เว็บบอร์ด Taladhoon.com
มิถุนายน 27, 2016, 02:37:28 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เรียนกราฟเทคนิคง่ายๆที่ใช้ได้ผล กับ ช.โชติวงศ์ส-อา 23-24 ก.ค.59 เวลา9:00-16:30น.อาคารมหาทุนพลาซ่า ชั้น18 (BTS เพลินจิต) เรียนครบจบทุกเรื่องที่สำคัญ เพียง7,500บาทสำรองที่นั่งโทร 02-6507930-1อ่านรายละเอียดได้ที่ http://irs.co.th/irs/course/detail/74
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 7 8 [9]   ลงล่าง
  พิมพ์  
| | ผู้เขียน หัวข้อ: จุดประกาย  (อ่าน 142111 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #200 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2007, 02:15:06 AM »

whitedevil76, หากเพียงเราจะเข้าใจ  
 
หากเพียงเราจะเข้าใจ

28 พฤษภาคม 2550 21:28 น.

        .........เพียงเข้าใจความแตกต่างอย่างที่เห็น
       เข้าใจความจำเป็น ที่เป็นอยู่
       อภัย ปล่อยวาง หยั่งรู้
       เราคือผู้กำหนดโชคชะตา
       ขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายขั้ว
       กำหนดรู้ ดี ชั่ว กันทั่วหน้า
       ยึดความรักแห่งชาติแลประชา
       เผชิญหน้าไปใย ไทยด้วยกัน
       เสียเลือดเนื้อกันไปเท่าใดแล้ว
       จงยึดแนวปณิธาน สมานฉันท์
       ใยต้องรบราฆ่าฟัน
       ไทยทั้งนั้น จงรู้รัก สามัคคี
       บรรพบุรุษพลีร่างไปเท่าใดแล้ว
       จึงสร้างไทยเป็นเมืองแก้วได้เยี่ยงนี้
       ไทยทั้งผองรวมพลังสร้างความดี
       
       ถวายแด่พระภูมีองค์ราชันย์...... ขอพระบารมีแห่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจงปกป้องคุ้มครองไทย ให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้และคนไทยทั้งมวลหันหน้ามาสามัคคีกันสร้างความปรองดองของคนในชาติ เราไม่มีเวลามาทะเลาะกันอีกแล้ว ความแตกต่างทางความคิดมีได้แต่ต้องไม่ใช่แตกแยก ไม่ว่าจะอย่างไรเราคือคนไทยด้วยกัน....สติ ความปล่อยวาง การยอมรับ และเหนือสิ่งอื่นใดคือความเป็นชาติไทย คนไทยด้วยกัน ไม่มีประโยชน์ที่จะขัดแย้งแบ่งฝ่าย มุ่งร้ายทำลายกันเพราะที่สุดแล้วเราคนไทยเองนั่นแหละจะเป็นผู้แพ้ และแพ้ทุกฝ่าย...หากเรามุ่งเอาชนะกันด้วยมิจฉาทิฐิ...จงครองสติให้มั่นและคิดถึง ชาติ อันเป็นที่รักยิ่งของเรา
     

       ขออัญเชิญพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6
       
       ...ชาติใด ไร้รัก สมัครสมาน
       จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล
       แม้ชาติย่อยยับ อับจน
       บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร....
[/size]
 
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #201 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2007, 03:12:54 PM »

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

แสงหนึ่งคือรุ้งงาม ๘๔ พรรษา พระธิดาแห่งราชสกุลมหิดล

พรชัย จันทโสก : รายงาน
jantasok@yahoo.com

------------------------------------

เนื่องในวโรกาสที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดาใน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ และคณะกรรมการได้จัดงานนิทรรศการเทิดพระเกียรติขึ้น

นิทรรศการเทิดพระเกียรตินี้ไม่เพียงแต่แสดงเรื่องราวที่เป็นข้อมูลและเนื้อหาเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติเท่านั้น แต่ยังเป็นการถ่ายทอดความหมายอันหลากหลายของบุคคลที่มีพระกรุณาธิคุณอันอเนกอนันต์ต่อประเทศและประชาชนชาวไทย และคณะผู้จัดงานมุ่งหวังให้นิทรรศการนี้มีความแตกต่างจากนิทรรศการอื่นๆ ที่เคยจัดมา โดยการจัดนิทรรศการครั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเป็นองค์ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้วย

ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ประธานคณะกรรมการจัดงานนิทรรศการและจัดทำหนังสือในชื่อเดียวกันว่า แสงหนึ่งคือรุ้งงาม เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ให้สาธารณชนโดยเฉพาะอนุชนรุ่นหลังเข้าใจและได้แง่คิดที่เป็นประโยชน์เป็นบันทึกเกียรติคุณที่สามารถใช้อ้างอิงได้ในอนาคตเมื่อนิทรรศการจบลง

แนวคิดและที่มาของนิทรรศการ 'แสงหนึ่งคือรุ้งงาม' นั้น เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นั้น ทรงดำรงอิสริยศักดิ์เป็น 'สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ' ในพระมหากษัตริย์ถึงสองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช แต่นั่นเป็นเพียงพระฐานะ หากใครได้ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมในพระกรณียกิจ พระประวัติ และพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านแล้วก็จะสามารถอุปมาได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นว่าพระองค์ท่านคือ...

แสงหนึ่ง ที่ฉายอาบและสะท้อนให้ผู้คนได้มองเห็นความยิ่งใหญ่และความสวยงามของพระราชบิดา พระราชมารดา และพระอนุชาทั้งสองพระองค์ตลอดมา จากพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ผ่านพระกรณียกิจ พระจริยวัตร และพระนิพนธ์อันหลากหลาย และแสงหนึ่งนี้ยังส่องสว่างให้ประชาชนชาวไทยในแผ่นดินได้มีชีวิตที่ดีและสมบูรณ์ขึ้น จากพระกรณียกิจผ่านองค์กรและมูลนิธิต่างๆ

รุ้งงาม เป็นความหมายหรือคุณลักษณะที่ซ่อนอยู่ในแสงหนึ่ง ดังนั้นนิทรรศการเทิดพระเกียรตินี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความหมายหรือคุณลักษณะอันงดงาม 7 ประการที่อยู่ภายในแสงนั้น อันได้แก่ ความเรียบง่าย รู้แจ้งเห็นจริง เปี่ยมพลังสร้างสรรค์ อุทิศพระองค์เพื่อปวงชน พระเมตตา ให้เกียรติผู้อื่น และสง่างาม ซึ่งภาพรวมของนิทรรศการนั้นจะเน้น ความเรียบง่ายอย่างสมพระเกียรติ พร้อมกับจัดทำหนังสือประกอบนิทรรศการที่เป็นสื่อถาวรอันสำคัญ เพื่อช่วยเสริมให้เนื้อหาและแนวความคิดของงานนิทรรศการถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

หนังสือ แสงหนึ่งคือรุ้งงาม เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่นำเสนอในรูปแบบร่วมสมัย มีความพิเศษในการดำเนินเรื่องที่แตกต่างจากหนังสือเทิดพระเกียรติทั่วไป คือ ดำเนินเรื่องด้วยภาพมากกว่าตัวอักษร ภาพส่วนใหญ่จะเป็นภาพที่หายาก มีความหมายบอกเล่าเรื่องราวในตัวเองเป็นอย่างดี พระฉายาลักษณ์จำนวนมาก ไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อน ที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเก็บรักษาเป็นอย่างดี และส่งมอบต่อมายังท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดา ล้วนแต่เป็นพระฉายาลักษณ์ที่มีความงดงาม มีความหมายลึกซึ้งเกี่ยวกับพระองค์ท่านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้รวบรวมภาพจากผู้ใกล้ชิด ตลอดจนองค์กรมูลนิธิในพระอุปถัมภ์ ร่วมบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้อย่างท่วมท้น

เมื่อนำมาเรียงร้อยจัดหมวดหมู่ ได้กลายเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ในอีกรูปแบบหนึ่ง ก่อให้เกิดความเข้าใจที่ผู้อ่านสามารถรับการบอกเล่าจากภาพโดยตรง ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งคือคณะทำงานทั้งหนังสือและนิทรรศการมีความผสมผสานอย่างลงตัวและกลมกลืนระหว่างบุคคล 3 รุ่น ตั้งแต่อาวุโสวัย 60-70 ที่มากด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ และประสบการณ์ ที่เคยใกล้ชิดพระองค์ท่านโดยตรง บุคคลวัย 40-50 ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการทำงาน จนถึงคนรุ่นใหม่วัย 20-30 ที่ไม่เคยรู้จักพระองค์ท่านโดยตรง แต่มีความสนใจและกระตือรือร้นที่จะศึกษาประวัติศาสตร์บทนี้

คณะกรรมการประกอบด้วย ท่านผู้หญิงอิศรา บุรณศิริ รศ.คุณหญิงวงจันทร์ พินัยนิติศาสตร์ คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี พลตำรวจตรี นายแพทย์เฉลิมพงศ์ โกมารกุล ณ นคร อรศรี วังวิวัฒน์ ชะวิน ภาสุระ พิสิฎฐพล สิมะเสถียร สินธู ศรสงคราม ร้อยเอกจิทัศ ศรสงคราม นฤมล วงศ์วาร บุญเกษม เสริมวัฒนากุล และสุจารี สิริเสรีธรรม

"การทำนิทรรศการไม่ใช่เรื่องง่าย จะทำให้ดีและเป็นประโยชน์ต้องค้นคว้าข้อมูลมากมาย คนที่รู้ข้อมูลที่แท้จริงคือตัวแม่เอง แต่ลูกไม่อยากนำความลำบากมาให้แม่ เช่น สัมภาษณ์ ขอรูปเก่าๆ หรือค้นเอกสารเก่าๆ จึงได้คิดว่าจะทำนิทรรศการให้คนรู้จักแม่จากภาพที่ลูกเองมีอยู่ ซึ่งเป็นภาพที่หายาก ไม่มีใครมี ตัวลูกเองคิดหนักมากเพราะไม่สันทัดในเรื่องแบบนี้

แต่ก็ตัดสินใจที่จะทำ โดยได้นำความกราบบังคมทูล สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขอคำปรึกษา ซึ่งทรงเห็นด้วยและทรงร่วมเป็นองค์ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ รับสั่งว่า เหมือนประเพณีโบราณที่ลูกหลานทำให้ญาติผู้ใหญ่ ทรงค้นหาหลักฐานข้อมูลที่หายากมาพระราชทาน ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือปริญญาบัตรที่แม่จบวิทยาศาสตร์สาขาเคมี ซึ่งคนทั่วไปส่วนใหญ่จะไม่มีใครรู้ เป็นต้น" ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดา กล่าวไว้ในคำนำ

นฤมล วงศ์วาร ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบแนวคิดทั้งนิทรรศการและหนังสือ เล่าถึงการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะผู้จัดงานว่า

"กรรมการท่านหนึ่งคือคุณจิทัศมาชวนว่ากรรมการชุดใหญ่คือท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดาใน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เป็นประธาน มีดำริกันตั้งนานว่าจะต้องมีงานเฉลิมหรืองานเทิดพระเกียรติที่ไม่อยากจะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ สุดท้ายมาลงที่จัดงานนิทรรศการเทิดพระเกียรติ ด้วยความที่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยมีเวลามาคลุกคลีเท่าไร ผู้น้อยคือคุณจิทัศเป็นเหมือนหัวหน้าคณะกรรมการย่อย ชวนกลุ่มคนเข้ามาทำงาน

พอเข้ามา อย่างแรกเลยคือนิทรรศการทำอย่างไร นิทรรศการยากตรงที่ว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ท่านเป็นบุคคลสำคัญ ในขณะที่เวลาเรามองหรือคนทั่วไปมองเพียงแต่ว่าสมเด็จท่านเป็นพี่สาวของพระเจ้าอยู่หัวก็จบแล้ว แต่ไม่ค่อยมีใครมองลึกลงไปว่าจริงๆ ท่านก็มีชีวิตของพระองค์ท่าน คิดว่านิทรรศการนี้น่าจะเป็นนิทรรศการที่แสดงตัวตน

แต่ว่าการจะแสดงตัวตนของบุคคลระดับนี้ยากมาก บางเรื่องเราก็ไม่ได้รู้จริง เราเองยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระองค์ท่านเลย ถามว่าตัวตนของพระองค์ท่านอยู่ตรงไหน คุณจิทัศเลยให้หนังสือพระนิพนธ์ในสมเด็จท่านมา 3-4 เล่ม ซึ่งเป็นหนังสือเฉลิมพระเกียรติสมัยก่อน เอามานั่งอ่านที่บ้าน อ่านแค่วันเดียวเองนะ ตอนนั้นมีความรู้สึกว่าเร่งแล้ว ต้องนั่งอ่านหนังสือ แต่ไม่ได้อ่านเยอะ เพราะว่าอ่านเยอะไปก็จะงง โชคดีว่าหนังสือที่คุณจิทัศให้มาเหมือนเป็นพระประวัติโดยย่อ"

เธอเล่าเบื้องหลังก่อนจะมาเป็นนิทรรศการอย่างที่เห็นต่อว่า "ถ้าจะพูดถึงบุคคลหนึ่งในเชิงเปรียบเทียบ ต้องพยายามจะหาอะไรที่เป็นเชิงเปรียบเทียบหรือเชิงอุปมามากๆ ที่เข้าใจได้ แต่ในขณะเดียวกันไม่ไปแตะพระองค์ท่านมากเกินไป เอาพระประวัติสมเด็จท่านมานั่งดู เมื่อสมเด็จท่านเป็นพระพี่นาง คนทั่วไปจะมองเฉพาะตรงนั้น แต่ไม่ได้มองว่าพระองค์ท่านยังมีอะไรอีกมากมาย แต่ความเป็นตัวตนของคนเราไม่จำเป็นต้องเห็นได้อย่างเดียว สามารถที่จะเห็นได้หลายๆ อย่าง จะอธิบายตัวตนอย่างไรเพื่อไม่ให้เจาะจงบุคคลคนนั้นเกินไป หรือไม่ให้อ้อมเกินไป

พยายามตีความหมายออกมาว่าคนเราจะต้องมีความหมายซ้อนๆ อยู่ในนั้น จริงๆ ชีวิตคนๆ หนึ่งมีจุดเริ่มต้นเวลามองเข้าไปก็จะเห็นความหมายหนึ่งๆ จะรวมมาเป็นชีวิตของคนๆ หนึ่ง และเอามาส่องด้วยปริซึ่มแล้วจะเห็นว่าแสงเดียวนี้จะมีความหมายออกมาทันที ออกมาเป็นสเปกตรัม แต่เวลานั้นคิดเป็นภาษาไทยยังไม่ออก จึงนำเสนอคณะกรรมการไปว่าแนวคิดคือ 'แสงหนึ่งคือรุ้งงาม' แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นชื่อ ยังเป็นแค่แนวคิดเท่านั้น

เราเห็นของสวยๆ งามๆ ได้ แต่ไม่เคยคิดว่าเห็นได้เพราะแสง ฉะนั้นสมเด็จท่านเปรียบเหมือนแสงที่ฉายส่องไปที่ราชสกุล ทำให้เราเห็นความสวยงามของในหลวง เห็นความยิ่งใหญ่ของสมเด็จย่า เพราะพระองค์ทรงนิพนธ์หนังสือถึงกว่า 40 เล่ม พระนิพนธ์ที่ทรงเล่าถึงพระประวัติของพระบิดา พระมารดา นี่เป็นหนังสือที่ฉายส่องสะท้อนให้ผู้อื่นสวยงามและยิ่งใหญ่ 'แสงหนึ่งคือรุ้งงาม' แนวคิดมาจากตรงนี้แหละ" นักออกแบบกล่าว

เธอแจงต่อว่า "คุณสมบัติหนึ่งที่พระองค์ท่านมีเหมือนสมเด็จย่าคือความเรียบง่าย ต้องการให้ตรงนี้เป็นหัวใจของงาน ไม่ต้องการความอลังการอะไร พระองค์ท่านรับสั่งบ่อยๆ เรื่องความเรียบง่าย แต่เรียบง่ายแบบสมพระเกียรตินี่มันยาก เวลาประชุมคณะกรรมการส่วนหนึ่งจะพูดอยู่ว่าอย่างนี้ไม่สมพระเกียรติ ฉะนั้นความสมพระเกียรติเอาอะไรมาวัด จะเรียบง่ายอย่างไรให้สมพระเกียรติ คนทำก็ต้องไปคิดเทคนิค การใช้สื่อต่างๆ ที่จะทำให้ออกมาเรียบง่ายและสมพระเกียรติพระองค์ท่านด้วย ขณะเดียวกันต้องรู้เรื่องด้วย
[/size]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #202 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2007, 03:15:16 PM »


แนวคิดการทำหนังสือประกอบนิทรรศการนั้นคณะกรรมการคิดไว้ตั้งแต่แรก ตัวอย่างนิทรรศการสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระนิพนธ์หนังสือประกอบและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มองว่าเวลามีนิทรรศการก็ควรจะมีหนังสือประกอบ เพราะเป็นอีกสื่อหนึ่งที่สามารถให้ข้อมูลกับผู้ชมได้และดีด้วย คงทนถาวร ไม่ได้เหมือนนิทรรศการเสร็จแล้วเสร็จเลย แต่หนังสือสามารถเก็บไว้ได้ เปิดเมื่อไรก็ได้ ท่านผู้หญิงและคณะกรรมการหลายๆ ท่านก็เคยทำหนังสือมาเยอะ ฉะนั้นต้องทำหนังสือและต้องทำให้ดีด้วย

เมื่อต้องไปวางแนวคิดหนังสือ บังเอิญไปเจอหนังสือเล่มหนึ่ง คือ 'NOR-TH : Norway & Thailand' เป็นนิทรรศการเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง 100 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและนอร์เวย์ นิทรรศการดีมาก หนังสือแบ่งเป็นสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นประเทศไทย อีกด้านหนึ่งเป็นนอร์เวย์ ความคิดคือหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงพระประวัติพระองค์ท่าน และพูดถึงคุณลักษณะ ถ้าอย่างนั้นก็แบ่งหนังสือออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรกอธิบายพระประวัติทั้งหมด ถ้าจะให้คนเข้าใจพอสมควรมันต้องเขียนเยอะเหมือนกัน แต่ความจริงไม่อยากให้มีตัวหนังสือเยอะ อยากให้มีรูปมากกว่า ส่วนหลังที่เป็นคุณลักษณะจะเล่าเรื่องด้วยภาพได้ แต่ถ้าเป็นพระประวัติอย่างไรก็ต้องเขียน เลยแบ่งเป็นส่วนพระประวัติและคุณลักษณะทั้ง 7 ประการ แสงหนึ่งมีที่มาที่ไปอย่างไรก็เล่าเรื่องไป ใช้รูปในการเล่าเรื่อง

ความตั้งใจของคณะกรรมการไม่อยากทำหนังสือที่มีตัวหนังสือเยอะ เพราะสมเด็จท่านก็เป็นแบบนั้น ถ้าไปดูพระนิพนธ์ทุกเล่ม พระองค์ท่านไม่นิยมเขียนเยิ่นเย้อ สมเด็จท่านเขียนน้อยๆ เหมือนอย่างเวลาเป็นของมีค่า เขียนเฉพาะข้อมูลลงไป ไม่ได้ไปแตะมากในเรื่องของอารมณ์ แต่พระองค์ท่านจะเป็นเหมือนนักค้นคว้านักวิจัย เป็นผู้รู้ ค่อนข้างสั้น กระชับ ได้ใจความ คิดว่าท่านคงโปรดหนังสือแบบนี้เหมือนกัน" นฤมล กล่าว

