามีเถระเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระเจ้าติโลกราชได้สดับพระธรรมเทศนาเรื่องอานิสงส์แห่งการปลูกต้นมหาโพธิ์จากสำนักสงฆ์ลังกาวงศ์ก็ทรงเลื่อมใส มีรับสั่งให้พิจารณาหาสถานที่ที่เหมาะสมและได้สร้างพระอารามขึ้น ต่อมาในปีพ.ศ.1998 ทรงได้พืชพันธุ์มหาโพธิ์จากคณะสงฆ์ที่ไปลังกาจึงโปรดให้นำมาปลูกไว้ที่อารามแห่งนั้น เป็นสาเหตุให้อารามได้รับขนานนามว่า 'วัดมหาโพธาราม'

พระเจ้าติโลกราชได้โปรดให้ตกแต่งสถานที่แห่งนั้นให้เหมือนสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ทรงสร้างสัตตมหาสถานให้ครบ 7 แห่ง คือ โพธิบัลลังก์ อนิมิสเจดีย์ รตนจงกรมเจดีย์ รตนฆรเจดีย์ อชปาลนิโครธเจดีย์ มุจจลินทเจดีย์ และราชายตนเจดีย์ และยังได้สร้างพระวิหาร กำแพง ซุ้มประตู เมื่อเสร็จแล้วก็ทรงโปรดให้มีการเฉลิมฉลองพระอารามเป็นการใหญ่ ต่อมาพระเจ้าติโลกราชโปรดให้อาราธนาพระเถระผู้ทรงภูมิความรู้ในพระไตรปิฎกขึ้นที่วัดนี้ ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระองค์ โดยมีพระธรรมทินมหาเถรเป็นประธาน การสังคายนาใช้เวลา 1 ปีจึงเสร็จ

เมื่อพระเจ้าติโลกราชเสด็จสวรรคต พระยอดเชียงรายได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อมา ทรงโปรดให้ทำการถวายเพลิงพระศพพระเจ้าติโลกราชที่วัดเจ็ดยอดนี้ และได้สร้างสถูปบรรจุพระอัฐิและอังคารธาตุของพระองค์ไว้ในวัดนี้ด้วย วัดแห่งนี้ได้รับการทำนุบำรุงจากผู้ครองนครเชียงใหม่สืบเนื่องเรื่อยมา

วงศ์ฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการช่างศิลป์ สำนักโบราณคดี กล่าวว่า เดิมทีเดียวแนวกำแพงถูกดินทับถมทั้งหมด ต่อมามีการขุดแต่งครั้งสำคัญซึ่งจากการขุดเปิดเนินดินพบว่ามีแผ่นหินกลมซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเสาอาคารเพื่อต่อเติมอาคารวิหารออกไปทั้งสองข้างเพื่อใช้ในกิจกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก

"เท่าที่เห็นตัววิหารที่บอกได้ว่าเป็นรูปแบบล้านนา ถ้าเราดูพัฒนาการวิหารล้านนาเดิมทีเดียวคือวิหารโถงธรรมดา ไม่มีฝา ยกพื้นเตี้ยๆ ทำให้เห็นภาพว่าคนสมัยก่อนเดินเข้ามาก็จะนั่งได้ทันที นั่งตรงไหนก็ได้ พอหันตัวหน่อยก็เข้าไปนั่งพับเพียบในวิหารไหว้พระได้เลย เป็นวิธีการออกแบบที่ทำให้ไม่ต้องเดินขึ้นบันได วิหารล้านนารุ่นแรกๆ จึงมีแค่ 'กู่พระเจ้า' หรือซุ้มพระอยู่ในอาคาร"

จากมรดกไทยสู่มรดกโลก

โบราณสถานมิได้เป็นเพียงสมบัติของคนในชุมชน แต่เป็นสมบัติของคนทั้งประเทศ และหากได้รับการยืนยันในคุณค่า ความสำคัญ และมีแนวทางในการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน ก็สามารถผลักดันให้ได้รับการยอมรับในฐานะสมบัติของโลก หรือการเป็น 'มรดกโลก'

อธิบดีกรมศิลปากร ระบุว่า ขณะนี้กรมศิลปากรมีนโยบายเกี่ยวกับโบราณสถาน กรมศิลปากรกำลังพยายามทบทวนคุณภาพมาตรฐานในการบูรณะ การบริหารจัดการ โดยมีการจัดแบ่งโบราณสถานตามระดับความสำคัญออกเป็น ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ไปจนถึงโบราณสถานที่มีความสำคัญในระดับมรดกโลก

"ที่ผ่านมา กรมศิลปากรได้รับนโยบายจากรัฐบาล ที่กำหนดเราดำเนินการพัฒนาโบราณสถานไปสู่การเป็นมรดกโลก ขณะนี้กำลังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว โดยมีรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และกรมศิลปากร ทำหน้าที่ดูแลการพัฒนาโบราณสถานในประเทศไทยให้สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นมรดกโลก โดยในระยะแรกจะเริ่มด้วยสิ่งที่เรียกว่า 'เส้นทางอารยธรรมขอม' ที่หลงเหลืออยู่ในประเทศไทย เช่น โบราณสถานพิมาย ปราสาทหินพนมรุ้ง ร่องรอยของธรรมศาลาต่างๆ ที่ยังคงอยู่ และชุดที่สองคือโบราณสถานในวัฒนธรรมล้านนา เชียงใหม่ เชียงราย ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง" อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว

ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การเสนอชื่อโบราณสถาน รวมถึงการเสนอรายละเอียดของแผนการบูรณะ แผนการการอนุรักษ์ และที่ขาดไม่ได้คือแผนการบริหารจัดการโบราณสถานตามที่กำหนดไว้ต่อคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป ซึ่งหากได้รับการเห็นชอบก็จะทำให้ประเทศไทยมีมรดกโลกเพิ่มขึ้น สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีคำกล่าวว่า "การได้ตำแหน่งมา ไม่ยากเท่ารักษาตำแหน่งไว้" การได้คำว่า 'มรดกโลก' เพิ่มขึ้นย่อมต้องมาพร้อมกับการเอาใจใส่ดูแลมรดกโลกที่ได้มาแล้วให้ยั่งยืน เพราะการถูกถอดจากการเป็นมรดกโลกอย่างที่กำลังเป็นข่าวอยู่ก็น่าจะสร้างชื่อเสียงให้ประเทศได้ไม่น้อยเช่นกัน
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #230 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2008, 01:37:46 PM »


:พอลลี่-พลอยพรรณ ทวีรัตน์

ตื่นรู้เร็ว ย่อมได้เปรียบ

ชีวิตของเรา...เราต้องเป็นผู้เลือกทางเดินด้วยตัวเอง ไม่ต่างจากสาวน้อยวัย 24 ปีคนนี้

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : พอลลี่-พลอยพรรณ ทวีรัตน์ นักร้องเจ้าของผลงานอัลบั้ม 'POLLY' แนวป๊อปใสๆ ค่ายสไปร์ซซี่ดิสก์ เป็นอีกคนที่เรียนรู้ชีวิตด้วยตัวเอง หลังจากใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไป ชอบเที่ยวกลางคืนบ่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งรู้สึกเบื่อหน่ายและค้นพบว่านั่นไม่ใช่หนทางแห่งความสุข

เมื่อรู้เช่นนั้น ก็เลยหันมาหาความรื่นรมย์ในบ้าน ทำแปลงปลูกผัก หว่านเมล็ดพันธุ์ด้วยตัวเอง และได้ผลพวงแห่งความภูมิใจ รวมถึงผักปลอดสารไว้รับประทานภายในครอบครัว

เมื่อเร็วๆ นี้เธอเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัย ABAC และได้เข้าทำงานเป็นแอร์โฮสเตสการบินไทย

ในฐานะวัยรุ่นคนหนึ่ง เธอบอกว่า ตั้งแต่เด็กจนโตเข้าวัดนับครั้งได้ เนื่องจากครอบครัวไม่มีใครเข้าวัด เธอก็เลยรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ต้องทำ เพราะเธอเคยเจอกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง จึงรู้สึกว่าต้องทำบุญแผ่ส่วนกุศลเยอะๆ

"ตอนที่พี่เลี้ยงทำงานบ้าน ลาไปดูแลพ่อที่ต่างจังหวัด 1 ปี เราต้องคอยทำหน้าที่ดูแลห้องพระแทน ตอนนั้นคิดว่าถ้าห้องพระไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย จิตใจของคนในบ้านก็จะรกไปด้วย ช่วงนั้นทำบุญค่อนข้างบ่อยประมาณปลายปีที่แล้วไปปล่อยปลาทุกอาทิตย์เลย แต่ไม่ได้หวังว่าทำบุญแล้ว ชีวิตจะมีอะไรดีๆ เข้ามา หวังเพียงแค่ทำความดีแล้วอาจช่วยลดทอนบาปที่เราเคยทำไว้ในอดีตชาติ แค่นั้นก็พอแล้ว อย่างน้อยเราก็สบายใจ”

ส่วนอีกสาเหตุของการหันเข้าหาธรรมะ พอลลี่ย้อนความว่า ช่วงมัธยมปลายก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไป อายุยังไม่ถึง 20 ปี แต่ก็อยากออกไปเที่ยวผับ โหยหาชีวิตกลางคืน ประกอบกับพ่อแม่เป็นคนสมัยใหม่ก็เลยอนุญาต บางทีคุณแม่ก็ไปด้วย

"การดื่มเหล้า ถือเป็นเรื่องปกติ คุณแม่ดื่มไวน์เก่งมาก เพราะฉะนั้นเรื่องแอลกอฮอล์สำหรับเราแล้ว ธรรมดามาก เวลาไปเที่ยวกลางคืน ก็เลยไม่ได้เน้นดื่มเพราะไม่ได้โหยหา แค่ดื่มนิดๆ หน่อยๆ ก็พอ ไม่เคยคิดว่าต้องเมา มีอยู่ครั้งหนึ่งที่บ้านไปเที่ยวต่างประเทศกันหมด เหลือพอลลี่อยู่บ้านคนเดียว รู้สึกเหงามากก็เลยโทรไปหาเพื่อน ออกไปเที่ยว 5 คืนติดกัน กลับดึกทุกคืน ดื่มเหล้าเยอะ ตื่นขึ้นมาแฮงก์ พอวันที่ 5  รู้สึกเบื่อ"

หลังจากเที่ยว 5 วันติดต่อกันครั้งนั้น ทำให้เธอเริ่มรู้สึกว่า เพื่อนกลุ่มเที่ยวไม่น่าจะใช่กลุ่มที่รักดี ทำให้เธอเปลี่ยนพฤติกรรม หากใครชวนไปเที่ยวกลางคืน ต้องขอคิดดูก่อน ในที่สุดก็ต้องปฏิเสธ หรือไม่ก็นานๆ ไปเที่ยวบ้างในโอกาสสำคัญๆ เช่น วันเกิดเพื่อน

"บางครั้งดื่มแล้วหายใจไม่ออก ต้องเข้าโรงพยาบาล มีอยู่วันหนึ่งทานข้าวเสร็จ ก็นั่งดื่มไวน์กับแม่ เพราะแม่เพิ่งซื้อไวน์ยี่ห้อใหม่มาลองชิม ปรากฏว่าหายใจไม่ออก ต้องหามส่งโรงพยาบาล หลังจากนั้นคุณหมอบอกว่า ดื่มไม่ได้แล้วนะ ถ้าเป็นแบบนี้อีก หากมาโรงพยาบาลไม่ทัน มีโอกาสเสียชีวิตได้ หลังจากนั้นก็เลยเลิกดื่มแอลกอฮอล์ อาจเป็นเพราะเราทำบุญมาก"

เธอบอกว่า โชคดีที่อารมณ์เด็กเที่ยวเกิดขึ้นเร็วและจบเร็ว ภายใน 2 ปีเท่านั้น

“บางคนเที่ยวตั้งแต่วัยรุ่นจนแก่ก็ยังไม่เบื่อ อย่างคนรู้จักอายุ 30 กว่า เขาก็ยังชอบเที่ยวกลางคืน งงมาก ว่ายังสนุกอยู่อีกเหรอ ยังไม่เบื่อ ยังไหวอีกเหรอ ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย สังเกตว่าคนที่ไปเที่ยวมักมีปัญหาส่วนตัว เช่น ยังโสด แฟนไม่สวย ไม่เซ็กซี่ แฟนท้องเร็วมีลูก สรุปแล้วก็คือ ไม่ค่อยรักครอบครัวเท่าไร ก็เลยมาเที่ยว อยากจะบอกว่า การมาเที่ยวแบบนี้ ก็ไม่ได้เติมเต็มให้กับชีวิต ไม่ว่าจะมาบ่อยแค่ไหน ก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ”

 เธอได้เรียนรู้ว่า การเที่ยวเตร่ไม่ใช่เรื่องเดียวในชีวิต ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ต้องทำอีกมากมาย เมื่อรู้สึกเบื่อหน่ายการเที่ยวกลางคืน ตอนนี้เธอเลือกที่จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ช่วยพ่อแม่ดูแลน้องสาวที่ยังเป็นวัยรุ่น ว่างๆ ก็ช่วยอาบน้ำสุนัข ตัดขนสุนัข ดูแลความเรียบร้อยในบ้านแทนคุณแม่ ปลูกผักอยู่กับธรรมชาติที่บ้าน

ทุกวันนี้เธอมีความสุขกับแปลงผักที่ปลูกเองในบริเวณบ้าน ปลูกตั้งแต่ต้นมะนาว ส้มโอ ปวยเล้ง วอเตอร์เครส ฯลฯ และรู้สึกมีความสุขกับการรดน้ำพรวนดิน ปีนไปเก็บมะม่วง

เธอบอกว่า บ้านหลังใหญ่มีอะไรให้ทำมากมาย แม้ในบ้านจะมีแม่บ้านหลายคนช่วยกันทำงาน แต่เราก็น่าจะแบ่งเบาภาระบ้าง บางครั้งก็ช่วยเขารีดผ้า เช็ดบ้าน ดูแลต้นไม้ ตลอดจนเป็นลูกสาวที่ดีของพ่อ-แม่ และเป็นพี่สาวที่ดีของน้องสาว

"แม้จะไม่เข้มงวดในศีล 5 ศีล 8 แต่ก็พยายามไม่ทำผิดศีล ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ ไม่พูดโกหก ไม่ลักขโมย"


บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #231 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2008, 01:05:58 PM »


'บวรศักดิ์ อุวรรณโณ'ค้นคว้า-พลิกตำรากฎหมายวิเคราะห์แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระ

ความนำ

เมื่อวันศุกร์ที่  27 มิถุนายน ที่ผ่านมาศาลปกครองกลางได้ออกคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีที่คุณสุริยะใส กตะศิลา และคณะเป็นผู้ฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรีเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบและลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร พร้อมทั้งขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ฯ เพื่อให้แถลงการณ์ร่วมสิ้นผลชั่วคราว รวมทั้งให้มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวสิ้นผลชั่วคราว และให้ผู้ถูกฟ้องแจ้งการยุติความผูกพันตามแถลงการณ์ร่วมต่อองค์การยูเนสโกไว้ชั่วคราว

ศาลได้นัดไต่สวนคู่กรณีแล้ววินิจฉัยว่า

“จึงมีคำสั่งห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการอ้างหรือใช้ประโยชน์จากมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (มติคณะรัฐมนตรี) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาและการดำเนินการตามมติดังกล่าว จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น”

1. ปฎิกริยาและผลของคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ฯ

เมื่อข่าวคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฯ เผยแพร่ออกไป ฝ่ายผู้ฟ้องคดีย่อมต้องดีใจเป็นธรรมดา เหมือนๆกับคนที่ไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ร่วม ฝ่ายรัฐบาลเองก็คงเดือดเนื้อร้อนใจตามควร

แต่สำหรับผู้เขียนแล้วมีความรู้สึกระคนกันระหว่างความแปลกใจและความไม่แน่ใจ !

ที่ว่า “แปลกใจ” ก็เพราะเมื่อปีทีแล้วนี่เองที่ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและคำขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีที่มูลนิธิข้าวขวัญและคณะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) โดยศาลปกครองกลางอ้างว่า “คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งห้ามีวัตถุประสงค์ให้ศาลเพิกถอนกระบวนการเข้าทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยในทางกิจการระหว่างประเทศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะรัฐมนตรี) ในฐานะฝ่ายบริหาร อันมิใช่เป็นการใช้อำนาจทาง  ปกครอง อันมิใช่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาล  ปกครองตาม มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542.........ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา........”

ต่อมามีการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดซึ่งมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง โดยศาลปกครองสูงสุดได้ชี้ให้เห็นข้อแตกต่างระหว่าง “การใช้อำนาจทางปกครอง” ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่ที่มีผลใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด อันอยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของศาลปกครองว่า แตกต่างจาก  “การใช้อำนาจบริหารของรัฐตามรัฐธรรมนูญ” การกระทำใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในความสัมพันธ์กับรัฐสภาหรือการกระทำในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำในฐานะที่เป็น “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” อันมิได้อยู่ในอำนาจศาลปกครองแล้ว

ศาลปกครองสูงสุดก็สรุปว่า “ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีดำริไม่รับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ชอบแล้ว  ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย” (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2550 )

ที่ว่า “ไม่แน่ใจ” ก็เพราะผู้เขียนเรียนกฎหมายมหาชนมาและสอนกฎหมายมหาชนอยู่จนทุกวันนี้ ก็สอนอย่างที่ศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลางตัดสินไว้เมื่อปี 2550 นั่นเองว่า “การกระทำของรัฐบาล” (act of government) ในความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับรัฐสภาก็ดี ในความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับรัฐสภาก็ดี ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับรัฐอื่นหรือองค์การระหว่างประเทศก็ดี  ศาลไม่อาจควบคุมได้

เมื่อศาลปกครองกลางกลับแนวคำพิพากษาของท่านเอง และของศาลปกครองสูงสุดที่ตัดสินเมื่อปีที่แล้ว โดยออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีแถลงการณ์ร่วมนี้ จึงทำให้ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าศาลปกครองไทยจะมีบรรทัดฐานในเรื่องนี้อย่างไรแน่ ซึ่งท้ายที่สุดคงต้องรอคำสั่งศาลปกครองสูงสุดว่าจะยึดบรรทัดฐานเดิมหรือจะเปลี่ยนบรรทัดฐาน ซึ่งศาลกระทำได้เพราะในระบบกฎหมายไทยไม่ได้ยึด doctrine of precedent อย่างศาลอังกฤษหรือศาลอเมริก
แต่ผลของคำสั่งศาลปกครองดังกล่าวก่อให้เกิดผลดังนี้

1.กระทรวงการต่างประเทศยกเลิกการสัมมนาที่จะจัดขึ้นเพื่อชี้แจงเรื่องนี้ รวมทั้งยกเลิกสมุดปกขาวที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด อธิบดีกรมสนธิสัญญาที่รับว่าจะไปอภิปรายเรื่อง “การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ” เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาซึ่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และสถาบันพระปกเกล้าจัดขึ้น ยกเลิกการมาร่วมอภิปราย

2.ถ้าไม่มีการอุทธรณ์ หรืออุทธรณ์แต่ศาลปกครองสูงสุดยังไม่มีคำสั่ง หรือยืนตามศาล     ชั้นต้น คงจะไม่มีผู้แทนรัฐบาลไทยไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ควิเบกระหว่างวันที่ 2-10 กรกฎาคมนี้ กัมพูชาก็คงจะนำเสนอการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไปแต่ผู้เดียว

3.ไม่แน่ใจว่า ระหว่างรอคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในการเจรจาต่อรองกับรัฐต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศที่กำลังดำเนินการอยู่ก็ดี หรือจะดำเนินการก็ดี จะเหลือเพียงใด ? เพราะมีความ “ไม่แน่นอน” ในสถานะของข้อตกลงที่กำลังทำ หรือจะทำ ว่าจะถูกเพิกถอนหรือไม่

เมื่อพิเคราะห์เหตุและผลด้วยความระมัดระวังและด้วยความกังวลแล้ว ผู้เขียนตัดสินใจเขียนบทความวิชาการนี้ขึ้นเพื่อวิเคราะห์คำสั่งศาลปกครองดังกล่าว ทั้งนี้แม้ว่าจะเคารพต่อคำสั่งและความเห็นของศาลก็ตาม

2. หลักกฎหมายมหาชนเรื่อง “การกระทำของรัฐบาล (act of government)

ในกฎหมายมหาชนถือว่า คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีมี 2 ฐานะ หรือพูดภาษาชาวบ้านคือมีหมวก 2 ใบ

ในฐานะแรก คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเป็น “ฝ่ายบริหาร” ซึ่งใช้อำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ อยู่ได้ด้วยความไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน และมีอำนาจยุบสภาโดยถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ได้ การควบคุมตรวจสอบการกระทำในฐานะนี้จึงเป็น    “การควบคุมทางการเมือง” (political accountability) ตามหลักประชาธิปไตย และอยู่ในบังคับกฎหมาย   รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายปกครอง

 ในฐานะที่สอง คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีเป็นหัวหน้า “ฝ่ายปกครอง” ซึ่งมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน เหมือน ๆ กับที่ปลัดกระทรวง อธิบดี ข้าราชการทั้งหลายต้องดำเนินการ   จะต่างกันก็ตรงที่ข้าราชการประจำเป็น “ผู้ใต้บังคับบัญชา” (หรือลูกน้อง) คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เป็น “ผู้บังคับบัญชา” (หรือหัวหน้าของฝ่ายปกครอง อันเป็นเรื่องกฎหมายปกครองการควบคุมตรวจสอบการกระทำในฐานะหัวหน้าของฝ่ายปกครองนี้จึงเป็น “การควบคุมโดยกฎหมาย” (control of legality) ตามหลักนิติธรรม


ดังนั้น ตามหลักกฎหมายมหาชนถือว่า ถ้าคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญในความสัมพันธ์กับสภา เช่น เสนอหรือไม่เสนอกฎหมาย เปิดหรือปิดสมัยประชุม ลงมติไม่ไว้วางใจ ยุบสภา ฯลฯ ก็ดี หรือใช้อำนาจในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่นสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ประกาศสงคราม ลงนามในสนธิสัญญา ให้สัตยาบันสนธิสัญญา ดำเนินการเจรจากับต่างประเทศ ศาลไม่ว่า ศาลใดก็จะไม่เข้าไปควบคุม เพราะมีการควบคุมทางการเมืองตามหลักการประชาธิปไตย และความรับผิดชอบต่อสภาและต่อประชาชนอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลปกครองจะไปใช้กฎหมายปกครองมาควบคุม

 ศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศสถือหลักไม่ควบคุมการกระทำของรัฐบาลมากว่า 100 ปีมีคำพิพากษากว่า 100 คำพิพากษา เช่น ในคดี Tallagrand (CE 29 Nov. 1968) ศาลตัดสินว่า การเสนอหรือไม่เสนอกฎหมาย หรือการถอนร่างกฎหมาย เป็นการกระทำของรัฐบาลมาฟ้องศาลไม่ได้

ในคดี Desreumrux (CE 3 Nov. 1933) ศาลตัดสินว่า การประกาศกฎหมายมาฟ้องศาลไม่ได้  ในอีกคดีศาล ตัดสินว่าการขอหรือไม่ขอประชามติ ฟ้องศาลไม่ได้ (CE 29 April 1970 Comité des Chômuns de la Marne)

ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ศาลปกครองสูงสุดตัดสินว่า คดีที่เกิดจากการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เป็นการกระทำของรัฐบาลฟ้องศาลไม่ได้ (CE 13 July 1979 Coparex)
ฟ้องศาลไม่ให้รัฐบาลให้สัตยาบันสนธิสัญญาไม่ได้ (CE 5 Feb. 1926 Dame Caracs)   

การที่รัฐบาลฝรั่งเศสสั่งให้ส่งสัญญาณกวนสถานีวิทยุอันดอรารัฐเล็ก ๆ ในพรมแดนฝรั่งเศส สเปน เป็นการกระทำของรัฐบาล ศาลไม่รับฟ้อง (TC 2 Feb. 1950 Soc. Radio de Bollardière)  คำประกาศเขตปลอดภัยในทะเลของรัฐบาลฝรั่งเศสเพื่อทดลองนิวเคลียร์ มาฟ้องศาลไม่ได้ ( CE 11 July 1975 Paris de Bollardiùe )

แต่ถ้าจะยกคำพิพากษาศาลปกครองต้นแบบของโลก ก็คงจะยกได้อีกหลายหน้า แต่เหลียวไปดูในอังกฤษ หรืออเมริกาก็ถือหลักนี้

คดีแรกในอังกฤษคือคดีดุ๊กออฟยอร์คฟ้องศาลเพราะเป็นปัญหาการเมือง (political question) (คดี The Duke of Yorke’s Claim to the Crown, 5 Rotuli Par 375 (ปี 1460)

ต่อมาทฤษฎีนี้พัฒนามาเป็น “การกระทำของรัฐ” (act of state) เช่นในคดีที่กองทัพเรืออังกฤษทำลายอาคารชาวสเปนซึ่งเป็นผู้ค้าทาส ศาลไม่รับฟ้องเพราะเป็นการกระทำของรัฐ (act of state) (คดี Buron V. Denman (1848) 2 Ex. (67) ศาลอังกฤษไม่รับฟ้องคดีที่อ้างว่า ผู้ฟ้องควรมีสิทธิในเอกสิทธิ์ทางการทูต (immunity) เพราะเป็น “การกระทำของรัฐ” (Agbor V. Metropolitan Police Commissioner (1969)) W.L.R. 703 ฯลฯ

ศาลอเมริกันก็ไม่รับดังปรากฏในคดี Colenaan V. Miller (307 U.S. 433 (1934) ประธานศาล Itughes วินิจฉัยว่า “ในการวินิจฉัยว่าปัญหาใดเป็นปัญหาการเมือง (political question) นั้น....ต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจโดยองค์กรทางการเมืองซึ่งรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีผลผูกพันศาลรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน"

โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคดี Octjen V. Central Leather Co. 246 U.S. 297 ว่า “การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐบาลนั้น รัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองและอะไรก็ตามที่กระทำในการใช้อำนาจการเมืองนี้ ย่อมไม่ถูกควบคุมโดยศาล”

ความจริง หลักที่ว่า ศาลจะไม่ควบคุมการกระทำของรัฐบาลนี้ปรากฏในตำรากฎหมายปกครองทุกเล่ม

แม้แต่ในหนังสือที่สำนักงานศาลปกครองนิพนธ์เรื่อง “ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีเปรียบเทียบ” ในการประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดระหว่างประเทศ ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2550 ที่กรุงเทพเองก็ระบุไว้ชัดในหน้า 219 ว่า

“โดยทั่วไป แนวคิดเรื่อง “การกระทำของรัฐบาล” ซึ่งมีเอกสิทธิที่จะไม่ถูกตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย เป็นที่ยอมรับ แม้ว่าขอบเขตจะถูกจำกัดก็ตาม

ในทางปฏิบัติ มี 2 กรณีที่ใช้แนวความคิดดังกล่าวคือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ในเรื่องเหล่านี้ศาลปกครองสูงสุดแต่ละประเทศจะมีแนวทางในการ (ไม่รับพิจารณา) ของตนเอง”
[/color]

ศาลไทยเองก็ถือหลักนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550    ดังกล่าวแล้ว หรือคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 9/2549  ซึ่งวินิจฉัยชัดเจนว่า การยุบสภาเป็นการกระทำของรัฐบาล ซึ่งศาลไม่ควบคุม

3. หลักกฎหมายมหาชนเกี่ยวกับการแยกหน้าที่ศาล (ผู้ควบคุม) ออกจากหน้าที่ดำเนินการบริหารของฝ่ายปกครอง
 
หลักกฎหมายมหาชนสำคัญอีกหลักหนึ่งก็คือ ฝ่ายปกครองมีหน้าที่บริหารราชการ  แผ่นดิน แต่ศาลปกครองไม่มีหน้าที่บริหาร มีเพียงหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย

 หลักนี้สำคัญมาก เพราะถ้าศาลปกครองสามารถ “สั่ง” ฝ่ายปกครองได้ทุกเรื่อง ก็เท่ากับศาลลงมาบริหารราชการแผ่นดินเสียเอง ซึ่งจะกลายเป็น “ศาลเป็นรัฐบาล” (government of judge) และฝ่ายปกครองจะเป็นเพียงลูกน้อง อนึ่งศาลเองก็ไม่มีความรู้ทางเทคนิคทุกด้านพอที่จะลงไปควบคุม สั่งการทุกเรื่อง

 ด้วยเหตุนี้ จึงมีหลักกฎหมายสำคัญว่าศาลจะไม่ควบคุมการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะดุลพินิจเทคนิค (technical discretion)  เช่น จะตัดถนนไปทางไหนดี สิ่งเหล่านี้เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุหรือไม่ งานวิชาการชิ้นนี้ได้มาตรฐานงานวิชาการที่ดีหรือไม่

 ยิ่งเป็นเรื่องการต่างประเทศด้วยแล้ว ศาลในระบบคอมมอนลอว์ก็ดี ศาลในระบบประมวลกฎหมาย (civil law) ก็ดี จะไม่ยอมตีความสนธิสัญญาเอง โดยไม่ขอความเห็นกระทรวงการต่างประเทศเป็นอันขาด เพราะศาลประเทศเหล่านั้นทราบดีว่ าท่านเองไม่ได้รู้บริบทของการเจรจา ไม่รู้เจตนารมณ์ของคู่กรณีในสนธิสัญญา ดังนั้น หากต้องตีความสนธิสัญญา ศาลประเทศเหล่านี้จะส่งเรื่องไปขอความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ

แต่ไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ศาลของประเทศเหล่านี้จะไม่คุมการกระทำของรัฐบาลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอันขาด !

4. จะทำอย่างไรต่อไป ?

เมื่อวิเคราะห์มาทั้งหมดนี้ แม้ผู้เขียนจะเคารพศาลปกครองกลางเพียงใด ผู้เขียนก็ไม่อาจเห็นพ้องกับความตอนท้ายคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ว่า

“หากศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิจารณาแล้ว ก็ไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงานภาครัฐ และยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยที่ยังคงสงวนสิทธิโต้แย้งคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีเขาพระวิหารไว้เช่นเดิม จึงมีเหตุเพียงพอที่ศาลจะกำหนดมาตราการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนพิพากษาไว้”

ผู้เขียนไม่แน่ใจในข้อความที่ว่าศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้วไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงานภาครัฐ เพราะข้อเท็จจริงดังได้กล่าวแล้วเกิดผลตรงกันข้าม คือการดำเนินการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ของกระทรวงการต่างประเทศก็ยุติลง ทั้งไม่ได้หมายความว่า กัมพูชาจะไม่สามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารฝ่ายเดียวได้ อย่างที่เราอาจเข้าใจเช่นนั้น แต่คณะกรรมการมรดกโลกซึ่งมีกรรมการจาก 21 ประเทศอาจไม่เห็นเช่นเดียวกับเราก็ได้

ดังนั้น ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอว่า

1.กระทรวงการต่างประเทศควรอุทธรณ์คำสั่งนี้โดยด่วนเพื่อฟังคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด แล้วจึงค่อยดำเนินการตามนั้น

2.ศาลรัฐธรรมนูญควรเร่งพิจารณาคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาและฝ่ายค้านว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 190 คือเสนอให้รัฐสภาเห็นชอบหรือไม่ ?

หากต้องดำเนินการ คณะรัฐมนตรีก็ต้องเสนอแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาให้รัฐสภาพิจารณาโดยด่วนที่สุด และแจ้งให้คณะกรรมการมรดกโลกทราบว่า ประเทศไทยยังดำเนินการไม่ครบถ้วนตามขั้นตอนภายในของเรา จึงยังไม่อาจใช้แถลงการณ์ร่วมประกอบการพิจารณาทางคณะกรรมการมรดกโลกได้  ซึ่งเป็นเหตุผลที่รัฐต่างประเทศเข้าใจและยอมรับกันเสมอมา

ผู้เขียนได้แต่ภาวนาว่า เพื่อผลประโยชน์ของประเทศและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในการเจรจากับรัฐต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศในอนาคต

ศาลปกครองสูงสุดน่าจะยืนตามบรรทัดฐานเดิม อันจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไทยในสายตาสังคมโลกยังคงมีอยู่เหมือนเดิม ทุกประการ


 




สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ทางการกัมพูชาได้จัดส่งตำรวจปราบจลาจลเข้าไปประจำการบริเวณสถานทูตไทยประจำ กรุงพนมเปญ เพราะหวั่นเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงจากการประท้วงของชาวกัมพูชาหลัง

รัฐบาลไทยระงับการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไปก่อน หน้านี้ ทั้งนี้ ทุช นารุธ หัวหน้าสำนักงานตำรวจกัมพูชาเปิดเผยกับเอเอฟพีว่า ได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปประจำการเพื่อให้ความคุ้มครองต่อสถานทูต

เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุไม่ดีกับสถานทูตเหมือนเมื่อครั้งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2548 มาแล้วโดยเมื่อปี 2548 ชาวกัมพูชาก่อจลาจลเผาสถานทูตไทยและธุรกิจของคนไทยในกัมพูชา พร้อมปล้นสะดมภ์ก่อให้เกิดความเสียหายไปไม่น้อย

พล.อ.เขียว โสภาค โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชากล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลถูกส่งไปประจำการหลังจากทางกระทรวงได้รับรายงาน ว่า ชาวกัมพูชาหลายพันคนเตรียมชุมนุมประท้วงบริเวณหน้าสถานทูตไทย โดยกำลังเจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งให้ประจำการอยู่ในจุดอารักขาตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ความคุ้มครองผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

"เราป้องกันไม่ให้เกิดการประท้วงใดๆขึ้น เราจะป้องกันไม่ให้เกิดอะไรที่ไม่ดีเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับสถานทูตไทย เมื่อปี 2548ขึ้น " พล.อ.เขียว โสภาคกล่าวพร้อมกับเสริมว่าสถานการณ์ในเวลานี้ยังคงอยู่ความควบคุมทุกอย่าง

เอเอฟพีรายงานว่าผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่ามีตำรวจหน่วยปราบจลาจลประจำการ อยู่ด้านนอกที่ทำการสถานทูตโดยมีรถดับเพลิงสำหรับสลายมวลชนเตรียมพร้อมอยู่ ด้วยหลายคัน

ในขณะที่สื่อมวลชนกัมพูชาเสนอข่าวความคืบหน้าหลังคณะรัฐมนตรีไทยมีมติปฎิ บัติตามคำสั่งศาลปกครองโดยยกเลิกการให้การสนับสนุนกัมพูชาอย่างกว้างขวาง โดยหนังสือพิมพ์รัศมีกัมพูชาระบุว่า

รัฐบาลกัมพูชาได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทยที่ปฏิเสธการให้การ สนับสนุนกัมพูชาตามแถลงการณ์ร่วมระหว่างกันแล้ว แต่ไม่สนใจที่ไทยประกาศให้แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นโมฆะ เพราะปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาและอยู่ในดินแดนกัมพูชา

ขณะที่องค์กรศูนย์วัฒนธรรมและศีลธรรมสังคมแห่งชาติของกัมพูชาประกาศจะ ยื่นขออนุญาตจัดการชุมนุมซึ่งมีผู้เข้าร่วมราว 3,000-5,000 คน โดยจะเดินขบวนจากวิมานเอกราชไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงพนมเปญ เพื่อแสดงความรู้สึกของชาวกัมพูชาว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา หากคนไทยจะคัดค้านการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกก็แสดงว่าไม่เคารพการตัดสินของศาล โลก

รัศมีกัมพูชารายงานโดยอ้างคำพูดของผู้บังคับการตำรวจกรุงพนมเปญยืนยันว่า จะไม่ยอมให้มีการเดินขบวนใดๆ ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง พร้อมระบุด้วยว่าหากมีการเดินขบวนจริงตำรวจก็จะทำการจับกุม

"เราจะไม่ปล่อยให้มีการต่อว่าอย่างผิดกฎหมายเกิดขึ้นเด็ดขาด เพราะเราเคยมีบทเรียนจากการที่กลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าไปทำลายสถานทูต และบริษัทของไทยในพนมเปญ ทำให้รัฐบาลกัมพูชาต้องจ่ายเงินชดเชยหลายล้านดอลลาร์"

ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชายืนยันว่า ทางการกัมพูชาจะคุ้มครองความปลอดภัยให้กับสถานทูตไทย คนไทย และผลประโยชน์ของไทยในกัมพูชา โดยนายเขียว สุเพีย โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา รับว่า ได้ข่าวไม่สู้ดีเกี่ยวกับความปลอดภัยของสถานทูตและประชาชนไทย จึงวางกำลังเพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้าย แต่รับประกันความปลอดภัยว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ด้านหนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพรายงานว่า มีการเพิ่มกำลังตำรวจปราบจราจลอยู่ภายนอกสถานทูตไทยประมาณ 20 นายพร้อมกระบองไฟฟ้า กุญแจมือ และอาวุธครบมือ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามีการปลุกกระแสความโกรธเคืองไปตามระบบสื่อสารโทร คมนาคมของกัมพูชาด้วย แต่สถานการณ์ทั่วไปยังอยู่ในความสงบ

ส่วนหนังสือพิมพ์มนสิการแขมร์ถึงกับระบุว่า การประกาศยกเลิกการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่าย เดียวของไทย เท่ากับเป็นการประกาศสงคราม โดยนักการทูตบางคนตั้งข้อสังเกตว่า การประกาศยกเลิกข้อตกลงใดๆ ระหว่างประเทศเป็นเสมือนการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตโดยทางอ้อม

แต่รัฐบาลไทยทำเช่นนั้นได้เพราะเคารพการตัดสินใจของประชาชนผ่านฝ่ายค้าน แต่หากเป็นกัมพูชาคงต้องถูกจับเข้าคุก นอกจากนี้ยังมีการอ้างว่ามีข่าวลือว่ามีการเตรียมการเพื่อประท้วงไทยในเร็วๆ นี้หากการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารล้มเหลว เพราะไทยเตรียมคัดค้านในการประชุมที่เมืองควิเบคของแคนาดา

หนังสือพิมพ์รัศมีกัมพูชาอ้างเจ้าหน้าที่กัมพูชาที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า กัมพูชาไม่ประหลาดใจกับการถอนการสนับสนุนของไทย ซึ่งเคยคัดค้านการขอขึ้นทะเบียนมาแล้ว แต่กัมพูชายังเชื่อว่าจะโชคดีเพราะการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดก โลกไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่กัมพูชาเห็นว่าปราสาทพระวิหารเป็นสมบัติของมนุษยชาติ และขอให้ชาวกัมพูชาตระหนักถึงความเป็นคนที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีวัฒนธรรม

ทั้งนี้คณะกรรมการมรดกโลกได้เห็นชอบในหลักการที่จะบรรจุปราสาทพระวิหารใน บัญชีมรดกโลกแล้วตั้งแต่การประชุมที่นิวซีแลนด์ เพียงแต่กัมพูชาต้องทำรายงานและแผนการอนุรักษ์ให้เรียบร้อยเท่านั้น และกัมพูชาได้แสดงความจริงใจในฐานะประเทศข้างเคียงไทย

โดยได้รับประกันอย่างชัดเจนว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารคจะไม่ทำให้ไทยสูญเสียดินแดน กัมพูชาจึงได้ทำแผนที่ขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกใหม่ซึ่งไทยก็ได้ให้ความเห็นชอบ แล้ว คณะกรรมการมรดกโลกจึงต้องเข้าใจว่า กัมพูชาได้ทำสิ่งที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เพื่อให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ

ส่วนที่นครควิเบค ประเทศแคนาดา สถานที่จัดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 32 ระหว่างวันที่ 2-10 กรกฎาคม เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 400 ปี ซึ่งทำให้ควิเบคเป็นเมืองที่มีผู้อยู่อาศัยที่เก่าแก่ที่สุดในภาคพื้น อเมริกาเหนือ

โดยหลังจากพิธีการต้อนรับจากเจ้าภาพต่อผู้เข้าร่วมประชุมในวันที่ 2 กรกฎาคมแล้ว การประชุมที่เป็นสารัตถะเริ่มหารือกันในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ และจะเข้าสู่วาระสำคัญคือการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของประเทศต่างๆ อีก 45 แห่ง รวมทั้งปราสาทพระวิหารของกัมพูชาในระหว่างวันที่ 6-7 กรกฎาคม

โดยผลการพิจารณาจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กรกฎาคม ซึ่งนายรอนนี่ อามีลัน โฆษกขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ระบุว่าเป็นวาระสำคัญที่เป็นหัวใจของการประชุม จนถึงขณะนี้ ยูเนสโก ขึ้นทะเบียนสถานที่ต่างๆเป็นมรดกโลกไปแล้ว 851 แหล่ง ใน 141 ประเทศ และจะพิจารณาเพื่อชี้ขาดในการประชุมครั้งนี้อีก 45 แหล่งจาก 40 ประเทศ


ที่มาจากหนังสือพิมพ์ มติชน





นพดลบินถกกก.มรดกโลก

โดย Post Digital วันที่ 5 กรกฎาคม 2551

"นพดล"บินไปแคนาดา หารือ คณะกรรมการมรดกโลกแล้ว ยืนยันจะทำเพื่อคนไทย แต่ไม่รับปากจะสำเร็จ อ้างกัมพูชาล็อบบี้กก.แล้ว ด้าน 20 องค์กร นัดชุมนุมใหญ่ทวงคืนเขาพระวิหาร ปักหลักที่ทางขึ้น 09.00 น. วันนี้

เช้าวันนี้ ( 5 ก.ค.) นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ กล่าวก่อนเดินทางไปประเทศแคนาดา เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ในการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร โดยยืนยัน จะไปคัดค้านขอให้คณะกรรมการเลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน เพื่อปกป้องประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่ทำให้ทุกคนพอใจ ซึ่งจะใช้ทุกวิธีทางให้ดีที่สุด โดยจะมีการชี้แจงต่อคณะกรรมการมรดกโลก ถือคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลที่ให้ระงับคำแถลงการณ์ร่วม

นายนพดล กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถรับประกันการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกได้ เนื่องจาก เบื้องต้นทราบข้อมูลว่า กัมพูชา ก็มีการล็อบบี้คณะกรรมการบางส่วนแล้ว และมติการสนับสนุนในหลักการของรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี และอาจจะมีผลต่อการพิจารณาได้ อย่างไรก็ตาม ได้มีการกำชับอัครราชทูตไทย ประจำกัมพูชา ให้ดูแลคนไทยพร้อมขอความร่วมมือจากกัมพูชาให้ดูแลสถานทูตแล้ว

นายวิวัฒน์ อรรคบุตร ผู้ประสานงานเครือข่ายอีสานกู้ชาติ กล่าวว่า วันนี้ เวลา 09.00 น. องค์กรเคลื่อนไหวต่างๆประกอบด้วย เครือข่ายขบวนการอีสานกู้ชาติ คณะกรรมการประสานงานเพื่อพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษ สมัชชาประชาชนแห่งชาติสมัช ชาประชาชน จังหวัดศรีสะเกษ สมัชชาประชาชนจังหวัดบุรีรัมย์ และ องค์กรพันธมิตรต่างที่ต่างๆกว่า 20 องค์กรที่มีใจรักชาติรักแผ่นดิน จะเดินทางไปร่วมชุมนุมใหญ่ที่บริเวณลานผลานหินตรงประตูทางขึ้นไปชมปราสาทพระวิหาร เพื่อจัดเวทีสัมมนาหัวข้อ แนวทางการขับเคลื่อน และต่อสู้เพื่อทวงคืนอธิปไตยที่ถูกกัมพูชารุกล้ำ บริเวณทางขึ้นปราสาทพระวิหาร 4.6 ตร.กม. โดยผู้ร่วมสัมมนาจะประกอบด้วยนักเคลื่อนไหว และปราชญ์ชาวบ้านที่รู้จักประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเขาพระวิหารเป็นอย่างดีจะได้มาแลกเปลี่ยนให้ข้อมูลความรู้เพื่อให้เกิดความชัดเจน

ขณะเดียวกันการเดินทางมาชุมนุมวันนี้ ก็เพื่อจะเร่งติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีที่ทางขบวนการอีสานกู้ชาติเคยไปแจ้งความไว้กับ ตำรวจ สภ.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ เพื่อให้ดำเนินคดีกับคนต่างด้าวชาวกัมพูชาที่รุกล้ำอธิปไตยของไทยบริเวณทางขึ้นเขาพระวิหารว่าได้มีการสรุปสำนวนคดีไปถึงไหนแล้ว






"มาร์ค" ยัน รบ.ขิงแก่ไม่เกี่ยวเขาพระวิหาร

โดย Post Digital 5 กรกฎาคม 2551 12:56 น.

"อภิสิทธิ์ " อัด นพดล บิดเบือน ระบุ รัฐบาลสุรยุทธ์ ไม่เกี่ยว ลงนามขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปชี้แจงข้อมูลต่อศาลรัฐธรรมนูญ และตอบข้อซักถามต่อสื่อมวลชนกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร โดยระบุ ว่ารัฐบาลสมัย พล.อ. สุรยทธ์ จุลานนท์ เป็นผู้ลงนามสนับสนุนกัมพุชา นั้น พบว่ามีข้อบิดเบือนหลายประการ และมีความไม่ชอบมาพากล โดยเฉพาะการอ้างว่ารัฐบาลชุดที่แล้วมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้การขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชามีความสมบูรณ์ ว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งจากการตรวจสอบจากสมุดปกขาวที่กระทรวงการต่างประเทศได้ทำแจกจ่าย พบว่าการลงนามในขณะนั้นจะมีผลก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีท่าทีที่ชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดของคณะกรรมการมรดกโลกที่ระบุว่า ภายใน 6 สัปดาห์ ก่อนที่จะมีการประชุม กัมพูชาจะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้ ต้องมีหลักฐานจากฝ่ายไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคม โดยนายนพดล ได้ไปลงนามแบบย่อในแถลงการณ์ร่วม และยังเป็นเอกสารชิ้นเดียวที่ทางการกัมพูชานำขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ควรจะออกมาชี้แจงความจริงในเรื่องนี้ให้ประชาชนรับทราบ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากกัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะต้องแสดงความรับผิดชอบในเรื่องนี้ ส่วนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ หากพบว่าการกระทำดังกล่าวขัดมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้ายื่นถอดถอนต่อไป







คณะกรรมการมรดกโลกห่วงสถานการณ์ปราสาทพระวิหาร เร่งหาข้อยุติ 

กรุงเทพฯ 5 ก.ค.- “ปองพล” เผยคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศห่วงสถานการณ์ปราสาทพระวิหาร เร่งหาข้อยุติ หลังรับเอกสารศาลปกครองของไทยห้ามใช้แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา พร้อมระบุอุทยานฯ พระนครศรีอยุธยารอดพ้นถอดมรดกโลกในกลุ่มเสี่ยงอันตราย


นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย ซึ่งได้ร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 32 (32nd Session of the World Heritage Committee) ระหว่างวันที่ 2-10 ก.ค. 2551 ในฐานะรัฐภาคีอนุสัญญามรดกโลก เปิดเผยว่า ในการประชุมครั้งนี้ที่ประชุมจะมีการพิจารณาเกี่ยวกับการบริหารจัดการมรดกโลก ที่ได้รับการขึ้นบัญชีในภาวะเสี่ยงอันตราย (State of Conservation of the Properties inscribed on the List of World Heritage in Danger) จำนวน 31 แห่ง ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีแหล่งมรดกโลกของไทยได้รับการขึ้นบัญชีในภาวะเสี่ยงอันตราย เช่น อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

นายปองพล กล่าวอีกว่า ได้มีการพบปะนอกรอบกับคณะผู้แทนประเทศต่างๆ เช่น เกาหลี โมร็อกโก และสหรัฐ ซึ่งคณะผู้แทนจากประเทศเหล่านี้ทราบว่าได้รับการเชิญจากรัฐบาลกัมพูชา ให้เดินทางไปเยี่ยมชมปราสาทพระวิหาร จึงทำให้ได้รับข้อมูลจากมุมมองของฝ่ายกัมพูชาฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยได้ชี้แจงให้คณะผู้แทนเหล่านี้ได้เข้าใจ และให้ความสำคัญในเชิงภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสมควรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชา

นายปองพล กล่าวอีกว่า คณะกรรมการมรดกโลกทั้ง 21 ประเทศ และองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้รับเอกสารจากกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ของไทย ซึ่งลงนามโดยนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งให้ทราบถึงคำสั่งศาลปกครองที่ให้คุ้มครองชั่วคราว ซึ่งห้ามไม่ให้ใช้แถลงการณ์ร่วมประกอบการพิจารณาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา นอกจากนี้ คณะกรรมการหลายคนได้เข้าใจและแสดงความเป็นห่วงในสถานการณ์ และพยายามหาข้อยุติที่จะไม่กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชา

“ทั้งนี้ จะมีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการในหมู่ประเทศเอเชียและแปซิฟิก คาดว่าคงจะพูดถึงกรณีปราสาทพระวิหารด้วย นอกจากนี้ เช้าวันที่ 5 ก.ค. เวลา 08.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารของที่ประชุม ซึ่งทราบว่าประธานจะหารือเกี่ยวกับวาระ 8 ปีในส่วนที่เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารด้วย โดยได้ทราบเป็นการภายในว่าอาจจะเสนอให้พิจารณากรณีปราสาทพระวิหารเป็นเรื่องสุดท้าย เพื่อให้เวลากรรมการปรึกษาหารือและศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วน” นายปองพล กล่าว.


-สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2008-07-05 11:55:02 



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 05, 2008, 02:52:52 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #232 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2008, 05:03:16 PM »



ถอยสองล้อสู้น้ำมันแพง


:ราคาน้ำมันสูงลิบลิ่ว ประกอบกับความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้น รวมไปถึงความนิยมจักรยานในฐานะกีฬาเพื่อการพักผ่อน ต่างก็ช่วยกระตุ้นให้ความต้องการจักรยานเพิ่มขึ้นทั่วโลก

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :

จักรยานเงาวับที่เรียงแถวอยู่ในสายการผลิตของโรงงานบริษัทไจแอนท์ แมนูแฟคเจอริ่ง ซึ่งเป็นผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกำลังรอออกไปโลดแล่นอยู่บนท้องถนนตั้งแต่เมืองซีแอตเติลของสหรัฐไปจนถึงกรุงปักกิ่งของจีนเร็วๆ นี้

ไจแอนท์ เป็นผู้ผลิตจักรยานแบรนด์ดังระดับโลก อย่าง Boulder Yukon และ Iguana กำลังได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากปรากฏการณ์นี้ บริษัทซึ่งผลิตจักรยาน 5.5 ล้านคันเมื่อปี 2550 คาดว่าจะทำยอดขายได้ 1,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ หรือเพิ่มขึ้น 10%

เรื่องราวของไจแอนท์เป็นตัวอย่างที่ดีในอุตสาหกรรมรถจักรยานทั่วโลก ซึ่งมีมูลค่า 61,000 ล้านดอลลาร์ ผลจากการเติบโตอย่างไม่คาดคิดมาก่อน เมื่อการปั่นจักรยานกลายเป็นกีฬาหย่อนใจที่ผู้คนจำนวนมากให้ความสนใจ และเป็นทางเลือกในการเดินทางในหลายประเทศของแถบซีกโลกตะวันตก

"ผู้คนพากันหันมาใช้รถจักรยานกันอีกครั้ง ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถจักรยาน ผลิตป้อนโรงงานแทบไม่ทัน" แจค ออร์ตวิน บรรณาธิการนิตยสารรายเดือน ไบค์ ยุโรป ระบุ

จีนแผ่นดินใหญ่นำหน้าโลกในเรื่องของจำนวนรถจักรยานที่ผลิตในแต่ละปี ด้วยตัวเลข 73 ล้านคัน จากจำนวนรวมทั่วโลกที่ 100 ล้านคัน

ที่เหลือส่วนใหญ่ก็มาจากไต้หวัน แคนาดา รัสเซีย ยูเครน และสหภาพยุโรป โดยไต้หวันผลิตจักรยานปีละประมาณ 6 ล้านคัน และขายในราคาเฉลี่ยคันละ 222 ดอลลาร์ที่ไต้หวัน

ในส่วนของประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) นั้น ยอดขายรถจักรยานเพิ่มขึ้น 14.6% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และคนในอียูก็ซื้อจักรยานกันคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของทั่วโลก สำหรับสหรัฐมียอดขายรถจักรยานเพิ่มขึ้นเกือบ 9% ในช่วงเดียวกัน

 

สองล้อ เจาะกลุ่ม ‘ไฮ-เอนด์’

ในท่ามกลางข่าวดีก็มีข่าวไม่สู้ดีนักเหมือนกัน เพราะราคาโลหะต่างๆ พากันปรับตัวขึ้นมาก โดยเฉพาะเหล็ก อะลูมิเนียม และโครเมียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของโลหะหลักที่ใช้ในการผลิตจักรยาน ราคาโลหะที่สูงขึ้นเหล่านี้ไปลดทอนกำไร และผลักดันให้ราคาจักรยานแพงขึ้นเพราะบรรดาผู้ผลิตต้องหาทางรักษาส่วนต่างผลกำไร

กุญแจสำคัญดอกหนึ่งที่จะช่วยให้ทำกำไรได้มากขึ้น คือการผลิตจักรยานไฮ-เอนด์ที่ทำเฟรมด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งสามารถสร้างส่วนต่างกำไรต่อคันได้สูงขึ้น เพราะสามารถขายได้ทั้งแบรนด์และคุณภาพ ทั้งยังช่วยชดเชยต้นทุนวัตถุดิบจำพวกโลหะที่สูงขึ้นได้

"ถ้าคุณต้องการแข่งขัน คุณก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ" โทนี โหล ประธานบริษัทไจแอนท์แนะนำ

ไจแอนท์ ซึ่งตั้งอยู่ในไทเป ผลิตจักรยานที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ด้วยเช่นกัน และจักรยานประเภทนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในจีนแผ่นดินใหญ่ จนบริษัทต้องเข้าไปเปิดโรงงานรองรับถึง 3 แห่ง จักรยานที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เป็นที่ฮิตมากในจีน เพราะสภาพเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูของแดนมังกรทำให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่คนงานโรงงานที่มีฐานะยากจน แต่ก็ยังสามารถอัพเกรดจักรยานไปใช้ประเภทที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ได้ในทันที

จักรยานพลังงานแบตเตอรี่ออกวางจำหน่ายเมื่อปี 2549 และผู้บริโภคชาวจีนก็แห่กันไปอุดหนุนกว่า 20 ล้านคัน จักรยานซึ่งใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 36-48 โวลต์นี้ สามารถขี่ได้ประมาณชั่วโมงละ 25 กิโลเมตร สนนราคาขายที่คันละประมาณ 3,000 หยวน (14,400 บาท)

ด้านบริษัทเมริดา อินดัสตรี ซึ่งเป็นคู่แข่งของไจแอนท์ คาดว่ากำไรจะซบเซาในปีนี้ ผลจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่เมริดาคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น 5-10% ปีนี้ จากปี 2550 สืบเนื่องจากความต้องการจักรยานพลังงานแบตเตอรี่ที่มากขึ้นในจีน รวมถึงจักรยานเสือภูเขาในตลาดที่เน้นการกีฬาอย่างสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ไต้หวันก็ต้องแข่งขันกับฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ในตลาดจักรยานประเภทไฮ-เอนด์เหมือนกัน

ในช่วงที่พยายามเพิ่มส่วนต่างผลกำไรและชิงส่วนแบ่งตลาดนี้ ไจแอนท์รวมถึงคู่แข่งรายหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นไซเคิล ยุโรปของฟินแลนด์ เทรค และสเปเชียลไลซ์ของสหรัฐ ต่างก็เร่งพัฒนาจักรยานที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก

ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงจักรยานชี้ว่า ไจแอนท์กำลังนำหน้าในเรื่องนี้ด้วยจักรยานที่มีน้ำหนักเพียง 6 กิโลกรัม ซึ่งเบากว่ารุ่นก่อนหน้านี้ถึง 20% จักรยานรุ่นนี้ชื่อว่า ทีซีอาร์ แอดวานซ์ ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์มีความเบาเป็นพิเศษ และจำหน่ายในราคาประมาณ 7,100 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ไจแอนท์กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อพัฒนาจักรยานที่มีน้ำหนักเบากว่านี้ เพราะถูกบรรดาคู่แข่งไล่หลังมาติดๆ

 

ช่วยโลก งดน้ำมัน

ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 141 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และนักวิเคราะห์บางคนคาดว่าอาจขึ้นถึงระดับ 200 ดอลลาร์ในเวลาอันใกล้นี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่รถจักรยานจะกลายเป็นพาหนะที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในหมู่คนรักสุขภาพซึ่งมีจำนวนมากขึ้นทุกขณะ

"การขับรถไปไหนมาไหนนับว่าเป็นการเดินทางที่สิ้นเปลืองมากในยุคนี้ และราคาน้ำมันก็น่าจะยังอยู่ในระดับสูง" เฟเบียน คัสเตอร์ โฆษกสมาพันธ์นักปั่นจักรยานยุโรป แสดงทัศนะ พร้อมแนะว่าสำหรับการเดินทางในระยะใกล้ๆ จักรยานนับว่าเป็นพาหนะที่ไปได้รวดเร็วมากในเมือง ทั้งยังไม่กินพื้นที่มากนัก

กรุงปารีส เมืองบาร์เซโลนา และเมืองใหญ่อื่นๆ ในยุโรป ได้จัดทำโครงการให้ยืมจักรยาน โดยเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เลือกใช้จักรยานที่จอดไว้ยังที่จอดด้านนอกสถานีรถไฟ สิ่งที่ผู้ยืมต้องทำคือรูดบัตรเครดิตเพื่อเป็นการรับรองว่าจะนำรถจักรยานกลับมาส่ง

เมื่อใช้แล้ว นักปั่นก็นำจักรยานกลับไปส่งไว้ที่เดิมแล้วจึงรูดบัตรเครดิตอีกครั้งหนึ่งเพื่อรับเงินคืน แต่ต้องถูกหักค่าธรรมเนียมการใช้รถจักรยานไปเล็กน้อย ปัจจุบันกรุงปารีสจัดจักรยานไว้ให้ยืมตามจุดต่างๆ 1,450 จุด ประมาณ 20,000 คัน

"เมื่อใช้จักรยาน คุณก็ไม่ต้องเติมน้ำมัน นี่ถือเป็นมิติใหม่ของการตระหนักถึงความสำคัญของการขี่จักรยาน" โหล ประธานบริษัทไจแอนท์ กล่าว ตัวเขาเองนั้นขี่จักรยานวันละ 80 กิโลเมตร ไปและกลับจากที่ทำงานทุกวัน

ในส่วนของคนยุโรปก็กำลังขี่จักรยานไปทำงานกันมากขึ้น เพราะท้องถนนเอื้อต่อผู้ขับขี่อย่างยิ่ง เนื่องจากเทศบาลเมืองวางแผนอย่างดีเพื่อส่งเสริมให้มีการขี่จักรยาน ด้านจีนก็มีนักปั่นที่หันไปใช้จักรยานพลังงานแบตเตอรี่มากขึ้น และคนอเมริกันก็ปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพและการกีฬา หรือเพื่อเผาผลาญแคลอรีเป็นส่วนใหญ่

"ผมขี่จักรยานเสือภูเขามานานแล้ว และอยากจะคิดว่าคนที่ขี่จักรยานอย่างผม ช่วยทำให้ยอดขายจักรยานเพิ่มขึ้น" สตีฟ แทม นักปั่นจักรยานตัวยง บอก เขาอาศัยอยู่ในเมืองเรดดิง รัฐแคลิฟอร์เนีย และออกกำลังด้วยการขี่จักรยานทุกสุดสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม พวกที่อยากจะเป็นนักปั่นในประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างไต้หวัน มองว่าจักรยานเป็นสัญลักษณ์ของอดีตที่ยากจนข้นแค้น อีกทั้งนักปั่นทั่วโลกยังต้องผจญกับสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยนัก รวมถึงสภาพการจราจรบนท้องถนนที่ไม่ปลอดภัยกับนักปั่น แถมเผลอๆ จอดจักรยานทิ้งไว้ ก็อาจถูกขโมยไปอีก

กระนั้น การขี่จักรยานถือเป็นวิธีเดินทางที่ประหยัดเงิน ทั้งยังประหยัดเวลาบนท้องถนนเมืองไทเปที่แออัดไปด้วยยวดยาน

"ผมใช้เวลาขี่จักรยานแค่ 10 นาที และก็ไม่ต้องเสียเงินเติมน้ำมันด้วย" หู หลี่เหว่ย นักศึกษาคนหนึ่ง บอกอย่างยินดีถึงวิธีการเดินทางของเขา

 

หมายเหตุ เรียบเรียงจากสำนักข่าวรอยเตอร์

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #233 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2008, 05:11:24 PM »


ยืดอก...พกถุง (ผ้า)


:ลวดลายเสือดาวหรือม้าลายที่สกรีนอยู่บนถุงผ้าเหล่านี้ มองเผินๆ อาจนึกว่าเป็นถุงผ้าคอลเลคชั่นใหม่ที่ออกมาเอาใจคนรักสิ่งแวดล้อมแต่ยังไม่วายขอเปรี้ยวอินเทรนด์ แท้จริงแล้ว ไม่ใช่แค่ดีไซน์เท่านั้นที่เก๋ไก๋โดดเด้ง แต่มันยังพยายามปลูกฝังค่านิยมใหม่ให้กับนักช้อปขาประจำอีกด้วย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :

"เอาถุงมาค่ะ"

เขมิกาบอกกับแคชเชียร์ที่กำลังจะหยิบเสื้อที่ซื้อใส่ถุง (กระดาษ) ให้ พร้อมกับยกกระเป๋าผ้าลายม้าลายพร้อมที่เตรียมมาให้แคชเชียร์คนเดิมบรรจงพับเสื้อตัวสวยใส่เข้าถุงผ้าใบเขื่องที่บรรจุของอยู่ไม่น้อย

