เว็บบอร์ด Taladhoon.com
พฤศจิกายน 29, 2014, 10:18:04 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: อยากรวยด้วยหุ้น สมัครเรียน"เก็บหุ้นเข้าพอร์ตปีนี้...ขายทำกำไรปีหน้า" สอนปัจจัยพื้นฐานผสานกราฟเทคนิคโดยคุณสุเชษฐ์ สุขแท้ คุณช.โชติวงศ์ เพ็ชญไพศิษฏ์(13 ธ.ค. 57) 9-17 น.เพียง 2,500 บาท สำรองที่นั่งด่วนโทร 02-6507930-1   http://irs.co.th/irs/course/detail/6
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 10   ลงล่าง
  พิมพ์  
| | ผู้เขียน หัวข้อ: จุดประกาย  (อ่าน 107348 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2007, 10:40:06 PM »



พืชพรรณบรรพกาล 

                                       
พรรณไม้ในพุทธประวัติ
                                             
ภาพพุทธประวัติ ตอนยมกปาฏิหาริย์ มองเห็นต้นคัณฑามพฤกษ์ หรือมะม่วง



   


กระทุ่ม ใบกระทุ่ม



มะเยา     ภาพวาดลายเส้นใบมะเยา

  
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2008, 08:46:59 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2007, 10:43:16 PM »

พรรณพืชหลากหลายที่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดียังคงปรากฏอยู่ในเขตป่าประเทศไทยและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เขียนโดย ยุวดี มณีกุล

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หากใครรักต้นไม้ และได้มีโอกาสไปเยือนสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จะต้องรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสวนป่าขนาดย่อมที่มีพรรณไม้ทางศิลปวัฒนธรรมมากมายยืนต้นเรียงรายให้ร่มเงา บ้างเป็นหน่ออ่อน บ้างเป็นไม้พุ่ม ไม้ใบ ไม้ดอก โดยแต่ละต้นจะมีแผ่นป้ายอธิบายพันธุ์ ความเป็นมา และหลักฐานจากเอกสารประวัติศาสตร์ที่ต้นไม้เหล่านี้ถูกจารึกไว้เนิ่นนาน

 สวนพฤกษชาติเหล่านี้เป็นสวนเชิงอนุรักษ์ มุ่งเน้นพืชพรรณทางศิลปวัฒนธรรมไทย ทั้งในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พรรณไม้ในพุทธประวัติ พรรณไม้ในตำนาน ชาดก พรรณไม้จากบทพระราชนิพนธ์ เป็นอาทิ
กระทุ่ม

นางในสวนอนุรักษ์

 อ.อรไท ผลดี ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นกำลังสำคัญในการเนรมิตพรรณไม้หายากมาทดลองปลูกรอบๆ สำนักพิพิธภัณฑ์ฯ ทั้งนี้พรรณไม้ที่เลือกสรรได้ผ่านการค้นคว้าวิจัยมาแล้วจาก 'โครงการอนุรักษ์และพัฒนาพรรณพืชทางศิลปวัฒนธรรมไทยในสมัยก่อนประวัติศาสตร์' ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่ได้รับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2547


 "สำนักฯ นี้เปิดมา 13 ปีแล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่อสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตรนี้เลยนะคะ" อ.อรไท เล่าด้วยความภาคภูมิใจ ขณะนำอาคันตุกะชมไม้ต้นรอบบริเวณ

 "ตอนมาแรกๆ ยังไม่มีอะไร เราก็ไปตระเวนหาไม้ที่ศึกษามาปลูก แล้วก็ทำป้ายไม้สักใช้เลเซอร์ยิงคำบรรยายลงไป อย่างเช่นไม้ต้นนี้มาจากวรรณคดีเรื่องไหน มาจากจารึกหลักไหน ทุกอย่างนี่จ่ายสตางค์เองหมดเลยค่ะ"

 อ.อรไท ว่าพลางชี้ชวนให้ชมไม้มะริดต้นหนึ่ง

 "ไม้มะริดนี่หายาก เป็นไม้ที่ใช้ทำเครื่องดนตรีทำรางระนาด หาค่าไม่ได้ เดี๋ยวนี้จะทำรางระนาดทีต้องไปหาที่พม่าแล้วนะคะ ที่ได้มานี่ไปขอมาจากกรมป่าไม้ คือที่จริงก็ยังพอมีพันธุ์ แต่เขาคงเห็นว่าไม่ใช่ไม้สำคัญมากพอที่จะส่งเสริม แล้วนั่นก็ไม้พระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ถือเป็นไม้ก่อนประวัติศาสตร์เหมือนกัน"

 ถามว่าอะไรคือแรงบันดาลใจในการทำวิจัยและลงมือปลูกพรรณไม้ประเภทนี้ อ.อรไท เล่าว่าครอบครัวรักต้นไม้ และตอนเรียนระดับชั้นปริญญาตรีก็เรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงมีพื้นฐานความรู้ จากนั้นไปศึกษาต่อคณะครุศาสตร์ ภาควิชาภาษาไทย และคณะโบราณคดี ด้านจารึก จึงมีความสนใจวรรณคดีและสามารถอ่านจารึกโบราณ

 "เริ่มจากเกิดคำถามในใจว่าทำไมคนส่วนใหญ่ชอบเหมาว่าวัฒนธรรมไทยแทบทุกอย่างรับอิทธิพลจากอินเดียหรือไม่ก็จีน ทำไมไม่คิดว่าสิ่งนั้นๆ อาจมีมาก่อนนานแล้วในหมู่ชนเผ่าไท อย่างเช่นถ้าพูดถึงพิกุล คนมักคิดว่ามาจากอินเดีย เพราะคำนี้น่าจะมาจาก 'วกละ' ทั้งที่พิกุลปลูกในถิ่นนี้มานานแล้ว แต่คนท้องถิ่นเรียกว่าดอกแก้ว เป็นภาษาพื้นเมือง ในจารึกบางหลักก็มีผกา แก้ว เกศ คือมีคำว่าแก้ว ดอกแก้วนี่ไม่ใช่ดอกแก้วขาวนะ มันเป็นดอกที่มีลายแฉกๆ เวลาทอผ้าทางอีสานเขาเรียกลายดอกแก้ว ไม่ใช่ดอกแก้วขาว ดอกแก้วขาวนั้นมาจากทางอเมริกาใต้ แต่แก้วของเราคือพิกุล ต่อมาเลยเรียกพิกุล เพราะยุคต่อมาอิทธิพลขอมเข้ามา ซึ่งก็ได้รับอิทธิพลจากอินเดียอีกที ซึ่งมันก็ยุคหลัง ไม่ใช่ว่าเรารับมาตั้งแต่ยุคแรก"

 นอกจากหลักฐานเอกสารและจารึกโบราณ อ.อรไท ยังสืบค้นหลักฐานทางโบราณคดีมาใช้ในงานวิจัยด้วย

 "ไปค้นคว้าข้อมูลทางโบราณคดี พบว่าซากฟอสซิลพรรณพืชหลายพรรณจากถ้ำผีที่แม่ฮ่องสอนมีอายุเป็นหมื่นๆ ปี เช่น สมอชัย สมอพิเภก มะปราง มะยาง มะกอก อะไรพวกนี้ ก็บอกได้ว่าเป็นไม้โบราณ เวลาไปหาพันธุ์มาปลูกก็แยกปลูกตามกลุ่มวัฒนธรรม ที่หายากคือมะปราง ไม้ก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญคือกลุ่มไม้สมัยพุทธกาล อายุไม่ต่ำกว่า 2,500 ปี"

 งานวิจัยดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 โดยมีคณาจารย์นักวิจัยร่วมอีกหลายสาขา ได้แก่ ด้านพฤกษศาสตร์ พืชสวน วนศาสตร์ งานวิจัยนี้จึงมีลักษณะสหสาขาวิชาเพื่อตอบโจทย์เรื่องใดเรื่องหนึ่งร่วมกัน

 "ในไตรภูมิพระร่วงพูดถึงกล้วยโบราณกลุ่มหนึ่ง เช่น กล้วยตีบ กล้วยทองฝาแฝด ตอนแรกไม่รู้ว่ามันคือต้นอะไรต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นมาช่วยกันดู เลยรู้ว่ามันคือต้นนั้นต้นนี้ คืออาจเป็นต้นโบราณแต่สมัยนี้เรียกชื่อต่างออกไป"

 ผลพวงจากความสนใจเรื่องพรรณพืช ผนวกกับการทำวิทยานิพนธ์เรื่องอิเหนา เกี่ยวกับเครื่องทรงพระมหากษัตริย์ เมื่อครั้งเรียนภาควิชาภาษาไทย ทำให้ อ.อรไท มีโอกาสค้นคว้าเรื่องผ้าทอ จนปัจจุบันนับได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าทอชนเผ่าไทอีกคนหนึ่ง

 "คนไทยชอบไปสรรเสริญจีนกับอินเดีย จนไม่เชื่อในภูมิปัญญาดั้งเดิมของชนเผ่าไทด้วยกันเอง ประเทศไทยตกอยู่ใต้อิทธิพลของอินโดจีน ฝรั่งมอมเมาเราให้โง่ ทั้งที่คนในภูมิภาคนี้มีวัฒนธรรมเก่าแก่ไม่แพ้ที่อื่นๆ นี่คือความรู้สึกลึกๆ ที่ทำให้ทำงานวิจัยเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยออกมา"

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2008, 08:49:04 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2007, 10:44:20 PM »


พรรณพืชยุคหิน

บทคัดย่อผลการวิจัยหัวข้อพรรณพืชทางศิลปวัฒนธรรมไทยในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ผลงานของ อ.อรไท สืบย้อนไปถึงพรรณพืชในตำนานการสร้างโลกที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วง ของพระมหาธรรมราชาลิไทย เมื่อ พ.ศ.1888 ประกอบด้วยกามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ

 ในกามภูมิยังแยกออกเป็น 4 ภูมิ คือ มนุสสภูมิ ดาวดึงสภูมิ อสุรกายภูมิ และครุฑภูมิ มีต้นไม้ประจำภูมิ แบ่งทิศจากศูนย์กลางคือเขาพระสุเมรุ ในมนุสสภูมิ มี 4 ทวีป ทิศเหนือมี 'กัลปพฤกษ์' ประจำอุตตรกุรุทวีป ทิศใต้มี 'หว้า' ประจำชมพูทวีป ทิศตะวันออกมี 'ซึก' ประจำบุพพวิเทหทวีป, ทิศตะวันตกมี 'กระทุ่ม' ประจำอมรโคยานทวีป ยอดเขาพระสุเมรุมี 'ปาริชาต' ประจำดาวดึงสภูมิ ข้างใต้เขาพระสุเมรุมี 'แคฝอย' ประจำอสุรกายภูมิ เชิงเขาพระสุเมรุมี 'งิ้ว' ประจำครุฑภูมิ

 ส่วนพรรณพืชดึกดำบรรพ์ในประเทศไทยที่เก่าแก่ที่สุดคือ ต้นกระบากอายุพันปี ที่เขตอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช จังหวัดตาก

 นอกจากนี้มีหลักฐานการพบพรรณพืชเป็นจำนวนมากที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พืชน้ำ ได้แก่ โกมุท จงกลนี บุณฑริก บัวผัน บัวเผื่อน บัวขม ปทุม เป็นต้น หรือพืชมีดอก เช่น กัลปพฤกษ์ กุมาริกา กระดังงาสงขลา การเวก ขี้เหล็ก คัดเค้า แจง นมแมว ปันหยี พวงประดิษฐ์ พาดไฉน พิมาน มะค่าแต้ มะพลับ รวงผึ้ง สารภี รวก รัง อังกาบ เป็นต้น

 ผลการวิจัยชิ้นนี้พบว่ามีพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แบ่งเป็นพรรณพืชสมัยหินกลาง อ้างอิงการค้นพบของ ดร.เชสเตอร์ กอร์แมน ที่แหล่งโบราณคดีถ้ำผี จังหวัดแม่ฮ่องสอน อายุประมาณ 8,500-13,000 ปี พบซากฟอสซิลของพืช จำนวน 14 ชนิด ได้แก่ กระจับ แตงร้าน ถั่วเขียว ถั่วน้อย นางพญาเสือโคร่ง(พืชสกุลเดียวกับท้อ) น้ำเต้า พริกไทย พลู มะกอกเลื่อม มะซาง มะเยา สมอไทย สมอพิเภก และหมากนอก

 พรรณพืชที่สำคัญในสมัยหินกลางจากแหล่งโบราณคดีถ้ำปุงฮุง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อประมาณ 7,000 ปี จากการขุดค้นของ ดร.กอร์แมน เช่นกันคือ ข้าว ซึ่งเก่าแก่กว่าพืชชนิดเดียวกันที่พบในส่วนอื่นของโลก ทำให้น่าเชื่อถือได้ว่าบริเวณดังกล่าวในสมัยก่อนประวัติศาสตร์อาจเป็นดินแดนที่ให้กำเนิดการเกษตรกรรมของโลก ไม่ใช่บริเวณตะวันออกกลางที่เรียกกันว่าดินแดนอันอุดมสมบูรณ์รูปพระจันทร์เสี้ยว (The Fertile Crescent) ดังที่เคยเชื่อกันมา

พรรณพืชสมัยพุทธกาล

ในพุทธประวัติปรากฏพรรณไม้สำคัญหลายตอน ดังนี้

 ตอนเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ คือสาละอินเดีย กล่าวถึงพระนางสิริมหามายา พระพุทธมารดาทรงสุบินว่าท้าวจาตุมหาราชทั้ง 4 มายกพระแท่นบรรทมของพระนางไปสู่ป่าหิมพานต์ และประดิษฐานไว้ที่แผ่นศิลาใหญ่ใต้ต้นสาละและพระพุทธองค์ได้ประสูติใต้ต้นสาละ คนไทยเข้าใจว่าหมายถึงต้นรัง ซึ่งเป็นไม้สกุลเดียวกัน ขณะที่พระพุทธองค์เสด็จลงปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระพุทธมารดาเกิดบุพนิมิต 32 ประการ ประการหนึ่งคือห่าฝนดอกไม้ทิพย์มีมณฑาบุปผชาติ เป็นต้น

 ตอนเจ้าชายสิทธัตถะในปฐมวัย คือต้นหว้า กล่าวถึงตอนพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ฉายาแห่งไม้หว้าที่พระพุทธองค์ขณะเป็นพระราชกุมารประทับอยู่ไม่ได้ชายไปตามตะวัน เช่น เงาแห่งร่มไม้อื่น เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

 ตอนทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือมะม่วง กล่าวถึงตอนพระพุทธองค์ประทับเพียงลำพัง หลังจากนายฉันนะกับม้ากัณฐกะกลับไปแล้ว ณ ป่ามะม่วงชื่อ อนุปิยอัมพวัน เป็นเวลา 7 วัน ส่วนชมพูพฤกษ์ หรือต้นหว้า หลังจากพระพุทธองค์ได้สดับพิณทิพย์สามสาย จึงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา หันมาปฏิบัติทางสายกลาง เสด็จประทับภายใต้ต้นหว้า

 ตอนทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอีกตอนหนึ่ง คือนิโครธ กล่าวถึงตอนนางสุชาดากระทำบวงสรวงเทพยดาอันสิงสถิต ณ ต้นนิโครธ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาประทับที่ต้นนิโครธ นางเข้าใจว่าเป็นรุกขเทวดา จึงจัดข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองคำมาถวาย

ตอนตรัสรู้ คือพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นไม้ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้เปรียบว่ามีสัณฐานดังไม้กัลปพฤกษ์ในสวรรค์ ในตอนนี้ยังมีหญ้ากุสะ โสตถิยพราหมณ์ถวายหญ้ากุสะ 8 กำแด่พระพุทธองค์ แล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ทอดหญ้าคากระทำเป็นรัตตบัลลังก์

 ตอนพระพุทธองค์ประทับเสวยวิมุตติสุขในสถานที่ทั้ง 7 แห่ง เรียกว่าสัตตมหาสถานประทับอยู่แห่งละ 1 สัปดาห์ มี อัชปาลนิโครธ คือไม้นิโครธ อันเป็นที่พำนักของคนเลี้ยงแกะ กล่าวถึงพระพุทธองค์เสด็จจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปประทับเสวยวิมุตติสุขยังต้นนิโครธ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นโพธิ์ และมุจลินทพฤกษ์ คือไม้จิก กล่าวถึงพระพุทธองค์เสด็จออกจากต้นนิโครธไปประทับเสวยวิมุตติสุขยังต้นจิก ซึ่งอยู่ทางทิศปราจีนของต้นโพธิ์ตลอดเวลา 7 วัน ฝนตกลงมิได้ขาด พญานาคชื่อมุจลินท์ซึ่งอยู่ในสระโบกขรณีใกล้ไม้จิก บังเกิดศรัทธาในพระพุทธองค์จึงขนดกายรอบพระพุทธองค์ 7 รอบ แล้วแผ่พังพานป้องกันฝนแด่พระพุทธองค์ ทั้งมีราชายตนพฤกษ์ คือไม้เกด กล่าวถึงตอนพระพุทธองค์เสด็จจากไม้จิกไปประทับยังไม้เกด ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของไม้จิก ประทับเสวยวิมุตติสุข 7 วันในสัปดาห์สุดท้าย

ตอนพระพุทธองค์เสด็จไปตำบลอุรุเวลา แขวงเมืองราชคฤกษ์ คือกุ่มบก กล่าวถึงพระพุทธองค์เสด็จไปชักผ้าบังสุกุลซึ่งห่ออสุภนางปุณณทาสีในป่าช้าผีดิบ นำมาซักและตากผ้าที่ไม้กุ่มบก อันเทพยดาสิงสถิตที่ไม้นี้น้อมกิ่งลงมาให้พระพุทธองค์ทรงตากจีวร

ตอนยมกปาฏิหาริย์ คือคัณฑามพฤกษ์ เป็นต้นมะม่วงที่พระพุทธองค์ได้กระทำยมกปาฏิหาริย์ เพื่อปราบพวกเดียรถีย์

  ตอนพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน คือ สาละ กล่าวถึง พระพุทธองค์เสด็จมายังสาลวันแห่งพระยามัลลราช ริมฝั่งแม่น้ำหิรัญวดี ใกล้เมืองกุสินาราย โปรดให้พระอานนท์ตั้งพระแท่นบรรทม หันศีรษะไปทางทิศอุดร ระหว่างต้นสาละต้นคู่ หลังจากนั้นพระพุทธองค์ได้เอนลงบรรทมเหนือพระแท่นบรรทมในเวลาเย็น สิ่งมหัศจรรย์ได้บังเกิดขึ้น เช่น ต้นสาละก็ผลิดอกบานสะพรั่งเพื่อบูชาพระพุทธองค์ นอกจากนี้มี มณฑา กล่าวถึงตอนบังเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขณะพระพุทธองค์บรรทมเหนือแท่นบรรทม ภายใต้ต้นสาละคู่ คือดอกมณฑาได้ตกลงมาจากนันทวันเทพอุทยานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อบูชาพระพุทธองค์