เธอยังเล่าถึงความประทับใจจากที่ได้ร่วมเป็นหนึ่งในคณะทำงานว่า "ถ้าไม่ได้ศึกษาข้อมูลพระประวัติพระองค์ท่าน คงไม่ทราบว่าสมเด็จท่านเป็นนักบินหญิงคนที่สี่ของประเทศ โปรดทรงม้าผาดโผน และหลายคนคงไม่ทราบว่าสมเด็จท่านทรงเป็นอาจารย์สอนที่จุฬาฯ และเพิ่งรู้จากการที่ได้อ่านพระนิพนธ์หนังสือพระองค์ท่านว่าทรงสำเร็จการศึกษาวิชาเคมี เหล่านี้เป็นเรื่องที่คนไม่ค่อยทราบ เพราะจะเห็นแต่พระองค์ท่านโปรดเรื่องอารยธรรมโบราณ สังคมศาสตร์ และมีความสนพระทัยเรื่องสังคมและมานุษยวิทยา โปรดการทดลองและมีการสรุปผลอย่างชัดเจน ดูได้จากพระนิพนธ์ทุกเล่ม สมเด็จท่านทรงเก็บข้อมูลและทรงค้นคว้าข้อมูลต่างๆ มาเขียน นี่คือพระอัจฉริยภาพที่คนทั่วไปไม่ค่อยได้เห็น

อย่างเวลาประชุมท่านผู้ใหญ่มักเล่าเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับพระองค์ท่านให้ฟัง เราจะรู้สึกซาบซึ้งมากเลย คิดว่าจุดเด่นหรือความพิเศษของหนังสือเล่มนี้คือคิดว่าเลือกรูปมาจากหลายรูปเป็นพันเป็นหมื่นรูป ทำอย่างไรจะให้รูปทั้งหมดอธิบายสิ่งที่พูดทั้งหมดให้คนฟังได้ ถึงได้เลือกอมรินทร์ฯ เข้ามา เพราะเขามีทั้งอาร์ตเวิร์คและบรรณาธิการช่วยเข้ามาดูหนังสือเล่มนี้ เรียกว่าออกมาตรงใจกรรมการ ด้วยเวลาด้วยอะไรต่างๆ คิดว่าหนังสือเล่มนี้จะแสดงถึงความเป็น 'แสงหนึ่งคือรุ้งงาม' ของพระองค์ท่านออกมาได้

คนส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยได้สำนึกเพราะว่าไม่ได้กล่าวถึงพระองค์ท่านมากนัก นี่เป็นเหมือนก้าวแรก โดยเฉพาะอนุชนคนรุ่นใหม่ บุคคลนี้มีอะไรมากมายในความเป็นพระองค์ท่าน ถ้าจะคลี่ให้คนเห็นเหมือนอย่างที่เราเห็น คนจะซาบซึ้งอย่างที่เราซาบซึ้ง ก้าวแรกคืออยากให้ทุกคนได้รู้จักพระองค์ท่านก่อน รู้จักและได้รู้ซึ้งว่าพระองค์ท่านเป็นอย่างไร ตัวตนของพระองค์คืออะไร พยายามอธิบายออกมาด้วยรูป หลังจากนั้นจะเกิดความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณ พระอัจฉริยภาพ สมเด็จท่านทรงคุณูปการอเนกอนันต์กับทุกคนที่อยู่รอบข้างทั้งในหลวง สมเด็จย่า ข้าราชบริพาร ไปจนถึงประชาชน อยากให้ทุกคนซาบซึ้ง เท่านั้นยังไม่จบ...อยากให้เกิดแรงบันดาลใจว่าอยากเป็นอย่างพระองค์ท่านบ้าง" นฤมล กล่าว

นิทรรศการเทิดพระเกียรติและหนังสือ 'แสงหนึ่งคือรุ้งงาม' จึงช่วยฉายแสงให้คนไทยได้ประจักษ์และเกิดความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณอันอเนกอนันต์ที่พระองค์ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชนมากยิ่งขึ้น 0

-----------------------------------------



กำหนดการจัดนิทรรศการสัญจร

21 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน 2550 ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม

19 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม 2550 ณ หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

6-16 กรกฎาคม 2550 ณ หอศิลปวัฒนธรรมภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี

15-24 สิงหาคม 2550 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

2-12 พฤศจิกายน 2550 ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

16-25 พฤศจิกายน 2550 ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย


เมื่อสิ้นสุดการสัญจรแล้วจะนำบางส่วนไปจัดเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการถาวร ณ หอพระราชประวัติ พระตำหนักดอยตุง จังหวัดเชียงราย เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าชมได้ตลอดปี[/b][/size]

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 03, 2007, 03:15:47 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #203 เมื่อ: มิถุนายน 07, 2007, 10:26:09 PM »

แกะสลักเพิ่มค่ามะพร้าวทุย สร้างสรรค์หัตถกรรมต้องทึ่ง  
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 6 มิถุนายน 2550 09:26 น.


ด้วยฝีมือของศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง “รัชช์ เศรษฐบุตร” นำวัสดุอย่าง “มะพร้าวทุย” ซึ่งคนทั่วไปเมินประโยชน์ มาแกะสลักเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่ใครเห็นต่างต้องทึ่งในฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ นับเป็นหนึ่งเดียวในไทยขณะนี้ที่สามารถทำงานดังกล่าวได้
       
       ลุงรัชช์ เศรษฐบุตร เจ้าของผลงานหัตถกรรมแกะสลักจากมะพร้าวทุย อธิบายแรงบันดาลใจที่คิดนำมะพร้าวทุยมาแกะสลัก เพราะรักงานศิลปะผ่านการเรียนในรั้วเพาะช่าง และมหาวิทยาลัยศิลปกร ประกอบกับพ่อของท่านมีสวนมะพร้าวอยู่ใน จ.เพชรบุรี ความผูกพันกับผลไม้ชนิดนี้จึงมากเป็นพิเศษ เวลาเข้าไปเที่ยวสวนจะพบเห็น “มะพร้าวทุย” ถูกทิ้งขว้างไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์การค้า เพราะมะพร้าวทุยไม่มีทั้งเนื้อและน้ำ ทำให้เกิดแนวคิดว่า อยากนำวัสดุที่คนอื่นไม่เห็นค่ามาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
[/size]


ลุงรัชช์ เล่าต่อว่า งานแกะสลักมะพร้าวทุยในต่างประเทศมีทำมานานแล้ว โดยเฉพาะประเทศฟิลิปปินส์ แต่รูปแบบจะไม่สวยงาม หรือละเอียดมากนัก ดังนั้น เมื่อคิดจะนำมะพร้าวทุยมาแกะสลักบ้าง บอกกับตัวเอง ต้องให้ออกมาสะท้อนคุณค่าทางศิลปะ และสื่อถึงความเป็นไทย รวมถึงในแง่หนึ่งสอดแทรกปรัชญาแนวคิดของตัวเองลงไปด้วย
       
       “งานของลุงส่วนใหญ่จะเน้นเกี่ยวกับศาสนา และศิลปะไทย เพราะลุงมองว่ามะพร้าวเป็นของสูง ตั้งแต่เกิดแก่เจ็บตาย มะพร้าวอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยตลอด เช่น เนื้อนำไปประกอบอาหาร ตอนตายก็ใช้น้ำล้างหน้า ถ้าเราจะเอาไปแกะสลักอะไรที่ไม่ควร เท่ากับเราไม่เห็นคุณค่าของมะพร้าว” ลุงรัชช์ กล่าว


อย่างไรก็ตาม หลังจากริเริ่มงานแกะสลักมะพร้าวทุยเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ก็ต้องหยุดทำงานนี้ไปเป็นเวลานาน ด้วยความจำเป็นของชีวิตที่ต้องไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเพื่อมีรายได้ให้มากพอจะดูแลครอบครัว แต่หลังจากลูกๆ สำเร็จการศึกษา และตัวเองถึงวัยเกษียณอายุ ทำให้มีเวลาว่างมากพอสามารถย้อนกลับมาทำงานที่รัก และตัวเองเป็นคนริเริ่มไว้อีกครั้ง เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว
       
       มะพร้าวทุยแกะสลักใช้ทั้งฝีมือทางศิลปะ ประกอบกับภูมิปัญญาชาวบ้านมาผสม ขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ไปหาวัตถุดิบมะพร้าวทุย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสวนของคุณพ่อลุงรัชช์นั่นเอง จากนั้น จะนำมะพร้าวทุยแต่ละลูกมาดูลักษณะเพื่อกำหนดว่าจะแกะสลักออกมาเป็นแบบใด อย่างเช่น ถ้าเป็นลักษณะรูปทรงกลม ส่วนใหญ่จะแกะออกมาเป็นหัวโขนต่างๆ เช่น หนุมาน เป็นต้น
[/size]

ส่วนการแกะสลักมะพร้าวทุย เริ่มจากแกะเอาส่วนเปลือกแข็งภายนอกออก โดยส่วนที่จะใช้แกะสลักจริงๆ คือ “กาบอ่อน” แต่เนื่องจากเนื้อของกาบอ่อนมีลักษณะยุ่ย และเป็นขุย เทคนิคสำคัญต้องฉีดน้ำเชลแล็กเข้าไปให้พอหมาด แล้วใช้มือนวดเหมือนปั้นดิน รอให้แห้งจนได้ที่ ก็จะช่วยให้เนื้อกาบอ่อนมีความแข็งตัวขึ้น สามารถแกะสลักต่อได้ โดยอุปกรณ์ที่ใช้แกะมีแค่ “มีดคัตเตอร์” อย่างเดียวเท่านั้น ส่วนการตกแต่งผิวใช้กระดาษทรายขัด ซึ่งลุงรัชช์ ระบุว่า จะขัดแค่บางๆ เท่านั้น ไม่ให้ผิวเรียบจนเกินไป เพราะต้องการโชว์ให้เห็นธรรมชาติของผิวมะพร้าว
       
       หลังแกะสลักเสร็จ จะทาเคลือบผิวด้วยแล็กเกอร์ชนิดด้าน จากนั้น นำไปประกอบกับฐานไม้สัก โดยภายในแก่นกลางของมะพร้าวทุยจะเจาะรูแล้วใส่กำมะถันป่นเข้าไปด้วย เพื่อป้องกันมอด หรือปลวกมากัดกิน ต่อชิ้นใช้เวลาประมาณ 3- 4 วัน โดยแบบมีมากมาย เช่น หัวโขน เศียรพระ องค์จำลองพระเกจิ พระพิฆเนศ และองค์จตุคามรามเทพ ฯลฯ สนนราคาอยู่ที่ 2,000 – 5,000 บาทต่อชิ้น



ด้านการตลาดนั้น เนื่องจากงานหัตถกรรมนี้ ได้รับคัดเลือกเป็นสินค้าโอทอปของ จ.นนทบุรี ทำให้มีช่องทางขายผ่านการออกงานแสดงสินค้าโอทอป กับขายผ่านเว็บไซต์ Thaitambom.com นอกจากนั้น จากการบอกปากต่อปาก ทำให้มีลูกค้าติดต่อขอซื้อเองโดยตรง
       
       ลุงรัชช์ บอกว่า ลูกค้าส่วนใหญ่จะนำไปตกแต่งสถานที่ และมีไม่น้อยที่ซื้อไปแล้วจะนำไปให้พระเกจิที่เคารพปลุกเสก เพื่อนำไปวางบูชา โดยเฉลี่ยต่อเดือนจะขายได้ประมาณ 5-6 ชิ้น ซึ่งเงินที่ได้มาจะแบ่งส่วนหนึ่งไปใส่บาตรทำบุญ พร้อมตั้งจิตถึงผู้ที่ซื้อผลงานของลุงไป ขอให้เขาได้รับผลบุญ และความเจริญรุ่งเรืองติดตามไปด้วย


ทุกวันนี้ ความกังวลของลุงรัชช์ คือ ท่านเป็นผู้เดียวในประเทศไทยที่ผลิตงานชิ้นนี้ ทั้งที่พยายามถ่ายทอดภูมิปัญญาดังกล่าวให้แก่คนรุ่นใหม่มาสืบสาน แต่ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เรื่องราวของคุณลุงถูกนำเสนอผ่านสื่อออกไป จะมีคนแห่มาขอเรียนรู้จำนวนมาก ซึ่งคุณลุงยินดีสอนให้ด้วยความเต็มใจ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่หลังจากคนเหล่านั้นเข้ามาเรียนรู้ไม่นาน ก็จะค่อยๆ หนีหายไป ไม่มีใครอดทนฝึกฝนจนสำเร็จ
       
       อย่างไรก็ตาม ศิลปินคนนี้ ยืนยันว่าจะพยายามฝึกฝนคนรุ่นใหม่ให้มาสืบสานภูมิปัญญานี้ต่อไปให้ได้ เพราะได้แรงบันดาลใจจากครั้งหนึ่งมีโอกาสถวายผลงานหัตถกรรมจากมะพร้าวทุยแก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระองค์ทรงตรัสถามว่า ‘ถ้าลุงไม่ทำแล้ว จะมีใครทำต่อหรือไม่ งานชิ้นนี้มีคุณค่า อยากให้สืบสานต่อไป’ จึงได้ทูลตอบไปว่า พยายามแล้วแต่ยังหาไม่ได้ แต่จะพยายามต่อไป เชื่อว่า สักวันหนึ่งต้องมีคนมาสืบทอดแน่นอน



“ลุงอายุขนาดนี้แล้ว จะอยู่ได้อีกเท่าไรกันเชียว คนที่จะมาเรียน ลุงไม่คิดเงิน ขอแค่มีความมานะ อดทน และตั้งใจจริง ลุงอยากผลักดันให้สังคมรู้ว่า วัสดุชนิดนี้ สามารถนำไปทำอะไรได้อีกมาก เดี๋ยวนี้ มีคนรุ่นใหม่เก่งๆ จำนวนมาก ลุงอยากให้เขานำไปต่อยอดเป็นศิลปะประยุกต์ เพื่ออนุรักษ์ให้อยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป” ลุงรัชช์ ฝากทิ้งท้าย
       

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #204 เมื่อ: มิถุนายน 07, 2007, 10:59:37 PM »

Mr.SUSHI เคล็ดลับซูชิทำง่าย ขายคล่อง อิงกระแสอาหารญี่ปุ่นบูม  
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 มิถุนายน 2550 09:54 น. [/size] [/b]

"ซูชิ" อาหารญี่ปุ่นที่กำลังมาแรง สามารถพบเห็นได้ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นตลาดหรูอย่างศูนย์การค้า หรือแม้แต่ตลาดที่ติดดินอย่างตลาดนัด ราคาก็แตกต่างกันไปตามสถานที่ ส่วนรูปร่างหน้าตาและความหลากหลายของซูชิ มีความแตกต่างเช่นกัน และจุดต่างระหว่างซูชิในศูนย์การค้า หรือ ร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นนำ กับ ซูชิที่ขายอยู่ตามตลาดนัด ทำให้เกิดช่องว่าง ผลักดันการแจ้งเกิด Mr.SUSHI อย่างเต็มตัว

หลายคนที่ได้มีโอกาสเดินงานแสดงสินค้า หรือ พบเห็นร้าน Mr.SUSHI จะเห็นถึงความแตกต่างของร้านชูชิ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าของซูชิ ที่มีให้เลือกมากกว่า 20 หน้า พ่อครัวที่ยืนปั้นกันสดเต็มหน้าร้าน เหล่านี้ สามารถเรียกลูกค้าให้มามุงกันเต็มหน้าร้านได้ไม่ยาก และบวกกับราคาที่ไม่สูง และรสชาติจากการเลือกวัตถุดิบคุณภาพดี ทั้งหมดเป็นช่องว่างระหว่างชูชิในศูนย์การค้า และซูชิที่ตลาดนัด ทำให้ Mr.SU SHI ประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว


 

ปัญญา ปะวะเสนะ ผู้จัดการทั่วไป Mr.SU SHI เล่าว่า จุดเด่นของซูชิเราอยู่ที่เน้นความสด โดยมีทีมงานพ่อครัวมาปั้นกันสดหน้าร้าน และเลือกใช้วัตถุดิบเกรด เอ นำมาขายในราคาชิ้นละ 10 บาท เราเชื่อว่าในคุณภาพเดียวกันไม่มีใครสามารถที่นำมาขายในราคานี้ได้ แต่ที่เราสามารถทำได้เพราะเราเป็นบริษัทผู้นำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้อยู่แล้วจึงมีคอร์สต้นทุนวัตถุดิบในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ขายในท้องตลาด ส่วนชื่อMr.SU SHI ต้องการที่จะให้มันไม่เป็นญี่ปุ่นเสียที่เดียว คือ มีคำว่า Mr.ที่เป็นอินเตอร์สามารถไปขายได้ทั่วโลก เพราะในอนาคตอันใกล้นี้เราก็มีแผนที่จะขยายตลาดไปต่างประเทศด้วย

 สำหรับ Mr.SU SHI ได้ถือกำเนิดมาได้ประมาณ 5-6 ปี โดย คุณสุริยัน ปะวะเสนะ ได้ประสบการณ์จากการทำภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น ในเมืองไทย มากว่า 5 ปี หลังจากนั้นได้ลาออกมาเพราะต้องการจะมาทำกิจการส่วนตัว เริ่มจากการเปิดสอน ส่วนมากเน้นสอนคอร์สซูชิ ค่าเรียนคอร์สละ 20,000 บาท พร้อมไปกับการเปิดกิจการร้าน Mr.SU SHI ไปด้วย มีผู้สนใจมาเรียนทำซูชิค่อนข้างมาก เพราะอยู่ในกระแสของอาหารญี่ปุ่นที่มาแรงในประเทศไทย และซูชิ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ทำง่ายไม่ยุ่งยาก ที่มาของชื่อ



 ลักษณะร้านของMr.SU SHI ในช่วงแรกเป็นบาร์ที่ขายเฉพาะซูชิ ปัจจุบันมีสาขาด้วยกัน 4 สาขา ที่เสรีเซ็นเตอร์ ซีคอนสแควร์ อิมพีเรียล สำโรง และโลตัสสะพานใหม่ และใน ส่วนร้านเต็มรูปแบบที่ขายอาหารญี่ปุ่นทั้งหมด จะเปิดในเดือนหน้าที่ตึก SCB ส่วนการเปิดขายแฟรนไชส์ ยังไม่มีแพลนที่จะเปิดขายในช่วงนี้ เพราะต้องใช้เวลาศึกษาเรื่องของแฟรนไชส์ให้ดี ก่อนเพื่อป้องกันการผิดพลาด และปัจจุบันมีลูกศิษย์ที่เรียนไปและก็ไปเปิดร้านอยู่แล้วไม่ต้องการที่จะไปแย่งลูกค้ากัน


  ปัญญา บอกกับเราว่า ในส่วนแผนการตลาดที่ Mr.SU SHI เรามุ่งเน้นในช่วงนี้ คือ การรับจัดอาหารสำหรับงานปาร์ตี้ โดยลูกค้าสั่งขั้นต่ำประมาณ 5,000 บาท หรือ ประมาณ 500 ชิ้น ซึ่งเราจะมีพนักงานพร้อมให้บริการถึงที่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม ปัจจุบันมีทีมงานสำหรับจัดปาร์ตี้ ประมาณ 4 ทีม เดือนหนึ่งจะได้ลูกค้าจากงานปาร์ตี้ประมาณ 10 ราย นอกจากนี้ ยังเปิดให้บริการในลักษณะของดิลิเวอรี่ ที่มีบริการส่งให้ลูกค้าถึงที่ โดยต้องสั่งขั้นต่ำ 180 บาท เฉพาะเขตในกรุงเทพคิคค่าส่ง 30 บาท สั่ง 1,000 บาท จัดส่งให้ฟรี