"อย่าลืมยิงบาร์โค้ดนะน้อง"

สาวช่างช้อปยุคใหม่อย่างเขมิกา นอกจากจะไม่พลาดกับแคมเปญลด แลก แจก แถม ของบรรดาห้างสรรพสินค้าที่จัดขึ้นอย่างไม่เว้นว่างแล้ว ก่อนซื้อแต่ละครั้งยังต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อไม่พลาดกับสิทธิประโยชน์อันควรได้ของตนเอง ยิ่งในยุคค่าครองชีพสูงลิ่ว (แต่ก็ยังตัดใจจากการช้อปไม่ได้) จะซื้อของแต่ละครั้งก็ต้องงัดวิชาบริหารจัดการมาใช้ด้วยเช่นกัน

"ปกติก็เป็นคนชอบพกกระเป๋าอีกใบอยู่แล้วเพราะจะซื้อโน่นซื้อนี่จิปาถะแล้วก็ใส่รวมๆ กันไว้ไม่ต้องหิ้วพะรุงพะรัง สมัยก่อนเคยถือเป็นถุงพลาสติกลายสวยๆ แต่หลังๆ มานี้เปลี่ยนเป็นถุงผ้าเพราะมีขายเยอะ ซื้อบ้าง ได้รับแจกมาบ้าง เพราะบางหน่วยงานก็ให้มาใช้ช่วยกันลดปัญหาโลกร้อน ลวดลาย ดีไซน์สวยขึ้น ใช้ได้เลยในชีวิตประจำวัน อย่างใบนี้ก็เพิ่งซื้อเอาติดตัวตลอด เวลา มาซื้อที่นี่ก็ได้แต้มเพิ่มด้วย"

เธอบอกว่า 'แต้ม' ที่ได้จากถุงผ้าน่าสนใจไม่น้อยไปกว่า 'ลวดลาย' ที่ค่อนข้างอินเทรนด์ ไม่รู้สึกเชย และยังรู้สึกดีที่มีส่วนช่วยลดโลกร้อน แต่ก็ยอมรับว่าเสียดายถุงพลาสติกโดยเฉพาะใบใหญ่ๆ ที่ได้เวลาไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต เพราะไว้ใช้ใส่ขยะ แต่เพื่อส่วนร่วมเธอก็เลือกอยากให้ทุกคนหิ้วถุงผ้าไปชอปปิงด้วย ซื้อแล้วก็ใส่ อย่างน้อยก็ลดใช้ถุงพลาสติกวันละใบก็ยังดี


ช้อปด้วย ยิงบาร์โค้ดด้วย

กระแสเชื้อชวนผู้คนให้หันมาใช้ 'ถุงผ้า' ทดแทนถุงกระดาษและถุงพลาสติกกำลังขยายวงกว้างและเป็นรูปธรรมให้เห็นมากขึ้น โดยเฉพาะบรรดาห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าในฐานะที่เป็นผู้ส่งมอบ 'ถุงพลาสติก' หรือ 'ถุงกระดาษ' โดยตรงให้กับลูกค้าในปีหนึ่งๆ นับเป็นสิบๆ ล้านใบ ได้หันมารณรงค์กันอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อร่วมบรรเทาภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญอยู่ในเวลานี้

กระเป๋าผ้าดิบ หรือถุงผ้าสีขาวขุ่น สกรีน NO Plastic เสมือนผลิตภัณฑ์รุ่นบุกเบิกต่อการประกาศสงครามกับถุงพลาสติกแม้ในทางการตลาดจะค่อนข้างประสบความสำเร็จต่อการปลุกแนวร่วม 'ลดโลกร้อน' ด้วยมองไปทางไหนก็เห็นผู้คนสะพายกระเป๋าหรือถุงผ้าที่ระบุว่าไม่เอาถุงพลาสติกอยู่จำนวนไม่น้อย แต่ 'กระแส' ย่อมมีวันจาง ขณะที่ปัญหาโลกร้อนยังคงเดินหน้าคุกคามชาวโลก

"ซื้อลิปสติกแท่งเดียวใส่กระเป๋าไปก็ได้ ไม่ต้องใส่ถุง เพราะถ้าเราลดถุงพลาสติกได้ก็เท่ากับว่าเราไม่ต้องซื้อถุงพลาสติกเพิ่ม"

ปิยวรรณ ลีละสมภพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและเซน กล่าวว่า ในแต่ละปีห้างเซ็นทรัลต้องใช้ถุงพลาสติกถึง 16 ล้านใบ ในการใส่สินค้าให้กับลูกค้า ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือมลพิษส่วนหนึ่งของสังคม แต่การที่จะทำให้ลูกค้าตระหนักถึงผลเสีย และยอมที่จะบอกว่า 'ไม่ขอรับถุงพลาสติก' ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน

จำเป็นที่จะต้องใช้ 'การตลาดนำ' ทำอย่างไรก็ได้ ให้คนรู้สึกว่าไม่ได้ถุงก็ไม่สูญเสียอะไร และต้อง ติดนิสัย 'พกถุง' อยู่เสมอ

หากจะมองถึงวิวัฒนาการถุงผ้ากู้โลกร้อนจากสีขาวขุ่นในยุคแรก ขยับใส่สีสัน ลวดลายแฟชั่น ในช่วงถัดมานั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นต่อมสามัญสำนึกให้คงอยู่ตลอดเวลาได้ ยิ่งในยุคที่ข้าวยากหมากแพงเวลานี้ ลูกค้าย่อมคำนึงถึง 'มูลค่าเพิ่ม' มากขึ้นไปด้วย

ซีรีส์ของถุงผ้าจึงต้องเพิ่ม 'แวลู' เป็นลูกเล่นจูงใจให้ลูกค้าต้องพกถุงติดตัวตลอดเวลา

อย่างแคมเปญ Central No Bag day sale : II ครั้งนี้ เป็นซีรีส์ 2 ของโปรเจค Central Shopping Bag สร้างคอนเซปต์ Wildlife - Print Central…Love The Earth ด้วยลวดลาย Animal print 2 แบบ 2 ลาย ม้าลายโทนขาวดำ และลายเสือดาว มาพร้อมกับส่วนลด 15-30% ให้กับลูกค้าที่หิ้วเจ้าถุงม้าลายและเสือดาวมาชอปปิง ในช่วงเปิดตัวเมื่อวันที่ 23-29 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่ทุกครั้งที่ลูกค้านำถุงผ้ากลับมาชอปปิงจะได้รับคะแนนสะสมเดอะ วัน คาร์ด เพิ่ม 10 คะแนนต่อใบเสร็จ เป็นโปรแกรมให้ลูกค้าสะสมได้ยาวไปจนถึงสิ้นปีเลยทีเดียว ซึ่งภายในถุงผ้าจะมีรหัสสำหรับสแกน (บาร์โค้ด) เพื่อรับคะแนนติดไว้เป็นที่เรียบร้อย

ใครอยากจะหิ้วเจ้าม้าลาย หรือเจ้าเสือดาวไปชอปปิงก็หาซื้อได้ในราคา 60 บาท ณ เคาน์เตอร์แคชเชียร์ หรือจุดแลกซื้อในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลทุกสาขา วิธีการใช้ยิ่งง่ายกว่า เมื่อซื้อสินค้าแล้ว และใส่ในถุงผ้าที่เตรียมมา อย่าลืมให้แคชเชียร์สแกน 'บาร์โค้ด' ที่ติดอยู่ข้างในกระเป๋า เพื่อสะสมแต้ม เดอะ วัน คาร์ด ซึ่งหากลูกค้าถือบัตรนี้อยู่แล้ว แต้มจะถูกสะสมเพื่อ 'เพิ่มค่า' ต่อไปในอนาคต ส่วนคนที่ไม่มี เดอะ วัน คาร์ด คุณก็จะได้แค่ถุงผ้าสวยๆ แต่ไม่ได้ส่วนลด

ปิยวรรณบอกว่า เดอะ วัน คาร์ด เป็นอาวุธที่ทำให้เซ็นทรัลได้รู้จักลูกค้าและทำให้เข้าถึงโจทย์ได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับการกระตุ้นให้ลูกค้าใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ก็ต้องมีลูกเล่น 'ลูกค้าจะเอ็นจอยกับการสะสมพอยท์และเทิร์นกลับมาเป็นคูปองเงินสด หรือส่วนลด' ซึ่งจะค่อนข้างเห็นผลทันตาเพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็น 'ขาประจำ' ที่มาชอปปิงอย่างสม่ำเสมอ ฉะนั้นลูกค้าจะรู้ว่าพอยท์ที่เพิ่มขึ้นมีประโยชน์มากขนาดไหน

แคมเปญดังกล่าวยังจะทำให้เซ็นทรัลได้ฐานสมาชิกบัตรเดอะ วัน คาร์ด เพิ่มขึ้นด้วย เพราะไหนๆ เห็นถุงสวย อยากซื้อ อยากใช้ มีแต้มให้ด้วย "เขาก็จะมาสมัครเดอะ วัน คาร์ด" ผู้บริหารเซ็นทรัลเชื่อเช่นนั้น เพื่อมิให้เสียประโยชน์เพราะคุณสะสมแต้มได้ยาว แบบไม่มีหมดอายุ

ไม่ใช่แค่ 'สวย'

ใช่ว่าจะมีแต่สีสันและลวดลายเท่านั้นที่ถูกใจนักช้อป ฟังก์ชันและแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อมก็ยังโดนใจคนรุ่นใหม่เข้าอย่างจัง

เพราะกระเป๋าผ้าใบนี้ลงรายละเอียดถึง 'น้ำหนัก' ซึ่งใช้ผ้าแคนวาสทำให้บางและเบาพับใส่กระเป๋าได้ราวกับกระดาษเลยทีเดียว ไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้แบรนด์เนมที่ถืออยู่อีกใบเสียรูป!!! และแน่นอนภาระหน้าที่ของถุงที่ต้องแบกสัมภาระจำนวนไม่น้อย 'ความคงทน' หรืออายุการใช้งานก็ต้องเป็นไปให้สอดคล้องกันด้วย

ปิยวรรณเล่าต่อว่า เซ็นทรัลวางนโยบายที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกค้าลดการใช้ถุงพลาสติกเพื่อเป็นการลดขยะและการเกิดภาวะโลกร้อน ผ่านโครงการ Central…Love The Earth ด้วยการผลิตถุงผ้า Central Shopping Bag ออกมาเป็นซีรีส์ โดยซีรีส์แรกเปิดตัวเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เห็นว่าลูกค้าส่วนใหญ่ได้นำถุงผ้ากลับมาใช้ใส่สินค้าที่ซื้ออีกครั้ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะข้อมูลข่าวสารที่มีการกระตุ้นเตือนเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับโลก ภัยธรรมชาติรุนแรงที่ก่อเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งสึนามิ นาร์กิส ฯลฯ ล้วนทำให้ผู้คน 'ตื่นตัว'

เมื่อเห็นระดับการยอมรับของลูกค้าที่สะพายกระเป๋าผ้ามาชอปปิงอยู่ไม่น้อย จึงเป็นไอเดียให้ขยายผล ด้วยการนำความเชี่ยวชาญในเรื่องของแฟชั่นของเซ็นทรัลมาเป็นจุดขาย พร้อมๆ ลิงค์ไปกับเครื่องมือทางการตลาด คือ เดอะ วัน คาร์ด เป็นการทำลอยัลตี้ โปรแกรม กับลูกค้า เป็นการต่อยอดที่ได้ผลทั้งด้านการตลาดและสังคม

ที่ในเบื้องต้นเซ็นทรัลต้องการลดการใช้ถุงพลาสสิกให้ได้อย่างน้อย 25% หรือลดการใช้ถุงพลาสติกจาก 16 ล้านใบต่อปี ให้เหลือ 12 ล้านใบต่อปี ภายในปี 2553 ซึ่งหลังจากดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างจริงจังตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าปริมาณการใช้ถุงพลาสติกของลูกค้าลดลง 3% คาดว่าจะลดการใช้ลงได้ 10-12% ในสิ้นปีนี้


ชุมชนคน 'พกถุง' กำลังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ใครยังคิดจะใช้ถุงพลาสติกอีก ถ้าไม่กลัว OUT!!! ก็ตามใจ

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #234 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2008, 11:50:17 AM »


29 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

เส้นทางเหรียญทองโอลิมปิก (วิชาการ)

:'ภาพจำ' ของ 'เด็กเรียน' ไม่ว่าจะเป็นแว่นตาหนาเตอะ หรือหน้าตาที่ดูเบลอๆ จากการตรากตรำหนังสือหนังหาทั้งวันทั้งคืน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ถูกลบทิ้งไปทันที หลังจากที่ได้เจอเข้ากับกลุ่มนักเรียน ที่ได้เป็นผู้แทนเยาวชนประเทศไทย ไปร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ซึ่งมีขึ้นเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และสอยเหรียญรางวัลมา ไม่น้อยไปกว่านักกีฬาโอลิมปิกที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้

ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จัดเวทีสำหรับเสวนากันเรื่อง ทำอย่างไรจึงได้เป็นผู้แทนโอลิมปิกวิชาการ มีสุภาพสตรีน่ารักๆ เพียงผู้เดียวในงานนี้คือ อติพร เทอดโยธิน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน เจ้าของ เหรียญทองแข่งขันชีววิทยาโอลิมปิกระหว่างประเทศ ได้คะแนนเป็นลำดับที่ 11 ของโลก

ส่วนผู้ร่วมเสวนาอีก 3 คนเป็นชายหนุ่ม ได้แก่ เชาว์ เจริญกิจขจร โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เหรียญทอง ชีววิทยาโอลิมปิกระหว่างประเทศ ได้คะแนนเป็นลำดับที่ 20 ของโลก, พลณพ สมุทรประภูติ เจ้าของเหรียญทอง จากแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ และ เฉลิมชัย โกเมนธรรมโสภณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รางวัลเหรียญเงิน การแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ

เส้นทางสีทอง

"ผมสอบเข้ามูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา หรือ สอวน. แล้วเราต้องมาเข้าค่ายเพราะว่าความรู้ของเราในระดับมัธยม ไม่เพียงพอที่จะไปแข่งโอลิมปิกครับ" พลณพ เริ่มต้นเล่าถึงเส้นทาง ซึ่งคล้ายๆ กับคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

มูลนิธิ สอวน. ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการและคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยของรัฐจัดตั้งศูนย์ สอวน. ขึ้นทั่วประเทศ แต่ละปีจะมีการจัดสอบเพื่อคัดเลือกนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อเข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาหรือส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ขึ้น โดยนักเรียนในโครงการนั้นจำนวนหนึ่งเข้าสู่ระบบของโครงการโอลิมปิกวิชาการ มีการเข้าค่ายติวเข้มคล้ายช่วงเวลาเก็บตัวและคัดตัวนักกีฬาที่จะไปแข่งขันโอลิมปิก

อติพร เล่าถึงค่ายโอลิมปิกวิชาการที่มีการติววิชาการเข้มข้นไปพร้อมๆ กับมีการสอบคัดเลือกเพื่อเฟ้นหาคนที่จะได้เป็นผู้แทนเยาวชนไปแข่งขันทางวิชาการในสาขาวิชาต่างๆ ว่า...

"ค่ายโอลิมปิกของ สสวท. ในวิชาชีววิทยา  เราคัดไว้ประมาณ 60 คน ไปเข้าค่ายประมาณเกือบสามเดือน เราเห็นได้เลยว่ากว่าจะมาได้เป็นผู้แทนโอลิมปิกวิชาการมันเป็นเส้นทางที่ยาวมาก หลายๆ คนอาจจะท้อเพราะความยาก แต่เหมือนคำกล่าวที่ว่าโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว โอลิมปิกก็เหมือนกันคะ เราต้องใช้ความพยายาม" อติพร พูดถึงค่ายติวเข้มที่จะมีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัยหรือบุคคลที่เป็นระดับหัวกะทิในทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ 

ความยากเย็นของเส้นทางโอลิมปิกวิชาการที่จะต้องมีการสอบคัดเลือกอยู่เป็นระยะ คล้ายๆ กับการประกวดประเภทเส้นทางสู่ฝัน อะคาเดมี แฟนเทเชีย

"มันมีการสอบเรื่อยๆ ครับ ตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนมีนาคม เมษายน บางครั้งสอนสอบผมทำพลาดผมก็รู้สึกแย่มาก หลายครั้งก็โทรไปหาคุณพ่อคุณแม่ช่วยเพิ่มกำลังใจครับ" เฉลิมชัย เล่า เช่นเดียวกับ เชาว์  ที่บอกว่า... "มันยากทุกค่ายครับ เราต้องทำใจเตรียมพร้อม แต่ที่ลุ้นที่สุดคงเป็นรอบสุดท้ายก่อนที่จะมีการคัดเลือกผู้แทนในต่างประเทศครับ"

ประสบการณ์บนเวทีโลก

เฉลิมชัย เล่าถึงประสบการณ์เมื่อครั้งไปร่วมการแข่งขันทางวิชาการระดับโลกเมื่อเร็วๆ นี้ว่า...

"สำหรับวิชาเคมี ปีนี้ไปแข่งที่ประเทศฮังการีครับ การไปได้พบปะกับคนต่างประเทศไปเจอคนที่รักในสิ่งเดียวกัน ได้พบว่าคนต่างประเทศมีวิธีการเรียนที่แตกต่างจากเรามาก ทำให้เราได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง การแข่งขันวิชาการมันคือการวัดสติ วัดใจ วัดความพร้อมทุกอย่างของเรา ไม่เฉพาะวิชาการนะ ทุกคนก็ต้องมีความพร้อมทางด้านจิตใจด้วย"

ที่สำคัญทำให้ได้เห็นความแตกต่างบางประการเมื่อได้ไปพบกับผู้แทนจากประเทศอื่นๆ ในการแข่งขันนี้ "ในเรื่องการเตรียมตัวผมคิดว่าประเทศเราเตรียมพร้อมมากกว่าประเทศอื่นครับ  ประเทศอื่นเตรียมตัวแค่ไม่กี่อาทิตย์  แต่ว่าพวกเราเรียนเป็นเดือนๆ  ข้อสอบของเขาจะไม่ได้เน้นถามกับสิ่งที่เราไม่รู้ครับ  แต่จะเล่นกับสิ่งที่เรารู้แล้วว่าเราเข้าใจมันมากน้อยแค่ไหน  และสามารถพลิกแพลงมันได้มากขนาดไหน"

เชาว์กับอติพร ช่วยกันเล่าถึงสถานการณ์ระหว่างการประลองความรู้ว่า..."ข้อสอบทฤษฎีมีสองฉบับ ฉบับแรกที่เป็นแบบกาคนไทยก็ทำได้ดี แต่ฉบับที่สองเป็นเติมคำ มีเป็นร้อยข้อทำแค่สองชั่วโมงทำไม่ทันกันทุกคน มันก็ฝึกให้เราได้คิดวิเคราะห์ว่าควรจะเลือกทำส่วนไหนที่เราถนัดแล้วจะทำได้มากที่สุดในเวลาที่กำหนด"

เด็กโอลิมปิกก็สอบตกเป็นเหมือนกัน

หัวข้อหนึ่งที่สำคัญในการเสวนาครั้งนี้ มีผู้ปกครองและเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมฟังหลายคนตะแคงหูฟังอย่างตั้งใจถึงเคล็ดลับการเรียนหนังสือให้เก่งจนได้เหรียญทองวิชาการระดับโลกแบบนี้

"ตอน ม.3 ผมเคยสอบตกวิชาเลขครับ แต่พอขึ้น ม.4 เห็นรุ่นพี่ที่เข้าโครงการพวกโอลิมปิกวิชาการ ก็ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจ ก็เริ่มซื้อหนังสือมาอ่านเพิ่ม ทำโน่นทำนี่เพื่อพัฒนาตัวเองขึ้นมา" เฉลิมชัย เปิดประเด็นมาแบบนี้ทำให้หลายคนได้อุ่นใจว่าเหรียญรางวัลต่างๆ ไม่ได้เริ่มต้นจากคนเรียนหนังสือเก่งมาแต่ไหนแต่ไร แต่มันเริ่มต้นจากความต้องการอยากจะพัฒนาตัวเองขึ้นมาต่างหาก

อติพร สาวน้อยคนเดียวของกลุ่มนี้ อธิบายต่อว่า การเรียนหนังสือให้ดี ไม่ใช่การทุ่มเทเวลาหรือความสนใจทั้งหมดของชีวิตไว้กับวิชาเรียนและตำรับตำราตลอดเวลา แต่มีจุดสำคัญอยู่ 3 จุด ที่ต้องตรึงกำลังให้เหนียวแน่น แล้วเวลานอกเหนือจากนั้นก็ใช้ชีวิตสบายๆ

"อย่างแรกคือเมื่ออยู่ในห้องเรียนให้สนใจฟังอาจารย์ ตั้งใจเรียนอยากเดียวเลยจริงๆ ตั้งใจคือไม่วอกแวก ไม่คุย ไม่หลับ อีกจุดหนึ่งคือ เมื่อกลับถึงบ้านก่อนนอนก็จะทบทวนสิ่งที่เรียนมาในวันนั้นๆ และจุดสุดท้ายคืออ่านล่วงหน้าไปก่อนเมื่อรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะต้องเรียนอะไร ซึ่งมันจะมีผลเชื่อมโยงกับจุดแรก คือการตั้งใจฟังอาจารย์ในห้องเรียน เพราะถ้าเราอ่านไปล่วงหน้าคร่าวๆ มันจะทำให้เราโฟกัสในห้องเรียนได้ดีขึ้น" อติพร เล่าพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาของเธอเรียวเล็กลง

ส่วน เฉลิมชัย บอกว่า การเรียนหนังสือก็คือการจัดการและการวางแผน

"ถ้าบอกว่าให้ตั้งใจเรียนก็ตรงเลย ใช่เลย แต่ทำได้ค่อนข้างยาก สำหรับผมนะ แพ้ใจบ่อย คือ หลับบ่อย แต่ที่สำคัญคือต้องรู้ตัวเองว่าหลุดตรงไหน แล้วก็อุดมันเสีย วันนั้นที่หลับต้องรู้ว่าเราพลาดอะไรไป จะไปอ่านหรือถามเพื่อนถามอาจารย์ก็ทำทันที ไม่ปล่อยทิ้งไว้ ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะสะสมจนเป็นเรื่องเกินแก้ไข"

นอกจากนี้บรรยากาศในการเรียนรู้ มีการหยิบยกข่าวสารรอบตัวหรือความก้าวหน้าของวิทยาการต่างๆ ก็มีส่วนช่วยทำให้หนุ่มสาววัยเรียนได้ค้นพบความชอบของตัวเองได้เร็วหรือชัดมากขึ้น รวมไปถึงเรื่องการรักชอบในการอ่านหนังสือก็ทำค้นพบความสนใจได้เช่นเดียวกัน แต่ที่สำคัญต้องไม่มีการบังคับด้วย

"พ่อแม่ชอบซื้อหนังสือมาให้อ่านบ่อยๆ แต่จะไม่เอามาบังคับให้อ่านนะ เขาจะวางไว้ตรงนั้นตรงนี้ในบ้าน แล้วก็มาสะดุดตาเราให้หยิบขึ้นมาอ่านเอง" พลณพ เล่าถึง บรรยากาศการเรียนรู้ในบ้านของเขา และเป็นสิ่งที่ทำให้เขาพบความสนใจด้านฟิสิกส์ของตัวเองด้วย


: รมณ รวยแสน







24 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

เหตุระทึก...พยาบาลใจอาสา

:คงไม่ใช่เรื่องง่าย...ที่ใครจะทำงาน ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง อย่างเธอทั้งสอง แม้จะรู้สึกหดหู่ กับสภาพผู้บาดเจ็บ หรือศพที่ไม่น่ามอง


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่ก็ต้องตั้งสติรับสถานการณ์ เพื่อช่วยเหลือชีวิตคนในเหตุการณ์ความรุนแรงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

กัณทิมา อัลอิดรุส หัวหน้าพยาบาล กลุ่มงานพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ยะหา จ. ยะลา เคยถูกพ่อขอร้องให้ย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงในโรงพยาบาลดังกล่าว แต่เธอก็ไม่อาจทิ้งภาระหน้าที่และน้องๆ พยาบาลที่ดูแลมานานกว่า 20 ปี

ส่วน รัตนา รัตนเหม หัวหน้าพยาบาล งานอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลเดียวกัน เธอเป็นพยาบาลรายแรกที่ปีนเข้าไปในรถตู้ เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ยิงรถตู้เมื่อปี 2550  หลังจากตำรวจเคลียร์พื้นที่แล้ว

 ทั้งสองมักจะออกเยี่ยมผู้ป่วยในพื้นที่เสี่ยงด้วยกัน โดยให้เหตุผลคล้ายกันว่า เราเป็นหัวหน้างานจะปล่อยให้ลูกชาวบ้าน (พยาบาลรุ่นน้อง) ไปเสี่ยงได้อย่างไร

ไม่ต้องสงสัยว่า ภาระหน้าที่ของพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงมีมากมายขนาดไหน ทั้งดูแลจัดการเรื่องคนเจ็บ ตกแต่งศพ บางคนศีรษะขาด ต้องช่วยกันเย็บให้สภาพเหมือนเดิม รวมถึงทำความสะอาดศพ และเยียวยาจิตใจญาติพี่น้องผู้เสียชีวิต 

หากไม่มีใจเมตตากรุณาและมีสติพอ คงทำงานนี้ได้ยากยิ่ง และใช่ว่า ทั้งสองจะไม่กลัวความตาย แต่ระหว่างความเป็นความตาย เธอเลือกที่จะเป็นที่พึ่งของผู้อื่น

ทำไมถึงเข้ามาทำงานในวิชาชีพพยาบาล เขตพื้นที่ความรุนแรงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

รัตนา :  เริ่มจากทำงานที่โรงพยาบาลศรีสาคร จ.นราธิวาส ในพื้นที่สีแดง อยู่ที่นั่นกว่าสิบปี ช่วงนั้นก็มีเหตุการณ์ครูถูกยิง ตอนนั้นโจรอยู่ในป่า แต่ตอนนี้โจรอยู่ในเมือง จนได้มาอยู่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ยะหา จ.ยะลา ดูแลผู้ป่วยวิกฤติ บางกรณีช่วยแล้วรอดก็รู้สึกดี แต่พอตายก็เศร้า ก็ต้องทำใจ เพราะต้องดูแลจิตใจญาติผู้ป่วยด้วย เคยออกชุมชนไปสอนภาษาไทยคนอิสลาม ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่พยาบาล แต่เราชอบที่จะทำ

กัณทิมา : พ่ออยากให้เป็นพยาบาล ทำงานที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ยะหานานกว่า 26 ปี แรกๆ เทคโนโลยีก็ไม่มี เวลาลงชุมชนกับหน่วยงานอื่น มีฉายหนังกลางแปลง ช่วงพักพวกเราก็สอนเรื่องสุขอนามัย ถ้าเป็นพื้นที่อันตราย ชาวบ้านก็มาบอกว่าอย่าเพิ่งเข้ามา ช่วงปี 2526 ก็มีการเรียกค่าคุ้มครองบ้างในพื้นที่ต้องห้าม บางวันชาวบ้านเหยียบกับระเบิดหรือไม่ก็โดนลอบยิ่ง แต่ไม่รุนแรงเหมือนปัจจุบัน

การตกแต่งศพจำนวนมากที่มีสภาพไม่น่าดูนัก การทำงานช่วงแรกลำบากไหม

รัตนา : ถ้าถูกยิงที่ศีรษะ บางครั้งกะโหลกแตกหรือยุบ เราต้องตกแต่งให้ได้รูปศีรษะ ถ้าตกแต่งไม่ได้ก็ต้องยัดสำลี แต่ศพคนมุสลิมต้องไม่มีสิ่งแปลกปลอมในร่างกายก่อนฝัง บางศพโดนยิง แล้วถูกตัดคอ ก็ต้องช่วยกันเย็บกระดูกคอ  หมอเขียวแพทย์แผนไทยมักจะติดไปกับพวกเรา แรกๆ ก็ช่วยหยิบของ ถ้าศพเยอะทำไม่ทัน พี่เขียวก็ช่วยเย็บศพ

กัณทิมา :  ถ้าหัวและตัวของคนตายอยู่คนละแห่ง ญาติคงช็อก เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด เราต้องตกแต่งศพให้สภาพเหมือนเดิมมากที่สุด ต้องคำนึงถึงเรื่องจิตวิญญาณและความเชื่อศาสนา ศพชาวมุสลิมจะเปิดเผยมากไม่ได้ เราต้องถามผู้รู้ในศาสนา ถ้าเป็นศพไทยพุทธ ต้องมีผ้าขาวห่อศพ มีประเพณีจุดธูปนำศพขึ้นรถ

รัตนา : ตอนนั้นผู้นำศาสนามาบ่นว่า เราดูแลศพมุสลิมไม่ดีเลย เราก็ต้องคุยกับผู้นำศาสนาว่า ศพคนมุสลิมต้องทำยังไงบ้าง นอกจากเรื่องทำความสะอาดศพ มัดตัวแขนให้ตรง ต้องปิดรูต่างๆ และห้ามมีสิ่งแปลกปลอมภายใน ก่อนตกแต่งศพต้องขออนุญาตญาติพี่น้อง ถ้าศพไม่มีญาติต้องขออนุญาตผู้นำศาสนา บางศพญาติค่อนข้างเคร่งครัด ก็ให้พยาบาลมุสลิมทำความสะอาดศพให้ภายใน 24 ชั่วโมง

การทำงานในพื้นที่เสียง พยาบาลตั้งรับกับสถานการณ์อย่างไรบ้าง

 รัตนา : คนที่ตายมีทั้งมุสลิมและไทยพุทธ ทำให้เรารู้สึกหดหู่ ผู้ชายบางคนเป็นเสาหลักของครอบครัว แล้วคนที่เหลือจะอยู่อย่างไร สถานการณ์ตอนนี้ชาวบ้านไม่กล้าออกไปกรีดยาง ไม่กล้าไปสวนเก็บผลไม้ ปล่อยทิ้งๆ ไปเลย

กัณทิมา : ถ้าเป็นคนตายจากเหตุการณ์ความรุนแรง ต้องเพิ่มเรื่องการตกแต่งศพให้เหมือนปกติมากที่สุด มีอุปกรณ์เย็บศพโดยเฉพาะมีสัญญาณฉุกเฉินเรียกเจ้าหน้าที่ พอได้ยินสัญญาณต้องรีบมาทันที

เคยมีเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงพยาบาลบ้างไหม

รัตนา : เราได้บทเรียนจากโรงพยาบาลใน จ.ยะลา เรื่องการแย่งศพเมื่อปี 2550 มีคนพังประตูห้องฉุกเฉินระหว่างการชันสูตรศพ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถกั้นไว้ได้ มีการเทิร์นศพขึ้นเหนือหัวไหล่ไปตามฝูงชน จึงต้องมีมาตรการดูแลศพ เราไม่สนใจว่าเป็นฝ่ายไหน อีกอย่างการชันสูตรศพสามจังหวัดความรุนแรงภาคใต้ ทุกศพต้องนำมาที่โรงพยาบาล เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยง แพทย์ไม่กล้าออกไปในพื้นที่

กัณทิมา : จำได้ว่า เมื่อปี 2550 ตอนเช้ามีเหตุการณ์ยิงคนในรถตู้ตายแปดศพ ตอนกลางคืนระเบิดมัสยิดและยิงกันที่ร้านน้ำชา ตอนนั้นเรากำลังเตรียมตัวเข้าไปทำงาน มีทหารตำรวจในโรงพยาบาลเยอะมาก ถ้าไม่เข้าไปก็ไม่ได้ เพราะน้องๆ พยาบาลทำงานหนักทั้งคืนแล้ว วันนั้นมีชาวบ้านเต็มไปหมด แต่เหตุการณ์ก็ผ่านไปด้วยดี ตอนนั้นเรากลัวเรื่องการชิงศพหรือคนป่วย

สถานการณ์ยิงคนในรถตู้เสียชีวิตแปดศพ มีส่วนเข้าไปช่วยเหลืออย่างไรบ้างคะ

รัตนา : เดือนมีนาคม ปี 2550 ตอนนั้นเรากำลังออกเยี่ยมชุมชน มีโทรศัพท์จากโรงพักว่า ให้ช่วยออกไปรับคนเจ็บ ตอนนั้นตำรวจไม่สามารถเคลียร์พื้นที่ได้เร็ว เพราะมีตะปูเรือใบปิดหัวและท้ายระหว่างรถตู้ และมีต้นไม้ใหญ่ขวางทาง การเกิดเหตุลักษณะนี้เจ้าหน้าที่รัฐจะเข้าไปเคลียร์พื้นที่ก่อน จากนั้นเป็นหน้าที่หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือจากโรงพยาบาล ส่วนกลุ่มที่จะเข้าไปในพื้นที่ครั้ง 3-4  ก็คือเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงและสื่อมวลชน

สภาพที่เราเห็นคือ รถตู้อยู่ในสภาพดี ตะแคงติดกับต้นไม้ใหญ่ที่ขวางไว้ คนในรถตู้ไม่สามารถเปิดประตูได้ ถ้าไม่มีต้นไม้รถตู้คันนั้นจะตกเหว ประตูหลักเปิดอยู่ เราต้องปีนด้านหลังเข้าไป คนรอดในเหตุการณ์นั้น คือ คนขับและผู้หญิงที่นั่งข้างหน้าและเปิดประตูได้ ส่วนคนอื่นตายหมด ตอนนั้นเราบอกตำรวจว่า ช่วยทุบกระจกเพื่อเอาศพออกมาก่อน ตำรวจบอกว่า ผมไม่กล้าทุบ ถ้ารถตู้ไม่มีประกันก็ต้องรับผิดชอบ แต่เราบอกว่า ถ้ามีคนเจ็บต้องรีบเอาออกมาก่อน ตำรวจก็กังวลเรื่องการประกันรถ

สถานการณ์ตอนนั้น สิ่งที่พยาบาลต้องทำอันดับแรกคืออะไร

รัตนา : ต้องดูว่ามีคนเจ็บไหม เราเห็นศพเด็ก และศพที่ตายแบบทรมานนั่งหลังคนขับ พ่อคนหนึ่งพยายามซุกตัวลูกไว้ด้านล่าง แต่ก็ตาย

กัณทิมา : กรณีมีคนเจ็บเยอะๆ โรงพยาบาลจะมีแผนรับสถานการณ์ฉุกเฉิน มีการแบ่งโซนว่า บาดเจ็บมากหรือน้อย วันนั้นพอคนเจ็บสองคนจากเหตุการณ์ยิงรถตู้มาถึงโรงพยาบาล เราก็กระโดดขึ้นไปบนรถ พยายามจับสัญญาณชีพจรผู้หญิงที่ถูกยิงที่คอ แต่หาชีพจรไม่เจอเลย เธอรับรู้ว่า มีคนอยู่ข้างๆ เหมือนเธอยื้อกับความตาย ตอนนั้นขนลุกมาก เรากำลังจะแยกไปโซนดำคือ ไม่มีสัญญาณชีพจร ตัวเย็นมาก เธอช็อกแต่ก็พยายามลืมตา จึงรู้ว่ายังมีชีวิตก็เข็นเข้าห้องฉุกเฉิน รายนี้ไม่ตาย แต่พูดไม่ได้ เพราะถูกตัดเส้นเสียง เป็นแม่ของเด็กหน้าตาน่ารักที่ถูกยิงตาย

ตั้งสติกับสถานการณ์อย่างไรบ้าง

รัตนา : กรณียิงรถตู้สะเทือนใจมากๆ ตอนลงไปที่เกิดเหตุ ไม่ได้ร้องไห้เลย เพราะรู้สึกว่า ถ้าเราร้องไห้คนอื่นก็ต้องร้องตาม แต่พอถึงบ้านก็นั่งร้องไห้

กัณทิมา : ถ้าอยู่ในสถานการณ์จะไม่ร้องไห้ แต่พอถึงบ้านก็ร้องไห้หนัก นึกไปถึงญาติพี่น้องเขา หลายเหตุการณ์เราต้องจัดการดูแลทรัพย์สินของคนตาย มีรายหนึ่งถอดเสื้อชั้นในออกก็มีเงินหล่นลงมา เราก็ช่วยกันนับและเป็นพยานว่ามีทรัพย์สินเท่าไหร่ แยกใส่ถุงไว้ ตอนนั้นผู้หญิงที่ตายมีเงินสองหมื่นกว่าบาท เพื่อนำมาให้ลูกลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

รู้สึกกลัวไหม

รัตนา : เป็นคนไม่ค่อยกลัวอะไร พี่คนหนึ่งที่โรงพยาบาลบอกว่า ไม่เห็นด้วยที่เราออกไปรับคนไข้ในพื้นที่เพราะมันเสี่ยง ถ้าไม่ออกไปก็ไม่ผิด ถ้าเราไม่ไปน้องๆ จะกลัว ถ้าเราปล่อยให้ลูกหลานคนอื่นไป แล้วเราคงรับผิดชอบไม่ไหว มีอยู่ครั้งหนึ่งต้องไปรับตำรวจที่ถูกยิง คนขับรถหันมาถามว่า “ไม่กลัวหรือ มีระเบิดนะ “ เราก็บอกไปว่า ทำดี ก็ต้องได้ดี

กัณทิมา : เราพยายามไม่ให้น้องๆ ที่ทำงานออกไป เพราะเหนื่อยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะพื้นที่เสี่ยงหรือไม่เสี่ยง เราสองคนก็จะออกไปด้วยกัน

ต้องทำหน้าที่เยียวยาจิตใจ ญาติพี่น้องที่สูญเสียคนในครอบครัวด้วย ?

กัณทิมา : ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ กรมสุขภาพจิตก็ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล เดิมก็ดูแลกลุ่มคนที่สูญเสียครอบครัวสร้างเครือข่ายมีนักจิตวิทยามาทำงาน ถ้าญาติต้องสูญเสียคนในครอบครัวก็จะร้องไห้ฟูมฟาย พยาบาลฉุกเฉินก็ดูแลผู้ป่วยไป อีกกลุ่มก็ต้องดูแลจิตใจญาติ

จำได้ว่าปี 2548-2549 มีตำรวจหนุ่มคนหนึ่งถูกยิงและเสียชีวิตในห้องฉุกเฉิน  โทรศัพท์ในกระเป๋าดังขึ้น แม่ของเขาโทรมาไม่มีคนรับ 14 ครั้ง ตำรวจรุ่นพี่ก็ไม่กล้ารับ ช่วงนั้นยังไม่มีทีมสุขภาพจิต เราพอมีประสบการณ์การให้คำปรึกษาคนป่วยเอชไอวีบ้าง ก็ประเมินคนฟัง บอกน้องสาวตำรวจคนนั้นว่า อาการค่อนข้างสาหัส หมอกำลังช่วยชีวิต ในที่สุด บอกความจริงว่า พี่ชายเขาเสียชีวิตแล้ว ตอนทำความสะอาดศพตำรวจคนนั้น เราน้ำตาร่วงเลย เขามีชายผ้าถุงแม่ห้อยคอ และเราต้องเบิกธงชาติไทยจากหน่วยพัสดุ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าต้องให้ผู้บังคับบัญชามาทำพิธีคุมผ้าศพ กัณทิมาก็คลี่ธงชาติคุมให้เลย

หนักใจเรื่องไหนมากที่สุดคะ

กัณทิมา : การสูญเสียชีวิตไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ก็รู้สึกหดหู่ พยาบาลจบใหม่จะไม่ให้อยู่ในห้องฉุกเฉิน เพราะจะไม่ค่อยมีสติ  ไม่ควรมายืนร้องไห้กับญาติ ถ้ามีประสบการณ์มากขึ้นก็จะตั้งหลักได้ แต่ไม่ว่าคนเจ็บจะเป็นโจรหรือตำรวจเราก็ต้องช่วยชีวิต


: เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 30, 2008, 12:41:48 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #235 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2008, 12:28:30 PM »



26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 05:00:00

มืออาชีพเพื่อสังคม

:ลองคิดเล่นๆ ถ้าพ่อมดไอทีอย่าง 'สตีฟ จ็อปส์' ไม่ได้เกิดมาเพื่อ 'แอปเปิ้ล' และ 'iPod'

 
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่นำพลังความคิดสร้างสรรค์ของเขา มาใช้ปฏิวัติโลก ด้วยการต่อสู้กับปัญหาสังคม กอบกู้วิกฤติโลกร้อน หรือรบพุ่งกับสงครามความยากจน  แล้วโลกใบนี้ จะพลิกโฉมไปเช่นไร?

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ มีหนึ่งในผู้ก่อตั้ง eBay อย่าง Jeff Skoll เป็นคนหนึ่งแล้ว ที่เบนเข็มมาเป็นนักธุรกิจเพื่อสังคมเต็มเวลา ก่อตั้งมูลนิธิ Skoll  Foundation และทำสตูดิโอผลิตและเป็นสปอนเซอร์หนังที่นำเสนอประเด็นสังคม และสิ่งแวดล้อม

แล้วคุณล่ะ เป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่คิดว่า ชีวิตนี้ เกิดมาทั้งที น่าจะมีอะไรที่ท้าทาย มากกว่าการทำงานกินเงินเดือน...

ปีนี้ ต้องถือเป็นปีที่กระแสสำนึกรับใช้ 'สังคม' เบ่งบานไปทั่วโลก เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่อง 'ผู้ประกอบการสังคม' หรือ Social Entrepreneur ที่กำลังกลายเป็นกระแสใหม่ ขยายวงมากขึ้น พร้อมๆ ปรากฎการณ์การแตกตัวของ 'ภาคประชาชน' ที่เรียงแถว เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหาสังคม

ส่วนหนึ่งเพราะความเชื่อที่ว่า ปัญหาของโลกวันนี้ เริ่มขยายใหญ่ มากมาย และหลากหลาย เกินกว่าที่รัฐบาลต่างๆ จะฉายเดี่ยวเป็น 'ฮีโร่' โอบอุ้มความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา องค์กรหรือหน่วยงานเพื่อสังคม เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอาจไม่ใช่ 'ชนกลุ่มน้อย' อย่างที่คิด...

ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซีย เคยมีองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นอิสระเพียงองค์กรเดียว ปัจจุบัน มีมากกว่า 2,000 องค์กร หรือในอินเดีย มีองค์กรประชาชนมากกว่า 1 ล้านองค์กร เป็นต้น 

ที่น่าสนใจกว่า คือ หลักสูตรว่าด้วยผู้ประกอบการเพื่อสังคม เริ่มได้รับความสนใจจากนักศึกษามากขึ้น มหาวิทยาลัยหลายร้อยแห่งในสหรัฐอเมริกา รวมถึงมหาวิทยาลัยดังๆ ทั้งฮาร์วาร์ด , เยล, จอห์น ฮอบกินส์, อ๊อกฟอร์ด และสแตนฟอร์ด ฯลฯ ตบเท้าเปิดสอนหลักสูตรด้านนี้ 

ล่าสุด แม้แต่สถาบันบริหารธุรกิจศศินทร์ ของเมืองไทย ก็สนใจลุกขึ้นมา เปิดหลักสูตร 'ผู้ประกอบการสังคม' บ้างเช่นกัน จากคำบอกเล่าของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการของศศินทร์

เมื่อเร็วๆ นี้ แรงบันดาลใจเกี่ยวกับอาชีพ 'ผู้ประกอบการสังคม' ถูกปลุกระดมขึ้นอีกครั้งในเมืองไทย จากการเปิดตัวของหนังสือ How to Change the World ภาคภาษาไทย แต่งโดย เดวิด บอร์นสตีน แปลโดย เจริญเกียรติ ธนสุขถาวร และวิไล ตระกูลสิน

หนังสือเล่มนี้ ถูกแปลออกมาแล้ว 15 ภาษา และเนื้อหาตอนหนึ่งในหนังสือ บอกให้รู้ว่า การประกอบการสังคม  เริ่มมีความมั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน จนกลายเป็นอาชีพหนึ่ง และเป็นสาขาหลักที่มีผู้ค้นคว้าหาข้อมูลกันมากสาขาหนึ่ง ไม่เฉพาะในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป เท่านั้น แต่ยังมีเพิ่มมากขึ้นในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา

อะไรคือ 'ผู้ประกอบการสังคม' ...แค่ 'นิคเนม' ใหม่ เวอร์ชั่นใหม่ เรียกขาน 'เอ็นจีโอ' สายพันธุ์ใหม่ หรือเปล่า ?    

สินี จักรธรานนท์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิอโชก้า ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคม (ประเทศไทย) องค์กรที่ปวารณาตัวทำหน้าที่สมาคมส่งเสริมวิชาชีพผู้ประกอบการสังคม อธิบายว่า ผู้ประกอบการสังคม ก็คือ คนที่เป็นนักคิด กล้าคิด และอยากเปลี่ยนแปลงโลก โดยตั้งต้นวิธีคิด จากการทำโครงการดีๆเพื่อสังคม มีความมุ่งมั่น และคุณธรรม รู้จักดึงทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และรู้ว่า จะทำโครงการไปสู่เป้าหมายอย่างไร และจะบริหารจัดการอย่างไรถึงยั่งยืน

"เรามองหาคนที่มีลักษณะเหมือน สตีฟ จ็อปส์ คือ เป็นนักคิด และมองเห็นโอกาส ที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่พลิกโลก... ไม่ใช่แค่ให้ปลา หรือสอนจับปลา แต่สร้างอุตสาหกรรมประมงขึ้นใหม่"

และที่ขาดไม่ได้ คือ ต้องมีความเป็นมืออาชีพ มีทักษะของ 'ผู้ประกอบการ' เพราะไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเพื่อกำไร หรือการประกอบการเพื่อสังคม ก็ต้องใช้ความสามารถ หรือศักยภาพไม่แพ้กัน

'กระจกเงา' เพื่อสังคม

ในเมืองไทย เรื่องราวของนักประกอบการสังคมอย่าง สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ หนูหริ่ง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงา เป็นตัวอย่างหนึ่งของนักทำงานเพื่อสังคมกลุ่มแรกๆ ที่นำเอาเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต และไอที มาใช้พัฒนางานสังคม ที่รู้จักกันดี เช่น เว็บไซต์บ้านนอกดอทคอม ระดมอาสาสมัครมาเป็นครูสอนเด็กชาวเขา, กองทุนเพื่อเสื้อผ้ามือสอง, รับบริจาคคอมพิวเตอร์เพื่อน้อง, โครงการไอทีเพื่อการพัฒนาชุมชน ฯลฯ รวมถึงการต่อยอด มาเป็นศูนย์ประสานข้อมูลคนหาย http://www.backtohome.org/  กลายเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ช่วย 'ติดเทอร์โบ' โครงการเพื่อสังคมให้ขยายวงได้มากขึ้น 

"หลังจากลงไปคลุกคลีในพื้นที่ ทำงานที่เชียงรายสักพักหนึ่ง เริ่มเห็นแล้วว่า รูปแบบวิธีการทำงานแบบเดิมๆ มันสามารถแก้ปัญหาได้แค่สเกลระดับหนึ่ง แต่ใช้เรื่องไอที และประสิทธิภาพในการบริหาร จะทำให้ผลลัพธ์มันเกิดมากขึ้นแบบทวีคูณ"

แม่งานมูลนิธิกระจกเงา ยกตัวอย่างความสำเร็จที่จุดประกายขึ้นจากเรื่องเล็กๆ ย้อนไปเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว เขาใช้วิธีฟอร์เวิร์ดเมล์ขอความช่วยเหลือรับบริจาคเสื้อผ้าชุดนักเรียนมือสอง ส่งไปตามเมล์ที่มีลิสต์รายชื่อต่างๆ อานุภาพของฟอร์เวิร์ดฉบับนั้น ส่งผลให้มีเสื้อผ้าบริจาคหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ และยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ จากอีเมล์ฉบับแรกที่ยังได้รับการส่งต่อๆกันไป   

"สมัยก่อน ช่วงของการทำงานยุคแรกๆ ผมเป็นพวกติสท์แบบบ้าพลัง ถ้ามั่นใจอะไรแล้ว ก็จะลงมือทำเลย ยังให้ความสำคัญกับการคิดการบริหารแบบเป็นระบบ ไม่มากเท่าไหร่"

ล่วงเข้าถึงขวบปีที่สิบของการทำงานนี่แหละ ถึงเริ่มมีการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการมากขึ้น หนูหริ่ง ยอมรับตรงไปตรงมาว่า ทำงานสังคมล่วงมาถึงปีที่สิบ เพิ่งจะเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องการคิดเรื่อง Cost หรือต้นทุน เป็นครั้งแรก

"งานสังคมต้องเริ่มต้นด้วย 'ใจ' ก่อน แต่การมีความรู้ จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าความเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม กับความเป็นนักบริหารจัดการ ถ้าสองสิ่งมารวมกันได้ มันจะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่สร้างแรงสะเทือนที่ใหญ่ๆ ได้"

เขาย้อนเล่ายกตัวอย่าง ประสบการณ์โครงการบริจาคชุดนักเรียนมือสอง จากฟอร์เวิร์คเมล์ ฟีดแบ็คดีมาก จนต้องขอชะลอรับบริจาค เพราะไม่มีที่เก็บ ทำงานบ้าเลือดสัปดาห์ละ 7 วัน จนวันหนึ่งมีแขกมาเยี่ยมชมงานของมูลนิธิ เป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง แนะนำว่าปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ หยุดอาทิตย์ละ 2 วัน แทนที่จะลุยๆๆงานอย่างเดียว ลองเอาเวลามานั่งคิดวิธีการใหม่ จนกระทั่งปิ๊งไอเดีย เอาชุดนักเรียนที่รับบริจาคที่เหลือใช้ มาเร่ขายราคาถูก ซึ่งทำให้ได้เงินส่วนหนึ่งมาใช้บริหารโครงการ

ตอนทำงานเพื่อสังคมใหม่ๆ เริ่มต้นจากการเขียนโครงการ เพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ แต่ถึงวันนี้ หลายๆโครงการของมูลนิธิกระจกเงา ไม่จำเป็นต้องขอทุนสนับสนุน เพราะสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง เช่น โครงการครูบ้านนอก ที่เปิดรับอาสาสมัคร ลงพื้นที่สัมผัสประสบการณ์สอนเด็กชาวเขาที่เชียงรายเป็นรุ่นๆ รุ่นละ 4 วัน 5 คืน โดยนำโมเดล 'การท่องเที่ยวเชิงอาสาสมัคร' มาใช้ เก็บค่าใช้จ่ายผู้เข้าร่วมโครงการคนละ 800 บาท ทำให้โครงการมีแหล่งเงินทุนเลี้ยงตัวเอง   

ถ้าไม่ใช่คนเด่นคนดัง เป็นแค่คนธรรมดาๆ บ้านไม่รวย แถมยังมีภาระหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว มาเป็นผู้ประกอบการสังคมแล้วปากท้องจะ 'อยู่รอด' มั๊ย ?

ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงา บอกว่า แน่นอนว่า อาชีพนี้ ทำแล้วไม่ 'ร่ำรวย' เพราะไม่ใช่งานที่มุ่งแสวงหากำไร แต่ก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

หนูหริ่ง ให้ข้อคิดไว้น่าสนใจว่า การจะทำอะไรสักอย่างจนยั่งยืนเป็นอาชีพ และพึ่งพาตนเองได้ ต้องเริ่มต้นจาก 'ความเป็นมืออาชีพ' ก่อนด้วยกันทั้งนั้น คือ รู้จักวิธีทำความคิดในเชิงอุดมคติ ให้สามารถจับต้องได้ และบริหารจัดการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน หลายคนยอมรับว่า ผลตอบแทนของคนทำอาชีพ"เพื่อสังคม" ในเมืองไทย ยังนับว่าค่อนข้างต่ำ แต่ทุกคน มองภาพด้วยความหวังว่า สักวันหนึ่ง อาชีพ "ผู้ประกอบการสังคม" จะแตกหน่อผลิใบ เป็นทางเลือกสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นนายตัวเอง

คลื่นลูกใหม่อย่าง วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น เศรษฐศาสตร์บัณฑิตวัยยี่สิบเศษๆ จากรั้วเหลืองแดง ที่เลือกเส้นทางอาชีพ 'โบรกเกอร์ในตลาดทุนเพื่อสังคม' ในสังกัด TRN (Thai Rural Net) องค์กรพัฒนาสังคมที่บริหารอย่างระบบธุรกิจ

แต่สังคมไทย ก็ยังต้องการ 'ผู้ประกอบการสังคม' รุ่นใหม่อีกจำนวนมาก บางทีการเป็น Changemaker เปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้น่าอยู่อาจไม่ใช่แค่ 'ความฝันในอุดมคติ' ถ้าเริ่มต้นคิดว่า 'ทุกอย่างมีความเป็นไปได้'
[/color]






22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

แฟชั่นดีไซน์สู้ภัย 'โลกร้อน'

Doing Something (Solving Global Warming):รางวัล Outstanding Presentation of the Year ประเภทเครื่องนุ่งห่มชาย โดย ประชา บุญมา มหาวิทยาลัยกรุงเทพLOVEARTH คือหัวข้อในการประกวด นักออกแบบรุ่นใหม่ โครงการ Thailand Student Fashion Project Award 2008 (TSFA 2008)


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมี ศูนย์การศึกษาพัฒนาแฟชั่นและอัญมณี แห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นหัวเรือใหญ่ งานนี้ หวังสนับสนุนนักออกแบบรุ่นใหม่ พร้อมไปกับการสร้างจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อม

บุญอารักษ์ รักษาวงษ์ อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว ผู้ดูแลโครงการเล่าให้ฟังว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของอภิมหาโปรเจค 'กรุงเทพเมืองแฟชั่น' ซึ่ง มศว ได้รับจัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่องผ่านทางกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ริเริ่มจัดกิจกรรมการประกวดออกแบบแฟชั่นสำหรับนิสิตนักศึกษา โดยปีแรกๆ เน้นสำหรับสาขาวิชาด้านแฟชั่นดีไซน์ แต่มาปีนี้ เปิดกว้างสำหรับผู้ที่ศึกษาในระดับอุดมศึกษาโดยไม่จำกัดสาขาวิชา ทำให้จำนวนผู้ส่งไอเดียเข้าร่วมโครงการมีจำนวนถึงกว่า 200 ชิ้นงาน

"เราประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า 4 เดือน ผู้สนใจจะส่งโครงงานเข้ามาเพื่อให้กรรมการพิจารณา และคัดให้เหลือ 25 ชิ้น จากนั้นเจ้าของผลงานจะมาร่วมเวิร์คชอป โดยเน้นให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการทำงานของการจัดแฟชั่นโชว์ นางแบบที่มาร่วมโชว์ในรอบตัดสินเราก็เลือกนายแบบนางแบบมืออาชีพ"

'บุญอารักษ์' ให้ตัวเลขงบประมาณที่ได้รับจัดสรรในปีนี้ว่าอยู่ที่ 1 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้เพื่อการจัดกิจกรรมต่างๆ ส่วนค่าจ้างนางแบบถือเป็นรายจ่ายที่สำคัญอยู่ที่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด ขณะที่สถานที่ และของรางวัล ได้รับการสนับสนุนจากสปอร์นเซอร์

กรรมการที่ร่วมตัดสินล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงในแวดวงแฟชั่น อาทิ จิตต์สิงห์ สมบุญ ดีไซเนอร์แบรนด์ Playhound by Greyhound, มัญชุมาศ นำเบญจพล ดีไซเนอร์เสื้อผ้าแบรนด์ Munchu's, ณัฐ ประกอบสันติสุข ช่างภาพแฟชั่นคนดัง ฯลฯ

โดยผลงานที่ส่งเข้าประกวดแบ่งเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย เครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ และเครื่องตกแต่ง ส่วนรางวัลมีทั้งสิ้น 11 รางวัล โดยรางวัล Project of the year ในแต่ละสาขาถือว่าเป็นรางวัลใหญ่

แฟชั่นดีไซน์เพื่อสิ่งแวดล้อม

หลังผลงานที่เข้ารอบทั้ง 25 ชิ้นงาน ถูกนำมาโชว์บนแคทวอล์ค ณ เซน อีเวนท์ แกลลอรี ห้างสรรพสินค้าเซน ผลการตัดสิน ปรากฏว่า รางวัล Project of the Year ทั้งของประเภทเครื่องนุ่งห่ม และเครื่องตกแต่ง เป็นของ จตุพร เจริญเอม จาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ส่วน Project of the Year ประเภทเครื่องประดับ ผู้ได้รับการประกาศชื่อคือ จิตรกานต์ บรรเทิงไพบูลย์ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จตุพร เจริญเอม เจ้าของผลงานชื่อเดียวกันทั้งประเภทเครื่องนุ่งห่มและเครื่องประดับ 3R / Furoshiki to Save The World บอกว่า เขาได้แนวความคิดมาจากผ้าโบราณของญี่ปุ่น Furoshiki ซึ่งเป็นผ้าผืนสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ ย้อมสี และมีลวดลายที่สวยงาม ชาวญี่ปุ่นนิยมใช้ห่อของ ลักษณะเด่น คือการห่อด้วยการนำปลายผ้ามามัดปมในรูปแบบต่างๆ ตามประโยชน์ใช้สอย และที่เขาเห็นว่าเข้ากับโจทย์ LOVEARTH สุดๆ ก็ตรงที่การใช้ผ้าแบบนี้ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร เพราะสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ ไม่ต้องพึ่งถุงพลาสติก โดยเขานำแนวคิดดังกล่าวมาออกแบบทั้ง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า

ถามถึงการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

"พอได้หัวข้อมา อยากให้งานแปลกแตกต่างจากคนอื่น เลยพยายามไปค้นหาข้อมูลเรื่องสิ่งแวดล้อม ทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ และในอนาคตจะทำงานด้านแฟชั่นก็จะเลือกใช้วัสดุในท้องถิ่น ซึ่งเรามีของดีๆ อยู่ ขาดแค่การนำไปออกแบบเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของต่างชาติ" จตุพร สรุปประสบการณ์

ส่วน จิตรกานต์ บรรเทิงไพบูลย์ เจ้าของผลงานชื่อ 'กอด' เธอตีโจทย์ว่าหมายความถึงการปกป้อง คุ้มครอง และความอบอุ่นจากธรรมชาติ เธอจึงออกแบบเครื่องประดับจากเงินและไม้ โดยใช้โลหะเงินฉลุ และใช้โครงสร้างการเสียบบล็อกของแผ่นเงินให้ประกอบกันขึ้นเป็นชิ้นงาน โดยไม่ต้องใช้ความร้อนในการหล่อเชื่อม ซึ่งถือเป็นสิ่งใหม่ซึ่งเธอไม่เคยเรียนรู้มาก่อน เนื่องจากในวิชาเลือกด้านเครื่องประดับที่เคยเรียนมา จะสอนให้ใช้ความร้อนในการเชื่อมจุดต่างๆ ของเครื่องประดับเพื่อขึ้นรูปเป็นชิ้นงานเท่านั้น

"วัน Fitting หนูไม่ได้มา พี่เขาเลยจับสลากให้ได้นางแบบคนนี้ หนูดีใจ ไม่ได้คิดว่าเหมาะกับงานของเราอย่างไร แต่เพราะเห็นเขาสวย (หัวเราะ) พอมาทำงานจริง มีปัญหานิดหน่อย เพราะงานที่ออกแบบมา ไม่ใช้ความร้อน แต่พยายามดีไซน์โครงสร้างให้อยู่ด้วยกันได้ แต่ปรากฏว่าตัว Joint ยังไม่มั่นคง แต่น้องเขาใจเย็นมากเลย (หัวเราะอีก) เป็นงานที่เราไม่เคยทำมาก่อน อันนี้เลยเป็นเหมือนต้นแบบ ที่ต้องพัฒนาต่อไปอีกคะ" สาวสถาปัตย์ จุฬาฯ เล่าถึงผลงานสร้างวีรกรรมด้วยความสนุกสนาน

ถือเป็นอีกโครงการที่ให้ประสบการณ์สนุกๆ และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ของคนรุ่นใหม่ในสายงานดีไซน์ได้เป็นอย่างดี

ชมวีดิโอ งาน TSFA 2008 ได้ที่ www.bangkokbiznews.com


: รัชดา ธราภาค

ภาพ: สุกล เกิดในมงคล







21 สิงหาคม พ.ศ. 2551 00:00:00

อีก 20 ปี 'ที่นี่ประเทศไทย'

:ครั้งหนึ่ง วรรคทองที่ว่า 'จินตนาการสำคัญกว่าความรู้' ถูกยกขึ้นมาใช้อย่างแพร่หลาย แต่ในภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ด


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หลายคนต้องระเห็จออกจากงาน แถมค่าครองชีพก็ยังอยู่เหนือจินตนาการอย่างทุกวันนี้ วลีดังกล่าวคงไม่ขลังเหมือนเก่า เพราะอนาคตข้างหน้าไม่รู้จะเป็นอย่างไรอีกต่อไป...