ไม้ของพระพุทธเจ้า 28 พระองค์

บริเวณสวนอนุรักษ์ของสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มีกลุ่มต้นไม้ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ดังนี้

 พระพุทธตัณหังกร ต้นไม้ตรัสรู้คือสัตบรรณ พระพุทธเมธังกร ต้นไม้ตรัสรู้คือทองกวาว พระพุทธสรณังกร ต้นไม้ตรัสรู้คือแคฝอย พระพุทธทีปังกร ต้นไม้ตรัสรู้คือเลียบ พระพุทธโกณฑัญญะต้นไม้ตรัสรู้คือขานาง พระพุทธมงคล ต้นไม้ตรัสรู้คือกระทิง,บุนนาค พระพุทธสุมนะ ต้นไม้ตรัสรู้คือกระทิง,บุนนาค พระพุทธเรวตะ ต้นไม้ตรัสรู้คือกระทิง,บุนนาค พระพุทธโสภิตะ ต้นไม้ตรัสรู้คือกระทิง, บุนนาค

 พระพุทธอโนมทัสสี ต้นไม้ตรัสรู้คือรกฟ้า พระพุทธปทุมะ ต้นไม้ตรัสรู้คืออ้อยช้าง(เพกา) พระพุทธนารทะ ต้นไม้ตรัสรู้คืออ้อยช้าง(เพกา) พระพุทธปทุมุตตระ ต้นไม้ตรัสรู้คือสน พระพุทธสุเมธะ ต้นไม้ตรัสรู้คือสะเดา พระพุทธสุชาตะ ต้นไม้ตรัสรู้คือไผ่ใหญ่ พระพุทธปิยทัสสี ต้นไม้ตรัสรู้คือกุ่ม พระพุทธอัตถทัสสี ต้นไม้ตรัสรู้คือจำปา พระพุทธธัมมทัสสี ต้นไม้ตรัสรู้คือมะกล่ำหลวง(มะพลับ) พระพุทธสิทธัตถะ ต้นไม้ตรัสรู้คือกัณณิการ์

 พระพุทธติสสะ ต้นไม้ตรัสรู้คือประดู่ลาย พระพุทธปุสสะ ต้นไม้ตรัสรู้คือมะขามป้อม พระพุทธวิปัสสี ต้นไม้ตรัสรู้คือแคฝอย พระพุทธสิขี ต้นไม้ตรัสรู้คือมะม่วงป่า,กุ่มบก พระพุทธเวสสภู ต้นไม้ตรัสรู้คือสาละอินเดีย พระพุทธกกุสันธะ ต้นไม้ตรัสรู้คือซึก(พฤกษ์) พระพุทธโกนาคมนะ ต้นไม้ตรัสรู้คือมะเดื่อ พระพุทธกัสสปะ ต้นไม้ตรัสรู้คือนิโครธ(ไทร) พระพุทธโคตมะ ต้นไม้ตรัสรู้คือโพธิ

 นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพรรณไม้โบราณที่หาชมได้ที่สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร ยังมีกลุ่มไม้สำคัญอีกมากมายที่รอคอยการมายล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรณไม้ที่ปลูกตามบทชมไม้ในเพลงพระราชนิพนธ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

 แหล่งเรียนรู้แห่งนี้ให้ทั้งความร่มรื่น รื่นรมย์ และความรู้...ประดับจิตใจ

 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2008, 08:50:33 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
Red Rose
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 7033



เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2007, 10:45:38 PM »

ตามมาดูทันทีค่ะ  พี่สุคะ  รูปสวยมากๆ เลยค่ะพี่  Grin  เด๋วหนูขอแจมหน่อยค่ะ  อาจไม่ค่อยเข้ากันนะคะ  อิอิ

บันทึกการเข้า

สนใจ กราฟทางเทคนิค ติดต่อ IRS Limited.
Tel.02-252-5246,02-252-5233,02-650-7930-1
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2007, 11:14:23 PM »

ปัญญาคืออาวุธ

เขียนโดย กานต์ดา บุญเถื่อน, สาลินีย์ ทับพิลา

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พระอัจฉริยภาพด้านนักประดิษฐ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ประจักษ์ชัดไม่เพียงแต่ประชาชนชาวไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ยอมรับกันในระดับสากล

ปลายเดือนที่แล้ว องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization - WIPO) ได้ถวายรางวัล "โกลบอล ลีดเดอร์ส อะวอร์ด" (Global Leaders Award) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากประจักษ์ในพระปรีชาสามารถด้านการประดิษฐ์ คิดค้น สนับสนุน การใช้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในระดับชาติและสากล ผลงานที่สำคัญได้แก่ กังหันน้ำชัยพัฒนา ฝนหลวง ไบโอดีเซล และทฤษฎีใหม่ นับเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของโลก ที่ได้รับการยอมรับในพระปรีชาสามารถ
 





แว่นตาแต่งหน้า 

แว่นตาแรกของโลก ที่ออกแบบมาเพื่อให้สตรีแต่งหน้าได้โดยไม่ต้องถอดแว่นออก ผลงานของนักประดิษฐ์ในสหรัฐ
ในการแข่งขันเพื่อก้าวสู่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก การคิดค้นและสิ่งประดิษฐ์คือพลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศจีนและเกาหลีใต้ ให้ก้าวขึ้นมาเป็นเสือตัวใหม่ที่คิดค้นนวัตกรรมและจดสิทธิบัตรด้วยอัตราเร่งที่เร็วกว่าสหรัฐ และญี่ปุ่น เราลองมามองย้อนสถานการณ์สิทธิบัตรไทยไปพร้อมๆ กัน





 

จับภาพด้วยตา

จับภาพด้วยตา
  
ต้นแบบกล้องวิดีโอ ที่ควบคุมโดยลูกตา นักวิจัยในเยอรมันคิดค้นสำหรับงานวิจัยทางการตลาด และด้านจิตวิทยา

เช่นเดียวกัน สมาพันธ์นักประดิษฐ์นานาชาติ (The international Federation of Inventor’s Associations หรือ IFIA:ไอเอฟไอเอ) มีสำนักงานอยู่ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ได้ขอพระบรมราชานุญาตทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล ไอเอฟไอเอคัพ พร้อมใบประกาศนียบัตรเกียรติคุณ ในผลงานเรื่อง กังหันน้ำชัยพัฒนา และรางวัล Genius Medal ในผลงานเรื่องทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมอีกสองรางวัลด้วยกัน ซึ่งทั้งสองผลงานได้รับรางวัลด้านนักประดิษฐ์คิดค้น

ทว่า จากข้อมูลจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ในบรรดาคำร้องยื่นขอจดสิทธิบัตรผ่านองค์กรระหว่างประเทศแห่งนี้ ปี 2549 ไทย ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์การสากลแห่งนี้ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตร 12 คำร้อง เพิ่มจากปี 2548 ซึ่งได้ยื่นจดสิทธิบัตร 9 คำร้อง ลดลงจากปี 2547 ที่ไทยยื่นขอจดสิทธิบัตร 12 คำร้อง

เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ ยื่นจดสิทธิบัตรปี 2549 จำนวน 402 คำร้อง มาเลเซีย 54 คำร้อง ฟิลิปปินส์ 15 คำร้อง อินโดนีเซีย 6 คำร้อง เวียดนาม 9 คำร้อง 
เป้พลังงาน

 
 



กระเป๋าเป้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้โทรศัพท์มือถือ ผลงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร

ประเทศที่ยื่นขอจดสิทธิบัตรมากที่สุดในปีที่แล้วยังคงเป็น สหรัฐอเมริกา แชมป์เก่าที่ยื่นจดสิทธิบัตรถึงเกือบ 5 หมื่นรายการ รองลงมาคือญี่ปุ่นและเยอรมนี

ถ้าเทียบอัตราการเติบโตแล้วกลายเป็นว่า จีนเป็นประเทศที่อัตราการเติบโตในการยื่นจดสิทธิบัตรกับองค์การสากลแห่งนี้เพิ่มขึ้นสูงกว่าปีที่แล้ว 56.8% ตามมาด้วยเกาหลีใต้ที่จดสิทธิบัตรเพิ่มจากปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 26.6% ส่งผลให้เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือเป็นประเทศที่มีอัตราเร่งในการจดสิทธิบัตรสูงที่สุดในโลกไปแล้ว

"การยื่นขอจดสิทธิบัตรในปี 2549 มีจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 145,300 คำร้อง คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 6.4% การขยายตัวอย่างสำคัญนี้มาจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และนับเป็นปีที่สามติดต่อกันแล้วสำหรับประเทศในภูมิภาคนี้ โดยมีสัดส่วนการยื่นขอจดสิทธิบัตรสูงถึง 25.3% ของทั่วโลก" แถลงการณ์ขององค์การไวโป ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวาระบุ 






นาฬิกากลิ้งหนี
 
 นาฬิกาปลุกติดล้อ ผลงานจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาจูเสตตส์ สามารถกลิ้งหลบหนีจากเงื้อมมือคนขี้เซา

โรวินา ปากิโอ จากไวโปกล่าวว่า เฉพาะสิ่งประดิษฐ์ของโลกมีอัตราเติบโตในสัดส่วน 4.7% ซึ่งมีเพียงบางประเทศเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จจากการจดสิทธิบัตร เช่น บราซิล เม็กซิโก อินเดีย เกาหลีใต้ ที่สามารถส่งสินค้าออกขายยังทั่วโลกได้

แต่การจดสิทธิบัตรยังมีการกระจุกตัวอยู่ประมาณ 20 ประเทศขนาดใหญ่เท่านั้น เช่น อเมริกา เกาหลีใต้ ยุโรป ญี่ปุ่น ที่มีการจดสิทธิบัตรอย่างจริงจัง หรือประมาณ 75% เนื่องจากสถาบันที่รองรับการจดสิทธิบัตรยังมีอยู่น้อย หรือเพียง 20% ทั่วโลก ทำให้ยังมีช่องว่างในการลอกเลียนแบบอยู่อีกมาก ไวโปจึงต้องรับหน้าที่วางกรอบหรือมาตรฐานเพื่อคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์โดยผ่านการจดสิทธิบัตรและส่งเสริมการประดิษฐ์ รวมทั้งผลักดันและสนับสนุนการคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2008, 09:03:28 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2007, 11:32:14 PM »


เส้นทางนวัตกรรมไทย


ดอกเสมือนจริง

ดอกเสมือนจริง  ผลงานดอกบัวประดิษฐ์ฝีมือไทย ที่เหมือนดอกไม้จริงจนแยกไม่ออก 

พันเอกเพทาย อัตเศรณีย์ นายกสมาคมการประดิษฐ์ไทย หยิบประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังว่า การประดิษฐ์คิดค้นสำหรับคนไทยมีมาช้านานในรูปแบบของนวัตกรรมเพื่อการเกษตร และมีการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงระดับเกษตรอุตสาหกรรม จนกระทั่งก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมการแปรรูปเพื่อการส่งออกตามระบอบระบบแห่งการพัฒนาของโลก

เขายอมรับว่า สิ่งที่คนไทยกำลังพัฒนาอยู่ในขณะนี้หนีไม่พ้นการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องจักรเครื่องกลประเภทช่วยผ่อนแรงจากท้องไร่ ท้องนาเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งในระดับชุมชน สังคม หรือใหญ่ไปถึงระดับประเทศชาติเองก็ตาม

"ไม่ว่านวัตกรรมที่ออกมาจะอยู่ในรูปแบบของเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมก็ตาม หัวใจสำคัญที่จะทำให้งานประดิษฐ์หรือนวัตกรรมออกมาประสบผลสำเร็จที่สุดคือ ความคิดสร้างสรรค์และมีความอดทน พยายามพัฒนาสิ่งประดิษฐ์จนประสบความสำเร็จในระดับพาณิชย์ได้ดี" นายกสมาคมการประดิษฐ์ไทย กล่าว 




ขวดกำจัดลูกยุงลาย

ขวดกำจัดลูกยุงลาย

ขวดน้ำอัดลมดัดแปลง ทำเป็นอุปกรณ์ดักจับลูกน้ำยุงลาย ไอเดียของ ด.ช.ธวัธชัย ประสานเชื้อ ร.ร.สุนทรวัฒนา จ.ชัยภูมิ ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ ของ สสวท.

สมาคมนักประดิษฐ์ไทยเป็นแหล่งรวบรวมนักประดิษฐ์คิดค้นไว้ทุกระดับ รวมถึงผู้สนับสนุนการประดิษฐ์ ผู้ที่รักการประดิษฐ์ และผู้สนใจการประดิษฐ์ ร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้เกิดการประดิษฐ์ที่มีการนำไปใช้ประโยชน์เพื่อสังคมให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเด็กนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการความคิดที่จะสรรค์สร้างสิ่งประดิษฐ์ออกมามีคุณภาพมากที่สุด

นอกจากนี้ สมาคมการประดิษฐ์ไทย ยังดำเนินการในเรื่องของการตลาด โดยนำสิ่งประดิษฐ์ที่สมบูรณ์แล้วของสมาชิกทุกคนออกเผยแพร่ในเชิงพาณิชย์ เพื่อมุ่งช่วยแก้ปัญหาในสังคมได้ไม่มากก็น้อย ทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาตัวต้นแบบให้มีความสมบูรณ์ทั้งในด้านวัสดุ โครงสร้าง หรือกระบวนการประดิษฐ์ เพื่อนำไปต่อยอดสู่ขั้นตอนการผลิตในเชิงพาณิชย์ต่อไป

"หากประเทศยังมีสิ่งประดิษฐ์น้อยก็คงไม่พ้นต้องไหลเข้าสู่กระแสการบริโภค หรือการเป็นผู้ซื้อ หรือถูกตีตราว่าเป็นประเทศไม่พัฒนาก็เป็นได้ ในทางตรงกันข้ามประเทศใดมีสิ่งประดิษฐ์มากก็จะถูกทั่วโลกสรรเสริญว่าเป็นประเทศมหาอำนาจที่ทั่วโลกยอมรับนั่นเอง เราจึงควรหันมาหยิบสิ่งประดิษฐ์ไทยปัดฝุ่นลงจากหิ้งและสนับสนุนให้เข้าห้างกันเสียวันนี้ก่อนที่จะสายเกินไป" นายกสมาคมการประดิษฐ์ไทย เสนอ

ทั้งนี้ บทบาทหนึ่งของสมาคมการประดิษฐ์ไทย คือ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักธุรกิจกับนักประดิษฐ์ โดยเป็นสื่อในการพบเจอกันเพื่อการเจรจาต่อรองที่นำไปสู่การค้าเชิงอุตสาหกรรม


คุณภาพต้องมาก่อน

รศ.ดร.ปลื้มจิตต์ โรจนพันธุ์ นายกสมาคมนักประดิษฐ์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ส่งเสริมนักประดิษฐ์ กล่าวว่า การพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมแบบสากล ตัวนักประดิษฐ์ต้องมีคุณภาพเสียก่อน และต้องมั่นใจว่าสิ่งประดิษฐ์ของตนมีศักยภาพด้วย โดยอาศัยการพัฒนาปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็กให้เป็นนักคิดตั้งแต่ยังน้อย ให้มีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล มีความกล้าแสดงออก มีความคิดสร้างสรรค์

"การสนับสนุนให้เด็กเป็นนักคิดนักประดิษฐ์ทำได้หลายวิธีมาก ทั้งการจัดชุมนุมนักประดิษฐ์คิดค้นขึ้นในโรงเรียนเพื่อให้เด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกัน และฝึกให้เป็นคนที่กล้าแสดงออก รวมถึงการจัดเวทีประกวดแนวคิดสิ่งประดิษฐ์เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนมีความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์" รศ.ดร.ปลื้มจิตต์ แสดงความเห็น

ดร.สุรินทร์ พงศ์ศุภสมิทธิ์ ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และเคยได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีเยี่ยม ประจำปี 2543 จากสภาวิจัยแห่งชาติ จากผลงาน รถไถเดินตามจุฬา รุ่นเอสพีเจเอส-60 ชี้ว่า สิ่งสำคัญของการนำสิ่งประดิษฐ์ไปใช้งานเชิงธุรกิจคือ ต้องคิดให้รอบด้าน เพราะสิ่งประดิษฐ์ทางการเกษตรขยายสู่ตลาดได้ยาก เพราะการทำเกษตรในแต่ละประเทศและระหว่างภูมิภาคมีความแตกต่างกันในสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และประเภทของพืช

"นอกจากต้องดูความแตกต่างของปัจจัยเหล่านี้แล้ว นักประดิษฐ์ยังต้องดูอนาคตให้ออก เพราะงานคิดค้นบางครั้งใช้เวลานาน แต่ช่วงเวลาเพียง 3 หรือ 5 ปีอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เราจะต้องคิดถึงคือ ความต้องการของตลาดยังจะมีอยู่หรือไม่ เทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้ามาหรือไม่ เป็นความท้าทายที่นักประดิษฐ์จำเป็นต้องตามและปรับตัวให้ทัน" ดร.สุรินทร์กล่าวและเสริมว่า นักประดิษฐ์ต้องดูว่า จะทำอะไร ในเวลาเท่าไร ซึ่งต้องไม่นานพอที่จะมีคนทำตัดหน้า ซึ่งหากทำได้ดีกว่าของเรา งานที่เราตั้งใจพัฒนาขึ้นมาก็จะขายไม่ออก

ดร.สุรินทร์ก็ยังแนะการนำสิ่งประดิษฐ์ไปใช้ประโยชน์ว่าต้องไม่หยุดเฉพาะเครื่องต้นแบบ แต่ต้องมี 4 ปัจจัยหลักคือ การออกแบบที่สำคัญมาก เพราะแค่แบบก็จะสามารถจดสิทธิบัตรได้ การสร้างต้นแบบที่พร้อมผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะทำให้ไม่เสียค่าใช้จ่าย 2 ครั้ง อาทิเช่น ค่าแบบพิมพ์สำหรับเครื่องต้นแบบและสำหรับผลิตจริง การตลาด ที่ต้องรู้ความต้องการของตลาด และการบริการหลังการขาย