ทั้งนี้ การที่ Mr.SU SHI เลือกที่ใช้การปั้นแบบสดหน้าร้าน เพราะการทานซูชิให้อร่อยควรที่จะรับประทานทันทีที่ปั้นเสร็จใหม่ ถ้าทิ้งไว้นานรสชาติจะไม่เหมือนเดิม ซึ่งการให้บริการหน้าร้าน หนึ่งร้านจะใช้พ่อครัวประมาณ 3-5 คนแล้วแต่ว่าลูกค้ามากน้อย และมีพนักงานแต่งชุดกิมิโนคอยให้บริการ 1 คน ซึ่งการปั้นซูชิ 1 ชิ้นจะใช้เวลาประมาณ 5 วินาที คนหนึ่งสามารถปั้นได้ต่อวันเป็นหลักพัน ชิ้น
       
       สำหรับยอดขายของแต่ละสาขาเฉลี่ยประมาณหลายพันชิ้นต่อวัน บางวันช่วงเสาร์-อาทิตย์ต่อสาขาสามารถขายได้เป็นหมื่นชิ้น ส่วนกำไรต่อชิ้นประมาณไม่ถึง 10% ซึ่งซูชิ 1 ชิ้นจะใช้ข้าวประมาณ 20 กรัม เป็นขนาดมาตรฐานของชูชิแบบต้นตำรับ ส่วนรายอื่นๆที่ขายทั่วไปอาจจะมีการลดขนาดให้เล็กลง เพื่อขายในราคาที่ถูกลง ข้าวที่ใช้เป็นข้าวญี่ปุ่นอย่างดี ไม่ผสมข้าวไทย ความแตกต่างของซูชิแต่ละรายต่างกันที่การปรุงรสของข้าวด้วย

 
      "ส่วนหน้าของ Mr.SU SHI จะมีด้วยกัน 25 หน้า แต่ละสาขาพยายามจะทำให้ครบทั้ง25 หน้าบางหน้าจะมีเฉพาะบางฤดูกาล ทั้งนี้ เรายังมีแผนที่จะเพิ่มหน้าใหม่ ขึ้นมาอยู่เรื่อย เพื่อให้ลูกค้าไม่เกิดความซ้ำซากจำเจ ซึ่งทุก 3 เดือนจะมีการประชุมและมาเรียนทำหน้าใหม่ และเพื่อเป็นการมาทดสอบฝีมือร่วมกัน ในส่วนแผนการตลาด จะใช้การไปเปิดบูทจำหน่ายพร้อมแนะนำสินค้าตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตึกสำนักงาน หรือ ตามงานแสดงสินค้า เชื่อว่าลูกค้าที่ได้มารู้จักและได้ชิมซูชิของเราจะต้องกลับมาซื้ออีกในครั้งต่อไป เพราะด้วยรสชาติ และราคา"      
 
     โทร.0-2741-2162,0-6301-3724
[/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 07, 2007, 11:02:30 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #205 เมื่อ: มิถุนายน 07, 2007, 11:17:25 PM »

Mrs.Flowers สบช่อง ดันช็อกโกแลตเพื่อผู้ป่วย ‘เบาหวาน’  
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 พฤษภาคม 2550

นายธารัส สุทธิคำ

ผู้นำด้านการผลิตช็อกโกแลตระดับพรีเมียมอย่าง “Mrs. Flowerss” เอาใจลูกค้าเบาหวาน และลูกค้ารักสุขภาพ คลอดช็อกโกแลตชูการ์ฟรี เกาะกระแสอาหารเพื่อสุขภาพมาแรง หลังจากประสบความสำเร็จจากการนำธัญพืช มาเป็นส่วนหนึ่งของช็อกโกแลตพรีเมียม โดนใจทั้งชาวไทยและต่างชาติ
       
       นายธารัส สุทธิคำ เจ้าของร้าน Mrs. Flowers ผู้นำด้านช็อกโกแลตระดับพรีเมียมของเมืองไทย เล่าว่า ปัจจุบันกระแสของคนรักสุขภาพมาแรง แต่สินค้าของ Mrs. Flowers ยังไม่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ เนื่องจากสินค้าเป็นช็อกโกแลตซึ่งคงหนีไม่พ้นในเรื่องของน้ำตาล และนม ที่ไปทำลายสุขภาพของผู้บริโภค ดังนั้นจึงต้องคิดค้นช็อกโกแลตเพื่อสุขภาพ โดยในช่วงแรกได้นำธัญพืชและผลไม้มาเป็นหนึ่งในส่วนผสม เช่น งา อัลมอนด์เม็ด แมคคาเดเมีย รัมลูกเกด สตอรเบอรี่ มะม่วง กล้วย มะนาว และชาเขียว ก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี
[/color]

แพคเกจมุ่งสู่สากล
 
       “แม้ว่าการที่เราได้คิดค้นช็อกโกแลตที่เอาใจคนรักสุขภาพแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถครอบคลุมลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เคยเป็นลูกค้าประจำ แต่ปัจจุบันไม่สามารถซื้อช็อกโกแลตของเรารับประทานได้ เนื่องจากเป็นโรคเบาหวาน จากจุดนั้นทำเราคิดหาวัตถุดิบ ที่สามารถใช้แทนน้ำตาล เพื่อให้เป็นวัตถุดิบหลักในการทำช็อกโกแลต โดยที่จะไม่ทำให้รสชาติของช็อกโกแลตเปลี่ยนไป และไม่ทำให้ผู้บริโภคที่รับประทานไม่รู้สึกว่าเราใช้น้ำตาลเทียม”
ลูกค้าสามารถเลือกช็อกโกแลตได้ตามต้องการ
 
       เป็นเวลากว่า 1 ปี ที่นายธารัส ได้อาศัยการลองผิดลองถูกในการนำน้ำตาลเทียมที่มีอยู่หลายชนิดในขณะนี้ มาทดลองผลิต โดยเน้นที่รสชาติของช็อกโกแลตต้องไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม สุดท้ายจึงได้เลือกใช้น้ำตาลเทียมที่ชื่อว่า “มัลติตอล” (Maltitol) ที่ได้รับการรับรองจาก อย. เรียบร้อย ดังนั้นผู้บริโภคมั่นใจในความปลอดภัยได้ โดยร่างกายจะไม่ดูดซึมน้ำตาลเทียมนี้เข้าไป เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่ต้องการลดปริมาณน้ำตาลในร่างกาย
[/size]
หน้าร้านเพื่อคนรักช็อกโกแลต
 
       ส่วนช็อกโกแลต ที่สื่อถึงความเป็น Mrs. Flowers ผู้นำช็อกโกแลตระดับพรีเมียมของไทย ก็ยังคงคุณภาพเช่นเดิม โดยใช้โกโก้ลิกเกอร์ (Cocoa Liquor) จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์มาผสมกับโกโก้บัตเตอร์ (Cocoa Butter) ของไทย ซึ่งการที่ต้องมีการนำเข้าโกโก้ลิกเกอร์จากสวิส เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองร้อน การปลูกโกโก้จะได้ผลผลิตโกโก้ลิกเกอร์ที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ จะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวแบบช็อกโกแลตของมาเลเซีย ในขณะที่ภูมิประเทศและภูมิอากาศของไทยเหมาะสำหรับการผลิตโกโก้บัตเตอร์ ทำให้หลายๆ บริษัทดังในยุโรป สั่งนำเข้าโกโก้บัตเตอร์จากประเทศในแถบเอเชีย เช่น ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นจำนวนมาก ดังนั้นทาง Mrs. Flowers จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการสร้างสินค้าคุณภาพดีขึ้นมา

ชั้นวางช็อกโกแลตน่าเลือกชอป
 
       นอกจากการผลิตช็อกโกแลตที่หลายคนคุ้นเคยแล้ว ทาง Mrs. Flowers ยังได้แปรรูปช็อกโกแลตเป็นของทานเล่นยามว่าง คือ ช็อกโกแลตครันช์ ที่ได้นำธัญพืชและผลไม้เคลือบช็อกโกแลต โดยลดความหวานลง และเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการเข้าไป เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยจะแตกต่างจากสินค้ากลุ่มเดิมที่มีเนื้อช็อกโกแลตมากและทานเป็นของหวาน

ด้วยรูปลักษณ์และวัตถุดิบ ที่ทาง Mrs. Flowers ได้เลือกสรรมา

เป็นอย่างดี โดนใจผู้บริโภคที่ต้องการลดแป้งและน้ำตาล รวมถึงวัตถุดิบที่เลือกบ่งบอกถึงความเป็นเอเชียออกมาได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มที่เฉพาะมากๆ ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบในการดำเนินธุรกิจ โดยเลี่ยงการแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ ที่เข้าไปแย่งชิงตลาดได้ยาก ในขณะที่คู่แข่งที่จับกลุ่มลูกค้าเฉพาะยังมีน้อย ส่งผลให้คู่แข่งยังมีน้อยมากในไทย โดยกลุ่มลูกค้าหลักที่นอกจากจะเป็นกลุ่มคนที่รักสุขภาพแล้ว ยังได้รับความไว้วางใจจากร้านสปาคุณภาพหลายแห่ง เลือกเป็นอาหารว่างให้กับลูกค้าอีกด้วย
       
       สำหรับการส่งออกนายธารัสเป็นผู้ส่งออกเองทั้งหมด ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี และอังกฤษ ซึ่งกลุ่มลูกค้าก็เป็นกลุ่มที่รักสุขภาพเช่นเดียวกัน โดยราคาช็อกโกแลตบาร์อยู่ที่ 150 บาท แบบกล่อง 300 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างสูงในไทย แต่สำหรับในต่างประเทศ เมื่อเทียบคุณภาพของวัตถุดิบกับแบรนด์ดัง ถือว่าช็อกโกแลตของไทยมีราคาที่ไม่แพงเลย
 
       ปัจจุบัน Mrs. Flowers มีหน้าร้านอยู่ในซอย ถ.วิภาวดีรังสิต 30 (หลังตึกชินวัตร 3 ) และตามห้างสรรพสินค้า เช่น ห้างเซ็นทรัลเวิล์ด ชั้น 7, เซ็นทรัลชิดลมชั้น G ห้างเอ็มโพเรียม, สยามพารากอน และห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน เป็นต้น
     
 
      สนใจติดต่อโทร. 0-2930-3196, 0-2FLO-WERS หรือที่ www.MrsFlowers.com
[/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 07, 2007, 11:47:27 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #206 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2007, 09:57:39 PM »

ชีวิตการ์ตูน

เหรียญมหัศจรรย์

รวมการ์ตูน "รู้เก็บ รู้ใช้"..!!

ประสพโชค จันทรมงคล bomsquare@yahoo.com

นับเป็นครั้งที่ 3 หรือปีที่ 3 แล้วกับโครงการประกวดการ์ตูน (หรือนิยายภาพ) สั้นของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้การ์ตูนเป็นสื่อเพื่อให้เข้าถึงจิตใจของเยาวชนได้โดยง่าย

สำหรับปีนี้ยังคงมีคณะทำงานกิตติมศักดิ์มากมายหลายท่านด้วยกัน อีกทั้งยังมีคณะกรรมการจากวงการการ์ตูนผู้มีชื่อเสียงมาร่วมเป็นผู้ตัดสินผลงานอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น ชัย ราชวัตร, โชติกา อุตสาหจิต (จาก 'บันลือสาห์น' หรือ 'บันลือ พับลิเคชั่นส์'), ศักดา วิมลจันทร์, เซีย ไทยรัฐ, นันทพร วงษ์เชษฐา (จาก 'เนชั่น เอ็กมอนท์ เอ็ดดูเทนเมนท์'), ดำรง พุฒตาล, ธเนตร ปรีดารัตน์ (บรรณาธิการแผนกการ์ตูนไทย สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์) ฯลฯ ทำให้ได้การ์ตูนชนะการประกวดที่อ่านสนุกแถมยังมีเนื้อหาสาระอันเป็นประโยชน์จำนวน 6 เรื่อง 6 รางวัล มารวมอยู่ในหนังสือการ์ตูน เหรียญมหัศจรรย์ ดังนี้...

วันที่ดอกไม้บาน (in a shiny Day) ที่รังสรรค์เรื่องโดย ปานใจ ดารามิตร สร้างสรรค์ภาพโดย จีรพงษ์ ศรนคร สร้างสรรค์ศิลปกรรมโดย มนัส หัสดำ ซึ่งคว้ารางวัลสูงสุด รางวัลนิยายภาพยอดเยี่ยมระดับประชาชน มีเนื้อหาเกี่ยวกับ 'เด็กหญิงตั้งโอ๋' ที่อยากได้ร่มคันใหม่ที่เป็นลายการ์ตูนน่ารักๆ ทั้งๆ ที่ร่มคันเก่าก็ยังใช้ได้แถมยังใหญ่กว่าอีกต่างหาก หลังจากที่ขอให้พ่อซื้อร่มให้ไม่ได้แถมยังถูกพ่อสั่งสอนให้รู้จักความพอเพียงอีกต่างหาก

ตั้งโอ๋ที่ไม่เข้าใจถึงหลักการเศรษฐกิจพอเพียงตัดสินใจไม่พกร่มไปโรงเรียนทั้งๆ ที่เป็นหน้าฝนและมีฝนตกทุกวัน พอตกเย็นเธอจึงต้องติดฝนยืนมองเพื่อนๆ กางร่มการ์ตูนกลับบ้านกันอย่างหงอยเหงา แต่แล้วจู่ๆ พ่อก็เอาร่มคันใหญ่คุ้นตาคันหนึ่งมารับเด็กหญิงตั้งโอ๋ถึงโรงเรียน หนำซ้ำขากลับระหว่างเดินกลับบ้านพ่อก็ยังพยายามถือร่มบังฝนให้กับตั้งโอ๋จนตัวเองโดนฝนเปียกและเป็นไข้หวัดไปอีก ถึงรุ่งเช้าวันต่อมาพ่อก็ต้องงงกับปฏิกิริยาของตั้งโอ๋ที่เปลี่ยนไปจากวันก่อน เพราะตั้งโอ๋กลับมาพกร่มไปโรงเรียนด้วยหน้าตาเบิกบานกว่าที่เคย

เหรียญมหัศจรรย์ ที่เขียนภาพโดย เรืองศักดิ์ ดวงพลา และเขียนเรื่องโดย คุณากร วรวรรณธนะชัย เป็นการ์ตูนสั้นที่ได้รับรางวัลนิยายภาพดีเด่นระดับประชาชน ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กผู้ชายและผู้หญิงที่อยากได้หุ่นยนต์รุ่นใหม่เสียจนต้องทุบกระปุกออมสินและขอเงินพ่อแม่มาซื้อ

พอมาถึงร้านขายหุ่นยนต์พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายแต่หุ่นยนต์กลับเหลือแค่ตัวเดียว ทั้ง 2 คนจึงต้องมีปากมีเสียงกันเพื่อให้ได้มาซึ่งหุ่นยนต์ตัวสุดท้าย เป็นเหตุให้เจ้าของร้านหน้าเลือดถือโอกาสขึ้นราคาหุ่นยนต์อีก 1 บาท

ทั้ง 2 คนมีเงินมาพอดิบพอดีเป๊ะๆ จึงต้องรีบกลับไปเอาเงินจากที่บ้านให้เร็วกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ระหว่างทางทั้งคู่ก็เห็นเหรียญบาทเหรียญหนึ่งตกอยู่และได้กระโจนเข้าไปคว้าเหรียญบาทในเวลาเกือบพร้อมกัน แต่ผลกลับกลายเป็นว่ามีปาฏิหาริย์ทำให้ทั้งคู่ต้องเข้าไปอยู่ในเหรียญบาทเหรียญนั้นโดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องหาวิธีใช้เหรียญบาทเหรียญนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่าที่จะทำได้จึงจะออกจากมาเหรียญได้

เหรียญบาทถูกนำไปใช้ซื้อสินค้าโดยชายหนุ่มคนหนึ่งที่น่าจะเป็นหนทางการใช้เงินอย่างมีประโยชน์ตามคุณสมบัติของเงิน แต่ก็ไม่สามารถทำให้ทั้งคู่ออกมาจากเหรียญได้, ชายหนุ่มคนหนึ่งต้องการนำเงินไปซื้อรถจักรยานคันใหม่ที่ลดราคามากถึง 15% ให้กับคุณพ่อทั้งๆ ที่คันเก่ายังสามารถใช้ได้อยู่ ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาก็ยังไม่สามารถออกมาจากเหรียญได้ จนสุดท้ายเจ้าของร้านจอมงกบังเอิญเก็บเหรียญนี้ได้จึงต้องการจะนำเงินไปใส่กระปุกที่อยู่ในตู้เซฟที่นานๆ จะเปิดตู้เซฟสักที ทำให้เด็กทั้ง 2 รู้ดีว่าถ้าไม่รีบหาทางก็จะติดอยู่ในนี้ตลอดไป...แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็สามารถกลับออกมาจากเหรียญได้พร้อมการได้เรียนรู้คุณค่าอย่างแท้จริงของมัน

ตอนจบของเรื่องเด็กผู้หญิงไม่ต้องการหุ่นยนต์อีกแล้ว จึงได้นำเงินบางส่วนไปซื้อกาวกลับไปซ่อมกระปุกออมสินไว้ใส่เงินออมสะสมอีกครั้ง ส่วนเด็กผู้ชายก็ไม่ต้องการหุ่นยนต์อีกต่อไปแล้วเช่นกัน เพราะแท้ที่จริงแล้วเขาต้องการเพื่อนใหม่มากกว่า และเขาก็มีเพื่อนเป็นเด็กผู้หญิงที่ทะเลาะกันจนกลายเป็นเพื่อนกันไปแล้วนั่นเอง...