บนพื้นฐานความคิดถึงอนาคตที่ทุกคนมีส่วนร่วม ทำให้ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย(สวน.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ระดมนักวิชาการสาขาต่างๆ จากสถาบันที่มีชื่อเสียง รวมถึงเครือข่ายเยาวชน และผู้แทนชุมชนจากคนทั้ง 3 วัยมาร่วมระดมสมองสร้างภาพอนาคตของสังคมไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าร่วมกัน ใน 4 ด้าน คือ ด้านการศึกษา ด้านการทำงาน ด้านสุขภาพและด้านการเมืองการปกครองภายใต้โครงการที่ชื่อว่า "คน 3 วัย เสนอทางเลือกใหม่ให้สังคมในอีก 20 ปี"

ทำไมต้อง 20 ปี

"ทุกวันนี้เรามีการศึกษาที่มุ่งแต่พัฒนาในแง่ของปริมาณ แต่ด้อยคุณภาพ มหาวิทยาลัยผลิตแต่ควายกระป๋องออกมา เด็กจบเยอะจริงแต่ไม่สามารถทำงานได้" บทสรุปในกระบวนการทำงานด้านการศึกษายุคปัจจุบันที่ ถวิล ผลจริต ตัวแทนชุมชน ต.ย่านซื่อ จ.อ่างทอง ในฐานกลุ่มของชุมชนต่างจังหวัดนำเสนอ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในอีกหลายๆ ข้อคิดเห็นที่ 'คน 3 วัย' มีร่วมกับต่อปัญหาของประเทศไทยในวันนี้ไม่ว่าจะเป็นการขาดบุคลากรทางการแพทย์ในระดับชุมชน การรักษาวิถีชีวิตท้องถิ่นที่นับวันจะยิ่งเลือนหายไป ยังไม่นับปัญหายิบย่อยอีกนับไม่ถ้วน

"รัฐบาลทุกวันนี้แก้ปัญหาเหมือนแก้เชือกที่ละปม" นพ.วิพุธ พูลเจริญ เลขาธิการ มูลนิธิ สวน.ให้เหตุผลถึงสาเหตุที่เลือกมองข้ามชอตไปในอีก 20 ปีข้างหน้า แทนที่จะหาทางออกให้ปัญหาของวันนี้ โดยประโยชน์ของการวางธงอุดมคติขึ้นมาก็เพื่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และนำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่แรกได้ในที่สุด

"ถ้าเรามองแต่ปัญหาเฉพาะหน้าคงหาจุดร่วมที่ลงตัวได้ยาก แต่การมองไปในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้าอาจเป็นแนวความคิดที่ดี ที่จะทำให้เราหลุดพ้น จากผลประโยชน์ขัดแย้งเฉพาะตัวในปัจจุบัน โดยวิธีนี้เชื่อได้ว่ามีโอกาสสร้างสมานฉันท์สูงกว่า และเป็นวิธีที่หลายประเทศใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือสิงคโปร์

        "เพราะพูดถึงอนาคต 20 ปีข้างหน้า เราทุกคนแม้จะอยู่ในวัยใดต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันทั้งนั้น เยาวชนอยากเป็นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสังคมที่มีความสุข วัยทำงานอยากเตรียมสังคมในอนาคตที่ตัวเองจะใช้ชีวิตวัยทองอย่างมีความสุข ส่วนผู้สูงวัยก็อยากเตรียมสังคมที่ดีให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานในอีก 20 ปีข้างหน้า"

สุขภาพดีด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น

เรื่องแรกๆ ที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงเมื่อตั้งวงคุยปัญหาสังคมก็คือ สุขภาพ เพราะรู้กันดีว่าปัญหาเรื่องระบบการรักษาพยาบาลที่เรื้อรังมานานนั้นต่อให้เปลี่ยนอีกกี่ผู้บริหารก็ไม่มีทางดีขึ้น

 กิตติพันธ์ กันจินะ จากศูนย์เพื่อน้องหญิง จ.เชียงราย เป็นตัวแทนนำเสนอด้านสุขภาพ เล่าว่าในอนาคต ภาครัฐควรมีนโยบายประกันสุขภาพท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพของคน 3 วัยอย่างจริงจัง รวมทั้งการให้บริการแบบครบวงจรที่เข้าถึงชุมชนด้วย

"เราอยากเห็นปริมาณแพทย์ที่เพียงพอในอนาคต แพทย์ไม่ควรไปประกอบอาชีพอื่นทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ยาก อีกทั้งยังเป็นการสูญเสียงบประมาณมหาศาลที่ลงทุนไปในการผลิตแพทย์ เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนแพทย์ สมาชิกชุมชนที่มีภูมิปัญญาความสามารถด้านการรักษาเช่น หมอตำแย หมอยาสมุนไพร หมอนวด ควรได้รับการพัฒนาและรับรองเป็นทางการให้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ท้องถิ่น

นอกจากแพทย์แล้วควรมีการส่งเสริมให้พยาบาลกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการดูแลรักษาเฉพาะด้าน เราจึงเสนอให้เกิด 'พยาแพทย์' คือ พยาบาลที่ผ่านการรับรองว่ามีความสามารถใกล้เคียงแพทย์สาขานั้นๆ เมื่อมีการเพิ่มจำนวนของบุคลากรทางการแพทย์ในระดับต่างๆ มากขึ้น ประชาชนก็จะเข้าถึงการบริการที่ครบวงจรได้ อันจะนำไปสู่สุขภาวะที่ดีขึ้น ช่วยลดอัตราการตายด้วยสาเหตุที่ไม่ควรตายได้อีกด้วย"


ความรู้เป็นหลัก ปริญญาบัตรเป็นรอง

เรื่องต่อมาที่กลุ่มคน 3 วัยนำเสนอก็คือ เรื่องของการศึกษา เพราะระบบการศึกษาในตอนนี้เน้นแต่นโยบายไม่เน้นเรื่องปฏิบัติ โดยอิงตัวบุคคลมากกว่าองค์รวม คน 3 วัยจึงมองว่า อีก 20 ปีข้างหน้า ทฤษฏีที่ตั้งมาเป็นหลักจะถูกกลับให้กลายเป็นรอง

"เราจะมีระบบการศึกษาที่เปิดโอกาสให้กับทุกคนโดยไม่จำกัดอายุ มีครอบครัว หรือโสด" สุชาดา จียโชค ตัวแทนนำเสนอด้านการศึกษาวาดภาพห้องเรียนในอนาคต

เธอบอกว่า อีก 20 ปีข้างหน้าเปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกวัยเข้า-ออกจากระบบการศึกษาโดยไม่จำกัดข้อแม้ มีการเรียนการสอนที่เอื้อกับระบบดังกล่าว และให้น้ำหนักกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเท่าเทียบปริญญาในมหาวิทยาลัย

"การเรียนการสอนและเทคโนโลยีก็เอื้อกับระบบดังกล่าว เช่น ในห้องเรียนมีที่นั่งและจอภาพสำหรับผู้สูงอายุ คนทำงานสามารถเรียนระหว่างทำงาน โดยเก็บแต้มในการเรียนนำไปสอบเพื่อได้ปริญญาบัตรได้ เราจะมี ‘ศาสตราจารย์ชุมชน, รองศาสตราจารย์ชุมชน และผู้ช่วยศาสตราจารย์ชุมชน’ ซึ่งเป็นคนในท้องถิ่นที่มีภูมิปัญญา และประสบการณ์เป็นที่ยอมรับในชุมชน เพื่อสอนในระบบการศึกษาแบบใหม่ที่สามารถให้ 'ปริญญา' หรือ 'ประกาศนียบัตร' ได้ และบังคับให้มหาวิทยาลัยและโรงเรียนทุกแห่งมีสัดส่วนของอาจารย์ชุมชนอย่างน้อย 1 ใน 3"

วัดกันที่งาน

การทำงานเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กลายเป็นปัญหาโลกแตกของทุกวันนี้ ทั้งขาดประสบการณ์ ไม่ตรงสายงาน ไม่อยากทำงานที่ไม่ชอบ และอีกสารพัดเหตุผลทำให้เรามักพบกับภาวะ 'คนล้นงาน' คน 3 วัย จึงมองว่าอีก 20 ปีต่อมา ปริญญาจะไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป โดยให้คนไทยไม่ว่าอยู่ในพื้นที่ไหน มีการศึกษาระดับใด สามารถมีงานทำ มีรายได้ที่ดีและมั่นคงได้ ตามความถนัด มีความสุขกับการทำงานโดยมีครอบครัว และสังคมให้การยอมรับ

ศุภวัช เขียวขัด นักเรียนชั้น ม.6 เป็นตัวแทนนำเสนอด้านการทำงาน คิดว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้าคนไม่มีปริญญาก็ควรจะได้รับการยกย่องจากสังคม สามารถทำงานที่มีค่าตอบแทนสูง องค์กรภาครัฐและเอกชนควรสนับสนุน คนไทยมีงานที่ถนัดและเลือกทำเอง ส่วนผู้สูงวัยเห็นว่าคนทำงานน่าจะสามารถทำงานไม่เต็มเวลา เช่น 3-4 วันในสัปดาห์ หรือทำงานครึ่งวัน แต่ยังมีตำแหน่งมั่นคง ความก้าวหน้าวัดจากผลงาน เพื่อให้พนักงานมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น นอกจากนั้นควรมี 'สภาวิชาชีพ' เป็นองค์กรอิสระ เพื่อสอน พัฒนา และหางานให้กับอาชีพต่างๆ

การเมือง (ไม่ใช่) เรื่องในมุ้ง

 ประเด็นสุดท้ายที่มีการพูดคุยกันก็คือ เรื่องของ การเมืองการปกครอง ที่นับวันยิ่งทวีความยุ่งเหยิง และรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งแนวทางแก้ปัญหาให้ได้ผล และมีประสิทธิภาพนั้นต้องมีตัวแทนของคน 3 วัยเป็นองค์ประกอบภาคบังคับตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ

"ไม่ใช่เอาเข้าไปเป็นตุ๊กตาให้มันครบๆ แค่นั้น" แสงธรรม ชันชฎาการ จากกลุ่มแรงคิดต้นกล้าประชาธิปไตย เป็นตัวแทนนำเสนอ ด้านการเมืองการปกครอง

เขามองว่าในการพัฒนาการเมืองการปกครองในอีก 20 ปีหน้าควรต้องมีตัวแทนคน 3 วัยเป็นองค์ประกอบภาคบังคับ ควรมีฐานข้อมูลนักการเมืองและพรรคการเมืองทั้งในระดับชาติไปจนถึงระดับท้องถิ่นให้ประชาชนได้พิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจและตรวจสอบการเมือง

"รวมถึงให้มี 'สมัชชาชุมชน' ซึ่งเป็นกลไกระดับท้องถิ่นโดยมีตัวแทนคน 3 วัยรวมอยู่ และ 'สมัชชาพลเมือง' ที่เป็นกลไกของคน 3 วัยสู่ระดับชาติเพื่อทำหน้าที่ ติดตาม เสนอแนะ ตรวจสอบ คานอำนาจ ทักท้วงรัฐบาลและรัฐสภารวมถึงผลักดันให้ทุกภาคส่วนทำเนินการให้เกิดสังคมไทยใน 20 ปีข้างหน้าดังที่คน 3 วัยได้เสนอมา"

นอกจากนี้เพื่อให้โครงการไม่ได้เป็นเพียงภาพวาดจางๆ บนแผ่นกระดาษ ทางกลุ่มจึงมีการนำเสนอรูปแบบการจัดตั้ง "ภาคีคน 3 วัยเพื่อสังคมไทย 20 ปี" เพื่อเตรียมสังคมไทยอีก 20 ปี โดยเอาข้อเสนอต่างๆ มาเริ่มทำตั้งแต่วันนี้โดยไม่ต้องรอหน่วยงานรัฐให้ความเห็นชอบแล้วค่อยดำเนินการ

แม้ที่สุดแล้ว จะยังมีข้อสงสัยในแนวทางปฏิบัติและความเป็นไปได้ แต่ก็นับเป็นอีก 1 คำทักของกลุ่มคนที่มีความปรารถนาดีอยากเห็นประเทศไทยใน 20 ปีข้างหน้าเป็น 'สังคมที่มีวุฒิภาวะ' ซึ่ง 'วัย' ไม่ใช่ข้อจำกัดในการกำหนดนโยบายอีกต่อไป


: ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี







18 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

'จับคู่' เพื่อสังคม...ยั่งยืน

:คนไทยน้ำใจงาม พร้อมจะให้ความช่วยเหลือเอื้ออาทรแก่ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก แต่หากความช่วยเหลือดังกล่าวเป็นเพียงการนำของกินของใช้ไปบริจาค ก็เป็นไปได้ที่น้ำใจจะกลายเป็นความสูญเปล่าสิ้นเปลือง หรือบ่อยครั้งก็ไม่ตรงกับความต้องการของผู้รับ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ Social Venture Network, Asia (Thailand) หรือ SVN นักธุรกิจที่รวมตัวเพื่อทำกิจกรรมทางสังคมจึงริเริ่ม โครงการแบ่งปัน หรือ Sharing for Sustainable Society โดยการสนับสนุนงบประมาณโครงการจาก สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้หน่วยงานภาคธุรกิจเอกชนได้ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่หน่วยงานภาคสังคม ได้แก่ มูลนิธิ สมาคมต่างๆ แบบที่ตรงกับความต้องการของผู้รับ

พิมพร ศิริวรรณ กรรมการโครงการ SVN และเป็นกรรมการโครงการแบ่งปันที่ยั่งยืน บอกว่า ถ้าสำรวจกันจริงจะพบว่า ความต้องการของหน่วยงานที่ดูแลผู้ด้อยโอกาสค่อนข้างหลากหลาย บางครั้งต้องการแรงงาน หรือทรัพยากรบุคคลในการให้องค์ความรู้ การซ่อมประตูหน้าต่าง ปัดกวาด ตัดหญ้า ตกแต่งต้นไม้ หรือเข้ามาช่วยคิดรูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นระบบ ฯลฯ ที่ผ่านมาโครงการแบ่งปันดำเนินการแล้วเสร็จไป 11 โครงการ และที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 18 โครงการ รวมทั้งหมดจับคู่ไปแล้ว 29 คู่

บริษัทจำกัด น้ำใจไม่จำกัด

ครั้งนี้ โครงการแบ่งปันที่ยั่งยืน นำ บริษัท DPEX (Document Parcel Express Co.,Ltd.) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัททำธุรกรรมเกี่ยวกับการรับจัดส่งเอกสารและสิ่งของ มาพบกับ มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเปิดสอนวิชาการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปให้กับผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย เพื่อนำไปประกอบอาชีพในอนาคต โดยก่อนหน้านี้มีการพูดคุยถึงความช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับคุณครู 5 คน และนักเรียนพิการอีก 40 คน ซึ่งพบว่า ทางมูลนิธิฯ ต้องการคนช่วยทำความสะอาดสถานที่ ทั้งการตัดหญ้าที่ขึ้นรกไปทั่วบริเวณ การทำความสะอาดมุ้งลวดปัดฝุ่นหยากไย่ฝุ่นจับจนหนา ล้างห้องน้ำที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าของคนปกติทั่วไปเพราะต้องคำนึงถึงรถเข็นสำหรับผู้ที่เดินไม่ปกติ ซ่อมแซมสิ่งชำรุดในที่ต่างๆ เช่นที่จับราวข้างฝาเพื่อไว้พยุงตัวในห้องน้ำ เปลี่ยนหลอดไฟตามจุดสูง เป็นต้น

บริษัทจึงนำพนักงานบริษัท ประมาณ 30-40 คน แถมด้วยครอบครัวของพนักงาน รวมทั้งบุตรหลานตัวเล็กตัวน้อย มาช่วยกันเป็นกำลังใจ และลงมือลงไม้ทำความสะอาดบริเวณโดยรอบของมูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการกันเป็นการใหญ่

ที่เห็นลงแรงแข็งขัน เมื่อเข้าไปสอบถามกลับไม่ใช่พนักงานบริษัท DPEX แต่ พิศาล ม่วงประเสริฐ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของ สุรวุฒิ นนท์ภักดี ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท DPEX นั่นเอง 'พิศาล' บอกว่า เมื่อเขารู้ว่าจะมีการมาช่วยกันทำประโยชน์ให้กับมูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ จึงอาสามาด้วยความสมัครใจ และได้พกเอาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ มาด้วย

"มาซ่อมราวจับข้างผนังห้องน้ำครับ ของเก่ามันหลุด ใช้ไม่ได้แล้ว บางห้องไม่มีเลยก็ทำเพิ่มให้เขา อยากทำครับ ช่วยเรื่องแรงงาน ส่วนอุปกรณ์พวก นอต ตะปู ราวจับนี่ ทางพนักงานเขาช่วยกันซื้อมา ช่วยกันเก็บสตางค์วันละ 5 บาท โดยไม่เกี่ยวกับทางบริษัท"

ดูเหมือนน้ำใจจะกระจายไปยังละแวกบ้านของคนใจดีใน บริษัท DPEX อีกด้วย

หยอดกระปุก ช่วยน้องพิการ

สำหรับความต้องการที่เป็นรูปธรรมของมูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ ได้แก่ เครื่องโปรเจคเตอร์ เพื่อประกอบการเรียนการสอน... แล้วโปรเจคเตอร์สำคัญอย่างไร ?

สมาน รุธิรพงษ์ General Manager บริษัท DPEX เล่าว่า เขาเองคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเจ้าโปรเจคเตอร์จะมีความจำเป็นสำหรับการเรียนของเด็กๆ

"ที่นี่มีคอมพิวเตอร์ใช้ แต่การเรียนการสอนลำบากมาก เวลาเรียนต้องนั่งวีลแชร์มารุมกันที่หน้าจอผู้สอน จากนั้นก็ต้องกลับไปที่หน้าจอตัวเอง ซึ่งทำให้เสียเวลา เสียสมาธิ และทุลักทุเลพอสมควร เห็นแบบนี้ เราเลยนำโปรเจคเตอร์ 3 ตัวมามอบให้ สิ่งที่เปลี่ยนไปเลยคือการสอนที่สะดวกขึ้น นักเรียนสามารถนั่งที่หน้าจอของตัวเองดูการสาธิตของผู้สอนพร้อมทำตามได้เลย สิ่งที่เขาต้องการจากเราไม่ใช่เงินทอง แต่ต้องการสิ่งที่จะเอาไปต่อยอดในการเสริมสร้างความรู้ความสามารถของพวกเขา เพื่อพิสูจน์ให้คนภายนอกเห็นว่า พวกเขาไม่ได้เป็นภาระแก่สังคม ซึ่งพวกเรารู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมาก" สมาน ยังเล็งๆ เด็กนักเรียนของที่นี่ไว้ด้วย เผื่อบริษัทต้องการพนักงานด้านคอมพิวเตอร์ เผื่อจะหางานให้เด็กพิการที่มากความสามารถเหล่านี้

นอกจากนี้ พนักงานยังรวบรวมเงินมาจัดซื้ออุปกรณ์การกีฬาให้กับเด็กๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ไม้ปิงปอง ไม้ตีแบต ลูกฟุตบอล ฯลฯ

ผู้จัดการทั่วไปกล่าวต่อว่า "ความจริง บริษัทมีกิจกรรมลักษณะนี้ทุกปี แต่ครั้งนี้พิเศษตรงที่เป็นความคิดของพนักงานเอง ซึ่งทางบริษัทก็สนับสนุนเพราะต้องมีการหยุดงานเพื่อมาทำกิจกรรม พนักงานคงได้เห็นการทำกิจกรรมโครงการสาธารณกุศลของทางบริษัทอย่างต่อเนื่อง จึงมีความคิดกันว่าทำไมพวกเขาจะไม่ลองทำกันเองดูบ้าง จึงเกิดโครงการนี้ขึ้น"

เรียนฟรี มีงานทำ

'ครูอาร์ต' เอกลักษณ์ ชูพลสัตย์ หัวหน้าครูฝ่ายวิชาการ สอนคอมพิวเตอร์กราฟฟิก บอกว่า เด็กนักเรียนที่นี่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟฟิกได้ดีไม่แพ้คนทั่วไป เด็กพิการมาที่นี่เรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เมื่อเรียนจบไปแล้ว มีงานรองรับ แต่ปัญหาตอนนี้คือ เด็กๆ ขาดทักษะทางด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์

"เราไม่มีบุคลากรรองรับตรงนี้ วิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิกที่นี่มีเกือบครบ เราสอน แฟลช ตกแต่งภาพ อีลัสสเตรท คอเรลดรอว์ สอนทำเว็บเพจ ขาดแต่วิชาตัดต่อวีดิโอ เพราะเราไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์สเปคสูงขนาดนั้น แต่เชื่อว่าถ้าเรามีโอกาสเราสามารถสอนได้เราอยากเปิดสอน เพราะจะทำให้เด็กนักเรียนมีคุณภาพและความสามารถเพิ่มขึ้นไปอีก"

สำหรับเครื่องโปรเจคเตอร์ที่ได้มาในครั้งนี้ ครูอาร์ตบอกว่า มีประโยชน์มากๆ เพราะจะช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างสะดวกราบรื่น

"แต่เราก็ยังต้องการครูหรือผู้ที่พอมีเวลามาแบ่งปันความรู้ที่พวกท่านมีอยู่ให้กับกลุ่มนักเรียนผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ ทั้งความรู้ทางด้านซ่อมคอมพิวเตอร์ ไฟฟ้า วาดเขียน หรือวิชากราฟฟิกต่างๆ เราก็ยินดีครับ"

เอก เชื้อเพ็ชร นักเรียนคอมพิวเตอร์กราฟฟิกมือ 1 ของที่นี่ บอกความความรู้สึกเมื่อถูกถามว่ายังต้องการอะไรมากกว่านี้อีกไหม เขาตอบเบาๆ ว่า

"แค่ได้มานั่งเรียนอยู่ตรงนี้ก็ดีใจแล้ว แค่ให้โอกาสพวกเรายอมรับพวกเราก็พอใจแล้วครับ"

เมื่อถามต่อไปว่าสิ่งที่ต้องการในใจอีกคืออะไร เอกบอกว่า

"อยากซ่อมคอมพิวเตอร์เป็นครับ จะได้แก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้ เวลาอยู่คนเดียวเพราะเดินทางลำบาก ที่นี่ไม่มีคนสอนเรื่องซ่อมคอมพิวเตอร์ครับ"

เมื่อถามต่อว่าจากการที่ได้มาเรียนที่นี่ทำให้มุมมองชีวิต ทัศนคติจากที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่

"เปลี่ยนครับ จากเดิมที่อยู่ไปวันๆ ดูเหมือนชีวิตไม่มีค่า วันนี้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าขึ้น อยากได้การยอมรับว่าเรามีความสามารถจากสังคม เราพึ่งตัวเองได้หาเงินเลี้ยงพ่อแม่ได้ อยากออกไปทำงานเร็วๆ"

ถือเป็นความลงตัวระหว่างความต้องการของผู้รับกับความเอื้อเฟื้อของผู้ให้

"เราทำกิจกรรมสาธารณกุศลบ่อย แต่กับพนักงาน เราก็ไม่ได้ทอดทิ้ง เพราะทางบริษัทมีนโยบายมาตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัทมา 20 กว่าปี คือ คน เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด ยิ่งตอนนี้ภาวะเศรษฐกิจไม่ดีเรายิ่งต้องขึ้นเงินเดือนให้พนักงาน โดยเรามีการเพิ่มเงินเดือนให้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา"

สมาน รุธิรพงษ์ General Manager บริษัท DPEX บอกว่า บริษัทใช้วิธีเรียกพนักงานทุกคนมาคุยถึงสถานการณ์ยากลำบากทางเศรษฐกิจที่ทุกคนกำลังเผชิญ และขอให้ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ ช่วยกันประหยัด 'สมาน' บอกว่า ถ้าพนักงานลำบาก ก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และกระทบถึงบริษัทในภายหลัง

เขาเชื่อมั่นว่า ด้วยความร่วมมือร่วมใจ และเอื้ออาทรกันเช่นนี้ ที่จะสร้างความยั่งยืนต่อทั้งธุรกิจและสังคม


เรื่อง : อัคคเดช ดลสุข

ภาพ : เอก เชื้อเพ็ชร







15 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

โอม...เพี้ยง ให้ฝันเป็นจริง

:หลายคนกำลังมุ่งมั่นทำความฝันของตัวเองเพื่อตัวเอง น้อยคนที่มีความฝันที่จะทำเพื่อคนอื่น แต่ก็บอกแล้วว่า 'น้อยคน' ไม่ได้บอกว่า ไม่มีเสียเลย


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ความฝันไม่ว่าจะเล็กจิ๋วแค่ไหนก็ตาม ก็พลันยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้เมื่อลงมือทำมันขึ้นมาจริงๆ และโดยเฉพาะความฝันที่ไม่ได้มีความหมายแค่ตัวเองเท่านั้น แต่ยังเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นและสังคมอีกด้วย เหมือนกับที่กลุ่มเยาวชนหลายๆ กลุ่ม กำลังขะมักเขม้นทำความฝันให้เป็นจริงกันอยู่

ฝันถึงเรื่องโบราณๆ

เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์ กับเพื่อนนักศึกษาคณะโบราณคดี จากมหาวิทยาลัยศิลปากร อีก 3 คน มีความฝันตรงกันที่อยากจะให้งานด้านโบราณคดีที่พวกเขากำลังเล่าเรียนกันอยู่นี้ มีแนวทางใหม่เกิดขึ้น จึงจับมือกันไปขอทุนจากโครงการตลาดประกอบฝัน ซึ่งปีนี้จัดขึ้นมาเป็นปีที่ 4 แล้ว พวกเขาได้รับคัดเลือกให้ได้รับทุนเพื่อมาลงมือทำจริงในโครงการที่ใช้ชื่อว่า 'โบราณคดีอาสา'

"ปกติงานโบราณคดีจะทำงานโดยนักโบราณคดีเพียงกลุ่มเดียว แต่สิ่งที่เราอยากเป็นก็คืองานโบราณคดีเป็นเรื่องที่ทำร่วมกันระหว่างนักโบราณคดีกับคนในชุมชน โครงการโบราณคดีอาสา ก็มีตัวนักโบราณคดีก็จะเป็นนักศึกษาในคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร มีความรู้ด้านโบราณคดี ส่วนชุมชนก็มีทรัพยากรทางโบราณคดี และมีความผูกพัน และอยู่ใช้ชีวิตอยู่กับแหล่งโบราณคดี เขาก็น่าจะมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาและอนุรักษ์แหล่งโบราณคดี" เพ็ญรุ่ง เล่าจุดเริ่มต้นของความฝันไว้อย่างนั้น

4 นักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงเข้าไปทำงานร่วมกับ ชาวบ้านตำบลเวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ช่วยกันขุดค้นเตาเผาโบราณ อายุหลายร้อยปีของชุมชนขึ้น และสร้างพิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านโบราณคดีของชุมชน และปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์โบราณวัตถุซึ่งเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชุมชน ที่สำคัญพวกเขากำลังช่วยแนวการทำงานด้านโบราณคดีแบบใหม่ขึ้นมา

เพ็ญรุ่ง กับเพื่อนๆ เล่าที่ที่มาของการฝันถึงการทำงานแนวใหม่นี้ว่า เกิดจากสิ่งที่ได้เห็นจากการเรียนทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ...

"ส่วนใหญ่งานโบราณคดีจำกัดอยู่กับนักโบราณคดี อยู่กับกรมศิลปากร ชาวบ้านเหมือนกลายเป็นคนอื่นไป เหมือนถูกกีดกันว่าไม่ให้เข้ามายุ่ง จะถูกมองว่าจะเข้ามาขุดไปขายหรือเปล่า แต่จากการดำเนินงานแบบกีดกันคนในพื้นที่ออกไป ก็ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านไม่ขุดไปขาย เขายิ่งทำมากขึ้น เราก็เลยคิดว่าเขาไม่รู้หรือเปล่าว่าเขาจะใช้งานมันอย่างไร นอกจากเขาจะเอาไปขายตรงๆ เท่านั้น"

ว่าที่นักโบราณคดีทั้ง 4 คน จึงวางโครงการโบราณคดีอาสาขึ้นมา ขณะนี้เริ่มดำเนินการไปแล้ว มีชาวบ้านเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยกลุ่มแรกๆ คือ กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ของตำบลเวียงกาหลง

"กิจกรรมที่นักศึกษากับคนในชุมชนจะทำร่วมกันคือ กิจกรรมสำรวจ ว่ามีแหล่งโบราณคดีแบบนี้อีกไหม มากน้อยแค่ไหนอยู่ในที่ของใครบ้าง ตรงนี้เราจะคุยกับเขาไปเรื่อยๆ อย่างไม่เป็นทางการ ไม่บอกว่าเรามาอนุรักษ์กันเถอะ แต่จะค่อยคุยกันไปว่าพื้นที่ตรงนี้มันมีค่าแค่ไหน ในบริบทของสังคมหรือการศึกษา พร้อมทั้งนำเสนอแนวทาง การใช้ประโยชน์จากแหล่งโบราณคดีว่าไม่ได้มีแค่การขุดไปขาย แบบนั้นพอของหมดก็หมดกัน แต่เราสามารถศึกษาเรื่องเตาเผาจากแหล่งโบราณคดี มาสร้างเตาเผาใหม่ขึ้นมาเองที่บ้าน แล้วผลิตเครื่องเคลือบดินเผาอย่างนั้น แล้วนำไปขาย ได้เงินโดยไม่ทำลายแหล่งโบราณคดี แต่เป็นวิธีเรียนรู้ไปด้วยกันเรื่อยๆ"

พวกเขาบอกว่า "เราจะเป็นโบราณคดี 'นอกหลุม' เมื่อก่อนนักโบราณคดีเวลาออกไปทำงานก็จะเป็นลักษณะ เป็นทางการ เป็นราชการ กีดกันชาวบ้านออกไป ขีดเส้น แล้วก็อยู่ในหลุมขุดกันไป แต่อันนี้จะเป็นแนวทางที่ต่างออกไป คือ เปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการขุดค้นอนุรักษ์ ตรงนี้จะเป็นกระบวนการอนุรักษ์ที่คนทำด้วยใจจริงๆ"

เพ็ญรุ่ง อธิบายต่อว่า แนวความคิดนี้ได้รับจากอาจารย์ในคณะ และตัวนักศึกษาก็เห็นปัญหาในการทำงานในพื้นที่จริง ซึ่งก็มีอาจารย์ในคณะที่พยายามจะทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในงานโบราณคดีด้วย

"โบราณคดีอาสาจึงเป็นโครงการที่เราอยากจะทำขึ้นเพื่อนำเสนอให้นักศึกษาด้วยกัน ให้นักโบราณคดีเห็นด้วยว่าแนวทางนี้เป็นไปได้ แล้วมาคุยกันมันมีข้อดีข้อเสียอย่างไร เพื่อนำมาปรับเป็นแนวทางการทำงานต่อไปในอนาคต"

ฝันว่าฟันจะไม่ผุ

อีกความฝันหนึ่งที่ดูคล้ายกับเป็นเรื่องจิ๋วๆ แต่ก็ยังมีกลุ่มเยาวชนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มองข้ามไป

"เวลาคนพูดถึงการทำงานเพื่อสังคม คนจะมองถึงเรื่องหนักๆ เรื่องการเมือง เรื่องสิ่งแวดล้อม ประเด็นใหญ่ๆ อยากเรื่องโลกร้อน แต่ก็เห็นว่าคนทำกันเยอะแล้ว และก็มาสะดุดใจกับเรื่องเล็กๆ แต่ใกล้ตัวเหลือเกินอย่างเรื่องการดูแลสุขภาพในช่องปาก" ไกรวุฒิ  มะแฮ ตัวแทนกลุ่มเยาวชนจากดอยสูงในเชียงรายอย่าง กลุ่มพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง จ. เชียงราย พูดถึงโครงการที่เขาและเพื่อนๆ กำลังขะมักเขม้นเดินหน้าทำความฝันให้เด็กๆ ในหมู่บ้านที่พวกเขาอยู่อาศัยฟันไม่ผุ

โครงการยิ้มสวย เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ได้รับทุนจากตลาดประกอบฝันให้เกิดเป็นความจริงขึ้นมา โดยมีพื้นที่ที่ดำเนินโครงการ บ้านกกน้อย ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

เยาวชนกลุ่มพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง เล่าที่มาของความฝันเล็กๆ นั้นว่า "กลุ่มเราทำอยู่แล้ว เรื่องให้ความรู้และรณรงค์ให้คนในหมู่บ้านดูแลสุขภาพในช่องปาก อยากทำต่อเนื่อง เลยส่งมาขอทุน เด็กแถวนั้นฟันผุเยอะ ประมาณ 80% ของหมู่บ้าน"

ไกรวุฒิ อธิบายต่อว่า ฟันผุปัญหาเล็กๆ ที่คนส่วนใหญ่อาจมองข้ามเพราะมีเรื่องอื่นที่สำคัญและน่าสนใจมากกว่า คงไม่แปลกนักหากคนในชุมชนบนดอยสูง ห่างไกลจากสื่อและข้อมูลข่าวสาร ถนนถูกตัดขาดทุกฤดูฝนอย่างหมู่บ้านกกน้อยและบ้านกลาง ต.ห้วยชมภู อ.เมือง จ.เชียงราย จะให้ความสำคัญกับการทำมาหาเลี้ยงชีพ มากกว่าเรื่องเล็กๆ อย่างโรคฟันผุ จึงเป็นผลให้เด็กในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นโรคฟันผุ และต้องทนทรมานกับปวดฟัน

กลุ่มเยาวชนจากดอยสูงมีกิจกรรมหลายอย่างที่คิดไว้และวางลำดับการดำเนินการอย่างช่ำชองว่า "พอเปิดตัวโครงการไปแล้ว เราก็สร้างแกนนำในพื้นที่ เป็นคนคอยเข้าไปทำกิจกรรมหรือให้ความรู้แก่คนในหมู่บ้าน ไม่เพียงเท่านั้นยังมีความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอื่นๆ ยังมีรายชื่อพวกอาหารที่กินได้ อาหารที่ไม่แนะนำ เช่น พวกลูกอม เพราะมันหวานจัดเกินไป และโดยเฉพาะน้ำอัดลม ที่ไม่ใช่น้ำตาลที่ไม่ดีกับสุขภาพฟันแล้ว เคยเห็นการทดลองที่เขานำฟันเด็กที่มีอายุต่ำๆ หย่อนลงไปในน้ำอัดลม เพียงไม่ถึงนาทีฟันก็ละลาย ก็เลยเห็นได้ว่าน้ำอัดลมเป็นตัวสำคัญที่ทำให้ฟันผุ" ไกรวุฒิ เล่าพร้อมโชว์ยิ้มสวย

กิจกรรมของพวกเขาได้รับการตอบรับจากคนในหมู่บ้านเป็นอย่างดี เขาเล่าฟีดแบ็คดีๆ ให้ฟังว่า "ที่ผ่านมาหลังจากที่ทำกิจกรรมไปแล้ว เข้าไปถามผู้ปกครองเด็กๆ ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกว่าเด็กๆ ตัวเล็กๆ สัก ป.3 เตือนพ่อแม่ว่าพี่เขาบอกว่าหลังจากกินข้าวแล้วต้องแปรงฟัน หรือไม่ก็บ้วนปาก แล้วก็ไม่ให้แม่กินน้ำอัดลมก็ทำให้รู้สึกว่าเราทำกิจกรรมไม่กี่เดือนก็ทำให้เขาตระหนักได้" 

ไม่เฉพาะยิ้มสวยๆ จากคนในหมู่บ้าน กลุ่มเยาวชนจากดอยสูงนี้ ยังได้รับสิ่งตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่คาดคิดมาก่อน...

"เมื่อก่อนเคยคิดว่าคนที่จะทำเรื่องพัฒนาสังคมจะต้องเป็นคนที่มีการศึกษาสูงๆ อย่างคนที่เป็นหมอหรือครู หรือคนที่มีชื่อเสียงในสังคม แต่พอได้มาทำกิจกรรมเอง ก็เห็นได้ชัดเจนว่าไม่เฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีการศึกษาสูงเท่านั้น เราก็ทำได้ เป็นพลังเล็กๆ น้อยๆ" หนุ่มน้อยจากดอยสูง ว่า การมีส่วนช่วยให้คนในหมู่บ้านไม่ต้องทนทรมานกับการปวดฟันเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตของเขา

เรื่อง : รมณ รวยแสน

ภาพ : คะนองเดช สุขกากิจ







5 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

ฮัลโหล..ธรรมะ ฉบับ ว.วชิรเมธี

:ธรรมะเชิงรุกโฉมใหม่ กำลังบุกโทรศัพท์มือถือ ในรูปแบบข้อความสั้น ก้าวทันโลก เตือนสติ ทันใจ ไม่ว่าใคร ก็คงยากจะปฏิเสธ...


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : "อาตมาเห็นว่า การเผยแพร่ธรรมะไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่กำแพงวัดแคบๆ เพราะปัจจุบันโลกเปลี่ยนไป ก็ต้องตามให้ทัน ใช้ช่องทางเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ อาตมาเรียกว่า 'ธรรมโมโลยี' คือ ธรรมะบวกเทคโนโลยี พระใช้เทคโนโลยีไม่ผิด แต่ต้องใช้ในทางที่ถูกที่ควร ใช้เฉพาะเพื่อเผยแผ่ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น”

คำกล่าวของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ที่ล่าสุดได้จับธรรมะแทรกซึมเข้าไปยังอุปกรณ์ไฮเทคขวัญใจวัยรุ่น วัยทำงาน ด้วยหวังว่า 'รสพระธรรม' คำสั่งสอนจากพระพุทธเจ้าจะซึมเข้าไปในจิตใจของคนได้มากยิ่งขึ้น

“กฏแห่งกรรมทำงานไม่มีวันหยุด”

“คนต้องสำราญ งานต้องสำเร็จ” 

“มีกิ๊ก (ก็) มีกรรม” 

"เดินช้าๆ หายใจช้าๆ แล้วชีวิตก็จะราบรื่นขึ้น"

“แค่ปล่อย ก็ลอยตัว” 

“เขตชุมชน โปรดลดความเลว”


วลีธรรมะเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมะฉบับ 'เอสเอ็มเอส' ที่มาจากมุมมอง 'ธรรม' ของพระนักคิด นักวิชาการ อย่างพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ภายใต้ชื่อบริการ 'ธรรมะ Mobile'

“ถามว่า 'ธรรมะ โมบาย' คืออะไร ธรรมะโมบาย ก็คือ รูปแบบใหม่แห่งนวัตกรรมการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ไม่เคยล้ายุค ตกสมัย แต่ยังคงความสดใสใหม่ และอินเทรนด์อยู่เสมอ”

ท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่า ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ใช้มือถือในการรับข่าวสาร เช็คอีเมล นัดหมาย หรือแม้แต่ดูโทรทัศน์รายการต่างๆ ได้ผ่านมือถือ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นการรับกิเลสเข้ามาทั้งนั้น

“ถือเป็นวิธีการร่วมยุคร่วมสมัยในการส่งธรรมะไปถึงมือคนรุ่นใหม่ เราอยู่ในยุคเทคโนโลยี ก็ต้องใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ธรรมะไม่ควรอยู่แค่ในวัด ไม่ใช่แค่การให้สินให้พรเวลาคนเข้าทำบุญที่วัด เพราะหากคิดว่าธรรมะต้องอยู่แต่ในวัด อีกไม่นานพระจะมีแค่บทบาททางพิธีกรรมเท่านั้น”

สำหรับรูปแบบบริการจะเป็นการส่งข้อความสั้นวันละ 3 เวลา ได้แก่ 'ธรรมะรับอรุณ' ช่วงเช้า 'ธรรมะทันกาล' ช่วงกลางวัน และ 'ธรรมะหลับสบาย' ช่วงค่ำ โดยแต่ละช่วงจะมีเพียงธรรมะสั้นๆ 1 ข้อความ โดยมีค่าสมาชิกรายเดือน เดือนละ 29 บาท ซึ่งจะนำรายได้ไปใช้ในการกุศลต่อไป

“ถือเป็นสื่อในการลดทุกข์ สร้างสุข และเสริมรอยยิ้มแห่งสัมมาทิฐิ (ความคิดเห็นที่ถูกที่ตรง) ให้เกิดขึ้น และเบ่งบานในจิตใจของคนไทยทุกคนได้อย่างไร้ขีดจำกัด อาตมาเป็นคนคิดธรรมะเอสเอ็มเอสเองทั้งหมด ซึ่งก็เอามาจากพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสิ้น”

ท่าน บอกว่า ธรรมะบนมือถือ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำธรรมะ คำสอนของพระพุทธเจ้าเผยแผ่ผ่านช่องทางเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอนาคตหากเกิดเทคโนโลยีใหม่อย่าง 3จี ก็จะต่อยอดไปสู่บริการดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยจะพัฒนาเป็นวีดีโอ คลิป ธรรมะสั้นๆ เป็นต้น

ธรรมะบนมือถือ เป็นการเผยแผ่ธรรมะในเชิงรุก แทนที่จะรอให้คนเข้าวัดเพื่อมาหาธรรมะ ก็ใช้วิธีโยนธรรมะเข้าไปในสังคม ให้สังคมได้ฉุกคิด ได้ใช้สติ พระต้องออกเดินทางเผยแผ่คำสอน ใช้ทุกช่องทางที่คนสามารถเข้าถึงได้ ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด

ท่าน ว.วชิรเมธี บอกด้วยว่า ในอนาคตยังอยากมีรายการธรรมะ 24 ชั่วโมง ผ่านทางโทรทัศน์ อาจจะแทรกอยู่ในหลัง หรือก่อนรายการก็เป็นได้


ธรรมมะมาร์เก็ตติ้ง

เมื่อถามว่า วันนี้พระยุคปัจจุบันหันมาดำเนินกิจเป็น 'พุทธพาณิชย์' มากขึ้น ถือเป็นรอยด่างของพุทธศาสนา หรือไม่? 

ท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่า พุทธพาณิชย์จะผิด ก็ต่อเมื่อมีเจตนาที่ไม่สุจริต ทำเพื่อเป็นประโยชน์ของปัจเจกบุคคล

“สำหรับสิ่งที่อาตมาทำอยู่นี้ อาตมาเรียกว่าธรรมะ มาร์เก็ตติ้ง หรือ สัมมา มาร์เก็ตติ้ง คือ การประยุกต์กลไกตลาดเป็นเครื่องมือในการเผยแผ่ธรรมะ อาตมามีเจตนาที่บริสุทธิ์ มีวิธีการที่ชอบธรรม และรายได้ทั้งหมดที่ได้ อาตมาก็นำไปสร้างวัดป่าชานเมือง ที่จะเป็นสถานที่เผยแผ่พุทธศาสนาเชิงรุกแบบครบวงจร เป็นรีสอร์ททางจิต วิญญาณ ที่มีความสงบ ร่มเย็น”

สำหรับ โครงการสร้างวัดป่าชานเมือง ถือเป็นโครงการของสถาบันวิมุตตยาลัย นำโดย ท่าน ว.วชิรเมธี ที่ต้องการหาสถานที่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ สร้างเป็นศูนย์เผยแพร่พุทธศาสนา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเลือกสถานที่

“รูปแบบของวัดป่าชานเมืองจะเป็นการบูรณาการผสมผสานระหว่างวัดบ้าน ที่เน้นภารกิจหลักด้านการศึกษา การเผยแผ่ การผลิตสื่อการสอนธรรมะ ห้องสมุดธรรมะ และวัดป่า เน้นความร่มรื่นด้วยพฤกษชาตินานาพันธุ์ สายน้ำ ฟังธรรมในโบสถ์ธรรมชาติอิงรูปแบบของสวนโมกขพลาราม และสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อความเป็นอุทยานธรรมะ สวนธรรมที่ร่มรื่น และรีสอร์ททางจิตวิญญาณของคนร่วมสมัย (Spiritual Resort)”

ขณะที่ลูกศิษย์คู่ใจอย่าง ภพธร ลิมปนานุเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทดีไซน์ ดี มีเดีย จำกัด ผู้รับผิดชอบในฐานะผู้ผลิตคอนเทนท์ เอสเอ็มเอสธรรมะครั้งนี้ บอกว่า ได้จับมือกับบริษัทสามารถ มัลติมีเดีย ในการทำระบบเอสเอ็มเอสให้ โดยบริษัทจะเป็นคอนเทนท์ โพรวายเดอร์ ซึ่งมาจากท่าน ว. วชิรเมธีโดยตรง

"บริษัทนี้ เราไม่ได้ตั้งให้เป็นเชิงธุรกิจมาก แต่เพราะผมเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์ ว. และท่านก็เป็นคนตั้งชื่อบริษัทนี้ให้ ดี มีเดีย ก็คือการเป็นสื่อที่ดี สำหรับความร่วมมือกับสามารถ ก็คงแบ่งส่วนแบ่งรายได้กันตามปกติ ซึ่งรายได้ในส่วนของเรา ทางพระอาจารย์ ว. จะนำไปสมทบทุนสร้างวัดป่าชานเมืองในอนาคต" ภพธร เล่า

และเพราะด้วยเหตุที่ธรรม คือ ปัจจัยที่ 5 ในการดำเนินชีวิต แต่ทุกวันนี้ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ล้วนขาดธรรมะ จึงเป็นเหตุให้เกิดปัญหาสารพัดสารพันในสังคมที่ไม่อาจแก้ไขได้โดยง่าย แต่เพียงแค่เราให้โอกาสตัวเองด้วยการหันหน้าเข้ามาหาธรรม ปัญหาทุกอย่างก็จะสามารถคลี่คลาย และสว่างไสวไปด้วยแสงแห่งทางออก

“สิ่งต่างๆ ที่อาตมาได้ทำลงไป อาตมาขอยกความดีงามทั้งหมดให้กับคำสั่งสอนขององค์พระสัมมา สัมพุทธเจ้า อาตมาขอเป็นแค่เพียงพรีเซนเตอร์ธรรมะของพระพุทธเจ้าเท่านั้นพอ”

หนึ่งข้อความ หนึ่งความมี ‘สติ’

ด้วยอาชีพนักแต่งเพลงโฆษณาที่ต้องติดต่อสื่อสารกับผู้คนตลอดเวลา ชัยบวร ศรีลูกหว้า บอกว่า คงจะดีไม่น้อย หากมีข้อความธรรมะสั้นๆ ช่วยเตือนสติระหว่างวัน

“บางทีคิดอะไรไม่ออก มีเรื่องค้างๆ อยู่ในหัว วางไม่ลง แล้วอยู่ดีๆ ถ้ามีแมสเซจส่งมาว่า ‘แค่ปล่อย ก็ลอยตัว’ มันคงทำให้เรารู้สึกหยุดคิดได้บ้าง คล้ายๆ กับมีเพื่อนส่งมาให้อ่าน แต่เป็นข้อความธรรมะแทน”

เนื่องจากรูปแบบการทำงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการยอมรับข้อตกลงจากหลายฝ่าย ‘ธรรมมะ’ จึงเป็นสิ่งที่เขานำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ เพราะในความเห็นของเขา ธรรมะไม่ใช่เรื่องศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรับรู้ความจริงใน ‘ธรรมชาติ’ ที่จะช่วยให้คนเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ดี

“ธรรมะช่วยให้เรารู้จักผ่อนหรือวาง ทำให้การต้องทำงานกับคนจำนวนมากง่ายขึ้น เพราะเราจะรู้จักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ยึดติดอยู่แต่ความคิดของเราคนเดียว”

เขาเสริมว่า ที่ผ่านมาเวลาได้รับแมสเซจแต่ละครั้งก็มักจะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีประโยชน์ อาทิ โฆษณาสินค้าที่ไม่จำเป็นและไม่ทราบว่าไปเอาข้อมูลส่วนตัวเขามาได้อย่างไร แต่ถ้าหากเป็นข้อความธรรมมะคงช่วยให้รู้สึกสบายใจ และดำเนินชีวิตอย่างมีสติมากขึ้นในแต่ละวัน 

หมายเหตุ : ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.vimuttayalaya.net

พระใช้ไอทีไม่ผิด แต่...

“พระใช้มือถือไม่ผิด เพราะถือเป็นเครื่องมือสื่อสาร ปัจจุบันพระกว่า 80% ก็ใช้มือถือในการรับกิจ นิมนต์ต่างๆ เท่านั้น แต่หากพระรูปนั้นใช้มือถือไปในทางที่ผิด ก็ถือว่าผิดวินัย หรือถ้าพระใช้คอมพิวเตอร์ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการเผยแพร่ธรรมะ มีเจตนาบริสุทธิ์ที่จะนำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปสู่คน ก็ถือว่าไม่ผิดเช่นกัน ต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก” 

โดยหากจะผิดวินัยสงฆ์ ก็ต่อเมื่อพระรูปนั้นใช้เทคโนโลยีด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ หลอกลวง มีผลประโยชน์แอบแฝง ไม่ได้เจตนาที่จะใช้เป็นช่องทางเพื่อเผยแผ่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

“พระเดินซื้อคอมพิวเตอร์ผิดไหม พระควรเป็นผู้ใช้ที่ดี ไม่ควรไปเป็นผู้ประกอบเครื่อง ไม่ต้องไปเดินเลือกซอฟต์แวร์ เพราะที่แบบนี้อาตมาถือว่าเป็นที่อโคจร พระไม่ควรไปเดิน หากต้องการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องเผยแผ่ธรรมะ ก็ใช้ให้ลูกศิษย์ไปซื้อก็ได้  อาตมาไม่เคยไปเดินซื้อ ก็ยังใช้เทคโนโลยีเพื่อมาเป็นเครื่องมือเผยแผ่ธรรมะได้” ท่าน ว. วชิรเมธี อธิบาย

รายงาน : เอกรัตน์ สาธุธรรม






4 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

 ฝันยิ่งใหญ่ของคนขายการ์ตูน

:ร้านการ์ตูนกับแนวคิดเพื่อสังคมอาจฟังดูเข้ากันไม่ได้ แต่ด้วยความรักที่มีต่อการ์ตูนมาตั้งแต่วัยเยาว์ ก็ทำให้คนๆ หนึ่งทุ่มเทแรงใจเพื่อให้ 2 สิ่งที่ว่านี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่เดียวกัน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : "การ์ตูน... จินตนาการที่สัมผัสได้ คือประตูเชื่อมสู่โลกแห่งการอ่าน" เป็นความหมายของการ์ตูนในมุมมองของ ฐิติพงศ์ ศิริรัตน์อัสดร เจ้าของร้าน  Be My Shelf

Be My Shelf คือร้านขายหนังสือการ์ตูน ซึ่งตั้งในย่านวงเวียนใหญ่ฝั่งธนบุรี โดยมีความแปลกสะดุดตาด้วยสีสันสดใส แถมเรียกรอยยิ้มด้วยตัวการ์ตูนตัวโตๆ ติดผนังภายในร้าน ลายเส้นจากนักเขียนภาพประกอบคนดัง แป้ง-ภัทรีดา ประสานทอง บรรยากาศทั่วไปดูคล้ายร้านกาแฟที่ตกแต่งโปร่งสบาย ไว้นั่งเล่น ฟังเพลงเย็นๆ พักอารมณ์เสียมากกว่า แตกต่างจากร้านการ์ตูนทั่วไป ที่ไม่จำเป็นต้องตกแต่งอะไรมาก มีพื้นที่เท่าใดก็อัดหนังสือการ์ตูนเข้าไปให้เต็มเพื่อนำเสนอแก่ลูกค้า จนจะหาที่ยืนก็ยังยาก

ฐิติพงศ์  อดีตพนักงานบริษัทเอกชน หนึ่งในหุ้นส่วนควบตำแหน่งผู้บริหารกิจการร้าน Be My Shelf เล่าถึงที่มาของร้านว่า

"เกิดจากการที่คนสามคนมีความคิดอยากร่วมกันทำธุรกิจ พอลองคุยกันจริงจังมติเอกฉันท์มาลงที่ร้านหนังสือการ์ตูน เพราะทุกคนชอบอ่านการ์ตูน แล้วพี่แป้ง (ภัทรีดา ประสานทอง) ซึ่งเป็นรุ่นพี่ก็มาช่วยเขียนการ์ตูนให้ เป็นการช่วยแบบพี่น้องโดยไม่คิดค่าแรงและค่าฝีมือ"

ร้านการ์ตูนโตช้า หวังยอด 50 เล่ม/วัน

ทำร้านการ์ตูน ต้องใช้เงินลงทุนสักเท่าใด?


"ค่าตกแต่งและซื้อหนังสือการ์ตูนเข้าร้านครั้งแรก ยังไม่ได้รวมค่าเช่าพื้นที่ร้าน อยู่ที่ประมาณหนึ่งล้านบาท แล้วจะต้องมีเงินหมุนเวียนเพื่อซื้อหนังสือที่ออกมาทุกวัน ประมาณวันละ 2 พันบาท ตั้งแต่จันทร์-ศุกร์ ตกอาทิตย์ละประมาณหนึ่งหมื่นบาท ส่วนเสาร์อาทิตย์สายส่งจะหยุดไม่มีการส่งของ" ฐิติพงศ์ ลองคำนวนเป็นรายเดือนให้ฟังว่าจะตกอยู่ประมาณสี่หมื่นบาทเป็นอย่างต่ำ โดยราคานี้เป็นราคาที่เลือกสั่งซื้อหนังสือการ์ตูนเป็นบางเรื่อง ไม่ใช่ทุกเรื่องอย่างร้านใหญ่ บอกกับค่าน้ำ-ไฟ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นค่าไฟซึ่งรายจ่ายค่อนข้างสูง โดยจะตกอยู่ประมาณแปดพันบาทต่อเดือน

ฐิติพงศ์ในฐานะผู้เป็นทั้งเจ้าของ ผู้ดูแลร้าน คนขาย กล่าวต่อว่า "ตอนนี้ร้านเปิดมาได้ 6 เดือนแล้ว ผลประกอบการยังถือว่าพอประคองไปได้ยังไม่ติดลบ แต่ก็ยังไม่มีกำไร สิ่งที่หวังไว้คือ ถ้าเราขายหนังสือได้วันละ 50 เล่มเป็นอย่างต่ำจะถือว่าพอมีกำไร แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ขนาดนั้น" เหตุที่ตั้งร้านบริเวณนี้ เพราะเป็นพื้นที่ของครอบครัวของ 'ฐิติพงศ์' เอง ซึ่งแม้จะมีข้อดีในด้านพื้นที่กว้างขวาง แต่เขาก็ยอมรับว่า ทำเลที่ตั้งไม่ได้อยู่ในพื้นที่คึกคักอย่างย่านใจกลางเมือง ยังดีที่หุ้นส่วนทุกคนรู้ข้อจำกัด และเห็นดีที่จะดำเนินธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป

"เพื่อให้ร้านมีเงินทุนมาหมุนเวียน ทางเราเลยเปิดพื้นที่ด้านบน ตั้งใจไว้ว่าจะทำกิจกรรมส่งเสริมการขายเป็นที่สอนภาษาอังกฤษไปก่อน ในอนาคตอันใกล้มีโครงการเปิดสอนภาษาญี่ปุ่นด้วย เพราะตัวผมเองมีประสบการณ์ตรงจากการที่ได้เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมีผลต่อหน้าที่การงานการศึกษาในอนาคต อย่างทุกวันนี้ผมก็ใช้ความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่นมาแปลหนังสือนิยาย เป็นรายได้เสริมให้ตัวเอง"

ร้านการ์ตูนก็รับผิดชอบสังคม

ถ้าคุณสนใจหนังสือการ์ตูนสักเรื่องที่ออกใหม่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะชอบเนื้อเรื่อง-ลายเส้นหรือไม่ ร้าน Be My Shelf มีเล่ม 1 ให้อ่านก่อนตัดสินใจ ไม่ชอบไม่ต้องซื้อไป เพราะทางร้านเข้าใจดีว่าลูกค้าส่วนมากเมื่อซื้อไปแล้วจะเก็บสะสมด้วย

"หนังสือการ์ตูนเนี่ย เอาเปรียบผู้อ่าน ผมมีความคิดนี้ตั้งแต่เป็นเด็ก เราซื้อการ์ตูนมา โดยไม่รู้เลยว่าลายเส้นและเนื้อเรื่องจะถูกใจเรามากน้อยแค่ไหน แล้วต้องยอมรับว่าหนังสือการ์ตูนทุกวันนี้ราคาค่อนข้างแพง ถ้าซื้อมาแล้วไม่สนุกอย่างที่หวัง มันเสียความรู้สึกและเสียดายเงิน ดังนั้นทางร้านจึงเปิดโอกาสให้ทดลองอ่านเล่มแรก คือเล่ม 1 ก่อน สามารถนั่งอ่านก่อนตัดสินใจซื้อได้ตามสบาย" ผู้ดูแลร้านกล่าว นอกจากนี้ยังมีไอศครีม เครื่องดื่มไว้คอยบริการ รวมทั้ง ภาพยนตร์การ์ตูนที่เจ้าของซื้อสะสมไว้ นำมาเปิดให้ดูโดยเครื่องเล่นแผ่นเป็นของลูกค้านำมาให้ยืมไว้ใช้ด้วยกัน

การ์ตูนส่วนใหญ่ในร้านผ่านตา 'ฐิติพงศ์' มาเกือบหมด หรือไม่ก็พอจะทราบเนื้อหามาบ้าง ดังนั้น 'ฐิติพงศ์' จึงสามารถแนะนำหนังสือการ์ตูนที่เหมาะสมสำหรับแต่ละวัย

"ถ้าเด็กอายุยังน้อยเราจะไม่ขายการ์ตูนแนวรุนแรงให้ โดยจะอธิบายให้ลูกค้าฟังว่าเพราะเหตุใด แล้วแนะนำเรื่องอื่นที่น่าจะเหมาะแก่วัยเขาไป" เหตุที่ทำเช่นนี้ได้เพราะไม่มีลูกจ้าง เจ้าของร้านบริการเองจึงทำได้ตามที่ตั้งใจ ใจจริง Be My Shelf ไม่อยากเน้นแค่กลุ่มวัยรุ่นหรือเด็กเล็ก แต่เพราะคนทั่วไปหรือผู้ปกครองจะเข้าใจว่าเป็นร้านหนังสือการ์ตูน จึงไม่ค่อยมีลูกค้ากลุ่มอื่นมากนัก 'ฐิติพงศ์' บอกว่า จริงๆ แล้วหนังสือการ์ตูนมีเนื้อเรื่องหลากหลายไม่ใช่มีเฉพาะแต่ความรุนแรง รักหวานแหวว หรือฮีโร่ ยอดมนุษย์ แต่ยังมีแนวการเมือง กีฬา อาหาร ชีวประวัติบุคคล พงศาวดาร เช่น สามก๊ก สัตวแพทย์ หมอรักษาผู้คนในเหตุการณ์ต่างๆ สืบสวนสอบสวน กระทั่งแนวธุรกิจก็ยังมี ซึ่งทางร้านเคยมีความคิดอยากจัดเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน แต่ยังไม่สามารถทำได้ เพราะต้องใช้พื้นที่เยอะ จึงต้องจัดเป็นกลุ่มแต่ละสำนักพิมพ์ไปก่อน

ปัจจุบัน 'การ์ตูนโป๊' เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองทั่วไปเป็นห่วง เพราะมีแพร่หลายในร้านขายหนังสือการ์ตูน แต่ผู้ดูแลร้าน Be My Shelf มีมุมมองที่แตกต่าง

"ในความคิดของผม การ์ตูนโป๊ ยังไม่น่ากลัวเท่ากับการ์ตูนที่เน้นความรุนแรง เพราะเรื่องเพศมันขึ้นอยู่กับวัย เราทุกคนก็ผ่านวัยรุ่นมาแล้วมันก็ต้องมีบ้างเป็นธรรมดา พอพ้นวัย ความอยากรู้อยากเห็นมันจะลดไปเอง แต่ถ้าลองเปิดดูการ์ตูนทุกวันนี้จะพบว่ามีความรุนแรงมากขึ้น และคนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามตรงนี้ ซึ่งน่ากลัว เพราะมันจะปลูกฝังความรุนแรงอยู่ในจิตใจ ทางร้านพยายามตรวจสอบทั้งเรื่องโป๊และรุนแรง แต่ต้องยอมรับว่าบางทีมันก็หลุดรอดมาบ้าง โดยสอดแทรกอยู่ในเนื้อหา" เป็นอีกความพยายามของร้านหนังสือการ์ตูนที่มีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม

โตขึ้นอยากเป็น 'ห้องสมุด'

Be My Shelf ตั้งความหวังว่า การอ่านการ์ตูนของเยาวชนจะสร้างนิสัยรักการอ่านและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ โดยทางร้านมีโครงการที่ตั้งใจจะทำ อาทิ การจัดกิจกรรม เชิญนักเขียนการ์ตูนไทย (เอาใจช่วยการ์ตูนไทยด้วย) มาให้ความรู้ หรือจัดเวิร์คช้อป แต่ด้วยเหตุจากสถานที่อยู่ห่างไกลแหล่งผู้คน สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ คือการนำกิจกรรมขึ้นเว็บไซต์ bemyshelf.com พร้อมๆ ไปกับการทำตลาดออนไลน์ ซึ่งล่าสุด ยอดสมาชิกเว็บอยู่ที่ประมาณ 100 กว่าคน โดยมีการสั่งซื้อหนังสือการ์ตูนผ่านเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง

ความฝันภายภาคหน้าของร้าน คืออยากมีห้องสมุดการ์ตูน เพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาอ่านกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

"ตอนนี้เริ่มสะสมไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่าห้องสมุดทั่วไปมีเยอะแล้ว น่าจะมีห้องสมุดการ์ตูนบ้าง อยากให้ที่ร้านเป็นศูนย์การเรียนรู้แบบสนุกสนาน ด้วยการเปิดสอน วิชาภาษา ความรู้ต่างๆ อาจจะมีการสอนวาดการ์ตูนพ่วงมาด้วยก็ได้"

หากใครมีเงินทุนมากพอ แล้วเห็นไอเดียของที่นี่ แล้วอยากจะหยิบยืมไปใช้  Be My Shelf บอกว่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะอยากให้มีร้านการ์ตูนดีๆ กระจายอยู่ทุกมุมเมือง

"ส่วนการ์ตูนไทยนั้น อยากให้สำนักพิมพ์ต่างๆ เข้ามาช่วยกันสนับสนุนส่งเสริมสร้างนักเขียนการ์ตูนไทยขึ้นมา โดยมีลักษณะเฉพาะแบบของไทยเอง เพื่อแข่งขันกับการ์ตูนประเทศอื่นๆ และทางร้านยินดีสนับสนุนสถานที่ให้มาจัดกิจกรรมได้เลยครับ" ฐิติพงศ์กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลเฉพาะ

ฐิติพงศ์ ศิริรัตน์อัสดร

อายุ : 29 ปี

สำเร็จการศึกษา : คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น

ประสบการณ์ทำงาน : ทำงานด้านเครื่องจักรกลในบริษัทญี่ปุ่น 3 ปี ก่อนลาออกมาเปิดร้านขายหนังสือการ์ตูน  Be My Shelf