ขณะที่ ดร.ทวีศักดิ์ ภู่หลำ กรรมการผู้จัดการบริษัท สวีทซีดส์ จำกัด ซึ่งได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีเยี่ยม ประจำปี 2543 จากสภาวิจัยแห่งชาติ โดยผลงาน เอทีเอส-2: พันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมหรือฝักสดและอุตสาหกรรมแปรรูปกล่าวว่า ความกล้าบ้าบิ่นเป็นเรื่องจำเป็น ที่จะทำให้เรากลายเป็นผู้นำในธุรกิจนั้นๆ ไม่ใช่แค่ผู้ตาม

"ข้าวโพดหวานของไทยในช่วงปี 2535 นั้น ไม่มีคุณภาพเลย เนื้อเหนียว ไร้ความหวาน ซึ่งหากเทียบกับพันธุ์ต่างประเทศ ก็ไม่ต่างจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานให้มีรสชาติดีขึ้น ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น แต่ปัญหาคือ ขนาดฝักเล็ก เพียงฝ่ามือ ในขณะที่พันธุ์เดิมจากต่างประเทศยาวเกือบ 1 ศอก" ดร.ทวีศักดิ์ เล่าประสบการณ์

ทว่า สิ่งที่ตามมาคือ ความไม่มั่นใจของเกษตรกรต่อพืชพันธุ์ นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดพันธุ์ใหม่จึงเลือกที่จะทำตลาดกับโรงงานแปรรูปข้าวโพดหวาน และทำการขายเมล็ดพร้อมรับซื้อคืนเต็มจำนวน เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของข้าวโพดหวานนี้ รวมถึงความกล้าในการเจาะตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่จากการวิจัย คิดค้น

ถึงกระนั้น ปัญหาหนักอกสำหรับนักประดิษฐ์ไทยและเป็นปัญหาสากลคือ แหล่งเงินทุนสนับสนุนงานวิจัย หลายกรณีนักประดิษฐ์ได้พัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบแล้ว แต่ไม่สามารถหาแหล่งทุนเพื่อผลิตในเชิงการค้าได้

น้ำเลี้ยงของนักประดิษฐ์

ธานี ทรัพย์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ประเสริฐผลไม้ไทย จำกัด เจ้าของผลงาน ชุดอุปกรณ์เปิดผลมะพร้าวอ่อนที่ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีเยี่ยม ประจำปี 2543 กล่าวว่า ปัญหาหลักของนักวิจัยในการต่อยอดงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์คือ เงินทุนในการพัฒนาสินค้าและขยายตลาด

"ชุดอุปกรณ์เปิดผลมะพร้าวอ่อน ก่อนหน้าที่จะได้รับรางวัลนั้น ได้ทำออกจำหน่ายในเชิงธุรกิจ แต่ก็มีปัญหาในการติดต่อกู้องค์กรทางการเงิน ซึ่งมองว่า สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เหล่านี้จะมีความเสี่ยงสูงเชิงการค้า เนื่องจากกว่าที่ลูกค้าจะซื้อไปทดลองใช้ ทดลองตลาดต้องใช้เวลานาน งานวิจัยชิ้นนี้จึงไม่ผ่านขั้นตอนการกู้ยืม" นายธานีกล่าวและเสริมว่า ปัญหาเช่นนี้คงเป็นเรื่องที่นักประดิษฐ์ทุกคนเผชิญ และเชื่อว่า เป็นสาเหตุที่นักประดิษฐ์หลายคนเลือกไม่ต่อยอดผลงานของตน และรับเงินเดือนต่อไป

นายธานีแนะว่า สิ่งที่จำเป็นคือ ควรมีองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งทุนสำหรับนักวิจัย นักประดิษฐ์ในการต่อยอดผลงานของตนในรูปของการกู้ยืม โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสม ไม่เข้มงวดในแง่ของรายได้มากนัก ซึ่งจะทำให้งานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ สามารถนำไปสร้างเป็นผลงานออกสู่ตลาดได้มากขึ้น

ด้าน ศ.ดร.อานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ในส่วนของสภาการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐก็เห็นความสำคัญของการสนับสนุนงานประดิษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชนทั่วไปก็ตาม โดยสนับสนุนทุนการวิจัยหรือประดิษฐ์จนกระทั่งสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเกิดการเจริญเติบโต

"โดยหน้าที่หลักของสภาวิจัยแห่งชาติคือ การวางแผนในด้านแนวทางการวิจัยเพื่อให้เกิดพลังปัญญาของนักประดิษฐ์ โดยเน้นว่านักประดิษฐ์ไทยทั้งหมดที่มีในหน่วยงานต่างๆ รวมถึงนักเรียนหรือประชาชนทั่วไป คือ พลังปัญญาของไทย และสามารถเนรมิตผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่เอื้อประโยชน์แก่สังคม เพื่อสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจชาติได้อย่างเข้มแข็งเช่นกัน" เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าว

ไม่นานมานี้ สภาการวิจัยแห่งชาติได้ปรับมาตรการสำหรับส่งเสริมงานประดิษฐ์คิดค้นให้คล่องตัวยิ่งขึ้น โดยเปิดกว้างสำหรับสิ่งประดิษฐ์ และไม่จำกัดเฉพาะว่าจะดำเนินการประดิษฐ์คิดค้นอยู่ในไทย ขอเพียงให้นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง สภาการวิจัยแห่งชาติก็พร้อมส่งเสริมเป็นเงินทุนผลิตตัวต้นแบบออกมา

ถึงแม้ว่าการตลาดสิ่งประดิษฐ์จะเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย และส่วนใหญ่จะประสบปัญหาในการติดต่อนักธุรกิจอุตสาหกรรมในด้านการนำสิ่งประดิษฐ์ไปผลิตเพื่อจำหน่าย แถมมีหน่วยงานที่รับจดทะเบียนคุ้มครองสิทธิทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาอยู่เพียงไม่กี่แห่ง สภาการวิจัยแห่งชาติจึงยังอำนวยความสะดวกให้แก่นักวิจัยด้วยการรับจดสิทธิบัตรเสียเองเพื่อให้นักประดิษฐ์ไม่เกิดความท้อแท้ หรือเดินไม่ถึงปลายทาง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2008, 09:11:53 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2007, 11:39:10 PM »

สถานีข่าว 8 บาท
 
16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 10:00:00
 
ในจังหวะการปรับตัวของสถานีโทรทัศน์ที่อยู่ในภาวการณ์แข่งขันเรื่องเรทติ้งกันอย่างดุเดือด บางช่องถึงขนาดประกาศตัวว่าเป็นสถานีข่าวเพื่อประชาชน แต่ความชัดเจนของสถานีข่าวจะมีน้ำหนักแค่ไหนในสังคมไทย

เขียนโดย ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

-1-

บางจังหวะของการแข่งขันทางธุรกิจ และการดำเนินชีวิตทุกวันนี้ เราไม่อาจปฏิเสธถึงความสำคัญในการรับรู้ข่าวสารได้ นับตั้งแต่ก้าวผ่านศักราชใหม่มา แต่ละสถานีมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบรายการเพื่อดึงเรทติ้ง และขยายฐานคนดูกลุ่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

เริ่มตั้งแต่การเปิดตัวอย่างเอิกเกริกของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ที่ชูคอนเซปต์ 'ครอบครัวข่าว' โดยมีสีสันตรงการดึงผู้ดำเนินรายการ อย่าง อินทิรา นาทองบ่อ, วสันต์ โพธิพิมพานนท์, ม.ล.ณัฏฐกร เทวกุล และอีกหลายๆ คนเข้ามาเสริมทัพพร้อมกับปรับราคาโฆษณาที่เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 75%

ขณะที่ช่องไอทีวี หันกลับมาคงความเป็นสถานีข่าว ด้วยการนำเสนอในประเด็นที่ลึก และมีความแตกต่าง ผ่านบุคลากรข่าวในสนามต่างจากรายการประเภทคุยข่าว หรือเล่าข่าว ที่เป็นรูปแบบฟังสบาย เช่นเดียวกับ เนชั่นทีวี ที่ได้มีโอกาสผลิตรายการข่าวร่วมกับช่อง 5 และช่อง 9 ปรับโฉมรายการวิเคราะห์ข่าว 3 รายการใหม่ 'สยามเช้านี้', 'ข่าวข้นคนข่าว' และ 'จุดชนวนความคิด' ด้านสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 รายการ 'จมูกมด' ยังคงเป็นรายการที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่างต่อเนื่อง

จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้บรรดาคนในวงการต่างคาดการณ์ว่า ปีนี้แนวโน้มรายการประเภทเล่าข่าว ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องเพราะผู้คนหันมาสนใจให้ความสำคัญกับข่าวสารมากขึ้น แต่ กิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการของไอทีวีกลับมองว่า ทั้งหมดไม่ได้มีความแปลกใหม่อะไร เป็นเพียงคลื่นระลอกหนึ่งเท่านั้น

"จริงๆ ที่เรารู้สึกว่ามันเป็นอย่างนั้น เพราะมีบางช่องที่เขาอิ่มตัวเรื่องละคร หรืออาจจะไม่ได้มีรายการข่าวจำนวนมาก มาเปิดช่องว่างทางหน้าจอเพื่อเสนอเป็นสล็อตของรายการข่าวมากขึ้น เราเลยรู้สึกว่าเหมือนกับสถานีเหล่านั้น หรือคนทั่วไปหันมาให้ความสำคัญกับข่าวมากขึ้น แต่ส่วนตัวผมยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนขนาดนั้นในแง่ของคนทั่วไป ถ้าเราทำโพลล์สำรวจหรือทำวิจัยอย่างแท้จริง แต่เนื่องจากสถานการณ์มันส่งตั้งแต่สึนามิมา มันมีข่าวใหญ่ๆ เกิดขึ้นค่อนข้างมาก รายการข่าวจึงอยู่ในความสนใจของคนมากโดยปริยาย"

เขาคิดว่าส่วนหนึ่งเพราะสถานีโทรทัศน์รายใหญ่อย่างช่อง 3 หรือช่อง 7 หันมาเปิดเนื้อหาทางนี้ จึงทำให้มีรายการมากขึ้น แต่โดยทั่วไปนั้น 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ต่างกับ 5 ปี ที่แล้ว เรทติ้งรายการข่าวโดยทั่วไปก็ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น และโอกาสจะชนะรายการพวกบันเทิงได้นั้น ก็ยังไม่ได้เป็นแนวโน้มที่ชัดเจนถาวร

-2-

จากรูปแบบของรายการข่าวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันตั้งแต่ลืมตาตื่นไปจนถึงหลับตานอน เราจะพบว่ารูปแบบและเรื่องราวของแต่ละค่ายที่งัดกลยุทธ์มานำเสนอนั้น มีรูปแบบที่คล้ายๆ กันไปหมด แต่ก็มีบางสถานีที่คอยปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อรักษาฐานคนดูเอาไว้อยู่

สำราญ ฉัตรโพธิ์ รองผู้จัดการฝ่ายข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เปิดเผยว่าการที่ทางช่องพยายามสร้างความแตกต่างในเรื่องของข่าวนั้น เพราะเป็นเนื้อหาที่คนดูเลือกได้

"ที่ผ่านมาคนดูจะเห็นเราในภาพลักษณ์ของเรื่องบันเทิง แต่ไม่มีเนื้อหาของข่าวเลย จึงเป็นโจทย์ที่ว่าจะทำอย่างไรในเนื้อหาที่เท่ากันแต่คนดูหันมาสนใจ ซึ่งแต่เดิมเราจะเห็นว่าการนำเสนอลักษณะของการอ่านข่าว ความใกล้ชิดระหว่างคนดูจะไม่เกิด จึงปรับมาเป็นการเล่าข่าวเพื่อให้เกิดความใกล้ชิด และเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย ครอบครัวข่าวจึงเกิดขึ้น"

องค์ประกอบต่อมาที่เขามอง คือตัวของพรีเซ็นเตอร์ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความนิยม การใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอยู่แล้วจึงน่าจะช่วยให้ระยะเวลาในการสร้างแบรนด์สั้นลง ลำดับต่อมาจึงเป็นเรื่องของมาร์เก็ตติ้ง เพราะการนำเสนอข่าวสามารถแตกประเด็นแยกย่อยลงไปได้อีก และทำให้มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนในการดู ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทางสถานีพยายามทำให้เกิดคอนเซปต์ของข่าวที่ชัดเจน

ส่วนลักษณะการนำเสนอนั้น สำราญบอกว่า เดิมทีวางการเล่าข่าวไว้เป็นลักษณะที่ได้ข้อมูลมากที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องนำมาจากหนังสือพิมพ์

"ข้อมูลเป็นข้อมูลละเอียด มันก็หนีไม่พ้นที่ต้องเอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน แต่ระยะหลัง การที่เอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับหนังสือพิมพ์เหมือนกันว่าเขาไปทำข่าวมากมาย แล้วเราก็หยิบขึ้นมาแค่อ่าน ซึ่งหนังสือพิมพ์อาจจะไม่แฮปปี้ เราก็เลยหยิบเอาเฉพาะหัวข้อข่าวมาไกด์ไลน์ว่าข่าวชิ้นนี้ หนังสือพิมพ์นี้ให้ความสำคัญ แต่เนื้อหาสาระของข่าวทั้งหมด ส่วนมากมาจากตะกร้าข่าวของเราเอง เพียงแต่ว่ามีรายการบางรายการที่เอาหนังสือพิมพ์มาอ่านอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพียงแต่เป็นหน้าในของหนังสือพิมพ์ มาทำเพื่อให้เห็นภาพ"

แต่ กิตติ ตั้งข้อสังเกตว่า "การเล่ามันมีแนวโน้มที่จะทำให้เรามีลักษณะการรายงานแบบอัตวิสัย (subjective) เพราะคุณก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เวลาเล่าเรื่องอาจจะทำให้คุณใส่ความเห็น ซึ่งจะไม่เป็นข้อเท็จจริงแท้ๆ ลงไป การเล่าข่าวมันก็มีข้อจำกัดอย่างนี้ โดยหลักโทรทัศน์จะเป็นอะไรที่นำเสนอด้วยภาพ เขาจะไม่เล่ากัน ไม่อย่างนั้นรายการซีเอ็นเอ็น บีบีซี หรืออะไรก็ต้องเล่ากันทั่วโลกแล้ว เว้นแต่มันจะมีกรณีบีบให้เกิดการเล่าข่าว คือเมื่อคุณไม่มีซอต ไม่มีการผลิตที่ดี ไม่มีโปรดักชั่น ไม่มีนักข่าวในสนาม คุณไปอ่านหนังสือพิมพ์มา คุณไปดูอินเทอร์เน็ตมา วิธีเดียวที่คุณจะพรีเซ้นท์ข่าวได้ก็คือการเล่าเท่านั้นมันไม่มีทางอื่น เพราะคุณไม่มีฟุตเทสภาพที่ดีพอ"

ในขณะที่ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ ผู้ดำเนินรายการ 'สยามเช้านี้' แสดงความเห็นถึงรายการเล่าข่าวผ่านหน้ากระดาษในเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 764 ว่า เป็นการอธิบายข่าวที่เกิดขึ้นให้เห็นกลไก และวิเคราะห์ไปข้างหน้าว่าจะเดินไปอย่างไรมากกว่าการนำข่าวขึ้นมาอ่าน

"จะไปเล่าข่าวของเมื่อวานนี้ ก็จะเป็นข่าวที่มีอยู่แล้วในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับตอนเช้า ซึ่งแฟนประจำของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับเขาก็อ่านเองได้อยู่แล้ว โดยที่เราไม่ต้องนั่งอ่านให้ฟังอีกรอบ มีคนเคยตั้งข้อสังเกตให้ฟังเหมือนกันว่า แทนที่เราจะทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนหนึ่งแขนงให้เป็นกลไกส่งเสริมกัน กลายเป็นว่าโยนภาระสื่อมวลชนไปให้สิ่งพิมพ์ทั้งหมด"

เธอรู้สึกว่า โดยธรรมชาติ สื่อวิทยุและโทรทัศน์เป็นสื่อที่เร็วกว่าหนังสือพิมพ์หลายเท่า แต่ถ้าไม่ใช้ธรรมชาตินั้น แทนที่สิ่งพิมพ์จะพึ่งพาทีวีให้ช่วยตามข่าวให้เดินเร็วขึ้น จากการสัมภาษณ์แหล่งข่าวสดๆ ใหม่ๆ หรือเปิดประเด็นวิเคราะห์เรื่องเพื่อเดินหน้ารับช่วงต่อกันไป ก็กลายเป็นว่าทีวีหันกลับไปพึ่งสิ่งพิมพ์อยู่ฝ่ายเดียว

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2008, 09:13:58 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2007, 11:39:50 PM »

-3-

จากลักษณะดังกล่าวหลายๆ คนอาจมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่าหนังสือพิมพ์ในจอทีวีถือเป็นการก้าวถอยหลังของทีวีเมืองไทยหรือไม่ สำราญ คิดว่ายังไม่ถึงขนาดนั้น การที่มีหนังสือพิมพ์อยู่บนหน้าจอโทรทัศน์เหมือนเป็นการช่วยในเรื่องข้อมูลเบื้องต้นมากกว่าซึ่งจำเป็นต้องมี

"ผมคิดว่าหนังสือพิมพ์มีความจำเป็นในการนำเสนอผ่านสื่อโทรทัศน์บางครั้ง ผมเคยไปยุโรป ไปอเมริกา ที่นั่นตอนเช้าก็มีรายงานสดจากตรงโน้น รายงานสดจากตรงนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาปรากฏว่าเอาหนังสือพิมพ์มาอ่านเหมือนเราเลย นี่คือวิวัฒนาการของการนำเสนอข่าว มันไปได้หมด ข้อมูลข่าวสาร จากนั้นมันก็มีเรื่องของเราต้องให้เกียรติกับหนังสือพิมพ์มากขึ้น ก็ต้องเอ่ยชื่อฉบับเขา แต่ก่อนไม่ได้บอกว่าเอามาจากไหนก็ต้องบอก ที่บอกว่าการหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านมีความจำเป็นนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง บางเรื่องไว้เป็นฐานข้อมูล บางแหล่งในเวบไซต์ก็เอามาเพราะข้อมูลข่าวสารเป็นข้อมูลที่ต้องบริหารข้อมูลมากขึ้น"