หากใครมีโอกาสได้อ่านก็ควรหามาอ่านเสียนะครับ...การ์ตูนดีๆ มีประโยชน์แบบนี้ใช่ว่าจะหาอ่านได้ง่ายๆ นา..!! 0
[/size][/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #207 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2007, 10:01:32 PM »

หนังสือกับเงินตรา

เกาะติดกระดาน mai

ต้นสกุล สุ่ย tonsakul@yahoo.com

เป็นที่ทราบตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มุ่งส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งหลายบริษัทในปัจจุบันได้จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปเรียบร้อยแล้ว

ฉะนั้น คุณประโยชน์ของหนังสือ เกาะติดกระดาน mai ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้จัดพิมพ์ และมี สิริพร สงบธรรม เป็นผู้เขียน จึงไม่เพียงเป็นการมุ่งเสนอสรรค์สาระของหลายๆ บริษัทที่เคยผ่านเบ้าหลอมของการเป็น พี่เลี้ยง ของตลาดหลักทรัพย์ใหม่มาก่อน

หากยังเห็นเส้นทางการเดินทางขององค์กร เห็นภาพแห่งชีวิต ที่ผู้นำธุรกิจกรุยทางผ่านมาด้วย ซึ่งบางครั้งอาจต้องล้มลุกคลุกคลาน แต่ไม่ว่าภาพแต่ละภาพจะสะท้อนออกมาอย่างไร ที่สุดเขา และเธอเหล่านั้น ก็สามารถลุกขึ้นผ่านอุปสรรคนั้นๆ มาได้

ขณะที่อีกบางบริษัท อาจต้องใช้ความอดทนอย่างสูง ที่จะทำให้องค์กร หรือธุรกิจดำเนินผ่านไปได้ เพราะอย่างที่ทราบการทำธุรกิจในปัจจุบัน ไม่เพียงต้องใช้เหลี่ยมมุมทางธุรกิจ หากจะต้องรู้เท่าทันภาวะทางการเมือง และความผันผวนทางเศรษฐกิจด้วย

เพราะมัวแต่หลับหู หลับตาทำธุรกิจไปเรื่อยเปื่อย โดยไม่สนใจภาวะรอบข้าง ไม่สนใจเศรษฐกิจประเทศ และเศรษฐกิจโลกเป็นไปอย่างไร รับรองเป็นเจ๊งแน่

เหตุนี้เอง จึงทำให้บริษัทต่างๆ ที่บรรจุอยู่ในหนังสือเล่มนี้ จึงเป็นบริษัท ที่กรุยทางผ่านมาทั้งความลำบาก ความล้มเหลว จนก้าวขึ้นมายืนอยู่แถวหน้า ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ทีมพรีซิชั่น จำกัด (มหาชน)

บริษัท ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แม็ทชิ่ง สตูดิโอ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยมิตซูวา จำกัด (มหาชน) และอื่นๆ อีกมากมายที่ล้วนพิสูจน์ให้ทุกคนประจักษ์แล้วว่าเขาสามารถทำได้

จักรพันธ์ มานัสสถิตย์ บอสใหญ่แห่งบริษัท ทีมพรีซิชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทอุตสาหกรรมการผลิตแผงวงจรไฟฟ้า ที่ส่งออกไปหลายประเทศทั่วโลก บอกว่า ความสำเร็จของเขาเกิดจากความเชื่อที่เชื่อว่าเราต้องทำได้ ซึ่งเรื่องนี้ จักรพันธ์ บอกว่า...ธุรกิจนี้ความซื่อสัตย์ต้องมาอันดับหนึ่ง เพราะผูกโยงไปยังตรายี่ห้อของพวกเขา หากเกิดความผิดพลาดหรือเกิดอะไรขึ้นมาเพียงนิดเดียว เขาเสียหาย ไม่คุ้มค่าที่จะต้องเสี่ยงกับเราแน่

"ผมจึงต้องเข้ามาช่วยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะผมยังต้องอยู่ในธุรกิจนี้อีกยาวไกล รวมถึงชื่อเสียงของผมเองด้วย ขณะเดียวกัน ผมก็ยอมรับว่า ในเมืองไทย ยังสร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ได้ จึงต้องรับจ้างผลิตแบบนี้ไปก่อน ผมพยายามตั้งหน่วย R&D ขึ้นมาพัฒนาคุณภาพ และคิดว่าในอนาคตจะพยายามสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเอง เพื่อผลดีในระยะยาว"

แต่กระนั้น จักรพันธ์ก็มีความภูมิใจ เพราะเขารู้ดีว่าเครื่องสมองกลแต่ละชิ้นที่แอบซ่อนอยู่ภายใต้สินค้าแบรนด์เนม เขาเป็นผู้ผลิตทั้งสิ้น

"คิดดูซิว่าในสมองกลของเครื่องมือถือ จอมอนิเตอร์ คอมพิวเตอร์ที่เราใช้อยู่นั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่เป็นฝีมือคนไทยด้วยทั้งนั้น แต่คนไทยไม่รู้เลย คิดว่าเป็นของต่างชาติ"

เช่นเดียวกัน เหมือนอย่างบริษัท ไทยมิตซูวา จำกัด (มหาชน) ที่มี ฮิโรชิ ยามาด้า และพชร แก้วนุกุล สองผู้บริหารญี่ปุ่นกับไทยที่ร่วมกันจับมือสร้างธุรกิจผลิตชิ้นส่วนพลาสติก จนสามารถส่งออกไปหลายๆ ประเทศทั่วโลก ก็ต่างมีเส้นทางในการทำธุรกิจที่น่าสนใจเช่นกัน

ยิ่งเฉพาะพชรเขาเป็นศิษย์เก่าบัญชี ธรรมศาสตร์ และเคยใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นอยู่หลายปี จึงพอทำให้เขาพอรู้จักนิสัยของชาวญี่ปุ่น และครั้งหนึ่ง เขาได้เล่าประสบการณ์ในการทำงานที่ญี่ปุ่นว่า

"ผมใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นอยู่หกปี สองปีแรกเรียนภาษาญี่ปุ่น อีกสองปีถัดมา ผมเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยชูโด และอีกสองปีสุดท้ายหาประสบการณ์ชีวิต ผมทำงานเป็นคนแปลเอกสารไทย-ญี่ปุ่น รับจ๊อบเป็นคนต้อนรับคณะคนไทยที่ไปฝึกงาน ฝึกอบรมดูงานที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีมากจริงๆ คิดดูซิครับ เกือบทุกโรงงานของคนญี่ปุ่นมักจะส่งคนไทยไปดูงานที่บริษัทแม่อยู่ไม่ขาด"

เพราะฉะนั้น หลังจากที่เขากลับมาและไม่นานเขาก็ได้ร่วมทุนกับชาวญี่ปุ่น ทั้งนั้นเพราะชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นทั้งนายและเพื่อนมอบความจริงใจให้เขา ขณะเดียวกันก็ยื่นโอกาสให้เขาด้วย

"สไตล์การทำงานของคนญี่ปุ่นซึมซับอยู่ในตัวผม เขาวางใจผมในเรื่องความซื่อสัตย์ ขณะเดียวกันผมก็ตั้งใจไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพราะมันไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของผม แต่มันเป็นชื่อเสียงของคนไทยทั้งประเทศด้วย ที่จะถูกคนญี่ปุ่นมองเข้ามาทั้งแผง" ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เมื่อต่างคนต่างนับถือกัน ต่างคนต่างมอบความจริงใจให้กัน ที่สุดไม่เพียงธุรกิจจะเดินไปข้างหน้า หากผลกำไรยังงอกงามด้วย

ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?...คำตอบเพราะเขามีความจริงใจต่อกัน มีความรัก และความซื่อสัตย์เป็นเครื่องหนุนนำ แม้ว่าจะเป็นคนละชาติ คนละเผ่าพันธุ์ก็ตาม

ฉะนั้นในหนังสือ 'เกาะติดกระดาน mai' จึงไม่เพียงเป็นหนังสือที่บอกเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจมากมาย หากยังผสมไปด้วยความคิดและแง่งามในการทำธุรกิจด้วย 0
[/size]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #208 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2007, 10:05:38 PM »

หนังสือในใจคน

จุฑาธวัช อินทรสุขศรี

"การอ่านสอนให้เป็นคนใจกว้าง"

มือที่มองไม่เห็น

ด้วยเหตุที่ จุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นคนชอบอ่านหนังสือสารคดี ศึกษาโบราณคดีต่างๆ นั่นเอง จึงส่งผลให้เขากลายเป็นนักสะสมพระเครื่องตัวยงอีกคนหนึ่งของวงการพระเครื่องเมืองไทย โดยได้ครอบครองพระเครื่องชุดเบญจภาคีที่มูลค่านับล้านๆ บาท และสะสมองค์พ่อจตุคามรามเทพตามความเชื่อและศรัทธาเอาไว้มากมาย

"การอ่านหนังสือสารคดีท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ยุโรป หรือเรื่องราวในอินเดีย หรือจีน เรามองลงไปก็จะได้มุมมองอะไรที่ใหม่ๆ ยิ่งพอได้อ่านสิ่งเหล่านี้มันสามารถบอกเราได้หลายเรื่องเกี่ยวกับความเป็นประวัติภูมิศาสตร์ในโลกนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร หรือมีที่มาของแต่ละสถานที่เป็นมาอย่างไร การอ่านในเรื่องเหล่านี้มันสอนให้เราเป็นคนที่ละเอียดอ่อนในบางเรื่อง ยิ่งเป็นคนมาสะสมพระเครื่องอ่านสารคดีประกอบมันก็ยิ่งสร้างความลึกซึ้งให้กับตัวเองอย่างมาก" นี่คือสิ่งที่ได้จากการอ่านในมุมของนายจุฑาธวัช

ส่วนหนังสืออื่นที่จุฑาธวัชชอบอ่านจะเป็นพวกนวนิยาย โดยเขารู้สึกว่าอ่านแล้วจะได้ความรู้ถึงแนวคิดในยุคนั้นๆ ของผู้เขียนเอง หรือแม้กระทั่งตัวละครต่างๆ ที่อยู่ในเรื่อง ซึ่งสิ่งที่จำแม่นแบบไม่เคยลืมคือเรื่อง ชัยชนะของหลวงนฤบาล ที่ ดอกไม้สด เป็นผู้เขียน อ่านแล้วได้ข้อคิดอยู่หลายๆ เรื่อง เช่น คนเราเลือกเพื่อนได้ แต่เลือกญาติไม่ได้ ฉะนั้น ญาติเราจะดีจะร้ายเขาก็คือญาติ ใครได้อ่านแล้วจะเห็นว่าหนังสือเล่มนี้จะให้ข้อคิดดีอย่างมาก

จุฑาธวัช เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า สมัยเป็นเด็กก็ชอบอ่านหนังสือนิยายอยู่เหมือนกัน เช่น พล นิกร กิมหงวน หรือ สามเกลอ ถือเป็นหัสนิยาย ประพันธ์โดย ป. อินทรปาลิต เป็นการเขียนออกมาเป็นคำพูดที่แปลกประหลาดดี บางมุมก็ตลกๆ ตรงจุดนี้เองทำให้ทำงานแล้วกลายเป็นคนอารมณ์ขัน ประกอบกับทำให้เราดำเนินชีวิตอยู่อย่างไม่เครียด มาถึงวันนี้คิดว่าคนที่เขียนนิยายที่ตลกได้อย่างนี้คงไม่มีใครเกิน ป. อินทรปาลิต แน่นอน มันเป็นเรื่องราวอะไรที่ยังคงอยู่ในความทรงจำตลอดมา

ส่วนเคล็ดลับในการรักการอ่านนั้น ปลัดกระทรวงแรงงาน บอกว่า ชีวิตตั้งแต่เป็นเด็กเริ่มรักการอ่านมาจากพ่อ เนื่องจากพ่อเป็นนักอ่านหนังสือตัวยงผู้หนึ่ง หรือเรียกได้เต็มปากว่าพ่อเป็นหนอนหนังสือ ซึ่งพ่อจะชอบหาซื้อหนังสือแปลกๆ มาให้อ่านอยู่เป็นประจำ อาทิเช่น นิทานเด็กเอาไว้อ่านก่อนนอน แล้วพล นิกร กิมหงวน พ่อก็อ่าน ตรงนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าขนาดหนังสือแบบนี้พ่อยังอ่านได้เลยแล้วเราทำไมถึงไม่อ่าน เรียกได้ว่าพ่อเป็นแรงบันดาลใจได้เป็นคนชอบอ่านหนังสือ

ข้อคิดจากการอ่าน พล นิกร กิมหงวน หลายคนได้พูดเอาไว้คล้ายๆ กันว่าเป็นหัสนิยายที่เหมือนเป็นเบ้าหลอมความคิด ความอ่าน ทัศนคติ รวมทั้งในเรื่องของแนวปรัญชาชีวิต ทุกตัวละครในเรื่องล้วนทำให้มองเห็นว่า ทุกคนเป็นคนดี มีคุณธรรม เห็นใจในเพื่อนมนุษย์ มีความรักชาติบ้านเมือง สิ่งสำคัญที่เรามองเห็นได้ชัดเจนคือ เขาเกลียดความอยุติธรรมทุกรูปแบบ แนวคิดเหล่านี้มันสามารถมาสอนให้คนอ่านรู้จักการเป็นคนดีของสังคมนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ปลัดกระทรวงแรงงานได้พูดถึงเรื่องการอ่านไว้อย่างน่าคิดว่า การอ่านไม่เห็นเป็นเรื่องเสียหายอะไร จริงๆ ลองหยิบหนังสืออะไรก็ได้ขึ้นมาอ่าน ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนหรือหนังสือที่มีสาระเราจะได้ข้อคิดดีๆ ทุกเล่ม อยากจะบอกได้เลยว่าใครที่ชอบอ่านหนังสือเป็นหนอนหนังสือจะเป็นคนที่ไม่ใจแคบ เพราะอ่านหนังสือเป็นการเปิดโลกทัศน์ เปิดโลกกว้างให้กับตัวเอง เมื่อเรารู้ในบางเรื่องเรายังสามารถถ่ายทอดให้กับผู้อื่นที่สนใจได้

ปลัดกระทรงแรงงาน ยังบอกด้วยว่า ความรู้ที่เกิดจากการอ่านมันก็อยู่ในตัวเรา ยิ่งเป็นคนสะสมพระเครื่อง แล้วมีคนมาบอกว่าวันหนึ่งจะได้เป็นเซียนใหญ่ ตรงนี้ก็เลยตอบไปว่า อย่าให้ไปเป็นเซียนอะไรเลย คนที่เป็นเซียนก็จะถูกเพ่งเล็ง แล้วถูกคาดหวังจากคนในสังคมมาก ยิ่งวันหนึ่งเราพลาดเราก็จะถูกว่าซ้ำเติมเอา ถ้าเราทำตัวเป็นคนธรรมดาไม่รู้อะไรเลย แต่ลึกๆ เราเป็นคนเก่งได้


ดังนั้น คนอ่านหนังสือมากจะเป็นคนที่ได้เปรียบมากในสังคมยุคนี้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2008, 02:15:03 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #209 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2007, 10:13:59 PM »

หนังสือกับเงินตรา

ปตท.ไม่อยากตาย ก็ต้องโต

.ต้นสกุล สุ่ย tonsakul@yahoo.com

ว่าไปแล้วประเด็นเรื่องการแปรรูป ปตท.หลายคนคงยังมองกันไปสองด้าน คือบางกลุ่มบางคนมองว่าหลังจากที่ปตท.แปรรูปไปแล้ว ทำให้เกิดเม็ดเงินมหาศาล...ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วย ก็อยากที่จะให้ปตท.กลับมาเป็นสมบัติของชาติเหมือนเดิม ซึ่งเรื่องนี้ไม่นับเนื่องเกี่ยวกับที่ ปตท.มาซื้อกิจการของปั๊มเจ็ทอีก

ดังนั้น ถ้าจะมองจากปรากฏการณ์ของข่าว ก็คงจะเถียงกันไม่ตก แต่ถ้ามองจากคนข่าวที่ทำงานหนังสือพิมพ์มากว่า 20 ปี นาม ”วิษณุ โชลิตกุล" บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น ก็ต้องยอมรับว่าประสบการณ์จากการทำงานข่าวของเขา ไม่เพียงเป็นการต่อยอดจากมุมมอง ทัศนคติ และข้อมูลที่หลากหลาย ที่ไม่เพียงเกี่ยวเนื่องกับกิจการน้ำมันภายในประเทศอย่างเดียว

หากกิจการน้ำมันในระดับโลก ก็ต้องยกเครดิตให้ ”วิษณุ” ที่สามารถนำจิ๊กซอว์ของปรากฏการณ์ตลาดน้ำมันโลก บริษัทน้ำมันโลกหลายแห่ง มาเชื่อมโยง และมาต่อภาพกับกิจการน้ำมันในประเทศไทยได้

ยิ่งเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องการมือง!...เพราะอย่างที่ทราบ ปตท.ถือเป็นกิจการน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ดังนั้น ขุมทรัพย์แห่งนี้จึงเป็นขุมทรัพย์อันหอมหวานสำหรับนักการเมืองทั้งหลายที่ใครๆ ก็อยากเข้ามาดูแล เพราะเขารู้ดีว่า หากสามารถที่จะแปรรูป หรือเข้ามาดูแลกิจการแห่งนี้ได้ ไม่เพียงเม็ดเงินอันมหาศาลอาจย้อนไหลเข้ากระเป๋า หากยังทำให้เม็ดเงินไหลย้อนไปสู่พรรคการเมืองด้วย

มูลเหตุเช่นนี้เอง จึงทำให้ประสบการณ์การทำข่าวของ ”วิษณุ” ที่เก็บข้อมูลมาอย่างยาวนาน ดังนั้น เมื่อเขานำข้อมูลเหล่านั้นมาร้อยเรียงเป็นภาพใหม่ จึงทำให้เห็นว่าภาพแต่ละภาพที่เขาสร้างขึ้นในต่และบท ล้วนเป็นเรื่องที่น่าสนใจทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นผลพวงของวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่ส่งผลต่อภาระของการอุ้มหนี้,กรณีศึกษาการแปรรูปธุรกิจพลังงานโลก,จากรัฐวิสาหกิจ สู่บริษัทมหาชน และทางสามแพร่ง ธุรกิจระดับโลก หรือแดนสนธยา ที่ไม่เพียงจะมีบทอธิบายถึงประเทศรัสเซียที่ยึดกิจการน้ำมันจากเอกชน,ปิโตรนาส กับเครือข่ายระดับโลก,พ.ร.บ.การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521,มูลค่าหุ้นการบัญชี และการเมืองเรื่องน้ำมัน

ทั้งหมดเหล่านี้ ไม่เพียงมีอยู่ในหนังสือ ”ปตท.ไม่อยากตาย ก็ต้องโต” ที่ ”วิษณุ โชลิตกุล" เป็นผู้เขียน หากเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ ยังถูกแยกย่อยจากปรมาจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ และการคลังอย่าง ”ดร.โกร่ง วีรพงษ์ รามางกูร" ที่ชมเชยเขาด้วย...ชมเชยทั้งในความเป็นคนข่าว...ชมเชยทั้งในความเป็นคนเขียนหนังสือ

เหมือนดั่งที่ ”ดร.โกร่ง” เขียนเล่าไว้ในคำนิยมที่บอกว่า…ผมเองเป็นแฟนประจำคอลัมน์พลวัตปีต่างๆ ของคุณวิษณุ ที่ตีพิมพ์ในหนังสือข่าวหุ้นอยู่แล้ว เพราะเป็นคอลัมน์ที่เอาประเด็นทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่กำลังเป็นข่าวมาเขียน

“ทั้งวิเคราะห์ในเชิงอธิบาย แต่ก็ได้สาระความรู้ และความรู้กระจ่าง แม้ว่าจะสอดแทรกความเห็นส่วนตัวอยู่ด้วย แต่ก็เป็นความเห็นที่มีเหตุผล ซึ่งผู้อ่านสามารถแยกแยะเองได้ ผมเองไม่รู้จักคุณวิษณุเป็นการส่วนตัว แต่ก็แอบนิยมชมชอบอยู่เงียบๆ”

“เพราะข้อเขียนทุกชิ้น ทำให้รู้ว่าผู้เขียน ต้องทำการบ้าน ผู้เขียนต้องฝึกอ่าน และฝึกคิดด้วย ที่สำคัญคุณวิษณุ สามารถเขียนอธิบายให้เห็นความเห็นในคอลัมน์ที่มีเนื้อที่จำกัดด้วยหน้าหนังสือพิมพ์ ที่สื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องได้ง่ายๆ ด้วยภาษาไทยที่กระชับน่าอ่าน”

ในทางกลับกัน ถ้าหันมามองความตั้งใจของ ”วิษณุ” ที่เขียนหนังสือ ”ปตท.ไม่อยากตาย ก็ต้องโต" จะทำให้เห็นภาพที่สอดรับกับที่ ”ดร.โกร่ง” กล่าวไว้