อาชีพเสริม : แปลนวนิยาย มีผลงานแปล 2 เล่ม 'เพื่อนทางจดหมาย' และ 'รักล้นใจ'

รายงาน : อัคคเดช ดลสุข

ภาพ : ปราโมทย์ พุทไธสง
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #236 เมื่อ: กันยายน 06, 2008, 04:25:49 PM »



25 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

ของรัก ของหวง

:ของรักดังว่า หาใช่คนรัก แต่เป็นยอดดวงใจชาย-หญิง มฤตยูร้ายที่คุกคามคือ มะเร็งเต้านม และ มะเร็งต่อมลูกหมาก


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : “ของของใคร ของใครก็ห่วง ของใครใครก็ต้องหวง ห่วงใยรักใคร่ถนอมใครจะชิงของใครใครยอม ถึงจนอดออมไม่ยอมขายให้ใคร”

ทำนองเพลง 'หวงรัก' ต้นฉบับของ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เหมาะสมที่สุดสำหรับนำมาเปิดประกอบสกู๊ปเรื่องนี้

ของรักดังว่า หาใช่คนรัก แต่เป็นของหวงสุดยอดดวงหทัยสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย ส่วนมฤตยูร้ายที่จะมาพรากของรักของพวกเขาไปคือ มะเร็งเต้านม และ มะเร็งต่อมลูกหมาก

มะเร็งเต้านมเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตผู้หญิงทั่วโลก แต่ปัญหาคุกคามภาวะอารมณ์และจิตใจของพวกเธอได้มากที่สุดกลับเป็นการต้องตัดเต้านมทิ้งเพื่อป้องกันการลุกลามของเซลล์มะเร็ง

พ.ญ.เยาวนุช คงด่าน ศัลยแพทย์และอาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เล่าว่ามีหลายเคสที่ภรรยาต้องตัดหน้าอกทิ้ง เพื่อหยุดการแพร่ลามของมะเร็งเต้านม จนเป็นเหตุให้ (หลายกรณีเป็นข้ออ้าง) สามีบอกเลิก หรือไปมีกิ๊ก บางรายพาลขอแยกทางกันเลย

และนี่คือสิ่งที่สร้างความกังวล ให้กับผู้หญิงที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมได้มากที่สุด จนหลายคนเกิดภาวะซึมเศร้า และเครียดตามมา

“รู้มั้ยว่า หน้าอกข้างเดียวมีอิทธิพลเพียงใด” ศัลยแพทย์หญิงจากโรงพยาบาลรามา ตั้งคำถาม

สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ 1

สำหรับแพทย์แล้ว การรักษามะเร็งเต้านมไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายเดียวของการรักษา คุณภาพชีวิตหลังการรักษาก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

ผู้หญิงที่เข้ารับการผ่าตัดเต้านมทิ้งจะเหลือเพียงหน้าอกราบเรียบพร้อมรอยแผลเป็นเส้นตรง และปราศจากหัวนม จุดยั่วยุกามารมณ์สำคัญ หลังจากผ่าตัดหน้าอกทิ้งไปแล้ว แพทย์ยังต้องรอดูอาการกว่า 2 ปี ผู้ป่วยจึงจะสามารถเสริมหน้าอกให้เหมือนดังเดิมได้

ถึงกระนั้น หน้าอกที่ตกแต่งเสริมทำขึ้นมาใหม่มีลักษณะสมจริงราว 60-70 เปอร์เซ็นต์ และระหว่าง 2 ปีที่รอคอย ผลกระทบกลับเกิดขึ้นทั้งต่อผู้ป่วยเองรวมถึงคนรอบข้าง

พ.ญ.เยาวนุช บอกเล่าถึงจิตใจที่อ่อนล้าของผู้ป่วยที่เข้ามาปรึกษาว่า หญิงสาวที่ต้องมองเห็นหน้าอกของตนเหลือเพียงข้างเดียว จะรู้สึกใจหาย เหมือนตนเองเป็นคนพิการ ยิ่งไปกว่านั้น หน้าอกเพียงข้างเดียวกลายเป็นเครื่องตอกย้ำว่าตนเป็นมะเร็ง

สิ่งที่เหลือเพียงข้างเดียว ยังส่งผลให้ผู้หญิงที่ถูกตัดเต้านมเก็บตัวอยู่บ้าน ไม่ยอมออกสังคม ไม่กล้าแต่งตัว เพราะรู้สึกไม่มั่นใจแม้จะเสริมด้วยซิลิโคนหรือผ้าต่างๆ ก็กังวลว่า ไม่เหมือนของจริง

“มีผู้ป่วยคนหนึ่งเล่าว่า หน้าอกปลอมเธอหล่นระหว่างข้ามถนน เนื่องจากเสื้อชั้นในหลวม และเธอต้องฝ่ารถไปเก็บมา ซึ่งหลายคนฟังแล้ว อาจจะหัวเราะ แต่ในใจของเธอ สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เรื่องตลก” พ.ญ.เยาวนุช ถ่ายทอดเรื่องราวที่รับฟังจากประสบการณ์จริง

ความกังวลในใจก่อให้เกิด ปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงต่างๆ นานา บางคนไม่กล้าที่จะมองหน้า หรือสบตาผู้อื่น หรือแม้กระทั่งกลัวการเข้าสังคม บางคนเลือกที่จะเก็บตัวอยู่กับบ้าน เพราะไม่อยากให้คนอื่นมองว่า เธอน่าสงสาร

ไม่ใช่แค่ตัวเอง ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังรวมไปถึงครอบครัว จากการสอบถาม พูดคุย ผู้ป่วยบางรายพบว่า สามีเปลี่ยนไป ไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์ด้วย มีเมียน้อย หรือแม้กระทั่งขอหย่า

เต้าใหม่ หัวใจดวงเดิม

โชคยังดี การรักษามะเร็งเต้านมแบบใหม่ที่รักษาความสวยงามของหน้าอกไว้ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถอยู่กับสังคมเดิมได้อย่างมั่นใจ ด้วยหน้าอกที่ใกล้เคียงของเดิม โดยการใช้เนื้อจากแผ่นหลังมาเสริม และใช้หนังมาดัดแปลงเป็นหัวนมพร้อมกระตุ้นเมลานินให้สร้างเม็ดสี เพื่อให้ได้หน้าอกที่คล้ายของจริงมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จะขาดก็แต่เพียงประสาทรับสัมผัสและไม่สามารถให้นมบุตรได้เท่านั้น

“จากเดิม เราจะศัลยกรรมหน้าอกด้วยการใช้ไขมันบริเวณหน้าท้อง แต่บางคนที่หน้าท้องใหญ่ แต่หน้าอกมีขนาดเล็ก ก็ไม่เหมาะที่จะนำไขมันส่วนนั้นมาใช้ หรือผู้ที่เคยผ่าตัดเปิดหน้าท้องมาก่อนไม่สามารถทำได้ ต่อมา แพทย์พัฒนาเทคนิคใหม่ โดยการใช้ไขมันและกล้ามเนื้อจากแผ่นหลัง” พ.ญ.เยาวนุช ให้ข้อมูล

 เทคนิคการผ่าตัดแบบเดิม แพทย์จะใช้เนื้อช่วงสะบักหลัง ปัญหาคือ เนื้อบริเวณดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการทำเต้านม ทำให้แพทย์ต้องนำซิลิโคนมาเสริม ภายหลังแพทย์ได้เลาะเนื้อชิ้นหลังให้กว้างขึ้น ตั้งแต่สะบักหลังจนถึงบั้นเอว มากพอทำเนื้อเต้านมได้และเพียงพอสำหรับทั้ง 2 ข้าง ทำได้ตั้งแต่คัพซีจนถึงคัพดี และเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับคนไทย

เทคนิคใหม่สามารถฟื้นฟูเต้านมได้ทันทีหลังการคว้านเนื้อร้าย ไม่ต้องรอนานถึง 2 ปี อย่างในอดีต ใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่าการใช้ไขมันจากหน้าท้อง โดยที่รอยแผลเป็นมีเพียงรอยเส้นตรงเล็กๆ บริเวณขอบเสื้อชั้นใน

สิ่งที่เป็นผลดีต่อคนไข้คือ ความรู้สึกมั่นใจ สามารถใส่เสื้อผ้าได้เหมือนเดิมโดยไม่ต้องกังวล ช่วยให้หญิงสาวสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ คุณภาพชีวิตหลังการรักษาดีขึ้น

ศัลยแพทย์จากรามาธิบดีเล่าว่า ผู้ป่วยสาววัยทำงานรายหนึ่ง รู้ตัวว่าตนเองเป็นมะเร็งเต้านมและต้องตัดเต้านมทิ้ง ทำให้เธอเป็นกังวล ไม่กล้าเข้าสังคม ไม่กล้าที่จะสบตากับคนอื่น แต่หลังจากเสริมหน้าอกทดแทนของที่เสียไปจากโรคร้าย ปัจจุบัน เธอได้เข้าพิธีวิวาห์และย้ายครอบครัวไปตั้งรกรากไปอยู่ญี่ปุ่น โดยเธอบอกว่า หากไม่มีหน้าอกเหมือนเดิม เธอก็คงจะไม่กล้าสบตา หรือพูดคุยกับคนอื่น รวมถึงสามีของเธอ และไม่มีวันนี้อย่างแน่นอน

นอกจากการฟื้นฟูดังกล่าวแล้ว โรงพยาบาลรามาธิบดีกำลังศึกษาวิจัยอยู่โดยนำไขมันจากหน้าท้อง หรือบั้นเอวมาปั่นเพื่อให้ได้สเต็มเซลล์มาฉีดเพื่อฟื้นฟูหน้าอกที่ถูกตัดทิ้งของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมด้วย  และอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาให้ละเอียด

นักวิจัยคาดว่าจะเริ่มวิจัยและทดสอบในกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องตัดเต้านมทิ้งบางส่วน ทำให้เต้านมเกิดรอยบุ๋ม ทีมแพทย์ก็จะทดสอบโดยนำสเต็มเซลล์ไปฉีดบริเวณรอยบุ๋มเพื่อให้ผิวบริเวณนั้นฟื้นตัว สร้างเนื้อให้อยู่ในรูปทรงดังเดิม

อย่างไรก็ดี ในอีก 1-2 ปีข้างหน้านี้ ผลการวิจัยสเต็มเซลล์คงจะยังไม่มีผลที่ชัดเจนออกมาให้เห็น เพราะต้องดูให้ละเอียดในแง่ของความคงตัวของสเต็มเซลล์ ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงของสเต็มเซลล์ที่ฉีดเข้าไป เพราะหากเกิดการเปลี่ยนแปลงมากเกินไปก็อาจจะกลายเป็นเนื้องอกได้

เสียใคร ไม่เท่าเสียเธอ

กรณีของเพศชายก็ไม่แตกต่างกัน หลายคนทำใจยอมรับไม่ได้ที่ต้องถูกตัดลูกอัณฑะป้องกันเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากลุกลาม ถ้าให้เลือกระหว่างชีวิตกับของคู่กายที่พ่อให้มา บางทีพวกเขาก็คิดไม่ตกเหมือนกัน

“ลำพังคนสุขภาพแข็งแรงปกติ ไม่ได้เป็นโรคร้ายอะไร แต่มีร่างกายแตกต่างจากคนอื่น เช่น อกไก่ ตัวเตี้ย ก็มักเกิดความรู้สึกว่า ตนเองไม่เหมือนคนอื่น และเป็นปมด้อย” น.พ.อนันต์ ธนาประเสริฐกรณ์ จิตแพทย์โรงพยาบาลบางกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล มองปมเพศชาย

ยิ่งถ้าเป็นคนมีหน้าตาในสังคม รวมถึง นางแบบ ดารา หรือผู้ชายที่เป็นนักรักระดับคาสซาโนวา ที่ภูมิใจในความเป็นชายของตนนักหนา หากต้องเจ็บไข้ได้ป่วยจนเป็นผลให้สภาพร่างกายต่างไปจากเดิม คนกลุ่มนี้มักได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจมากกว่าคนทั่วไป

“เมื่อรู้ว่าต้องสูญเสียอวัยวะเพื่อรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก พวกเขาจะตกใจมาก แต่พอตั้งสติได้จะเริ่มต่อรองหาวิธีการรักษาแบบอื่นเพื่อคงอวัยวะเพศไว้ หรือให้เสียหายน้อยที่สุด" จิตแพทย์หนุ่ม และยอมรับว่า ผู้ป่วยบางรายเกิดอาการซึมเศร้า ต่างจากผู้ป่วยในกลุ่มที่ยอมรับได้ ก็จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ พร้อมกับใช้ชีวิตต่อไปตามปกติ

“การจมอยู่กับความเศร้า สูญเสีย ทำให้กลายเป็นคนเก็บตัว ซึมเศร้า และอาจจะฆ่าตัวตายได้ จากสถิติของสหรัฐพบว่า มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นสาเหตุอันดับ 2 ทำให้ชายสูงอายุฆ่าตัวตายรองจากมะเร็งปอด” น.พ.อนันต์ เผย

อย่างไรก็ดี จิตแพทย์มองว่าหากผู้ป่วยได้ปล่อยอารมณ์เศร้า เสียใจ ออกมาบ้างจะช่วยคลายความรู้สึกได้ คนส่วนใหญ่คิดว่า การเก็บความรู้สึกไว้จะดีกว่า แต่ความจริงแล้ว ความเศร้า ความสูญเสียเป็นพลังงาน หากไม่ปลดปล่อยก็จะเผยออกมาในรูปของอารมณ์หงุดหงิด กระวนกระวาย นอนไม่หลับ

การรักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก แพทย์ต้องผ่าตัดเอาต่อมลูกหมากทิ้ง ส่งผลกระทบต่อเซลล์ประสาทสัมผัส ทำให้การทำงานของอวัยวะเพศ การแข็งตัว และความต้องการทางเพศลดลง ส่งผลต่อสภาพจิตใจ ก่อให้เกิดความกังวล

จากประสบการณ์รักษาผู้ป่วย  น.พ.อนันต์ พบว่า ผู้ชายกลุ่มนี้จะรู้สึกผิดหวัง ตำหนิตัวเอง รวมถึงอายคู่รักหรือภรรยา

สิ่งสำคัญที่จะช่วยได้คือ การอธิบาย หากผู้ชายสามารถระบาย ความรู้สึกนึกคิด ให้ภรรยาได้รับรู้และเข้าใจก็จะช่วยได้ เพราะหญิงไทยมองความรักเป็นเรื่องของความผูกพัน หรือความสุขทางใจ มากกว่าความสัมพันธ์ทางกาย

น.พ.อนันต์ กล่าวว่า ชายไทยจะมี 'ความคิดฝังหัว' ว่า เพศสัมพันธ์ที่ดีต้องอึด ต้องทน จึงจะเป็นยอดชาย ฉะนั้นการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่จิตแพทย์ต้องทำการปรับทัศนคติ ขณะเดียวกันก็ต้องอาศัยความรักความผูกพันในครอบครัวมาช่วยฟื้นฟูจิตใจ

กรณีของผู้หญิงที่ต้องสูญเสียหน้าอกจากมะเร็งเต้านมแตกต่างจากผู้ชาย เนื่องจากเพศหญิงเป็นเพศที่สามารถระบายความรู้สึกได้ดีกว่าผู้ชาย ที่ถูกสอนให้เข้มแข็ง ที่สำคัญ ผู้หญิงยังสามารถรวมกลุ่มกันเพื่อสนับสนุน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ส่วนผู้ชายมักปกปิด ด้วยกลัวจะถูกล้อ เพราะความรู้สึกด้อยกว่า

“ในความเป็นจริง เราสูญเสียอยู่แล้วทุกวัน เพราะร่างกายเราเหมือนกับบ้านที่ต้องเสื่อมสภาพไปทุกวัน ยิ่งอายุมากขึ้น หูตาฝ้าฟาง ฟันเริ่มผุ ผิวหนังเริ่มเหี่ยวย่นโดยที่เราไม่รู้ตัว "

น.พ.อนันต์ ยังฝากข้อคิดไว้ด้วยว่า คนเราจำเป็นต้องฝึกซ้อมที่จะเผชิญหน้ากับความสูญเสียในแต่ละวัน ต้องทำแบบฝึกหัดเพื่อยอมรับความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น เช่น ถูกคนขับรถแซงจนต้องติดไฟแดง ก็ถือว่าสูญเสียโอกาส ถูกคนยืมของแล้วไม่คืน เราก็ควรจะปล่อยวาง และตัดใจยอมรับ เพื่อให้เกิดความรู้สึกใหม่

เผื่อเจอ 'ของจริง' วันใด หัวจิตหัวใจจะได้ตั้งรับอย่างแข็งแรง


: สาลินีย์ ทับพิลา






14 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

  เวลาของเรา (ทำไม) ไม่เท่ากัน

:แค่เวลาไม่ตรงกัน อาจเป็นปัญหาระดับ 'ยิบย่อย' ของบางคน แต่จริงๆ แล้ว เรื่องนี้เป็นปัญหาความมั่นคงระดับชาติ ถึงขนาดทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องออกมาเรียกร้องให้ทุกคนปรับเข็มนาฬิกาให้ตรงกัน


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : วันที่ 23 สิงหาคม นี้ ถือเป็นดีเดย์สำหรับการบังคับใช้ ประกาศกระทรวงไอซีที เรื่องหลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ 2550 เพื่อให้สอดรับกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 ซึ่งจะมีผลทำให้หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ที่ให้บริการคอมพิวเตอร์ไอที ต้องมีการปรับตั้งเวลาเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยพร้อมเพรียง ซ้ำระบุชัดถึงการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามว่า มีโทษปรับตั้งแต่ 100,000-500,000 บาท

องค์กรใหญ่เป็นอันไม่ต้องสงสัย ได้แก่ ส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรม ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและกิจการกระจายภาพและเสียง เป็นต้นว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ให้บริการตู้เอทีเอ็ม ฯลฯ ตลอดไปจนถึงผู้ให้บริหารอินเตอร์เน็ต แต่องค์กรขนาดเล็ก ปลีกย่อยกันลงไปถึงระดับ สถานศึกษา โรงแรม แฟลต อพาร์ตเมนท์ ห้องเช่า บ้านเช่า ร้านกาแฟ ร้านเน็ตคาเฟ่ กันเลยทีเดียว

ก่อนจะมาดูถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปรับจูนเวลาให้ต้องตรงกันจากความจำเป็นบังคับของสถานการณ์ทางสังคม ณ ปัจจุบันขณะ ในอดีตสังคมเราก็ได้เคลื่อนผ่านกาลเวลามาแล้วหลายมาตรฐาน และนั่นย่อมเป็นการบันทึกสภาพการณ์ทางสังคมในแต่ละยุคสมัยไว้อย่างน่าสนใจ

'เวลา' ในประวัติศาสตร์

ในยุคโบราณ ทั้งสังคมไทยและทุกสังคม ล้วนเริ่มต้นรับรู้เรื่องเวลาโดยอาศัยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่สำคัญได้แก่ การดูดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ซึ่งบอกเวลาได้คร่าวๆ ซึ่งในยุคนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องรู้เวลาอย่างถูกต้องแม่นยำนัก

ล้อม เพ็งแก้ว อดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี พูดถึงความจำเป็นในการรู้เวลาในชีวิตประจำวันของสังคมยุคเก่าที่อยู่ในวิถีเกษตรกรรม ว่าดูเหมือนจะมีเพียงเรื่องของการไปวัดไปวา ถวายภัตตาหารเพล กลุ่มที่จะต้องรู้เวลาที่เที่ยงตรงหน่อยเป็นกลุ่มชาวประมง ที่ดูดาวเพื่อจะรู้เวลาออกทะเลและกลับเข้าฝั่ง ส่วนที่ต้องแม่นยำเรื่องเวลาเป็นพิเศษ คือพระหรือหมอดู ที่ต้องรู้ฤกษ์ยาม เพื่อจัดพิธีการงานมงคล หรือแม้แต่ฤกษ์ปล้นก็ต้องพึ่งคำทำนายทายทักที่ผูกโยงกับวันเวลา

"เวลาในอดีตมองกันแบบหยาบๆ ดูดาว ดูตะวัน เพื่อออกเรือ หรือทำไร่ไถนา จะเพาะหว่านก็สังเกตจากฤดูกาล ชาวบ้านทั่วไปไม่ต้องสนใจเรื่องเวลาที่ชัดเจนสักเท่าไร"

อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรู้เวลา อาทิ การใช้ไม้เพื่อวัดเงาแดด วันไหนฟ้าครึ้มดูไม่ได้ จึงพัฒนาเป็นกะลาเจาะรูลอยน้ำ เพื่อบอกช่วงเวลาที่เริ่มมีมาตรฐานร่วมกันภายในชุมชน โดยมีการแจ้งสัญญาณด้วยการตีเกราะ เคาะไม้ ตีกลอง

จากเอกสาร 'ประวัติการรักษาเวลามาตรฐานประเทศไทย การรักษาเวลามาตรฐานประเทศไทย และการแจ้งสัญญาณเทียบเวลาก่อน พ.ศ.2476' ของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ระบุถึงเวลาที่เที่ยงตรงของสังคมไทย คาดว่ามีจุดเริ่มจากการติดต่อสัมพันธ์กับชาติตะวันตก โดยในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา พบหลักฐานเป็นใบรายการสั่งซื้อของจาก บริษัท อิสท์อินดีส ของฮอลันดา เมื่อ พ.ศ.2199 พบว่ามีสินค้าทันสมัยหลายรายการ ในจำนวนนั้น มี 'นาฬิกา' รวมอยู่ด้วย

มาตรฐานด้านเวลาของไทยมีพัฒนาอย่างสำคัญ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีพนักงานนาฬิกาหลวง เรียกว่าตำแหน่ง 'พันทิวาทิตย์' และ 'พันพินิตจันทรา' เพื่อคอยเทียบเวลาจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ โดยทำหน้าที่ควบคู่กับการยิงปืนบอกเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นที่ป้อมมุมวัดพระเชตุพน ความสนใจส่วนพระองค์ต่อความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ยังแสดงให้ปรากฎถึงอัจฉริยภาพในการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาที่หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ถูกต้องแม่นยำ

ทหารเรือผู้รักษา 'เวลา'

เหตุที่งาน 'รักษาเวลา' กลายเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจของทหารเรือ เนื่องจากงานของทหารเรือเกี่ยวข้องกับการวัดดาราศาสตร์เพื่อใช้ในการเดินเรือและสำรวจแผนที่ ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการจ้างชาวยุโรปมาวางรากฐานงานด้านการเดินเรือและดาราศาสตร์ มีการใช้นาฬิกาโครโนเมตรสำหรับการรักษาเวลาให้เที่ยงตรง มีการตั้งเจ้าพนักงาน 'ออบเซอร์เวตตอรี่หลวง' ให้ทำหน้าที่คอยตรวจสอบนาฬิกา และการ 'ยิงปืนเที่ยง' อันเป็นที่มาของสำนวน 'ไกลปืนเที่ยง' เมื่อพระพุทธเจ้าหลวง ทอดพระเนตรตัวอย่างที่อังกฤษยิงปืนสัญญาณที่เมืองสิงคโปร์ เพื่อให้ประชาชนและชาวเรือได้ตั้งนาฬิกา นำมาสู่ ประกาศยิงปืน เมื่อปี 2430 โดยมีการยิงปืนบอกเวลาที่ท่าราชวรดิฐ

กล่าวได้ว่าจนถึงยุคนี้ ราษฎรส่วนใหญ่ที่ 'ไกลปืนเที่ยง' ก็ยังคงดำเนินชีวิตไปแบบไม่สัมพันธ์กับเวลาที่แม่นยำอยู่นั่นเอง

การยิงปืนเที่ยงยกเลิกไปเมื่อสังคมไทยเริ่มมีไฟฟ้าและวิทยุใช้ ในการเทียบเวลา โรงไฟฟ้าจะทำไฟกระพริบเป็นสัญญาณเทียบนาฬิกาตอน 2 ทุ่ม วิทยุก็จะบอกสัญญาณเทียบนาฬิกาในเวลาเดียวกัน ในยุคนี้ 'เวลา' ของบ้านเรา เริ่มสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับชาติตะวันตก โดยมีพระราชกฤษฎีกา และประกาศของทางราชการเกี่ยวกับเรื่องเวลาอยู่หลายฉบับ เช่นการปรับให้การขึ้นวันใหม่เป็นระบบเดียวกับในยุโรป คือเปลี่ยนจากการเริ่มต้นวันใหม่ตอนย่ำรุ่ง มาเป็นหลังเที่ยงคืน รวมทั้งการกำหนดมาตรฐานเวลาของไทยให้เร็วกว่าเวลาสมมติกรีนิช 7 ชั่วโมง เป็นต้น

กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ สานต่อภารกิจการเป็นผู้รักษาเวลามาจนถึงปัจจุบัน ปี 2515 เป็นครั้งแรกที่สามารถให้บริการเทียบเวลาแก่ประชาชนทางโทรศัพท์อัตโนมัติ ด้วยเลขหลาย 6 หลัก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเลขหมาย 3 หลัก 181 ที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันดีกับเสียง "สัญญาณต่อไปนี้เป็นเวลา.. นาฬิกา.. นาที.. วินาที.."

สังคมไทยร่วมสมัย 'เวลา' กลายเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทุกคนต้อง 'รักษา' บางคนต้อง 'ทำเวลา' หลายคนต้อง 'แข่งกับเวลา' แต่มีคนเพียงไม่มากที่รู้สึกว่าต้องเทียบนาฬิกาของตัวเองให้ตรงกับเวลาตามมาตรฐานกรมอุทกศาสตร์ คนทั่วไป อาจเทียบเวลากับการเคารพธงชาติทางโทรทัศน์ ทั้งที่จริงแล้ว เวลา 08.00 น. และ 18.00 น.ของโทรทัศน์แต่ละช่องก็ไม่ค่อยตรงกันสักเท่าไร

แค่เสี้ยววินาทีก็ชี้ผิดชี้ถูก

ในความเห็นของ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ความเที่ยงตรงกันของเวลาในนาฬิกาแต่ละเรือนก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะในแง่ของคดี หากเกิดกรณีรถยนต์พลิกคว่ำทำให้ผู้โดยสารซึ่งเป็นแม่กับลูกสาวเสียชีวิต การที่ใครเสียชีวิตก่อนหรือหลังจะมีผลกับมรดกที่จะตกไปถึงลูกเขย แล้วถ้ามีประเด็นนาฬิกาไม่ตรงกันโผล่ขึ้นมาคงยิ่งทำให้คดียุ่งวุ่นวายเข้าไปอีก ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการเทียบเวลาให้ตรงกันทั่วประเทศ

สำหรับคนที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้แน่ๆ ได้แก่ พันตำรวจเอกญาณพล ยั่งยืน ผู้อำนวยการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งชี้ชัดว่า‘เวลา’ จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการสาวไปถึงตัวผู้กระทำผิดในคดีด้านคอมพิวเตอร์ ยกตัวอย่างเช่น แฮคเกอร์คนหนึ่ง เกิดอยากป่วนระบบขึ้นมาด้วยการเที่ยวไปแฮคข้อมูลของหลายเซิร์ฟเวอร์ในเวลาเดียวกัน สมมติว่า เขาทำได้สำเร็จ ข้อมูลสำคัญหายเกลี้ยง ครั้นเจ้าหน้าที่มาสอบสวน แม้จะพบไอพีนัมเบอร์ แต่เวลาที่บันทึกตามเครื่องปลายทางคลาดเคลื่อน แม้เพียง 5 วินาที ก็ทำให้ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานเอาผิดได้

"เคยสอบสวนคดีแฮคเครื่อง ซึ่งไปลงเป็นเวลาของอังกฤษ สมมติเวลาจริงเกิดขึ้นบ่ายสาม แต่พอเราไปถามคนดูแลระบบคอมพิวเตอร์ว่าตอนบ่ายสาม มีคนใช้เครื่องไหม เขาตอบว่าไม่มี มีแต่ตอนแปดโมงเช้า" ไม่ต้องห่างกันเป็นชั่วโมง เอาแค่ไม่กี่นาที พ.ต.อ.ญาณพล ก็บอกว่ามีผลต่อรูปคดีแล้ว

แต่ถ้านาฬิกาทุกเรือนตั้งเวลาให้ตรงกัน พ.ต.อ.ญาณพล บอกว่า การสอบสวนจะง่ายขึ้นเยอะ

รู้มั้ย ..เวลาของเราไม่เท่ากัน

สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ คือหน่วยงานที่ดูแลมาตรฐานเวลา โดยลงบันทึกความเข้าใจร่วมกับกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเวลามาตรฐานเดียวกัน (Primary Standard) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงที่สุดและได้รับการยอมรับอย่างสากล

เทพบดินทร์ บริรักษ์อราวินท์ นักมาตรวิทยาไฟฟ้า สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ชี้ว่าเวลายังเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบการขนส่ง การเดินทาง การเงินการธนาคาร และสุขภาพ

"เวลาขึ้น-ลงของเครื่องบินต้องสอดคล้องกัน ถ้าพลาดคืออุบัติเหตุ ทางการแพทย์ อัตราการเต้นของหัวใจ ถ้าวัดผิด มีผลต่อการตรวจวินิจฉัยโรค ส่วนตลาดหุ้น การส่งคำสั่งซื้อ สมมติเสนอราคาเท่ากัน คนที่ได้ก่อนคือคนที่ส่งคำสั่งเข้ามาก่อน แต่ถ้าต่างคนต่างเถียงว่า ฉันส่งก่อนโดยวัดเอาจากนาฬิกาตัวเอง หรือพวกแฮคเกอร์ การควานหาตัว ก็ต้องสืบหาจากเวลาที่ใช้เครื่อง"

ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลนี้ เกิดขึ้นเพราะมูลเหตุเล็กๆ "เวลาไม่ตรงกัน" ...เพราะอะไร

เทพบดินทร์ อธิบายว่า แม้เรากับเพื่อนจะตั้งนาฬิกาให้ตรงกัน สมมติตั้งที่ 08.00 น. แต่พอผ่านไป 1 สัปดาห์ นาฬิกาเราอาจจะเคลื่อนเร็วกว่าเพื่อน 1 นาที หรือพอผ่านไป 1 เดือน นาฬิกาเราก็จะยิ่งเร็วกว่าของเพื่อนครึ่งนาที จากปัจจัยต่างๆ ทั้งคุณภาพของระบบกลไกนาฬิกา ความเย็น ความร้อน ความชื้น ภายนอก ล้วนมีผลต่อการทำงานของนาฬิกาทั้งสิ้น

โดยเฉพาะการเทียบเวลาของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติเป็นตัวตั้งตัวตีให้คนไทยทั่วประเทศปรับเวลาของตัวเองให้เท่ากัน หมายความว่า เท่ากันตั้งแต่ระยะเดินของเข็มวินาที เพื่อการเดินไปถึงติ๊กที่ 60 หรือ 1 นาที จะได้เท่ากัน โดยสถาบันฯ จะเป็นนาฬิกาเรือนหลักให้ทุกคนใช้อ้างอิง สามารถตรวจสอบได้ที่ www.nimt.or.th

"นาฬิกามาตรฐานที่สถาบันใช้ คือ Celsium Clock หรือ Atomic Clock นาฬิกาอะตอม ซึ่งมีวิวัฒนาการมาหลายยุค ตัวล่าสุดที่สถาบันใช้ กว่าจะเดินผิดไป 1 วินาที ต้องใช้เวลานานกว่า 3 แสนปี" เวลามาตรฐานของประเทศตัวนี้ ยังต้องไปเปรียบเทียบกับเวลาตามหลักสากล โดยมีการวัดค่าผ่านระบบ GPS Common View 

GPS คือ ดาวเทียม ที่ไทยใช้ร่วมกับต่างประเทศในการวัดเวลา สมมติว่า ไทยจะเปรียบเทียบเวลากับจีน ต้องยึดเอาวินาทีที่ไทยกับจีนเห็นดาวเทียมพร้อมกัน นั่นถึงจะนับเป็นเวลามาตรฐาน

"หมายความว่า แม้เวลา Time Zone จะต่างกัน แต่ในเข็มวินาที นาที ต้องเดินเท่ากันเป๊ะ" เพื่อที่ระบบต่างๆ ทั้งการขนส่ง คมนาคม โทรคมนาคม การเงินการธนาคาร การตรวจสุขภาพที่มีเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง จะได้แม่นยำ

ในสังคมปัจจุบันที่ชีวิตประจำวันผูกพันกับเวลาที่แม่นยำลงลึกถึงระดับวินาทีขนาดนี้ ..คุณตั้งเวลาให้ตรงตามมาตรฐานแล้วหรือยัง


รายงาน : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ / รัชดา ธราภาค







19 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

อวสานเจ้าเส้นเล็ก?

:ในอเมริกาเนกไทเดินทางมาถึงทางตันแล้ว โลกดิจิทัลทำให้คนวัยทำงานไม่ยึดติดกับชุดฟอร์มออฟฟิศ และหันมาแต่งกายสไตล์แคชชวล (casual) มากขึ้น


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : "ผู้ชายยังแต่งตัวไม่เสร็จจนกว่าเขาจะสวมเนกไท"

นั่นเป็นคำกล่าวที่แสดงถึงความสำคัญของแอคเซสซอรี่ระหว่างแผงอก ที่เรียกว่า 'เนกไท' ในยุค 50's

แต่สำหรับคุณผู้ชายในยุคดิจิทัลที่นิยมแต่งชุดลำลองมาทำงาน เนกไทแทบไม่มีความสำคัญใดๆ กับพวกเขามากไปกว่าเครื่องประดับคอชิ้นหนึ่งที่ดูอึดอัด รัดคอ และน่ารำคาญ 

เมื่อเป็นอย่างนั้น จึงไม่แปลกเลยที่ สมาคมเครื่องแต่งกายชาย (Men's Dress Furnishings Association) ตัวแทนของผู้ผลิตเนกไทในอเมริกา จะประกาศปิดตัวลงอย่างถาวรไปเมื่อ 2 เดือนก่อน หลังจากดำเนินการมานาน 60 ปี ด้วยเหตุผลที่ว่า สมาชิกกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ขอถอนตัว

เครื่องหมายที่แสดงถึงฐานะ ตำแหน่ง และความมั่งคั่งของผู้ชายเมื่อเกือบ 400 ปีก่อน ถูกลดทอนความสำคัญลงในประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาก็จริง แต่...

มะพร้าวลูกใหญ่จะทำให้กระต่ายใต้ต้นลุกลี้ลุกลนได้หรือเปล่านั้น มันก็อีกเรื่อง

ไม่ใช่แค่ผ้าผูกคอ

ตามประวัติเนกไทถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 17 จากกษัตริย์ผู้เรืองโรจน์ที่สุดแห่งฝรั่งเศส นั่นก็คือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยพระองค์ทอดพระเนตรเห็นผ้าพันคอ หรือ คราแวท (cravat) น่าจะมาจากรากศัพท์ croat ซึ่งแปลว่าชาวโครเอเชีย ต่อมาถูกเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า (necktie) ของทหารโครเอเชีย จึงสนพระทัยและนำมาใช้ จากนั้นก็มีข้าราชบริพารเลียนแบบ ทำให้เนกไทกลายมาเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับความนิยมในเวลาต่อมา

เนกไทที่มีลักษณะคล้ายผ้าพันคอในยุคแรกนั้นค่อนข้างแพร่หลาย ไม่ว่าจะในยุโรปหรือเอเชียต่างก็ได้รับอิทธิพลของแฟชั่นพันๆ ผูกๆ อย่างเต็มตัว ในอังกฤษเรียกว่าเข้าขั้นคลั่งไคล้เลยทีเดียว โดยเฉพาะพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ ชื่นชอบผ้าพันคอที่ทำจากลูกไม้ราคาแพงมาก ในยุคนั้นผู้ชายนิยมผูกผ้าพันคอให้ดูสง่างามสมชาย ส่วนรูปแบบของเนกไทก็เริ่มหลากหลายขึ้น มีการตัดเย็บทั้งจากผ้าฝ้าย ผ้าลินิน และผ้ามัสลิน แต่ยังเน้นที่สีขาวและสีดำ

ในเอเชียมีหลักฐานว่ามีการใช้ผ้าพันคอตั้งแต่สมัยจักรพรรดิจิ๋นซี ซึ่งหลักฐานถูกค้นพบภายในสุสานโบราณ โดยเหล่ากองทัพทหารดินเผาที่ขุดค้นพบเกือบ 7,000 นาย ล้วนผูกผ้าพันคอทั้งสิ้น แต่หลังจากยุคราชวงศ์ฮั่นล่มสลาย ผ้าพันคอในประเทศจีนก็ถูกยกเลิกไป จนกระทั่งกลับมานิยมใหม่อีกครั้งในศตวรรษที่ 20

อย่างไรก็ดี รูปแบบของเนกไทได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ นับตั้งแต่ เจสซี แลงส์ดอร์ฟ (Jesse Langsdorf) ช่างตัดเสื้อชาวอเมริกัน ได้ออกแบบเนกไทขึ้นจากการตัดผ้าเฉียงๆ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน และจดสิทธิบัตรไว้ในปี ค.ศ.1924 ทำให้เนกไทมีรูปแบบที่ชัดเจนและผูกได้สะดวกมากขึ้น

ยุค 50's เนกไทบูมถึงขีดสุด จนเป็นที่มาของประโยค  "a man was't fully dressed until he had put on his tie."

เครื่องแต่งกายที่แสดงถึงความเป็นตัวของตัวเองอย่างเนกไทเริ่มกลายเป็นแฟชั่นที่ฉุดไม่อยู่ ยุค 70's ราล์ฟ ลอเรน (Ralph Lauren) ห้องเสื้อชื่อดังแห่งอเมริกา สร้างกระแสนิยมด้วยการออกแฟชั่นเนกไทที่มีความกว้างถึง 10 เซนติเมตร ขึ้นยุค 80's มีการวาดและพิมพ์งานศิลปะของศิลปินลงบนเนกไท ทำให้โลกแฟชั่นของเนกไทรุดหน้าไปเรื่อยๆ กระทั่งยุคเวอร์ซาเช่ ดีไซเนอร์คนดังจากฝั่งอิตาลี ก็ผลิตเนกไทออกมาโดนใจใครหลายคน

ลุงแซมร่วง ไทย(ยัง)รุ่ง

ยอดขายเนกไทพุ่งขึ้นแตะระดับ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1995 (นิตยสารไทม์ ฉบับ 23 มิถุนายน 2551) แน่นอนว่าความนิยมเนกไทนั้นแพร่หลายไปพร้อมๆ กับความเป็นมหาอำนาจทุนนิยมของอเมริกา ไม่ว่าพี่เบิ้มจะขยับตัวทำอะไรก็ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่สำหรับชาวโลกไปเสียทั้งหมด เว้นเพียงแต่ชาวตะวันออกกลางเท่านั้น ที่ไม่บ้าจี้ไปตามลุงแซม

'อิหร่าน' เป็นชาติที่ได้ชื่อว่าขยาดวัฒนธรรมตะวันตกมากที่สุด ไม่ว่าจะสินค้าแบรนด์ดังขนาดไหน หรือมีเชน (chain) มากมายทั่วโลกอย่างไร ไม่มีทางแทรกเข้าไปอมเม็ดเงินของชาวอาหรับกลุ่มนี้ได้ เนกไทก็เช่นกัน คนอิหร่านไม่ถือว่าเนกไทเป็นเครื่องแต่งกายที่สำคัญ ในทางตรงข้าม สิ่งนี้คือสัญลักษณ์ของความฟุ่มเฟือยไม่รู้จักพอ ดังนั้นแค่เพียงเสื้อเชิ้ตบางๆ และสูทสบายๆ หนึ่งตัว ก็หรูและดูเป็นทางการที่สุดแล้ว

ประธานาธิบดีมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด แห่งอิหร่าน แม้ทางการแค่ไหน เขาก็จะปรากฏตัวด้วยสูทสวมทับเชิ้ตปลดกระดุมบน เท่านั้น

นอกจากประเทศในตะวันออกกลางที่ไม่นิยมนำผ้ามาผูกคอแล้ว สาธารณรัฐโบลิเวีย ประเทศเล็กๆ ที่อยู่ทางตอนกลางของทวีปอเมริกาใต้ ก็ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มกับวัฒนธรรมของคนอื่นมากนัก โดยบทสัมภาษณ์ เอโว โมราเลส ประธานาธิบดีแห่งโบลิเวีย ในหนังสือพิมพ์ แดร์ ชปีเกล (Der Spiegel ของเยอรมัน ยืนยันว่า

"ผมไม่เคยผูกเนกไทด้วยความเต็มใจ แม้จะต้องใส่เวลาถ่ายรูปสมัยเป็นเด็กและในงานพิธีที่โรงเรียน ผมเคยห่อเนกไทไว้ในกระดาษหนังสือพิมพ์ พอครูเดินตรวจ ถึงรีบเอาออกมาใส่ ผมไม่เคยชินกับมัน ชาวโบลิเวียส่วนใหญ่ก็ไม่ใส่เนกไท"

มีรุ่งเรืองก็ต้องมีเสื่อมโทรมบ้างเป็นธรรมดา ในอเมริกาเนกไทเดินทางมาถึงทางตันแล้ว โลกดิจิทัลทำให้คนวัยทำงานไม่ยึดติดกับชุดฟอร์มออฟฟิศ และหันมาแต่งกายสไตล์แคชชวล (casual) มากขึ้น ทำให้เจ้าเส้นเล็กถูกเขี่ยออกไปจากตู้เสื้อผ้า เรื่องนี้ยืนยันได้จากการประกาศปิดตัวไปอย่างถาวรของ สมาคมเครื่องแต่งกายชาย (Men's Dress Furnishings Association) ตัวแทนผู้ผลิตเนกไททั่วอเมริกาเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

วันนี้ญี่ปุ่นเองก็สวมแค่เสื้อผ้าธรรมดามาทำงาน ปราศจากชุดสูทผูกเนกไทตามหลักสากล เพราะ สุโอะ ฟุกุดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ต้องการสนับสนุนโครงการรณรงค์ให้ประหยัดพลังงาน 'Cool Biz'

แม้ว่าการค้าเนกไทในเมืองลุงแซมและบางประเทศจะซบเซา แต่ สุรีภรณ์ เรสลี เจ้าของบริษัทสุรีภรณ์ไทยซิลค์ ผู้ผลิตเนกไทผ้าไหมมาเป็นเวลานานกว่า 48 ปี ในประเทศไทย ยืนยันว่า ไม่มีผล

"ถ้าถามในฐานะผู้ผลิต ไม่ลดลงนะ และเราก็เห็นว่า เนกไทเป็นเครื่องแบบที่สากลยอมรับ ใส่เสื้อสูทไม่ผูกไทก็เหมือนขาดอะไรไป มันคล้ายๆ ผู้หญิงไม่ใส่ชั้นในนะ อย่างเดือนที่แล้วยอดผลิตราวๆ 4 พันเส้น เดือนก่อนนั้น 3 พันเส้น เดือนนี้ยังไม่ได้สรุปยอด แต่มันก็ขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้ตลอด ถือว่าปกติ ไม่ลดลงแต่ถ้าช่วงกันยายน ตุลาคม จะมากหน่อย มากกว่า 10,000 เส้นต่อเดือน เพราะลูกค้าจะสั่งเป็นของขวัญปีใหม่ "

สุรีภรณ์ ว่า ประเทศไทยยังยึดการแต่งกายให้สุภาพแบบสากล ดังนั้นการจะเปลี่ยนแปลงอะไรโดยฉับพลัน จึงทำไม่ได้ง่ายๆ ในเมืองไทย โดยเฉพาะกับส่วนราชการ

"เราอยู่ตรงนี้มา 48 ปีแล้ว หน่วยงานราชการ องค์กรต่างๆ เราผลิตให้หมด อย่างงานประชุมสำคัญๆ งานประชุมนานาชาติ เราก็ทำของพรีเมียมให้ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับผ้าไหม แต่เมนหลักคือ เนกไท เมื่อเร็วๆ นี้ เนกไท 80 พรรษาของในหลวงเราก็ผลิต เราเหมือนโดนผูกขาดนะ ทำให้หน่วยงาน องค์กรมากมาย เราปิดไม่ได้หรอก เราทำตามคำเรียกร้อง อย่าหยุดนะ อย่าหยุด" เธอเล่าพลางหัวเราะ

สอดคล้องกับ  กฤษชัย ธนศิริบุญชัย เจ้าของโรงงาน Necktie House & Embroidery ที่เสริมทัพว่า เนกไทในเมืองไทยยังได้รับความนิยมอยู่

"สมมติว่าเมืองนอกเขามีมาตรการจะลดความร้อนให้ตัวเอง ก็ไม่ผูกเนกไท ใส่เสื้อแขนสั้น เขาทำได้ แต่ถ้าเทียบกับในเมืองไทย ยังคงที่อยู่ ยุโรปก็ยังไม่ลดลงนะ แต่อเมริกาหรือญี่ปุ่นก็มีบ้าง ส่วนทางตะวันออกกลางเราไม่ค่อยได้ยินอยู่แล้วเรื่องเนกไท"

แม้จะมีบริษัทบางแห่งถอนตัวจากการเป็นลูกค้าประจำ แต่กฤษชัยว่า มีบริษัทที่ไม่เคยใช้บริการเข้ามาเสียบแทนเหมือนกัน ภาวะการผลิตจึงอยู่ในระดับคงที่ ไม่ลด และไม่เพิ่มไปกว่าเดิม

"โรงงานเราผลิตมา 40 ปีแล้ว จะเน้นเนกไท และหูกระต่ายเป็นหลัก หลังๆ ก็มีหูกระต่ายเข้ามาเยอะเหมือนกัน มีหลายรูปแบบที่เข้ามา อย่างสถาบันการศึกษา โบไทของผู้หญิง บางที่ บางสถาบันไม่เคยใช้เลย ก็มาสั่งทำ บางที่ใช้อยู่แล้วก็ยังเหมือนเดิม แฟชั่นมันจะช่วยกระตุ้นอยู่เรื่อยๆ นะ" 

เนกไทในรันเวย์

หากใครติดตามรันเวย์แฟชั่นโลก จะเห็นว่าความนิยมเนกไทตอนนี้เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว จิตต์สิงห์ สมบุญ Head of Design Playhound by greyhound และ Hound and Friends เผยว่า เนกไทในวงการแฟชั่นเริ่มหายไปเมื่อประมาณ 1-2 ปีก่อน โดยเครื่องแต่งกายที่เข้ามาแทนที่คือ โบไท (bow tie)

"มันมีตัวแทนของเนกไทขึ้นมาก็คือ โบไท ตอนนี้มาแรงมาก มาจากสไตล์ของอังกฤษ จะไม่ใช่โบใหญ่ แต่เป็นไซส์ขนาดกลางๆ คือเนกไทมันก็อยู่มานาน เปลี่ยนสี เปลี่ยนลายไปเรื่อยๆ ถูกบีบให้เล็กๆ รีๆ ในยุค 50-60 ได้รับความนิยมมาก แต่ผมว่าตอนนี้เอาต์แล้ว พูดจริงๆ ไปแล้วในแวดวงแฟชั่นนะ แต่โดยรวมๆ ยังมีใส่อยู่บ้าง คนที่ใส่อยู่ก็อาจจะรู้สึกว่าเท่ห์ดี ดูดี ดูเป็นพี่ป๊อด อะไรแบบนี้ แต่นั่นคือเนกไทเส้นเล็ก แต่ถ้าถามว่าจะกลับมาอีกมั้ยช่วงนี้ บอกได้เลยว่ายัง และมันจะถูกลดบทบาทลงเรื่อยๆ"

ดีไซเนอร์ชื่อดังบอกว่า แม้เนกไทจะเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับความนิยมสูง จนถึงขนาดขาดไม่ได้ในยุคหนึ่ง แต่ถ้าพูดกันตามจริงแล้ว สิ่งนี้คือความฟุ่มเฟือย ไม่ต่างอะไรกับเครื่องประดับมีราคา


"จริงๆ เนกไทดูเป็นส่วนเกินเหมือนกันนะ เหมือนกับหมวก ร่ม เช็ดปากก็ไม่ได้ ทำได้แค่ตกแต่ง แต่สากลยอมรับนะ คนผูกเนกไทย่อมสุภาพกว่าคนที่ไม่ผูก แต่สำหรับผม ผมไม่ผูก ผมรู้สึกว่า ต้องมาใส่เสื้อเชิ้ต อึดอัด รำคาญ ผมเป็นคนขี้ร้อน แต่ผมเป็นคนที่ชอบเนกไทนะ สะสมเนกไทเยอะมาก มีทุกขนาดใหญ่-เล็ก แต่ไม่ใส่ เพราะใส่แล้วรู้สึกว่าตัวเองแก่ ผมไม่ใช่ร็อคสไตล์ หรือไม่ใช่คนทำงานแบงก์ ถ้าพูดถึงการทำงานของผมจริงๆ ไม่ค่อยมีโอกาสได้ใส่ ถ้าต้องแต่งตัวเต็มยศ ใส่แล้วจะรู้สึกว่า ต้องไปไหนเนี่ย ผมเห็นมีดารา มีผู้บริหารใส่กัน แต่ผมคงไม่ น้อยครั้งมากที่ใส่ ปีนี้เพิ่งใส่ไปครั้งเดียวเอง"

จิตต์สิงห์ เคยออกแบบเนกไท และเครื่องแต่งกายให้ศิลปินหลายคน หลายกลุ่ม เขาบอกว่า เนกไทจะทำให้นักดนตรีผมยาวรุงรังดูพิเศษขึ้นทันที

ด้านหนุ่มร็อคอย่าง ธนชัย อุชชิน หรือ ป๊อด โมเดิร์นด็อก ที่กลายมาเป็นไอดอลด้านการแต่งกายของวัยรุ่นยุคใหม่ มองว่า การเปลี่ยนแปลงของแฟชั่นเป็นเรื่องปกติ เนกไทถือเป็น accessory ที่ไม่ตายตัว เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเสมอ

"เหมือนขาเดป ขาม้า ขาบาน ขาลอย แฟชั่นมันไปๆ มาๆ  เนกไทก็เหมือนกัน ผมว่ามันไม่ไปไหนหรอก เดี๋ยวก็มา แล้วอีกอย่างหนึ่งคือเนกไทยังอยู่กับนักธุรกิจ ยังอยู่กับพนักงานออฟฟิศ เพราะฉะนั้นผมว่ามันยังไม่ไปไหน"

ปกอัลบั้ม Love Me Love My Life ของโมเดิร์นด็อกที่ออกมาเมื่อปี 2001 ทำให้เนกไทเส้นเล็กขายดิบขายดี ใครไม่มีเนกไทถือว่าตกยุค ขนาดไม่มีเนกไทของจริง ยังมีเสื้อลายเนกไทออกมาขาย กลายเป็นวัฒนธรรมในการแต่งกายที่แหวกแนวอยู่ช่วงหนึ่ง

"ส่วนตัวแล้วไม่ได้มองว่าเป็นกระแสหรืออะไร แค่คิดว่าตอนนี้เราชอบอะไรก็หยิบมาใส่ ไม่เคยมานั่งวิเคราะห์ว่าเป็นเทรนด์ไหม หรืออะไร เนกไทก็เหมือนกัน อย่างผมตอนนี้ใส่น้อยลง คือรู้สึกว่าตัวเองเวลาทำอะไรเยอะๆ แล้วมาระยะหนึ่งก็อยากเปลี่ยน ไปแต่งอย่างอื่นบ้าง แต่ผมมีเนกไทสะสมนะ"   ป๊อด บอกยิ้มๆ

แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งก็มองว่า เนกไทจะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง เพราะผลจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ มีพนักงานทั่วโลกจำนวนมากถูกปลดออกจากตำแหน่ง แน่นอนว่า พวกเขาเหล่านี้จะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องเร่งหางานใหม่ และเนกไทก็เป็นเครื่องแบบสุภาพในการสมัครงาน ดังนั้น การที่เนกไทจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก


รายงาน : นิภาพร ทับหุ่น







21 สิงหาคม พ.ศ. 2551 05:00:00

ยืดอก...ตกงาน

:พนักงานหลายคนยืนตะลึง! สีหน้าบ่งบอกถึงความเคร่งเครียด เมื่อเลขาฯ จอมเฮี้ยบประจำออฟฟิศ เดินเข้ามากับบอสใหญ่


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ไล่แจก 'ซองขาว' พนักงานเรียงตัวทีละคน...ก่อนจะเซอร์ไพรส์ด้วย 'มุกฮาๆ' เปิดซองมากลายเป็น 'ซิมใหม่' โปรโมชั่นสุดคุ้มของเครือข่ายไร้สายค่ายหนึ่ง 

นั่นเป็นฉากหนังโฆษณาที่หยิบเอาแง่มุมเครียดๆ เรื่องเศรษฐกิจในยุคที่หลายบริษัทต้อง 'รัดเข็มขัด' ทุกวิถีทาง ก่อนหักมุมจบด้วยความโล่งอกของตัวแสดง

แต่ในชีวิตจริง 'มนุษย์เงินเดือน' หลายชีวิต กำลังเผชิญกับสถานการณ์ถูก 'ลอยแพ' การตั้งหลัก มองโลกแบบ 'คิดบวก' ปรับตัว ปรับใจ รับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต คือ 'เรื่องจริง' ที่พวกเขาต้องเชิดหน้ายอมรับชะตากรรมอย่างเข้มแข็ง

หนุ่มสาว...อีกยาวไกล

ดึกดื่นค่ำคืนที่สนามหลวงอาจไม่มีแสงสีฉูดฉาด แต่ถ้าพูดถึงสีสันของผู้คนและกิจกรรมที่ไม่เหมือนที่ไหนๆ ที่นี่ก็มีคนพลุกพล่านเปลี่ยนหน้ากันไปทุกค่ำคืน รวมไปถึงชาย-หญิงคู่หนึ่งที่เช่าเสื่อนอนคุยกันที่นี่

ไม่ใช่ว่าอยากมาสวีทอะไรกัน แต่เป็นเพราะฝ่ายชายอยากฉลองวันแรกที่ 'ว่างงาน' จากวิกฤติ เออร์ลี รีไทร์ ภายในบริษัท ส่วนเพื่อนสาวก็ยังหางานทำไม่ได้มาหลายเดือนแล้ว

“ตอนแรกตื่นมาก็เหวอๆ หลังจากนั้นก็รู้สึกดีที่ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร” เพชร (นามสมมติ) บอกเล่าความรู้สึกในวันแรกที่ไม่ต้องรับผิดชอบในฐานะพนักงานจัดหน้าของสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง   

เขาตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเออร์ลี รีไทร์ของบริษัทเพราะอยู่ในช่วงเบื่องานประจำพอดีและค่าชดเชยที่ได้จากการทำงานมา 3 ปีที่นี่ก็ไม่เลวนัก แถมยังมีอิสระ ได้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมตามประสาคนที่รักการเดินทางท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ

โครงการระยะใกล้ของเขา คือ การขึ้นไปเที่ยวภาคเหนือแล้วไล่ลงมาภาคกลาง ค่ำไหนนอนนั่น โดยใช้เวลาสัก 1 เดือนแล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไรกับชีวิตต่อไปดี

เพชรบอกว่า เขาอาจจะหางานประจำทำเหมือนเดิม หรือไม่ก็ทำของขายอย่าง รองเท้า หรือเครื่องหนัง เพราะมีพื้นฐานด้านศิลปะมา แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากนักกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

“เราก็ไม่ได้คิดอะไรมากนะ มีพบก็ต้องมีจากเป็นเรื่องธรรมดา” ชายหนุ่มวัยใกล้ 30 เล่าด้วยความรู้สึกปกติ

ส่วน จอย (นามสมมติ) กราฟฟิก ดีไซเนอร์ของบริษัทรับจ้างออกแบบเว็บแห่งหนึ่ง ที่ถูกจิ้มให้ออกแบบไม่ทันตั้งตัวเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาก็อยู่ในสภาวะมีความสุขดี (รึเปล่า?)

ใจจริง จอย ก็อยากจะออกจากงานในช่วงต้นปีหน้า แต่เมื่อโอกาสที่ไม่ได้ตั้งใจมาถึงก่อน เธอก็ไม่ได้ว่าอะไร

“เราว่ามันก็ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องตอกบัตร ไม่ต้องนั่งอยู่ในออฟฟิศวันละ 8 ชั่วโมง เราเองก็มีอะไรที่เราอยากทำมากกว่านั่งอยู่หน้าคอมฯ ตลอดเวลา” เธอเผยความรู้สึก หลังจากที่ผ่านช่วงชีวิตการทำงาน 7 ปีเต็มหลายแห่งหลังจากเรียนจบ

สำหรับอนาคตข้างหน้านั้นจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้ แต่เธอบอกว่า ไม่กลับไปทำงานประจำแล้วแน่ๆ จะขอทำเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ ขายแบบที่เคยทำควบคู่ไปกับงานประจำก่อนหน้านี้ แต่คราวนี้จะทำให้เต็มที่แบบที่ฝันไว้สักที...

แต่ชีวิตจริง...ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด

หลายคนอาจจะเริ่มหนาวๆ เมื่อข่าวคราวไม่สู้ดีว่าปีนี้เป็นปี 'เผาจริง' ของหลายธุรกิจ เช่น สิ่งทอ สิ่งพิมพ์ สายการบิน และยานยนต์ ซึ่งโดนพิษน้ำมันกับค่าใช้จ่ายจิปาถะที่เพิ่มขึ้น มีแนวโน้มจะใช้วิธีรีดไขมัน ลด 'คน' เพื่อลดต้นทุน มีทั้งแบบเบาะๆ ด้วยการขอปรับลดเงินเดือน หรือสะกิดให้ออกด้วยความสมัครใจ แบบเปิด 'เออร์ลี รีไทร์'

รวมไปถึงหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ตัวอย่างที่ได้ยินกันเมื่อเร็วๆ นี้ บอร์ดการบินไทย ไฟเขียวงบประมาณ 700 ล้านบาท เปิดโครงการเออร์ลี รีไทร์ พนักงาน 400-500 คน เช่นเดียวกับสายการบินนกแอร์ที่ประสบปัญหาการขาดทุนทำให้ต้องลดเงินเดือนพนักงานบางส่วนลง รวมถึงเลิกจ้างพนักงานบริษัทเอาท์ซอร์ส (outsource) ฝ่ายภาคพื้นกว่า 200 คน

เหตุการณ์แบบนี้...ถ้าอายุยังน้อยอยู่ก็คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเริ่มต้นในองค์กรใหม่หรือทำตามในสิ่งที่เคยฝันเอาไว้ แต่ถ้าเข้าวัยกลางคนแล้ว จะให้ทำยังไงล่ะ?