แต่ กิตติ สิงหาปัด กลับมองว่า แบบนั้นไม่ถือว่าเป็นก็ให้ความสำคัญอย่างแท้จริง "ผมคิดว่า คุณจะมาอ่านหนังสือพิมพ์ให้คนอื่นฟังทำไม เพราะหนังสือพิมพ์ชาวบ้านก็อ่าน วิธีการถ้าคุณจะนำเสนอข่าวจากหนังสือพิมพ์ ก็เป็นเพียงแต่สำรวจบางประเด็น ซึ่งเราต้องการเปรียบเทียบว่าแต่ละฉบับมีการวางประเด็นต่างกันยังไง คุณต้องมีข่าวของคุณเอง คนอ่านเขาก็ต้องอ่านหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว คนที่ทำรายการต้องรู้ว่าข่าวในหนังสือพิมพ์น่ะมันเป็นข่าวที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวาน หนังสือพิมพ์ถึงมาตีพิมพ์ แต่เราเป็นทีวี คุณเรียลไทม์ คุณทำไมเอาข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน 9 โมง มานั่งอ่านเช้าอีกวันหนึ่ง 7 - 8 โมง คุณเป็นทีวี คุณก็มีเหมือนกันก็ต้องไปหาเรื่องคืบหน้ากว่านั้นเอาภาพอย่างอื่นที่เป็นภาพเคลื่อนไหวไม่ใช่ภาพนิ่งๆ ของหนังสือพิมพ์ มันฆ่าวิชาชีพตัวเองไงถ้าทำแบบนั้น มันเป็นวิธีที่ง่ายแต่ทำให้วงการไม่พัฒนา"

สุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการเครือเนชั่นฯ ได้เขียนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับรายการข่าวทุกวันนี้ผ่านคอลัมน์ 'กาแฟดำ' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 ว่า น่าจะหมดเวลาสำหรับการที่คน 'เล่าข่าว' หรือ 'อ่านข่าวคนอื่น'" เพราะแนวทางการ 'ขโมยข่าวจากหนังสือพิมพ์มาอ่านทางอากาศ' โดยที่ตนไม่ได้ลงทุนสร้างคน สร้างโอกาสและสร้างมาตรฐานของข่าวของสถานีทีวีและวิทยุบางแห่งนั้น เป็นวิธีการของ 'นายทุน' ผู้เอาเปรียบผู้บริโภค โดยอ้างความเป็นสื่อสารมวลชน

"สถานีทีวีและวิทยุของไทยส่วนใหญ่ไม่เคยลงทุนในการทำข่าวอย่างจริงจัง ไม่เคยให้ความสำคัญกับทีมข่าว และที่สำคัญเจ้าของสถานีเหล่านี้ไม่เคยต่อสู้ปกป้องเสรีภาพของคนทำข่าวของตัวเอง ซึ่งหากเราจะปฏิรูปสื่อกันอย่างจริงจัง นี่คือการหมดยุคสมัยของสื่อทีวี และวิทยุที่จะเปลี่ยนสีไปตามจังหวะการเมือง...และหากินกับการเอาข่าวสารบ้านเมืองไปต้มยำทำแกงกับข่าวสาระให้กลายเป็นเรื่อง 'สินค้าโชห่วยพะยี่ห้อแบรนด์เนม' อย่างที่เห็น"

-4-

การทวงถามถึงความหมายที่แท้จริงของสื่อมวลชนโดยเฉพาะในแขนงของวิทยุโทรทัศน์ซึ่งน่าจะมีศักยภาพทำชิ้นงานได้ดีกว่าที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้อย่างที่ตัว กิตติ เองรู้สึกว่า ฝ่ายข่าวโทรทัศน์แม้จะไม่ใช่ฝ่ายหลักในสถานีแต่ก็สามารถสร้างเกียรติยศให้กับสถานีได้ ซึ่งถ้าเข้าใจตรงนี้ก็จะเปลี่ยนมุมมองและหันมาให้ความสำคัญกับฝ่ายข่าวกับการพัฒนามากขึ้น

"องค์กรนั้นๆ ก็ต้องถามตัวเองว่าอยากจะสร้างมาตรฐานให้กับองค์กรตัวเองหรือเปล่า มีความทะนงตน เรียกตัวเองได้ว่าเป็นนักข่าวโทรทัศน์จริงๆ หรือเปล่า มันต้องถามถึงความมุ่งมั่นของคนข่าวในองค์กรแต่ละองค์กร แต่บางครั้งเราก็พูดได้ในบางส่วนเพราะมันทำไม่ได้ทั้งหมด เพราะบางอย่างมันอยู่นอกเหนือองค์กรข่าวขึ้นไป ซึ่งก็หมายถึงตัวผู้บริหารด้วยว่าคุณจะต้องทำอย่างนี้เพื่อสู้กัน ในระยะยาวมันจะต้องไปแบบนี้อย่าไปดูวูบวาบชั่วครั้งชั่วคราว แล้วถ้ามีคนใดคนหนึ่งขยับ อีกคนหนึ่งขยับตาม มันก็จะเป็นการยกระดับ แต่ถ้าไม่มีใครขยับมันก็จะเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ยอมรับกัน

เมื่อมองข้ามไปยังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนดูในสายตาของนักวิชาการอย่าง ดร. พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์ ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ลักษณะรายการที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นคนดูจะได้ประโยชน์แค่เรื่องของความสะดวกในการรับรู้ข่าวสารเบื้องต้น ซึ่งอาจจะเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ไม่ค่อยมีเวลา จึงมีทางออกง่ายๆ ด้วยวิธีนี้ซึ่งมันอาจจะก่อให้เกิดรูปแบบของการบริโภคที่ฉาบฉวย ไม่สามารถรับอะไรที่เป็นเรื่องจริงจังได้ ซึ่งในขณะนี้มันอาจจะยังไม่ก่อให้เกิดให้เห็นภาพชัดเจนแต่ในระยะยาวจะเกิดผลกระทบอย่างแน่นอน

ความเคลื่อนไหวหลังการเปลี่ยนแปลงนั้น สำราญ ฉัตรโพธิ์ อธิบายว่า ในตอนนี้ที่ช่อง 3 ช่วงเช้าแทบจะไม่เอาข่าวหนังสือพิมพ์ขึ้นมาแล้ว เว้นแต่ตอนกลางคืนที่มีเฉพาะไกด์ไลน์ แต่ช่วงเช้าขึ้นมาแทบจะไม่เอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน ส่วนเที่ยง-เย็นไม่มีเลย แต่ข่าวหน้าในเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงจะหยิบมาคุยบ้าง ประกอบกับข่าวบ้างเท่านั้น

"ที่เราทำตรงนี้ ก็คือแบรนด์คำว่า ครอบครัวข่าว มันมีความสำคัญมากกว่า สถานีข่าว คือความใกล้ชิดกับคนดู เด็กๆ หันมาสนใจข่าวมากขึ้น ถึงแม้วิธีการนำเสนอของเราจะแตกต่างจากหลักวิชาการ การนำเอาวาไรตี้เข้ามาในการนำเสนอข่าวก็ตาม แต่สังคมได้ตื่นตัวในเรื่องของข่าวสาร ความเป็นครอบครัวข่าวมีมากกว่า"

แม้เราจะพอมองเห็นทิศทางการคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น แต่ยังมีคำถามต่อไปสำหรับคนทำสื่อทีวี ที่กิตติทิ้งเอาไว้ว่า ณ ตอนนี้ คนทำสื่อเองมีความต้องการที่จะพัฒนาข่าวโทรทัศน์ขนาดไหน

 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2008, 09:14:41 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2007, 11:52:20 PM »

                                                                                                                                   

 
We or Me


19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 10:52:00
 
ในโลกของทุนนิยม เกือบทุกคนคิดถึงแต่ตัวเอง แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีการพูดถึงภาพของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ชอบช่วยเหลือคนอื่น หรือทำกิจกรรมเพื่อสังคม จนถูกเรียกว่า We generation ผ่านหน้านิตยสารหัวบิ๊กฉบับหนึ่งที่ตกเป็นข่าวเรื่องล็อบบี้ยิสต์เรื่องปก จึงน่าสงสัยว่าเรื่องดีๆ อย่างนี้ จะมีอยู่จริงๆหรือไม่

เขียนโดย ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หลังจากภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 43 ของไทย ขึ้นไปหราอยู่บนหน้าปกนิตยสารไทม์ เอเชีย จนทำให้ประเด็นซื้อพื้นที่สื่อ หรือ ล็อบบี้ยิสต์ ถูกยกเป็น 'ไฟลต์บังคับ' ที่รัฐบาลต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหา และพร้อมกับย้อนตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือและข้อมูลที่ซื้อได้

ก่อนหน้านี้สัก 1-2 เดือน ประเด็นที่นิตยสารหัวเดียวกันนี้ ยกขึ้นมาเป็นปก คือ The 'We' generation พร้อมหัวต่อที่ว่า "Ready to lend a Hand" ซึ่งหมายความว่า คนรุ่นใหม่ในซีกโลกตะวันออก กำลังหันมาสนใจทำในสิ่งที่ต่างออกไป ไม่ใช่ง่วนอยู่กับการทำงานหาเงินอย่างเดียว

และสิ่งที่ต่างออกไป ถูกสื่อออกมาด้วยคำว่า We และ Lend a Hand นั่นหมายถึง การคิดถึงคนอื่น และยื่นมือเข้าช่วยคนเหล่านั้น

บังเอิญว่าต้นปีที่ผ่านมา ฮิตาชิ (Hitachi) จัดกิจกรรมที่ค่อนข้างไปด้วยกันได้กับประเด็นที่ว่า ภายใต้โครงการ Hitachi Toung Leader Intiative ครั้งที่ 8 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นการรวบรวมเยาวชนระดับอุดมศึกษาที่จัดว่าเป็นตัวแทนผู้นำรุ่นใหม่ของแต่ละประเทศโซนเอเชีย มาร่วมเวิร์คชอปและทำกิจกรรมในธีมแห่งการผลักดันเอเชียให้ก้าวไปข้างหน้า ด้วยการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจและหันหลังกลับไปแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

แม้จะเป็นการรวมกลุ่มเล็กๆ ของคนรุ่นใหม่เพียง 28 ชีวิต แต่อย่างน้อย เสียงของหญิงสาว-ชายหนุ่มเหล่านี้ก็เป็น 'ของจริง' จึงน่าสนใจว่าในประเด็นเดียวกัน พวกเขาจะคิดต่างหรือเหมือนกับที่ไทม์ยกขึ้นมาลีดหรือไม่

และน่าจะได้รู้กันว่า เจเนอเรชั่น We ที่ถูกพูดถึงเป็นเรื่องลอยๆ หรือปรากฏการณ์จริงที่นำข่าวดีมาแจ้งบอกกัน

เริ่มต้นที่ Me

ภายใต้อุณหภูมิหนาวเหน็บที่เกาะกินไปทั่วกรุงฮานอย แต่หนุ่มสาวหลากเชื้อชาติที่ได้รับการคัดเลือกมาร่วมลับคมประสบการณ์กับฮิตาชิ ล้วนอยู่ในอาการ 'เครื่องร้อน' ตลอดเวลา พร้อมตะลุยกับเวิร์คชอป 5 วัน 5 คืนเต็ม กับหัวข้อการพูดคุยที่หนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็น "การพัฒนาด้านเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดียจะนำสิ่งใดมาสู่เอเชียบ้าง" และ "การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของภูมิภาค"

ความคิด การชี้ให้เห็นปัญหา ตลอดจนการปฏิบัติเพื่อแก้ไขในทั้ง 2 หัวข้อถูกนำเสนออย่างมีระบบและน่าสนใจ ผ่านการผสานมุมมองจากหลายประเทศ หลากปัญหาเข้าไว้ด้วยกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนต่างพูดและแสดงความเห็นในฐานะ เสียงธรรมดา (Common Voice) เสียงหนึ่งหากแต่เป็นสุ้มเสียงที่มีความรับผิดชอบในสังคมที่ใช้ชีวิตอยู่ (Responsible Player)

โดนัลด์ เกวย์ (Donald K.Ngwe) นักศึกษาปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ จาก Unversity of the Philippines (UP) พูดถึงบทบาท Responsible player ในมุมมองที่สะท้อนมาจากสถานการณ์ในประเทศของเขาว่า คนที่มีสำนึกรับผิดชอบนั้น ต้องแบ่งให้ชัดเจนระหว่างประเทศในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา

"ประเทศที่พัฒนาแล้ว ผมมองว่า Responsible Player ต้องตระหนักให้ดีก่อนว่าจะต้องไม่ไปทำอะไรให้กระทบหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา และในฐานะที่เป็นผู้นำของโลก ควรทำตัวเป็นผู้นำ รักษาความเป็นประชาธิปไตย และเข้าไปมีบทบาทมากในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ"

ในส่วนของประเทศกำลังพัฒนา เกวย์ เสนอว่า ก็ควรจะสนใจและตั้งใจกับการพัฒนาตัวเอง และใช้ทุกอย่างอย่างมีค่ามากที่สุด ที่สำคัญต้องไม่ไปล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลของใคร

"ทุกภาคส่วนต้องโตไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่แค่ก้าวกระโดดแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง" คำพูดเอาจริงเอาจังของหนุ่มตากาล็อก

ด้านหนุ่มไทย 'อ๋อง' อภิเชตน์ เกียรติวรคุณ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สนใจงานสายการเงินมากเป็นพิเศษ ดังนั้น Responsible Player ในแบบเขาจึงออกมาอย่างนี้

"ผมมองว่า ทุกอย่างต้องมีการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมสนใจอยากเข้าไปทำอะไรที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของตัวเงิน และถ้าผมได้เข้าไปจริงๆ ก็อยากจะทำให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ถูกต้องตามหลักการ ผมว่ามันก็เข้าข่ายความรับผิดชอบนะครับ"

สาวอินโดนีเซีย โลลิต้า มูเรนา (Lolita Moorena) ซีเนียร์จากคณะวิศวอุตสาหกรรม Bandung Institue of Technology ก็แบ่ง Responsible Player เอาไว้ 2 ระดับด้วยกัน อันดับแรก คือ คนที่พูดหรือให้คำมั่นสัญญาอะไรไป ก็ต้องทำไปตามนั้น ไม่กลับลำ อันดับต่อมา คือ คนที่ตระหนักและเข้าใจในสภาพชุมชนที่อยู่รวมทั้งคิดต่อไปอีกว่าจะทำอะไรให้สังคมตรงนั้นดีขึ้น

เมื่อบทผู้รับผิดชอบถูก 3 ตัวแทนคนรุ่นใหม่ตีโจทย์ให้ออกมาต่างๆ นานา ก็ถึงเวลาสำหรับคำถามที่ว่า We generation มีอยู่จริงหรือไม่?

ต้องเท้าความกลับไปยังบทความชื่อเดียวกันของนิตยสารไทม์ ที่ยกกรณี มหกรรมความช่วยเหลือในอาเจะห์ ที่ได้ต้อนรับอาสาสมัครอินโดนีเซียเลือดใหม่ที่ต่างมุ่งหน้าเข้ามาเยียวยาชาวบ้านผู้เคราะห์ร้ายเรือนแสน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเคลื่อนย้ายซากบ้านปรักหักพัง กระทั่งค้นหาศพที่ส่งกลิ่นเน่าอยู่ใต้กองหินกองปูน

"เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากๆ เราไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่าพวกเขาจะมากันเยอะขนาดนี้" ฮาสบาลลา เอม ซาส กรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนของอินโดนีเซีย เผยความรู้สึก

กรณีเดียวกัน ยังรวมไปถึงการเข้ามาอย่างทะลักทลายของอาสาสมัครในดินแดนที่โดนคลื่นยักษ์สึนามิถาโถม ซึ่งเข้ามาช่วยผ่อนแรงเจ้าหน้าที่และทหารได้เป็นอย่างมาก

ว่ากันว่า การเสียสละของอาสาสมัครเหล่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นพลังขับเคลื่อนของเอเชียเลือดใหม่ ที่ส่วนใหญ่ถูกจัดหมวดให้อยู่ในกลุ่ม 'เบบี้บูม' เกิดมาไม่ทันเห็นความเลวร้ายและยากลำบากจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้บุคลิกแทบจะถอดพิมพ์นิยมเดียวกันมา ประมาณว่า ใช้ชีวิตไปตามเงินที่หาได้ หรือไม่ก็คิดถึงตัวเองเป็นอันดับแรก ยกตัวอย่างวัยรุ่นแดนปลาดิบที่ชอบออกไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียว เพราะคิดว่าตัวเองโตพอแล้ว หรือหนุ่มสาวสิงคโปร์ที่มีความคิดไม่อยากมีลูกมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งหลายทั้งมวลเหล่านี้ ฟ้องถึงความเป็น Me Generation ที่หล่อหลอมให้คนเติบโต คิด และมองโลกด้วยวิธีคล้ายๆ กัน คือ คิดถึงแต่ตัวเอง ปวารณาตัวให้เป็นคนของ 'สุขนิยม' แฮปปี้ไปกับการใช้เงิน ในโลกที่อืดเฟ้อไปด้วยทุนนิยม

ท่ามกลางกระแสเช่นนี้ แต่ก็พบว่ามี 'ขั้วตรงข้าม' พากันเกิดขึ้นอย่างมากมายทั้ง องค์กรทางศาสนา เอ็นจีโอ หรือแนวความคิดเรื่องชาตินิยม ฯลฯ ยกตัวอย่าง ประเทศอินเดียที่ตอนนี้มีคนที่ทำงานกับองค์กรซึ่งไม่แสวงหาผลกำไรแล้วกว่า 2 ล้านคน ในจีนเองก็มีกลุ่มที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 2,000 กลุ่ม และ 73 เปอร์เซ็นต์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยท็อปทรีของอินโดนีเซีย บอกว่า "เราอยากทำงานกับเอ็นจีโอมากกว่ารัฐบาล"

จากอารมณ์ปัจเจกเปลี่ยนแปลงมาสู่การคิดเพื่อส่วนรวมเช่นนี้ ไทม์จึงเรียกมันว่า We Generation

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2008, 09:15:54 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2007, 11:54:06 PM »


แล้ว We มีจริงไหม?