ทั้งนั้นเพราะเป้าหมายของ ”วิษณุ” ต้องการเขียนหนังสือเล่มนี้ ก็เพื่อชี้ให้เห็นประเด็นที่กว้างกว่าแค่ภาพของการพัฒนาการ และกระบวนการปรับเปลี่ยนสถานะของ ปตท. จากรัฐวิาหกิจ ภายใต้กฎหมายการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย มาเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ภายใต้กฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ

“แต่มุ่งชี้ให้เห็นพัฒนาการของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่ในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งต้องขยายตัวเติบใหญ่ และเข้มแข็งเพียงพอกับการทดสอบเพื่อรับมือการแข่งขันอย่างสอดคล้องกับแนวทางของบริษัทน้ำมันแห่งชาติของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่นับวันจะทวีความเข้มข้นเรื่อยๆ”

“ไม่เพียงเท่านั้น โครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศไทย ที่ยังคงต้องพึ่งพาน้ำมันนำเข้าอย่างมากมาย และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่ทางเลือกในด้านพลังงานทดแทนอื่นๆ ทั้งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และที่มีต้นทุนต่ำในปริมาณมากเพียงพอ ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ก็ยังคงทำให้บทบาทของบริษัทน้ำมันแห่งชาติมีความสำคัญต่อไป”


มูลเหตุทั้งหมดนี้ ไม่เพียงเป็นการเขียน เพื่อให้เห็นเป็นภาพใหญ่ หากยังทำให้เนื้อหาโดยรวมทั้งระบบ ต่อเป็นเนื้อเดียวกัน จนทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ว่า หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงขายความจริง

หากยังให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจน้ำมันด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2008, 02:15:26 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #210 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2007, 06:50:12 PM »

จับใจ

ธารา รินศานต์ (tara_rinshanti@yahoo.com)

เส้นทางแห่งมิตรภาพ

คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะได้พบกับเพื่อนแท้ที่รู้ใจสักคนในชีวิต แต่ที่ยากยิ่งกว่า คือการรักษามิตรภาพนั้นไว้ เพราะบางครั้งเรื่องขุ่นข้องหมองใจที่หาสาระไม่ได้เพียงปลายไม้ขีด ก็สามารถจุดประกายเป็นเชื้อไฟ มอดไหม้คืนวันแห่งความเอื้ออาทร น้ำใจไมตรี ความรักความดีงามและสัมพันธภาพที่มีต่อกันมายาวนานได้หมดสิ้นในชั่วพริบตา

บางทีคนเราก็มักจะจดจำอะไรร้ายๆ และฝังลึกกับความขัดเคือง จนหลงลืมสิ่งดีๆ รวมทั้งความสุขที่เคยผ่านเข้ามามากมาย เราชอบฝากชีวิตไว้กับความคาดหวังคนอื่นๆ จึงไม่แปลกอะไรที่แม้เราจะได้พบกับผู้คนมากหน้าหลายตา แต่คนพิเศษที่ทำให้รู้สึกวางใจไม่เสื่อมคลาย อาจคล้ายกับงมเข็มในมหาสมุทร

เพื่อนในนิยามของใครหลายคน อาจเป็นคนที่ตายแทนกันได้...คนที่สามารถร่วมทุกข์สุขกับเราในทุกสถานการณ์...คนที่ให้เราหยิบยืมเงินได้ทุกเมื่อ...คนที่เข้าใจเราทุกเรื่อง...คนที่รับเราได้ทุกสภาพ...คอยเป็นกำลังใจ ปลอบใจเรา ให้ความเห็นหรือคำตอบที่เราอยากได้...

แล้วถ้าเป็นเพื่อนประเภทที่คอยขัดใจ พูดไม่เข้าหูล่ะ แน่นอนว่าเราคงเลิกคบหรือไม่ก็อยู่ห่างๆ ไปเลย น้อยคนนักที่จะยอมรับอย่างขอบคุณ เมื่อถูกเพื่อนวิจารณ์ในเรื่องจริงที่แทงใจดำ เพราะส่วนใหญ่ต้องการคำขานรับที่เออออห่อหมกตามใจตัวเองมากกว่า

ยิ่งไม่ให้ยืมเงินนี่สิเรื่องใหญ่ ทั้งๆ ที่มันเป็นดาบสองคมอย่างมาก เพราะถ้านำไปใช้ด้วยเรื่องอันควรจริงๆ อย่างมีสติและความรับผิดชอบ ก็ต้องช่วยเหลือ แต่ถ้านำไปใช้ด้วยเรื่องไม่ควร ถึงที่สุดจะกลับกลายเป็นการทำร้ายเพื่อนเสียมากกว่า ทำให้เขาต้องตกเป็นทาสของความฟุ้งเฟ้อ และนิสัยที่ชอบสร้างหนี้ท่วมตัว ไม่มีความรับผิดชอบในชีวิต

ฉะนั้น มิตรแท้ที่ดี จึงไม่ใช่คนที่จะคล้อยตามเราไปเสียทุกเรื่อง จนทำให้เราเสียคน หากแต่ต้องเป็นคนที่คอยสนับสนุนเราในสิ่งที่ดีงาม และยินดีกับความสำเร็จของเราอย่างจริงใจ ทว่าในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะว่ากล่าวตักเตือนหรือเข้าขวางเราโดยไม่ลังเล เมื่อเห็นเราทำสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร ที่สำคัญคือสามารถเอ่ยคำขอโทษและให้อภัยเพื่อนได้ทุกเมื่อ

มีนิทานเรื่องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นแง่มุมที่ดีให้ฉุกคิด คือเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อค้าสองคนที่รอนแรมไปด้วยกันในทะเลทราย แล้วเกิดมีปากเสียงกัน คนแรกบันดาลโทสะถึงขั้นลงไม้ลงมือกับอีกคน แต่คนที่ถูกทำร้ายไม่ได้ตอบโต้อะไร แม้จะรู้สึกเจ็บปวด เขากลับเอาไม้ขีดเขียนลงบนผืนทรายว่า “วันนี้เพื่อนรักทำร้ายฉัน”

ทั้งคู่ยังคงร่วมทางไปด้วยกัน จนได้พบกับแอ่งน้ำแห่งหนึ่ง จึงตัดสินใจแวะพักและลงไปชำระร่างกาย แต่เพื่อนคนที่ถูกชกหน้าโชคร้ายเป็นตะคริว และกำลังจะจมน้ำ เพื่อนคนแรกช่วยเขาขึ้นมาได้ พอฟื้นคืนสติ เขาก็เอามีดสลักลงบนศิลาว่า “วันนี้เพื่อนรักได้ช่วยชีวิตฉันไว้”

พ่อค้าคนแรกรู้สึกแปลกใจกับพฤติกรรมทั้งสองครั้ง จึงถามถึงเหตุผล เพื่อนคนที่สองอธิบายว่า “เวลาที่มีคนทำร้ายเรา เราควรจะขีดเขียนมันลงบนผืนทราย เพื่อสายลมแห่งความให้อภัยจะได้ลบเลือนมันไป แต่ถ้ามีคนทำดีกับเรา ก็ต้องจารึกไว้บนแผ่นหินไม่ให้รางเลือน”

ไม่ว่านิยามของเพื่อนจะเป็นเช่นไร มันคงไม่ได้จบลงที่เพียงแค่สัมพันธภาพของคนในวัยเดียวกันหรือใกล้เคียง หากยังรวมถึงคนต่างวัยอย่างพ่อแม่ ฯลฯ ด้วย และเหนืออื่นใดก็คือตัวเราเอง ซึ่งเป็นมิตรแท้ที่ไม่รู้จัก

ดูเผินๆ อาจเหมือนกับว่าเรารู้จักตัวเองดี แต่ในความเป็นจริง บางครั้งเราก็แทบจะไม่รู้จักตัวเองเลย ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะเป็นเพื่อนที่ดีกับคนอื่นๆ ได้อย่างไร

เวลาที่เราทำร้ายตัวเองด้วยสิ่งมอมเมา ด้วยความทุกข์ ความขุ่นเคือง เราก็สามารถที่จะทำร้ายเพื่อนด้วยสิ่งมอมเมา ด้วยความทุกข์ ความขุ่นเคืองเช่นกัน แต่ถ้าเรารู้จักถนอมตัวเองด้วยความรัก ความสุข สิ่งดีๆ เราก็ย่อมจะมอบความรัก ความสุข และสิ่งดีๆ นั้นให้แก่เพื่อนด้วย

ดังนั้น กว่าที่เส้นทางแห่งมิตรภาพอันมั่นคงยืนยาวจะเกิดขึ้นได้ จึงต้องเริ่มต้นจากฐานรากที่แข็งแกร่งของตัวเราเองก่อน นั่นคือการพัฒนาความเข้าใจ ความปรารถนาดี และความอดทน ตลอดจนการลดละทิฐิมานะลง


เพราะถึงที่สุดแล้วร้อยถ้อยพันคำที่พรั่งพรูจากปาก ก็ไม่อาจเทียบเท่าหนึ่งการกระทำที่กลั่นจากใจ

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #211 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2007, 07:03:25 PM »

happiness

พงษ์ ผาวิจิตร

NPL ของชีวิต

เมื่อสิบปีที่แล้ว สังคมไทยเริ่มรู้จักกับคำว่า NPL หรือสินทรัพย์ที่ไม่ก่อเกิดรายได้ เป็นครั้งแรก เพราะแต่ไหนแต่ไรมา เราเคยเชื่อว่า สินทรัพย์ ก็คือสินทรัพย์ที่มีราคาวันยังค่ำ แต่เหตุการณ์เมื่อสิบปีที่แล้ว ทำให้เรารู้ว่า บางครั้งใบหุ้น โฉนดที่ดิน ยังมีราคาถูกกว่านามบัตรเสียอีก

ในวันนี้ ผู้เขียนอยากแนะนำ NPL อีกแบบหนึ่งคือ Non Performing Living กล่าวคือ วิถีชีวิตที่เป็นหนี้ของเราที่ทำให้ชีวิตของเรา “ห่วย” ลงก็เพราะเราพกพาเจ้า NPL ของเรามาด้วย ทำให้เรามีภาระ ต้นทุนของการทำงาน และการดำรงชีพอย่างมีคุณค่าน้อยลง เวลาธุรกิจสามารถกำจัด NPL แล้วก็จะคล่องตัว สามารถเติบโตต่อไปได้ฉันใด ในชีวิตของเรา หากเราทิ้ง NPL ของชีวิตบ้าง ก็น่าจะเติบโตได้เช่นเดียวกัน

ในชีวิตของเรามี NPL หลายอย่าง อาทิเช่น

...NPL จากวุฒิการศึกษา ที่หลอกเรารู้ว่า เราเป็น “บัณฑิต” ทำให้เราเสี่ยงทำงานใหม่ ๆ ไม่ได้ เพราะถ้าพลาดแล้ว จะเสียชื่อ ทั้ง ๆ ที่ทุกธุรกิจล้วนอยากได้หน่วยกล้าตายไปบุกตลาด และที่เห็นเศรษฐีใหม่ในแต่ละสาขา ก็มาจากการบุกตลาดใหม่ทั้งสิ้น เราคงไม่มีโอกาสเห็นคนทำทีวีแล้วดังเหมือนช่องสาม หรือทำธนาคารแล้วดังกว่ากสิกรไทยอีกแล้ว เพราะโอกาสทุกอย่างเขาจับจองกันไปหมดแล้ว ยกเว้นแต่โอกาสใหม่ ๆ

...NPL จากประสบการณ์ทำงาน ทำนองว่า ฉันทำงานมานานกว่าแก เก๋ากว่าแก ทำนองความสามารถแปรผันตามระยะเวลาการทำงาน หารู้ไม่ว่า ความจริงเป็นอีกอย่าง คือ แปรผกผัน ที่ยิ่งทำยิ่งโง่ ลองดูตัวอย่างคนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นต้น ที่ยิ่งจบใหม่ยิ่งเก่ง หรือคนคล่อง เก่งภาษา เด็กรุ่นใหม่ก็ดีกว่าคนรุ่นเก่า

…NPL จากวิถีชีวิต ที่ต้องแบกภาระในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของการทำงาน เช่น รถยนต์อันเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มที่สุดในชีวิต ที่หากเราทำงานมาสัก 5-6 ปีแล้วไม่มี ถือว่า ชีวิตตกต่ำ หรือโทรศัพท์มือถือที่เด็ก ๆ เดี๋ยวนี้ไม่กล้าไปโรงเรียน หากไม่มีโทรศัพท์มือถือเหน็บเอวไปอวดเพื่อน

นอกจากนี้ยังมี NPL อันเนื่องจากภาระของวัยวุฒิ คุณวุฒิ ชาติวุฒิ ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่ทำให้เราไม่กล้าแสวงหาวิถีชีวิตที่แตกต่าง ทำนองว่าจะทำให้บรรพบุรุษเสียหน้าในปรโลก

ส่วน NPL อื่น ๆ ในชีวิตของเรา อาทิเช่น...

...เชื่อว่าในตู้เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายของทุกคนที่ทำงาน จะต้องมีชุดที่ไม่ได้ใช้ไม่น้อยกว่า 10 ชุด มีร้องเท้าไม่ได้ใส่ไม่ต่ำกว่า 3 คู่ และเชื่อว่า ชุดที่ไม่ใช้งาน มากกว่าชุดที่ใช้งาน (ขอท้าให้ท่านไปตรวจดูเย็นนี้เลย)

...ในห้องเก็บของ ตู้เก็บสัมภาระ ถ้ากล้าหาญพอจะไปค้นดู คงต้องพบของที่ไม่ต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 10-20 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์กีฬา เครื่องออกกำลังกายจำพวกจักรยาน ลู่วิ่ง ที่ซื้อมาไว้ตากกางเกงในเป็นหลัก

...ทุกวันนี้ แทบจะพูดได้ว่า ไม่มีใครไม่มีโทรศัพท์มือถือที่แถมมาพร้อมกับนาฬิกาบอกเวลา และนาฬิกาปลุก แต่เราก็ยังมีทั้งนาฬิกาข้อมือแสนแพง และนาฬิกาปลุกที่หัวเตียง

...สำหรับผู้มีรถยนต์ขับ ก็เชื่อว่ามีไม่น้อยที่ติดตั้งเครื่องเสียงราคาแพง พร้อมทั้งมีเครื่องเล่นเพลงจำพวก iPod และเครื่องเสียงที่บ้าน อ้อ ลืมไปอีกอย่างเครื่องคอมพิวเตอร์ก็มีลูกเล่นเหล่านี้มาด้วย

ในสมัยที่ผู้เขียนทำงานยุคแรก ๆ ในกระเป๋า มีเพียง ปากกา มากหน่อยก็ดินสอ แถมสมุดพกจด ถ้าใครขยันหน่อยก็พกหนังสืออ่านอีกหนึ่งเล่มใส่ถุงโชคดี แต่ถ้าทุกวันนี้ เราลองเปิดกระเป๋าถือดู ท่านจะพบสิ่งที่เป็นพื้นฐานต่อไปนี้ คือ โทรศัพท์มือถือหนึ่งถึงสองเครื่อง เครื่องเล่นเพลงจำพวก MP 3 อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า PDA หรือบางคนก็แบกโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์เลย ธัมไดร์ฟสำหรับเก็บไฟล์งาน ปากกา ดินสอ เหมือนเดิม กระเป๋าใส่ราคาแพง ถ้าเป็นสุภาพสตรี ก็มีจำพวกเครื่องประทินโฉม ถึงเป็นสุภาพบุรุษแบบ Metro sexual ก็ไม่น้อยหน้าที่พกเครื่องประทินโฉมเหมือนกัน สิริรวมแล้วมีรายการพกพาไม่น้อยกว่า 15 รายการ ด้วยมูลค่าไม่น้อยกว่า 10,000 บาท บางคนรวม ๆ แล้วเลย 100,000 บาทด้วยซ้ำ ราคาที่สามารถดาวน์บ้านชานเมืองได้เลยแหละ

ก็อยากท้าทายท่าน ๆ ว่า สิ่งที่มีมากขึ้นทำให้เรามีสุขมากขึ้น หรือทุกข์มากขึ้น และที่มากขึ้น แน่ใจหรือว่าทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น เคยไปฝึกงานที่ประเทศเยอรมนีเมื่อสิบกว่าปีก่อน ประเทศที่ได้ชื่อว่าไฮเทค เห็นเขาใช้โปรแกรมฐานข้อมูลจำพวก dbase II ที่ยังเป็นจอเขียวอยู่ ในขณะที่บ้านเราใช้โปรแกรมพวก Access หรือ SQL กันแล้ว ถามว่าทำไมไม่เปลี่ยน คนงานเขาตอบได้น่ารัก และน่าฟังที่ผู้เขียนยังจำได้ถึงทุกวันนี้ว่า “มันทำงานเหมือนกัน ดีตรงที่สวยกว่า แล้วประสิทธิภาพก็เท่าเดิม แล้วเปลี่ยนทำไม” เสร็จแล้วก็ยังพบอีกว่า คนในประเทศที่สามารถผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลกได้แห่งนี้ เขาเลือกที่จะซื้อจักรยาน 5 คัน คือทิ้งไว้ที่ทำงาน ทิ้งไว้ที่สถานีรถไฟฟ้าแถว ๆ บ้าน ทิ้งไว้ที่บ้าน อีกคันทิ้งไว้ที่บ้านแฟน และอีกคันทิ้งไว้ที่บ้านนอกเวลาไปพักผ่อนวันหยุด รวม ๆ กันแล้ว เขาอ้างว่า ยังไง ๆ ก็ถูกกว่ารถยนต์ที่ไม่เห็นจะสะดวกหรือดีตรงไหน ตรงกับที่นักหนังสือพิมพ์รุ่นพี่คนหนึ่งบ่นให้ฟังวันหนึ่งกลางปีที่แล้ว ตอนบ้านเมืองยังประท้วงกันอยู่ว่า “น่าแปลกที่ประเทศนี้ คนจนไปอุ้มคนรวย” ทำนองว่า ยิ่งจน ยิ่งมีวิถีชีวิตที่แพง


วิธีง่าย ๆ คือ อยากแนะให้มองชีวิตแบบรุ่นพี่คนหนึ่งที่แนะนำเทคนิคการเล่นกอล์ฟของเขาว่า เคล็ดลับในการเล่นกอล์ฟให้ดีคือ ให้หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด 9 ข้อ ที่เหลือดีหมด ซึ่งฟังแล้วถูกใจยิ่งนัก เพราะง่ายกว่าการไปเรียนกอล์ฟทิป 200 ข้อให้เสียเวลา เช่นเดียวกัน หากท่านอยากมีความสุข ก็ลองทิ้ง NPL ทั้งหลายในชีวิตออกเสียบ้าง ที่เหลือก็จะสุขเอง...
[/color]
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #212 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2007, 04:01:26 PM »

รหัสชีวิต

เรื่อง : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

จะเปลี่ยนสังคม ต้องเปลี่ยนตัวเองก่อน

คนบางคนอยากจะเปลี่ยนแปลงโลก อยากจะทำให้สังคมดีขึ้น พวกเขามักตั้งคำถามว่า ทำไมคนนั้นคนนี้ ต้องเป็นอย่างนั้น....แต่พวกเขาไม่เคยย้อนกลับมามองตัวเอง

ถ้าจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ก็ควรเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน

ถ้าจะสร้างโลกที่สวยงาม ต้องกลับมาสร้างใจของตัวเองให้งดงามก่อน

บ่อยครั้งเราไม่รู้ใจตัวเอง ในงานภาวนาสู่ศานติ สมานฉันท์ที่เชียงใหม่ 5 วันที่ผ่านมา จะมีทั้งการรวมตัวกันเป็นกลุ่มครอบครัวสังฆะ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต และกลุ่มเล็กๆ หรือเดียวที่อนุญาตให้ปรึกษาปัญหาส่วนตัวจากนักบวชหมู่บ้านพลัมที่จะช่วยถอดรหัสชีวิตให้ ในช่วงเวลานั้นเราก็เลยได้เข้ากลุ่มปรึกษาหลวงพี่โฮเงิ่ม (Cho Knghiem )

แต่ละคำถามมีคำอธิบายอย่างกระจ่างชัด ยกตัวอย่างเวลาเรานั่งสมาธิ ถ้ามีความรู้สึกไม่ชอบใครสักคนลอยขึ้นมาในความคิด เราจะจัดการอย่างไร หลวงพี่บอกว่า ไม่ต้องเก็บกดเอาไว้ แต่ให้ตระหนักรู้สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการนั่ง เหมือนอารมณ์โกรธ ไม่ต้องกดไว้ แล้วบอกตัวเองว่า ฉันไม่โกรธ ไม่ต้องทำขนาดนั้น แต่ให้ตระหนักรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในปัจจุบันขณะ และไม่ต้องพยายามคิดว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

“ตระหนักรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต ไม่ว่าจะเป็นความโกรธและความไม่ชอบ”

โดยเฉพาะคำถามว่า ถ้ามีความกังวลต้องทำงานในช่วงเวลาจำกัด ก็จะความเครียด แล้วจะจัดการอย่างไร

พวกเราได้คำตอบว่า ถ้าจะฝึกในช่วงวิกฤติ ก็จะไม่ทันการณ์กับอารมณ์ช่วงนั้น ต้องฝึกอยู่กับลมหายใจในช่วงเวลาปกติอยู่เรื่อยๆ

นอกจากช่วงเวลาของการปรึกษาปัญหาชีวิตแล้ว เรายังได้เก็บตกบางถ้อยคำที่น่าสนใจของการดำเนินชีวิต อย่างหลวงแม่เจิงคอม บอกว่า เราต่างมีครอบครัวทางจิตวิญญาณ เวลาเราเกิดความกลัว มีปัญหาหรือสิ้นหวัง ก็จะมีเพื่อนที่รับฟังความทุกข์ของเรา เพื่อนคนนั้นเป็นเพื่อนทางจิตวิญญาณของเรา

“บางทีเราอาจได้อ่านหนังสือสักเล่ม อ่านแล้วก็เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเอง นักเขียนคนที่เขียนเรื่องนั้น ก็คือ ครอบครัวทางจิตวิญญาณของเรา ทำให้เรากลายเป็นคนใหม่ มีความสุขมากขึ้น ไม่ต่างจากความรักอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์ ซึ่งมีคุณสมบัติรับฟังความทุกข์ของคนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

อีกบทเรียนที่น่าสนใจของการแก้ไขความทุกข์ในชีวิต ก็คือ การปรึกษาเพื่อนในกลุ่มปฏิบัติธรรมด้วยกัน ถ้าไม่มีก็ให้หาเพื่อนที่อื่นๆ เพื่อปรับทุกข์ หรือจะใช้วิธีการเขียนจดหมาย อีเมล หรือพูดกับคนที่เรามีปัญหาด้วย เพื่อดูแลความโกรธที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นอีกวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งในหมู่บ้านพลัมก็ใช้วิธีการเหล่านี้

ท่านติช นัท ฮันห์ บอกว่า ถ้ากำลังมีปัญหากับคนรัก ก็ให้หยิบกระดาษขึ้นมาเขียนจดหมายถึงเขาหรือเธอ ยกตัวอย่าง

“ที่รัก...ฉันกำลังโกรธเธอ และฉันกำลังมีความทุกข์”

เรื่องความโกรธ ถูกอธิบายว่า ยิ่งเป็นคนรักหรือคนใกล้ชิดทำให้เราโกรธ เราจะโกรธมากกว่าคนไม่คุ้นเคย ขณะที่คนที่เรารักทำให้เราโกรธ เราจะรู้สึกอยากทำโทษเขา แล้วเราก็ปิดประตูขังตัวเอง เพราะเธอคิดว่า ไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากคนที่เธอรัก หากคนที่เรารักเห็นความผิดปกติ ก็จะมาพูดคุยทุกอย่างกับเรา

ดังนั้นการแสดงความโกรธแบบประชดประชัน ไม่พูดคุยกัน จึงไม่ถูกต้องนัก จะทำให้เรามีความทุกข์มากขึ้น และไม่ใช่หนทางที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์ เพราะวิธีนั้นจะเพิ่มดีกรีความร้อนรุ่มภายในจิตใจมากยิ่งขึ้น

เมื่อมีการเขียนจดหมายระบายความในใจ ท่านติชฯ บอกว่า อีกฝ่ายหนึ่งก็จะมองอย่างลึกซึ้ง หากเธอไม่แสดงความโกรธ ขว้างปาสิ่งของ แต่เธอกลายมาเป็นนักปฏิบัติอยู่กับลมหายใจ คนที่เธอรักก็จะภูมิใจในตัวเธอ

ลองเขียนประโยคนี้สิ

“ขอความกรุณาช่วยฉันด้วย” แล้วเธอก็จะมีความทุกข์น้อยลง

ถ้าคุณเชื่อมั่นในความสงบ และสื่อสารออกมาไม่ว่าจะพูดหรือเขียน ยิ่งถ้ารู้ว่า ตัวเองผิด ก็ต้องสื่อสารให้อีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ เพื่อเขาจะได้มีความทุกข์น้อยลง ถ้าเธอเห็นว่า นั่นเป็นความคิดที่ผิด ก็ต้องใช้วิธีการอธิบายสิ่งที่ถูกต้องด้วยสติ

“มีหลายคนไม่รู้วิธีการปฏิบัติ ทำให้เกิดความโกรธมากมาย ทำให้ไม่สามารถสื่อสารกันได้ ความรักที่มีให้กันและกัน เมื่ออยู่ด้วยกันไปนานๆ ก็จะกลายเป็นความเกลียด เพราะเราไม่รู้วิธีการในการดูแลความรัก พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้าปราศจากอาหาร มนุษย์จะดำรงอยู่ไม่ได้ เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ หากแปรเปลี่ยนเป็นความทุกข์ ความโกรธ ความเกลียด ก็เพราะเธอไม่ได้หล่อเลี้ยงความรัก”


ส่วนวิธีการปฏิบัติฟื้นความสัมพันธ์ใหม่ ท่านติชฯ เน้นว่า

"ต้องใช้วาจาแห่งรักและการฟังอย่างลึกซึ้ง"

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #213 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2007, 11:12:48 PM »

จับใจ

ธารา รินศานต์

ความเด็ดขาดกับความเมตตา

ดูเผินๆ แล้วทั้งสองอย่างนี้ แทบจะไปด้วยกันไม่ได้เลย แต่ความสัมพันธ์เช่นนี้ กลับปรากฏชัดอยู่ในวิถีของสังคมโบราณที่มีความสงบสุขและกลมเกลียว ดังเช่นบุพการีกับลูก ครูอาจารย์กับศิษย์ กษัตริย์ที่ครองแผ่นดินกับไพร่ฟ้า

แม้ความเด็ดขาดจะกอปรด้วยอำนาจ ซึ่งมีลักษณะที่แข็งกร้าว ดุดัน แต่ก็ใช่ว่าจะต้องลงเอยด้วยการใช้กำลัง ความรุนแรง หรือการเสียเลือดเสียเนื้อเสมอไป เช่นเดียวกับความเมตตาที่ไม่จำเป็นต้องแลดูอ่อนโยน ละมุนละม่อม ยอมอ่อนข้อให้ตลอดเวลา

ทว่าปัญหาอยู่ที่คนส่วนใหญ่ชอบให้คนอื่นมองตัวเองในแง่ดี จึงเคยชินกับการเล่นบทพระเอก นางเอก จนทำให้มักจะเมินเฉยกับความไม่ถูกต้อง เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้ใครทำอะไรก็ได้ตามใจชอบอย่างไร้ขอบเขต และถ้าหากมีใครคนใดคนหนึ่งทนไม่ได้ โพล่งออกมาอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาแล้ว ก็จะกลับกลายเป็นตัวร้ายไปในทันที

ความใจดีผิดเวล่ำเวลาผิดสถานการณ์ เหลาะแหละ ยอมไปเสียทุกเรื่อง จนละเลยสิ่งที่ควรทำ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาล เพราะนอกจากมันจะไม่ได้แก้ปัญหาที่ตรงจุดแล้ว ยังมีแต่จะทำให้หมักหมมทับถมยิ่งๆ ขึ้นไป

แน่นอนว่า เราควรให้โอกาสคนที่ทำผิดพลาดได้ปรับปรุงตัวเสียใหม่ แต่ถ้าเราให้โอกาสหลายครั้งแล้ว เขายังไม่ฟัง กลับทำให้คนอื่นๆ เดือดร้อนมากขึ้นๆ ก็ถึงคราวที่จะต้องใช้ไม้แข็ง เพราะถ้าหากเราขืนปล่อยปละ ก็เท่ากับเรามีส่วนในการกระทำนั้นๆ และไม่อาจเลี่ยงความรับผิดชอบได้พ้น

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ที่บ้านเราอาจเลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่ง โดยปล่อยให้มันออกไปเที่ยวเพ่นพ่านนอกบ้านเป็นประจำ แต่วันหนึ่งมันเกิดไปไล่กัดเด็กหรือสุนัขตัวอื่นเข้า เราก็ต้องหาทางควบคุมมันด้วยการใช้สายจูง หรือไม่ก็กักมันไว้ใน

บ้าน ถึงมันจะพยายามตะกุยตะกาย เราก็ต้องใจแข็งไม่หวั่นไหว ทว่าในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปัดสวะเอามันไปปล่อยทิ้งสร้างปัญหาให้กับสังคมต่อไป

หรือถ้าลูกของเราไปรังแกเด็กคนอื่นเข้า เราก็ต้องว่ากล่าวตักเตือน ถ้าเขาไม่ฟัง ยังทำอีก ก็ต้องใช้มาตรการที่แรงขึ้นพร้อมกับอธิบายด้วยเหตุผล เช่น ไม่ให้กินขนมที่เคยชอบ หรืองดพาไปเที่ยว ฯลฯ ไม่ใช่เลยตามเลย เพราะเห็นเป็นเด็ก มิฉะนั้นเขาจะทำอย่างนี้กับคนอื่นๆ อีก และซ้ำร้ายกลับจะเหิมเกริมหนักข้อขึ้นด้วย

ฉะนั้นในความเป็นจริงบางครั้ง เราก็ต้องแสร้งเล่นบทผู้ร้ายหรือนางร้ายด้วย ในเมื่อใช้ไม้อ่อน คำพูดเพราะๆ ดีๆ หรือวิธีการละมุนละม่อม ไม่ได้ผล ก็ต้องกล้าใช้วิธีการที่ดุดัน เข้มงวด เด็ดขาด หรือคำพูดแรงๆ แบบหักหาญน้ำใจกันบ้าง เพื่อเคาะจิตสำนึกที่ด้านชา บางคนอาจไม่เคยรู้ตัวว่าได้ทำผิดพลาดอะไรลงไปบ้าง เพราะคนรอบข้างไม่ยอมพูดความจริง เอาแต่ประจบประแจง หรือไม่ก็กลัวที่จะทำร้ายจิตใจ โดยลืมคิดไปว่านั่นกลับจะเป็นการทำร้ายเขาเสียมากกว่า

ไม่ว่าคนอื่นจะมองอย่างไร ตัวเราเท่านั้นต้องมีสติรู้ชัดในสิ่งที่ได้ตัดสินใจกระทำลงไปว่าเกิดจากความบริสุทธิ์ใจหรือเปล่า มีเจตนาเพื่อปกป้องทั้งตัวผู้กระทำ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้กระทำโดยตรง โดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาเป็นสำคัญ ไม่ได้ใช้อารมณ์ความแค้นส่วนตัว และถึงที่สุดแล้วเวลา ก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์การกระทำ รวมทั้งผลนั้นเองว่า เป็นความเมตตาที่ถูกต้องแท้จริง

ในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่า พ่อแม่ที่รักลูก ครูอาจารย์ที่เอาใจใส่ศิษย์ หรือนักปกครองที่เห็นแก่ประชาราษฎร์นั้น

มีจรรยาบรรณหรือคุณธรรมที่เป็นบรรทัดฐานในการปกครองสูงมาก พวกเขาจะยึดมั่นในหลักการนี้อย่างมั่นคง สิ่งใดที่พอจะผ่อนปรนได้ก็อนุโลมให้ แต่สิ่งใดที่จะก่อให้เกิดมหันตภัยตามมา ก็จะยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็ง พวกเขาจึงสามารถใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ ทำให้ผู้คนยอมสยบศิโรราบด้วยความเคารพยำเกรงและรักใคร่ ไม่ใช่ด้วยความเกลียดชัง ทว่าปัญหาของพวกเราทุกวันนี้คือ ความสุดโต่งไปในทางใดทางหนึ่ง ไม่รู้ว่าเมื่อใดควรจะผ่อน


หรือชักสายป่าน ไม่ให้มันตึงจนขาด หรือหย่อนจนใช้การไม่ได้


บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #214 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2007, 11:14:40 PM »

จับใจ

อนุสรณ์ ติปยานนท์ (frontfirework@hotmail.com)

กรุณา

“เดินผ่านประตูนั้นไป แล้วชีวิตของคุณจะไม่มีวันเหมือนเดิม”

ชายชราในตู้กระจกพูดเช่นนั้น ผมก้มลงมองดูตั๋วในมือที่รับจากเขา มันเป็นตั๋วภาพยนตร์ธรรมดา หาใช่ตั๋วเดินทางไปนิพพานสถานหรือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใดๆไม่

ที่นี่เป็นโรงภาพยนตร์ชั้นสองโรงเดียวที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงลอนดอน ถึงแม้มันจะมีชื่อสวยหรูคล้ายดังสมาชิกราชวงศ์ว่า ปริ๊นซ์ชาร์ล แต่มันก็มีรูปลักษณ์และสถานภาพที่แตกต่างอย่างมากจากโรงหนังใกล้เคียง เช่นโอเดียนที่ปูพรมแดงต้อนรับดาราฮอลลีวู้ดอยู่เสมอ ผมแวะเวียนไปใช้บริการที่นี่บ่อยครั้งด้วยติดใจในค่าตั๋วที่ถูกแสนถูกของมัน แม้จะต้องทนรอภาพยนตร์ที่อยากดูนานนับเดือน หรือต้องคอยยกขาหลบฝูงหนูที่มักออกเดินขบวนพาเหรดเสมอในรอบสุดท้ายก็ตาม

โปรแกรมภาพยนตร์เรื่องนี้ ถูกติดประกาศอยู่แทบทุกเดือน แต่มันไม่เคยดึงดูดใจผม ค่าที่ว่ามันเป็นภาพยนตร์เพลงที่ผมเคยชมแล้วในวัยเยาว์ แต่วันนี้หลังจากเดินวนเวียนไปมาหลายรอบด้วยกิจกรรมที่ว่างเปล่า ผมก็ตัดสินใจหยิบเหรียญปอนด์ขึ้นมาจ่ายเงินค่าตั๋ว แล้วเดินเข้าไปในบริเวณโถง ยังไม่ถึงภายในโรงมหรสพ ทุกอย่างก็ดูแปลกออกไปแล้ว ผู้ชมประกอบไปด้วยเด็กสาวกลุ่มหนึ่งในชุดนักเรียนโบราณ คุณยายสามสี่คนในชุดแม่ชีคาทอลิก ไม่นับบางคนที่แลดูปกติ แต่แบกช่อดอกไม้ไว้เต็มตัวราวงานเทศกาล

ภาพยนตร์เรื่องนี้ชื่อ -The Sound of Music แต่ชื่อเต็มที่ปรากฏบนตั๋ว คือ เรามาร้องเพลงกัน - Sing along The Sound of Music สองชั่วโมงกว่าถัดมา ชีวิตผมก็ไม่เหมือนเดิมจริงๆ ผมไม่เคยเห็นผู้ชมคนใด ภาพยนตร์เรื่องใด ที่เราจะมีส่วนร่วมได้เพียงนี้ เมื่อนักเรียนตัวน้อยในเรื่องวิ่งร้องเพลงบนทิวเขาในจอ ผู้ชมข้างล่างก็ออกวิ่งไปมาหน้าจอ โยกตัว ส่งเสียงโด เร มี อย่างมีความสุข เมื่อถึงฉากอวลด้วยความรัก ก็จะมีใครสักคนเป่าปากส่งเสียงเชียร์ ตามด้วยมวลดอกไม้ปลิวว่อน เมื่อถึงฉากสงครามผู้ชมก็จะนั่งเงียบราวกับกำลังสวดภาวนาให้ตัวละคร

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าดนตรี มีเสียงเฉพาะของมัน ต่างจากเสียงนินทาว่าร้าย ต่างจากเสียงปราศรัยพกลมของนักการเมือง ต่างจากเสียงประกาศสงครามของผู้นำบ้าอำนาจ เสียงของดนตรีมีมนตร์ขลัง เป็นสากล และตรงดิ่งเข้าสู่หัวใจ หากเราเปิดรอเพื่อรองรับมัน

อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมหยิบซีดีเพลงอัลบั้มหนึ่งออกจากชั้นในร้านเล็กๆ แถวท่าพระจันทร์ ด้วยรูปลักษณ์ที่น่าสนใจ แม้ไม่มีชื่อนักร้องดังบนแผ่น ไม่เคยเห็นมิวสิควิดีโอพวกเขาตามรายการโทรทัศน์ยามค่ำ แต่เมื่อผมพาแผ่นเพลงกลับบ้าน ใส่ลงในเครื่องเล่น แล้วเปิดฟังทีละเพลงอย่างช้าๆ ความทรงจำในอดีตที่โรงหนังปริ๊นซ์ชาร์ลก็กลับมาอีกครั้ง

ซีดีแผ่นนั้นชื่อกรุณา-Garuna

คำว่ากรุณานั้นมีความหมายอีกด้านที่หมายถึงการแบ่งปัน และเวลาชั่วโมงกว่าๆ ที่ผมเดินทางไปกับเพลงชุดนี้ ก็เป็นการแบ่งปันจริงๆ คุณอาจเลือกการกล่อมตนเองด้วยเพลงกล่อมเด็กชื่อ Life on Mars เลือกตั้งคำถามกับชีวิตด้วยเพลงเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง หรือเลือกให้กำลังใจตัวเองด้วยเพลงไม่ใช่ฝัน มันเป็นดนตรีที่ไม่ได้เรียกร้องสิ่งใด นอกจากการฟังเท่านั้น

เมื่อเด็กทารกคลอดออกมาสู่โลกภายนอก สาเหตุหนึ่งที่พวกเขาส่งเสียงร้องไห้ เกิดจากความไม่คุ้นชินต่อเสียงอึกทึกวุ่นวาย ในโลกปัจจุบันนี้ แค่การโดยสารรถไฟฟ้ากลับบ้าน โดยปราศจากเสียงโทรศัพท์มือถือของคนรอบๆ ก็แทบจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์อยู่แล้ว การได้กลับมาสู่โลกแห่งเสียงที่เราเป็นฝ่ายเลือก การได้ถอยออกจากเสียงแห่งความขัดแย้งจำนวนมากที่เคลื่อนอยู่ในสังคม เพียงแค่เปิดเพลงที่เราชอบ แล้วเริ่มต้นฟังมันอย่างช้าๆ