เช่นเดียวกับ ฉวีวรรณ ที่ไม่ได้วางแผนเอาไว้แน่ๆ ว่าตัวเองจะต้องมาตกงานครั้งแรกตอนอายุ 46  แถม 'บ้านหลังเดิม' ที่ก้าวขาออกมาก็เป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียว ที่ปักใจทำงานมายาวนานถึง 20 ปี ตั้งแต่เรียนจบ

...แต่นี่คือ 'หนังชีวิต' เรื่องจริงที่เธอต้องเผชิญ

ลางร้ายระส่ำระสายในออฟฟิศของเธอ เริ่มตั้งเค้ามาตั้งแต่ช่วงปี 2549 และเริ่มมีอาการไม่น่าไว้วางใจมาเรื่อยๆ จนมาถึงจุดแตกหัก ด้วยการเบี้ยวไม่จ่ายเงินเดือนพนักงานดื้อๆ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องราวเมื่อพนักงานรวมตัวกันยื่นฟ้องศาลแรงงาน ก่อนจะลงเอย โดยบริษัทยอมจบเรื่อง ด้วยการจ่ายเงินเดือนย้อนหลัง 5 เดือน แลกกับการถอนฟ้อง และให้พนักงานเป็นผู้เซ็นใบลาออกเอง

ชีวิตหลังแพแตก คือ เรื่องที่พนักงานนับร้อยชีวิตต้องหาทางดิ้นรนรับผิดชอบชีวิตและงานใหม่ด้วยตัวเอง ฉวีวรรณ เล่าว่า เพื่อนๆ ที่อยู่แผนกเดียวกัน ส่วนใหญ่อายุ 40 กว่าแล้วทุกคน ทุกคนผูกพันเหมือนครอบครัวเดียวกัน เมื่อต้องแยกย้ายไปคนละทิศละทาง ทุกคนก็ 'ใจหาย'

"อายุเราไม่ใช่น้อยๆ แล้ว จะไปเริ่มต้นใหม่ที่ไหน เขาคงไม่รับ แต่หัวหน้า ก็ให้กำลังใจทุกคนว่า ยังมีหวัง ยังมีโอกาส จะยกทีมกันเข้าไปทำงานบริษัทใหม่ ที่มีพรรคพวกที่รู้จักเข้าไปเทคโอเวอร์กิจการ " แต่โอกาสนั้น ยังไม่เคยมาถึง

"ตอนที่ตกงานเป็นช่วงที่ขาดรายได้ แต่มีเงินจากประกันสังคมให้วันละ 150 บาท แต่เราพยายามอยู่อย่างประหยัด จะซื้ออะไรก็ต้องคิดก่อน เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร" โชคดีมาถึงก่อน เมื่อตอนนี้ เพื่อนๆ แผนกเดียวกัน และตัวเธอ ได้งานใหม่แล้ว หลังจากว่างงานอยู่บ้านแค่เดือนเดียว

ฉวีวรรณ เล่าถึงตอนเดินไปสมัครงานที่ใหม่ ว่า ตอนนั้น มีเพื่อนที่ทำงานอยู่ก่อน ส่งข่าวให้มาเขียนใบสมัครทิ้งไว้ ใจหนึ่งตอนนั้น ยอมรับว่า กังวลใจ  เพราะต้องแข่งกับเด็กจบใหม่อีก 2 คน

"ช่วงนั้นก็เครียดมากว่าเราจะได้งานไหม แต่สุดท้ายก็ได้ จากที่เคยทำงานอยู่ที่เดิมมา 20 ปี มาทำที่ใหม่ก็ต้องปรับตัวพอสมควร ต้องทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานใหม่ๆ แต่ทุกคนเป็นมิตรกับเรา อยู่ที่นี่ ได้เงินเดือนเท่าเดิม งานเยอะมาก แต่ก็สบายใจ" ฉวีวรรณเล่า

คุณครูก็อยากจะ 'เออร์ลี'

เรือจ้างอย่าง 'ครู' ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด แต่สถานการณ์ที่ดูเหมือนจะเลวร้ายกลับกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่ได้รับความสนใจ เพราะคุณครูหลายคนพากันแห่สมัครเข้าโครงการจนล้นโควตา โดยมีแรงจูงใจคือ ค่าตอบแทนที่ได้รับมากกว่าการเกษียณตามปกติ  ที่นครราชสีมาเฉพาะเขตพื้นที่การศึกษาที่ 1 พบว่ามีครูวัยใกล้เกษียณถึง 125 คน ยื่นความจำนงเพื่อเข้าโครงการ 'เออร์ลี'

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สมหวัง เพราะทางสำนักงานฯ ได้อนุมัติและเห็นชอบเพียง 46 คนเท่านั้น ส่วนที่เหลือคณะกรรมการพิจารณา ว่าน่าจะสามารถทำงานต่อได้อีก และเหตุผลยังไม่ชัดเจน

ส่งผลให้มีครูอีกกว่า 42 คน ที่เดินเรื่องเพื่อฟ้องร้องต่อศาลปกครอง โดยระบุว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และขณะนี้อยู่ระหว่างการรอ (ลุ้น) ผลว่า การขอ 'หยุดทำงาน' ก่อนเวลาจะได้รับการอนุมัติหรือไม่

'ป้าแกว' สุรีวรรณ ปิตาระเต วัย 59 ปี ครูโรงเรียนทหารอากาศบำรุงกองบิน 1 นครราชสีมา คือ 1 ใน ผู้โชคดีที่ได้รับการอนุมัติด้วยเหตุผล "ป่วยเป็นหลอดลมอักเสบไม่สามารถใช้เสียงได้" ...นี่คือปัญหาตัวฉกาจ สำหรับการประกอบอาชีพครู

โดยเฉพาะครู 'คณิตศาสตร์' ที่ต้องสอนเด็กทโมน ในระดับชั้น ป.5-6 สัปดาห์ละกว่า 20 คาบ ทำให้คณะกรรมการเห็นใจ

"ป้าแพ้ฝุ่นชอล์ก กระดานที่โรงเรียนยังเป็นกระดานดำ เวลาสอนวิชาคณิตศาสตร์ มันจะหนักกว่าวิชาอื่น เพราะต้องแสดงวิธีทำ และทำแบบฝึกหัดให้เด็กดูทุกวัน ทำเสร็จก็ต้องลบ ลบแล้วก็มีปัญหาฝุ่นชอล์กเข้าปากเข้าจมูก เราสอนมานานแล้ว อยากจะพักผ่อน แถมเวลาสอนต้องขึ้นไปสอนที่ชั้น 3 มันไม่ไหวแล้วสำหรับป้า ที่วัยเกือบจะ 60 เลยขอตัดสินใจเออร์ลีดีกว่า"

เธอยังบอกอีกว่า แต่ละวันนอกจากการสอนหนังสือ เธอต้องตื่นแต่เช้า เพื่อเตรียมขนมกรุบกรอบมาขายเด็กๆ ด้วย โดยออกจากบ้านแต่เช้า มาถึงโรงเรียน 07.00 น.ตั้งโต๊ะขายขนม จากนั้น 08.00 น.ต้องไปประกอบพิธีกรรมหน้าเสาธงแล้วขึ้นสอน สอนเสร็จ 12.00 น.ก็วิ่งลงมาขายขนมเพื่อหารายได้เสริม กว่าจะเสร็จแต่ละวันเหนื่อยแทบจะเป็นลม ทั้งที่ไม่มีภาระอะไร ลูกก็โตหมดแล้ว

หลังจากตัดสินใจจะเออร์ลี เธอปรึกษาครอบครัว และลูกๆ โดยทุกคนเห็นพ้อง (อยากให้ออกนานแล้ว) ประกอบกับบวกลบ คูณ หาร รายได้ที่จะได้รับ หากเออร์ลีจะได้ค่าตอบแทน 8 เท่าของเงินเดือน และบวกอายุราชการที่เหลืออีก 1 ปี เท่ากับเธอจะได้เงินก้อนจากโครงการนี้ถึง 9 เท่าของเงินเดือน รวมแล้วประมาณ 3 แสนบาท นอกจากนั้นยังจะได้เงินรายเดือนหลังเกษียณอีก โดยเป็นค่าตอบแทนครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่เคยได้ ซึ่งจะทำให้เธอสามารถใช้ชีวิตอย่างสบายๆ หลังเกษียณ

แต่ถ้าหากรอถึงปีหน้า 2552 ที่เธอจะหมดอายุราชการพอดี รายได้ที่เธอจะได้มีเพียงค่าตอบแทนจากเงินบำนาญเท่านั้น คือ ครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่เคยได้อยู่ โดยไม่มีเงินก้อนใดๆ เลย เธอจึงตัดสินใจเลือกที่จะออกก่อนเวลา

"หลายคนถามว่า ออกไปแล้วจะไม่คิดถึงเด็กๆ เหรอ ป้าก็บอกว่า คิดถึงก็มาได้ เพราะบ้านเราอยู่ใกล้โรงเรียน"

อีกไม่กี่วัน ความฝัน และความหวังที่เธอวาดวางไว้ คงจะเป็นจริง และแผนการใช้ชีวิตหลัง 'เออร์ลี' คงทำให้ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ 'เรือจ้าง' มาเกือบ 40 ปี ได้สิ้นสุดลง แต่เธอก็ยังบอกว่า ชีวิตหลังจากนี้ยังจะอุทิศเพื่อสังคมต่อไป  แม้ว่าจะไม่ได้ทำในหน้าที่ พายเรือส่งใครอีกแล้วก็ตาม

............................................................................

'มนุษย์เงินเดือน' ยุคนี้ (หรือไม่ว่ายุคไหนๆ) จึงมีโอกาสประสบกับชะตากรรมพลิกผันที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือร้าย แต่สิ่งสำคัญคงขึ้นอยู่กับว่า ใครจะตั้งตัวได้เร็วหรือช้าเท่านั้นเอง 

เปิดโผ 5 กิจการซิวแชมป์เลิกจ้าง

จากการตรวจสอบข้อมูล การเฝ้าระวังสถานการณ์การเลิกจ้าง ทั้งต่างจังหวัดและในกรุงเทพฯ ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-7 พฤษภาคม 2551 พบว่า  มีสถานประกอบกิจการที่มีแนวโน้มเลิกจ้างจำนวน 30 แห่ง ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องจำนวน 19,217 คน  ในจำนวนนี้มีสถานประกอบกิจการที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะมีการเลิกจ้างจำนวน 7 แห่ง ลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง 9,604 คน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของลูกจ้างที่เสี่ยงว่าจะถูกเลิกจ้างทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ กสร.วิเคราะห์สถานการณ์การเลิกจ้างจากการเฝ้าระวังและการเก็บข้อมูลจากสถานประกอบกิจการอย่างใกล้ชิด ได้สรุปไว้ว่า ประเภทกิจการกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในปี 2551 คือ กิจการเพื่อการส่งออก การผลิตเครื่องแต่งกาย การผลิตสิ่งทอสิ่งถัก การแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหารทะเล การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม การผลิตเครื่องเฟอร์นิเจอร์   นอกจากนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถปรับตัวต่อสภาวการณ์ที่ผันผวนทางเศรษฐกิจได้ ก็จะเป็นกิจการกลุ่มเสี่ยงที่ควรจับตามองอีกกลุ่มหนึ่งด้วย

 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2550 มีสถานประกอบกิจการที่มีการเลิกจ้างจำนวน 153 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้างจำนวน 29,915 คน

ส่วนประเภทกิจการที่มีการเลิกจ้าง 5 อันดับแรกในปี 2550 คือ 1) การผลิตเครื่องแต่งกาย 2) การผลิตเครื่องเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับ 3) การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม 4) การผลิตสิ่งทอสิ่งถัก และ 5) การผลิตผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก  ขนาดสถานประกอบกิจการที่มีการเลิกจ้างมากที่สุดคือ สถานประกอบกิจการขนาดกลางที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50-299 คน


: วิภานี กาญจนาภิญโญกุล,ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง 








22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

มาดอนน่า 50 ปี ! "ชีวิตฉันดาวน์โหลดไม่ได้"

:หาก เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ มีความฝันว่าอยากจะขึ้นเวทีคอนเสิร์ต ไปจนถึงอายุ 88 แล้วล่ะก้อ...


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :  สาวกร้าวแกร่งทั้งอ่อนโยนอย่าง "มาดอนน่า" คงจะมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ กับการแสดงของเธอเลยหลักไมล์ที่ 100 ปี ! 

อย่าคิดว่า เป็นไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้หญิงที่เป็นมาแล้วทุกอย่าง เพิ่งจะผ่านหลักไมล์ครบรอบ 50 ปีอย่าง "คึกคัก" และ "มีชีวิตชีวา" ...คึกคักในความเป็นแม่ (ด้วยการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมเพิ่ม) มีชีวิตชีวาด้วยคิวทัวร์ยาวเหยียด นี่ยังไม่นับ...บทสัมภาษณ์หลายฉบับของนิตยสารแบรนด์เนมหลายเล่มระดับอินเตอร์ (vogue, vabity fair, i-D)

แต่ที่พัดโหมใส่มีเดียในช่วงสุดสัปดาห์ผ่านมาก็คือ การทำสกู๊ปรายงานในสื่อหลายเล่มและทีวีหลายช่อง บางฉบับนำเธอไปคู่กับ "ราชันกระดกก้น" อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน ซึ่งอายุ 50 ปีเท่ากันพอดี บางเล่มนำเธอไปเปรียบเทียบเส้นทางการเติบโต...จากเด็กสาวใจแตกทิ้งบ้าน มาจนถึงแม่ที่งดงามสร้างครอบครัว...

ครึ่งศตวรรษหรือ 50 ปีมาดอนน่า จึงไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ผ่านเลย หากแต่กลายเป็นหมุดไมล์ที่ควรมองย้อนและเป็นกระจกสะท้อนวัฒนธรรมของอุตสาหกรรมดนตรีในอดีต

หวังว่า บริทนีย์ สเปียรส์ และ ทาทา ยัง คงไม่อิดออด เพราะรับอิทธิพลทั้งสองคนมาเต็มๆ

เธอเป็นใครในทศวรรษที่ 80s ?

"เป็นทุกอย่าง" วินิจ เลิศรัตนชัย ดีเจชื่อดัง ที่มีบทบาทมากมายในตอนนี้บอกกับ "จุดประกาย" ผู้ชายที่บ้าบอลคนนี้และกลายเป็นผู้ดูแลโครงการสนามบอลที่กำลังบูมสุดขีดของค่ายอาร์เอสฯ เล่าให้ฟังว่า

"ผมคิดว่ามาดอนน่า ไม่ได้เป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชายนะ ผมว่าเขาคือมนุษย์ทั้งสองเพศ เพราะมาดอนน่ามีในสิ่งที่ชายและหญิงเป็นและอยากเป็น มีหลายอย่างแบบผู้หญิง แต่ขณะเดียวกันก็มีความเข้มแข็ง กร้าวแกร่งแบบผู้ชาย อาจจะมากกว่าผู้ชายบางคนเป็นเสียด้วย" วินิจ แจกแจงอย่างน่าสนใจว่า สิ่งที่มาดอนน่าสร้างไว้ให้กับโลกนั้น ไม่ใช่แค่การร้องเพลง หากแต่รวมไปถึงอิทธิพลของเพลง แฟชั่น และที่เขาชอบมากอย่างหนึ่งก็คือการแสดงบนเวทีคอนเสิร์ต

"perform บนเวทีของมาดอนน่านั้นต้องบอกว่าสุดยอด เวลาดูเธอบนเวที เราจะพบว่านี่คือคนที่มีอะไรมากเหลือเกิน และไม่ใช่แค่การเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วไปนะ แม้แต่ผู้ชายอย่างผม ผมยังยอมรับว่ามาดอนน่ามีอิทธิพลกับผม ผมอยากเป็นแบบมาดอนน่าบ้าง โดยเฉพาะการเป็นตัวตนของตัวเอง"

สื่อบางฉบับนั้นลงข่าวว่า เมื่อมาถึงหลักไมล์ที่ 50 มาดอนน่า กลายเป็นคนละด้านกับตอนที่เธอเป็นเด็กสาว ..สมัยเรียนนั้น มาดอนน่า เป็นเด็กสาวที่สวยแบบพั้งค์ๆ เธอเข้ากับกลุ่มเพื่อนที่ป๊อปปูล่าร์ในโรงเรียนไม่ได้

“ฉันไม่ได้เป็นทั้งพวกฮิปปี้หรือพวกขี้ยา เลยจบลงที่การเป็นตัวประหลาด ฉันสนใจวิชาบัลเล่ต์คลาสสิกกับวิชาดนตรี พวกเด็กๆ จะรังเกียจเราหากเราแตกต่าง และฉันก็เป็นหนึ่งในผู้คนที่เด็กๆ จะชอบแกล้ง เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น แทนที่ฉันจะเป็นพรมเช็ดเท้าให้ใครเหยียบย่ำได้ตามใจชอบ ฉันจึงตัดสินใจที่จะดึงความต่างของฉันให้เด่นขึ้นมาโดยการไม่โกนขนหน้าแข้งไปเรียนแถมไว้ขนรักแร้อีกต่างหาก ฉันไม่แต่งหน้าหรือปฏิบัติตามแบบแผนที่เด็กสวยๆ มักจะทำ และแน่นอนมันทำให้ฉันโดนแกล้งหนักกว่าเดิมสุดท้ายฉันจึงบอกกับตัวเองว่าพอเสียที่กับโรงเรียนนี้ ฉันจะออกจากที่นี่ พวกเขาไม่รู้จักแม้กระทั่ง กุสตาฟ มาห์เลอร์!” จากนั้นเธอก็ไปศึกษาด้านการเต้นรำต่อที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนเพียงปีเดียวเท่านั้นเธอก็ไปนิวยอร์ก" เธอบอกกับนิตยสาร i-D

ส่วน นสพ.แทบลอยด์อย่าง the daily express ลงภาพของมาดอนน่า ตั้งแต่ตอนเริ่มผลงานใหม่ๆ โดยใช้ภาพของการเป็น trendsetter มาจนถึงการเป็น mom และต้องสร้างครอบครัวของเธอ

หัทยา วงศ์กระจ่าง เป็นสาวแกร่งอีกคน ที่น่าจะมีมุมมองและอารมณ์ร่วมไปกับยุคสมัยของมาดอนน่า

"ตอนนี้ มาดอนน่า 50 พี่เปิ้ลก็ 46 ตอนนี้ มาดอนน่า เป็นแม่คน พี่ก็ใช่ เธอสู้ชีวิตชอบลุย พี่ก็ชอบแบบนั้น จะเห็นได้ว่าในแง่ของผู้หญิง เราก็มีอะไรคล้ายๆ กัน แต่สิ่งที่พี่ชอบมาดอนน่าก็คือ เธอเป็นคนดังที่ไม่ลืมตัวเอง เป็นซูเปอร์สตาร์ที่ติดดิน นี่ก็เพิ่งอ่านบทสัมภาษณ์ของเธอในแมกกาซีนต่างชาติ จะเห็นว่าเธอสอนลูกให้เป็นคนดีเสมอ และเน้นถึงความเป็นแม่ลูกกันของครอบครัว ไม่ว่าใครจะมาจากท้องของคนไหน"

"แน่นอน ถ้ามีการจัดอันดับศิลปินหญิงที่เป็น pop star สัก 3 คน มาดอนน่าจะต้องติด 1 ใน 3" หัทยา บอกกับจุดประกาย

จะเห็นว่าการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือรับเลี้ยงเด็ก ทั้งที่ตัวเองมีลูกได้นั้น เป็นแนวทางอย่างหนึ่งที่ มาดอนน่า ต้องการช่วยเหลือโลกและสังคม หัทยา บอกว่าสิ่งที่งามของผู้หญิงคนนี้ซึ่งเธอสัมผัสได้ก็คือ "ความเป็นแม่"

 แต่เจ้าของเพลง like avirgin ในต้นยุค 80s ก็มีมุมมองด้านนี้ลบกับสื่อมวลชนโดยเฉพาะปาปาราซซี

“จะเห็นการเป็นคนมีชื่อเสียงสมัยนี้เปลี่ยนไปมาก ฉันไม่ได้มาที่ลอสแองเจลิสนานพอสมควรแล้ว พวกปาปาราซซีคลั่งกันเหลือเกิน ฉันไม่ได้ดูทีวีเลย มีคนเล่าให้ฟังว่ามีรายการทีวีที่พวกปาปาราซซีเป็นดาวในรายการนั้น มันเป็นเรื่องจริงหรือที่พวกเขาแอบถ่ายพวกปาปาราซซีด้วยกันเองในขณะที่อีกพวกหนึ่งกำลังทำงานของตน ที่ฉันรู้มามีแต่ต้องเว้นระยะห่างให้กัน ที่อังกฤษจะเป็นแบบนั้นเพราะว่ามันผิดกฎหมายนะที่อยู่ๆ จะถ่ายรูปเด็ก แต่ที่นี่กลับไม่เป็นอย่างนั้น พวกเขาเข้าใกล้กันขนาดนี้และไม่แยแสด้วยว่าพวกเขาจะทำให้ลูกๆ ของคุณกลัวขนาดไหน การเป็นคนดังสมัยนี้เปลี่ยนไปมาก เพราะตอนนี้มีช่องทางดังมากมายไม่ว่าจะตามนิตยสาร รายการทีวี และอินเทอร์เน็ต สำหรับให้คนตามติดเรา เราเป็นคนสร้างปีศาจขึ้นมา”

มีสารคดีชิ้นหนึ่งที่มาดอนน่าเป็นผู้เขียนบทและโปรดิวซ์นั่นก็คือ I Am Because We Are เป็นสารคดีเกี่ยวกับประเทศมาลาวี ชนชาติเล็กๆ ที่ไม่มีอาณาเขตติดทะเลของทวีปแอฟริกา ที่นั่นเชื้อเอดส์ระบาดและเต็มไปด้วยเด็กกำพร้า ในผลงานชิ้นนี้เธอไม่เพียงแต่หวังที่จะตระหนักถึงสิ่งที่ว่านี้หากแต่เธอต้องการอธิบายความหมกมุ่นของเธอกับเรื่องของเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ในแอฟริกาอีกด้วย

เธอเล่าว่า “ผู้คนมักสงสัยว่าทำไมฉันถึงเลือกที่มาลาวี ฉันก็ได้แต่บอกว่า เปล่าหรอกฉันไม่ได้เลือกที่นี่ แต่เป็นที่นี่ต่างหากที่เลือกฉัน ฉันได้รับโทรศัพท์จากผู้หญิงที่ชื่อว่า วิคตอเรีย คีแลน เธอเกิดและโตทีนั่น เธอบอกฉันว่าที่มาลาวีมีเด็กกำพร้าติดเชื้อเอดส์มากกว่าหนึ่งล้านคนและไม่มีสถานเด็กกำพร้ารองรับที่เพียงพอ มีเด็กๆ เกลื่อนไปหมดทุกที่ เช่นตามถนนหนทาง ใต้สะพาน บ้างหลบอยู่ตามซอกตึกร้าง โดนลักพาตัวบ้าง ถูกข่มขืนก็ไม่น้อย เธอกล่าวว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ เสียงของเธอดูเหนื่อยล้าและเหมือนจะร้องไห้ ฉันเลยถามเธอว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง เธอตอบว่าฉันเป็นคนที่มีทรัพยากร ผู้คนสนใจในคำพูดและการกระทำของฉัน ฉันอายมากที่ไม่รู้ว่ามาลาวีอยู่ที่ไหน เธอบอกให้ฉันหาดูในแผนที่และจากนั้นฉันก็หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่นี่ได้มากกว่าที่ฉันคาดไว้เสียอีก ที่สำคัญฉันทำความเข้าใจในตัวเองและในด้านมนุษยธรรม”

วันนี้ มาดอนน่า ได้รับเลี้ยง เดวิดน้อย ซึ่งเป็นเด็กจากมาลาวีไว้เป็นบุตรบุญธรรม เขาได้กลายมาเป็นพี่น้องร่วมกับลูกๆ ของเธออีกสองคนได้แก่ ลอร์เดส 11 ปี กับ ร็อคโค 7 ปี พวกเขาอาศัยอยู่ที่ทาวน์เฮ้าส์ในกรุงลอนดอน

ในวันที่ผ่านโลกมาค่อนชีวิต จักรวาลของมาดอนน่า เธอมองมันอย่างไร และด้วยสายตาแบบไหนต่อสิ่งเหล่านี้

กับแอฟริกาว่า .....

“หากคุณมีความเมตตาสักเล็กน้อยคุณไม่อาจจะละเลยกับสิ่งที่เป็นอยู่ได้เลย คุณจะต้องหาวิธีที่จะเข้าไปมีส่วนในการแก้ไขปัญหานั้น”

กับการเปลี่ยนแปลงของนิวยอร์ก.......

“มันไม่ใช่ที่ๆ น่าตื่นเต้นเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วแหละ แต่ก็ยังมีแรงขับเคลื่อนที่มากอยู่ ผู้คนแห่งโลกศิลปะ ดนตรีและแฟชั่นในยุคแปดศูนย์ได้ล้มหายตายจากไปมากเหลือเกิน”

กับธุรกิจดนตรีสมัยใหม่......

“มีเพียงอย่างเดียวที่คุณไม่สามารถจะดาวน์โหลดได้นั่นก็คือการแสดงสด อีกอย่างหนึ่งก็คือชีวิต”

กับอาชีพระยะยาวของเธอ...

“..กล่าวอย่างสัตย์จริง มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันสามารถจะนั่งไปวันๆ แล้วคิดอย่างใจจดใจจ่อเช่นว่าใครคือต้นแบบของเรา แล้วอีกนานแค่ไหนที่ฉันจะยังสามารถทำในสิ่งเหล่านี้ได้ หากสิ่งที่ฉันทำก็คือการทำโน่นทำนี่ ทำในสิ่งที่หลากหลาย และก็กลับมาหาดนตรี เคยลองทำหนังสุดท้ายก็กลับมาหาดนตรี เขียนหนังสือเด็กก็เคยนะแต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นดนตรีอีกนั่นแหละ”

กับสามีของเธอ...

“เราทั้งสองมีวิธีทำหนังที่ต่างกัน ฉันไม่มีความรู้ทางเทคนิคแบบที่เขามี เขามีภาพของเขา และหนังของเขาก็เป็นหนังที่คิดแบบผู้ชาย ส่วนหนังของฉันจะเป็นสายตาของผู้หญิงมากกว่า และฉันก็ไม่อาจเลี่ยงที่จะไม่ทำออกมาในเชิงอัตชีวประวัติกับทุกสิ่งที่ฉันทำได้เลย”


นสพ.แทบลอยด์ในอังกฤษ เสนอข่าวว่า สิ่งที่ทำให้ มาดอนน่า เติบโตมากขึ้น ก็คือแนวทางของความสนใจในปรัชญาบางอย่าง โดยเฉพาะปรัชญา Kabbalah

มาดอนน่า บอกว่า “คนเราจะต้องรับผิดชอบในการกระทำ พฤติกรรม และคำพูดของตนเอง เมื่อเราคิดเช่นนี้ได้แล้วคุณก็ไม่อาจจะใช้ชีวิตไปวันๆ โดยไม่ใส่ใจต่ออะไรไปได้ คุณเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่คุณไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันเป็นผู้ออกแบบโชคชะตาของฉันเอง ฉันมีส่วนเกี่ยวข้องในการนำสิ่งต่างๆ มาสู่ตัวฉัน และตัวฉันเองที่ผลักไสไล่ส่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คุณไม่อาจจะโทษคนอื่นกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวของคุณได้อีก”

เธออธิบายต่อไปว่า....

“จักรวาลนั้นมีระบบแม้มันจะดูยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ เราแยกแยะโลกของเราเป็นสัดส่วน สิ่งนั้นดี สิ่งนี้เลว แต่ชีวิตถูกสร้างขึ้นเพื่อล่อลวงเรา มันเป็นเพียงตอนหลายๆ ตอนของภาพลวงตาที่เราสร้างมันขึ้นมา และสุดท้ายการลงทุนสร้างนั้นก็ไม่ได้มีหน้าที่ที่จะให้ความกระจ่างแก่เราได้ เพราะโดยกายภาพแล้วมันคอยแต่จะทำให้คุณผิดหวังเนื่องจากร่างกายเป็นสิ่งที่ไม่ถาวร”

“ถ้าหากความสุขของคุณขึ้นอยู่กับสิ่งที่สังคมตัดสินมอบให้กับคุณตัวของคุณก็จะได้รับแต่ความผิดหวัง”
มาดอนน่ากล่าวทิ้งท้าย

ในแง่ของอิทธิพลต่อโลกและธุรกิจนั้น เควิน นอร์แมน นักวิเคราะห์วัฒนธรรมป๊อปของนิตยสาร culture club บอกว่า สิ่งที่มาดอนน่าเป็นนั้น ถ้าจะเปรียบใครสักคนในแวดวงกีฬา ก็น่าจะเป็นเดวิด เบ็คแฮม

"ทั้งสองคนนี้น่าจะเรียกว่า beckham effect และ madonna phenomenon เพราะมันสามารถขับเคลื่อนธุรกิจต่างๆ ได้ทั้งระบบ เราจะเห็นว่าทั้งสองคนสามารถพลิกรูปแบบเก่าๆ และแบบแผนเดิมๆ ของศิลปะบันเทิงได้ สิ่งที่ไม่เคยมีใครทำในเวทีคอนเสิร์ต มาดอนน่า ก็รื้อถอนโครงสร้างหมด ตั้งแต่ท่าเต้นจนถึงการแสดงแบบสุดขีด เบ็คแฮม ทำเช่นนั้นกับโลกของฟุตบอลแม้จะไม่ได้มีด้านที่หยาบกระด้างแบบมาราโดน่า ของอาร์เจนตินา"

มาดอนน่า ผ่านเลยวันที่อายุครบ 50 ปีไปแล้ว

แต่ชีวิตของเธอเหมือนเพิ่งเริ่มต้น และทำท่าจะเดินทางอีกยาวไกล

 มิใช่รอยเท้าของเด็กสาวไร้เดียงสา แต่เป็นก้าวย่างของแม่คนหนึ่ง

 แม่ที่ "รักโลก" ..และ "รักลูก"


................................

หมายเหตุ : ข้อมูลบางส่วนจาก นสพ.เดลี่ เอ็กซ์เพรส และนิตยสาร i-D

: นันทขว้าง สิรสุนทร giengi@yahoo.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2008, 04:27:27 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #237 เมื่อ: กันยายน 06, 2008, 04:45:34 PM »



28 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

ลมหายใจสุดท้ายที่เลือกได้

:ผู้เฒ่าจากแดนปลาดิบ แห่ใช้ชีวิตบั้นปลายเมืองเชียงใหม่เพิ่มต่อเนื่อง ส่องสวัสดิการรัฐญีปุ่นหนุนพลเมืองมีทางเลือกหลากหลาย


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ภาพชายชราและหญิงชราชาวญี่ปุ่น เดินตามท้องถนน นั่งตามร้านอาหารญี่ปุ่น และเดินช้อปปิ้งในซูเปอร์มาเก็ต ของเมืองเชียงใหม่

กลายเป็นภาพคุ้นตา และไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับคนที่นี่อีกต่อไป เมื่อเชียงใหม่ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทาง ที่ผู้สูงอายุวัยเกษียณชาวญี่ปุ่นเลือกที่จะข้ามน้ำข้ามทะเล มาปักหลักใช้ชีวิตบั้นปลายยังต่างแดน

น่าสงสัยว่า เหตุใดผู้สูงอายุจากดินแดนซามูไร จึงพากันละทิ้งบ้านเกิด แล้วเลือกเดินทางมาใช้ชีวิต ในบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง ทั้งภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ แทนที่จะพักอาศัยบนแผ่นดินเกิด ซึ่งหากมองจากมุมของเราชาวไทย ย่อมเห็นว่าญี่ปุ่น เป็นประเทศมีความพัฒนา และน่าอยู่มากกว่า

ผู้เฒ่านักผจญภัย

ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มตระหนักถึงปัญหาโครงสร้างประชากร ซึ่งผู้สูงอายุกำลังมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

ย้อนกลับไปปี 2549 ประชากรของประเทศไทยที่อายุเกิน 60 ปีมีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่อีก 20 ปีข้างหน้า สัดส่วนประชากรกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนญี่ปุ่น โครงสร้างประชากรในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนแปลงจากระบบครอบครัวใหญ่เป็นครอบครัวขนาดเล็ก ในปี 2593 หรืออีก 49 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าจำนวนผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นอายุ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มขึ้นเป็น 39.6 เปอร์เซ็นต์ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างและระบบต่างๆ เพื่อรองรับประชากรสูงวัยที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

จุนโกะ โยะโคะตะ กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่  เผยว่า  ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผู้สูงอายุญี่ปุ่นเดินทางไปพำนักระยะยาวในต่างประเทศมากขึ้น ตัวเลขในปี 2549 พบว่ามีมากกว่า 1 ล้านคน จากปี 2540 ที่มีเพียง 7.8 แสนคน  โดยพบว่าอยู่ในประเทศแถบเอเชียมากที่สุดถึง 3.6 แสนคน ส่วนผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ จากข้อมูลของสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ ในปี 2543 มีผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นมาขึ้นทะเบียนและพำนักอยู่ราว  876 คน แต่ปี 2551 เพิ่มขึ้นกว่า 2,224 คน

เคยมีนักวิชาการชาวญี่ปุ่นทำวิจัย ถึงเหตุผลที่ผู้สูงอายุญี่ปุ่นเลือกเดินทางไปพำนักระยะยาวในต่างประเทศ คนญี่ปุ่นในวัยเกษียณส่วนใหญ่ตอบว่า อยากลองชีวิตอิสระตามแบบฉบับของตัวเอง รวมไปถึงเหตุผลอื่นๆ อาทิ อยากลดค่าครองชีพให้น้อยลง, อยากลองใช้ชีวิตในท้องถิ่นต่างวัฒนธรรม, อยากลองหาเป้าหมายใหม่ๆ และอยากใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์

กงสุลใหญ่แดนปลาดิบ บอกว่า ประเทศญี่ปุ่นมีสวัสดิการชราภาพดูแลผู้สูงอายุ 3 ระบบ คือ ระบบบำนาญแห่งชาติเพื่อประกันรายได้หลังเกษียณ มี 2 ชั้น

ชั้นแรก เป็นระบบประกันรายได้พื้นฐาน และระบบบำนาญประกันรายได้สำหรับข้าราชการ-พนักงานบริษัท ในปี 2550 คนญี่ปุ่นต้องจ่ายเงินสมทบบำนาญเดือนละ 1,410 เยน หากเป็นสามีภรรยาจ่ายคู่ละ 132,016 เยนต่อเดือน ส่วนลูกจ้างเอกชนต้องจ่าย 14.6 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้พื้นฐานต่อปีที่รับโดยออกกับนายจ้างคนละครึ่ง เริ่มรับเงินบำนาญเมื่ออายุ 65 ปีขึ้นไป

ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติจะมีสวัสดิการสำหรับข้าราชการและพนักงานขององค์กรบริษัทเอกชน  คนทำงานอายุตั้งแต่ 20 ปีจะเริ่มจ่ายให้รัฐ ทำให้ประชาชนจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพียง 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลจะช่วยจ่ายสมทบ

ส่วนระบบประกันการดูแลระยะยาว ญี่ปุ่นเริ่มมีระบบนี้เมื่อปี 2000 รัฐบาลกำหนดประชาชนที่อายุ 40 ปีขึ้นไปจะต้องจ่ายเงินให้กับท้องถิ่นที่อาศัย เมื่อสูงอายุและมีกรณีเจ็บป่วยหรือพิการเพราะอายุมากสามารถใช้ระบบประกันการดูและระยะยาวได้โดยให้ท้องถิ่นเป็นผู้รับรองอาการ

"ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่เลือกเดินทางไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ แม้ในประเทศจะมีสวัสดิการและระบบประกันสุขภาพ แต่บำนาญที่ได้รับไม่เท่ากัน บางคนอาจรับมากบางคนอาจรับน้อย จึงเป็นสาเหตุให้หลายคนตัดสินใจเลือกไปใช้ชีวิตในประเทศที่ค่าครองชีพต่ำ สำหรับคนสูงอายุญี่ปุ่นที่เดินทางมาอยู่ในประเทศไทย การขอวีซ่าจะต้องแสดงหลักฐานเงินสะสมในบัญชีไม่ต่ำกว่า 8 แสนบาท ซึ่งส่วนใหญ่ที่มาอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะเชียงใหม่รู้สึกพอใจ แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร แต่ปัจจุบันบริการของเอกชน เช่น โรงพยาบาลหลายแห่งเตรียมพร้อมมากขึ้น มีล่ามภาษาญี่ปุ่นไว้บริการ คนญี่ปุ่นจึงพอใจระบบที่เอกชนเตรียมไว้นอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาลที่ถูกกว่าในญี่ปุ่น" กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ให้เหตุผล

บั้นปลายติดปีก

มาโตยาม่า อิคุโอะ อดีตข้าราชการเกษียณอายุวัย 69 ปี  เลือกเดินทางมาใช้ชีวิตบั้นปลายในต่างแดนและอาศัยในจังหวัดเชียงใหม่มานานกว่า 6 ปี เขาเล่าย้อนอดีตให้ฟังก่อนตัดสินใจมาปักหลักที่เชียงใหม่ว่า ครั้งแรกที่เดินทางมาเชียงใหม่เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเป็นการเดินทางท่องเที่ยว ตั้งแต่ครั้งนั้นก็รู้สึกประทับใจเมืองเชียงใหม่มาก และเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆ ได้หลายอย่าง ทั้งผู้คนที่มีอัธยาศัยไมตรี ธรรมชาติ แม้ว่าปัจจุบันหลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนไป แต่เชียงใหม่ก็ยังน่าอยู่เมื่อเปรียบเทียบกับกรุงเทพฯ

หลังเกษียณอายุราชการ เขาจึงตัดสินใจพาภรรยาชาวไทยเดินทางมาอยู่กรุงเทพฯ 2 ปี ก่อนตัดสินใจย้ายมาใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ เพราะชอบสภาพแวดล้อม ธรรมชาติ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่เร่งรีบจนเกินไป ถามถึงการใช้ชีวิตในเมืองเชียงใหม่ตลอดระยะเวลา 6 ปี 'อิคุโอะ' ตอบว่า ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเริ่มคุ้นเคยและสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้เองด้วยรถส่วนตัว สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในเชียงใหม่เรียกว่าพร้อมสรรพสำหรับคนต่างชาติ เพราะมีห้างสรรพสินค้าที่มีสินค้าเฉพาะสำหรับคนต่างชาติ มีร้านอาหารญี่ปุ่น งานอดิเรกยามว่างเขาจะนัดเพื่อชาวญี่ปุ่นไปตีกอล์ฟซึ่งมีสนามกอล์ฟหลายแห่งให้เลือกใช้บริการ

ในมุมมองของผู้เฒ่าอิคุโอะ การเตรียมความพร้อมของภาคเอกชนเพื่อให้บริการคนต่างชาติถือว่าค่อนข้างดี แต่ที่ยังรู้สึกอึดอัดคือการรักษาพยาบาล แต่ปัจจุบันโรงพยาบาลหลายแห่งในเชียงใหม่เริ่มมีล่ามภาษาญี่ปุ่นไว้คอยบริการ ซึ่งถือว่าช่วยให้ปัญหาเรื่องการสื่อสารลดน้อยลง แต่สำหรับภาครัฐ อิคุโอะตั้งข้อสังเกตว่า

"ผมทราบว่ารัฐบาลไทยมีนโยบายสนับสนุนธุรกิจลองสเตย์เพื่อรองรับผู้สูงอายุวัยเกษียณจากต่างชาติ แต่ยังเห็นเอกชนเท่านั้นที่เริ่มทำจึงอยากให้ภาครัฐทำตัวเป็นหลักทำให้เป็นรูปธรรมและเร่งประชาสัมพันธ์ เพราะมองว่าศักยภาพของเชียงใหม่น่าจะทำได้มากกว่านี้หากรัฐให้การสนับสนุนเต็มที่" มาโตยาม่า อิคุโอะ แสดงความเห็น

หลังเกษียณอายุ ชาวญี่ปุ่นทุกคนมีเงินบำนาญ และเมื่อเจ็บป่วย รัฐจะสมทบค่ารักษาพยาบาล 30 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ทุกเดือนรัฐบาลญี่ปุ่นจะโอนเงินบำนาญเข้าบัญชีให้กับประชาชนชาวญี่ปุ่นทุกคน แม้จะย้ายมาอยู่ประเทศไทยแล้วสิทธิรับเงินบำนาญของพลเมืองก็ยังคงอยู่ นอกจากค่าครองชีพของประเทศไทยจะต่ำกว่าญี่ปุ่นราว 3-4 เท่าแล้ว ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของไทยก็ถูกกว่าในประเทศญี่ปุ่นถึง 5 เท่าด้วยเช่นกัน

มิซากาซุ คิมูระ ประธานชมรมเชียงใหม่ ลองสเตย์ ไลฟ์ คลับ กล่าวว่า ตัวเลขชาวญี่ปุ่นที่มาขึ้นทะเบียนกับสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่อยู่ที่ 2,800 คน ในจำนวนดังกล่าว 1,400 คนเป็นผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณอายุ อย่างไรก็ตาม มีชาวญี่ปุ่นอีกไม่น้อยที่มาพำนักอาศัยโดยไม่แจ้งข้อมูลกับทางสถานกงสุล ในส่วนของชมรมเชียงใหม่ ลองสเตย์ ไลฟ์ คลับ มีสมาชิกเป็นคนญี่ปุ่นที่มารวมตัวกัน 160 คน ส่วนใหญ่จะทำกิจกรรมร่วมกัน โดยมีการนัดประชุมสังสรรค์กันเป็นประจำทุกเดือน

 แม้เป้าหมายหลักของผู้สูงอายุจากต่างแดน ที่เดินทางมาใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายในเมืองเชียงใหม่ จะไม่ใช่ความพร้อมสรรพ ในการดูแลผู้สูงวัย แต่แน่นอนว่า เงินเก็บ เบี้ยบำนาญ กับสวัสดิการรัฐที่ติดตัวไปชั่วชีวิต คือปัจจัยหลักที่สร้างทางเลือกหลากหลาย ให้กับพลเมืองผู้สูงวัยชาวญี่ปุ่น

รพ.เชียงใหม่พร้อมโกอินเตอร์

แพทย์หญิงกรรณิการ์ พรพัฒน์กุล รองประธานบริหาร โรงพยาบาลราชเวช จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เชียงใหม่มีโรงพยาบาลของรัฐบาล 1 แห่ง โรงพยาบาลของเอกชนอีก 3-4 แห่ง ส่วนใหญ่เตรียมความพร้อมรองรับผู้ใช้บริการชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นมีการจ้างล่ามภาษาญี่ปุ่นมาประจำเฉพาะ สำหรับโรงพยาบาลราชเวชมีการจ้างล่ามชาวญี่ปุ่น 2 คน และยังประสานกับสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับโรงพยาบาลในประเทศญี่ปุ่นเป็นประจำ การมีล่ามภาษาญี่ปุ่นเป็นการเฉพาะเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาใช้บริการว่าจะได้รับความสะดวกไม่มีปัญหาเรื่องการติดต่อสื่อสาร

"โรงพยาบาลในเชียงใหม่หลายแห่ง เตรียมพร้อมด้านนี้มานานแล้ว เพราะทุกวันนี้มีชาวต่างชาติ ย้ายถิ่นฐานมาพำนักที่เชียงใหม่มากขึ้น ทั้งอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น หากมีอะไรที่สามารถอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติเหล่านี้ได้ ยิ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่าเขาจะได้รับความสะดวกจริงๆ" แพทย์หญิงกรรณิการ์ เชื่อว่า เหตุผลหลักที่ผู้สูงอายุชาวต่างชาตินิยมมาปักหลักที่จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากชื่นชอบอัธยาศัยของคนท้องถิ่น รวมทั้งรื่นรมย์กับธรรมชาติแวดล้อมที่สวยงาม

แพทย์หญิงกรรณิการ์ บอกว่า ทุกวันนี้มีผู้สูงวัยชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการแทบทุกวัน ในจำนวนคนไข้ชาวต่างชาติที่เข้ามาตรวจสุขภาพเฉลี่ยวันละ 40 คน จะเป็นคนอเมริกัน-ยุโรป 25 เปอร์เซ็นต์ และญี่ปุ่น 15 เปอร์เซ็นต์ แนวโน้มผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่จะย้ายเข้ามาอยู่เชียงใหม่มีเพิ่มมากขึ้น เพราะสภาพสังคมญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวใหญ่ เป็นครอบครัวเล็ก ต้องดูแลตัวเอง

ในมุมมองของรองประธานบริหารโรงพยาบาลราชเวช ครอบครัวไทยดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับการดูแลคนชราค่อนข้างมาก แต่หากเปรียบเทียบด้านสวัสดิการ ทั้งญี่ปุ่นและไทยต่างมีระบบดูแลคนชรา ความแตกต่างน่าจะอยู่ที่ระบบของญี่ปุ่นมีระบบบำนาญที่คุ้มครองประชากรในวัยเกษียณอย่างชัดเจน ขณะที่ของไทย มีเพียงสวัสดิการจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคซึ่งไม่ได้เป็นความคุ้มครองที่เฉพาะเจาะจงสำหรับผู้สูงอายุแต่อย่างใด


 : จันจิรา จารุศุภวัฒน์








26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

การเมืองเรื่องเส้นผม

:โชว์กึ๋นช่างผมคนดัง สมศักดิ์ ชลาชล มหาบัณฑิตเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาฯ กับวิทยานิพนธ์ว่าด้วยเรื่องทรงผม


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : "เป็นช่างทำผม มาเรียนทำไม"

มันช่างบาดหู กรีดลึกเข้าไปถึงหัวใจ โชคดี...ที่ความรู้สึก 'ปรี๊ด' ในตอนนั้น ค่อยๆ ก่อตัวเป็นลูกฮึดให้คนฟังกัดฟันสู้ จนเรียนจบปริญญาโท ศิลปศาสตร์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พร้อมกับวิทยานิพนธ์หัวข้อ เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยธุรกิจทำผม

หรืออีกนัยก็คือ เศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องทรงผม

ดูเป็นคู่คนละขั้วที่ไม่น่าจะมาลงรอยกันได้ แต่ที่แน่ๆ วิทยานิพนธ์ความหนากว่า 250 หน้าเล่มนี้ กำลังถูกตีพิมพ์ และสถาบันต้นสังกัดขอกันเอาไว้ 1,000 เล่ม เพื่อใช้เป็นประโยชน์ต่อไป

อีกหนึ่งความน่าสนใจของวิทยานิพนธ์เล่มนี้ อยู่ที่การได้สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ , เอ็นจีโอเพื่อผู้ยากไร้ , นักเขียน , นักวิจัย และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้

"ทุกๆ เรื่องเป็นผลิตผลของเศรษฐศาสตร์การเมืองได้หมด ถ้าคิดได้ วิเคราะห์เป็น" รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ เอ่ยถึงธีซิสที่รับเป็นแอดไวเซอร์เล่มนี้

...ที่เป็นผลผลิตจากการเรียนเต็มที่ 4 ปีของ สมศักดิ์ ชลาชล  

ทรงผม : ผลผลิตระบอบการเมือง

"ยากมากกก" ประธานกรรมการบริษัท ชลาชล จำกัด โอดเสียงยาว เมื่อถูกถามถึงธีซิสที่เจ้าตัวบอกว่าไม่ได้มาจากความสนใจ แต่มาจากความรู้สึกข้างใน ที่สะสมมากว่า 30 ปี

สมศักดิ์ ชลาชล พุ่งประเด็นสำคัญไปที่ข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่รัฐบาลไทยเริ่มลงนามไปเมื่อปี 2542 เป็นผลให้อาชีพช่างผมที่เคยเป็น 1 ใน 10 อาชีพสงวนของคนไทยมาตั้งแต่สมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม กลายมาเป็นช่องทางโกยเงินบาทของช่างผมทั่วทุกมุมโลก

เมื่อนโยบายภาครัฐไม่ช่วย ช่างผมคนดังก็อาศัยชื่อเสียงและประสบการณ์ เข้าไปคลุกคลี ตัดผม ออกแบบทรงผมให้คนในแวดวงการเมือง แล้วอาศัยจังหวะนั้น อธิบายสถานการณ์พร้อมกับเรียกร้องให้หันมาสนใจอาชีพช่างผมไทยบ้าง

"เชื่อไหม ตัดให้กี่คนๆ รับปากว่าจะช่วย แต่ไม่ได้ทำอะไรเลยจนหมดวาระไป"

ทั้งหลายเหล่านี้กลายมาเป็นเหตุผลที่ช่างผมธุรกิจรัดตัว ต้องลงทะเบียนเรียนเป็นนิสิตปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ภาคการเมือง จนนำไปสู่การขุดรากเหง้าวิชาชีพของตัวเอง และพบว่าเรื่องทรงผมมันมีอะไรมากกว่าแฟชั่นและความสวยงาม

อย่างที่ รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ พูดไว้ว่า ทุกเรื่องเป็นเศรษฐศาสตร์การเมืองได้หมด เรื่องผมก็เช่นกัน

"เรื่องทรงผมเป็นผลผลิตของระบอบการเมือง สังเกตไหม ระบอบเปลี่ยน ทรงผมก็เปลี่ยน ยกตัวอย่างตั้งแต่สมัยสุโขทัย บ้านเมืองสงบ เรียบร้อย ผู้คนมีความสุข ทรงผมจึงถูกประดิดประดอยออกมาอย่างสวยงาม ประณีต เต็มไปด้วยเครื่องประดับประดา"

หญิงชายสมัยสุโขทัยจะไว้ผมคล้ายกันคือ ไว้ผมยาวมีลักษณะเกล้าเป็นมวยมุ่นอยู่กลางศีรษะ โดยเฉพาะผู้หญิงไทยยังไว้มวยผมเกล้าที่เรียกว่า 'โซงโขดง' แล้วรวบขึ้นไปเกล้าบนกระหม่อม รัดเกล้าเป็นห่วงยาวๆ มีเกี้ยวหรือพวงมาลัยสวม

จนมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่เต็มไปด้วยศึกสงคราม จากที่เคยไว้ยาวเกล้าสูง ก็ต้องเปลี่ยนทรงให้ทะมัดทะแมง เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์รบพุ่งเสมอ

นั่นเป็นภาพรวม แต่จริงๆ แล้วทรงผมของผู้คนสมัยกรุงศรีอยุธยา แบ่งกว้างๆ ได้ 3 หมวด

แบบแรก แบบเจ้านายหรือข้าราชการชั้นสูง ผู้หญิงยังเกล้ามวย ซึ่งรวมถึงเศรษฐี คหบดีที่นิยมแต่งตามนาย ส่วนชาวบ้าน ไว้ผมยาวบ้างสั้นบ้างสลับกันไปตามความหลากหลายของกลุ่มคน

แบบที่สอง เรียกว่าแบบ 'ชาวบ้าน' ที่เกิดขึ้นมากมายสมัยอยุธยาตอนกลาง เช่น การนุ่งโจงกระเบน ส่วนทรงผมนั้น ทางเหนือ ผู้ชายจะไว้ผมยาว ผิดกับชายอกสามศอกในส่วนกลาง จะไว้ผมสั้นกันมากขึ้นเพราะต้องรับมือกับความไม่สงบในระดับถี่กว่า ส่วนผู้หญิงยังรักที่จะไว้ผมยาว ดังปรากฏในกาพย์เห่เรือซึ่งเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (กุ้ง) ได้ทรงพระนิพนธ์มีความว่า “คิดอนงค์องค์เอวอร ผมประบ่าอ่าเอี่ยมไร”

เข้าสู่ยุคสงคราม กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ผู้ชายไว้ผมสั้น โกนรอบหัว เหลือไว้ปอยเล็กๆ ตรงกลาง แล้วหวีแสกกลางอย่างที่ต่อมาเรียกว่าทรง 'มหาดไทย' ที่ไว้อย่างนั้นเพราะผู้ชายต้องทำงานหนักก่อสร้างบ้านเมืองกับออกรบ ไม่มีเวลามาดูแลทรงผมมากนัก ผู้หญิงเองจากที่เคยไว้ยาวก็ต้องตัดให้สั้นลง เพื่อปลอมตัวเป็นผู้ชายและสะดวกในการหนีภัย เสื้อผ้าก็เน้นที่ไม่รุ่มร่าม ใส่แล้วเคลื่อนไหวสะดวก อย่างตะเบงมาน

"มาถึง รัตนโกสินทร์ เริ่มติดต่อกับต่างชาติ สนธิสัญญาเบาวริ่ง เปิดการค้า อิทธิพลต่างๆ จึงเริ่มไหลเข้ามา ทั้งการแต่งตัว และทรงผม" รศ.ดร.ณรงค์ เล่าต่อ  

อีกนัยหนึ่งก็เพื่อความศิวิไลซ์ในสายตาต่างชาติ และรอดพ้นจากการล่าอาณานิคมจาก 'บริเตนใหญ่' ประกอบกับมีคนต่างสีผม สีตา เข้ามาทำมาค้าขายมากมาย รวมถึงมีการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ

ตัวละครสำคัญในช่วงนี้ คือ แอนนา เลียวโนเวนส์ ครูสอนภาษาอังกฤษของพระเจ้าลูกยา พระเจ้าลูกยาเธอ ซึ่งรวมถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย พร้อมๆ กันกับการสอดแทรกวัฒนธรรม ความคิด และ วิถีแบบตะวันตกเข้ามา และหนึ่งในนั้นคือ ทรงผม

พอเสด็จขึ้นครองราชย์ รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้ ทหารและพลเรือนเลิกไว้ทรงมหาดไทยแล้วหันมาไว้ผมยาวแล้วตัดแบบฝรั่ง มีทั้งหวีแสกและหวีเสย ส่วนผู้หญิงในราชสำนัก 5 เลิกไว้ผมปีก เปลี่ยนมาไว้ผมยาวประบ่าแทน จัดทรงด้วยน้ำมันตานีหอม ด้านหน้าหวีเสย แสกกลางและทัดเส้นผมไว้บริเวณข้างหัว ไม่นิยมไว้จอนข้างใบหูอีกต่อไป

ถัดมาเป็นทรง 'ดอกกระทุ่ม' ยอดนิยม คือ ตัดผมด้านท้ายทอยให้สั้นขึ้นและหวีเสยด้านหน้าให้ตั้งสูง จับด้วยน้ำมันตานีหอมให้ผมอยู่ตัว ทรงนี้ฮิตมากในหมู่สุภาพสตรีชั้นในและรอบนอก

ส่วนสาวแรกรุ่นสมัยนั้นก็เริ่มไว้ผมยาวลงมาถึงกลางหลัง และหวีเสยด้านหน้าให้ตั้งสูง ตกแต่ง ประดับด้วยแถบผ้า แถบลูกไม้ โบว์ ริบบิ้น หรือลูกปัด  

รัชกาลที่ 6 เริ่มมี 'ผมโป่ง' เกล้าผมยาวนั้นตลบไว้ที่ท้ายทอย แต่บางคนก็ไว้ 'ผมบ๊อบ'  คือตัดผมยาวเสมอคอ ผมข้างๆ ตัดให้ดูเป็นจอนหู ถ้าจอนใหญ่มากเรียกว่า 'บ๊อบหู'

เข้าสู่ยุคร้านตัดผมและดัดผม สมัยรัชกาลที่ 7 มีเครื่องมือ ครีม น้ำยา จากต่างประเทศเข้ามาในรูปแบบสินค้าและธุรกิจ  สุภาพสตรีสมัยนี้จึงพากันดัดผมเป็นคลื่นเรียก 'ผมคลื่น' ซึ่งเป็นไปตามระบบทุนนิยมที่เริ่มไหลเข้ามาเรื่อยๆ

มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม จอมพลป.พิบูลสงคราม โดยกำหนดการแต่งกายและทรงผมแบบใหม่ “สวมหมวก ไว้ผมยาว นุ่งถุง สวมเสื้อ สวมถุงเท้าหุ้มส้นหรือรัดส้น”

พ.ศ. 2478-79 ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจชาตินิยม รัฐบาลออกกฎเพื่อคุ้มครองอาชีพหลายอาชีพสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ รวมถึงอาชีพช่างตัดผม จึงทำให้คนไทยประกอบอาชีพที่กำหนดนี้เป็นจำนวนมาก และมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

จนมาถึงสมัยนี้ 'ทรงผม' วิ่งตามเทรนด์อย่างไม่หยุดหย่อน และดูเหมือนจะวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ จากการประกาศใช้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว xu 2542 อาชีพตัดผมจึงมิได้เป็นอาชีพสงวนต่อไป  ช่างผมไทยโดยเฉพาะ สมศักดิ์ ชลาชล ไม่พอใจและพยายามเรียกร้องนโยบายเก่าของ จอมพลป.ฯ กลับคืนมา

ผมยาว = อำนาจ

นอกจากจะเป็น 'จดหมายเหตุ' ของสภาพบ้านเมืองแล้ว เส้นผมยังเป็น 'อำนาจ' อย่างหนึ่งด้วย

เรื่องนี้เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องไม่ตัดผมวันพุธ...