แล้วเมื่อหันกลับมาตั้งคำถามด้วยหัวข้อเดียวกัน (โดยไม่มีเวลาให้เตรียมตัว) กับนักศึกษานานาชาติที่มารวมตัวกันเฉพาะกิจ ณ กรุงฮานอย จึงได้คำตอบที่ทั้ง สด จริง และบอกอะไรได้มากมาย

เริ่มที่ ตัวแทนจากเวียดนาม พาม ที ทู ฮอง (Pham Thi Thu Hang) นักศึกษาหน้าใสจาก Foreign Trade University สาขาเศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ ที่แสดงความเห็นว่า We Gen. นั้นเป็นแค่ 'เทรนด์' อย่างหนึ่ง

"เพราะตอนนี้ใครๆ ต่างก็พูดถึงการรวมตัวเพื่อให้ตัวเองมีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะส่วนย่อยระดับสังคมหรือส่วนใหญ่ในระดับประเทศ เพราะทำเองโดดๆ คงไม่มีทางสำเร็จ และการพูดถึง We ก็เป็นเพียงการยกระดับให้เสียงธรรมดาๆ ดังขึ้นมาและมีคนหันมาฟังเท่านั้น" เมื่อหันกลับมามองประเทศตัวเองที่เพิ่งเปิดประเทศและทำการค้าเสรีในเวทีโลกเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เธอจึงเลือกเรียนด้านเศรษฐศาสตร์การค้า เพราะเห็นว่าต่อไปจะเป็นอาชีพที่มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

ในฐานะประเทศกำลังพัฒนา ฮองบอกว่า เวียดนามยังต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งเพื่อไต่ขึ้นมาให้ทันกับกระแสโลก

"ฉันคิดว่าไม่ใช่แค่ตัวเองเท่านั้นที่คิดอย่างนี้ คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ในเวียดนามก็น่าจะเป็นอย่างนี้เช่นกัน เพราะเราต่างก็เปิดกว้างต่อสื่อต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงเรื่องปัญหาประเทศ สถานการณ์โลก" ฮองกำลังจะบอกสิ่งที่เวียดนามรุ่นใหม่กำลังคิด

ส่วน 'โลลิต้า' นักศึกษาจากแดนอิเหนา ก็มองและคิดกับ We Gen. ในมุมที่ต่างออกไป โดยไม่คิดว่าเป็นเทรนด์และมีคนทำตามเยอะๆ

เธอบอกว่า เมื่อใครก็ตามมีโอกาสทำเงินได้มาก คิดได้มากกว่า หรือมีการแสดงมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ได้น่าสนใจ เขาก็ควรจะกระจายพรสวรรค์ตรงนี้ไปสู่ชุมชนและส่วนต่างๆ ของสังคม โดยเฉพาะคนที่โชคร้ายกว่า

"แต่ฉันรู้สึกว่า วัยรุ่นในอินโดนีเซียก็ยังไม่ค่อยสนใจ หรือรู้เรื่องราวในชุมชนที่ตัวเองอยู่น้อยมาก เขาจึงไม่เซ็นซิทีฟกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และไม่มีแรงจูงใจที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น กระทั่งช่วยเหลือคนอื่น"

และที่มาที่ไปของการเริ่มคิดถึงคนอื่น โลลิต้า เดาว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน น่าจะมาจากอิทธิพลทางศาสนาที่สอนให้ช่วยเหลือผู้อื่น แต่ในยุคปัจจุบัน อาจเป็นเพราะช่องว่างทางสังคมระหว่างคนรวย-คนจนเริ่มถ่างกว้างขึ้นทุกที จึงน่าจะต้องมีการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

"ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นเทรนด์นะ เพราะวัยรุ่นอินโดนีเซียเองก็รับสื่อต่างๆ เยอะทำให้ทัศนคติและวิธีคิดอื่นๆ เปลี่ยนไป แต่ไม่รวมถึงการหันมาใส่ใจสังคม เท่าที่เห็น คนรุ่นใหม่ยังคิดเรื่องนี้น้อยมาก ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบทั่วไป คิดแค่ว่าฉันจะทำงานอะไร หาเงินได้อย่างไร และมีความสุขในชีวิตได้อย่างไร"

จึงนำมาซึ่งความคิดอีกชุดหนึ่ง ที่พยายามบอกว่า จริงๆ แล้ว การพูดถึง We ก็คือการทำเพื่อตัวเองอย่างหนึ่ง คล้ายๆ กับการเติมให้ชีวิต 'เต็ม' มากขึ้น

ชาลับ ซาไฮ ชายหนุ่มวัย 30 ปีจากมุมไบ เมืองที่กำลังเติบโตสุดๆ ของอินเดีย ก็ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์รวมทั้งตั้งข้อสังเกตกับเรื่องนี้เอาไว้ว่า เมื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้น ร่ำรวยขึ้น ผ่านประสบการณ์มากขึ้น มีหลายคนก็จะเริ่มพูดกับตัวเองว่า "ควรจะทำอะไรมากกว่านี้ (มั้ย)" ด้วยเหตุนี้เขาและเพื่อนจึงตั้ง I Volunteers กลุ่มอาสาสมัครโดยไม่หวังผลกำไรขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้รวบรวมสมาชิกได้กว่า 9,000 คน จาก 4 เมืองใหญ่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 25-35 ปีที่ประสบความสำเร็จด้านไอทีและการเงิน ให้เข้าไปช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาแก่เด็กกำพร้า สอนหนังสือเด็กๆ ในสลัม ค่ายอพยพ กระทั่งกลุ่มผู้สูงอายุ

หรืออีกกลุ่มหนึ่งในเมืองเดียวกัน Mumbai Operation ที่เกิดจากการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ที่ฉลาดและได้รับเงินเดือนสูงๆ

"พวกเราพบปะ พูดคุย ระดมสมองเพื่อช่วยแก้ปัญหา เราพบว่าความรู้สึกดีๆ ตรงนี้มันมีมากขึ้น" คำพูดของ มิสชา แบตส์ หัวหน้ากลุ่มดังกล่าว

โดนัลด์ เกวย์ นักศึกษาหนุ่มคนเดิมจากฟิลิปปินส์ ก็คิดว่าก่อนการเป็น We Gen.ได้นั้น ต้องมีความพร้อมทั้งด้านทรัพย์สินและความสำเร็จ จึงเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างจำกัดเอามากๆ

"เด็กส่วนใหญ่ในประเทศผม ค่อนข้างยากจน ดังนั้นอันดับแรกที่เขาต้องทำคือ เลี้ยงดูและช่วยเหลือครอบครัว ผมจึงคิดว่าเด็กฐานะดีต่างหากที่สามารถคิดจะช่วยเหลือคนอื่นได้" อย่างไรก็ตามเกวย์คิดว่า ทั้งสองกลุ่มจำเป็นต้องเดินไปด้วยกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ตัวเขาเองก็เคยมีโอกาสไปสอนหนังสือในโรงเรียนรัฐบาล และโรงเรียนยากจนรอบๆ ชุมชน

แล้วมันเติมเต็มข้างในให้บ้างหรือเปล่า? เราถาม

"แน่นอนครับ การช่วยคนอื่นย่อมทำให้ตัวเองรู้สึกดี แต่จริงๆ แล้ว ผลที่ไปถึงเด็กๆ ด้านการพัฒนาทางการศึกษากลับมีน้อยมาก หากประโยชน์ที่เขาจะได้รับจริงๆ คือทำให้เขารู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง ทำให้พวกเขาอยากจะพัฒนาตัวเอง ผมว่านี่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมขับเคลื่อนไปได้"

คงไม่ผิดถ้าใครจะมองเรื่องราวเหล่านี้เป็นเปลือกนอก หรือ ความสุขที่ผลิตมาจากข้างใน และคงไม่อาจตัดสินได้ว่า เรื่องของ We มีจริงหรือไม่ เพราะจุดที่สำคัญกว่านั้นคือ การรู้จักคิดถึงเรื่องที่ไกลออกไปจากตัวเอง ผ่านบางถ้อยคำ บางประโยคที่ปะปนอยู่ในความเห็น ความรู้สึก ของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ ที่ล็อบบี้ยิสต์คนไหนๆ ก็ซื้อไม่ได้

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2008, 09:16:56 PM โดย ป้าสุ » บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2007, 02:07:13 PM »

จตุคามรามเทพ เส้นแบ่ง 'บารมี-ฟีเวอร์'
 
21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 10:00:00
 
 
พรุ่งนี้เป็นวันพระราชทานเพลิงศพ ขุนพันธรักษ์ราชเดช ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ตลอดงานพระอภิธรรมศพพิธีศพของขุนพันธ์ จะถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะบุคคลที่เป็นตำนานของนครศรีธรรมราช มีผู้คนเรือนแสนที่นับหน้าถือตาไปร่วมงาน

เขียนโดย จิราภรณ์ เจริญเดช

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ข่าวว่าบุตรชายของท่านขุนคนสุดท้าย ณสรรค์ - ฉันทิพย์ พันธรักษ์ราชเดช จะแจกวัตถุมงคลแก่ผู้ร่วมพิธี นี่แหละที่ทำให้เมืองนครคึกคัก เส้นทาง ยวดยานพาหนะ ที่พักแรม โรงแรม ถูกจองล่วงหน้าเต็มหมด

ใครไปเยือนเมืองนครยามนี้ จะได้ยินชาวเมืองยอมรับว่า เศรษฐกิจในเมืองนครดีขึ้นผิดหูผิดตา ตั้งแต่ ชื่อ ‘จตุคามรามเทพ’ กลายเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ  

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นขนาดแทบลอยด์ นครโพสต์ ฉบับ 1-15 กุมภาพันธ์ 2550 เกาะติดสถานการณ์ จตุคามรามเทพฉบับนี้ซึ่งหน้าปกมีภาพวัตถุมงคล เครื่องประดับ มวลสารรัตนชาติ พาดหัวหน้าปก เก็บภาษีจตุคามรามเทพ ขณะเดียวกันในหน้ากลางก็มีรายงานภาพและเรื่องพิธีเททองรุ่นทวีโภคทรัพย์และภายในฉบับมีบทสัมภาษณ์ พระราชธรรมมุนี ที่ปรึกษาเจ้าภาพงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช

แม้ว่าระยะ 5 ปีมานี้ มีการสร้างวัตถุมงคลมาแล้วไม่ต่ำกว่า 250 รุ่น ทำให้นายทุนหลายกลุ่มทำรายได้อย่างงดงามจากการสร้างจตุคามรามเทพ ซึ่งต้นทุนมีราคาแค่ 4-5 บาท และราคาจองอยู่ที่ 9-299 บาท เป็นส่วนใหญ่หรือหากเป็นชุด ก็จะอยู่ระหว่าง 399-999 บาท แต่ไม่มีการเสียภาษีให้รัฐเลย ในขณะที่เป้าหมายภาษีอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท

พอถึงปลายปี 2549 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจองเช่าพระ กลายเป็นอาชีพเสริมทำรายได้ให้มากกว่าคนที่มีอาชีพหลักจำนวนมาก

สำหรับปี 2550 สรรพากรจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งเป้าไว้ที่ 1,800 ล้านบาท แต่ในขณะที่รัฐอยากได้เงินจากการทำธุรกิจจองพระ เช่าพระเป็นเรื่องอยู่ในระบบกฎหมายภาษี คนส่วนใหญ่ก็มองว่าเรื่องการเก็บภาษีจากรายได้ของการจองวัตถุมงคลเป็นเรื่องจัดการได้ยาก

บอกบุญหรือโฆษณา

ปีกว่าๆ มานี้ คนเมืองนครคุ้นชินหูกับเสียงรถสองแถวแห่ป้ายผ้าโฆษณาวันละหลายรอบ ประกาศข่าว บอกเล่า เชิญชวน เหมือนรถหนังเร่ขายยาแล่นไปมาบนถนนวันละหลายครั้ง ถ้อยคำคล้ายๆ ทำนองนี้

วันที่ 29 เมษายน 2550 ท้าวจตุคามรามเทพ รุ่น บูรณะเจดีย์ราย 50 จัดสร้างโดย วัดพระธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช เพื่อสร้างอาคาร พระราชธรรมสุธี วิทยาเขตศรีธรรมโศกราช วัดพระธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช กำหนดเททองนำฤกษ์ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 13.39 - 16.29 น. พุทธาภิเษกและเทวาภิเษก 29 เมษายน เวลา 13.39 - 16.29 น. ณ วัดพระธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช

หลายรุ่นลงประกาศโฆษณาผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก บางฉบับ เช่น

"ขอเชิญพ่อแม่พี่น้อง จองวัตถุมงคล รุ่น จตุคามรามเทพ รุ่น 12 นักษัตร สร้างตำนาน 19 พิธีมหามงคล ใน 19 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผสานพลังพุทธาจักร พลังอาณาจักร และพลังดาราจักร ยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์ การสร้างองค์จตุคามรามเทพ ที่แห่งพิธีกรและมวลสารศักดิ์สิทธิ์จากเมือง 12 นักษัตร ในยุคเกรียงไกรของเมืองนครศรีธรรมราช ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของราชวงศ์พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช พุทธศตวรรษที่ 18"

เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ฟังดูขรึมขลัง ต้องมีประกาศสถานที่ที่จะทำพิธีกรรม

"พิธีบวงสรวง ณ เมืองนครศรีธรรมราช พิธีเททองหล่อนำฤกษ์และกดพิมพ์นำฤกษ์ พิธีมหามงคลจักรวาล อัญเชิญเทพยดาแห่งท้องสมุทรและเทพยดาแห่งท้องฟ้า พิธีมหาพุทธาภิเษกและเทวาภิเษก โดยกำหนดวันจอง 1 ธันวาคม 2549 และกำหนัดวันนัดรับพระวันที่ 29 มีนาคม 2549 โดยมีฝ่ายประชาสัมพันธ์ คือ มูลนิธิพัฒนาเยาวชนคนหนุ่มสาว"

เห็นได้ว่า มิเพียงแต่หรือผู้สูงอายุเท่านั้นที่หันมานิยมในวัตถุมงคล แม้แต่คนหนุ่มสาวและลูกเด็กเล็กแดงก็รู้จักองค์จตุคามรามเทพ

และเพื่อจะทำโฆษณาอย่างไรให้คนเชื่อ ชวนจอง ก็ต้องมีถ้อยคำบอก รูปแบบเหรียญ ด้านหน้าด้านหลัง ของทุกเนื้อ ทุกแบบ และตอกโค้ด

ทำไมจึง ‘ทุกวัด’

การสร้างพระ หรือวัตถุมงคลไม่ใช่กิจหลักของสงฆ์ แต่พระสงฆ์ผู้ทรงศีลและมีอภิญญาขั้นสูงมักเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการสร้างพระโดยเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมีฆราวาสไปขอให้ร่วมในพิธีปลุกเสก ซึ่งคนธรรมดาไม่อาจทำได้

ก่อนจะมีการทำพิธีเททองปฐมฤกษ์ สร้างองค์จตุคามรามเทพ รุ่น จอมจักรพรรดิ และพิธีพุทธาภิเษก ในวันที่ 11 มีนาคม ที่จะถึงนี้ พระปลัดเกษม เขมจิตโต รองเจ้าอาวาสวัดเขาชะเมา ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เล่าว่าท่านสร้างวัตถุมงคลของวัดเขาชะเมามาตั้งแต่ปี 2528 เพราะต้องการทำเมรุเผาศพไร้ควัน เนื่องจากวัดเขาชะเมาเป็นที่เผาศพนักโทษประหาร ซึ่งมาจากเรือนจำ ในยุคที่เรือนจำยังอยู่ที่ประตูหน้าเมือง โดยมีนายทุนเป็นผู้ออกเงิน เกี่ยวข้องหลายคน พระที่สร้างรุ่นนั้นคือพระสิหิงค์ เนื่องจากพระสิหิงค์เป็นพระคู่เมืองนครมานาน พระสิหิงค์เป็นศิลปะขนมต้ม เป็นสกุลช่างนคร โดยพระเจ้ากรุงลงกานำมาถวายเข้าเมืองนครในยุคโบราณ สร้างพระให้คนเช่าเสร็จได้เงินมาสร้างเมรุราคา 4 ล้านบาทเรียบร้อยสวยงาม

หรือการเปิดจอง พระพุทธสิหิงค์ ท้าวจตุคามรามเทพ พระปิดตาพังพกาฬ รุ่นประทานพร ของวัดเทพกุญชรในตำบลช้างกลาง ก็เพื่อสร้างศาลาพ่อท่านคล้าย พระเกจิดังอีกรูปหนึ่งที่ได้ชื่อว่าท่านมีวาจาสิทธิ์ ก็จะทำพิธีพุทธาภิเษกวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้

วัดแต่ละวัดมักมีวัตถุประสงค์ในการสร้างวัตถุมงคลในแนวทางเช่นนี้ ไม่สร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มองในแง่โลกทุนนิยมกล่าวได้ว่า เพราะวัดต้องพัฒนาและหารายได้จากความนิยมให้มีผู้คนมาร่วมสังฆกรรม หาเงินบริจาคเพื่อทำนุบำรุงทั้งวัดและสงฆ์

การสร้างพระจึงมีวัตถุประสงค์เหมือนเป็นการประกันยอดขายกับการสั่งจอง และมีชาวบ้านผู้จองเป็นผู้ถือหุ้น กระบวนการผลิตตั้งแต่หาวัด หาสถานที่ขลังๆ หาพระเกจิที่แก่กล้าวิชาความรู้และพุทธาคม มาร่วมพิธีกรรม เป็นหน้าที่ของนายทุน ซึ่งปัจจัยตัวนี้คือ คนที่มีรายได้จากการเช่าพระอย่างไม่มีใครคำนวณได้แน่นอน รู้แต่ว่าเป็นมูลค่าเงินจำนวนหลายพันล้าน ถึงตอนท้าย ไม่มีใครกล้าพูดอย่างเต็มปากว่า ตนออกเงินสร้างเพราะศรัทธาแก่กล้าในสัญลักษณ์ที่เป็นพุทธบูชา

นี่น่าเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลเกิดแนวคิด "เก็บภาษีจตุคามรามเทพเข้ารัฐ"

จึงอาจสรุปไม่ได้ว่าคนโหนเทวดาหรือเทวดาโหนคน ระหว่าง 'ขุนพันธ์' นายตำรวจมือปราบกับท้าวจตุคามรามเทพซึ่งเป็นเทวดา เพราะที่มาของเหรียญจตุคามรามเทพ เริ่มดังมาจากรุ่น หลักเมือง ปี 2530 โดยขุนพันธ์เป็นผู้สร้างรุ่นแรก

อย่างไรใช่ 'ของแท้'

จตุคามรามเทพฟีเวอร์ เกิดขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ภายหลังการเสียชีวิตของพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ซึ่งไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนเมืองนคร เพราะรู้จัก ‘พระเครื่อง’ ตระกูลนี้มาก่อนหน้านั้น แต่เซียนและผู้อยู่ในวงการ ยอมรับว่า กระแสความนิยมที่ไหลลามไปทั่วทุกภาคแล้วในขณะนี้เป็นความดังที่คาดไม่ถึงกันเลยในวงการวัตถุมงคลตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ภายหลังมรณกรรมของขุนพันธ์ ทำให้วัตถุมงคลชื่อนี้มีนักล่า เซียนพระ ตั้งแต่มืออาชีพและมือสมัครเล่น