อาจเป็นการความสุขชนิดเดียวที่เหลืออยู่ก็เป็นได้
(www.garuna.org)

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #215 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2007, 05:16:06 PM »


รหัสชีวิต

เรื่อง : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

ชีวิตไม่ใช่แค่...รวยอย่างเดียว


"ผมรู้สึกว่า คนไทยดูแลสุนัขที่บ้านดีกว่าตัวเอง จนลืมดูแลตัวเอง ผมเคยอยู่อเมริกา พวกเขาจะทำงานเต็มที่ในวันธรรมดา ส่วนเสาร์อาทิตย์จะทำเพื่อตัวเอง ลงมือแต่งบ้านด้วยตัวเอง ผมเคยไปบ้านเพื่อนที่อเมริกา เขาพาชมตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงห้องน้ำ" นายสัตวแพทย์กิจ สุนทร ที่ปรึกษาบริษัทออลเคท ไบโอเทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น จำกัด เริ่มเล่าให้ฟัง

เขาเคยทำงานบริษัทหลายแห่งทั้งในจีน ฮ่องกง และอเมริกา เมื่อ 5 ปีที่แล้วเขาเริ่มทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต บจก.ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ โดยใช้พื้นที่รกร้างว่างเปล่าของญาติแถวพุทธมณฑล 5 ปรับให้เป็นสวนเกษตรอินทรีย์ เปิดอบรมให้ความรู้เรื่องอาหารปลอดภัยแก่นักศึกษาและประชาชน โดยทำเป็นวิทยาทานตั้งแต่ปี 2545

ชีวิตในต่างประเทศที่ผ่านมา ทำให้เขาเปรียบเทียบกับสังคมไทย ทำไมชีวิตคนไทยถึงย่ำแย่ขนาดนี้ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งด้วยอายุไม่มากนัก ปัญหาต้นเหตุที่เขามองเป็นอันดับแรกๆ ก็คือ อาหารปนเปื้อนสารพิษและกระบวนการผลิตอาหาร

เหตุผลดังกล่าว ทำให้เขาหันมาทำเกษตรอินทรีย์ให้ความรู้และกระตุ้นให้มีการผลิตอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะเพื่อนที่เป็นแพทย์เคยบอกเขาว่า คนไทยมีสารพิษในเลือดสูงมาก

"ผมเป็นสัตวแพทย์ ผมรู้เรื่องความปลอดภัยเรื่องอาหาร และกระบวนการผลิต ซึ่งอาหารสำคัญต่อชีวิตมาก บ้านเรายังใช้มูลสัตว์เพื่อการเกษตรน้อยมาก ทั้งๆ ที่น่าจะแปลงของเสียให้เป็นของดี แล้วไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมี เราสามารถช่วยประเทศชาติลดสินค้านำเข้าได้ คนยังเข้าใจเรื่องเกษตรอินทรีย์น้อยมาก แล้วรัฐบาลมีมาตรฐานผักปลอดสารแค่ไหน เรื่องพวกนี้ไม่มีหน่วยงานตรวจรับรองอย่างจริงจัง"

สวนในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขา ปลูกตั้งแต่ผักสมุนไพร ผักพื้นบ้าน และผักทั่วไป อย่างผักเก๋ากี ช่วยบำรุงสายตาและตับ ผักโสมเป็นผักพื้นบ้านของไทย ที่นี่เปิดให้คนทั่วไปและนักศึกษาเข้ามาเรียนรู้ เพราะไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ และตอนนี้เขาพยายามร่างโครงการให้นักเรียนเข้ามาเรียนรู้

"พอย้อนกลับมาดูเมืองไทย ผมหดหู่ใจ เพราะผู้นำของประเทศก็ทำเพื่อตัวเอง ย้อนกลับไปดู 20 ปีที่แล้ว ผลิตสัตวแพทย์ต้องใช้เงินภาษีประชาชนกว่าหนึ่งล้านบาท ดังนั้นผมควรตอบแทนบุญคุณประเทศบ้าง เราควรกลับมาที่เศรษฐกิจพอเพียง ตอนผมเริ่มทำเกษตรอินทรีย์ คนรอบข้างก็ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ผมคิดว่า นี่คือการจุดประกายให้คนสนใจ แต่ในเรื่องเศรษฐกิจเป็นไปได้ยาก" สัตวแพทย์กิจ คุยให้ฟังแล้วบอกว่า

"เพราะชีวิตเรามาจากดิน และชีวิตสุดท้ายก็ต้องกลับไปสู่ดิน แรกๆ ผมต้องมาเรียนรู้เยอะ เกษตรอินทรีย์เราต้องใช้ไบโอเทคโนโลยี และการทำการเกษตรอาจใช้หลักวิทยาศาสตร์มาช่วยก็ได้"

แล้วการทำเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตอย่างไร เขาบอกว่า ต้องจุดประกายให้คนสนใจก่อน ชีวิตคนเราไม่ใช่แค่ดูแลรถที่ขับทุกวัน ต้องสนใจคุณภาพชีวิตตัวเองด้วย

“ผมทำให้หลายคนที่ขับรถเบนซ์หันมาใช้รถกระบะ เวลาผมไปช่วยงานเกษตรที่สวนจิตรหรือที่ไหนก็ตาม ผมก็ขับรถกระบะ ผมคิดว่าดีกว่าเสียงบประมาณซื้อรถแพงๆ อีกอย่างผมตัดสินใจผิดที่พาลูกกลับมาเรียนเมืองไทย ผมว่าระบบการศึกษาไทยล้มเหลว ก็เลยพยายามทำตัวให้เป็นตัวอย่างให้ลูกๆ ผมมักจะบอกพวกเขาว่า จะทำอาชีพอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นอาชีพที่ทำประโยชน์กับสังคม และสร้างเกียรติให้กับตัวเอง”

เมื่อถามเรื่องการศึกษาธรรมะ เขาบอกว่า เวลากรอกในเอกสารว่า คุณนับถือศาสนาอะไร เขาจะขีดช่องที่เขียนว่า ไม่มีศาสนา

“ผมเป็นพุทธศาสนิกชน แต่ไม่เข้าวัด ไหว้พระนะ เคยเข้าวัดใหญ่แห่งหนึ่งแล้วเขียนว่า ขอให้รวยๆ ผมก็เลยไม่เลื่อมใส เวลาเจอพระ ท่านมักจะอวยพรให้ลูกหลานร่ำรวย แล้วพระสอนเรื่องศีล 5 แต่เวลาถวายเนื้อสัตว์ ท่านก็ฉัน ดังนั้นหลักของผมก็คือ ทำความดี"

ตอนที่เขาเดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย เขารู้สึกอึ้งที่ลูกสาววัย 10 ปีถามว่า ข่มขืนแปลว่าอะไร ซึ่งปัจจุบันเด็กไทยอายุ 5 ปีก็รู้จักคำนี้ ก็เพราะกรุงเทพฯ ถูกมองจากต่างชาติว่าเป็นแหล่งโลกีย์แห่งหนึ่ง

"ในระบบการศึกษา นอกจากครู แล้วยังมีพ่อแม่และสภาพแวดล้อม ทั้งสามอย่างมีผลต่อเด็ก แต่คุณภาพของผู้ปกครองบ้านเรา หลายคนคิดว่า เงินคือ พระเจ้า เข้าวัดก็ขอให้ทุกคนรวยๆ ปัญหาอีกอย่างคือผู้ปกครองไม่เอาใจใส่ลูก ทุกอย่างแก้ด้วยเงิน ไม่ได้แก้ด้วยเวลาและความรัก ในฐานะที่ผมเป็นประธานเครือข่ายผู้ปกครองโรงเรียนเทพศิรินทร์ ผมก็อยากจะช่วยแก้เรื่องรากเหง้าของปัญหาบ้าง อย่างประชุมผู้ปกครองและครูในโรงเรียน คุณครูหลายคนบอกว่า ขอบคุณผู้ปกครองที่มาประชุม แต่ผมบอกว่า ไม่ต้องขอบคุณ เพราะเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองต้องทำ

บ้านเราใช้เงินในการแก้ปัญหา ถ้าลูกผมเรียนที่อเมริกา แล้วผมไม่ไปประชุม ลูกผมจะว่าพ่อแม่ทันที เพราะพ่อแม่ไม่รู้จักหน้าที่ตัวเอง และเวลาโรงเรียนจัดงาน พ่อแม่สามารถลางานได้ แต่ในเมืองไทย ประชุมผู้ปกครองในวันเสาร์หรืออาทิตย์ ผู้ปกครองบอกว่า ไม่ว่าง ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของพวกเขา อีกเรื่องที่น่าห่วงคือ เด็กบริโภคจนอ้วนเกินไป ผักก็มีสารพิษเยอะ ผมก็เลยพูดเล่นๆ ว่ากินผักครึ่งหนึ่ง สารพิษครึ่งหนึ่ง เพราะสารพิษเหล่านี้ทำให้ยีนในร่างกายเปลี่ยนแปลง คนไทยถึงเป็นมะเร็งเยอะ"

ทางเลือกเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี เขาแนะว่า ลองปลูกผักพื้นบ้านง่ายๆ รับประทานในบ้าน เขาก็ทำเช่นนั้น อาจทำสวนหย่อมหน้าบ้านหรือบนดาดฟ้า ปลูกชะอม ตำลึง ถั่วพู ผักหวาน ฯลฯ

"ในสวนผมปลูกถั่วพูในวงล้อ บางชนิดก็ปลูกในถุงปุ๋ย บ้านที่มีเนื้อที่จำกัดก็ทำได้ ผมกำลังจะเอาเศษอาหารจากโรงเรียนมาหมักทำปุ๋ย แต่ตอนนี้ผมมีปัญหาเรื่องแรงงาน มีคนงานแค่คนเดียว ทำสวนถอนหญ้าก็ไม่มีใครอยากทำ"

สวนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่เขาได้แบ่งปันความรู้เรื่องอาหารปลอดภัยและสุขภาพเป็นวิทยาทานให้คนทั่วไป เพราะทุกวันนี้การบริโภคในวิถีชีวิตเต็มไปด้วยสารพิษ

"อย่างก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ก็ใส่น้ำมันเพื่อไม่ให้เส้นติดกัน แล้วน้ำมันที่จะลดต้นทุนได้ก็คือ น้ำมันถั่วลิสงเกรดต่ำที่มีเชื้อราเยอะ พอเรารับประทานเข้าไปก็ได้รับเชื้อราด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งตับ หรือพริกป่นก็มีอันตรายไม่แพ้กัน ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กก็ฟอกสี ที่ยังทานได้ก็เส้นบะหมี่ คนไทยมองข้ามเรื่องพวกนี้ ถามว่าผู้บริโภคทราบข้อมูลพวกนี้ไหม ถึงจะมีข้อมูลเยอะ แล้วข้อมูลไปถึงประชาชนไหม

อย่างถ้วยชามเมลามีน หรือถุงร้อนที่ใส่อาหารร้อนๆ แม้จะทนความร้อนได้ แต่สารไดออกซินละลายออกมาแน่นอน เครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยว พวกพริกไทย พริก ก็อันตรายเพราะบ้านเราอากาศชื้น เชื้อราเกิดขึ้นง่าย โดยเฉพาะถั่วลิสง ไม่แนะนำให้ทาน เพราะถั่วมีเชื้อราตั้งแต่อยู่ในดิน ถ้าทานในปริมาณไม่มาก ก็ไม่มีปัญหา อย่างพวกยำแซบ เห็ดหูหนูขาว สีขาวแบบนี้ต้องใช้กรดที่ทะลุทะลวงสูงมาก เรื่องความปลอดภัยทางอาหาร จีนยอมเปิดเผยข้อมูล อย่างบ้านพวกเขาที่รับฟอกเห็ดหูหนูขาว วัสดุหลายอย่างในบ้านถูกกัดจนเป็นรูพรุน แต่เราไม่ทราบปัญหาที่เกิดขึ้น"

เขาเล่าว่า เพื่อนที่เป็นหมอ เคยบอกว่า ปัจจุบันมีคนไข้ป่วยด้วยโรคแปลกๆ ไม่รู้สาเหตุเยอะ เพราะปัญหาอาหารและกระบวนการผลิต

"อย่างอาหารใส่กล่องโฟม ผมก็ทานในบางครั้ง ปัญหาโฟมไม่ใช่แค่เรื่องมลภาวะ ไข่ดาวร้อนๆ ทอดเสร็จแล้วใส่กล่อง พอผิวโฟมสัมผัสความร้อนจากไข่และไขมัน ก็จะมีสารไดออกซินปนเปื้อนออกมา จึงไม่แปลกตอนนี้คนอายุแค่ 40-50 ปีเป็นมะเร็งกันเยอะ"

................................

หมายเหตุ : โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต บจก.ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เบอร์ติดต่อ 02-889-4427

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #216 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2007, 06:31:17 PM »

FINANCIAL INTELLIGENCE


ATCHARA.Y@BU.AC.TH

มหัศจรรย์แห่งยอดทรัพย์

หากเราทุกคนมีแก้วน้ำที่เหมือนกันคนละใบ และมีน้ำในแก้วในปริมาณที่เท่ากัน เราจะมีความสุขเท่ากันไหม? จะมีคนหนึ่งคนใดมีความสุขมากกว่าหรือน้อยกว่าคนอื่นหรือไม่ หรือจะมีใครบ้างไหมที่จะไม่มีความสุขกับปริมาณน้ำที่ตนเองมีอยู่? ด้วยความที่คนเรามีความชอบ ความไม่ชอบ ความคิด ความเห็นที่แตกต่าง ความพึงพอใจไม่เท่ากัน

ดังนั้น แม้ว่าแก้วน้ำจะเหมือนกัน ปริมาณน้ำในแก้วจะเท่ากัน แต่ระดับความสุขจากการมีน้ำอาจจะไม่เท่ากัน แล้วถ้าแก้วน้ำของเราไม่ได้สวยงามหรูหรา ไม่ได้ทำจากเนื้อแก้วชั้นดี ไม่ได้ส่งตรงมาจากต่างประเทศ แต่น้ำในแก้วเป็นเพียงแค่น้ำสะอาดสำหรับดื่ม ไม่ใช่น้ำหวาน สีสันสวยงาม ไม่ใช่น้ำผลไม้ปรุงพิเศษจากโรงแรมห้าดาว ไม่ใช่น้ำแร่ชั้นดีจากแหล่งแร่ชื่อดัง เราจะมีความสุขจากการดื่มน้ำจากแก้วที่แสนจะธรรมดาของเราได้หรือไม่

แล้วถ้าเราไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นว่าแก้วน้ำของคนอื่นเป็นอย่างไร น้ำของคนอื่นคือน้ำอะไร เราจะต้องการมีแก้วน้ำหรือน้ำแบบที่เราไม่มีหรือไม่? ทำไมเรามักอยากได้ อยากมีในสิ่งที่คนอื่นมี เราอยากมีโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ กระเป๋าใบใหม่ รองเท้าคู่เท่ๆ เครื่องเสียงทันสมัย ทีวีจอแบน เพราะเพื่อนที่ทำงาน เพื่อนข้างบ้าน ญาติๆ มีกันทุกคน เราอยากมีรถยนต์คันโตๆ เพราะเราเห็นคนใหญ่คนโตขับรถคันใหญ่ พอได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งก็เลยต้องเปลี่ยนรถให้คันใหญ่ตามไปด้วย ทำไมเราจึงอยากมี อยากได้ อยากเป็น อย่างที่คนอื่นมี คนอื่นได้ คนอื่นเป็น ทำไมเราไม่ลองถามตัวเองดูว่าร่างกายของเราต้องการน้ำดื่มแบบใด ตรงกันข้าม เรามักจะมองไปที่น้ำของคนอื่นว่าเป็นน้ำอะไร ทำอย่างไรเราจึงจะได้น้ำแบบนั้นบ้าง เราจะหาซื้อได้จากที่ไหน

ทำไมเราจึงอยากได้น้ำหวาน น้ำแร่ หรือน้ำดื่มแบบที่คนอื่นมีน้ำหวานอาจจะจำเป็นสำหรับบางคน เพราะร่างกายเขาต้องการน้ำตาลมากกว่าคนปกติ น้ำแร่อาจจะจำเป็นสำหรับบางคนที่ร่างกายขาดแร่ธาตุสำคัญบางชนิด ทำไมเราไม่ค่อยจะพอใจ ไม่ค่อยจะชอบใจ ไม่ค่อยจะมีความสุขในสิ่งที่ตนเองมี ในสิ่งที่ตัวเองเป็น ทำไมเราต้องเปรียบเทียบ หรือถูกเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เพราะสังคมรอบๆ ตัวเรา หรือเพราะตัวเราเองกันแน่

หากเราลองพิจารณาความต้องการของตัวเองประกอบกับสถานภาพที่ตัวเองเป็นอย่างรอบคอบ และมีเหตุผล ทำความเข้าใจตัวเองให้ดี ถามตัวเองให้ชัดเจนว่าน้ำหวานที่คนอื่นดื่ม ที่เราอยากได้นั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ เราทุกคนจะสามารถเป็นคนที่จะมีความสุขจากน้ำที่เรามีอยู่ได้ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเป็นคนที่พึงพอใจในแก้วน้ำ และปริมาณน้ำของตนเอง สำคัญที่เราต้องชนะใจตนเองให้ได้

ความมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้เสมอ มีคุณธรรมมหัศจรรย์อยู่ข้อหนึ่ง ที่จะช่วยให้เรามีความสุข มีความพึงพอใจในสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็นได้โดยไม่ต้องมีข้าวของอย่างที่คนอื่นมี ไม่ต้องมีมากมายเท่าที่คนอื่นมี เราจะอิ่มเอมใจ ภาคภูมิใจได้ ทั้งที่ไม่ได้มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย ทั้งที่ไม่ได้มียศ มีตำแหน่งใหญ่โต คุณธรรมมหัศจรรย์ที่ว่านี้ก็คือ ความสันโดษ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า ความสันโดษเป็นยอดทรัพย์ เพราะความสันโดษ คือ การรู้จักพอใจ สุขใจในสิ่งที่ตนมี เมื่อเรารู้จักพอเพียง เราจะเข้าใจในสิ่งที่มีคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต เราจะพบว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการก็เป็นได้ หรือรู้ว่าน้ำดื่มสะอาดๆ ปราศจากการเติมสี แต่งกลิ่นเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริง

แต่ทั้งๆ ที่รู้ว่าอยู่เต็มอกว่าน้ำหวานอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่หลายคนก็เลือกที่จะดื่มน้ำหวาน เพราะอะไร?