"วันพุธเป็นวันตัดผมของเจ้านายในรั้วในวัง กัลบกหรือช่างผมต้องเดินทางเข้าไปตัดผมในวัง ชาวบ้านจึงห้ามตัดผมวันนี้ อีกนัยหนึ่งก็เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเลียนแบบหรือทำตัวเสมอ" บทวิเคราะห์จากอาจารย์ณรงค์

ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่ง สมัยรัชกาลที่ 5 ผู้หญิงราชสำนักพระราชชายาเจ้าดารารัศมี สตรีสูงศักดิ์จากล้านนา แตกต่างจากราชสำนักอื่นตรงไว้ผมยาว เกล้ามวย ตกแต่งด้วยไม้หอม ซึ่งการมุ่นผมและตกแต่งด้วยดอกไม้หอกถือเป็นการบูชาขวัญบนศีรษะ เพราะเชื่อตามคติโบราณว่าศีรษะเป็นของสูง และควรบูชา

อำนาจอย่างหนึ่งของสตรีโบราณ ถูกแสดงผ่านการไว้ผมยาว เช่นเดียวกับพระนางมารีอังตัวแนตของฝรั่งเศส ราชินีผู้ทรง(และบ้า) อำนาจ ที่ชอบสวมมงกุฎบนผมที่เกล้าสูงเป็นนิจ จนกลายเป็น 'ไอคอน' ทางแฟชั่นที่สาวเมืองน้ำหอมสมัยนั้นแห่แหนทำตาม

หรือในราชสำนักเกาหลีที่ยศหรือศักดิ์ของสตรีจะมากตามความยาวของเปียที่มวยมุ่นอยู่รอบหัว  

"ท่าน ว.วชิรเมธี เคยพูดว่า ช่างตัดผมทุกคนที่เข้ามาตัดผมให้พระนางซูสีไทเฮา ตัดเสร็จจะโดนตัดคอทุกคน เพราะพระนางไม่สวย ตัดเสร็จส่องกระจกทีไรก็ไม่สวยซักที  แต่มีช่างทำผมคนหนึ่งเก่งมาก พยายามชวนพูด ชวนคุย ชมโน่นชมนี่ มีจิตวิทยาทางการสื่อสาร ปรากฏว่าพระนางถูกใจ และให้ช่างทำผมคนนั้นเป็นคนใกล้ชิด " สมศักดิ์ ให้ความเห็นเรื่องนี้

จวบจนปัจจุบันเอง ความสวยมักสื่อออกมาผ่านผู้หญิงผมยาวสลวย (โดยเฉพาะในโฆษณายาสระผม) และเป็น 'พิมพ์นิยม' ที่(เข้าใจว่า) ปราบผู้ชายร้อยทั้งร้อยจนอยู่หมัด

ซึ่งก็คือ 'อำนาจ' อีกอย่างหนึ่ง  

เป็นช่างผมต้องรู้รากผม

'ความภูมิใจ'

คือสิ่งที่ สมศักดิ์ ชลาชล ได้หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับวิทยานิพนธ์เล่มนี้มาร่วมๆ 4 ปี

"ได้มีสมุดเล่มหนึ่งเก็บไว้ให้คนรุ่นหลัง...ที่ทำเนี่ยไม่ได้อะไรเลยนะ ไม่ได้เกี่ยวกับธุรกิจ ไม่ได้เงิน เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา แต่ใจอยากทำ โอ๊ย... 4 ปีเสียไปเยอะ พิมพ์ก็ไม่เป็น ต้องให้คนอื่นช่วยพิมพ์ให้" เจ้าสำนักชลาชลบ่นไม่หยุด

กว่าจะมาเป็นธีซิสเล่มหนา สมศักดิ์ยอมรับว่าเขาไม่ได้ลงไปคลุกทุกกระบวนการ แต่จะเป็นคนวางโครง ให้ทีมไปหาข้อมูล แจกแบบสอบถาม

"เหนื่อย" เจ้าตัวตอบตามตรง

เหนื่อยในที่นี้ รวมถึงการต่อสู้ทางความคิดและอคติที่มีต่ออาชีพช่างผมด้วย

"ยากตรงทำอย่างไรให้ถูกใจนักวิชาการ เพราะนักวิชาการก็งง อย่างตอนสอบสัมภาษณ์ อาจารย์ท่านหนึ่ง ถามว่า เป็นช่างผม มาเรียนทำไม โกรธนะ แต่ต่อมาต้องขอบคุณเขา เพราะมันกลายเป็นแรงขับ ให้เราเรียนจบ ทำธีซิสเสร็จ"

นอกจากนี้ เขายังย้ำถึงความสำคัญของ 'รากเหง้า' ในอาชีพ

"ถ้าตัดๆ ไปอย่างไม่รู้เรื่อง ต่อให้รวยยังไงคุณก็เฟล เรียนรู้ต้นสายที่มาของมันก่อน ถัดจากนั้น คือ รายได้" หลังจากนี้ สมศักดิ์วางแผนจะทำตัวเป็นผู้ล่าอาณานิคมบ้าง ผ่านการขายเฟรนไชส์ ขายโนฮาว โดยอาจเริ่มต้นประเทศใกล้ๆ อย่างเวียดนาม จีน

"ตอนนี้ธุรกิจมันแทรกเข้าไปในการเมือง ธุรกิจสมัยนี้สามารถเข้าไปบิดเบือนการปกครอง ตัดผมก็เป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม เศรษฐศาสตร์การเมืองจึงเป็นเรื่องเดียวกับทรงผม" ประธานกรรมการ บริษัท ชลาชล จบท้ายด้วยรอยยิ้ม


เรื่อง : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ








2 กันยายน พ.ศ. 2551 01:00:00

เขาคือ นินจา

:ไม่น่าเชื่อว่า คนที่อยู่หน้าผมตอนนี้คือ นินจา และนี่คือการเผชิญหน้าครั้งแรก กับ นินจา ฮีโร่ของ 'ชาวแก๊ส'


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ที่ไม่ค่อยนิยมบอกชื่อจริงกับคนอื่นนัก เหตุผลก็คือ เวลาแนะนำตัวเองว่าเขาชื่อ รุ่งชัย จันทสิงห์ น้อยคนที่จะจำชื่อได้ แต่ถ้าบอกว่า เขาคือนินจา ทุกคนจะจำได้แม่น

นินจามาปรากฏตัวที่ร้านกาแฟขนาดกะทัดรัดใกล้กับ Jeep Car Saloon ศูนย์บริการรถออฟโรดบนถนนสิรินธร หลายคนเดินมาทักทายยกมือไหว้เรียก 'พี่นินจา' กันทุกคน อ้อ! เขาดูหนุ่มกว่าตอนที่ไปออกรายการ 'ไทยมุง' สถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอสเมื่อสองเดือนก่อน ในฐานะตัวแทนผู้บริโภคแก๊สแอลพีจีและเอ็นจีวี

"เค้าเรียกผมพี่กันทั้งนั้น บางคนอายุมากกว่าก็เรียกผมว่าพี่ แบบพี่เบิร์ดไง" นินจาพูดเสร็จหัวเราะเอิ้กอ๊าก

ชื่อของนินจา เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างขึ้นเมื่อ 2-3 ปีก่อน ในฐานะผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ gasthai.com ชุมชนออนไลน์ของผู้ใช้ ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ ผู้นำเข้า และผู้ติดตั้งระบบเชื้อเพลิงแก๊สแอลพีจี และเอ็นจีวีที่ใหญ่ที่สุดในไทย และยังเป็นเว็บไซต์ชุมชนที่มีอัตราเติบโตอย่างรวดเร็ว

เขาบอกถึงที่มาของชื่อนินจาว่า เพื่อนคนหนึ่งขนานนามให้ เพราะเขาขับรถช้า เลยถูกเรียกว่านินจาเต่ามาตั้งแต่นั้น

อาวุธลับของนินจาคนนี้ไม่ใช่ดาวกระจาย หรือคาถาแปลงร่างรัญจวนแบบนารุโตะ แต่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่เขาพกติดตัวอยู่ตลอดเวลา เขาสามารถบริหาร และดูแลความเรียบร้อยของเว็บไซต์ได้ทุกที่ตราบเท่าที่มีอินเทอร์เน็ตให้ออนไลน์

เว็บมาสเตอร์แก๊สไทยดอทคอมบอกว่า เปิดเว็บมาได้ 2 ปียอดคลิกขึ้นไปถึง 8 ล้านคลิกแล้ว ทุกวันนี้มีผู้เข้าดูเว็บแก๊สไทยตกราววันละ 2-3 หมื่นไอพี (ยอดเครื่องออนไลน์) มียอดเข้าชมพร้อมกัน 500 -1,000 ไอพี

ความนิยมของเว็บจึงกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์ และการติดตั้งแก๊สเข้ามาลงโฆษณาที่แก๊สไทย

"แก๊สไทยโตเร็วมาก เว็บมาสเตอร์ต้องคุมให้อยู่ จะเป็นแค่เว็บมาสเตอร์ หรือเว็บแอดมินฯ ไม่ได้แล้ว"

ก่อนมาเป็นแก๊สไทย

นินจาบอกว่าเขาเป็นเด็กสุรินทร์ คนเมืองช้าง เรียนจบม.ปลายปุ๊บเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ปี 2530 เพื่อสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย แต่ทางบ้านอยากให้สอบนักเรียนนายร้อย เนื่องจากวันสอบตรงกัน และตัวเขาเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่จังหวะชีวิตตอนนั้นยังไม่ใช่เวลาของเขา หนุ่มน้อยรุ่งชัย สอบเข้ามหาวิทยาลัยในสถาบันที่เขาต้องการไม่ติด

"มีอยู่วันหนึ่ง ไปเดินเที่ยวสวนลุมกับเพื่อน ขากลับเดินผ่านตึกเวิลด์เทรดซึ่งกำลังสร้าง เพื่อนบอกว่า ตึกนี้สร้างขึ้นมารองรับอาชีพคอมพิวเตอร์ เป็นอาชีพในอนาคต ผมฟังแล้วก็สนใจ อยากเรียนคอมพิวเตอร์" รุ่งชัยในวัยสามสิบปลายๆ เล่าชีวิตช่วงนั้น

จังหวะนั้น วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเปิดสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์รุ่นที่ 1 มีคนแห่ไปสมัครสอบถึง 1,000 คน รับเพียง 20 คน และเขาเป็น 1 ใน 20 ที่สอบได้ และจำได้แม่นยำว่าได้เลขประจำตัวหมายเลข 1

อยู่กรุงเทพตอนนั้นไม่ได้เรียนอย่างเดียว แต่ทำงานที่พันทิพย์พลาซ่าไปด้วย เป็นพนักงานประกอบคอมพิวเตอร์ ต่อมาเพื่อนที่เป็นเจ้าของร้านเปิดโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ นินจาเลยได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นครูสอนคอมพิวเตอร์อีกตำแหน่ง

"ผมเป็นอาจารย์ใหญ่เลยนะ" นินจาหัวเราะ "เราได้ค่าคอมมิชชั่นจากประกอบคอมพ์เครื่องละ 2 พันบาท และยังมีค่าสอนอีก บางเดือนมีรายได้ 3-5 หมื่นบาท" รุ่งชัยบอกว่า รายได้ขนาดนี้ไม่ต้องกวนทางบ้านแล้ว เลี้ยงตัวเองได้แล้ว แถมตอนเรียนปี 3 ปี 4 ยังส่งน้องเรียนกรุงเทพฯ ได้อีก

เขาบอกว่า โบกมืออำลาพันทิพย์ประมาณปี 2536 เนื่องจากร้านประกอบคอมพิวเตอร์ผุดเต็มห้าง การแข่งขันสูง ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ยุคแรกผันตัวไปสร้างแบรนด์ของตัวเอง อย่างเช่น โพเวลล์ กับเอเทค ส่วนตัวเขาเองออกมาเปิดบริษัทประกอบคอมพิวเตอร์อยู่ข้างนอก มีลูกค้าเป็นกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป ราชการ และรัฐวิสาหกิจ

ช่วงเดียวกันนั้น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดหลักสูตรปริญญาโทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศรุ่นที่ 1 เขาสมัครสอบและใช้เวลาเรียนอยู่เพียง 2 ปีครึ่ง ได้ปริญญามหาบัณฑิตจากหัวข้อวิทยานิพนธ์เรื่อง การวิจัยศึกษาความต้องการ และปัญหาการใช้เทคโนโลยีในสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

เรื่องราวของคนรักจี๊ป

สถานการณ์เชื้อเพลิงเบนซินที่ปรับตัวขึ้นวันละ 40 สตางค์อย่างต่อเนื่องแทบจะทุกวัน จนครั้งหนึ่งราคาเบนซิน และดีเซลปรับราคาสูงเกินกว่า 40 บาทต่อลิตร ทำให้ผู้ใช้รถหันมาเลือก 'ติดแก๊ส' กันมากขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

คาดกันว่า ปัจจุบันมีรถยนต์ที่เปลี่ยนระบบจ่ายเชื้อเพลิงมาใช้ก๊าซถึง 1 ล้านคันทั่วประเทศ แม้ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกระบุว่าจำนวนรถที่มาขอแจ้งเปลี่ยนเป็นใช้เชื้อเพลิงก๊าซ (ณ วันที่ 25 ก.ค. 51) มีจำนวน 368,538 คัน แต่เชื่อว่ายังมีรถยนต์อีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้เข้าตรวจสอบ และแจ้งเปลี่ยนประเภทเชื้อเพลิงอย่างเป็นทางการ

เท่ากับว่าการปรากฏตัวของเว็บแก๊สไทยถือว่าเข้ามาได้ 'ถูกจังหวะ'

 ถึงแม้ก๊าซแอลพีจี และเอ็นพีจี ถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนเบนซินนานกว่า 20 ปีแล้ว โดยเฉพาะในหมู่ผู้ขับรถแท็กซี่ เพื่อให้คุ้มกับ 'ค่ามิเตอร์' ที่ระยะทาง 2 กม.แรก 35 บาทมาตั้งแต่ปี 2535 และเพิ่งปรับอัตราคิดค่าบริการต่อระยะทางใหม่เมื่อมิถุนายนผ่านมา อัตราดังกล่าวหากวิ่งด้วยเชื้อเพลิงเบนซินแล้ว อย่าว่าแต่ค่าแรงเลย ค่าเช่ายังไม่ได้ด้วยซ้ำ

นับตั้งแต่กลางปี 2546 เป็นต้นมา ราคาเชื้อเพลิงเบนซินไร้สารตะกั่ว ออกเทน 95 ออกเทน 91 และดีเซล เริ่มปรับตัวอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีสัญญาณบ่งบอกมาก่อนหน้าบ้างแล้วก็ตาม

ต่อมากลางปี 2548 เบนซิน ยืนอยู่ที่ 25 บาทกว่า และดีเซลดิ้นรนอยู่ที่ราคา 22-23 บาท เพิ่มขึ้นกว่า 10 บาทจากต้นปี 2545 และสถานการณ์เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง จนราคาน้ำมันทุกชนิดปรับตัวมายืนอยู่ที่ระดับกว่า 40 บาทอย่างพร้อมเพรียงกันในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ยกเว้นแต่แก๊สโซฮอลล์ที่ปริ่มๆ อยู่ที่ 39 บาทกว่า

ทิศทางดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใช้รถส่วนใหญ่ตัดสินใจ 'ติดแก๊ส' ง่ายขึ้น หลังจากที่ลังเลอยู่นาน

"เว็บแก๊สไทยก่อตั้งในปี 48 แต่จุดกำเนิดของเว็บเริ่มมาจากกลุ่มผู้ขับรถจี๊ป" นินจา ย้อนประวัติความเป็นมาก่อนเกิดแก๊สไทย

เดิมกลุ่มผู้รักการขับรถออฟโรดสายพันธุ์จี๊ปรวมตัวกันอยู่ที่บอร์ดของเว็บ weekendhobby.com เว็บสวัสดิการที่บริษัทยูเนี่ยนจัดสรรงบประมาณให้พนักงานมาทำเว็บไซต์

เขาเองสนิทกับเว็บมาสเตอร์ weekendhobby.com ซึ่งอนุญาตให้เขาเข้าไปเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับรถออฟโรด เมื่อมีสมาชิกรวมเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้นจึงแตกหน่อออกเป็นชมรมผู้ใช้รถจี๊ปภายใต้ชื่อ Jeep Unity Club

 อย่างที่คนขับออฟโรดรู้ดีว่า จี๊ปคือจอมสวาปามเชื้อเพลิง หากวิ่งนอกเมืองอัตราบริโภคตกอยู่ราว 6 กม./ลิตร แต่ขืนเอามาขับจ่ายกับข้าวในเมืองเล่นเข้าไป 4 กม./ลิตร นี่คือหนึ่งเหตุผลที่คนรักจี๊ปหันมากินแก๊สแทนเบนซิน

"ปี 47 ราคาน้ำมันขึ้นจนพวกเรารับไม่ไหว ช่วงนั้นอู่ติดแก๊สมีเพียงไม่กี่เจ้า ที่รู้จักกันในวงการก็มีพรศักดิ์แก๊ส ปทุมวัน และอาจารย์เรืองเดช อยู่ปทุมธานี" นินจาขี่แก๊สเล่าต่อว่า หลังจากนำเสนอเรื่องราวการติดแก๊สเว็บบอร์ดของ Jeep Unity Club จนมีผู้สนใจมากมาย จึงคิดแยกจากเว็บบอร์ดไปสร้างเป็นเว็บแก๊สไทย

แก๊สโชติช่วงชัชวาล

"ถ้าคุณพิมพ์คำว่า ติดแก๊ส ในกูเกิ้ล เว็บแก๊สไทยจะอยู่ในอันดับต้นๆ " เว็บมาสเตอร์แก๊สไทยยืนยันถึงความดัง

นินจาบอกว่า ทำเว็บแก๊สไทยต้องเข้าใจทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ ภาครัฐ ผู้ประกอบการ ไปๆ มาๆ ก็เลยทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนโดยปริยาย แต่สิ่งที่เขาพยายามเน้นมากที่สุดคือ ความเป็นกลาง

"อย่างพวกแบนเนอร์ ผู้ประกอบการโทรมาขอลงโฆษณา ผมจะตกลงกับผู้ประกอบการว่า คุณลงกับผมได้นะ แต่คุณจะมาสั่งผมไม่ได้ ผมจะยึดหลักข้อเท็จจริง และความเป็นธรรม"

ความรับผิดชอบในฐานะเจ้าของเว็บของเขาคือ กรณีมีลูกค้าไปติดแก๊สตามแบนเนอร์โฆษณาที่ลงในเว็บแก๊สไทย แล้วมีปัญหาเขาจะไปตามแก้ให้ เข้าไปไกล่เกลี่ยให้ร้านติดตั้งแก้ไข หรือกรณีที่ผู้ใช้ไม่พอใจบริการอู่แก๊ส ก็จะเข้าไปเจรจาให้จ่ายเงินคืนแก่ลูกค้า และทำรถให้เหมือนสภาพเดิมที่สุด เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย เขาบอกว่าที่ผ่านมาก็ช่วยได้เกือบทุกราย

หากลองคำนวณมูลค่าธุรกิจบนเว็บแก๊สไทย เขาคาดว่ามูลค่าการซื้อขายโดยมีเว็บแก๊สไทยเป็นสื่อกลางอาจสูงเกิน 2 พันล้านบาทแล้ว คิดจากราคาติดตั้งแก๊สคันละ 3 หมื่นบาทกับจำนวนรถที่ติดแก๊สอยู่ตอนนี้

"มูลค่าการซื้อขายบนแก๊สไทยสูงมาก" เว็บมาสเตอร์นินจา ยืนยัน

 เขาบอกว่า ปัจจัยที่ทำให้แก๊สไทยประสบความสำเร็จคือ การเปิดให้ทุกคนเป็นเจ้าของเว็บไซต์ โดยเปิดให้สมาชิกเขียนบทความ รายงานข่าว หลายต่อหลายครั้งเขารับบทบาทเป็นบรรณาธิการ นำเนื้อเรื่องของสมาชิกมาเรียบเรียงใหม่ หาภาพประกอบ และลงเครดิตผลงานให้กับเจ้าของบทความ ข้อมูลทั้งหมดนี้จึงเป็นของสมาชิกทุกคน เขาจึงไม่สามารถอนุญาตให้สื่อนำไปเผยแพร่ต่อได้

เว็บแก๊สไทยอาจไม่ได้เป็นเพียงแห่งเดียวที่เป็นชุมชนของชาวแก๊ส แต่สำหรับเขาแล้ว นาทีนี้คงยากที่ใครจะไล่ทัน

"พูดถึงแก๊สแล้ว มันจบที่แก๊สไทย ผมเดินทางมาไกลแล้ว ไกลเกินกว่าใครจะมาทำแข่งกับเรา"

นอกจากเนื้อหาเกี่ยวกับข้อมูลการติดตั้งแก๊ส ปัญหาการใช้แก๊ส ข้อมูลเชิงเทคนิค การทดสอบอุปกรณ์ชนิดผ่าถังให้เห็นกันต่อหน้าต่อตา พร้อมวีดีโอสาธิต แก๊สไทยยังมีฐานข้อมูลผู้ประกอบการให้สืบค้นมากที่สุดด้วย

ภายในเว็บยังแบ่งการติดตั้งระบบแก๊สแยกตามประเภทยี่ห้อ และรุ่นรถยนต์ ซึ่งพัฒนาตัวเองเป็นคลับของผู้ใช้รถไปโดยปริยาย

นอกจากทำหน้าที่เป็นเว็บมาสเตอร์ และบรรณาธิการ เขายังทำตัวเป็นผู้สื่อข่าวด้วย โดยสัมภาษณ์ โทรศัพท์คุยกับผู้ใช้ ผู้ติดตั้ง และผู้ค้าส่ง ทำให้ชีวิตเขาแทบจะอยู่กับหน้าจอตลอด 24 ชั่วโมง

"บางครั้ง ตีหนึ่ง ตีสอง สมาชิกเว็บโทรมา ถ้าผมยังไม่หลับ ผมก็รับสายนะ อย่างยินดีเลย"


: สมสกุล เผ่าจินดามุข








2 กันยายน พ.ศ. 2551 23:00:00

เด็กต้องคดี กับ ดนตรี ดีท็อกซ์

ตั้งใจ:ซ้อมใหญ่ที่บ้านปรานี ก่อนวันแสดงจริงมูลนิธิสุกรีฯ บุกบ้านปรานี-บ้านฟ้าใส หนุนโจ๋ฝึกดนตรี ฝีมือถึงขั้น โชว์งานคอนเสิร์ต-เปิดอัลบั้ม "บทเพลงร้อยเรียงฝัน"


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แม้ความโกลาหลทางการเมือง จะดึงความสนใจจากคนไทยทั้งสังคม แต่ยังมีกลุ่มคนทำงานด้านดนตรี ที่ถึงจะห่วงใย และมีส่วนร่วมในความเป็นไปของบ้านเมือง แต่ไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาให้กับเด็กและเยาวชน เพราะตระหนักว่าทุกนาทีที่ผ่านไป เด็กๆ ของเราไม่เคยหยุดที่จะเติบโตและเรียนรู้

ต้นสัปดาห์นี้ ที่หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข จัด 'คอนเสิร์ตคุณธรรมนำปัญญา' โชว์ความสามารถของเด็กหลายกลุ่ม ที่มาเปิดการแสดงดนตรีร่วมกัน ประกอบด้วย วง ดร.แซ็กเชมเบอร์ออเคสตร้า, นักเรียนโรงเรียนฟ้าใสวิทยา, เยาวชนศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนหญิงบ้านปรานี และเด็กๆ โรงเรียนวัดมะเกลือ (กาญจนลักษ์วิทยา)

..ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่การแสดงบนเวทีแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่อยู่ตรงกระบวนการฝึกซ้อมและเรียนรู้ ที่ต้องใช้เวลานับเดือน ถึงเป็นปีๆ ในช่วงก่อนหน้านี้

สุกรี เจริญสุข ผู้อำนวยการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) และประธานคณะกรรมการมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข บอกว่า ปกติเขาทำงานกับกลุ่มเด็กที่มีความสามารถด้านดนตรี ซึ่งส่วนใหญ่มีพื้นฐานที่ดีทั้งด้านครอบครัวและการศึกษา ขณะที่เด็กอีกกลุ่มซึ่งใช้ชีวิตในท้องที่เดียวกันกับสถาบันอุดมศึกษาระดับนำ กลับเป็นเจ้าของสิ่งที่ตรงกันข้าม คือเป็นกลุ่มที่แม้จะมีที่พักอาศัย แต่ไม่ใช่บ้าน พวกเขาอยู่ห่างไกลจากอุ่นอายของครอบครัว และแม้จะได้รับการศึกษาแต่ก็ถือว่ายังขาดพร่อง

จึงเป็นที่มาของโครงการสอนดนตรีให้กับเด็กๆ เหล่านี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยส่งอาสาสมัครไปสอนหลักสูตรดนตรีพื้นฐานเป็นประจำทุกสัปดาห์ที่ 'บ้านฟ้าใส' ก่อนจะขยายมายัง 'บ้านปรานี' และโรงเรียนวัดมะเกลือ ทั้งนี้ โดยทุนสนับสนุนจำนวน 1 ล้านบาทที่มูลนิธิฯ ได้รับจากมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

'ปื้ด' เปลี่ยนไปที่บ้านฟ้าใส

'บ้านฟ้าใส' เป็นที่พักอาศัยและเรียนหนังสือของเด็กชายวัย 7-17 ปี พวกเขาไม่ได้เลือกที่จะมาใช้ชีวิตที่นี่ แต่เพราะศาลเด็กและเยาวชนจังหวัดต่างๆ พิจารณาตัดสินให้เด็กๆ เหล่านี้ ..ที่กระทำความผิดสถานเบา ได้มีโอกาสกลับตัวและเริ่มต้นสานต่อภารกิจของวัยในด้านการศึกษา ที่นี่เด็กนักเรียนชาย 108 คน ถูกจัดให้เล่าเรียนตามตารางเวลาไม่ต่างจากโรงเรียนทั่วไป แต่เป็นโรงเรียนประจำ ซึ่งครอบครัวสามารถมารับเด็กกลับไปอยู่ด้วยได้เฉพาะช่วงปิดเทอมเท่านั้น

'ปื้ด' ในวัย 17 ปี เขาเป็น 'เด็กบ้านฟ้าใส' มาระยะหนึ่ง แต่อย่าถามว่ากี่ปี เพาะคำตอบของเขาอาจจะสร้างความสับสนให้กับทั้งคนที่สงสัยและตัวเขาเองก็ไม่ค่อยแน่ใจในคำตอบของตัวเองมากนัก คุณครูเล่าว่า ปื้ดถูกส่งตัวมาที่นี่ด้วยความผิดด้านยาเสพติด ซึ่งเจ้าตัวตอบได้ว่าคือการ 'ดมกาว' สารระเหยอันตรายที่เป็นภัยต่อการทำงานของสมอง แม้เลิกเสพไปแล้วเป็นปีๆ แต่ฤทธิ์ของมันยังสกัดการคิดอ่านที่ซับซ้อนตามวัย สิ่งซึ่งปื้ดพูดกับเราจึงออกมาจากหัวใจ

"ครูบอกว่าจะมีคนมาสอนขลุ่ย อยากเป่าขลุ่ยเป็น เรียนแล้วสนุก วันเสาร์อาทิตย์อยู่โรงเรียนดูหนัง ปิดเทอมไม่มีคนมารับ อยู่ที่นี่ กินแล้วก็นอน ตอนนี้เป่าขลุ่ย บางทีครูเรียกมาซ้อมขลุ่ย บางทีมีสอนปั้นเซรามิก ปั้นโอ่ง สอนเป็นช่างเชื่อม"

ถามว่าชอบทำอะไรที่สุด ปื้ดตอบว่า "ชอบทำทุกอย่าง ได้ความรู้ เรียนเชื่อม ซ่อมเสาโกล์ดได้ อีกหน่อยจะช่วยคนอื่นได้" แม้จะคุยแบบช้าๆ แต่ฟังดูแล้ว น้องคนนี้ก็กระตือรือร้นดี

ทว่าสำหรับทุกคนที่รู้จักปื้ดพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่านี่คือพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด หลังจากที่เขาได้สัมผัสกิจกรรมด้านดนตรี

"ตอนผมมาสอนแรกๆ และเท่าที่ฟังจากทางโรงเรียน เขาจะนั่งเหม่อทั้งวัน ไม่สนใจอะไร ไม่ดูแลตัวเอง แต่หลังๆ เขากล้าคุย กล้าพูดกับคนอื่นมากขึ้น กล้าพูดในที่สาธารณะ และรับผิดชอบเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้นจนทุกคนแปลกใจ" ครูทอม อัครพล รัตนวงศากุล เล่าถึง 'ปื้ด' ซึ่งเขาใช้เวลาด้วยเป็นพิเศษ เนื่องจากปื้ดเรียนรู้ค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนดนตรีคนอื่นๆ

ส่วนพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นผลขนาดนี้ 'ครูทอม' เชื่อว่า ชั้นเรียนดนตรีน่าจะมีส่วนไม่น้อย ที่ทำให้เด็กได้ฝึกการใช้สมาธิอย่างจดจ่อ ประกอบกับกิจกรรมสันทนาการที่สอดแทรกเข้ามาในทุกชั่วโมงเรียน ฝึกให้พวกเขาได้คิดและตัดสินใจ รวมทั้งมีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนๆ เพิ่มมากขึ้น และแม้จะเคลื่อนตัวช้าไปบ้าง แต่คอนเสิร์ตครั้งนี้ 'ปื้ด' ก็ขึ้นเวทีเป่าขลุ่ยรีคอร์ดเดอร์ได้แบบไม่อายใคร

'ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี' ช่วยฝึกซ้อม

'ครูทอม' เพิ่งสำเร็จการศึกษาสาขาวิชาดนตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และอยู่ระหว่างศึกษาต่อ พร้อมๆ ไปกับมีรายได้จากการเล่นและสอนดนตรี เขาสนใจประกาศรับสมัครครูสอนดนตรีที่บ้านฟ้าใส เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ด้วยหวังจะสั่งสมประสบการณ์ด้านการสอน

"เด็ก 20 คน ตอนแรกก็กลัวว่าเขาจะเป็นกลุ่มเด็ก 'พิเศษ' ที่มีวุฒิภาวะแตกต่างจากเด็กทั่วไป แต่พอสอนจริง เห็นได้ชัดว่าเด็กเขามีความตั้งใจกว่าเด็กทั่วไป เพราะถ้าเป็นเด็กที่ผมเคยสอน โดยเฉพาะชั่วโมงแรกๆ ที่เป็นทฤษฎีดนตรี เด็กจะเบื่อ ไม่ค่อยสนใจ" ครูทอม คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเด็กกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีกิจกรรมหรือสิ่งบันเทิงเริงรมย์ใดมาดึงดูดความสนใจ อีกทั้งการอยู่ 'โรงเรียนประจำ' อาจทำให้เด็กๆ เหงา พวกเขาเลยกระตือรือร้นกับทุกกิจกรรมที่จัดให้

เป็นความเห็นที่ตรงกับ กมลมาศ เจริญสุข นักศึกษาวิชาเอกไวโอลิน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสมาชิกวง ดร.แซ็กเชมเบอร์ออเคสตร้า ที่มาร่วมซ้อมกับเด็กในโครงการของทางมูลนิธิอาจารย์สุกรีฯ เพื่อแสดงคอนเสิร์ตร่วมกัน 'ฟาง' สังเกตว่า แม้เพื่อนๆ น้องๆ เหล่านี้จะไม่ได้มีพื้นฐานด้านดนตรี แต่ทุกครั้งที่มาซ้อมร่วมกัน เห็นได้ชัดว่าทุกคนมีพัฒนาการที่น่าสนใจ

"มาซ้อมกัน 2-3 ครั้ง เห็นน้องๆ มีพัฒนาการขึ้นเยอะ เล่นดีขึ้นขนาดนี้แสดงว่าเขามีความพยายามมากค่ะ" เป็นความเห็นของ 'ฟาง' ในวันซ้อมใหญ่ร่วมกันก่อนขึ้นเวที

วันเดียวกัน ยังมีภาพน่าประทับใจทั้งสำหรับทุกคนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ คือการที่ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี สุดยอดศิลปินเพลงขลุ่ยของไทยได้มาร่วมฝึกซ้อมกับเด็กๆ เพื่อร่วมแสดงด้วยกันในวันจริง

"ผมฟังมาแค่ว่าเขาชวนมาซ้อมกับวง ดร.แซ็กฯ นั่งรถมายังสงสัยว่าทำไมมันไกลนัก พอมาถึง อ้าว เป็นเด็กกลุ่มนี้เหรอ ดีมากเลย เห็นแล้วชื่นใจ" ไม่ใช่แค่เด็กๆ ที่ความตื่นเต้นแสดงออกชัดเจนทั้งในดวงตาและรอยยิ้มที่ได้ซ้อมขลุ่ยอย่างใกล้ชิดกับศิลปินมีชื่อเสียงถึงระดับนี้ ตัวศิลปินเองก็ดูจะดีใจไม่แพ้กันที่ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ทางดนตรีของตัวเองแก่เด็กๆ

'ธนิสร์' บอกว่าเขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกดีๆ ที่ผสานในเสียงขลุ่ยของเด็กบ้านฟ้าใส

ชีวิตเป็นพิษ ดนตรีช่วยบำบัด

โครงการสอนดนตรีที่ 'บ้านปรานี' เริ่มต้นเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ โดยเน้นด้านทฤษฎีและการร้องเพลงประสานเสียง เยาวชนบ้านปรานีอาจมีความต่างตรงประสบการณ์ที่แต่ละคนต้องเผชิญ

'ฝน' ประสบการณ์ร้ายๆ ในช่วงวัยเพียง 18 ปี ราวกับจะกลืนความเป็นเด็กของเธอให้เหลืออยู่แค่ไม่มาก เธอมาอยู่ที่บ้านปรานีตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว และต้องอยู่ต่อไปจนถึงต้นปีหน้าตามคำตัดสินของศาล จากคดีค้ายาเสพติด ..เธอมาจากครอบครัวที่ค้ายาบ้า

หลังจบ ป.6 เธอไม่ได้เรียนต่อ แต่ออกมาหารายได้เร็วๆ จากการเต้นโชว์ ..เธอเที่ยวกลางคืน และใช้ยาบ้า

"แม่บอกว่าใช้ได้ แต่อย่าขาย โดนจับแล้วโทษหนัก" ..แม่ของฝนโดนจับก่อนเธอแค่ไม่กี่เดือน

"เครียด" เป็นทั้งคำบอกเล่าสั้นๆ ถึงความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และเป็นเหตุผลของการร่วมเรียนดนตรีในครั้งนี้ของเธอพร้อมเพื่อนอีก 10 คน

ดนตรีแก้เครียด ฟังแล้วธรรมดา แต่ สุกรี เจริญสุข เจ้าของโครงการบอกว่า นั่นเท่ากับงานของเขาบรรลุเป้าหมายแล้วจนเกินร้อย

"ผมช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้มาก นอกจากสอนดนตรี หวังแค่ให้เสียงเพลงสร้างความอบอุ่นใจ พวกเขาผ่านความบอบช้ำ ทุกข์ระทม อยากให้เขาได้คายพิษภายใน แล้วใส่สิ่งดีๆ เข้าไปแทนที่" สุกรี บอกว่า เขาไม่ได้ตั้งเป้าว่าเด็กจะต้องมีพัฒนาถึงระดับไหน ไม่คาดหวังว่าเด็กต้องมีอาชีพด้านดนตรี แต่วัตถุประสงค์หลักอยู่ที่ให้เด็กๆ มีความสุข ..แค่สักนิดก็ยังดี

เรื่องเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของ 'แจ็ค'  

สำหรับเด็กบางคน เพียงความหวังดีง่ายๆ ที่หยิบยื่นให้ ก็สร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่

เราพูดถึงกรณีของ 'แจ็ค' ซึ่งปีนี้เขาอายุ 17 ปี เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนฟ้าใสวิทยา

'แจ็ค' เล่าถึงเรื่องราวในชีวิตแบบไม่สะดุด เขาดีใจที่มีครูมาสอนขลุ่ยรีคอร์ดเดอร์ เพราะเป็นเครื่องดนตรีชนิดเดียวกับที่เขาเคยเรียนตอนเป็นเด็ก เขาเป็นนักเรียนที่มีความเป็นผู้นำ เคยขึ้นกล่าวปาฐกถาบนเวทีในวัยประถม

ชีวิตดีๆ มาสะดุดเอาตอนที่แม่ของแจ็คเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เขาย้ายโรงเรียนหลายครั้ง ก่อนจะหยุดเรียนตอน ม.1 เพราะพ่อซึ่งทำงานก่อสร้างไม่มีเงินส่งเรียน เรื่องเล่าของแจ็คเริ่มตะกุกตะกักเมื่อถึงช่วงรอยต่อก่อนจะถูกส่งมาที่บ้านฟ้าใส คดีขโมยของเล็กๆ ที่ถูกจับได้ทำให้เขาอับอายและเสียใจ ที่ทำให้พ่อต้องอับอายและเสียใจ ชีวิตที่บ้านฟ้าใสแม้จะมีข้อดีตรงทำให้เขาได้เรียนต่ออีกครั้ง แต่แจ็คบอกว่าเขาเครียด และโรคประจำตัวคือโรคลมชักก็คุกคามเขาอย่างต่อเนื่อง  

แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไป เมื่อแจ็คเริ่มเรียนขลุ่ยรีคอร์ดเดอร์

"สนุก เหมือนได้เพื่อนใหม่ เพื่อนๆ ก็ชอบ ครูไม่มา เราก็ซ้อมกันเอง ไปแกะเพลงสตริงกับเพื่อนที่เล่นกีตาร์"

ตอนนี้แจ็คกลับไปอยู่กับพ่อ โดยมีรายได้เป็นของตัวเองจากการไปทำงานโรงกลึง เขามีความฝันมากมาย เขาอยากเรียนต่อด้านดนตรี หรือจะเอาดีด้านงานช่าง โดยมีดนตรีเป็นงานอดิเรก ..ที่สำคัญเขาไม่เป็นลมชักมาหลายเดือนแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่ได้กินยา

"โครงการมีประโยชน์มากครับ ทำให้เด็กไม่เครียด มีกำลังใจ และเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น" เป็นความคิดเห็นต่องานของผู้ใหญ่ในมุมมองของเด็กอย่าง 'แจ็ค'

..การเมืองดีที่ทุกคนอยากได้ ย่อมต้องมีศักยภาพในการสนองตอบต่อความฝันของเด็กทุกคนด้วยเช่นกัน


เรื่อง : รัชดา ธราภาค

ภาพ : วัชรชัย คล้ายพงษ์

**ฟังเสียงขลุ่ยใสๆ จากอัลบั้มชุด "บทเพลงร้อยเรียงเคียงฝัน" ผลงานเยาวชนบ้านฟ้าใส


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2008, 04:49:39 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #238 เมื่อ: กันยายน 06, 2008, 04:46:07 PM »





4 กันยายน พ.ศ. 2551 01:00:00

รู้ไว้ ไม่รักไม่มา

:ฉันคนหนึ่งแหละที่ไม่ขอพบ 'อาจารย์ใหญ่' ขอใช้อารยะขัดขืนคำสั่งบก. รอสัมภาษณ์นักเรียนอยู่ข้างนอกดีกว่า


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :

-1- ถึงจะอยู่ไกลหลายฟุตกลิ่นสารเคมีแปลกๆ ยังลอยมารบกวนจิตใจให้รู้สึกโหวงเหวงยังไงชอบกล

ขอบอกว่า ฉันใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วเพื่อเลี่ยงมาจาก Open House หรืองานเปิดบ้านของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มักชวนน้องนักเรียนม.ปลายมาดูบรรยากาศ และหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมคือ ทัศนาสรีระของอาจารย์ใหญ่

อาจารย์ใหญ่ที่ว่าเป็น 'ร่างอุทิศ' ที่มอบให้นักศึกษาแพทย์ และนักเรียนด้านวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาการทำงาน โครงสร้าง และอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ร่างของอาจารย์ใหญ่บางท่านไม่ได้มาทั้งองค์ประชุม หมายถึงทั้งร่าง แต่ถูกเชื้อเชิญมาเป็นบางท่อนบางส่วน ซึ่งฉันไม่ได้นึกเดียดฉันท์อะไร เพียงแต่ใจยังไม่พร้อม รออยู่สักพัก ฉันก็ได้ 'เหยื่อ' คนแรก หนุ่มคนนี้มีชื่อเต็มๆ ว่า มงคล ประวัติบริสุทธิ์ หรือ กวง ผู้ซึ่งตั้งใจแน่วแน่มาก ว่าวันนี้ต้องเข้าพบอาจารย์ใหญ่ให้ได้

กวงบอกว่าเขานั่งต่อคิวรอเข้าชมอาจารย์ใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศสายลม และแสงแดดยามเที่ยงอ่อนๆ กลางสนามบาสเกตบอลอยู่ 30 นาที เนื่องจากการเข้าชมอาจารย์ใหญ่เปิดให้เข้าได้รอบละ 250 คน ใช้เวลา 30 นาทีต่อรอบ และมีเพียง 32 รอบสำหรับปีนี้

“ผมว่าถ้าได้ดูอาจารย์ใหญ่ของจริงน่าจะมีประโยชน์ต่อการเรียนวิชาชีวะม.ปลายมาก เพราะเรียนชีวะในห้องมีแค่ภาพจากหนังสือให้ดูเพียงอย่างเดียว ทำให้เราได้แต่ทฤษฎีไม่รู้ในเชิงปฏิบัติมากนัก” กวง ให้เหตุผลพร้อมกับใบหน้าชุ่มเหงื่อ (สงสัยโดนอาจารย์ใหญ่ทำตาเขียวใส่มาแหง)

เขาเคยดูอาจารย์ใหญ่ที่งานจุฬาวิชาการมาก่อนแล้ว แต่ที่อยากเห็นอีก เพราะว่าต้องการดูความหลากหลายที่แต่ละสถาบันคัดสรรมาแล้วว่า 'สุดยอด' เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในอนาคต

กวง บอกว่า เขาอยากเป็นคือ นักวิทยาศาสตร์ประยุกต์ แต่พอเห็นฉันเกาหัวกับทำตาบ้องแบ๊ว เขารีบอธิบายต่อว่าหมายถึงนักเคมีอุตสาหกรรมที่สามารถทำงานได้มากกว่าการคิดค้นสารใหม่ เพราะถ้านักเคมีเฉยๆ คงหางานได้ไม่กว้างนัก ฉันเริ่มสงสัยตัวเองแล้วว่า ตอนอยู่ม.6 นอกจากคิดเรื่องออกเดทแล้ว ฉันเคยเสียเวลาคิดเรื่องพรรค์นี้หรือเปล่า

“แล็บเคมีของมหาวิทยาลัยมหิดล มีอุปกรณ์เยอะมาก เยอะกว่าในห้องเรียนมัธยมของผมมาก เห็นแล้วอยากเรียนมากเลย อุปกรณ์พวกนี้ ผมน่าจะประยุกต์ใช้มันทดลองอะไรได้หลากหลายพอดู” หนุ่มกวงพูดไม่หยุด ฉันว่าน่าจะหายาให้เขากินได้แล้ว

เขาบอกว่า ที่อยากเป็นนักเคมีเพราะเคมีเป็นวิชาที่เรียนเข้าใจมากที่สุด ได้ทดลอง คำนวณ ตีโจทย์ฟิสิกส์ยากๆ ที่สนุก ส่วนชีวะจะยากตรงที่เราต้องจดจำรายละเอียดเกี่ยวกับร่างกายหรือสรีระของสิ่งมีชีวิตเยอะมาก

ก่อนที่ฉันจะขอตัวไปสัมภาษณ์นักเรียนม.ปลายคนอื่น กวงยังพูดไล่หลังมาอีกว่า

“ผมอยากให้วิทยาศาสตร์เข้าใกล้ประชาชนมากขึ้น เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวมนุษย์มากที่สุด เช่น การทานอาหารควรรับประทานชนิดไหน ประเภทไหน โรคไหน ปริมาณเท่าไหร่ โดยบอกเป็นหน่วยที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้มากกว่าคำว่ากิโลแคลอรี ที่ฟังไม่รู้เรื่อง”

ขอบใจมากนะกวง ฉันไปล่ะนะ

-2- ระหว่างมองหาเหยื่อสัมภาษณ์ ราวกับฉันเป็นแมวมองหาดารา ฉันเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมคนสปีชีส์อย่างกวงถึงอยากเรียกสายวิทยาศาสตร์นักหนา ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่คนละ 'ไฟลัม' กับฉัน พอดีสายตาไปสะดุดกับสาวน้อยคนหนึ่ง เห็นตัวอักษรปักที่อกก็เดาได้ว่าเรียนอยู่โรงเรียนศรีอยุธยา

แน็ก-พรรณนิดา นาควิบูลย์วงศ์ นักเรียนม.5 โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ เข้าร่วมกิจกรรมฐานพลังงานความร้อนที่สอนให้ค้นหาพลังงานในขนมกรอบเคี้ยว

แน็กบอกว่า หลังจากร่วมงานเปิดบ้านมหิดลแล้วอยากเรียนเป็นเภสัชกรมากขึ้น แถมยังมีแรงเชียร์จากทางบ้านให้เรียนสายวิทย์-คณิตมาตั้งแต่ม.3

เธอเล่าว่าได้ร่วมกิจกรรมหลายฐานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน ความร้อนของภาควิชาเคมี รู้จักประโยชน์ของน้ำสมุนไพรกับภาควิชาเภสัชวิทยา รู้จักชีวิตนกเงือกกับ โครงการศึกษานิเวศวิทยานกเงือก

แม้แต่อาจารย์ใหญ่กับภาควิชากายวิภาคศาสตร์ เธอก็ไม่พลาด และยังได้ส่องกล้องจุลทรรศน์ดูความน่ารักของอิเล็กตรอนชนิดส่องผ่านด้วย  เห็นแล้วตื่นเต้นมาก เพราะการเรียนจากตำราจะมีรูปค่อนข้างน้อย

“พ่อหนูเรียนจบเคมีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และทำงานกับบริษัทยาแห่งหนึ่งที่กรุงเทพ ทุกคนในบ้านเลยอยากให้หนูเรียนวิทยาศาสตร์ เพราะคิดว่าน่าจะเลือกงานทำได้หลากหลาย และอาจเลือกงานที่ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครด้วย”

แน็กยอมรับว่า การเรียนวิทยาศาสตร์สำหรับเธอ เหนื่อยมาก แต่ลงทุนลงแรงเรียนมาเยอะแล้ว ยังไงต้องเป็นเภสัชกรให้ได้

“หนูอยากเป็นเภสัชกร ไม่อยากนั่งอุดอู้อยู่แต่ในห้องทดลองเพียงอย่างเดียว เพราะบรรยากาศในห้องทดลองมันน่าเบื่อ ต้องจดต้องจำต้องทดลองทำหลายครั้ง กว่าจะสำเร็จ"

พอถามว่า แหล่งความรู้ และข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ของไทยมีมากน้อยแค่ไหน แน็กบอกว่า "น้อยค่ะ ที่เห็นมักเป็นพวกงานวิจัยของต่างประเทศ ส่วนของคนไทยไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก" เธอทำท่าคิดนิดหนึ่ง แล้วพูดกลั้วเสียงหัวเราะว่า

“เอ...หรือข่าวที่หนูอ่านอยู่ยังน้อยเกินไปนะ”

พัฒนาการของวงการวิทยาศาสตร์ไทย ที่แน็กอยากเห็นเป็นอย่างแรก เธอบอกว่า อยากให้ครูวิทยาศาสตร์ที่สอนอยู่ขณะนี้ ถ่ายทอดความรู้เนื้อหาสาระให้ง่ายกว่าที่เป็นอยู่ หรือได้ใกล้เคียงกับโรงเรียนกวดวิชา เพื่อที่เด็กจะได้ไม่ต้องเสียเงินไปเรียนพิเศษ และเวลาพักผ่อนวันหยุด จะได้เอาเวลาไปทำกิจกรรมอื่นที่น่าสนุกบ้าง

“วิทยาศาสตร์ในสังคมไทยทุกวันนี้ทำให้เด็กเครียด ผู้ใหญ่ไม่เคยรู้ว่าเด็กต้องอึดอัดกับกฎเกณฑ์ที่เขากำหนดขึ้นอย่างไรบ้าง เห็นได้จากการสอบเอ็นทรานซ์ ต้องใช้ผลการเรียนสะสม (GPA) ประกอบในการสอบหากเลือกได้หนูอยากให้มหาวิทยาลัยรับสมัครแบบสอบตรงมากกว่าจะได้ลดการแข่งขันในสังคมให้น้อยลง” แน็กเผยความอึดอัดส่วนตัว ยังไงเอาใจช่วยนะคะ

-3- Open House ของคณะวิทยาศาสตร์เปิดให้นักเรียนม.ปลาย ใจมุ่งมั่นเข้าชมมาหลายครั้งแล้ว และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 16 แล้ว น่าแปลกที่น้องนักเรียนม.ปลายหลายคนไม่ได้มาเป็นครั้งแรก

เกมส์-อภิสิทธิ์ นาคดี นักเรียนม.6 โรงเรียนไทรน้อย นนทบุรี บอกว่า เขาร่วมกิจกรรมเปิดบ้านคณะวิทยาศาสตร์ มหิดล มา 3 ปีแล้ว นั่นแปลว่า เขามาเยี่ยมชมกิจการตั้งแต่อยู่ ม.3

ท่าทางหนุ่มเกมส์จะชอบต้นไม้ พืชสวน พืชดอกเป็นพิเศษ และทุกครั้งเขาจะใช้เวลาชมกิจกรรมของภาควิชาพฤกษศาสตร์ ที่แต่ละปีจะนำไม้ดอกไม้ประดับพันธุ์แปลกๆ มาให้เด็กได้เรียนรู้เสมอ

เกมส์บอกว่าในปีนี้เขาได้รู้จักกับดอกพิงกุย ซึ่งเป็นดอกไม้ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากเม็กซิโก ดอกซาราซินีนางงามจากอเมริกาที่คล้ายกับกล้วยไม้พันธุ์รองเท้านารีขึ้นชื่อของไทย ต้นกาบหอยแครงที่กินแมลงเป็นอาหาร ต้นช้อยนางรำซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้หลังจากรับสิ่งเร้าในสิ่งแวดล้อม

นอกจากพืชหลากชนิดแล้ว เขายังได้รู้จักกับรถพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งยึดพื้นที่ใต้ถุนตึกกลมเคียงคู่กับนิทรรศการแสดงความสามารถของพืชตระกูลถั่วสกัดเป็นพลังงานทดแทนอีกด้วย

แต่ปีนี้ เกมส์ไม่ได้ดูอาจารย์ใหญ่ เพราะดูมาแล้ว 2 ปี จนเกือบจำชื่อของอาจารย์ใหญ่ที่นำมาเป็นโมเดลได้ และที่สำคัญเขาคิดว่าการดูอาจารย์ใหญ่ซึ่งใช้เวลาถึง 30 นาทีมันนานเกินไปทำให้เสียเวลาที่จะไปดูกิจกรรมอื่นๆ

“กิจกรรมที่ผมอยากร่วมมากที่สุด จะเป็นคณะสัตวแพทย์ เพราะผมอยากเป็นสัตวแพทย์ อยากเปิดร้านรับรักษาและติดต่อหาเจ้าของให้หมาที่ถูกทอดทิ้ง"

แต่เกมส์ก็ต้องผิดหวังซ้ำถึง 3 ปี เนื่องจากทางภาควิชาไม่เปิดบ้านให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม ได้แต่มองผ่านกระจกประตูหน้าห้องเห็นเพียงกระต่ายและหนูสีขาวอยู่ในกรงเท่านั้น

ใครว่าเรียนวิทย์ยากเย็นแสนเข็ญ แต่เกมส์ บอกว่า สนุก โดยเฉพาะวิชาชีววิทยา เนื่องจากครูที่สอนอยู่ที่โรงเรียนตอนนี้สอนเข้าใจง่าย เด็กเรียนด้วยแล้วสนุก และยังมีจัดชมรมสมาร์ทแคมป์ติวเข้มเตรียมเอ็นทรานซ์หลังเลิกเรียนแทบทุกวัน และยังมีการจับกลุ่มติวกันเองในหมู่เพื่อนอีกด้วย

“โอกาสสอบติดในคณะสัตวแพทย์ในใจผมตอนนี้มี 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะผมเตรียมพร้อมค่อนข้างดีทั้งติวกับเพื่อน ทั้งเรียนพิเศษ แต่หากเอ็นฯไม่ติดก็อาจจะเลือกเรียนในคณะมนุษยศาสตร์หรือสถาปัตย์ไปเลย เพราะส่วนตัวแล้วก็มีพื้นฐานภาษาจีนและชอบด้านงานศิลป์ไม่แพ้การเป็นแพทย์” เกมส์ กล่าว

-4- แพร-ศศินันท์ จรรยา นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรเคมีวิเคราะห์และเคมีอินทรีย์ประยุกต์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า กิจกรรมเปิดบ้านมหิดลจะมีขึ้นทุกปี เพื่อเน้นให้นักเรียนมัธยมได้เข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งค้นหาตัวเองจากการฟังคำแนะแนวจากปากรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ก่อน และบอร์ดนิทรรศการ

ภายในงานจะมีกิจกรรมและแนะนำหลักสูตรการเรียนของแต่ละคณะไว้ให้น้องมัธยม และครูที่พานักเรียนมาศึกษาอย่างเต็มที่ถึง 13 คณะ ได้แก่ กายวิภาคศาสตร์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เคมี จุลชีววิทยา ชีวเคมี ชีววิทยา เทคโนโลยีชีวภาพ พยาธิชีววิทยา พฤกษศาสตร์ ฟิสิกส์ เภสัชวิทยา และสรีรวิทยา

“กิจกรรมทั้งหลายหากน้องๆ เกิดความรู้สึกร่วมที่จะทำ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเอง เพราะเขาจะได้รับความรู้เต็มสมอง และความสนุกเต็มกำลัง แต่สำหรับคนจัดงานแล้วมีความตั้งใจล้นเหลือที่จะให้ข้อมูลชี้แนะให้น้องเลือกเรียนในทางที่ถูกใจ” แพร อธิบาย

แพร เล่าว่า สำหรับตัวเธอได้เรียนวิทยาศาสตร์ต่อเนื่องมาได้จนทุกวันนี้ เพราะสอบชิงทุนจากโครงการส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่ตอนขึ้นม.3

“เราตั้งธงว่าจะเรียนเคมี เพราะเราชอบเคมี มันทำให้เรารู้จักสารละลายมากมายหลายจำพวก รวมทั้งสามารถแยกสารได้เองว่ามันเป็นสารอะไร และต้องใช้วิธีไหนจึงจะแยกได้ดีที่สุด ” แพร กล่าว

ปัญหาที่เจอหลังเรียนมาจนถึงปี 1 ปริญญาโทในตอนนี้คือ เรื่องของภาษาอังกฤษที่ต้องใช้ในการเรียน เพราะการเรียนชั้นนี้จะต้องศึกษางานวิจัยจากต่างประเทศให้มากยิ่งกว่าช่วงเรียนระดับปริญญาตรี เพื่อทำวิทยานิพนธ์ให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด

ก่อนหน้าที่จะมาเรียนต่อปริญญาโท แพร เล่าว่า เธอได้ทำหน้าที่เป็นครูใช้ทุนอยู่ 2 ปีที่โรงเรียนบ้านโคกขมิ้น อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ โดยสอนวิทยาศาสตร์ให้แก่นักเรียนม.ต้น

“ช่วงที่เราสอนอยู่ 2 ปีทำให้เรารู้เลยว่าสิ่งที่เราเรียนมาใช้งานได้จริงน้อยมาก ครูที่สอนอยู่ในสังคมแห่งความเป็นจริงไม่ได้จบมาในสายวิทยาศาสตร์โดยตรง และเด็กไทยยังอ่อนในด้านวิทยาศาสตร์กันเป็นส่วนใหญ่” แพร เล่าถึงประสบการณ์ที่เธอเจอ

การสอนเด็กตอนนั้นเป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด แพร บอก เพราะต้องรบกับเด็กที่คอยแต่จะโดดเรียน ไม่ตั้งใจฟังเวลาสอน เนื่องจากพื้นฐานในด้านวิทยาศาสตร์มีน้อยประกอบกับนิสัยส่วนตัวของเด็กก็ไม่มีความกระตือรือร้น

“หากครูที่มาสอน มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์โดยตรง เด็กจะเรียนเข้าใจได้ง่าย และสนุก เพราะวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าค้นหาอยู่แล้ว อย่างน้อยคนที่เป็นครูก็จะมีความสุขกับการได้ถ่ายทอดความรู้ที่เขาได้สั่งสมมาหลายปีเช่นกัน”

แพรเล่าถึงความใฝ่ฝันของตัวเองให้ฟังอีกว่า สำหรับตัวเธอแล้วอยากที่จะเรียนวิทยาศาสตร์จนถึงระดับดอกเตอร์ และมาสอนนิสิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาชาติ เพราะเชื่อว่าการที่สังคมไทยมีคนเรียนวิทย์มากขึ้น จะช่วยให้ในสังคมมีหลักการคิดที่เป็นเหตุเป็นผลในการตัดสินใจขึ้นด้วย


: กานต์ดา บุญเถื่อน








27 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

ทิ้งท้ายโอลิมปิก

:หลังจากธงห้าห่วงถูกส่งต่อให้กับ บอริส จอห์นสัน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน เท่ากับว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่กรุงปักกิ่งได้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ความยอดเยี่ยมของสาธารณรัฐประชาชนจีนทั้งในฐานะเจ้าภาพ และเจ้าเหรียญทอง ที่ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างสหรัฐอเมริกาถึง 15 เหรียญนั้น เราคงไม่อาจมองข้ามปัจจัยสำคัญเรื่องการเตรียมความพร้อมของนักกีฬา โดยเฉพาะความรู้สาย 'วิทยาศาสตร์การกีฬา'...กุญแจดอกสำคัญสู่เหรียญทอง 

สายวิทย์พิชิตศึก

"ทั้งจีน และสหรัฐต่างมีการเตรียมทีมมาไม่ต่ำกว่า 4 - 6 ปี" ดร.สุวัตร สิทธิหล่อ ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (สวฬ.) ให้ความเห็นถึง 'โนฮาว' สำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการแข่งขันระดับนานาชาติ นอกจากสรีระทางธรรมชาติของนักกีฬาเอง การฝึกซ้อม และโภชนาการ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญ และทั้งหมดถูกจัดอยู่ในหมวด 'วิทยาศาสตร์การกีฬา'

"วิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับการพัฒนาตนเองให้มีความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ และพร้อมสำหรับการแข่งขัน กีฬาต่างชนิดก็จะใช้โปรแกรมการฝึกซ้อมที่ไม่เหมือนกัน อย่างยกน้ำหนัก การสร้างกล้ามเนื้อถือเป็นสิ่งสำคัญ คือ เวทเทรนนิ่ง แข็งแรงอย่างเดียวไม่ได้ นักกีฬาอิหร่านตัวก็ไม่ได้ใหญ่แต่สามารถยกน้ำหนักมากๆ ได้ นั่นคือความสมดุลของร่างกาย และความเร็วในการเหวี่ยงน้ำหนักให้ตัวเข้าไปอยู่ใต้คาน เป็นหลักชีวกลศาสตร์"

ที่เห็นชัดๆ อีกแขนงหนึ่งก็คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วย 'จิตวิทยาการกีฬา' หลายคนคงคุ้นกับประโยคว่า "จิตเป็นนาย...กายเป็นบ่าว" ...นักกีฬา ก็เช่นกัน ถึงแม้จะฟิตซ้อมมาดีแค่ไหน ร่างกายแข็งแกร่งเพียงใด แต่ถ้าไม่สามารถควบคุมสภาพจิตใจ ในนาทีสำคัญได้ ก็ยากที่จะก้าวไปถึงระดับ 'ความเป็นเลิศ' ของการเล่นกีฬา

  เมื่อ 20 ปีที่แล้ว วิทยาศาสตร์การกีฬา ว่าด้วยจิตวิทยาการกีฬา เริ่มมีการตื่นตัวกันอย่างจริงจังในระดับโลก รวมถึงประเทศไทย นับตั้งแต่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 1988 ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ 

 ศ.ดร.สมบัติ กาญจนกิจ นักวิชาการสำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าให้ฟังว่า สมัยนั้น เริ่มมีการนั่งทำสมาธิก่อนการแข่งขัน และในเมืองไทย เริ่มมีการตื่นตัวนำศาสตร์ด้านจิตวิทยา มาใช้พัฒนาวงการกีฬาอย่างเป็นระบบ นอกเหนือจากการให้ความสำคัญกับการฝึกซ้อมของโค้ช เช่น ในกีฬายกน้ำหนัก,มวย, จักรยาน, และ แบดมินตัน

 "เช่น นักกีฬายกน้ำหนัก จะมีการใช้เพลง ดนตรี หรือให้นักกีฬาเต้นบัลเล่ต์ เพื่อผ่อนคลายความเครียด ตามทฤษฎีจิตวิทยาการกีฬา จะมีศัพท์ที่เรียกว่า Flow Stage คือ ภาวะสมดุลทางจิตใจที่นักกีฬา ไม่เครียดและไม่ผ่อนคลายจนเกินไป ภาวะนี้จะเป็นภาวะที่ทำให้สามารถแสดงศักยภาพทางกีฬาได้สูงสุด " ศาสตร์นี้มีสหรัฐและรัสเซียเป็นต้นตำรับ

 หนึ่งในคำอธิบายของหลายๆ ปรากฏการณ์ในเกมโอลิมปิก 2008 ที่ปักกิ่ง จึงมีเรื่อง 'พลังใจ' เข้ามาเป็นแรงขับดัน

เป็นอีกคำตอบหนึ่งว่า ทำไม ราชินี 'กระโดดค้ำถ่อ' จากรัสเซีย เยเลน่า ไอซินบาเย ถึงทำลายสถิติโลกครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะอะไรฉลามหนุ่ม ไมเคิล เฟลป์ส จากสหรัฐ จึงคว้า 8 เหรียญทองรวดในโอลิมปิกเพียงครั้งเดียว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักกีฬาเหล่านี้ มีความมุ่งมั่นสูงมาก

นักกีฬาที่ประสบความสำเร็จหลายคน จะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ Mental Toughness หรือ ความแข็งแกร่งด้านจิตใจ

 ศ.ดร.สมบัติ บอกว่า กรณีความสำเร็จของ สมจิตร จงจอหอ นักชกเหรียญทองโอลิมปิกคนล่าสุดของไทย ก็เช่นกัน โดยทั่วไปถ้าอายุ 27 ปี ถือว่าเต็มที่แล้วสำหรับนักมวย แต่สมจิตร ถือเป็นข้อยกเว้น เพราะอายุล่วงเข้า 33 ปีแล้ว แต่ใจยังสู้ และมีพลังความมุ่งมั่นในตัวสูง บนเส้นทางที่ต้องรอคอยมายาวนานถึง 12 ปี

"การกลับมาของสมจิตร เป็นเคสที่น่าสนใจทางด้านจิตวิทยาอย่างมาก เพราะต้องยอมรับว่า ความฟิต หรือสมรรถนะของร่างกาย อาจมีข้อจำกัดเรื่องอายุ แต่เรื่องความแข็งแกร่งของจิตใจ อาจจะขึ้นมาถึงระดับสูงสุด และมีวิธีในการตั้งเป้าหมายแบบชนะทีละเกม มองเป้าหมายระยะกลาง ระยะยาว หลายคนคาดไม่ถึงว่า สมจิตร จะกลับมาเจิดจรัสได้อย่างนี้ แต่ในที่สุดเขาก็ทำได้"

3 กีฬา มา 4 เหรียญ 

ผลงาน 2 เหรียญทอง 2 เหรียญเงินของไทย ที่ได้จากกีฬายกน้ำหนัก เทควันโด และมวยสากลสมัครเล่นนั้น นอกจากการปลุกกระแสความสนใจในชนิดกีฬาให้เพิ่มขึ้นอย่างมากแล้ว ยังมีวลีตลกร้าย "เพราะคนไทยทำอะไรเป็นทีมไม่ได้" พ่วงท้ายมาให้พอเจ็บๆ คันๆ

จะใช่หรือไม่นั่นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะในสายตาผู้รู้ทั้งหลายต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า กีฬาที่อาศัยรูปร่าง และโครงสร้างร่างกายเข้ามาเป็นส่วนประกอบโชคมักไม่ค่อยเข้าข้างนักกีฬาไทยเท่าไหร่

ดร.สุวัตร บอกว่า ชนิดกีฬาที่นักกีฬาไทยจะมีเปอร์เซ็นต์เบียดขึ้นไปคว้าเหรียญรางวัลมาให้แฟนๆ ได้ชื่นใจนั้นต้องไม่เข้าข่าย 3 ปัจจัยเบื้องต้น เพราะความเสียเปรียบในเรื่องโครงสร้างร่างกายจะส่งผลค่อนข้างมาก

"กีฬาที่เราสามารถสู้เขาได้แน่ๆ คือกีฬาที่ไม่เสียเปรียบรูปร่าง หรือกีฬาที่จำกัดน้ำหนัก อย่างมวยสากล ยกน้ำหนัก เทควันโด ยูโด และมวยปล้ำ ปัจจัยต่อมาคือต้องไม่เกี่ยวกับโครงสร้าง อาทิ ยิงปืน ยิงธนู ยิงเป้าบิน ถ้ามีการฝึกที่ดีก็ไม่มีปัญหา ส่วนกีฬาที่อาศัยสมรรถนะของร่างกายอย่างการวิ่งมาราธอน หรือการวิ่งระยะกลางก็พอมีลุ้นอยู่ แต่ถ้าเป็นการวิ่งระยะสั้น หรือกรีฑาประเภทลาน ขว้าง ทุ่ม พุ่ง กระโดด หรืออาศัยแรงปะทะ ลุ้นยาก เพราะเราเสียเปรียบเรื่องโครงสร้าง"

ในสายตา ดร.สุวัตร แบดมินตันเป็นกีฬาอีกชนิดที่คนไทยยังพอมีหวัง หลังจากอินโดนีเซียขึ้นแท่นแชมป์ไปแล้ว   

"มวยปล้ำหญิงยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายเท่าไหร่ แต่ก็เป็นอีกหนึ่งความหวังได้เหมือนกัน หรือกีฬาที่ใช้เท้าอย่างวูซู เรือพายกับเรือใบนี่ก็ยังไม่แน่ใจ เพราะมันต้องขึ้นอยู่กับจังหวะและแรง ส่วนขี่ม้านี่ถ้าฝึกให้เยอะๆ ก็มีโอกาส ธนูก็เหมือนกัน กระโดดน้ำนี่น่าจะลุ้นได้เลยเพราะเราตัวเล็กได้เปรียบอยู่แล้ว" สำหรับกีฬาที่ความหวังค่อนข้างริบหรี่ คือชนิดที่ใช้ทีมเวิร์ก เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล และแฮนด์บอล เพราะข้อจำกัดเรื่องรูปร่าง และแรงปะทะ

"วอลเลย์บอลก็พอมีลุ้นอยู่บ้างแต่ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบคู่แข่งในระดับนานาชาติ เราอาจจะได้ในระดับเอเชีย เพราะเราโครงสร้างไม่ดี และเกี่ยวกับความสามารถเฉพาะตัวด้วย"

อีกประเด็นสำคัญที่ดร.สุวัตรคิดว่าไม่ควรมองข้าม คือ ระบบการทำงานที่ชัดเจน รวมทั้งการวางแผนในระยะยาว

"การเตรียมตัวสำหรับโปรแกรมการแข่งขันในระดับต่างๆ ถือว่าสำคัญ เราควรเตรียมนักกีฬาที่จะลงแข่งขันในระดับต่างๆ ให้ชัดเจน คือถ้าจะส่งนักกีฬาโอลิมปิก ก็ต้องมองข้ามชอต ซีเกมส์ และเอเชี่ยนเกมส์ไปเลย ต้องมีการจัดเวลาฝึกซ้อม พักผ่อน แข่งขัน ต้องมีการรักษาร่างกายนักกีฬาให้พร้อมตลอด ไมเคิล เฟลป์ส นักว่ายน้ำ 8 เหรียญทอง เขามองถึง ลอนดอน 2012 แล้ว ดังนั้นมันต้องชัดเจนตลอดระยะเวลา 365 วัน ระยะเวลาจึงเป็นเรื่องจำเป็น การแข่งขันครั้งนี้เราต้องยอมรับว่าเวลามีน้อย เราใช้เวลาเตรียมนักกีฬาเพียง 3 เดือนเท่านั้น ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เขาทำกัน 4-6 ปี"

อุปสรรคสำคัญอีกอย่างก็คือปริมาณนักวิทยาศาสตร์การกีฬาของไทยที่ไม่ค่อยเพียงพอ และครอบคลุมทุกสาขา ซึ่งในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์การกีฬาคนหนึ่งหวังว่า อีก 4 ปี ข้างหน้า เขาจะเห็นกีฬากับวิทยาศาสตร์ทำงานกันเป็นทีมเวิร์กมากขึ้น   

'อัดฉีด' นานาชาติ

เหรียญเงิน 10 ล้าน เหรียญเงิน 6 ล้าน เงินอัดฉีดจากภาคเอกชนอีกไม่ต่ำกว่า 3 เจ้า (แถมยกเว้นภาษีอีกต่างหาก) รถ พรีเซนเตอร์สินค้า ฯลฯ เป็นลิสต์รางวัลเบื้องต้นที่นักกีฬาไทย 2 เงินและ 2 ทองแดงจะได้รับ

 แต่ถ้าคุณคว้าเหรียญทองให้ทีมชาติสหรัฐอเมริกา คุณจะได้เงินเหนาะๆ 25,000 ดอลลาร์ (ราว 850,000 บาท) และการเซ็นสัญญาต่างๆ นานา อีกหลายล้าน แต่ถ้าได้เหรียญเงิน ก็จะได้ 15,000 ดอลลาร์(ราว 510,000 บาท)  เหรียญทองแดง 10,000 ดอลลาร์ (ราว 340,000 บาท)

ส่วนนักกีฬาจีนที่ได้เหรียญทองจะได้เงิน 350,000 หยวน (ราว 1.75 ล้านบาท)  ซึ่งเพิ่มขึ้นจากผู้ที่ได้เหรียญในโอลิมปิกเอเธนส์เมื่อ 4 ปีก่อนที่ได้รับเพียง 200,000 หยวนหรือราว (1 ล้านบาท)

ที่ฟิลิปปินส์ ถ้าคว้าเหรียญทองกลับบ้านได้ รัฐบาลกับเอกชน อัดฉีดให้เหรียญละ 9.5 ล้านเปโซ หรือกว่า 7 ล้านบาท

แต่ถ้าคุณเป็นนักกีฬาเทควันโดเหรียญทองแดงจากอัฟกานิสถาน อย่าง Rohullah Nikpai นักกีฬาชาวอัฟกันคนแรก ที่คว้าเหรียญโอลิมปิกได้ คุณจะได้บ้านหลังใหม่ในเมืองหลวง กรุงคาบูล จากประธานาธิบดี Hamid Karzai เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้โตโยต้าซีดานป้ายแดงมาขับเล่นๆ กับ เงินสดไปกอดอุ่นๆ อีก 20,000 ดอลลาร์จากนักธุรกิจเจ้าของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในอัฟกานิสถาน

ในมหกรรมการไล่ล่าเหรียญอย่างดุเดือด หลายๆ ประเทศเลือกให้ 'เงินรางวัล' เป็นกำลังใจชั้นเยี่ยมแก่ความพยายาม อุตสาหะของนักกีฬา ที่นำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศ นักกีฬาบางคนบอกว่า เงินที่ได้ถือเป็นรางวัลจากการฝึกซ้อม เสียสละ ที่ค่อนข้างจะดีเลย์ไปมากโข โดยเฉพาะในประเภทกีฬาที่ค่อนข้างลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ค่อยจะมีอนาคต

"ถ้าถามผม รางวัลในรูปแบบเงิน บ้าน สำคัญมากต่อนักกีฬาอัฟกานิสถาน" Nikpai อดีตช่างเครื่องยนต์ในกรุงคาบูล ก่อนจะผันตัว ทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับกีฬาเทควันโด

"ทั่วโลก การกระตุ้นนักกีฬาด้วยวิธีการแบบนี้ มันสำคัญมาก ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นเลยในอัฟกานิสถาน ผมคิดว่าเรา(รัฐบาล)ควรจะทำให้มากกว่านี้"

 ตัดภาพไปที่สหรัฐ ก่อนโอลิมปิกจะเปิดฉาก นักกีฬาอเมริกันโควตาโอลิมปิก ได้รับทั้งเบี้ยเลี้ยงรายเดือน ที่พัก อาหาร และงบประมาณการใช้ชีวิตทุกอย่าง ซึ่งการสนับสนุน แบบนี้เท่ากับเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและแรงขับไปในตัว

"นักกีฬาเกือบทั้งหมด เงินไม่ใช่เหตุผลหลักในการได้มาซึ่งเหรียญทอง แต่เพราะสัญชาตญาณนักสู้ที่มีอยู่ในตัว กับการงัดศักยภาพของตัวเองมาใช้ได้อย่างเต็มที่ในฐานะนักกีฬาคนหนึ่ง" Darryl Seibel โฆษก คณะกรรมการโอลิมปิก ของสหรัฐ ว่าไว้

รวมถึง Henry Cejudo นักมวยปล้ำเหรียญทองสหรัฐ  ที่คว้าชัยมาแบบพลิกความคาดหมาย

Cejudo บอกว่า เหรียญทองของเขา ไม่มีอะไรมากไปกว่า 'ชัยชนะส่วนตัว'

"ผมไม่รู้กระทั่งว่า เหรียญที่คล้องคอผมอยู่นี่ มันมีค่ามากแค่ไหน ผมรู้แค่ว่ามันร้อน และภายในพื้นที่สี่เหลี่ยม(สนามแข่งขัน) ผมแค่ต้องการโชว์ให้โลกเห็นความสามารถของผมเท่านั้น" ส่วนเงินรางวัล เขาบอกสั้นๆ แค่ว่า "ก็ดี" ได้ข่าวมาว่าตอนนี้ นักมวยปล้ำวัย 21 กำลังเนื้อหอมในหมู่ตัวแทน (เอเยนต์) ทั้งหลายมาก

แตกต่างจาก Nikpai อดีตช่างเครื่องยนต์ที่กลายมาเป็นฮีโร่เพียงชั่วข้ามคืน เขาถือเป็น 'ความสุข' ก้อนใหญ่สำหรับประเทศเจนศึกสงคราม เพื่อนร่วมชาติจดจ่อดูชัยชนะของเขาทางทีวี และได้รับสายแสดงความยินดีจากประธานาธิบดี Karzai

Nikpai ที่เดิมอาศัยอยู่กับพี่ชาย พอรู้ว่าได้บ้านเป็นรางวัล ซึ่งเจ้าตัวก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของเมืองหลวง และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับบ้านใหม่หลังนี้  แต่ที่แน่ๆ เขาวางแผนไว้แล้วว่า อีก 4 ปีข้างหน้า เขาจะคืนสนามอีกครั้ง เพราะเขาอยากรู้ว่าถ้าได้เหรียญเงินมา เขาจะได้อะไรอีกบ้าง

.......................................