ปัจจัยที่ร่วมกันก่อนามจตุคามรามเทพให้กระฉ่อนประเทศไทย น่าจะเกี่ยวกับการให้ความสำคัญของพิธีกรรม พระสงฆ์ระดับ เกจิอาจารย์ มาทำพิธี พุทธา-เทวาภิเษก รมวลสารที่ใช้สร้างวัตถุมงคลแต่ละชนิด มีความเกี่ยวข้องกับสถานที่ได้มาและสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีกรรม ทั้งนี้และทั้งนั้น วัตถุมงคลที่แท้ เชื่อกันว่า ต้องผ่านการปลุกเสกโดยพระสงฆ์ผู้เจริญธรรมและมีอภิญญาขั้นสูง ส่วนวัตถุมงคลที่ไม่ได้ผ่านพิธีกรรมการปลุกเสกถือว่าจะไม่มีคุณค่าใดๆ

สำหรับคนปักษ์ใต้ผู้เติบโตในจังหวัดนครศรีธรรมราช อย่าง ปรีชา สุขสงวน ครูวัย 50 ปีเศษ ผู้อำนวยการโรงเรียนร่อนพิบูลย์เกียรติวสุนทราภิวัฒน์ ซึ่งสนใจเรื่องศิลปวัฒนธรรม ให้คำอธิบายว่า การจัดสร้างวัตถุมงคล ที่ว่าจะมีคุณค่าควรแก่การบูชาหรือไม่นั้น สำคัญที่สุดคือการหามวลสารและพิธีกรรม ส่วนวัตถุประสงค์และการตั้งชื่อจะช่วยทำให้เกิดแรงจูงใจให้ผู้คนตระหนักในเป้าหมายของการสร้างวัตถุมงคลนั้นๆ ส่วนการออกแบบ บล็อกพิมพ์และการพิมพ์เป็นสิ่งสำคัญลำดับต่อมา

"ของแท้ต้องมีคุณค่าทางพุทธาคม ไม่ใช่แค่เพียงเอาแบบพิมพ์ของต้นแบบแล้วไปปั๊มกันเอง" ครูปรีชาย้ำ

 
 
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2007, 02:08:59 PM »



 
ผู้สร้าง ผู้สะสม

ต่างทิศทาง จุดหมายเดียว


คนที่มีสถานภาพอยู่ในระดับหนึ่ง หรือมีฐานะทางเศรษฐกิจดีในระดับหนึ่ง จำนวนไม่น้อยที่ให้ความสนใจการสะสมพระและวัตถุมงคล จนถึงขั้นหลงใหล อย่าง ตี๋ หูฉลาม ซึ่งทำมาหากินในย่านเยาวราชและเป็นที่รู้จัก เห็นว่าแม้แต่ชาวจีนในเยาวราชนิยมจตุคามรามเทพกันมาก เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา เขาพกเงินสด 150,000 บาทไปจองรุ่นดังอีกรุ่นที่ พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานสร้าง เพื่อหาเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์เยาวชน โรงเรียนมังคะทวีศิลป์ และวัดศิลาชลเขต อำเภอสิชล รุ่นนี้คือพระพุทธสิหิงค์ จตุคามรามเทพ รุ่นทวีโภคทรัพย์ ซึ่งทำพิธีบวงสรวงไปแล้วเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2549 ณ วิหารพระทรงม้า ภายในวัดพระมหาธาตุ และจะทำพิธีมหาพุทธาภิเษก เทวาภิเษก ในวันที่ 11 มีนาคม 2550 นี้

ตี๋ หูฉลาม เป็นคนมีฐานะคนดังที่ถือสิทธิการจองรุ่นดังๆ ไว้มากที่สุด เขายอมรับว่าเขาสะสมองค์จตุคามรามเทพ และจะพยายามหาให้ได้มากที่สุด

สำหรับนักการเมืองลูกหลานเมืองนครแท้ๆ อย่างนักการเมือง วิทยา แก้วภารดัย ซึ่งเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการสร้างรุ่น 108 ปี เบญจมฯ 20 ปี ย้อนยุคหลักเมือง

ไปนครยามนี้ ไม่ว่าใครจะเคยบูชาหรือแขวนพระห้อยคอรุ่นไหนมาก่อน ตอนนี้แลไปทางไหน จะเห็นผู้คนหลากหลาย ห้อยกรอบทองคำ หรือทองชุบ หรือไม่ก็เป็นกรอบสเตนเลส ห้อยสายสร้อยคอลูกปัดหรือนิลร้อยเม็ดเขื่องๆ พวกเขาภูมิใจอวดองค์พ่อจตุคามรามเทพ

แม้แต่ผู้หญิง อย่าง อุบล ชีพขาว วัย 50 ปีเศษ แม่ค้าขายเสื้อผ้ามือสองในตลาดนัดวันอาทิตย์ คูขวาง กับสามีซึ่งเป็นคนเมืองคอนแท้ๆ ก็ห้อยคอองค์จตุคามรามเทพ คนละรุ่น เป็นแบบกลมรุ่นไหลมา กับ แบบสี่เหลี่ยมรุ่นแสตมป์

เธอบอกว่า "ที่ป้านับถือเพราะท่านช่วยเจิมชีวิต ให้ทำมาค้าขึ้น ขออะไรท่านก็ให้เราตามขอ ชีวิตป้าดีขึ้นเพราะมีศรัทธาในพ่อจตุคามรามเทพ"

ร้านขายเสื้อผ้ามือสองของเธอมีลูกค้าเดินแวะเวียนเข้าออกไม่ขาด ลูกค้าเองก็บอกว่าเหตุผลที่ชอบซื้อร้านป้าบล "เพราะแม่ค้าอัธยาศัยดีและไม่เค็ม"

ความนิยมยังแผ่ไปถึงคนบ้านอื่นเมืองอื่น ประสบการณ์ของ ภูเบศร์ มงคลไชย วัย 49 ปี ผู้อำนวยการ สถานีวิทยุชุมชนคลื่นคนรักชาติ ในเขตบางกะปิ กรุงเทพฯ เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อน เขาเปิดร้านขายอาหารริมถนน แถวรามอินทรา กม.8 มีพ่อครัวเป็นคนนคร มีองค์จตุคามรามเทพรุ่นสุริยันจันทราอยู่กับตัว แต่เจ้าตัวไม่เคยเชื่อถืออะไรมาก่อน จนผู้อำนวยการแนะนำให้ลองขอพรในวันเปิดร้าน โดยอธิษฐานขอให้มีลูกค้าเดินมาเข้าร้าน เพียง 10 นาทีต่อมา ก็มีลูกค้าเดินเข้ามานั่งในร้านจนรับมือไม่ไหว จนถึงเรื่องการเปิดคลื่นวิทยุและหาชื่อ ที่ถูกใจไม่ได้

"ด้วยความสำนึกว่า ท้าวจตุคามรามเทพมีชื่อเสียงของผู้รักชาติบ้านเมือง ผมจึงขอตั้งชื่อว่า 'คลื่นคนรักชาติ' ขอพรให้กิจการบริหารสถานีวิทยุรุ่งเรือง ซึ่งผมก็เชื่อว่า ท่านศักดิ์สิทธิ์ เพราะขออะไรเป็นร้อยครั้ง ก็ได้ทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องขอให้ช่วยบันดาลฝนฟ้าไม่ให้ตกในที่ที่จัดงาน"

พระธรรมปิฎก เคยเทศนาเรื่องวัตถุมงคล ปรากฏในหนังสือ ‘สถานการณ์พระพุทธศาสนา พระแสไสยศาสตร์’ ไว้ตอนหนึ่งว่า

"หลวงพ่อวัดบ้านกร่าง เป็นพระที่เคยมีชื่อเรื่องของขลังนั้น ในชีวิตประจำวันท่านไม่เคยพูดเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือของขลัง เลย ท่านสอนแต่ธรรมะ....พระสมัยก่อนสอนเรื่องของขลัง วัตถุมงคล มีไว้เพื่อปิดช่องความหวั่นใจ เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ มีจุดอ่อนเรื่องความไม่มั่นใจในการดำเนินชีวิต สมัยก่อนวัตถุมงคลหายาก จะได้แต่ละทีแสนยาก ครูอาจารย์ต้องเห็นว่า เราต้องประพฤติดีสมควรจะได้รับ พร้อมกับพ่วงคุณค่าอย่างสูงทางจิตใจไว้ด้วย"

ร้อยรุ่นพันแบบ ล้วนแผ่บารมี ‘จตุคาม รามเทพ’

ถึงวันนี้ คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่เข้าใจว่า ทำไมชื่อจตุคามรามเทพ จึงโด่งดังสะท้านเมืองเช่นนี้

มีอะไรดี ดีจริงหรือ ทำไมถึงมีคนเห่อกัน เช่าในราคาแพงๆ บางรุ่น เซียนคุยโม้ว่า ตนเช่ามาในราคาเรือนแสน และปล่อยไปได้เป็นเรือนล้าน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นมายาภาพแห่งวงการนักเล่นพระสร้างราคาและปั่นราคากันเอง

แต่คนที่เคยมีจตุคามรามเทพมานานหลายปีแล้ว บอกว่าที่นับถือเพราะเชื่อว่า องค์ท้าวจตุคาม-รามเทพ เป็นเทวดาผู้ช่วยรักษาเมืองนครให้พ้นภัย

นัยยะอีกอย่าง ความโด่งดังของเทวดาคู่นี้ คงเป็นเพราะคนใต้บางส่วนกำลังเผชิญหน้ากับการก่อการร้ายเพื่อแบ่งแยกดินแดน โดยอ้างพระเจ้าคนละองค์เป็นสรณะ ซึ่งเมื่อคนนครสามารถสร้างกำลังใจให้พวกเขาเพื่อเป็นแนวต้านภัยคุกคามได้ ก็เหมือนติดอาวุธประจำตัวให้ เข้มแข็งและกล้าหาญ จิตใจที่เข้มแข็งคืออาวุธชั้นเยี่ยมและเป็นยาวิเศษ

เอกวิทย์ ยอดระบำ อดีตปลัด อบจ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการนักแสวงหาจตุคามรามเทพ อย่างไม่ได้ตั้งใจ เป็นเพราะคุ้นเคยเข้าออกรับใช้ ‘ขุนพันธ์’ มาตั้งแต่เด็ก จึงมีความเลื่อมใสศรัทธาในคุณงามความดีและความเป็นคนพิเศษของขุนพันธ์ สิ่งที่เรียนรู้จากท่านขุนพันธ์ ทำให้เวลานี้เขาได้กลายเป็นผู้อยู่ในฝ่ายงานประกอบพิธีกรรมพุทธาภิเษก-เทวาภิเษกสำคัญๆ หลายครั้ง

ในฐานะที่อยู่ ‘วงใน’ เอกวิทย์ปรารภอย่างหนักใจกับกระแสจตุคามรามเทพฟีเวอร์ว่า ตามบัญญัติสงฆ์ พระสงฆ์จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำวัตถุมงคลไม่ได้ ต้องมีฆราวาสเข้าไปร่วม ในกรณีนี้ เนื่องจากฐานะขององค์จตุคามรามเทพเป็นเทวดา มีฐานะเหนือกว่ามนุษย์ แต่ต่ำกว่าพระสงฆ์ จึงต้องให้ฆราวาสจัดทำ เอกวิทย์อธิบายว่า รุ่นดังที่สุดอย่างหลักเมือง ปี 2530 นี้ ที่ดังมาก และเช่ากันในราคาเป็นแสนๆ นั้น เป็นเพราะยุคก่อน สร้างจำนวนไม่มาก เมื่อคนอยากได้ของที่มีไม่กี่ชิ้น กลไกการตลาดก็ทำงานของมันเอง เอกวิทย์ยกตัวอย่างว่า ในเวลา 17 ปี รุ่นบูชา 7 เศียรที่เขาเคยมี เช่ามาราคา 3,900 บาท ทุกวันนี้ไปอยู่ที่ 1.2 ล้านบาท

สำหรับการตั้งชื่อรุ่นต่างๆ เป็นเรื่องของการออกแบบสร้างเพื่อความเป็นมงคลแก่ชีวิต น่าสนใจเหตุผลของการตั้งชื่อ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อเรียกง่ายๆ ตั้งแต่รุ่นแรกๆ เช่น หลักเมือง จอมจักรพรรดิ เทวราชันย์ สุริยะ จันทรา ประทานพร ทวีโภคทรัพย์ จนมาถึงอริยทรัพย์ ไหว้ครู 50 ซึ่งกำลังเปิดจองอีกรุ่น ของวัดถ้ำพระพุทธโกษศีย์ ตำบลในเตา อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ก็เพื่อหาทุนสร้างอุโบสถที่ยังค้าง โดยสร้างพระศรีวิชัยสุดยอดแห่งอักขระ สุริยัน จันทรา ที่ได้จากพระผงเนื้อดินเผา

เขาวิเคราะห์สถานการณ์ 'จตุคามรามเทพฟีเวอร์' ว่า

"ในฐานะลูกหลานเมืองคอน ผมย่อมดีใจกับความมีชื่อเสียงขององค์จตุคามรามเทพ และไปจากเมืองนคร แต่ในเดือนเมษายนนี้ จะมีองค์จตุคามรามเทพรุ่นต่างๆ ออกพร้อมกัน 25 สำนัก คิดดูแล้วน่ากลัว ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น นายทุนทั้งหลายจะเจออะไร"

ล้อมกรอบ 1

ความเป็นมาองค์พ่อจตุคามรามเทพ

จริงๆ แล้ว ‘องค์พ่อจตุคามรามเทพ’ คือ เทวดารักษาพระบรมธาตุ มีชื่อสลักฐานองค์ด้านซ้ายว่า ‘ขัตตุคาม’ และองค์ทางขวาชื่อ ‘รามเทพ’ สถิตอยู่ที่บานประตูทางขึ้นพระบรมธาตุ

ในปี พ.ศ. 2530 เมื่อมีการตั้งดวงเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นใหม่ และสร้างศาลหลักเมืองของจังหวัด จึงมีการทำพิธีอัญเชิญองค์องค์พ่อจตุคามรามเทพไปก่อนจะมาเป็นเทวดารักษาพระบรมธาตุนั้น องค์พ่อจตุคามรามเทพเป็นพระมหากษัตริย์ในสมัยศรีวิชัย ซึ่งมีชื่อเป็นทางการว่า พระเจ้าจันทรภาณุ และในอีกชาติภพหนึ่ง องค์พ่อจตุคามรามเทพเป็นกษัตริย์ที่มีนามว่า พญาศรีธรรมโศกราช การที่องค์พ่อจตุคามรามเทพถูกขนานนามว่า ราชันดำแห่งทะเลใต้ เพราะอาณาจักรศรีวิชัยอยู่ติดทะเลชวา และพระวรกายของพระองค์มีสีเข้ม นอกจากจะเป็นกษัตริย์แล้ว ในอีกชาติภพหนึ่งขององค์พ่อจตุคามรามเทพ ยังเป็นนักรบที่แกร่งกล้าสามารถ รบไม่เคยแพ้ผู้ใดนามว่า พังพกาฬ องค์พ่อจตุคามรามเทพทรงบำเพ็ญตน สร้างบารมี เป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่มวลมนุษย์ สุริยัน จันทรา นั้นเป็นตัวแทนขององค์พ่อจตุคามรามเทพ ส่วนดวงตราพญาราหู ดวงตราสองแผ่นดินศรีวิชัย สุวรรณภูมิ และ 12 นักษัตร เป็นรูปแบบของดวงตราอันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของจตุคามศาสตร์ ซึ่งทรงฤทธานุภาพในทุกๆ ด้าน

ล้อมกรอบ 2

ทำไมต้อง ‘หลักเมือง’ และ ‘วัดพระธาตุ’

ความเกี่ยวข้องของสถานที่ต่างๆ ในเมืองโบราณ ย่อมมีความหมาย ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชเป็นอาณาจักรเก่าแก่ เมื่อมีการสร้างวัตถุมงคลรุ่นต่างๆ ภายใต้ชื่อ จตุคามรามเทพ และกลายเป็นที่นิยมอย่างสูง ทำให้กระแสสร้างองค์จตุคามรามเทพเกิดขึ้นในแทบทุกวัด และวัดที่นิยมทำพิธีมหาพุทธา-เทวาภิเษก คือภายในวัดพระธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานองค์ท้าวจตุคามรามเทพผู้มีรูปปั้นหินสถิตอยู่เชิงบันไดสองข้าง ทางขึ้นไปยอดเจดีย์พระธาตุ

ตัวอย่างการจัดสร้าง จตุคามรามเทพ รุ่นพระผงราชันย์ดำ ซึ่งสร้างในนามของวัดใหญ่ชัยมงคล และประกาศวัตถุประสงค์เพื่อบริจาคเงินให้โรงเรียนในเขตเทศบาล 9 โรง ก็ใช้ทำพิธีพุทธาภิเษก เทวาภิเษก ส่วนมากใช้มณฑลพิธีศาลหลักเมือง ส่วนพิธีมหาพุทธา-เทวาภิเษก ก็มักเลือกทำภายในวัดพระธาตุวรมหาวิหาร

นอกจากนี้ปัจจัยมวลสารที่นำมาใช้ในการสร้างวัตถุมงคลก็เป็นเรื่องของการช่างเลือก ช่างสรรหา สิ่งที่ดีที่สุดในความเชื่อของผู้สร้าง เช่น มวลสารรัตนชาติ โลหะ เงิน ทอง ทองแดง หิน ดิน ทราย กระเบื้อง เมล็ดธัญพืช ซึ่งเรียกเนื้อต่างๆ เช่น เนื้อว่าน เนื้อโลหะ สำหรับแบบพิมพ์ต่างๆ เช่น เนื้อดำ เนื้อเทา เนื้อชมพู เนื้อขาว เนื้อเงิน เนื้อสนิมขาว เนื้อก้นครก และมีการออกแบบเนื้อและสีใหม่ๆ ออกมา เช่น รุ่นเจดีย์ราย ย้อนยุค ของวัดพระธาตุวรมหาวิหาร ที่เพิ่งปิดรับจองไปเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีสีสันเปลี่ยนจากเดิมหลากหลาย เช่น สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีน้ำตาล สีน้ำเงิน