การมีความสันโดษเป็นคุณธรรมประจำใจ จะสร้างภูมิคุ้มกันให้เราได้เป็นอย่างดี เพราะความสันโดษมีลักษณะที่จะทำให้เราจะยินดีตามที่มี ยินดีตามที่ได้ และยินดีตามที่ควร ซึ่งจะครอบคลุมทั้งตามควรแก่ฐานะ ควรแก่สถานภาพ ควรแก่ศีลธรรม เพราะโดยทั่วไป เรามักไม่ค่อยพอใจ ไม่ค่อยสุขใจในทรัพย์สินที่มี ในงานที่ทำ ในบ้านที่อยู่ หรือในหลายๆ อย่างที่เราได้ ทำให้เรายังต้องวิ่งวุ่นไขว้คว้าหาความสุขเพื่อมาเติมชีวิตให้เต็ม แต่ก็มักจะหาไม่ได้ ไล่ไม่ทัน

ในทางกลับกัน หากเราลองหยุดวิ่งหาแต่ลองมาสร้างความสุขขึ้นเองจากสิ่งที่เรามี จากสิ่งที่เราเป็น นอกจากเราจะมีความสุข ความสมบูรณ์ ลดความฟุ้งเฟ้อ สุรุ่ยสุร่ายในชีวิตได้แล้ว การเบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบกันในสังคมก็จะลดลงด้วย

หลายคนเข้าใจผิดว่าความสันโดษจะทำให้เราเกียจคร้าน เฉื่อยแฉะ ขาดความกระตือรือร้น แต่ความจริงความสันโดษจะทำให้เรามีความรอบคอบ พิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างมีเหตุผล ให้รู้จักตนเอง แล้วหาหนทางพัฒนาตนเอง อย่างเช่น การรู้จักพอใจในงานที่ทำ จะทำให้เรามีความมุ่งมั่นต่องาน จนเกิดความเพียรพยายามที่จะพัฒนาฝีมือหรือผลงานให้ดียิ่งขึ้นไป ไม่ไขว้เขว หรือร้อนรน กระวนกระวายใจ มองหาหรือเหม่อลอยคิดแต่จะเปลี่ยนงานอยู่ตลอดเวลา หรือการพึงพอใจในสิ่งที่เรามี ย่อมจะทำให้เรามองเห็นคุณค่า คุณประโยชน์ที่จะสร้างขึ้นได้จากสิ่งที่เรามี ไม่หลงเพ้อ เฝ้ารอแต่สิ่งที่ยังไม่มี แทนที่จะต้องเสียเวลาไปกับการกระวนกระวายใจถึงสิ่งที่ไม่มี เราก็จะมีเวลาในการพัฒนาสิ่งที่มี สิ่งที่อยู่ในมือเรา

นอกจากนี้ การดิ้นรนเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนเองยังไม่มี จะทำให้เราเห็นแก่ตัว ขาดความรับผิดชอบ ไม่เอาใจใส่ในงานตามที่ควร ซึ่งอาจจะนำไปสู่การเบียดเบียน การเอารัดเอาเปรียบ การคดโกง การอิจฉาริษยา การทุจริตคอร์รัปชัน ใครอยากรวย อยากมียอดทรัพย์ ต้องรู้จักสร้างความมหัศจรรย์จากความสันโดษ ถือสันโดษเพื่อเพิ่มยอดทรัพย์และสร้างยอดสุข
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2008, 02:16:02 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #217 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2007, 04:37:58 PM »



บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #218 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2007, 08:12:57 PM »

จับใจ

ฐิตินาถ ณ พัทลุง (thelofecompass.com)

ความรัก

ถึงเข็มทิศชีวิต

มีความรักทีไรไม่เคยสมหวังซะที รักๆ เลิกๆ รักๆ เลิกๆ ไม่อยากเป็นอย่างนี้เลย ในหนังสือเข็มทิศชีวิตแนะนำทุกเรื่อง ยกเว้นความรัก เพราะเข็มทิศชีวิตไม่สนใจความรัก หรือไม่มีประสบการณ์

จาก Love Addict@.....

...................................

สวัสดีค่ะ

ความรัก ความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้ชีวิตมีความหวัง มีพลัง มีกำลังใจ มีความสุข ครูบาอาจารย์ ผู้ใหญ่ที่ดิฉันเคารพนับถือ ก็มีความรักความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรัก

เข็มทิศชีวิตเน้นการจัดการดูแลชีวิตทุกเรื่อง เพราะถ้าคุณดูแลชีวิตคุณอย่างดี เห็นคุณค่า เห็นความหมายในสิ่งที่คุณทำ หมั่นดูจิตดูใจว่ากำลังทำอะไร เพื่ออะไร แต่ละก้าวกำลังมุ่งไปทางไหน อย่างไร ใจมันจะอิ่มเต็ม มั่นคง มีความสุข อยู่ได้ด้วยตัวเอง

ใจที่มั่นคงอยู่ได้ด้วยตัวเอง เวลารักใคร ทำอะไรกับใคร ก็ทำจากความปรารถนาดีจากความสุขที่ล้นออกมาจากภายใน ที่อยากให้คนอื่นได้ดีมีความสุข ไม่มีทุกข์ โดยไม่คาดหวังการตอบแทน

ต่างจากใจที่ขาด...หิว..พร่อง ทำอะไรดีๆ กับใคร ก็ต้องการให้เขามาดีตอบ รักตอบ พอเขาตอบแทนไม่มากพอ ไม่สมอยาก ก็ไม่พอใจ โกรธ น้อยใจ ประชดประชัน ขัดเคือง เป็นภาระทางใจให้คนที่เรารักต้องแบกรับความคาดหวังของเราตลอดเวลา มันเหนื่อยนะ

ไม่มีใครสามารถเติมเต็มใจที่หิว...ขาด...พร่อง คาดหวังจากคนอื่นตลอดเวลา

ใจที่มีคุณภาพเช่นไร ก็ดึงดูดคนที่มีคุณภาพเช่นนั้น คนที่ใจกลวงโบ๋ ไปเที่ยวกลางคืน เพื่อหวังจะเจอคนมาเติมความโบ๋ในใจ ก็จะเจอคนที่ขาด..ใจกลวงโบ๋เหมือนกัน

ต่างคนต่างขาด ดึงดูดกันด้วยอารมณ์หยาบๆ ชั่วคราว ความสัมพันธ์ก็หยาบกระด้าง ผิวเผิน ชั่วคราว เหมือนกับสภาพใจของแต่ละคน

ยิ่งใช้ชีวิตอย่างนั้นนานวันเข้า ใจก็ยิ่งแห้งแล้ง หยาบกระด้าง แต่ยิ่งอ่อนแอมากขึ้นภายใน เกิดปัญหาอะไรขึ้น ก็ไม่สามารถตั้งหลักใช้สติปัญญามองสถานการณ์รอบด้านตามความเป็นจริง เมื่อไม่เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ก็ใช้อารมณ์ ความรู้สึกชั่ววูบ ตัดสินชีวิต ตัดสินความสัมพันธ์

ทุกอย่างจบลงง่ายๆ เพราะไม่เห็นคุณค่าของอีกคน ไม่เห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ คิดว่าอยู่ด้วยกันก็ไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้น เมื่อใจไม่เห็นประโยชน์ ไม่เห็นคุณค่า ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต่อสู้เพื่อรักษาไว้

ตรงกันข้ามกับความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพของคนที่มีความสุขได้ด้วยตัวเอง จิตใจมั่นคง อยู่ด้วยตัวเองก็ได้ ดำเนินชีวิตของตัวเองอย่างดี ปฏิบัติต่อคนรักอย่างดี

เคารพศรัทธาในสิ่งที่เราทำ ในสิ่งที่คนรักทำ เห็นคุณค่าที่ต่างคนต่างช่วยเหลือเป็นกำลังใจเกื้อกูลชีวิตอีกฝ่าย เป็นพลังที่ทำสำคัญในการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ในความสัมพันธ์

เพราะทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องคน เรื่องความรัก เมื่อเราเข้าใจเห็นประโยชน์ เห็นคุณค่าที่มีต่อชีวิตเรา เราจะไม่ย่อท้อต่อปัญหา สงบนิ่งใช้สติปัญญา พิจารณาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อเลือกการกระทำ คำพูด มุมมองความคิดในการจัดการกับแต่ละสถานการณ์ แต่ละปัญหา

ใจที่เห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ ช่วยให้สามารถปล่อยวางทิฐิมานะ ความอยากเอาชนะ ความถือดี ความเห็นแก่ตัว ความกลัวเสียหน้า

จากการกระทำคำพูดที่ผ่านไปแล้ว วางความยึดถือว่า ฉันถูก เธอผิด เหลือเพียงแค่ความปรารถนาดีที่อยากให้อีกคนมีความสุข ส่งเสริมช่วยเหลือกันให้ต่างคนต่างพัฒนาชีวิตจิตใจ

การโกรธ ทะเลาะ เลิกกัน ทำลายกัน มีแต่ทางเสีย ไม่มีทางได้

บางคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า อีกฝ่ายหนึ่งต้องเจ็บปวดกว่า เพราะตัวเองถือไพ่เหนือกว่า แต่ในความเป็นจริง ไม่มีใครทำร้าย ทำลายคนอื่นได้ โดยที่ตัวเองไม่ได้รับผลกระทบหรือเจ็บปวดเลย

ถ้าคุณหมั่นดูใจตัวเอง จนใจตั้งมั่น มั่นคง คุณจะพบว่า เวลารัก คุณก็รักได้อย่างมีคุณภาพ เวลามีปัญหา คุณก็สามารถสื่อสารกับคนรักได้ด้วยดี

ถ้าความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปไม่ได้ คุณก็สามารถจบมันลงด้วยความปรารถนาดีต่ออีกคน และถ้าอีกฝ่ายอ่อนแอไม่เข้มแข็ง ไม่มีเหตุผล เปิดสงคราม โจมตีคุณตลอดเวลา

คุณก็ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างดี โดยไม่ต้องโจมตีตอบ เพราะมองกลับไปข้างหลัง คุณก็เห็นการดำเนินชีวิตมาด้วยดี มองไปข้างหน้าคุณก็มั่นใจว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

มีศรัทธาในชีวิต มีความอบอุ่นมั่นคงในใจตลอดไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2008, 02:16:22 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #219 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2007, 01:02:18 AM »

รหัสชีวิต

เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

มุมพอเพียงของสถาปนิก


คนไทยพยายามนำแนวคิดเรื่อง พอเพียง มาใช้ในหลายๆ เรื่องของสังคม แต่บางครั้งนำมาใช้เพื่อไม่ให้ตกกระแส หลายหน่วยงานพยายามอ้างถึงแนวคิดนี้ แต่ไม่ได้นำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง

เมื่อเร็วๆ นี้ก็เลยมีวงเสวนาเล็กๆ ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์นำเสนอเรื่อง สถาปัตยกรรมพอเพียง ผ่านมุมมองของสถาปนิก โดยมีปาฐกถานำเรื่อง สถาปัตยกรรมที่เหมาะสมกับแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง


แล้วมุมพอเพียงของสถาปนิกเป็นอย่างไร เรื่องนี้น่าคิด...

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา บอกว่า ถ้าจะนำแนวทางพอเพียงมาใช้ ต้องมีความซื่อสัตย์ รู้จักประมาณ และรู้จักการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

"การคิดทำอะไรอย่างเหมาะสมเพียงพอตามอัตภาพ ก็คือ ความพอเพียง" ที่ดร.สุเมธ พยายามจะอธิบายให้ฟัง

แล้วทำไมคนไทยไม่นำแนวคิดแบบนี้มาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

“กิเลสทำให้คนอยากมีบ้านหลังใหญ่ โดยการนำเงินในอนาคตมาใช้ นั่นพอเพียงไหม ผมคิดว่า ความพอเพียงใช้ได้กับทุกเรื่องในสังคม แท้จริงแล้วเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ทุกคนปฏิบัติได้หมด ถ้ารู้จักเดินสายกลาง แต่ปัจจุบันสถาปนิกจะออกแบบโดยเน้นผลกำไรทางธุรกิจ โดยไม่คำนึงถึงการใช้พลังงานเราต้องยอมรับว่า เราอยู่ในโลกขั้วเดียวที่เป็นบริโภคนิยม ใช้กิเลสตัณหานำเพื่อสร้างผลกำไร” ดร.สุเมธพยายามจะโยงธรรมะเข้ากับสังคม เพื่อให้เห็นว่า ปัจจุบันสงครามที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ กลายเป็นสงครามแย่งชิงพลังงานธรรมชาติ และในทศวรรษหน้าจะเป็นสงครามแย่งน้ำ

จุดที่น่าสนใจที่สถาปนิก ต้องกลับไปคิด ก็คือ การออกแบบบ้านในปัจจุบัน ยังคงผลาญพลังงานจำนวนมาก ดร.สุเมธ บอกว่า ทั้งๆ ที่ในอดีตเรามีบ้านทรงไทยเหมาะกับสภาพสิ่งแวดล้อมในเขตร้อนชื้น

"ช่วงที่ผ่านมาน้ำท่วมเมืองเพชรบุรี แต่บ้านทรงไทยโบราณอายุกว่า 200 ปีของครอบครัวผมที่เพชรบุรี ถึงเวลาน้ำหลากก็ไม่มีปัญหา เพราะเราใช้ชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติ ผมจำได้ว่า ตอนเด็กๆ พอถึงฤดูฝน ผมจะตกปลาจากหน้าต่างบ้านทรงไทยนี้ บ้านลักษณะนี้เป็นภูมิปัญญาโบราณที่วางแปลงให้เราอยู่กับธรรมชาติ พอฤดูฝนมาถึง ไม่ต้องเตรียมกระสอบทรายสองล้านใบป้องกันน้ำท่วมตามที่ต่างๆ เหมือนที่ผู้ว่าฯกทม.ทำ นั่นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ“

นอกจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ก็ยังมีเรื่องการบริโภค ดร.สุเมธ มองว่า คนไทยมีนิสัยชอบบริโภคมากพอดีทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย เนื่องจากชอบบริโภคพวกแป้ง ไขมัน และน้ำตาล เพราะเรายอมแพ้ต่อกิเลส

"ผมจะทานเนื้อสัตว์เดือนละครั้ง นอกนั้นเป็นเนื้อปลา ผมคิดว่า คนเราไม่ควรฝืนธรรมชาติ และควรรู้เรื่องธรรมะ คุณรู้ไหม...คนรวยบางคน เวลาทำบุญประมาณห้าล้านบาท แต่ใช้งบประชาสัมพันธ์ยี่สิบล้านบาท และคนในโลกนี้มีสมบัติของตัวเองไม่ต่ำกว่า 12,500 ชิ้น”

โลกของการบริโภคเกินความจำเป็นเป็นจุดหนึ่งที่ดร.สุเมธยกตัวอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการผลาญพลังงาน และการพัฒนาประเทศโดยไม่คำนึงถึงรากเหง้าของตัวเอง สังคมไทยไม่เคยย้อนกลับไปดูต้นทุนชีวิตของคนในสังคม โดยเฉพาะรากฐานการเกษตร หลายคนไม่เคยเหลียวแล

ดร.สุเมธ บอกว่า วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อหลายปีที่แล้ว ช่วงที่เขาเป็นกรรมการให้บริษัทปูนซิเมนต์ ไทย จำกัด ตอนนั้นบริษัทขาดทุนกว่าห้าหมื่นล้านบาท ตอนนั้นผู้บริหารพอมีสติ ขายทรัพย์สินออกไปครึ่งหนึ่ง เพื่อลดภาระหนี้สิน หันมาจัดการกับธุรกิจตามศักยภาพของบริษัท หลายปีต่อมาสร้างผลกำไรได้และไม่เป็นหนี้สิน เหมือนเช่นที่พระพุทธเจ้าบอกว่า "อย่าตั้งอยู่บนความประมาท" ดังนั้นเราต้องทันโลก แต่ไม่ใช่ตามโลก

“ถ้าพูดถึงคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ผมคิดว่า ต้องเริ่มที่ความเข้มแข็งในตัวเองก่อน ต้องพึ่งพาตัวเองได้ ชีวิตผมไม่มีเลขาฯจัดการให้ ผมจะพึ่งพาตัวเอง และการทำงานไม่ควรเก่งคนเดียว ต้องทำงานเชื่อมโยงกับเครือข่ายได้ด้วย”

ว่าไปแล้ว มุมมองความเข้าใจเรื่อง 'พอเพียง' ของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนมีบ้านหลังเล็กๆ ก็พอแล้ว แต่บางคนบอกไม่พอ ต้องมีบ้านใหญ่โต มีทุกครบสมบูรณ์แบบ ปรีดิ์ บูรณศิริ อดีตผู้ว่าการเคหะแห่งชาติให้ข้อมูลจากที่เคยทำบ้านให้คนมีรายได้น้อย

เขาบอกว่า ขนาดที่อยู่อาศัยเล็กที่สุดที่คนเราใช้สอยพักอาศัยได้ห้าคนก็ประมาณ 28 ตารางเมตร แต่การจัดการสร้างบ้านให้ก็เพิ่มให้อีก 10% จึงมีพื้นที่ประมาณ 32 ตารางเมตร ส่วนพื้นที่อยู่อาศัยของคนทุกระดับรายได้ เฉลี่ยต่อคนประมาณ 12 ตารางเมตร และรู้ไหมว่าบ้านที่มีอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม ไม่ต้องใช้สถาปนิกออกแบบ มีห้องง่ายๆ มีเนื้อที่ไม่ถึง 9 ตารางเมตร

ดังนั้นถ้าจะทำงานด้านสถาปัตยกรรมพอเพียง คงต้องแก้ไขกันอีกหลายเรื่อง เพื่อให้ที่อยู่อาศัยเกิดความสมดุลเหมาะกับผู้อยู่อาศัย

นอกจากเรื่องการออกแบบบ้านพอเพียงแล้ว นิธิ สถาปิตานนท์ เจ้าของบริษัทออกแบบบ้าน บอกว่า ถ้าพูดถึงงานสถาปัตยกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถจุคนได้หนึ่งล้านคนที่เคยออกแบบให้ ก็คือ วัดธรรมกาย เคยรับจ้างออกแบบห้องน้ำให้หนึ่งหมื่นยูนิต เวลามีกิจกรรมทางศาสนาจะมีคนมารวมกันจำนวนมาก

ส่วนมุมพอเพียงของการสร้างวัด ศ.กิตติคุณ ม.ร.ว.แน่งน้อย ศักดิ์ศรี สถาปนิกอาวุโส ยกตัวอย่างการสร้างวัดพระราม 9 ตอนนั้นในหลวงทรงพระราชทานเงิน 5 ล้านบาท เพื่อให้สร้างวัดเล็กๆ เป็นตัวอย่างประชาชน ขณะที่วัดเฉลิมพระเกียรติที่ประชาชนร่วมกันสร้าง กลับใช้เงินจำนวนมากกว่า และตกแต่งอย่างงดงาม ซึ่งอาจสวนทางกับคำว่าประหยัด แต่ในที่สุดวัดก็เป็นสมบัติของแผ่นดิน

"ความพอเพียงของในหลวงมีเท่านั้น แต่ความต้องการของประชาชนในการสร้างวัดมีมากกว่านั้น เหมือนที่ผมบอก ใช่ว่าจะต้องพอเพียงเหมือนกัน อย่าคิดว่า ทุกอย่างต้องเหมือนกันหมด อย่างวัดพระแก้วสร้างแบบพอเพียงไหม เพราะเป็นวัดของแผ่นดิน สืบสานวัฒนธรรม ก็ต้องมีความงดงาม" ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา บอกเล่าถึงความพอเพียงที่แตกต่างกันไป ส่วนตัวเขาเน้นงานออกแบบเพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรม เป็นงานที่เขาทำมาทั้งชีวิต เขาคิดว่า เราควรคิดและสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้างที่มีอยู่แล้ว อนุรักษ์ของเก่าให้เกิดประโยชน์มากที่สุดต่อสังคมไทย


นอกจากนี้เขายังเน้นว่า ไม่ใช่ว่าสถาปัตยกรรมทุกรูปแบบต้องพอเพียง เรื่องเหล่านี้อยู่ที่จิตสำนึกในการทำงาน
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
หน้า: 1 ... 7 8 [9]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!