(หมายเหตุ : เนื้อหาส่วนหนึ่งจาก McClatchy Newspapers โดย JACK CHANG)

: ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี,ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #239 เมื่อ: กันยายน 06, 2008, 05:31:36 PM »





4 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

วิบากกรรมร้านทอง

:ทองราคาพุ่ง แต่ทำไมร้านทองไม่ได้ประโยชน์ แถมยังต้องเผชิญเคราะห์ซ้ำกรรมซัดนานาประการ นายกสมาคมค้าทองคำ ตอบได้..


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : “เสียทองเท่าหัว  ไม่ยอมเสีย...ให้ใคร” คำคำนี้อาจใช้ไม่ได้กับยุคสมัยนี้ ที่ราคาทองคำในปัจจุบัน ทำสถิติทะลุ 16,000 บาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ต่อมาจะลดระดับมาอยู่ที่ประมาณ 15,000 กว่าบาท ก็ยังถือว่าราคาสูงมากอยู่ดี

จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี เจ้าของร้านทองจินฮั้วเฮง ในฐานะนายกสมาคมค้าทองคำ ในฐานะผู้คว่ำหวอดในวงการค้าทองคำย่านเยาวราช มาไม่ต่ำกว่า 50 ปี และเป็นคนแรกที่มีแนวคิดติดแอร์ร้านขายทองคำ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าร้านแรกในถนนสายมังกร จนกลายเป็นโมเดลร้านค้าทองคำในปัจจุบัน ที่ต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี มีมาตรฐาน และตอบสนองความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นระดับกลาง ระดับล่าง หรือแม้แต่ในระดับบน

จิตติเล่าว่า เมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว ราคาทองคำอยู่ที่บาทละ 300-400 บาท ขณะที่คนทำงานทั่วไปหรือข้าราชการเงินเดือน อยู่ที่ประมาณ 1,200 บาท ก็สามารถซื้อทองคำเป็นเครื่องประดับ หรือเป็นการออมเงินผ่านการซื้อทองคำได้ไม่ยากนัก ว่ากันว่าสามารถเก็บสะสมทองได้เดือนละ 1 บาทเลยทีเดียว...

ในอดีต จิตติ บอกว่า คนไทยส่วนใหญ่จะเน้นซื้อทองคำรูปพรรณเป็นเครื่องประดับ คิดเป็นสัดส่วน 95 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ทองคำแท่งมีการซื้อสะสมเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

สิ่งนี้สะท้อนอะไร ?

"แสดงให้เห็นว่าทองคำเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการออมของคนในระดับกลางและล่าง ขณะที่คนในระดับสูงในช่วงก่อนหน้าไม่ได้ลงทุนผ่านทองคำมากนัก"

นั่นจึงทำให้เห็นบรรยากาศในช่วงก่อนหน้า ร้านทองในย่านเยาวราชยุคก่อนๆ จะเปิดร้านโล่ง ไม่มีการติดแอร์ ไม่เหมือนในปัจจุบันที่มีตู้กระจกรายล้อม เพื่อป้องกันฝุ่นเกาะทอง หรือติดแอร์เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าขณะเลือกซื้อทองคำ...

พฤติกรรมการซื้อทองของคนไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อราคาทองคำมีการปรับตัวสูงขึ้น การเคลื่อนไหวราคามีความผันผวน ทำให้ตลาดทองคำเริ่มกลายสภาพเป็นตลาดเก็งกำไร ที่สำคัญราคาที่ปรับตัวสูง ทำให้กำลังซื้อของคนในระดับกลางและล่างลดลงตาม

ขณะเดียวกันตลาดหุ้นที่มีความผันผวน ก็เป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนหันมาเก็งกำไรผ่านทองคำมากขึ้น เห็นได้จากสัดส่วนการลงทุนผ่านทองคำแท่งในปัจจุบัน เพิ่มเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ทองคำรูปพรรณอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

โจรชุกบุกปล้น เคราะห์ซ้ำร้านทอง

ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่า ร้านทองกลับไม่ได้รับอานิสงส์ใดๆ ซ้ำกลายเป็นเหยื่อของบรรดามิจฉาชีพ...บุกปล้น ให้เห็นเป็นข่าวหน้าหนึ่งตามหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน แม้หลายร้านจะปรับตัวด้วยการเสริมกรงรั้ว เหล็กดัด ติดกล้องวงจรปิดเพิ่ม ขอกำลังตำรวจมาช่วยนั่งเฝ้า ไปจนถึงการแห่ฝึกอาวุธกันเป็นเรื่องเป็นราวของเถ้าแก่ร้านทอง

หากเราเดินเข้าร้านทอง...หันซ้ายแลขวา ต้องมองเห็นกล้องวงจรปิด ที่ร้านค้าติดไว้เพื่อป้องกันขโมย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับร้านทอง แต่ที่ไม่ปกติในปัจจุบันคือ...ไม่เฉพาะในร้านที่ติดกล้อง แต่ต้องเพิ่มจำนวนเพื่อกระจายติดให้ทั่วบริเวณหน้าร้าน

'จิตติ' บอกว่า เฉพาะร้านจินฮั้วเฮง สำนักงานใหญ่ ของเขาเอง ล่าสุดติดกล้องวงจรปิดทั้งในและนอกร้านกว่า 20 ตัว รวมทั้งมีตำรวจนั่งเฝ้าประจำตามปกติ

“ต้องเห็นใจร้านค้าทองคำในต่างจังหวัด เจอปล้นบ่อยครั้งมากในปัจจุบัน บางรายก็ต้องปรับตัวด้วยการใส่ลูกกรงเหล็ก ติดสัญญาณกันขโมย เพื่อป้องกัน เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี จึงมีการก่ออาชญากรรมปล้นร้านทองกันมากขึ้น”

นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า มีบ้างที่ร้านทองคำ ซื้อกรมธรรม์ร้านทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการถูกปล้น แต่ในส่วนนี้ก็มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะต้องยอมรับว่าเงื่อนไขการทำกรมธรรม์มีหลักเกณฑ์ ที่ค่อนข้างยุ่งยาก ทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิยมจากสมาชิกมากนัก แม้จากสมาคมประกันภัยจะพยายามส่งเสริมให้มีการทำประกันภัย

อวสานช่างทอง?

ไม่เพียงไม่ได้ประโยชน์จากยอดซื้อที่ลดต่ำลง อันเนื่องมาจากราคาทองที่สูงสวนทางกับสตางค์ในกระเป๋าของผู้บริโภคที่ถูกใช้ไปกับค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นรอบด้าน ในทางกลับกัน ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงเดือนมีนาคม ซึ่งราคาทองคำปรับตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทองคำแท่งขายออกแตะบาทละ 15,200 บาทต่อน้ำหนักทองคำหนึ่งบาท ยังส่งผลให้เกิดกระแสตื่นทองคำออกมาขายจนร้านทองคำ รับซื้อคืนไม่หวาดไม่ไหว

โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าเกษตรกร น่าแปลกที่เห็นบรรดารัฐมนตรีต่างออกมาโพนทะนาความสามารถของตัวเองว่ารัฐบาลเป็นผู้ผลักดันให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น และไทยจะเป็นอภิมหาอำนาจข้าว... เกษตรกรตาดำๆ เคลิ้มตามได้ไม่กี่วัน ก่อนจะพบว่าท้ายที่สุดแล้วคนที่ร่ำรวยกลายเป็น 'พ่อค้าคนกลาง' โดยรายได้ไม่ได้ตกถึงมือเกษตรกรชาวไร่ชาวนาแต่อย่างใด ข้อมูลจากนายกสมาคมค้าทองคำยืนยันว่า ยอดขายทองคำรูปพรรณ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมามีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นคนระดับกลางและล่าง รวมทั้งกลุ่มชาวไร่ชาวนา แทบไม่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดยังไม่สิ้นสุดแต่เพียงแค่นี้... เมื่อกระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขดุลการค้าในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์...นับตั้งแต่ปี 2546 เนื่องจากมีการนำเข้าน้ำมันและทองคำ เป็นจำนวนมาก พ่อค้าทองคำต้องตกเป็นจำเลยว่าเป็นตัวการ 'เก็งกำไร' และทำให้ไทยประสบปัญหาการขาดดุลการค้า

นายกสมาคมค้าทองคำ ยืนยันปัญหาที่เกิดขึ้นกับธุรกิจค้าทองคำในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ว่า นอกจากพ่อค้าทองคำไม่ได้ประโยชน์ แต่กลับต้องเผชิญสารพัดปัญหาแล้ว พฤติกรรมของคนที่ซื้อทองคำที่เปลี่ยนแปลงไป ยังส่งผลลบ กระทบไปถึงอาชีพ 'ช่างทอง' ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ให้ต้องตกงานกันเป็นทิวแถว

“ในช่วงก่อนหน้านี้ 'ช่างทอง' ทั่วประเทศมีประมาณ 2 แสนคน ตอนนี้ผมว่าน่าจะเหลือไม่เกิน 1 แสนคน ช่างทองอยู่ไม่ได้ เพราะยอดขายทองคำรูปพรรณตก และช่างทองก็ไม่มีเงินเดือนประจำ ก็ต้องเลิกอาชีพนี้ไป”

ทิ้งหุ้น แห่ลุ้นทอง

แม้ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงจะทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง... แต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาเล่นในตลาดทองคำ หลังบาดเจ็บจากตลาดหุ้นที่ดัชนีขึ้นไปทดสอบ 900 จุด แต่ล่าสุดได้ร่วงมาอยู่แถวๆ 740 กว่าจุด เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ...และไม่แน่ว่าจะปรับตัวลดลงมากกว่านี้หรือไม่ หากสถานการณ์การเมืองยังคงเป็นเช่นทุกวันนี้

“ในอดีตการซื้อขายทองคำเป็นตลาดของคนในระดับกลางหรือล่าง ที่ซื้อทองคำเพื่อการเก็บออม แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะ คนมีเงินที่เคยเล่นหุ้นหันมาเก็งกำไรทองคำแท่ง เพราะอย่างไรก็ปลอดภัยกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นทุกวันนี้ และผลตอบแทนก็สูงกว่า” นายกสมาคมค้าทองคำกล่าว

ลองมาดูผลตอบแทนย้อนหลังทองคำแท่งตั้งแต่ปี 2547 จนถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2551 ทำไมจะไม่ทำให้เซียนหุ้นหันมาลงทุนผ่านทองคำ เพราะราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อมาตลอด เอาแค่ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2547 ทองคำแท่งเริ่มขยับจาก 8,200 บาท เป็น 10,050 ในปี 2548 เพิ่มเป็น 10,850 บาท ในปี 2549 เพิ่มเป็น 13,300 บาท และเพิ่มเป็น 14,050 บาทในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีปัญหา 'คลื่นลูกใหม่' ที่กำลังจะถาโถมร้านค้าทองคำคือ ตลาดซื้อขายทองคำล่วงหน้า ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กำลังเร่งผลักดัน โดยคาดว่าในช่วงเดือนกันยายน 2551 จะสามารถเปิดให้มีการซื้อขายได้

นายกสมาคมค้าทองคำบอกว่า ถ้ามีการเปิดให้มีการซื้อขายทองคำล่วงหน้า ซึ่งเป็นการซื้อขายตั๋วโดยไม่มีการส่งมอบทองคำจริง คนที่จะตายคือร้านค้าทองคำ ไม่ต่างกับโชห่วย ที่ถูกต่างชาติเข้ามาบุกตลาด จนไม่สามารถแข่งขันได้ และที่น่าเป็นห่วงก็คือความรู้ของนักลงทุน ที่จะเข้าไปลงทุน หรือเก็งกำไรผ่านตลาดซื้อขายทองคำล่วงหน้า เพราะความเสี่ยงมีถึง 2 ประการ คือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยน และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการขึ้นลงของราคาทองคำในตลาดโลก

“ขนาดผมเองเป็นพ่อค้าทองคำ ผมยังต้องมอนิเตอร์ข่าวตลอดเวลา ทั้งราคาทองคำในตลาดโลก และการขึ้นลงของค่าเงินบาท” จิตติ ค่อนข้างไม่เห็นด้วยนักกับการจัดตั้งตลาดซื้อขายทองคำล่วงหน้า เพราะเขามองว่าการซื้อขายที่ไม่มีการส่งมอบจริง จะทำให้ร้านขายทองคำอยู่ในสถานะที่ลำบากมากขึ้น เพราะคนจะหันไปเก็งกำไรทองคำผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้า แทนที่จะลงทุนผ่านการซื้อทองคำแท่ง โดยนักลงทุนสามารถจะเปิดบัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิน) กับโบรกเกอร์ได้... นั่นหมายความว่า ใช้เงินไม่มากนักก็สามารถลงทุนได้ แต่เมื่อถึงเวลาเรียกคืน จะเป็นปัญหาในอนาคต ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นหนี้เป็นสิน

ความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนไม่อาจมองข้าม เพราะปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลงผันผวนมาก ถ้าหากค่าเงินบาทขึ้นหรือลง 1 สตางค์ จะมีผลต่อราคาทองคำ 4 บาท ยกตัวอย่างเห็นง่ายๆ ค่าเงินบาทในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แข็งค่าขึ้น 2 บาท นั่นหมายความว่า ราคาทองคำเพิ่มขึ้นถึง 800 บาท ภายในสองเดือน ยังไม่นับรวมการแกว่งตัวของราคาทองคำในตลาดโลก เห็นได้จากราคาทองคำเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทองคำแท่งพุ่งแตะ 15,200 บาท ก่อนที่จะอ่อนตัวหล่นมาอยู่ที่ระดับ 13,500 บาท เมื่อเดือนเมษายน

เก็บทำไม ขายดีกว่า

สถานการณ์ราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในขณะนี้มีการประเมินว่า ทองคำที่มีอยู่ทั่วประเทศราว 4 พันตัน ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ทั้งทองคำแท่ง และทองคำรูปพรรณจะลดลงเหลือประมาณ 1 พันกว่าตันเท่านั้น ในปีนี้...เนื่องจากคนเห็นราคาปรับตัวสูงจึงเทขายออกเพื่อทำกำไร

ขณะที่ภาพรวมการนำเข้าในช่วง 4 เดือนแรก นายกสมาคมค้าทองคำยืนยันว่า ปัญหาการขาดดุลการค้าไม่ได้มาจากการ 'เก็งกำไร' ของพ่อค้าทองคำแต่อย่างใด เพราะมีการนำเข้าทองคำประมาณ 16 ตันเท่านั้น เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2550 ที่มีการนำเข้าเพียง 9 ตัน แต่ก็ยังต่ำกว่าปี 2549 ที่มีการนำเข้าสูงถึง 20 ตัน

“ต้องยอมรับว่าตลาดล่างตอนนี้ไม่มีกำลังซื้อ คนส่วนใหญ่ต่างนำทองคำมาขายมากกว่าซื้อทองคำเพื่อการออม ทำให้ในขณะนี้ร้านทองส่วนใหญ่มีการส่งออกทองคำไปขายต่างประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นจากยอดขายในประเทศลดลง”

ราคาทองพุ่ง ยอดขายลด เสี่ยงโดนปล้น ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการ 'เก็งกำไร' ร้านทองต่างจังหวัดทยอยปิดกิจการ ที่อยู่ได้อาศัยรายได้จากการรับจำนำหรือขายฝาก ฉะนั้น ค่าจ้างพนักงานปีนี้ เถ้าแก่บอกว่า ช่วยๆ กันไปก่อน สถานการณ์ดีเดี๋ยวมีแต๊ะเอีย

...แต่ตอนนี้ขอต๊ะไว้ก่อน


รายงาน : สาธิต อุปชา

ภาพ : อนันต์ จันทรสูตร์, ฐานิส สุดโต







1 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

"บุษบา" แบบ "เบิร์ดๆ"

:ดูจะเรียบง่ายไป...ถ้าจะแนะนำว่า "บุษบา ดาวเรือง" เป็นแค่.. "ผู้หญิงคนหนึ่ง"


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เพราะนอกจากจะเป็น "กระดูกสันหลังข้อใหญ่" ของ "แกรมมี่" แล้ว ...เธอยังเป็น ceo มันส์ๆ ที่มีสไตล์การแต่งตัวในแบบ วิเวียน เวสต์วู้ด (ที่ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่ง อาจแปลงโฉมเป็นสาวเซอร์แบบ "แอ๊กกี้") ..ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา "จุดประกาย" เห็นภาพเหล่านี้ที่เด่นชัดของเธอ ..

แต่ถ้าคุณมี "ไทม์แมชชีน" ที่ใช้ "แก๊สโซฮอล์" อยู่ในบ้าน และลองขับย้อนกลับไปที่คอนเสิร์ตอัสนีฯ ในอินดอร์สเตเดียมสัก 20 ปีที่แล้ว คุณจะมองเห็นสาวคนนี้กำลังยืน "บิวท์อารมณ์" อยู่บนแท่นคอนโทรล สไตล์ที่ซุกซนทางความคิด ดูเหมือนไม่เคยจางหายไปจากเธอ ไม่ว่าเธอจะเป็น "บุษบา ดาวเรือง" หรือเป็น "CEO ของแกรมมี่"

อีกไม่กี่วันถัดจากนี้..เธอจะซุกซนตัวเองอีกครั้ง กับงานใหญ่ "แบบเบิร์ดๆ" ในฐานะโปรดิวเซอร์ที่ดูแลมา
เช่นนี้แล้ว ..ในห้วงยามที่ใครต่อใครพากันสัมภาษณ์พี่เบิร์ด.. "จุดประกาย" จึงเลือกนั่งคุย "แบบเบิร์ดๆ" กับ บุษบาในสวนแกรมมี่แทน...

.................................

1.ถ้าพี่เบิร์ดเป็น "แบรนด์ชื่อหนึ่ง" แบรนด์ตัวนี้ เคยมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองกับ "ยุคสมัยที่เปลี่ยนดีเทลไป" บ้างไหม
ถ้าถามในมุมนี้และมองจากสายตาพี่ เรากลับรู้สึกว่าพี่เบิร์ดจะไม่เกี่ยวกับกาลเวลาแล้ว สิ่งที่ทำให้เบิร์ดอยู่มาได้นานขนาดนี้เพราะว่ามีความดีงาม อย่างที่เราทราบกันว่าไม่มีอะไรคงทนยาวนานไร้กาลเวลานั้นเท่ากับความดี

2.ความดีของเบิร์ดคืออะไร
คือความขำความเบิร์ด (หัวเราะ) เมื่อพูดถึงความเบิร์ดทีไร รู้สึกดี สบายใจ ขำ อารมณ์ดี พี่คิดว่าสิ่งที่ เบิร์ด ตระหนักตลอดเวลาคือความมีสติ เขามีตะแกรงกรองสิ่งต่างๆ ออกไป นี่หมายถึงสิ่งที่ไม่ดีต่อชีวิตนะ เรื่องการกลั่นกรองเป็นธรรมชาติในตัวเขาด้วย

3.สิ่งเหล่านี้ทำให้ “บัตรคอนเสิร์ตเบิร์ด” ขายหมดด้วยหรือเปล่า บางคนถามว่าเมื่อเวลาผ่านไป ใครคือคนยังที่ซื้อตั๋วไปดู คนรุ่นหนึ่งอาจจะเลี้ยงลูกอยู่กับบ้าน หรือเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีช่องทางในการรู้จักเบิร์ดทางไหน ?
เออ พี่เคยทบทวนเรื่องนี้กันนะ พี่ว่างานเขาเป็นความสุข ดูกันได้ทุกเพศทุกวัย มีข้อมูลหนึ่งก็คือ พอหลังจากคอนเสิร์ตจบ เราก็จะมี VCD , DVD แล้วเราจะพบว่าทุกบ้าน หลายๆ บ้านจะมีแผ่นของพี่เบิร์ดเก็บไว้ ดูกันเป็นโฮม เอ็นเตอร์เทนเมนท์เลย เด็กเล็กๆ ก็ยังพูดจะดูพี่เบิร์ดๆ

4.เคยวิเคราะห์มั้ยว่า เบิร์ดคืออะไรของเด็กเล็ก
ตัวการ์ตูน เสียงของเขาหรืออะไรหลายอย่าง เด็กมองเขาเหมือนตัวการ์ตูนที่มีความสุขกับเขา

5.ถ้าคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดๆ เป็นสินค้าตัวหนึ่ง เวลาที่ผ่านมานานหลายสิบปี ต้องเปลี่ยนอะไรไปแค่ไหน
ความเบิร์ดไม่ต้องเปลี่ยน แต่ presentation ต้องเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ความเบิร์ดคือความสุขที่หลากหลาย

6.นิยามของ “ความเบิร์ด” คืออะไร
คือสิ่งที่คนดูของเบิร์ดต้องการ เพราะเวลาแกรมมี่จะทำอะไรเกี่ยวกับเบิร์ด เราจะคิดจากว่า คนดูต้องการดูอะไร แค่นี้พอหรือยัง ที่คนดูแบบเบิร์ดๆ ต้องการ”

7.Timing แค่ไหนที่จะบอกแกรมมี่ว่า เอาล่ะ แบรนด์เฟสติวัลแบบเบิร์ดๆ ต้องกลับมาแล้ว

ถ้าเป็นในช่วงแรกๆ ยุคแรกๆ มันก็จะเป็นแบบ annual คือมีประจำทุกปี แต่บางช่วงต้องทิ้งว่างไป เพราะพี่เบิร์ดมีออกอัลบั้ม ก็จะมีคอนเสิร์ตเกี่ยวกับอัลบั้ม แต่อย่างครั้งสุดท้ายจนถึงตอนนี้ก็ทิ้งไป 5 ปีแล้ว คิดว่ามันคงเป็นความคิดถึงแล้วว่า น่าจะถึงเวลา พอมีคนรอบตัวมาบอกว่า อยากดูแบบเบิร์ดๆ (พูดซ้ำๆ) ก็ยังมาคิดนะว่า เอาหรือยัง ถึงเวลาหรือยัง

8.ปรากฏการณ์ขายบัตรของเบิร์ด อธิบายอะไรกับแกรมมี่
เออ พี่เคยมานั่งคิดนะว่า เวลาตั๋วแบบเบิร์ดๆ ขายหมดเร็วๆ นั้น แสดงว่าคนดูเขาไม่สนใจเลยว่า ใครจะเป็นแขกรับเชิญ ฟอร์มของงานจะเป็นอย่างไร คือเขาไม่สนใจว่ารายละเอียดจะเป็นอย่างไร เพราะรู้แล้วว่านี่คืองานของพี่เบิร์ด

9.เคยทราบมาว่า คุณเบิร์ดเป็นคนทุ่มเทการซ้อมมาก แต่ธงไชย แมคอินไตย ในวัยเลย  ยังมีไฟแบบนั้นหรือเปล่า หรือว่าอิ่มกับความสำเร็จไปแล้ว
โห (ตอบทันที) เรื่องนี้ถามคนรอบตัวได้ พอบอกจะมีคอนเสิร์ตนี่ พี่เบิร์ดมาซ้อมบ่ายสามเลิกห้าทุ่ม เขาจะพร้อมตลอด จนต้องถามว่าทีมงานจะไหวมั้ย เขาจะแคร์คนทำงานด้วย เพราะรู้ว่างานแต่ละครั้งต้องทุ่มเทมาก เรื่องเบิร์ดกับคอนเสิร์ตนี่ เขาทุ่มเทมาตลอด

10.งั้นในแง่ของคอนเซปต์ แบบเบิร์ดๆ กับคอนเสิร์ตอัลบั้ม มันต่างกันอย่างไร
บาย อัลบั้ม มันจะเป็นธีมที่ชัดเจน อย่างเปิดฟลอร์ก็จะได้ดูแดนซ์จากหลายรูปแบบ ถ้าไปดูคอนเสิร์ตแต่ละอัลบั้ม แต่จะมีความสนุก แต่ content ที่แตกต่างกันไป เพลงจะเป็นเพลงในอัลบั้ม

11.หมายความว่าพอเป็นแบบเบิร์ดๆ การเล่าเรื่องในคอนเสิร์ตอาจจะใหญ่ขึ้น
คือพี่จะดูว่าเราจะดึงอะไรออกมาเล่นในแต่ละครั้ง อย่างครั้งหนึ่ง พี่รู้สึกว่าเออ พี่เบิร์ดเขาเป็นคนมีความฝัน เราก็ดึงเอาจินตนาการตรงนี้มาเล่น หรืออย่างเรารู้ว่าเขาเป็นคนมุมานะทำงาน เราก็เลยตั้งเป็นธีม มันอยู่ในมือมนุษย์บูมเมอแรง

12.มันอยู่ในมือมนุษย์บูมเมอแรง ?
มือมนุษย์บูมเมอแรง (เน้นเสียง) มีภาษามือ ภาษาทางร่างกายเข้ามา มีท่าเต้นแสดงถึงอะไรที่อยู่ในมือ เขาทำได้หลายอย่างตามธีมของงาน

13.สิ่งที่น่าทึ่งในตัวเขา ดูเหมือนจะแสดงได้หมด เคยรู้สึกว่าเขาพูดเลียนเสียงภาษาท้องถิ่นทุกภาคได้เหมือนได้อย่างไร
นี่แหละคือความเบิร์ด เขาทุ่มเทเรียนรู้ทุกอย่าง

14.เมื่อกี้คุณพูดถึงแนวทางการพรีเซ้นท์แบรนด์แบบเบิร์ดๆ ไม่มีวัฒนธรรม musical play บ้างหรือ
มี เคยคิด(เน้นเสียง)

15. หรือต้องรอให้วัฒนธรรมการดูละครเวทีในสังคมไทย เติบโตในแง่จำนวนก่อน
นั่นก็ใช่ และพี่คิดว่าคุณถกลเกียรติ วีรวรรณ ก็มีส่วนอย่างมากในการสร้างตรงนี้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การที่เขาเปิดเมืองไทยรัชดาลัย ทำให้คนดูเริ่มคุ้นชินกับการดู musical play นะ

16.แสดงว่าในสเต็ปต่อไป จะรองรับการแสดง musical play ของเบิร์ดแน่นอน
คิดว่าเป็นอย่างนั้น มีความเป็นไปได้มาก แต่มีเรื่องตลกอย่างหนึ่งนะ ไม่ว่าเบิร์ดจะเล่นธีมอะไร เป็นตัวละครแบบไหน คนดูก็อยากจะคุยกับเบิร์ด ขณะที่เขาเล่นเงียบๆ บนเวที เราจะเห็นภาพน่ารักคือ คนดูจะตะโกนพี่เบิร์ดๆๆ เพราะเขาอยากคุยกับพี่เบิร์ด

17.แล้วทำยังไง ในฐานะโปรดิวเซอร์
ก็คิดเป็นฉากกระจกวิเศษสิ (หัวเราะดัง ชอบใจ)

18.มีคำถามวนเวียนมั้ย เมื่อทำงานแต่ละครั้ง
มี คำถามวนเวียนคือ คนดูต้องการอะไร พวกเขาจะมีความสุขมั้ย เพราะนี่เบิร์ดเลข 5 แล้วนะแต่แฟนๆ ของเขาไม่ทิ้งเลย

19.แล้วคิดหรือยังว่า แบบเบิร์ดๆ ตอนอายุ 60 จะเป็นอย่างไร
ไม่นะ ตอนนี้เราคิดแล้วว่า แบบเบิร์ดๆ ตอนอายุ 88 จะเป็นอย่างไร (ทำหน้าอำ มีความสุข หัวเราะดังระดับหลายเดซิเบล) คุยจริงๆ นะว่าตอนอายุ 88 คอนเสิร์ตน่าจะเป็นแบบไหน

20.แบบนั่งธรรม กลางสวน
เขาคงจะหน้าตาแบบนี้ไปตลอด เพราะพี่เบิร์ดเป็นคนมีความสุขกับชีวิต

21.สปีลเบิร์กมี sense ของการเล่าเรื่อง, มาดอนน่ามี passion ที่ออกจาก “กรอบ” คนที่ชื่อ ธงไชย แมคอินไตย มีอะไรเป็นสิ่งพิเศษในฐานะ the entertainer ?
ความธรรมดา ที่อธิบายได้จากความจริงใจ จริงใจทีจะดีจริงๆ เขารักแฟนเพลง เขามีวินัย สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดาหมด แต่มันเหนือธรรมดาที่คิดแบบนี้ พี่ทำงานกับเบิร์ดมา 20 ปี เขาไม่เคยผิดเวลา อีกอย่างหนึ่งที่เห็นก็คือ เขาเป็นคนมีความสุขได้ตลอดเวลา

22.แต่คนมีความสุข น่าจะมีเรื่องที่เศร้าใจบ้าง อะไรคือสิ่งนั้น
ตอนคุณแม่พี่เบิร์ดจากไป เขาเศร้ามาก เศร้าที่สุด อันนี้เท่าที่พี่รู้สึกนะ ปรกติถ้าเป็นเรื่องเศร้าอื่นๆ เขาจะเปลี่ยนโหมดได้เร็วมาก ถ้าเศร้านี่เรื่องเดียว คือเรื่องคุณแม่

23.คิดว่าถ้ามีแบบเบิร์ดๆ ตอนอายุ 88 เขาต้องถือไม้เท้าขึ้นเวทีมั้ย
คิดว่าไม่นะ (ยิ้มๆ) เพราะเขาออกกำลังกาย (หัวเราะดังลั่น) อ้อ แล้วเขาก็ออกกำลังใจด้วย

24.หลังจากแบบเบิร์ดๆ ได้ข่าวว่าปลายปีนี้ แกรมมี่จะมีงานใหญ่ แฟนเพลงจะได้เห็นอะไรแบบที่ประทับใจอย่างคอนเสิร์ต “ปึ้กส์” เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ที่คุณเต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ ใส่เสื้อสีสัน เอ็นเตอร์เทนแฟนเพลง แล้วมีพี่ป้อม (อัสนี โชติกุล) พี่โอม (ชาตรี คงสุวรรณ) ลีดกีตาร์บนเวที อารมณ์แบบนั้น

มีๆ มีแน่นอน ต้องดูนะ กำลังเตรียมงานกันอยู่ แต่ตอนนี้ เรากำลังจะ recall ความสุขแบบเบิร์ดๆ ให้แฟนเพลงของพี่เบิร์ดก่อน การ recall นี่มันสำคัญนะ มันเหมือนเมื่อกี้คุณเล่าความสุขว่าเคยดูคอนเสิร์ตพี่ป้อม อัสนี มาตลอด 20 ปีแล้วจำได้หมด มันเหมือนกันเลย เมื่อไหร่ได้นึกถึง เราจะมีสารความสุข และจำได้ทุกอย่างได้ หน้าที่เราจึงคือการทำหน้าที่นี้ให้แฟนเพลง

25.การย้ายลานบ้านจาก “ศูนย์วัฒนธรรมฯ” ไปเป็น “อิมแพค” จะมีผลต่อวิธีคิดเกี่ยวกับโชว์บ้างมั้ย

เออ อันนี้เราคิดถึงเยอะเหมือนกัน แต่ก่อนที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ คนดูสองพันต่อรอบ เล่นกัน 3-4 ชั่วโมง แต่ที่นี่อิมแพค คนดูหมื่นคน พี่เลยเปลี่ยน structure ใหม่ เอาเป็นเวลาแสดงแถวๆ 2.45 ชั่วโมง หรือแถวๆ สองชั่วโมงครึ่งรวดเดียวจบไปเลย เพราะถ้ามีเบรกกลาง กว่าคนดูทุกคนจะกลับเข้ามา อาจจะกินเวลายาวไปอีก

26.แต่ถ้าพี่เบิร์ดจะเถลไถลไป 8 ชั่วโมง แกรมมี่น่าแจกหมอนและผ้าห่มค้างคืนร่วมกันนะอย่านะ เขาเซียน improvise นะ

27.ตกลงคุณ ธงไชย แมคอินไตย นี่ เป็น “เทพ” หรือ “มนุษย์ต่างดาว” หรือ ? เห็น  สาวๆ ครางว่าทำไมอายุ 50 กว่าแล้วยังหน้าตาสดใส เขาเป็นเทพหรือเปล่า

เขาเป็นคนธรรมดา ไม่ได้เป็นเทพหรอก พี่เบิร์ดเขาว่ายน้ำ เขาออกกำลังกาย ทำชีวิตง่ายๆ รู้วิธีที่จะดูแลตัวเอง และอารมณ์ดี อารมณ์ขำเยอะ จนเราเคยคุยกันว่า เออ เบิร์ดน่าจะลองออกเทปตลกกันสักชุดดีมั้ย

28.แฟนๆ คงเลิกสงสัยว่าแล้วว่า ตกลงพี่เบิร์ดไม่ได้เป็นเทพ แต่ก็มีคนฝากถามมาอีกว่า ทำไมโปรดิวเซอร์แบบเบิร์ดๆ ถึงมีสไตล์แต่งตัวมันส์ๆ เป็น CEO ที่น่าจะแต่งตัวมันส์สุดในออฟฟิศ

เชื่อมั้ยพี่ไม่ได้เป็นคนซื้อเสื้อผ้าเลยนะ มีแต่คนรอบตัวซื้อมาฝาก พี่เบิร์ดนี่ก็บ่อยๆ เวลาไปนั่นไปนี่ก็จะซื้อมาให้ สไตล์เสื้อผ้าของพี่เลยถูกออกแบบโดยคนรอบๆ ตัวเรา และไม่ได้เป็นพวกแบรนด์เนมนะ ซื้อมาจากทุกที่ เอามาแมทช์กัน  29.CEO แกรมมี่ เล่น hi-5 มั้ย


ไม่มีเวลาหรอกเดี๋ยวติด เล่นแล้วติดใช่มั้ย พองานเสร็จ ก็นอน แต่ก็ไม่ได้เป็นคนขาดนอนนะ หน้าพี่เหมือนคนนอนพอมั้ย

.........................

พอจ๊ะพอ.. แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่า เดือนสิงหาคมที่จะมีเฟสติวัลของเบิร์ดนี้ โปรดิวเซอร์สาวมันส์ๆ อย่าง บุษบา ดาวเรือง จะอดนอนอย่างมีความสุขหรือเปล่า

หรือถ้าพี่เบิร์ดจะเถลไถลคอนเสิร์ตแต่ละครั้งไป 7-8 ชั่วโมง แกรมมี่ ควรจะตระเตรียมผ้าห่มและหมอน “สีเขียว” อิน เทรนด์ eco-iconic ไว้แจกแฟนๆ ทุกรอบ

รายงาน : นันทขว้าง สิรสุนทร giengi@yahoo.com








8 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

17 วัน...ฝันที่เป็นจริง

:"อัดฉีดเท่าไหร่" อาจเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบางคน แต่กับอีกหลายคน 'เงิน' กลับไม่สำคัญเท่ากับการได้ลงสนาม รีดพรสวรรค์ และความสามารถออกมาให้มากที่สุด เพราะเส้นทางสู่ปักกิ่งของพวกเขาทั้ง ขรุขระ แร้นแค้น ...แสนจะทรหด


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : Thailand 

เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ติดโผ 1 ใน 100 นักกีฬาโอลิมปิกที่น่าจับตามอง จากนิตยสาร Time (ฉบับ 4 สิงหาคม 2008)

อำนาจ รื่นเริง หรือ 'เจ้าโฮม' 1 ใน 8 ขุนพลเสื้อกล้าม ไม่ได้โดนเลือกขึ้นมาในฐานะความหวังเหรียญทองรุ่นไลท์ฟลายเวท แต่เพราะเขาเพิ่งออกมาใช้ชีวิตนอกซี่กรงเหล็กมายังไม่ถึงปี

แฟนมวยลุมพินีหลายคนรู้จักเขาในชื่อ เพชร ป.บูรพา อดีตแชมป์มวยไทยรุ่นฟลายเวท ที่เริ่มต้นชกกระสอบทรายด้วยวัยเพียง 7 ขวบ ณ ค่ายมวยพรหมรังสี ศรีราชา ท้าเตะท้าต่อย(แบบมีเวที) ไปเรื่อยๆ จนหมดภาคตะวันออก จากนั้นเป็นโชคดีของเด็กชายวัยสิบขวบเศษที่ได้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นศิษย์ของสามารถ พยัคฆ์อรุณ

สายตา ลูกถีบ ลูกเตะ ลูกต่อย ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากอาจารย์หน้าหยก อำนาจขนเอามาใช้เรียบ จนเวทีลุมพินี ราชดำเนิน เปลี่ยนชีวิตเขาไปอย่างสิ้นเชิง แต่เด็กชลบุรีลูกแม่ค้าน้ำมันหมู กลายเป็นเศรษฐีมือใหม่ใจป้ำ

และเส้นทางชีวิตก็เดินตามรอยรุ่นพี่ๆ ที่เงินส่วนใหญ่หมดไปกับเพื่อนกิน อบายมุข  ท้าเตะท้าต่อย(อันนี้หลังเวที) ฯลฯ จนโดนตอนเข้ามุม ไม่มีไฟลท์ชก จู่ๆ ก็ติดทหารเกณฑ์ 2 ปีที่สัตหีบ แต่เจ้าลูกชายก็ยังขยันทำตัวให้แม่น้ำตาตกอยู่เหมือนเดิม ซ้ำร้ายกว่าเก่าด้วยการริไปยุ่งกับยาบ้า จนปี 2548 ต้องระเห็จเข้าไปกินข้าวแดงด้วยข้อหาวิ่งราวทรัพย์

แต่คุกที่ใครๆ ก็ว่ามืดทึม กลับให้แสงสว่างแก่อำนาจ สองปีเศษๆ ในนั้น เขาได้กลับมาฝึกซ้อมมวย ได้เพื่อนแท้ จนได้เป็นตัวแทนเข้าแข่งกีฬาเรือนจำสัมพันธ์ 'แดนสามัคคีเกมส์' และคว้าแชมป์มาง่ายดาย กระทั่งปี 2550 เขาก้าวขึ้นเวทีมวยสากลสมัครเล่นชิงแชมป์ประเทศไทย ติดป้ายนักชกจากกรมราชทัณฑ์ 

แน่นอน เขาได้เหรียญทองติดมือกลับเรือนจำพร้อมทิ้งความประหลาดใจไว้ให้คนข้างนอกสงสัยว่า "หมอนี่เป็นใคร มาจากไหน"

ในที่สุด 'หมอนี่' ก็โดนเรียกตัวเข้าทีมชาติทันทีที่ได้อิสรภาพ เขาได้ลงสังเวียนทั้งคิงส์คัพ เอเชียนเกมส์ คว้าเหรียญเงินกลับมากอดด้วยสไตล์มวยรับ-รุกเร็ว สายตาเป็นเลิศ 

และการได้บินไปปักกิ่งกับเพื่อนร่วมชาติอีก 50 ชีวิต คือ ความฝันก้อนล่าสุดของเขา

Sudan

แนกเมลดิน อาลี อาบูบาคร์ (Nagmeldin Ali Abubakr) นักวิ่งวัย 21 ปี จาก Nyala  ตอนใต้ของดาร์ฟู และเป็นหนึ่งในความหวังเหรียญทองในปักกิ่ง

แม้ก่อนหน้านี้ คนจากซีกตะวันตกและนักเคลื่อนไหวจะออกมาต่อต้านและบอยคอตโอลิมปิก กรณีจีนกดดันให้ซูดานยุติสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ยืดเยื้อมานาน 5 ปี ... จนเป็นปมขึ้นมาระหว่าง 2 ประเทศนี้

แต่อาลีกับเพื่อนกลุ่มเล็ก ก็ไม่สนใจ ยังมุ่งมั่นกับการฝึกซ้อม และในที่สุดเส้นทางสู่ปักกิ่งของพวกเขาก็ราบรื่น

"ผมรับรู้เรื่องเหล่านี้ แต่ไม่สามารถทำอะไรผมได้" เขาคุยระหว่างซ้อมที่สเตเดี้ยม ซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จไปครึ่งเดียวจากการรวบรวมเศษเล็กเศษน้อยของคอนกรีต

อาลี ทหารยศนายสิบแห่งกองทัพซูดาน ที่เกิดในคาร์ทูม เผ่า ซาคฮาวา (Zaghawa)  บอกว่า เขากับเพื่อนทำเพื่อครอบครัวและชาวดาร์ฟู ที่ชีวิตมีแต่สงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศคาดการณ์ว่า มีประชาชนราว 200,000 คนที่ตายและอีก 2.5 ล้านคนที่ต้องลี้ภัยออกจากบ้านเกิด ตลอด 5 ปี อันเป็นผลจาก รัฐบาลซึ่งจัดตั้งในปี 2003 ส่งทหารราบและกองกำลังทางอากาศ โจมตีหมู่บ้านและเผ่าต่างๆ ที่ต่อต้าน โดยการเผาหมู่บ้าน ปล้นสะดม ฆ่าและข่มขืน 

ทุกๆ วัน นักกีฬาจะรวมตัวกันก่อนรุ่งสาง บรรยากาศในลู่คละคลุ้งไปด้วยฝุ่น ใช้เวลาซ้อมวิ่งรอบๆ คาร์ทูมตอนใต้ประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนจะไปหยุดเอาตอนเที่ยงเพราะอุณหภูมิพุ่งขึ้นสูง 40 องศา จากนั้น 5 โมงเย็น พวกเขาจะกลับมาซ้อมที่สนามกรีฑาอีกครั้ง โดยมีเด็กๆ แถวนั้น คอยนั่งดูเป็นกำลังใจ

ทุกๆ เย็น หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน นักกีฬาพากันกลับไปยังแคมป์ เป็นช่วงเวลาก็การเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ ด้วยการยกคอนกรีตบล็อก แทนเวท(เพราะไม่มี)

ทว่า ถึงแม้นักกีฬาจะเคยคว้าเหรียญมาแล้วแต่ชาวซูดานกลับไม่สนใจโอลิมปิก หัวใจของพวกเขามีแต่ฟุตบอล

นักกรีฑากลุ่มนี้ ไม่เคยมีสื่อมาตามรายงานข่าว ความเคลื่อนไหว และได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาลน้อยมาก ผิดกับเพื่อนบ้านอย่าง เคนยา เอธิโอเปีย นักกีฬา ที่เซ็นสัญญากับสปอนเซอร์ด้วยเงินหนาพอควร ขณะที่นักวิ่งซูดานฝีเท้าดีหลายคนกลับได้แค่เงินบริจาคจากสถานฑูตอังกฤษ

ราบาห์ ยูซุฟ (Rabah Yusuf)  นักวิ่ง 400 เมตรที่เคยใช้ชีวิตในคาร์ทูมก่อนแต่งงานและใช้ชีวิตสงบๆ ที่อังกฤษ ชายหนุ่มวัย 21 ปีคนนี้ มาจาก บอร์ (Bor) หมู่บ้านทางซูดานตอนใต้ เขาโชคดีกว่าคนอื่นที่ได้ไปใช้ชีวิตนักศึกษาที่อังกฤษ

"คนที่นั่นมีทุกอย่าง ทุกคนมีมาตรฐานชีวิตตามที่พวกเขาสมควรได้ ทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้มีความสามารถทางกรีฑามาตั้งแต่เกิด แต่เพราะเขามีอุปกรณ์และเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อม" ยูซุฟ ยืนยันว่า เขาไม่สนใจความขัดแย้งใดๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างโอลิมปิค เขาจะคิดแต่การฝึกซ้อมเท่านั้น

"ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในดาร์ฟู เราก็ยังเป็นชาวดาร์ฟู และเป็นตัวแทนของประเทศเรา" ยูซุฟมุ่งมั่นเหมือนอาลี

Surbia

เอ่ยชื่อ อันนา อิวาโนวิช (Ana Ivanovic) ชั่วโมงนี้ วงการเทนนิสหญิงคงไม่มีใครปฏิเสธสาวน้อยหน้าใสวัย 20 ปี ในฐานะนักเทนนิสดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองจากทั้งสื่อ แฟนเทนนิส และนักเทนนิสด้วยกันเอง ด้วยส่วนสูงถึง 185 ซม. หน้าตาน่ารักสดใส และ มาจากประเทศเล็กๆ ในยุโรปตะวันออกที่ยังคุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายสงคราม อย่าง เซอร์เบีย

ความสนใจในกีฬาเทนนิสของอันนาเริ่มต้นขึ้นตอนที่เธอมีอายุได้ไม่ถึง 5 ขวบ เมื่อได้ชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันของฮีโร่เทนนิสยุโรปตะวันออก โมนิกา เซเลส ซึ่ง ณ ขณะนั้นยูโกสลาเวียและเซอร์เบียยังรวมเป็นประเทศเดียวกันอยู่

การได้ชมการแข่งขันครั้งนั้นสร้างแรงบันดาลใจให้อันนาอย่างมาก เธอรีบจำเบอร์โทรศัพท์โรงเรียนเทนนิสท้องถิ่นที่ขึ้นมาในช่วงโฆษณา และอ้อนวอนพ่อแม่ให้พาไปเรียน แม้จะไม่มีใครเลยในครอบครัวที่เล่นเทนนิส แต่ด้วยความที่เป็นครอบครัวรักกีฬา ของขวัญวันเกิด 5 ขวบที่อันนาได้คือ แร็กเก็ตเทนนิสอันแรกในชีวิต และการเข้าเป็นนักเรียนเทนนิสในโรงเรียนท้องถิ่นนั่นเอง ซึ่งที่นี่เองที่ทำให้เธอได้พบกับ โนวัค โจโควิช เพื่อนรักที่คบหากันมาถึงทุกวันนี้

ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเฉพาะเมื่อกลิ่นอายสงครามฉุนกึกขึ้นเรื่อยๆ ขณะอายุเพียง 12 ปี อันนาต้องซ้อมเทนนิสในช่วงเช้าตรู่เท่านั้นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการทิ้งระเบิดขององค์กร NATO อันเป็นเหตุมาจากสงครามโคโซโว อีกทั้งจากการที่ขาดแคลนสนามฝึกซ้อมทำให้ในฤดูหนาว สาวน้อยต้องซ้อมในสระว่ายน้ำที่สูบน้ำออกเพื่อทำเป็นสนามเทนนิสชั่วคราว

"ตอน 5 ขวบ ฉันจ้องดูโฆษณาเทนนิสในทีวี แล้วพ่อก็ซื้อไม้เทนนิสให้เพราะคิดว่าฉันชอบเทนนิส ทั้งที่ตอนนั้นฉันคิดว่า เทนนิส เป็นแค่บางอย่างที่สนุก ๆ เท่านั้น หลังจากนั้นก็เกิดสงครามภายใน เศรษฐกิจแย่ เงินทองหายาก ครอบครัวของฉันจึงพยายามกระตุ้นฉันให้ฝึกเทนนิสอย่างจริงจัง ให้คุ้มค่าเงินของแรกเก็ต แต่มันก็ทำให้ฝันของฉันเป็นจริง” เธอให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฉบับหนึ่ง

เธอเทิร์นโปรในช่วงกลางปี 2003 และเริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในรายการ Junior Wimbledon ปี 2004 ตั้งแต่นั้น เธอเริ่มไต่ระดับไปเรื่อยๆ โดยเป็นนักเทนนิสเจอเนอเรชั่นใหม่คนแรกที่ทะลุเข้าไปเล่นในรอบลึกๆ ในการแข่งขันรายการใหญ่ๆ อีกทั้งยังสามารถความแชมป์เฟรนซ์ โอเพ่น 2008 ซึ่งถือเป็นแกรนด์ สแลมแรกในชีวิตของเธอ   และด้วยความคงเส้นคงวาของเธอทำให้หลายๆ คนทั้งใน และนอกวงการมองว่า อีกไม่นาน  อันนา อีวาโนวิชจะก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งนักเทนนิสหญิงอันดับ 1 ของโลกได้

เคล็ดลับความสำเร็จของตัวเธออยู่ที่ความมุ่งมั่น และความทุ่มเทในการฝึกซ้อมซึ่งอันนายอมรับว่า การฝึกหนัก และพยายามแก้ไขข้อผิดพลาดทั้งหมด ถือเป็นคุณสมบัติแรกที่จะเป็นผู้ชนะในวันต่อไป

Iraq

คงเป็นเรื่องยาก ถ้าจะให้จินตนาการถึงการฝึกซ้อมวิ่งพร้อมกับวิ่งหลบกระสุนไปพร้อมกัน แต่ ดาน่า อับดุล ราซัค นักกีฬาสาววัย 21 ปี 1 ใน 7 นักกีฬาอิรักที่เข้าร่วมโอลิมปิกครั้งนี้ก็ทำมาแล้ว

“ตลอดชีวิต ฉันใฝ่ฝันถึงการได้ร่วมแข่งขันในโอลิมปิกมาตลอด” อับดุล ราซัคบอกถึงความฝันและความรู้สึกของเธอ และสิ่งที่ต้องแลกมาซึ่งความฝันนั้น คือ การที่เธอและ ยูซิฟ อับดุล ราห์แมน โค้ชคู่ใจต้องนั่งรถฝ่าลูกกระสุนอย่างน้อย 8 ครั้ง ในขณะที่ทั้งคู่ต้องเดินทางผ่านสมรภูมิรบ Sunni-Shiite เพื่อเข้าร่วมฝึกซ้อม

หรือแม้แต่ถึงสนามซ้อมแล้ว เธอและโค้ชก็ยังต้องหมอบตัวคลุกฝุ่นคลุกดินเพื่อหลบกระสุน เมื่อมีนักแม่นปืนแอบซุ่มยิงมาจากหลังคา

“ตอนที่เธอฝึกอยู่ นักแม่นปืนได้ยิ่งปืนข้ามหัวเธอไปแล้วกระสุนก็พุ่งไปที่ต้นไม้ จนเธอต้องหลบลงไปอยู่ใต้กองใบไม้ ครั้งต่อมากระสุนก็ทะยานลงไปที่สนามหญ้าแทน” โค้ชบอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาด้วยความรู้สึกซึ่งยังตื่นตระหนกอยู่

ท่ามกลางสนามรบที่คุกรุ่น จึงเป็นเรื่องยากสำหรับนักกีฬาสักคนที่จะฝึกซ้อม เพราะขนาดท้องถนนก็ยังถูกปิดกั้น แต่อับดุล ราซัคก็ไม่หวั่น เพราะเธอตัดสินใจแล้วที่จะทำตามจุดมุ่งหมาย โดยเลือกซ้อมวิ่งบนถนนสายอื่นแทน

เส้นทางการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงในระยะเวลา 5 ปีจึงได้รับผลตอบแทนด้วยการตอบรับเข้าร่วมโอลิมปิก แต่ถึงจะเข้ามาได้ก็ยังมีปัญหาตามามากมาย เพราะนักกีฬาที่เข้าร่วมจากอิรัก ล้วนแต่มาจากครอบครัวที่ยากจน แม้เธอเองจะมาจากครอบครัวนักกีฬา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินทองมากมาย กระทั่งชุดสำหรับใช้ในการแข่งขันที่รัฐบาลจัดไว้ให้ไม่พอดีตัว เธอยังต้องออกเงินซื้อใหม่และนั่งเย็บธงชาติอิรักติดบนเสื้อด้วยตัวเอง

“ฉันทั้งอยากจะฝึกซ้อมและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน ฉันมีความสุขเพราะได้รับคัดเลือกเข้าแข่งขันและเป็นตัวแทนของประเทศ แต่ปัญหาก็คือ ที่นี่อากาศร้อนมาก และมันก็ไม่มีแคมป์ฝึกซ้อมสำหรับฉัน บางครั้งฉันก็ไม่สามารถฝึกซ้อมได้ เพราะปัญหาความไม่ปลอดภัย"

แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่จะวิ่งตามความฝันของสาวน้อยที่มีจิตใจมุ่งมั่นอย่างเธอ

“ถ้าฉันเลิกวิ่ง ฉันคิดว่าชีวิตของฉันคงจบลง แต่ชีวิตจะต้องดำเนินต่อไป แม้ว่าสถานการณ์จะแย่มากก็ตาม เพราะฉันมีความทะเยอทะยานและฉันรักกีฬานี้มาก”

ถึงจะยังอยู่ห่างไกลเหรียญรางวัล แต่อับดุล ราซัคก็มีความเชื่อว่า ตราบใดที่ยังมีความมุ่งมั่น ไม่แน่ว่าเธออาจจะเป็นเจ้าของเหรียญใดเหรียญหนึ่งในการแข่งขันครั้งนี้ก็เป็นได้ ซึ่งคงจะดีกว่ามัวแต่โศกเศร้าไปกับสถานการณ์บ้านเมือง

“ฉันรู้ว่าใครๆ ก็กังวลเรื่องการเมืองในประเทศ จนกระทั่งลืมไปแล้วว่า กีฬาเป็นหนทางที่ดีที่จะช่วยให้ผู้คนเปิดใจและร่วมมือร่วมใจกัน”

(หมายเหตุ : ข้อมูลบางส่วนจาก นสพ.คมชัดลึก, นิตยสาร TIME)

รายงาน : ทีมข่าวจุดประกาย








11 สิงหาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

ชาวนา ปฏิวัติ

:เป็นเวลาหลายปี ที่หันหลังให้ธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวของครอบครัว 'เตชะไพบูลย์' เพื่อไปใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรอยู่ที่เพชรบุรี วันนี้ ลูกชายตระกูลดังขยับมาอีกก้าวด้วยการตั้งบริษัท เปิดร้านเล็กๆ จำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ด้วยแบรนด์ของตัวเอง 'บ้านนาวิลิต'


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่นี่ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกของลูกเศรษฐี เพราะการไปเป็นชาวนา ทำให้ได้รับรู้ความเป็นมาและเป็นอยู่ของเกษตรกรและสังคมไทย ผลักให้ วิลิต เตชะไพบูลย์ ในวันนี้ ยืนอย่างมั่นคงในจุดที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ให้เกิดขึ้นกับประเทศนี้

ปลูกข้าวพันธุ์สู้หนี้

ย้อนรำลึกถึงการตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตไปเป็นชาวนาในครั้งนั้น 'วิลิต' ทบทวนความคิดจิตใจของตัวเองเมื่อหลายปีก่อนว่า มาจากเหตุที่เขาไม่เห็นประโยชน์ของการทำธุรกิจ และไม่เชื่อในการแข่งขันของโลก 'ทุนนิยม' เขามองสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นภาพลวงตา ดังนั้น จึงมุ่งหน้าไปหาของจริงในไร่นา

"ผมเริ่มจากข้าว เริ่มจากของจริง ถึงจะช้าหรือมีอุปสรรคบ้างก็ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะโดยหลักการใหญ่ เราเริ่มจากของจริงต้องได้ผลลัพธ์เป็นของจริง ถ้าเริ่มจากภาพลวงตาก็ได้สิ่งที่ลวงตาไปตลอด ไม่มีอะไรมาก ไปบุกเบิกทุกอย่าง หัดใหม่ ได้ออกแรง ออกกำลังกาย ได้ตากแดด เจอคนแปลกๆ ใหม่ๆ ได้หัดทำสิ่งที่ไม่เคยทำ เลอะเทอะบ้าง เจอของมีคม เป็นแผลบ้างก็คือของจริง ไม่เห็นเป็นอะไร"

เพียงปีแรก ที่ดิน 8 ไร่ของเขาก็ให้ผลผลิตตอบแทนหยาดเหงื่อแรงงานด้วยข้าวพันธุ์พื้นบ้าน 40-50 ถังต่อไร่ ไม่น้อยไปกว่าที่ชาวนาในอดีตเคยทำไว้ ถามว่าแตกต่างกันหรือไม่กับปริมาณผลผลิตของชาวนาทั่วไปที่ใช้สารเคมีทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลง แน่นอนว่าต่างกันถึงเกือบเท่าตัว แต่จุดแตกต่างที่ทำให้ 'วิลิต' เชื่อว่าเขาเดินมาถูกทางก็เพราะเขาไม่เคยขาดทุน และยังเลี้ยงตัวได้แบบไร้หนี้สิน

"จะมีประโยชน์อะไรกับผลผลิต 100-120 ถัง ถ้ายังต้องแบกต้นทุนค่าปุ๋ยค่ายาฆ่าแมลง จนขาดทุนและต้องเป็นหนี้ ขณะที่ข้าวอินทรีย์ให้ผลผลิตน้อยกว่าแต่เรามีกำไร" 

ข้าวปลอดสารพิษ ลงทุนน้อย ผลผลิตต่ำ กำไรสูง เพราะจำหน่ายได้ในราคาที่แพงกว่า เนื่องจากจับตลาดพรีเมี่ยม ยิ่งข้าวทั่วไปราคาพุ่ง ข้าวอินทรีย์ของ 'บ้านนาวิลิต' ก็ยิ่งขายดี เพราะราคาใกล้เคียง หรือบางทีขายในราคาต่ำกว่าข้าวขาวธรรมดา คนหันมาซื้อหาเพราะกลายเป็นข้าวที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและดีต่อสิ่งแวดล้อม แถมราคาไม่แพง (โดยเปรียบเทียบ)