ล้อมกรอบ 3

ตำนานพระธาตุและหลักเมืองนครศรีธรรมราช

พระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงศรีอยุธยาโปรดให้มีตรามาเกณฑ์ผู้คนสร้างเมืองนครศรีธรรมราชและพระธาตุจนสำเร็จเสร็จสิ้นในสมัยขุนอินทราเป็นเจ้าเมือง ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นพระศรีมหาราชา จนกระทั่งชาวเมืองนครศรีธรรมราชผู้หนึ่งสนใจศึกษาวิชาโหราศาสตร์ ได้ค้นคว้าพบดวงชะตาเมืองนครศรีธรรมราชเก่า จดบันทึกไว้ในสมุดข่อยในหอสมุดแห่งชาติ จึงนำมาตีพิมพ์เผยแพร่ว่า เมืองนครศรีธรรมราชเก่าสถาปนาขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี แรม 12 ค่ำ เดือน 3 ปี เถาะ จุลศักราช 649 ตรงกับ พ.ศ. 1830

เมื่อพลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช และ พลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ตรวจสอบรูปดวงชะตาเห็นว่ากรุงศรีธรรมโศกและดินแดนภาคใต้ถูกสาป จึงร่วมกันหาทางแก้ไข รายงานให้คณะกรรมการจัดสร้างสิ่งมีค่าทางประวัติศาสตร์เมืองนครศรีธรรมราชทราบ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าควรสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น เพื่อล้างมนตราอาถรรพณ์แห่งคำสาปใน พ.ศ. 2530

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2007, 06:59:17 PM »

มฤตยูโลกร้อน
 
22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 10:41:00

 
 
มหันตภัยยิ่งใหญ่ของโลกที่อาจล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ ไม่ใช่สึนามิ เฮอร์ริเคน ภูเขาไฟระเบิด หรือแผ่นดินไหว แต่เป็นมฤตยูร้ายที่แฝงเร้นมาในรูปของเชื้อโรคที่วิวัฒนาการไปพร้อมกับภาวะโลกร้อน การระบาดของโรคครั้งใหม่อาจสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจ และส่งผลให้ประชากรโลกล้มตายราวใบไม้ร่วง

เขียนโดย สิรินาฏ ศิริสุนทร

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : "นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกยืนยันหนักแน่นมากกว่าครั้งไหนๆ ว่า ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นเป็นเงื้อมมือของมนุษย์ ไม่ได้เป็นกลไกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ" ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวยืนยันหลังจากเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อไม่นานมานี้

จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังที่ค่อนข้างยาวและละเอียดยิบ ดร.อานนท์ กล่าวอธิบายให้เห็นชัดเจนว่า ระดับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องอย่างมีความหมายกับปัจจัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์มากกว่าผลที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ เช่น การระเบิดของภูเขาไฟ มุมเอียงของโลก จุดดับบนดวงอาทิตย์ รังสีจากนอกโลก  

ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์โลกเห็นพ้องตรงกันว่า อุณหภูมิในประเทศแถบยุโรปได้เพิ่มสูงขึ้นราว 0.8 องศาเซลเซียสในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ขณะที่คาดว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 3.5 องศาเซลเซียสภายในปี ค.ศ. 2100

จากการสำรวจล่าสุดยังพบระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น 1-2 มิลลิเมตรต่อปี อากาศที่ร้อนขึ้นเพียงแค่ 0.025 องศาเซลเซียส มีผลให้โมเลกุลของน้ำขยายตัวเพิ่มขึ้น

ตามหลักสมุทรศาสตร์ น้ำทะเลแบ่งออกเป็นชั้น โดยระดับน้ำอุ่นเป็นระดับน้ำที่ลึกจากผิวน้ำราว 200-300 เมตร และลึกลงไปจากระดับดังกล่าวเป็นชั้นน้ำเย็น และมันจะแยกกันชัดเจน ทว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นได้แผ่ความร้อนลงไปถึงระดับชั้นนำเย็นของมหาสมุทรแล้ว  
ศ.นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา
 

"นักวิทยาศาสตร์ศึกษาพบหลักฐานยืนยันว่า ความร้อนที่อยู่ในบรรยากาศสามารถแพร่ลงไปลึกเฉลี่ยทั้งโลกราว 700 เมตรแล้ว และบางจุดของมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือน้ำอุ่นแพร่ลงไปถึง 1,000 เมตรด้วย ผลกระทบที่เห็นชัดเจนคือการกัดเซาะชายฝั่งและเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว หากระดับน้ำยังอุ่นต่อเนื่องไปอีก 30-40 ปี โดยเฉพาะแถบมัลดีฟส์ ปากแม่น้ำบังกลาเทศ รวมทั้งไทย" ดร.อานนท์ กล่าว

โรคระบาด: หายนะจากโลกร้อน

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกไม่ได้ส่งผลเฉพาะความผันผวนทางด้านอากาศและระบบนิเวศเท่านั้น หากกระทบลึกลงไปถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรการเติบโตของเชื้อโรค ทั้งแบคทีเรียและไวรัส โดยเฉพาะไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ ไข้หวัดนก หรือแม้กระทั่งไข้หวัดใหญ่ ดังนั้นผลของโลกร้อนที่น่าเป็นห่วง คือ โรคอุบัติใหม่ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศ  
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
 

ศ.นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เล่าถึงความชาญฉลาดของเชื้อไวรัส ที่สามารถปรับตัวตามธรรมชาติได้ดีอย่างยิ่งว่า ลักษณะเฉพาะตัวของเชื้อไวรัสสามารถถ่ายทอดจากสัตว์สู่คน และสามารถหลบหลีกให้มีชีวิตอยู่ได้แม้ว่าจะอยู่ในภาวะที่แห้งแล้งก็ตาม เพราะว่าในช่วงที่แห้งแล้งไวรัสสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้จากสัตว์ที่นำโรคประเภทต่างๆ สัตว์บินได้ เช่น นกและค้างคาว และสัตว์บกก็มีตั้งแต่กระรอก กระแต สัตว์ที่ขุดรูอยู่ เช่น หนู เพื่อรอเวลาที่อากาศเหมาะสมก่อนที่จะออกมาแพร่กระจายได้ใหม่อีกครั้ง

"ไวรัสเขาสามารถรอได้ เพราะฉะนั้นจึงมีเชื้อไวรัสที่เรียกว่า สงบแต่ไม่หายขาด มีการซ่อนตัวอยู่ เวลาที่เอื้ออำนวยเขาจะโผล่ออกมาใหม่" ศ.นายแพทย์ธีระวัฒน์ กล่าว

ปกติแล้ว ธรรมชาติได้สร้างความสมดุลกำหนดระยะห่างระหว่างสัตว์เหล่านั้นไม่ให้ใกล้ชิดกับคน แต่เมื่อเกิดสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง อากาศที่แปรปรวน ฝนตก น้ำท่วม ส่งผลให้วัฏจักรตามธรรมชาติของเชื้อไวรัสเปลี่ยนแปลงไป  

"การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ร่นระยะห่างจากสัตว์เหล่านี้เข้ามาสู่คนได้ง่ายขึ้น การย่นระยะห่างของสัตว์ที่มีไวรัสซ่อนอยู่ถูกปรับเปลี่ยนด้วยมนุษย์ที่เข้าไปรุกล้ำเองด้วย" ศ.นายแพทย์ธีระวัฒน์ กล่าว

นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์โรคปฏิบัติการทางสมอง เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้เป็นหายนะที่มนุษย์ทำให้ธรรมชาติเสียหาย การรุกล้ำทำลายป่า การบุกรุกเข้าไปในพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัส ทำให้สัตว์เหล่านี้เข้ามาใกล้คนมากยิ่งขึ้น

"โดยธรรมชาติ ไวรัสที่ซ่อนอยู่ในสัตว์เหล่านี้ ไม่สามารถที่จะแพร่มาติดคนโดยตรง แต่จะแพร่ไปยังพาหะที่สามารถแพร่ติดต่อมาที่คนได้ สมมติว่ามาจากนก อาจจะต้องลงมาที่ยุง มาปล่อยที่หมูพร้อมแพร่เชื้อในกระแสเลือด เมื่อยุงกัดหมูมากัดคนซ้ำก็เกิดโรค ลักษณะวงจรแบบนี้เกิดจากมนุษย์เอาตัวไปใกล้ไวรัสเพิ่มมากขึ้น" ศ.นายแพทย์ธีระวัฒน์ กล่าว  

สิ่งที่น่ากลัว คือการปรับตัวของสัตว์นำโรคที่เพิ่มจำนวนขึ้นจากอุณหภูมิโลก อากาศที่ร้อนขึ้นส่งผลให้ยุงเพิ่มประชากรมากขึ้น และมีถิ่นที่อยู่อาศัยมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น ร้อนนี้อย่าแปลกใจหากพบยุงดูดเลือดเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นกองทัพยุง

"เมื่อธรรมชาติเสียสมดุล สัตว์ที่แพร่เชื้อก็เพิ่มมากขึ้น ยุงมีจำนวนมากขึ้น หมูก็มีมากขึ้น เมื่อยุงกัดหมูก็ไปเพาะไวรัสในหมู และนักวิทยาศาสตร์พบว่าเชื้อไวรัสในหมูส่งผลให้ระบบประสาทของยุงผิดปกติ และยุงจะวิ่งเข้าหาคนมากกว่าปกติ เพราะว่ายุงจะมีระบบประสาทที่มีตัวรับคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะฉะนั้นต่อไปยุงจะไม่กลัวคน แต่จะวิ่งเข้าไปกัดมากขึ้น" ศ.นายแพทย์ธีระวัฒน์ กล่าว

ปัญหาที่เกิดทั้งหมดทั้งปวงล้วนเกิดจากการเข้าไปปรับเปลี่ยนไปสร้างความไม่สมดุลระหว่างสัตว์ที่เป็นแหล่งซ่องสุมไวรัส และสัตว์เพาะโรค และตัวนำโรค ทำให้กลไกการทำงานทั้งหมดเปลี่ยนแปลงประสานงานกันมากขึ้นและเข้าใกล้คนมากขึ้น

"ถ้าสัตว์ทั้งสามชนิดสามารถประสานงานกันมากขึ้น จะลงไปสู่คนได้ง่ายขึ้น คนจะเป็นโรคมากขึ้น ที่สำคัญคือเมื่อไวรัสพัฒนาการมากขึ้น เมื่อติดคนที่ถือเป็นอันดับสุดท้าย ซึ่งเมื่อติดคนแล้วถ้าไม่หายก็คือ ตาย และปกติคนจะไม่มีศักยภาพในการแพร่โรคให้กับคนอื่นต่อไป แต่ขณะนี้พบไวรัสหลายตัวเริ่มปรับให้คนเป็นแหล่งเพาะโรค เช่นเดียวกับหมู เมื่อยุงมากัดคนก็สามารถแพร่เชื้อได้เมื่อไปกัดคนอื่นต่อไปอีก" ศ.นายแพทย์ธีระวัฒน์ กล่าว


 
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #13 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2007, 06:59:58 PM »

มฤตยู "รีเทิร์น"

เมื่อกลไกของการแพร่เชื้อถูกเปลี่ยนไปจากอาการที่เรียกว่า ธรรมชาติเสียสมดุล สิ่งที่ตามมาคือ การพัฒนาของเชื้อโรคที่ต้องจับตามอง ผศ.ดร.กำพล รุจิวิชชญ์ อาจารย์คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เล่าถึงโครงการศึกษายีนก่อโรคและรูปแบบดีเอ็นเอของเชื้ออหิวาตกโรค (Vibrio cholerae O1, O139) สายพันธุ์ที่ทำให้ก่อโรคอหิวาตกโรคในคน ว่าเป็นผลที่เกิดจากภาวะโลกร้อน

ทีมวิจัยได้ลงไปศึกษาบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง มีระยะเวลาในการติดตามในช่วงปี 2548-2551 พบว่า อุบัติการณ์ของเชื้อโรคเปลี่ยนไปจากเดิมที่มักระบาดในช่วงหน้าร้อน เนื่องจากหน้าแล้งน้ำน้อยจะมีความเข้มข้นของสิ่งสกปรกเยอะและถ้าไม่สะอาดจะทำให้เชื้อก่อโรคได้ง่าย

"เบื้องต้นพบประเด็นที่น่าสนใจว่าแม้เชื้ออหิวาต์ในแม่น้ำทั้งในไทยและอินเดียไม่ใช่เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคได้ แต่พบว่าหากอุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นเพียง 0.5 องศาเซลเซียส อาจจะมีผลทำให้เชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ไม่ก่อโรค กลายพันธุ์เป็นเชื้อที่ก่อโรคได้" ผศ.ดร.กำพล กล่าว

ผศ.ดร.กำพล บอกว่าถ้าอุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้น มีผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำสูงขึ้น และเป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อไวรัสที่ทำให้อหิวาตกโรคระบาดได้ตลอดปีได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อความชัดเจนอาจจะต้องศึกษารายละเอียดมากขึ้น เพราะรายงานการวิจัยยังไม่มีความสมบูรณ์มากนัก โดยการศึกษาต้องตอบสมมติฐานเรื่องความสัมพันธ์ของภาวะโลกร้อนว่าจะส่งผลให้เกิดโรคอุบัติใหม่ในเมืองไทยหรือไม่ ปัจจุบัน การศึกษาเรื่องโรคอุบัติใหม่จากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศในเมืองไทยยังมีน้อยมาก

นอกจากนี้ คณะสหเวชศาสตร์ ยังให้ความสนใจเรื่องการระบาดของโรคไข้เลือดออกด้วย ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีคนเสียชีวิตและเป็นไข้เลือดออกมากขึ้น โดยเฉพาะในกทม. ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ยืนยันจากต่างประเทศ

ปัจจัยหนึ่งเกิดจากระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้วงจรการฟักตัวของไข่ยุงเร็วขึ้นจนประชากรยุงลายมีมาก และส่งผลให้การระบาดของไข้เลือดออกโดยเฉพาะในกทม. ซึ่งมีระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าพื้นที่อื่น

พันธุ์หมาบ้า

ขณะเดียวกัน ศ.นายแพทย์ธีระวัฒน์ ระบุว่า โรคพิษสุนัขบ้าที่เกิดขึ้นซ้ำซากกำลังจะกลับมาใหม่เพราะประชากรสุนัขงอกงามมากขึ้นอีก เดิมเชื่อกันว่า โรคพิษสุนัขบ้าจะแพร่เชื้อเฉพาะฤดูร้อนนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะเมื่อถึงฤดูติดสัดสุนัขจะกัดกันเองทำให้แพร่เชื้อไวรัส สุนัขบางตัวมีอาการ บางตัวไม่มีอาการ และระยะฟักตัวของเชื้อในสุนัขไม่เท่ากัน ดังนั้น สุนัขจึงเป็นตัวแพร่เชื้อได้โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นฤดูร้อนเท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบว่าค้างคาวไทยสามารถนำเชื้อพิษสุนัขบ้าสายพันธุ์ใหม่ได้เช่นกัน

"อัตราการเกิดโรคพิษสุนัขที่มีไวรัสในน้ำลายอยู่ที่ร้อยละ 50 เพราะฉะนั้นเมื่อรับเชื้อจะเกิดโรคได้ในระยะเวลาต่างๆ กัน เกิดขึ้นได้ทั้งปีไม่ใช่เฉพาะหน้าร้อน" ศ.นายแพทย์ธีระวัฒน์ กล่าว

นอกจากโรคพิษสุนัขบ้าที่มีแนวโน้มระบาดรอบใหม่แล้ว ยังมีโรคไข้สมองอักเสบที่พบอัตราการเจ็บป่วยปีละ 800-1,000 คน ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีผู้ป่วยมากกว่านี้ เนื่องจาก เฉพาะผู้ป่วยที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เองมีประมาณ 260 คน แต่ระบบการตรวจสอบข้อมูลที่เกิดโรคอาจจะไม่ดีนักทำให้รวบรวมตัวเลขผู้ติดเชื้อได้ไม่ดี

เมื่อแนวโน้มการเกิดโรคเพิ่มมากขึ้น ศ.นายแพทย์ธีระวัฒน์ ชี้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ การป้องกันโรค และต้องปิดช่องโหว่ทั้งหมดที่นำโรค "คนมีช่องทางรับเชื้อโรคได้หลายทาง ไม่ว่าจะทางปากจากการรับประทานอาหาร จมูกจากการหายใจ อวัยวะสืบพันธุ์ ผิวหนังที่มีแผลจากยุงกัด แมลงกัด เพราะฉะนั้น เมื่อพื้นฐานการป้องกัน คือหน้าที่ของทุกคน การรักษาสุขภาพไม่ใช่ของรัฐ ไม่ใช่หน้าที่กระทรวงสาธารณสุข แต่ทุกคนมีหน้าที่รักษาสุขภาพของตัวเอง"

"การรักษาสุขภาพของคนทั่วไปคือ การกินของสุก ประเทศไทยต้องกินของสด ผักสดต้องล้างสะอาด เปลี่ยนค่านิยม ต้องใช้ช้อนกลาง ป้องกันอย่าให้ยุงกัด เราจะมานั่งรอให้ กทม. หน่วยงานรัฐมาพ่นหมอกควัน เป็นวิธีการกำจัดยุงลายที่เป็นเพียงแค่มาตรการปลอบใจ เพราะว่ายุงลายอยู่ในบ้าน การพ่นหมอกควันไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ต้องกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงที่ขังน้ำสะอาดในบ้านต้องคว่ำให้หมด" ศ.นายแพทย์ธีระวัฒน์ กล่าว

ส่วนหน้าที่ของรัฐจะต้องสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เช่น การกำหนดมาตรฐานยากันยุง ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมทั้งทำแผนก้าวหน้าเชิงรุกซึ่งสำคัญที่สุดคือ การประสานงานระหว่างหน่วยงานนำข้อมูลมาแชร์กันเพื่อร่วมกันป้องกัน

 

บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #14 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2007, 08:43:41 PM »

วงการดนตรี 'ดิจิทัล' ฤาถึงยุคแห่งการล้างแค้น !
 