วิลิต ชี้ว่าคำตอบอยู่ที่ 'พันธุ์ข้าว' เพราะข้าวที่เขาปลูกคือข้าวพันธุ์พื้นเมือง ที่ชาวนาในอดีตปลูกและพัฒนาพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพแต่ละพื้นที่

"ตัวที่หลอกเราคือพันธุ์ข้าว พันธุ์ข้าว กข.ทั้งหมดที่กรมการข้าวนำมา มันมาพร้อมกับการต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง เป้าหมายเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง จากที่เคยได้ 60-70 ถัง พอใช้ปุ๋ยใช้ยา อาจได้ถึง 100-120 ถัง ดูน่าตื่นเต้น"

แต่สิ่งที่ตามมาคือต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีๆ เพราะพื้นดินที่เสื่อมทรามลง กับโรคแมลงต่างๆ ที่พัฒนาตัวสู้กับยา ยิ่งทำให้เกษตรกรต้องหาซื้อปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมาใช้ในไร่นาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนชาวนาพากันจมกองหนี้

ชาวนามาเปิดร้านชำ

3-4 ปีแรก ข้าวในนาของ 'วิลิต' ให้ผลผลิตพอเพียงต่อการบริโภคในครอบครัว ปีต่อๆ มาเขาเริ่มนำข้าวบรรจุซองพลาสติกสุญญากาศ ไม่ได้ซื้อเครื่องจักรแพงหรูหรา แต่อาศัยเทคโนโลยีปั๊มพ์แอร์แบบง่ายๆ ต่อเข้ากับเข็มฉีดยาควายดูดอากาศออก ผนึกห่อกระดาษมีดีไซน์ด้วยฝีมือหวานใจคุณแม่วัยรุ่นลูก 2 'กิ่งกานต์ เตชะไพบูลย์'

ข้าวออร์แกนิกแบรนด์ 'บ้านนาวิลิต' มีให้เลือกหลากหลายพันธุ์ รสชาติความหอมนุ่มแตกต่างกันให้ผู้บริโภคได้เลือกหา ปีต่อไปเขาตั้งใจจะพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ถูกปากคนเมืองมากยิ่งขึ้น

นอกจากผลผลิตในนา 8 ไร่แล้ว 'วิลิต' ยังรับซื้อข้าวจากเพื่อนชาวนาออร์แกนิกในเพชรบุรี ทำให้ในแต่ละปีเขามีสต๊อกข้าวหมุนเวียนเพื่อจำหน่ายราว 20 เกวียน ถึงตอนนี้ ช่องทางจำหน่ายหลักยังเป็นที่ร้านบ้านนาวิลิต ตึกรีเจ้นท์ เฮ้าส์ ของครอบครัว บนถนนราชดำริ 'วิลิต' บอกว่า เขาตั้งใจจะพัฒนาเว็บไซต์เพื่อเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ให้กับร้านอื่นๆ ที่จะนำไปวางจำหน่ายในอนาคต

ร้านบ้านนาวิลิต ตอนนี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพหลากหลายชนิด เฉพาะที่ติดแบรนด์ 'บ้านนาวิลิต' นอกจากข้าวแล้ว ยังมีพืชผัก ไข่เป็ด น้ำผึ้ง ตาลโตนด กะปิ ฯลฯ รายได้รวมแต่ละเดือนอยู่ที่แสนเศษ นอกจากนี้ ยังจะมีการจัด 'ตลาดนัดสีเขียว' เป็นประจำทุกวันพฤหัสบดี เริ่มต้นวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ที่ล็อบบี้ ตึกรีเจ้นท์เฮ้าส์ ให้เป็นที่พบปะของผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์และผู้บริโภคหัวใจสีเขียว ในอนาคต 'วิลิต' หวังจะพัฒนาร้านบ้านนาวิลิตของเขาให้เป็นรูปแบบของ 'สหกรณ์' เพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงผู้บริโภคซึ่งเป็นคนชั้นกลางในเมือง เข้ากับผู้ผลิตในชนบท

"ในอนาคตถ้าประสบความสำเร็จและมีความพร้อม คงขยายเป็นรูปแบบสหกรณ์ จำนวนสมาชิกคงเพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมามีหลายคนได้ข่าวคราวของผม แล้วสนใจ แต่ส่วนมากเป็นคนทำงานออฟฟิศ จะปลีกตัวไปทำอะไรต่างจังหวัดไม่ง่าย ฉะนั้น ถ้าคนกลุ่มนี้อยากมีส่วนร่วมก็สามารถเข้ามา ซึ่งคุณค่าไม่ใช่แค่ซื้อๆ ขายๆ แต่คือการเข้าถึงการผลิตโดยตรง สามารถเชื่อมโยงกับความสุขทุกข์ของผู้ผลิต น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้มนุษย์เงินเดือนได้เข้ามาเสริมงานและแสดงศักยภาพของพวกเขาได้"

ร่วมขบวนล้างหนี้เกษตรกร

ลงมือทำ จนพิสูจน์ความสำเร็จว่าเกษตรอินทรีย์ดีต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมทั้งชีวิตพอเพียงที่เป็นไปได้จริง แต่ 'วิลิต' รู้ดีว่ามีคนเห็นพ้องเอาด้วยกับเขาอยู่แค่หยิบมือ และรู้ด้วยว่าทำไม

"หลายสิบปีก่อน เกษตรกรเคยมีที่ดิน 50-60-70 ไร่ แต่ถูกจ่ายเป็นค่าปุ๋ยค่ายา เกษตรกรอยู่ในวังวนของหนี้สิน ที่ดินหลุดมือ ไปรวมอยู่ที่สหกรณ์ และ ธกส.(ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ปัจจุบันเฉลี่ยเหลือที่ดินกันคนละไม่ถึง 5 ไร่ พูดง่ายๆ ชาวนาเหลือที่ดินแปลงสุดท้าย ซึ่งไม่มากมายอะไร"

วิลิตบอกว่า เกษตรอินทรีย์คือทางรอดและไม่ยาก แต่เพราะชาวไร่ชาวนาไทยติดปุ๋ยใช้ยากันมานาน และในสถานการณ์ที่ถูกรุมเร้าด้วยหนี้สิน การคิดให้ไกลไปกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจึงกลายเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะธรรมชาติของเกษตรกรบ้านเราคือไม่เบี้ยวหนี้ ทุกคนจะดิ้นรนกู้ยืมจากทุกแหล่งเพื่อมาโปะหนี้เก่า ทำให้ทั้งหนี้ก้อนใหม่ก้อนเก่ารุงรังพันตัวจนสุดท้ายต้องสูญเสียเรือกสวนไร่นาที่เป็นหัวใจของการทำเกษตร

ด้านหนึ่ง 'วิลิต' พยายามขยายแนวร่วมการทำเกษตรอินทรีย์ หาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ได้แค่น้อยนิด ช่วยกันคิด ช่วยกันหาความรู้ เพื่อปรับปรุงการผลิตของตัวเอง การเคลื่อนไหวอีกซีกที่กว้างขวางกว่าคือการรวมกลุ่มกับเกษตรกรเมืองเพชรจำนวนกว่า 8,000 คน เพื่อแสวงหาช่องทางปลดหนี้ ภายใต้กลไก 'กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร'

กองทุนดังกล่าว เป็นผลจากการผลักดันของกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือและภาคอีสาน ที่ชุมนุมกันหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 จนรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ผ่าน พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ขึ้นทำหน้าที่คล้ายกับ กองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน ที่เข้าช่วยเหลือสถาบันการเงิน ปัญหาใหญ่ของเกษตรกรก็คือหนี้สิน เป้าหมายการทำงานของกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรอยู่ที่ การบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้าเรื่องหนี้ เพื่อที่ดินจะไม่หลุดมือชาวไร่ชาวนา หลังจากนั้นจะได้ก้าวสู่ระยะของการพัฒนาชีวิตเกษตรกรให้หลุดจากวงจรหนี้แบบถาวร ด้วยแนวทางของเกษตรยั่งยืน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรภายใต้ชื่อกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรปรากฏเป็นข่าวหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระ แต่ละครั้งโดยการนำของสมาชิกกองทุนในภูมิภาคและจังหวัดต่างๆ สมาชิกกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรีก็ร่วมเคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน

'วิลิต' ไม่ได้เป็นหนี้ แต่ก็อยู่ในขบวนเคลื่อนไหวกับเขาด้วย

"ผมมาช่วยเขาสานต่อในปี 2543-2544 เพราะมันไม่สมบูรณ์ สักแต่ว่าผ่านกฎหมาย แต่ต้องมีการเสริมต่อในส่วนที่ขาด กองทุนฯ สมัยแรกไม่พูดเรื่องหนี้ พูดแต่เรื่องการสนับสนุนเงินเพื่อการวมกลุ่ม การรวบรวมสินค้าจากกลุ่ม ซึ่งมันก็ดี แต่ถ้าไม่แก้หนี้ เกษตรกรก็หมดหวัง ทางธุรกิจต้องมีแฮร์คัตในภาวะที่ปกติเขาไม่ทำกัน หนี้เกษตรกรก็ต้องใช้วิธีเดียวกัน ซื้อหนี้ รักษาที่ดินไว้ไม่ให้หลุดมือ ยืดอายุการชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้"

วิลิต หวังไว้ว่า 'บ้านนาวิลิต' ซึ่งในอนาคตอาจพัฒนาในรูปสหกรณ์จะเป็นหน่วยย่อย ที่เชื่อมต่อกับหน่วยใหญ่คือกองทุนฟื้นฟูฯ ที่พัฒนาไปถึงจุดที่ตอบสนองให้เกษตรกรมีการผลิตที่มีคุณภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตัวเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่สำคัญต้องไม่มีหนี้สิน ฉะนั้นต้องไม่ใช้สารเคมี

นักดนตรีพันธมิตร

ช่วยกันเคลื่อนไหวผลักดันมาแล้วหลายปี งานดูเหมือนจะไม่ขยับไปถึงไหน ทั้งการขยายแนวร่วมเกษตรอินทรีย์และแก้หนี้เกษตรกร

"เพราะฝ่ายการเมืองเป็นอุปสรรค ไม่ว่าพรรคไหนไม่เคยมีวิสัยทัศน์ในเรื่องเหล่านี้ นักการเมืองส่วนใหญ่ล้าหลังอยู่แค่ลักษณะงานสังคมสงเคราะห์ ใช้มาตรการรับจำนำ ประกันราคาเล็กๆ น้อยๆ สุดท้ายไม่เป็นจริง ไม่ก็ใช้โครงการแจกปุ๋ยที่ตัวเองมีผลประโยชน์ รวมทั้งมาตรการใหม่ๆ ที่ยิ่งซ้ำเติมปัญหา"

วิลิต พุ่งเป้าไปที่โครงการแจกเงินหลากรูปแบบว่าเป็นตัวการซ้ำเติมความยุ่งยาก และสร้างปัญหาขัดแย้งเพิ่มขึ้น ขณะที่ปัญหาพื้นฐานที่ยังค้างคากลับถูกละเลย ขณะที่สถานการณ์ของเกษตรกรก็ตึงเครียดเข้าสู่ภาวะวิกฤติไปทุกที

"โจทย์และคำตอบต้องมาถามเกษตรกร ที่มีการรวมตัวกันและวิเคราะห์ปัญหาของตัวเอง แล้วนำไปทำนโยบาย นักการเมืองไม่มีสิทธิกำหนดนโยบายอีกแล้ว เพราะมันพังมาตลอด"

ปัญหาของเกษตรกรเป็นเรื่องใหญ่ แล้วที่รุกคืบเข้ามาทุกที คือ เรื่องทุนข้ามชาติ กับนักการเมือง-ข้าราชการที่แย่งกันกอบโกยผลประโยชน์ 'วิลิต' สรุปว่าสิ่งเลวร้ายเหล่านี้คือโจทย์เดียวกัน ที่ต้องตอบด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

"ในโครงสร้างการเมืองอย่างนี้ เราหวังไม่ได้ที่จะให้กลไกรัฐทำงานเพื่อตอบสนองประโยชน์ของประชาชน และสร้างให้เกิดความเป็นธรรม ผมหวังกับประชาชนที่ตื่นรู้ตื่นตัว และมาช่วยกันใช้สติปัญญาเพื่อสร้างการเมืองใหม่ ซึ่งมันคงไม่มีสูตรสำเร็จ"

ถามถึงจุดยืนของ 'วิลิต' ในวันนี้ ..เขาตอบชัดว่า อยู่ที่ 'เวทีพันธมิตร'

"ขึ้นไปเล่นดนตรีครับ ผมปราศรัยไม่เป็น" วิลิต ทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม


รายงาน : รัชดา ธราภาค

ภาพ : อนันต์ จันทรสูตร์
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #240 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2008, 09:38:42 PM »




29 ตุลาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

อลังการงานช่าง 'พระเมรุมาศ'

:เหลือเวลาอีกไม่เต็มเดือน ก็จะถึงงานพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : มณฑลพิธีท้องสนามหลวงขณะนี้ได้ถูกเปลี่ยนโฉมให้กลายเป็น 'เขาพระสุเมรุ' โดยมีพระเมรุมาศเป็นสัญลักษณ์สำคัญ

ความงดงามของพระเมรุมาศ ภายหลังจากพระราชพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตรเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2551ที่ผ่านมา เป็นนัยยะว่าบัดนี้ทิพยวิมานเพื่อใช้ในการ 'ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย' สมบูรณ์เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว เหลือเพียงการตกแต่งภูมิทัศน์ และเก็บรายละเอียดของอาคารภายในรั้วราชวัติอีกเล็กน้อย

ตลอดระยะเวลากว่า 8 เดือนก่อนความวิจิตรงดงามในบริเวณเขตราชวัติจะปรากฏออกสู่สายตาประชาชน ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในฐานะข้าราชบริพานของแผ่นดิน 'กรมช่างสิบหมู่' ก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการเนรมิต 'พระเมรุมาศ' ในครั้งนี้ให้สมพระเกียรติ

'ช่างสิปป' ของแผ่นดิน

เป็นที่รู้กันมาตั้งแต่ต้นว่า โครงสร้างพระเมรุครั้งนี้จะมีแนวทางการออกแบบเหมือนกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นทรงปราสาทจัตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 7 ชั้น) โดยมีลักษณะโครงสร้างแบ่งออกเป็น 1.อาคารพระเมรุ 2.อาคารพระที่นั่งทรงธรรมและศาลาลูกขุน 3.อาคารพลับพลายกในบริเวณพิธี (ท้องสนามหลวง) 4.อาคารพลับพลายกหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ และหน้าวัดพระเชตุพนวิมนมังคลาราม 5.อาคารทับเกษตรและซ่าง 6.อาคารทิมและห้องสุขา 7.รั้วราชวัติ-เสาหงส์-เสาฉนวน 8.อาคารหอเปลื้อง 9.อาคารปะรำ 10.เกย และงานไฟฟ้าดวงโคมรอบอาคารพระเมรุ และอาคารประกอบ

ด้วยความละเอียดของงาน และเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกำหนด การทำงานจึงถูกกระจายออกไปยังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่รับผิดชอบ โดย 'ช่างสิบหมู่' ได้รับมอบหมายด้านงานประดิษฐ์ ซ่อม สร้าง ตกแต่ง พระเมรุมาศ และส่วนประกอบต่างๆ ภายในเขตราชวัติ รวมทั้งราชรถราชยาน ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ 'สายตรง' มาตั้งแต่สมัยโบราณ

ส่วนราชการนี้เป็นที่ทราบกันโดยประเพณีสืบๆ กันมาว่า เป็นส่วนที่รวบรวมบรรดาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และฝีมือช่างศิลปะประเภทต่าง ๆ ที่มีอยู่ในบ้านเมือง เข้ามารับสนองราชการประจำ จึงได้รับการขนานนามมาแต่เดิมว่ากรมช่างสิบหมู่ และแม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นมา ไม่ปรากฏว่าได้รับการบันทึกเป็นเอกสาร แต่ก็มักจะมีอยู่ในเรื่องแทรกในพระราชพงศาวดารต่างๆ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีบันทึกปรากฏชัดเจนในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่ง สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงมีลายพระหัตถ์ประทาน พระยาอนุมานราชธน ลงวันที่ 31 ส.ค. 2479 ในหนังสือบันทึกเรื่องราวความรู้ต่าง ๆ ว่า… ช่างสิบหมู่เป็นแต่ชื่อกรมที่รวบรวมช่างได้มี 10 หมู่ด้วยกัน ไม่ใช่ช่างในบ้านเมืองมีแต่สิบอย่างเท่านั้น แต่ที่เรียกว่าช่างสิบหมู่ก็เพื่อต้องการรวบรวมช่างที่เป็นส่วนสำคัญไว้ก่อนเพียง 10 หมู่ แล้วภายหลังคิดเพิ่มเติมหรือแยกแขนงออกไปอีกตามลักษณะของงาน (พจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน )

ช่างสิบหมู่ เป็นคำที่เลื่อนมาแต่คำว่า "ช่างสิปป" เป็นภาษาบาลี มีความหมายนัยเดียวกับคำว่า "ศิลป" ในภาษาสันสกฤตคือ ฝีมือทางการช่าง คนไทยสมัยก่อนนิยมใช้ภาษาบาลีเป็นพื้น ไม่นิยมใช้ภาษาสันสกฤตจึงใช้คำว่า "สิปป" แทนคำว่า "ศิลป" แต่เมื่อออกเสียงไม่คล่องลิ้น คำว่า "สิปป" จึงหดสั้นลงเป็น "สิบ" "ช่างสิปป" ก็ตัดให้สั้นเข้าเป็น "ช่างสิป" ต่อมาคำว่า "สิป" ก็ค่อยห่างไกลความเข้าใจ และเปลี่ยนรูปคำเป็น "สิบ" กลายเป็นคำว่า "ช่างสิบหมู่" (หนังสือเรื่อง : พระประวัติพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ )

ปัจจุบัน "ช่างสิบหมู่" มีสถานะภาพเป็น กลุ่มงานช่างสิบหมู่ ในสังกัดสำนักสถาปัตยกรรมและหัตถศิลป์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประกอบไปด้วย กลุ่มงานช่างในสังกัด 5 กลุ่มงาน และศูนย์ศิลปะและการช่างไทย หนึ่งศูนย์ (พ.ศ. 2546) ได้แก่ กลุ่มงานช่างเขียนและช่างลายรดน้ำ รับผิดชอบงานด้านช่างเขียนลาย - เขียนแบบสำหรับงานช่างสิบหมู่สาขาต่าง ๆ , งานเขียนน้ำกาว และด้านช่างลายรดน้ำ, กลุ่มงานช่างแกะสลักและช่างไม้ประณีต รับผิดชอบด้านการขึ้นหุ่นโครงสร้างด้วยไม้ประเภทต่าง ๆ (ช่างไม้สูง) และด้านช่างแกะสลักไม้ และวัตถุอื่น ๆ , กลุ่มงานช่างประดับกระจกและช่างปิดทอง ปฏิบัติงานด้านช่างประดับกระจกและลงรักปิดทอง และงานผ้าลายทองแผ่ลวด, กลุ่มงานช่างโลหะและช่างศิราภรณ์ ปฏิบัติงานด้านงานช่างโลหะประณีต - โลหะประดิษฐ์ และงานสร้างหัวโขน, กลุ่มงานช่างปั้นหุ่นช่างปั้นลายและช่างมุก รับผิดชอบงานด้านช่างปั้นปูนสด และด้านงานช่างประดับมุก และศูนย์ศิลปะและการช่างไทย   

ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงถือว่าเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของช่างทุกสกุลที่ต้องระดมสรรพกำลังเพื่อให้พระเมรุมาศออกมาวิจิตรงดงามอย่างที่สุด

เปิดใจ 'นายช่าง'

องค์ประกอบหลักในการทำให้พระเมรุมาศสมบูรณ์ขึ้นในแง่ของความแข็งแรง และวิจิตรงดงามตามขนบศิลปกรรมที่สืบทอดกันมานั้น ทุกส่วนงานถือเป็นส่วนโครงสร้างสำคัญเท่ากันหมด สิ่งเหล่านี้จึงเป็นบางเสี้ยวส่วนของความรู้สึกในฐานะช่างคนหนึ่งที่ได้สนองงานใต้เบื้องพระยุคลบาทในครั้งนี้

"พูดไม่ได้หรอกครับ ว่าเราไม่สามารถทำได้" น้ำเสียงหนักแน่นจากประสบการณ์กว่า 27 ปีในสายช่างของ ธนิตย์ แก้วนิยม นักวิชาการช่างศิลป์ 8 ว. ผู้เชี่ยวชาญช่างประณีตศิลป์ หัวหน้ากลุ่มงานช่างโลหะประณีตและช่างศิราภรณ์ ตอบหลังถูกถามถึงรายละเอียดที่ได้รับมอบหมายในการประดับตกแต่งพระเมรุมาศ

เขาอธิบายคร่าวๆ ถึงขอบเขตงานของกลุ่มช่างโลหะประณีตและช่างศิราภรณ์ว่า ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของงานโครงสร้าง อาทิ ฉัตรที่อยู่โดยรอบพระเมรุ ทั้งฉัตรกลีบบัวและฉัตรปรุ พระโกศไม้จันท์ พระหีบไม้จันท์ พระหีบทองทึบ พระจิตกาธาน เป็นต้น

"มันเป็นงานที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะเป็นงานลักษณะไทยๆ ซึ่งค่อนข้างยาก เมื่อออกแบบลายเพื่อจะทำ ต้องให้ลงล็อกกับโครงสร้างพอดีทั้งหมดจะผิดพลาดไม่ได้เลย ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นงานที่เราได้รับโอกาส และในคณะช่างก็ทำงานด้วยความตั้งใจเพื่องานนี้"

ธนิตย์ยอมรับว่าการทำงานในพระราชพิธีครั้งนี้คล่องตัวขึ้นมากเมื่อเทียบกับงานพระราชพิธีครั้งก่อนๆ แต่ถึงอย่างนั้นความประณีต และความสวยงามก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงอยู่ดี

"ครั้งนี้ก็ถือว่ายากสำหรับเรา แต่การทำงานคล่องตัวมากขึ้น เมื่อครั้งงานของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเราแทบไม่รู้เลยว่าจะต้องทำอย่างไร ต้องซ่อมอะไร ดูแลอย่างไร ไม่เหมือนครั้งนี้ที่ต้องระวังคือความผิดพลาด ดังนั้นเมื่อเราได้แบบมาก็ต้องมาดูว่ามันจะต้องมีเทคนิควิธีการทำยังไง เพราะคนออกแบบไม่ได้บอกเรา ว่าวิธีการทำยังไง เราต้องมาตีความหาเทคนิคการประกอบเอง วัสดุจะแพงมากไหม จะใช้วัสดุอะไรเพื่อความเหมาะสม การทำต้องได้ทั้งหมด พูดไม่ได้ว่าเราไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นเราต้องหาวิธีการ ทำยังไงต้องให้ได้ ตอบปฏิเสธไม่ได้เลยในฐานะที่อยู่กรมศิลปากร โดยเฉพาะส่วนช่างสิบหมู่เนี่ย มันค้ำคอคุณอยู่ ไม่ว่าจะให้งานอะไรไป ต้องทำได้ ถ้ากรมศิลปากรทำไม่ได้ หรือกรมช่างฯ ทำไม่ได้ แล้วที่ไหนจะทำได้"

ด้าน นิยม กลิ่นบุปผา นายช่างศิลปกรรม 9 ว. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่างศิลปกรรม (ช่างสิบหมู่) ผู้ที่ร่างแบบเขียนลาย พระโกศทองคำ ฉัตรผ้าปิดทองแผ่ลวดประจำราชรถน้อยนำพระศพ และเฟื่องเงินสำหรับประดับมหาพิชัยราชรถ และราชรถน้อยส่วนที่จะใช้ในงานพระราชพิธี

"งานผมคือคอยกำกับดูแลงานที่ผมออกแบบ รวมทั้งงานที่เป็นแบบแผนแต่เดิมให้ออกมาเรียบร้อย ส่วนใหญ่เป็นงานซ่อมราชรถ ออกแบบลายไทยที่จะประดับราชรถราชยาน ประณีตศิลป์ ที่มาความหมาย ของงานไทยเวลาสื่อมวลชนจะซักถามก็จะเป็นผมที่รับผิดชอบ" เขาสรุปงานให้ฟังสั้นๆ

ในมุมมองของคนทำงานอย่าง นิยม มองว่างานออกแบบไม่ใช่ลักษณะงานที่ยากเท่าไหร่ แต่มีปัจจัยอย่างเงื่อนเวลา และวัสดุอุปกรณ์เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้งานยากขึ้นกว่าเดิม

"ผมทำงานตรงนี้มาจะ 30 ปีแล้ว การจะออกแบบเขียนแบบให้เป็นอะไรไม่ใช่ปัญหา แต่คุณจะให้เวลาผมกี่วัน บุคคลากร อุปกรณ์พร้อมไหมมันอยู่ตรงนั้นมากกว่า คนที่ทำงานเป็นเขาจะไม่มีปัญหา ลายไทยถ้าคนเข้าใจ ด้วยความที่มันเป็นลายไทยเขียนออกมายังไงมันก็เป็นลายไทยไม่ต้องไปลอกแบบจากที่ไหนเลยเขียนออกมาจากมือสดๆ เนี่ยแหละ ดังนั้นจะเห็นว่างานที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่เราจะสร้างลายเองไม่ได้มีการลอกแบบมาจากไหนเลย"

ส่วน วิจิตร์ ไชยวิชิต นักวิชาการศิลปกรรม 7 ว. หัวหน้ากลุ่มงานช่างแกะสลักและงานช่างไม้ประณีต กลุ่มประณีตศิลป์และการช่างไทย ยอมรับว่างานไม้ถือเป็นงานที่ต้องใช้เวลา และประสบการณ์เชิงช่างค่อนข้างมาก

"ช่าง 1 คนใช้เวลา 2-3 วันกว่าจะได้งาน 1 ตัวนะ" เธออธิบายคร่าวๆ

ระยะเวลากว่า 8 เดือนที่บรรดาช่างแกะสลัก และช่างไม้ทำงานจึงไม่เกินเลยความเป็นจริงถึงความยากของลักษณะงานที่ได้รับมอบหมาย แรกๆจึงมีความกังวลอยู่บ้างแต่เมื่อได้รับมอบหมายงานสิ่งที่ต้องทำก็คือต้องสนองเบื้องพระยุคลบาทให้จงได้ อุปสรรคที่เธอคิดว่าในส่วนงานอื่นๆ ก็ต้องเผชิญเหมือนกันก็คือเรื่องของเวลา และจำนวนคนงานที่มีไม่เพียงพอในแต่ละสาขา

"วิธีการทำงานของเรา ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ แต่มันต้องนำไปเทียบประกอบก่อน แล้วจึงนำมาเสริมแรงโครงสร้างที่เป็นตัวไม้ ไม่ใช่คุณทำตัวไม้แล้วจะมาประกอบได้เลย ฉะนั้นการทำงานจึงค่อนข้างซับซ้อนพอสมควร ทุกอย่างต้องเตรียมแผนงาน เราต้องดูงานเทียบเคียงกับลายราชรถคันอื่นๆ ด้วย ที่สำคัญงานใดที่เกิดคาบเกี่ยวกันระหว่างการทำงานของแต่ละกลุ่มงานก็จะยิ่งรัดตัวมากขึ้นไปอีก เคยมีช่วงที่ซ่อมแซมราชรถ ราชรถคันหนึ่งมีคนเกือบๆ 40 คนรุมก็เคย (หัวเราะ)" เธอเล่า

"งานผมเหมือนเป็นตัวประกอบนะ" ในความเห็นของ วันชัย หวลนิวัติวงษ์ นักวิชาการช่างศิลป์ 8 ว. หัวหน้ากลุ่มประณีตศิลป์และการช่างไทย และหัวหน้ากลุ่มงานช่างปิดทองประดับกระจกและช่างมุก นิยามงานของกลุ่มช่างปิดทองประดับกระจกว่าเป็นพระรองที่ "ไม่ถึงกับเด่นแต่ขาดแล้วเรื่องด้อย"

"งานเราไม่เป็นตัวหลักแต่ก็มีความสำคัญอย่างในงานพระเมรุ ฉัตรต่างๆ ที่ทำด้วยผ้าตาดทองของเก่าชำรุด ทางเราก็ซ่อมแล้วก็สร้างขึ้นมาใหม่ อย่างผ้าลายฉลุที่ใช้รอบพระเมรุเราก็ทำ หรืองานซ่อมราชรถน้อยงานไหนที่เขาแกะเสร็จแล้วเราก็เข้าไปประดับกระจก ทั้งซ่อมทั้งสร้าง มันสอดแทรกอยู่ทุกกลุ่มน่ะ (ยิ้ม)"

เขาบอกว่า ไฮไลท์ของงานปิดทองอยู่ที่ชิ้นกระจกที่จะนำมาปิด หากมองเผินๆ งานกระจกที่ใช้ในพระราชพิธีกับงานกระจกตามวัดจะคล้ายๆ กันแต่หากสังเกตถึงความละเอียดของงานรวมทั้งสีกระจกที่นำมาใช้ก็ยึดตามขนบประเพณีโบราณเช่นกัน

"สีแดง สีเขียว สีขาวที่ใช้ก็ยึดตามแบบประเพณีโบราณมาใช้ ทำงานตามชอบใจเองไม่ได้ ลายที่ประดิษฐ์ใหม่ก็เหมือนกัน ก็ต้องให้ทางฝ่ายเขียนแบบออกทำงานให้เสร็จก่อนแล้วเราจึงค่อยลงมือทำงานต่อจะทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้"

ทุกสิ่งที่ช่างทุกคนทุกฝ่ายต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจ อุทิศเวลา และจิตวิญญาณ เพื่อให้งานออกมาสำเร็จลุล่วงทันเวลา นั่นก็เพราะมุ่งหวังให้พระอิสริยยศของ 'พระปิยโสทรเชษฐภคินี' เกริกเกียรติเกรียงไกรอย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้

: ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี

 ภาพ : ภาคิน เลาหสินณรงค์










28 ตุลาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

เอสเพรสโซ่ไร้พรมแดน

:ถ้าอยากใช้อินเทอร์เน็ตไร้สาย ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อชั่วโมงไว-ไฟหรอกนะ เอาเงินไปซื้อกาแฟดีกว่า แล้วนั่งแช่ไปทั้งวัน เล่นเน็ตกันให้มันเพลินเพลินจำเริญใจ


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เน็ตแรง กาแฟแพงไม่ว่ากัน

หนุ่มวัยกลางคนหิ้วกระเป๋า สาวเท้าสวบๆ เดินเข้าร้านสตาร์บัคส์ ซึ่งส่งกลิ่นกาแฟอบอวลออกมานอกร้าน

เขาถือแก้วคาปูชิโนฟองนมละเอียดขาวฟูเดินหาชัยภูมิเหมาะๆ ก่อนหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟานุ่ม มือก็จัดแจงคว้าโน้ตบุ๊คออกมาจากกระเป๋าเป้ที่พกติดตัวเป็นประจำ พร้อมเปิดออฟฟิศทำงานนอกบ้านแล้ว

พนมศักดิ์ นิรันดร์รุ่งเรือง ทำงานให้กับบริษัทซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์รายหนึ่ง เขาใช้ชีวิตทำงานนอกออฟฟิศ นอกบ้านมา 5 ปีกว่าแล้ว ที่ทำงานของเขาอยู่ทุกที่ ไม่ใช่ห้องทำงานที่มีโต๊ะประจำ หรือห้อมล้อมด้วยอุปกรณ์สำนักงาน กั้นด้วยพาร์ติชั่น แต่ถ้าเป็นไปได้เขาจะเลือกหาร้านกาแฟที่มีบริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย และเช็คอีเมล์ เข้าอินเทอร์เน็ตหาข้อมูลระหว่างรอลูกค้า

พนมศักดิ์บอกเหตุผลที่เลือกใช้ร้านสตาร์บัคส์เป็นที่นัดพบลูกค้า และใช้งานอินเทอร์เน็ตเพราะชอบรสชาติกาแฟเอสเพรสโซของที่นี่ และนั่งสบาย

ระยะหลังลูกค้าที่เข้ามาดื่มกาแฟที่สตาร์บัคส์มักจะหิ้วโน้ตบุ๊คเข้ามาทำงานจิบกาแฟไปพลาง มีให้เห็นมากขึ้น บ้างยกพีดีเอมาจิ้มๆ แชตกับเพื่อนที่ออนไลน์อยู่ที่ไหนสักแห่ง

สุมนพินทุ์ โชติกะพุกกะณะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า สตาร์บัคส์ให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายมา 4 ปีแล้ว และยังเป็นร้านกาแฟแห่งแรกในไทยที่ให้บริการไวไฟ wi-fi

เธอบอกว่า จากการสำรวจพฤติกรรมของลูกค้าสตาร์บัคส์ พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่เดินเข้ามาในร้านวันละหลายครั้ง ตอนเช้าอาจจะมานั่งดื่มกาแฟ ตอนเที่ยงเข้ามาใช้ร้านกาแฟเป็นที่ประชุมนอกออฟฟิศ ตอนเย็นก็แวะกลับเข้ามาอีกครั้งเพื่อนั่งสังสรรค์กับเพื่อน และยังได้ใช้อินเทอร์เน็ตด้วย

"สตาร์บัคส์ มองว่าอินเทอร์เน็ตไร้สายเป็นส่วนช่วยเสริมธุรกิจกาแฟ โดยผู้ใช้เลือกที่จะกลับมาใช้บริการอีกในครั้งต่อไป จากความสะดวกสบายที่ได้รับ ซึ่งกลุ่มลูกค้าของสตาร์บัคส์กำลังจะเปลี่ยนไปจากคนวัยทำงาน มาเป็นกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษาที่มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อความบันเทิงไม่แพ้กับคนในวัยทำงาน"  สุมนพินทุ์ มองแนวโน้ม และดูเหมือนจะถูกต้องเสียด้วย

หนุ่มคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อย่าง วงศกร ลิ้มศิริ เป็นอีกคนที่พกโน้ตบุ๊คติดตัวมามหาวิทยาลัยเป็นประจำ และที่จุฬาเขาสามารถนั่งใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษสำหรับนักศึกษา

“ปกติจะพกโน้ตบุ๊กติดตัวมาใช้ที่มหาวิทยาลัย ทำรายงาน เช็คเมลล์ ออนเอ็มเอสเอ็นคุยกับเพื่อน เข้าอีเบย์ บางครั้งก็เขียนบล็อก เข้า Hi5 แต่ตอนนี้เลิกเล่นเว็บประเภทคอมมูนิตี้ไปแล้ว” วงศกรสรุปชีวิตไร้สายของเขา

อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ พีดีเอ หรือโน้ตบุ๊ก เป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับชีวิตนักศึกษา วงศกรและเพื่อนๆ มักจะสื่อสารกันผ่าน Hi5 มากกว่าโทรคุยกัน เขายอมรับ ระยะหลังนั่งว่างเป็นไม่ได้ต้องหยิบพีดีเอ ไม่ก็เปิดโน้ตบุ๊คดูว่าแถวนั้นมีสัญญาณไว-ไฟให้เข้าเน็ตหรือเปล่า

“เล่นเน็ตไม่จำเป็นต้องอยู่บ้านอีกต่อไป ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าเว็บไซต์ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะไว-ไฟที่ค่อนข้างครอบคลุมพื้นที่ใช้งาน"  วงศกร บอก

เอสเพรสโซโนลิมิต

อิงอร กิมกง หรือ มด นิสิตปริญญาเอกปีสุดท้าย จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การใช้งานอินเทอร์เน็ตนอกบ้านเป็นการผ่อนคลาย และสร้างบรรยากาศใหม่ให้กับชีวิตที่คร่ำเคร่งอยู่กับการทำวิทยานิพนธ์ตลอดทั้งวัน และนานติดต่อกันหลายเดือน

มดมักจะหิ้วโน้ตบุ๊คออกจากหอพัก เดินสายหาร้านกาแฟที่ราคาไม่แพง ไม่จำเป็นต้องเป็นสตาร์บัคส์ แต่ขอให้นั่งสบาย คนไม่พลุกพล่าน และยอมให้เธอนั่งทำงานเป็นครึ่งค่อนวัน

“ปกติจะนั่งอยู่ในร้านกาแฟนานมาก วันหนึ่งสั่งกาแฟมากินไม่ต่ำกว่า 2-3 แก้ว ดื่มเอสเพรสโซ สลับกับชาและน้ำหวาน เพื่อที่จะยืดเวลาการทำงานนอกสถานที่ให้นานขึ้น ซึ่งมันจำเป็น”

เธอบอกว่า ปกติเธอจะแวะมาร้านกาแฟเจ้าประจำตอนเที่ยง สั่งกาแฟถ้วยโปรด ก่อนที่จะนั่งยาวไปจนถึงเที่ยงคืน ร้านปิด โดยในร้านมีบริการปลั๊กไฟให้เสียบใช้บริการได้ฟรีโดยไม่ต้องกลัวว่าแบตเตอรี่หมด

ร้านกาแฟค่อนข้างเงียบสงบ เมื่อเทียบกับร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ทั่วไป ช่วยให้เธอมีสมาธิในการทบทวนเนื้อหาที่เรียน แถมเว็บไซต์ยังมีข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการค้นหา ไม่ว่าจะเป็นวารสารทางวิชาการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกสาขาจุลชีววิทยา

“บางทีไปทำรายงานที่มหาวิทยาลัย เจอกับกลุ่มเพื่อนก็คุยกันน้ำไหลไฟดับ ไม่ได้ทำงาน แต่ถ้ามาร้านกาแฟ บรรยากาศเป็นกันเอง บรรยากาศสบายๆ ในร้าน ช่วยให้ผ่อนคลายความเครียดไปได้มาก” นิสิตปริญญาเอกวัย 29 ปี บอก

อีกมุมหนึ่งของร้าน สลิสา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เจ้าของธุรกิจส่วนตัวกำลังเปิดโน้ตบุ๊ก ต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายที่ร้านให้บริการฟรี ก่อนที่จะเริ่มต้นเช็คอีเมล์ และท่องโลกอินเทอร์เน็ตไปยังเว็บไซต์ที่โปรดปราน

สลิสา บอกว่า เธอใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อฆ่าเวลา และก็คิดว่าคนส่วนใหญ่ที่ใช้อินเทอร์เน็ตนอกบ้าน ต่างก็ใช้เพื่อฆ่าเวลาเช่นกัน

“ปกติแล้วจะใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเช็คเมลด่วน รับงานจากลูกค้า ส่วนตัวทำธุรกิจออกแบบ ตัวอย่างงานทุกอย่างจะส่งผ่านอินเทอร์เน็ตหมด ซึ่งส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ในออฟฟิศ แต่หากวันไหนที่จำเป็นต้องออกไปทำงานข้างนอก และต้องเช็คเมล ติดต่องานกะทันหัน ร้านกาแฟที่มีให้บริการไวไฟ  จะเป็นตัวเลือกแรกที่ใช้บริการ” เจ้าของธุรกิจส่วนตัว เผยแจงเหตุผล

นอกเหนือจากการทำงาน เธอยังเปิดโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นแชทกับเพื่อนไปด้วย และแวะเวียนไปตามเว็บติดตามข่าว ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับงานออกแบบ และอื่นๆ จิปาถะ

“ส่วนตัวไม่ใช่สาวทันสมัยที่ติดเทคโนโลยีจ๋า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่พกติดตัวอยู่เป็นประจำก็มี มือถือ แฟลชไดร์ฟ โน้ตบุ๊ก ก็คล้ายๆ กับหลายคนสมัยนี้ การใช้คอมพิวเตอร์นอกบ้านไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป”

ระวังวัตถุ Wi-Fi

“อุปกรณ์ที่ทันสมัยไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ค สมาร์ทโฟน และพีดีเอ ที่ปัจจุบันมีมากถึง 6 ล้านเครื่อง ช่วยให้คนเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นที่บ้าน หรือที่ทำงานอีกต่อไป” นนท์ อิงคุทานนท์ รองผู้อำนวยการหัวหน้าสายงานบริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว

ตัวเลขลูกค้าทรู ที่ใช้บริการแบบอินเทอร์เน็ตไร้สาย แบบรายเดือนมีประมาณ 6-7 หมื่นคน ในปัจจุบัน และกำลังเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว หลังจากที่ทรูได้จับมือกับกรุงเทพมหานคร เปิดให้บริการกรีน Wi-Fi ฟรีกับคนเมือง โดยมีผู้สมัครสมาชิกกว่า 1,000 คนต่อวัน โดยตัวเลขมีแนวโน้ม ใกล้เคียงกับลูกค้าที่เสียเงินซื้อแพ็คเกจ จากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 13 ล้าน ทั่วประเทศ

อินเทอร์เน็ตไร้สายในปัจจุบันเพิ่มพื้นที่ให้บริการมากขึ้น จากเดิมที่มีเฉพาะในห้างสรรพสินค้า และร้านกาแฟชื่อดังแล้ว ปัจจุบันพื้นที่ให้บริการครอบคลุมในจุดที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก เช่น สยามสแควร์ ทองหล่อ สีลม และจตุจักร โดยสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จาก Wi-Fi Hotspot ที่ติดตั้งอยู่ทั่วกรุงกว่า 15,000 จุด

“ผมเองใช้มือถือเข้าเน็ตอัพเดทข้อมูลที่สนใจ เช่น ตรวจสอบราคาทองคำ ตลาดหุ้น ผลการแข่งขันกอล์ฟ เช็คอีเมลบางครั้งก็เล่นเอ็ม (เอ็มเอสเอ็น) ผ่านมือถือเหมือนกัน” ผู้บริหารทรูบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต กล่าว

ด้าน ปรัธนา ลีลพนัง ผู้อำนวยการสำนักการตลาดบริการเสริม เอไอเอส เล่าว่า การใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือมีอยู่หลายรูปแบบตามไลฟ์สไตล์ ที่แตกต่างกันออกไป กลุ่มแรก เป็นกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค มือถือ และพีดีเอเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ด้วยไวไฟ, จีพีอาร์เอส และเอดจ์ ซึ่งมีจำนวนกว่า 1 แสนคน อนาคตเชื่อว่ากลุ่มนี้จะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนอกสถานที่มากขึ้น

กลุ่มถัดมามีผู้ใช้จำนวนเติบโตมากขึ้นราว 2 ล้านคน  เป็นกลุ่มใช้มือถือเข้าอินเทอร์เน็ตผ่านหน้าแวพ (Wap page) และใช้มือถือเป็นโมเด็มเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตช่วงสั้นๆ กดดูข้อมูลที่ให้บริการฟรี ใน Mobile life ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้สูงมาก ไม่ว่าจะหาข้อมูล Google Search  ดาว์นโหลดเสียงเรียกเข้า เพื่อเสริมความแตกต่างในการใช้งานมือถือส่วนตัว

กลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มที่เล่น ไฮไฟว์  มายสเปซ  และบล็อก ที่ต้องการอัพเดทข้อมูลตลอดเวลา รวมถึงผู้ที่ต้องการความบันเทิงบนอินเตอร์เน็ต เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ผ่านยูทูป เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือแบบไม่รู้ตัว เช่น กดฟังบริการเสริม กดดอกจันทน์ ตามด้วยหมายเลขที่กำหนด ซึ่งระบบพร้อมจะส่งข้อมูลบริการตอบกลับผ่านจีพีอาร์เอส และเอดจ์

ปรัธนา เล่าให้ฟังว่า การใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาไม่นานนัก 2-3 ชั่วโมง และ 50 ชั่วโมงต่อเดือนขึ้นไป กลุ่มเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์ โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่วันละ 1-2 ชั่วโมง ค่าใช้บริการแบบเหมาจ่ายที่ถูกลงกระตุ้นให้คนใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือมากขึ้น

ต่างกับช่วง 3 ปีก่อน จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือมีไม่กี่แสนคนต่อวัน แต่วันนี้ จำนวนผู้ใช้งานพุ่งสูงขึ้นถึง 4 ล้านคน นี่นับเฉพาะเครือข่ายเอไอเอส

เขามองว่า อนาคตแนวโน้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือจะเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคอมพิวเตอร์ราคาถูกลงโดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่า "เน็ตบุ๊ค"  ราคาระดับ 1 หมื่นบาท คอมพิวเตอร์ในอนาคตออกแบบให้มากขึ้นโดยสามารถใส่ซิมโทรศัพท์ และใช้งานไร้สายได้มากขึ้น

“อนาคตอุปกรณ์สื่อสารจะเอื้อให้ การใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือทำได้ง่ายขึ้น รูปแบบการใช้งานจะเป็นแบบ one to many ด้วยการส่งเมลผ่านมือถือ มากว่าสนทนาด้วยเสียง ขณะที่สังคมออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตจะขยายวงกว้างมากขึ้น เมื่ออุปกรณ์เชื่อมต่อมีราคาถูกลง” ผู้บริหารเอไอเอส กล่าว และเชื่อว่า เทคโนโลยี 3 จีจะเป็นตัวเร่งให้คนใช้งานอินเทอร์เน็ตออนโมบาย มากขึ้น

รอดูก็แล้วกัน

: จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา










23 ตุลาคม พ.ศ. 2551 01:00:00

หนอนรุ่นเล็กใน Book Expo 2008

:ใครว่าเด็กไทยไม่รักการอ่าน ลองมาฟังวัยรุ่นในงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 13 พวกเขาอ่านอะไร ?


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ปิดฉากลงแล้วในวันนี้ สำหรับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 13 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ซึ่งจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ 11 ตุลาคม ที่ผ่านมา ใครมีโอกาสแวะไปเยี่ยมชมภายในงาน คงได้สัมผัสกับความแออัดของบรรดาหนอนหนังสือรุ่นเยาว์ที่แห่กันมาเลือกซื้อหนังสือกลับไปคนละหลายๆ ถุง ราวกับอยากจะลบคำครหาจากผู้ใหญ่ว่า "เด็กไทยไม่รักการอ่าน"

ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า ..พวกเขาอ่านอะไร ?

ดังนั้น เรามาติดตามกันว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่ของเราอ่านอะไร พร้อมฟังแง่มุมจากฝ่ายผู้ผลิต อันได้แก่สำนักพิมพ์ยอดฮิตของวัยรุ่นวันนี้ ว่าเนื้อหาชนิดไหนเป็นที่โปรดปรานของนักอ่านรุ่นเล็ก

ที่ต้องถือว่าเป็นกระแสมาหลายปี และวันนี้ยังมีความแรงให้เห็น แน่นอนว่าคือ "แจ่มใส" สำนักพิมพ์อายุ 7 ขวบปี ถ้าใครไปงาน "สัปดาห์หนังสือ" แล้วเห็นเด็กวัยมัธยมหิ้วถุงพลาสติกสีส้มสดกันเต็มไปหมด นั่นแหละ ถุงของสำนักพิมพ์แจ่มใส และถ้าเจอแผงที่มีคนเบียดเสียดยัดเยียดสุดๆ สังเกตดูว่าเป็นเยาวชนคนวัยเดียวกันนี้ เป็นได้ว่าเงยหน้าขึ้นไปดูชื่อบู๊ธก็จะเห็นว่าเป็น "Jamsai"

"แจ่มใส" นับเป็นสำนักพิมพ์รายแรกๆ ที่แจ้งเกิดในยุคไอที ด้วยการตีพิมพ์หนังสือในภาษาวัยรุ่น ก่อนที่จะมีอีกหลายสำนักพิมพ์เดินตามกันเป็นพรวน

"ชีวิตของเด็กกำพร้าตัวน้อยๆ นามว่า ‘ยาคูลท์’ (ฉันเองค่ะ (-_-)/ ฉันเอง) ฮือออ TT_TT ทั้งชีวิตมีแค่ความสวย เอ๊ย ความรู้ติดตัว ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงต้องหางานทำแล้วสินะ งั้นไปสมัครเลยดีกว่า ลุ้ยยย ^O^" เป็นตัวอย่างของภาษาที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้น

กลุ่มเป้าหมายหลักชัดเจนว่าเป็นเด็กผู้หญิง เนื้อหาเป็นนวนิยายรัก ซึ่งแบ่ง 5 กลุ่ม ได้แก่ ความรู้สึกดี..ที่เรียกว่ารัก, Jamsai Love Series, Sweet Asian, Dreamland of Love และ มากกว่ารัก เน้นแบ่งตามวัยของผู้อ่าน เริ่มตั้งแต่ 12 ปีไปจนถึงมหาวิทยาลัยและเริ่มทำงานปีแรกๆ

งานหนังสือครั้งนี้ "แจ่มใส" เปิดตัวหนังสือใหม่ 28 เล่ม เล่มเด็ดที่เด็กๆ มาออกันซื้อจนต้องแจกบัตรคิว อย่าง 4th Love แอดมิทหัวใจรักยกกำลังสี่ และ Love Liar รีเทิร์นรัก หลอกกั๊กหัวใจยัยว้าวุ่น ซึ่งผู้บริหารสำนักพิมพ์ลุ้นว่ายอดจำหน่ายน่าจะทำลายสถิติของปีที่ผ่านมา คือทะลุ 10,000 เล่มต่อปก

"เชื่อว่าหนังสือของเราทำให้เด็กผู้หญิง ข้ามจากการอ่านการ์ตูนมาสู่พ็อกเก็ตบุ้คได้เร็วขึ้น แทนที่จะต้องรอให้โตกว่านี้จึงจะเริ่มอ่านหนังสือจริง" ศักดิ์ชัย วิจัยธรรมฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แจ่มใส พับลิชชิ่ง จำกัด กล่าวด้วยความภูมิใจถึงภารกิจตลอดหลายปีของอายุสำนักพิมพ์

เน็ตกับหนังสือ : อุปสรรคหรือโอกาส

ตลาดใหญ่หนังสือวัยรุ่นเย้ายวนให้หลายค่ายกระโดดมาร่วมเล่น "สถาพรบุ๊คส์" เป็นหนึ่งในนั้น จากที่เคยเน้นตลาดหนังสือนวนิยายสำหรับผู้ใหญ่เป็นหลัก แต่กระแสนักอ่านวัยเยาว์ที่มีกำลังซื้อสร้างให้เกิดบริษัทลูกอย่าง สำนักพิมพ์ปริ๊นเซส ที่ผลิตนวนิยายรักสำหรับวัยรุ่นหญิงอายุ 18-20 ปี ตามมาด้วย สำนักพิมพ์ Z-Girl เน้นแนวเรื่องรักเฮี้ยวๆ เปรี้ยวๆ แสบๆ ของคนวัยทีน แล้วยังมีหนังสือสำหรับเยาวชนแนวแฟนตาซีที่พิมพ์โดยสถาพรบุ๊คส์ และเร็วๆ นี้เตรียมจะเปิดตัวสำนักพิมพ์น้องใหม่ชื่อ Sugar Beat เพื่อพิมพ์นวนิยายสไตล์หวานแหววสำหรับวัยรุ่นช่วงปลายที่โตกว่า "ปริ๊นเซส" เรียกว่าซอยทาร์เก็ตกันละเอียดยิบเลยทีเดียว

Book Expor ปีนี้ "สถาพรบุ๊คส์" เปิดตัวหนังสือใหม่นับได้ 30 เล่ม โดยสัดส่วนต้องถือว่าเป็นหนังสือสำหรับวัยรุ่นเกินกว่าครึ่ง

วรพันธ์ โลกิตสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาพรบุ๊คส์ จำกัด ยอมรับว่ากระแสหนังสือเด็กมาแรง สาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากการที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับการอ่านของเด็กๆ รวมทั้งมีทัศนคติเปิดกว้างสำหรับการอ่าน "เพื่อความบันเทิง" มากขึ้น

มีอีกหลายสำนักพิมพ์ที่หันมาให้ความสนใจกับตลาดหนังสือวัยทีน ไม่ว่าจะเป็น "ใยไหม", "Bliss" จากค่ายแกรมมี่, "เพิร์ล" ที่เน้นนิยายแนวไซไฟแฟนตาซี รวมไปถึงค่ายใหญ่อย่าง "นานมีบุ๊คส์" "อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง" และถึงใครจะว่าเด็กยุคนี้ "เล่นเน็ต" เลยอ่านหนังสือน้อย แต่ปรากฏว่ามีหลายสำนักพิมพ์หันมาใช้สื่ออินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างชุมชนออนไลน์ พร้อมๆ ไปกับเพิ่มช่องทางการจำหน่าย อย่าง "แจ่มใส" ที่แจ้งยอดสมาชิกเว็บไซต์ jamsai.com ว่าอยู่ที่ 130,000 รายอัพ ขณะที่อีกหลายๆ สำนักพิมพ์จัดกิจกรรมการประกวด และ On Tour ตามสถานศึกษา ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มจำนวนคนอ่าน เผลอๆ ยังได้นักเขียนหน้าใหม่ติดไม้ติดมือมาด้วย

'โหน่ง' วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ บิ๊กบอส สำนักพิมพ์แนวๆ อย่าง a day book บอกว่าเขารักกลุ่มผู้อ่านรุ่นเยาว์เท่าๆ กับชื่นชอบงานสัปดาห์หนังสือ เพราะนี่คือจุดนัดพบของผู้ผลิตกับกลุ่มคนอ่าน โดยเฉพาะ "แฟนๆ" ของสำนักพิมพ์ ที่ช่วยสร้างปรากฏการณ์สวนกระแสเศรษฐกิจฟุบ ด้วยกำลังซื้อเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าที่เคยไปออกงานครั้งไหนๆ ที่ผ่านมา

งานนี้ a day book เปิดตัวหนังสือใหม่ 14 เล่ม ไฮไลท์อยู่ตรงที่หลายเล่มเป็น "นิยายภาพ" ที่ใช้ลายเส้นในการเล่าเรื่อง

"เราเคยพิมพ์ 'ถั่วงอกและหัวไฟ' เล่มแรก กระแสตอบรับดีมาก พิมพ์ 9 ครั้งใน 1 ปี เล่มสองวางในงานนี้ รวมทั้ง 'ความสุขของมะลิ' ที่เป็นกราฟฟิกฟิกชั่นเหมือนกัน และ 'ศัพท์หมู' สอนภาษาอังกฤษด้วยลายเส้นการ์ตูน"

"วงศ์ทนง" บอกว่า การที่ a day หันมาเล่นกับการ์ตูนจะทำให้สามารถดึงคนอ่านหน้าใหม่อายุน้อยลง ให้เริ่มมา "ผูกปิ่นโต" กับ a day แต่เนิ่นๆ จากเดิมเน้นที่ผู้อ่านระดับมหาวิทยาลัย และ "First Jobber" เป็นหลัก

สิ่งหนึ่งที่ผู้ผลิตกล่าวแสดงความหวังไว้คล้ายๆ กันคือ การที่เด็กๆ ซึ่งเป็นลูกค้าของพวกเขาในวันนี้ จะมีพัฒนาการด้านการอ่านสู่เนื้อหาสาระที่มีความเข้มข้นขึ้นตามวัย

: รัชดา ธราภาค/ อัคคเดช ดลสุข

ภาพ : สุกล เกิดในมงคล

--------------------------------------

สัมภาษณ์เด็กสัปดาห์หนังสือ

"หมูแดง" ชัยยุทธ ทองสุข

ปี 3 คณะวิทยาศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

"ซื้อนิยายวิทยาศาสตร์แฟนตาซี เมื่อก่อนอ่านการ์ตูนแล้วขยับมาเป็นนิยายสั้นๆ อ่านทุกแนว วันนี้ตั้งงบซื้อหนังสือไว้ไม่เกิน 1,500 บาท ทุกเล่มที่ซื้อไปน้องจะอ่านต่อ หนังสือที่บ้านเยอะครับเพราะอ่านตั้งแต่เด็ก ผมมาสัปดาห์หนังสือทุกครั้ง เห็นว่าหนังสือออกมามากขึ้น แต่ที่ไม่ได้สาระประโยชน์ก็เยอะ หนังสือที่ชอบตอนนี้คือ 'อาร์ทิมิส ฟาวล์' เป็นหนังสือแนวแฟนตาซี"

ศราธร เศรษฐนีพงษ์

ม.4 ร.ร.สารสาสน์วิเทศน์ศึกษา

"วันนี้มากับเพื่อนๆ ไม่ได้ตั้งใจมาซื้อ แต่ก็ได้มา 3 เล่ม พวกคิดอ่านเร็ว แล้วก็หนังสือเกมส์ ชอบมาตั้งแต่ ม.ต้น แต่การ์ตูนไม่ค่อยชอบ ชอบหนังสือแนววิทยาศาสตร์ ตั้งงบประมาณไว้ในการซื้อแต่ละครั้งประมาณ 500 บาท หนังสืออยากแนะนำคือ 'ถอดรหัสอ่านเร็ว' เป็นหนังสือแปล นอกจากนี้หนังสือที่อยากอ่านก็พวกนิยายพวกโหดๆ แต่รอให้โตกว่านี้ก่อน"

"เบส" มงคล อธิวัฒน์ภิญโญ

ม.4 ร.ร.เซนต์ดอมินิก

"บ้านอยู่แถวนี้ครับเลยมาทุกวัน ซื้อการ์ตูน 'ดรากอนบอล' ชอบอ่านแนววิทยาศาสตร์ พวกหลุมดำ อ่านอยู่พักหนึ่ง หลังๆ กลับมาอ่านการ์ตูน คลายเครียดครับ"

"เจมส์" อภิชา คุรณาศิรินทร์

ม.4 ร.ร.เซนต์ดอมินิก

"มาวันนี้แม่ให้ 500 บาท แต่ไม่ชอบให้อ่านการ์ตูน เลยอ่านนวนิยายแนวสอบสวนประมาณเดือนละเล่ม แต่ถ้าถามเล่มที่ชอบคือ 'กัปตันกางเกงใน' เป็นหนังสือแปลสนุกๆ"

"ขวัญ" ขวัญชนก จันทรวิฑูรย์

ชั้น ม.6 บ้านเรียน (โฮมสคูล)

"ซื้อ 9 เล่ม ของสำนักพิมพ์ Bliss ทั้งหมด ซื้อหนังสือแปลของ โยชิโมโต บานานา เลือกหลายๆ แนว เป็นเด็กโฮมสคูลมีเวลาอ่านเยอะ เมื่อก่อนได้งบมาสัปดาห์หนังสือครั้งละ 2,000 บาท ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดีเหลือ 1,200 (หัวเราะ) เพื่อนๆ อ่านของ 'แจ่มใส' บู๊ธเดียว ซื้อกันทีละเป็นพัน หนูลองอ่าน 3 เล่มเบื่อ เนื้อหามันซ้ำๆ กัน"

"หยง" กุลวดี จรัสจารุวรรณ

ปี 3 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ

"ซื้อของ Open Book ชอบนักเขียนหลายคนของสำนักพิมพ์นี้ เรื่องที่ชอบมาก 'อย่างน้อยที่สุด ประวัติและทัศนะในวัยหนุ่มของ เป็นเอก รัตนเรือง' ประทับใจหนังของเขา พออ่านหนังสือก็ชอบ เป็นคนที่คิดต่าง และมีชีวิตน่าสนใจ การ์ตูนก็ชอบคะ อ่าน 'นารุโตะ' คิดว่ามันก็เหมือนหนังสือปกติ แค่อยู่ในรูปแบบการ์ตูนที่เข้าใจง่าย หลายเรื่องไม่ไร้สาระ"

ชัยยุทธ คงศรีประชา

ปี 2 คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น

"มางานสัปดาห์หนังสือทุกปี ชอบหนังสือที่มีสาระ ตอนเด็กๆ ก็อ่านการ์ตูน พอโตหน่อยอ่านนิยายแต่ก็ไม่ชอบ อยากอ่านอะไรที่เอามาใช้กับชีวิตได้จริง ม.4 อยากรู้ว่าจะเรียนอะไรต่อดีเลยไปหาซื้อหนังสือมาอ่านเล่มหนึ่ง ชื่อ 'จากวัยรุ่นจะไปเป็นหมอ' อ่านแล้วทำให้เราค้นหาตัวตนของเราเองได้ชัดเจนขึ้น เป็นเล่มแรกที่อ่านจบแล้วอยากอ่านซ้ำ"

"แก้ว" แก้วกาญจน์ ทำนุทัศน์

ม.3 ร.ร.ศึกษานารี

"ซื้อการ์ตูน 'โคนัน' เป็นเรื่องสืบสวนสอบสวน กับ 'เดทโน๊ต' ทำให้รู้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ หนูว่าอ่านการ์ตูนแล้วทำให้มีจินตนาการ แต่ก็ชอบสารคดีเรื่องเอกภพ แนววิทยาศาสตร์ด้วย"

"บุ๊ค" ณรัตน โชคอุ่นกิจ

"เล่มที่ซื้อมาคือ Japafive เป็นเรื่องขบวนการแปลงร่าง เรื่องผู้บุกรุกจากต่างดาว แนวตลก ชอบอ่านการ์ตูนสนุกๆ หนูเรียนก็เครียดอยู่แล้ว"

ธีระ หวังภัทราวาณิชย์

ปี 4 มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)

"ตั้งใจมาดูซุ้มซีเอ็ดเกี่ยวกับพวกบริหารธุรกิจ เพื่อนๆ ชอบหนังสือแนวนี้ทั้งกลุ่มเลยครับ เล่มแรกที่อ่านเกี่ยวกับพวกบริหารเงินๆ ทองๆ 'พ่อรวยสอนลูก' อ่านตั้งแต่ ม.5 ที่บ้านก็ทำงานเกี่ยวกับพวกเงินๆ ทองๆ อยู่แล้วเลยชอบอ่าน ผมว่าหนังสือตระกูลพ่อรวยสอนลูกนี่ดีมากเลย น่าอ่านครับเพราะให้แง่มุมที่แปลกไปจากตำราเรียน สอนให้หารายได้เองโดยไม่ต้องพึ่งทางบ้าน"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 04, 2008, 09:42:17 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
หน้า: 1 ... 8 9 [10]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!