23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 10:00:00

 
 
เป็นที่รับรู้กันว่ายอดขายซีดีในอุตสาหกรรมดนตรีตกต่ำลง เพราะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาหาทางเลือกใหม่ นั่นคือการฟังฟรี แทนที่จะฟังแบบเสียเงิน บางคนวิเคราะห์ว่าเป็นผลจากกฎแห่งกรรมรายละเอียดเป็นเช่นใด

เขียนโดย อนันต์ ลือประดิษฐ์

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ควันหลงจากวงเสวนา 'นวัตกรรมการจัดการ กับงานทางลิขสิทธิ์' จัดโดยหลักสูตรการบริหารงานวัฒนธรรม วิทยาลัยนวัตกรรมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อหลายวันก่อน ที่มีบุคคลสำคัญในวงการเพลงมาร่วมกันแลกเปลี่ยนทัศนะหลากหลายมุมมอง ทั้งตัวแทนจากภาครัฐ ผู้บริหารค่ายเพลง ผู้ให้บริการสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไปจนถึงสื่อและตัวแทนผู้บริโภค พอจะสะท้อนข้อเท็จจริงหลายประการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดนตรีบ้านเราในวันนี้ ให้ได้รับรู้ว่าเรากำลังอยู่ตรงจุดไหนของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

เนื้อหาส่วนมากของการเสวนาในวันนั้น มุ่งประเด็นไปยังบทบาทของนวัตกรรมการจัดการ กับการจัดระเบียบหรือหาจุดลงตัวให้แก่อุตสาหกรรมดนตรีเสียใหม่ ในยุคสมัยที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ สื่อด้านดิจิทัล ซึ่งรวมถึง 'ดนตรี' ทรงพลานุภาพอย่างล้นเหลือ แต่ขณะเดียวกัน ความสะดวกง่ายดายในการเข้าถึงเสียงดนตรีก็ส่งผลร้ายไม่น้อย โดยเฉพาะการเบิร์นและการดาวน์โหลดอย่างแพร่หลาย ได้หวนกลับมาทำร้ายอุตสาหกรรมดนตรีเสียเอง จากการที่ผู้บริโภคทุกวันนี้เปลี่ยนพฤติกรรมจากการซื้อเทปซีดี มาเป็นการดาวน์โหลดเพลงฟังฟรีๆ

ทุกวันนี้ วงการเพลงจึงไม่ได้ต่อสู้กับเหล่ามาเฟียในธุรกิจนอกระบบ ที่อาศัยโรงงานปั๊มแผ่นซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ออกมาขายบนแผงเท่านั้น แต่เหนือไปกว่านั้น คือการต่อสู้กับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป หรือในอีกด้านหนึ่ง คือการต่อสู้กับวัฒนธรรมการฟังดนตรีในยุคดิจิทัลที่เลวร้ายลงเกินความคาดหมายนั่นเอง

-1-

ในมุมมองของภาครัฐ ยรรยง พวงราช รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเคยบุกเบิกงานด้านทรัพย์สินทางปัญญามาตั้งแต่ต้น เห็นว่าทุกวันนี้ ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองความคิดสร้างสรรค์ในระดับน่าพอใจ เพราะคุ้มครองทั้งในระดับราชอาณาจักรและนานาประเทศ มีสนธิสัญญาต่างๆ มากเพียงพอ เพียงแต่ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีต่างหาก ทำให้การดูแลและคุ้มครองเป็นไปได้ยาก

สอดคล้องกับความเห็นของ ยงศักดิ์ เอกปรัชญาสกุล กรรมการผู้จัดการ การขายและการตลาด ค่ายจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่มองว่าการละเมิดลิขสิทธิ์กระทำกันมานานแล้ว (เทปผีซีดีเถื่อนมีมานานแล้ว) แต่สาเหตุที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมในทุกวันนี้ เพราะมีการเปลี่ยนฟอร์แมตจาก 'อะนาล็อก' เป็น 'ดิจิทัล' ซึ่งทำให้ง่ายต่อการทำซ้ำ ทุกวันนี้ กระบวนการก๊อบปี้ไม่ต้องอาศัยการลงทุนในเครื่องจักรขนาดใหญ่เหมือนในอดีต แค่คอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวก็สามารถทำได้แล้ว

แนวทางใหม่ของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ในอนาคต จึงไม่เน้นไปที่ตัวซีดี (Physical Product) แต่จะมองหารายได้จากการจัดเก็บลิขสิทธิ์ การใช้งานดนตรีกรรม เช่น ธุรกิจคาราโอเกะที่มีโอกาสขยายตัวอีกมาก รวมไปจนถึงการบริหารจัดการศิลปิน (Artist Management) เป็นสำคัญ

ขณะที่ข้อมูลจาก นัดดา บุรณศิริ นายกสมาคม TECA ให้ภาพรวมเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างน่าสนใจยิ่ง เมื่อพบว่า พฤติกรรมการซื้อซีดีของคนฟังเพลงในปัจจุบัน มีแฟนเพลงขนานแท้ (loyalist) เพียง 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนอีก 31 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนฟังประเภทฉาบฉวย หรือซื้อเพราะถูกกระตุ้นจากสถานการณ์และอารมณ์ (impulse) ส่วนที่เหลือซึ่งเป็นกลุ้มก้อนใหญ่ถึง 63 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนฟังในกลุ่มที่ซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ (pirate)

นัดดา ยังได้ให้ข้อมูลใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์บรอดแบนด์ที่เพิ่มจำนวนขึ้น สื่อใหม่ๆ รวมถึงโปรแกรมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ตอบสนองชีวิตให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น เช่น การบันทึกเพื่อชมย้อนหลัง หรือโอกาสการได้ชมรายการทีวีจากเมืองไทย แม้เราจะอยู่อีกมุมหนึ่งของโลกก็ตาม

ในด้านยอดขายซีดีที่มีแนวโน้มลดลงนั้น นัดดา ให้ข้อมูลที่น่าสนใจจากสถิติยอดขายใน 3 ประเทศหลักว่า อาจไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดเสมอไป

"ผมว่า Physical (ตัวซีดี) มันคงไป ปีที่แล้ว อเมริกา ตลาดลดลง 3 เปอร์เซ็นต์ อังกฤษโตขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ ญี่ปุ่นโต 7 เปอร์เซ็นต์ บอกผมสิว่า ญี่ปุ่นล้าหลังมาก ไม่มีใครรู้จักดิจิทัล อเมริกาไม่มีอินเทอร์เน็ต ยอดขายซีดีเหล่านี้มาจาก Pure Fanbase และ loyalty (ฐานคนฟังที่มีความภักดีต่อศิลปินเป็นสำคัญ) ประเทศที่วัฒนธรรมเพลงเป็นมหรสพ ฟังสนุก ไม่มี loyalty ประเทศนั้น (ยอดขายซีดี) ลงเร็ว ประเทศไหนมีวัฒนธรรมการฟังเพลงที่ให้ความเคารพศิลปิน (ยอด) จะไม่ตก และยังจะรายได้เสริมที่ดิจิทัล (สื่อเพลงดิจิทัลรูปแบบอื่นๆ ) อีกต่างหาก จึงขอถามว่าสังคมเพลงในเมืองไทย เราจะสร้างแบบไหน"

ข้อมูลของนัดดา สอดรับกับมุมมองของ วรพจน์ นิ่มวิจิตร ผู้อำนวยการอาวุโสธุรกิจดิจิทัล ของ อาร์เอส โปรโมชั่น ที่กล่าวถึงแนวคิดของ 'ทริปเปิลเพลย์' หรือการผสมผสานระหว่างสื่อใหม่ 3 ประการ คือ อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และทีวี ซึ่งแม้จะมีด้านร้ายในตัวเอง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีปัจจัยบวกรอคอยอยู่ โดยเฉพาะสำหรับคนที่จะกระโดดเข้ามาสร้างสีสันในอุตสาหกรรมนี้

ขณะที่ สรรชัย เตียวประเสริฐกุล แห่ง เอไอเอส ในฐานะผู้ให้บริการดาวน์โหลดริงโทน และเพลงสู่โทรศัพท์มือถือ เป็นท่านหนึ่งในวงเสวนาที่ตอกย้ำว่า จะหารายได้จากนวัตกรรมการจัดการ และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไร ทำไมต้องตัดฟอร์แมตเสียง DRM (Digital Right Management) ออกไป เพื่อให้ผู้บริโภคใช้งานสะดวกขึ้น แม้คุณภาพเสียงจะแย่ลงก็ตาม

-2-

แม้เนื้อหาส่วนใหญ่ของการเสวนาจะเน้นหนักไปที่การหารายได้เพิ่มจากธุรกิจใหม่ในอุตสาหกรรมเพลง โดยอ้างอิงพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นสำคัญ แต่ประเด็นร้อนฉ่าในวันนั้น หนีไม่พ้นมุมมองของ ต่อพงษ์ เศวตามร์ นักวิจารณ์ดนตรีค่าย นสพ.ผู้จัดการ ซึ่งออกมาพูดในฐานะตัวแทนของผู้บริโภคเรื่องการซื้องานดนตรีลิขสิทธิ์

"การพูดถึงนวัตกรรมใหม่ ผมไม่เชื่อว่าจะทำให้คนกลับมาฟังเพลงลิขสิทธิ์ ไม่มีทาง และผมมั่นใจเหมือนอย่างที่ผมเขียนไว้เมื่อปี 2543 ว่า ภายในเวลา 8 ปี อุตสาหกรรมเพลงไทยจะเจ๊งแบบไม่มีวันเกิดขึ้นมาได้ แล้ววันนี้มันก็ใกล้เคียงแล้ว ... ผมไม่เชื่อว่านวัตกรรมใหม่จะทำให้คนหันมาฟังเพลงลิขสิทธิ์ เพราะมันเลยจุดตรงนั้นมาแล้ว มันเลยจุดที่คนจะให้อภัย ผมว่านี่คือยุคแห่งการล้างแค้น"

เหตุผลหลักของ ต่อพงษ์ คือ คนฟังเพลงเมืองไทยรู้สึกมาโดยตลอดว่า ได้ถูกข่มขืน ถูกทำให้ชาชิน หรือถูกทำให้เชื่อง โดยอุตสาหกรรมเพลงไทย ซึ่งร่วมมือกับสื่อหรือองค์กรของรัฐที่ถือคลื่นวิทยุโทรทัศน์ในการครอบงำผู้ฟัง หรือบังคับให้ฟังในเพลงที่ยัดเยียดมาเป็นเวลานาน จนกระทั่ง การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้น และกลายมาเป็นจุดหักเหของอุตสาหกรรมนี้

"สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมานาน ในระยะเวลาที่คนฟังไม่มีทางเลือก เขาก็ทนรอต่อไป แต่วันหนึ่งเมื่อเทคโนโลยีก้าวเข้ามา มันทำให้เขาเกิดความรู้สึกว่า โลกนี้เป็นของเขาแล้ว อินเทอร์เน็ตเข้ามา เขาสามารถดาวน์โหลดอะไรก็ได้แล้ว... หากเราสังเกตสักหน่อย เราจะพบว่าทุกครั้งที่ศิลปินหรืออุตสาหกรรมเพลง หรือหน่วยงานรัฐออกมารณรงค์เรียกร้อง จัดคอนเสิร์ตให้คนซื้อของลิขสิทธิ์ ทุกครั้งที่เสนออะไรแบบนี้ออกมา จะมีคนมาคอนเมนท์ (ผ่านเวบบอร์ด) ในอัตราที่สูงมากว่า กูไม่ซื้อ ฟังแต่ไม่ซื้อ เหตุเพราะเขาเชื่อมั่นว่าในอุตสาหกรรมดนตรี (บุคคล) ระดับที่ยกย่องกัน ทุกคนต่างก็ลอกเพลงต่างประเทศกันหมด โดยอาศัย inspiration บ้าง แรงบันดาลใจบ้าง อ้างว่ามันไม่ก๊อบปี้ เพราะถ้าก๊อบปี้ มันต้อง 7 ตัวโน้ต ปรากฏว่าที่ผ่านมา 6 ตัวโน้ตก็พอ ไม่ถือเป็นการก๊อบปี้ ... ทุกคนรู้สึกว่า เออ สะใจดี เราฟังเพลงแกรมมี่ อาร์เอส เราจ่ายไปเท่าไหร่วะ ถึงตอนนี้ ถึงเวลาที่อุตสาหกรรมจะต้องจ่ายคืนเราบ้าง เราจะฟังแต่ไม่ซื้อ นั่นคือความรู้สึกของผู้บริโภค"

นักวิจารณ์ดนตรียังมองด้วยว่า จนถึงเวลานี้ อุตสาหกรรมดนตรียังเหมือนมีอาการ 'เมาหมัด' อยู่ กล่าวคือขณะที่ทุกคนพยายามจะพัฒนาสิ่งต่างๆ เคยถามตัวเองหรือไม่ว่าจะส่งเสริมดนตรีที่ดีและน่าสนับสนุนได้อย่างไร เพราะทุกอย่างยังเป็นไปในลักษณะของการลอกเลียนแนวทาง เช่น ถ้ามีฮิพฮอพ ค่ายเพลงไทยก็ต้องมีบ้าง โดยลืมนึกไปว่าในยุคที่ที่โลกไร้พรมแดน ยังจะมีคนฟังงานก๊อบปี้อีกหรือ ในเมื่อคนฟังสามารถดาวน์โหลดสิ่งที่เป็นออริจินัลจริงๆ มาฟังได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินด้วยซ้ำ

"ผมอยากให้นึกถึงคำบาลีไว้คำหนึ่ง ที่ว่า 'ปฏิจสมุปบาท' เพราะมันมีเหตุมาก่อน มันจึงมาเป็นปัจจุบัน หรือวันนี้ ที่บอกว่าคนฟังเพลงวันนี้ เป็นคนฟังเพลงชั่วร้าย ไม่สนใจลิขสิทธิ์ ยินดีที่จะละเมิด และไม่กลัวข้อกฎหมาย ถามว่าเหตุที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้เป็นเพราะอะไร มันต้องกลับมาถามตัวเราเองเหมือนกัน ต้องถามกลับมาที่กระบวนการทางสังคมว่า กฎหมายเคยมีการบังคับใช้มั้ย เราพูดว่าทำไม สคบ.ไม่คุ้มครองค่ายเพลงในการทำเพลง ผมในฐานะตัวแทนผู้บริโภค ผมก็อยากจะถาม สคบ.ว่า ทำไม สคบ.ไม่คุ้มครองพวกเราที่ต้องจ่ายเงินซื้อเพลงห่วยๆ มาฟังบ้าง ... อุตสาหกรรมเพลงไม่ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ว่า 10 ปี 20 ปีที่ผ่านมา คุณใช่มั้ยที่ทำให้หูเราแย่ลง เพลงห่วยๆ ที่วิ่งเข้ามา คุณใช้พลังแห่งสื่อที่มีอยู่ พลังแห่งการโปรโมท เพื่อจะบอกว่านี่คือเพลงที่ดี คุณทำให้หูเราเสียไป (คุณทำให้) เราไม่มีวันที่จะไปฟังเพลงแนวอื่นได้ใช่มั้ย แต่ในเวลาเดียวกัน เรายินดีและชินที่จะฟังมัน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน แต่โดยที่เราไม่จ่าย มันเป็นของปลอม"

นั่นคือระเบิดลูกใหญ่ที่ ต่อพงษ์ โยนใส่วงเสวนาในวันนั้น


 
บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าสุ
Moderator
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 25068


สิ่งใดไม่ผิด พึงถือเอาสิ่งนั้น


« ตอบ #15 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2007, 08:50:27 PM »

-3-

ภายนอกวงเสวนา ในอีก 2-3 สัปดาห์ต่อมา โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร
นักเปียโนและนักร้องค่ายเบเกอรี่ ซึ่งเพิ่งออกผลงานใหม่ Living in C Major แสดงความเห็นในประเด็น 'นวัตกรรมยุคดิจิตัล ทำร้ายหรือสร้างสรรค์วงการเพลง' ซึ่งมีบางแง่มุมเกี่ยวกับ 'การล้างแค้นของคนฟัง ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ ต่อพงษ์ พอดี

"ทุกครั้งที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ในบ้านเรา รวมถึงในโลก สิ่งเก่าๆ ก็ต้องถูกกำจัดไป ยกตัวอย่าง พอซีดีมา เทปก็ตาย เทปออกมา แผ่นเสียงก็ตาย มันเป็นเรื่องธรรมดามาก พอมีเครื่องอำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์มากขึ้น อันเก่าก็ตายไป และเมื่อไหร่ที่คุณมีดาวน์โหลด มี Streaming ปุ๊ป ซีดีก็ตายเลย แต่ถามว่า มันมีมุมแย่-มุมดีอย่างไร มุมแย่ อย่างที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า มันทำให้ซีดีขายไม่ได้ ถามว่ามีทางแก้มั้ย ผมว่ามีทางแก้ คนซื้อซีดีวันนี้ ไม่ใช่เพราะเพลง เพราะถ้าเขาชอบเพลง เขาก็ดาวน์โหลด ถูกมั้ย เพราะมันสนองต่อ need ของเขาได้ เพราะเขาต้องการแค่ฟังเพลง เขาไม่ได้แคร์กับศิลปินเลย"

"แต่ผมว่า ถ้าซื้ออัลบั้ม มันเป็นมากกว่านั้น คนไม่ได้ต้องการแค่เพลงในอัลบั้ม คนต้องการเชื่อในตัวศิลปินว่ายูทำจริง ยูใช้ชีวิตอย่างนี้จริงๆ ยูทำจริงๆ จนผลลัพธ์มันออกมาอย่างนี้ ผมว่าเขาซื้อเพราะเหตุผลนั้น ตราบใดที่เขาเชื่อในตัวคุณว่าเป็นนักดนตรีจริง ทำเอง มีไอเดีย เขาเชื่อในตัวคุณเพราะคุณเป็นสิ่งที่เขาเชื่อ ซึ่งการดาวน์โหลดเพลงไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด มันได้แค่เพลง แต่คุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอัลบั้ม ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในผลงานของเขา นี่คือทางแก้ของเงื่อนไขในเวลานี้"

ทั้งนี้ โต๋ ยอมรับว่า สาเหตุที่ยอดขายซีดีแย่ลง ยังมาจากตัวผลงานและตัวนักดนตรีเช่นกัน

"นี่แหละคือข้อดีของดิจิทัลที่เข้ามา ข้อดีของมัน คือการ Streaming การดาวน์โหลดดิจิทัล มันแยกระหว่างความเป็นตัวจริง กับความเป็นตัวไม่จริง ได้อย่างชัดเจนมาก (เน้นน้ำหนักเสียงตรงคำว่า 'มาก') ตราบใดที่คุณเป็นคนเริ่มรู้มากขึ้น ให้ผมมองกลับกัน การดาวน์โหลดมันเป็นวิธีแก้แค้นของผู้บริโภคต่อศิลปินที่ไม่จริงใจ เพราะคุณไม่จริงใจกับเขา กะขายเต็มที่ใช่มั้ย ไอก็ไม่จริงใจกับยูบ้าง เมื่อคนไม่เชื่อคุณ คนฟังเขารู้ เขาก็ดาวน์โหลดกันหมด มันเป็นวิธีหนึ่งในการแก้แค้นของผู้ฟัง"

นอกจาก โต๋ แล้ว ศิลปินรุ่นใหม่คนอื่นๆ อย่าง บอล อพาร์ทเมนต์คุณป้า มองความตกต่ำของยอดขายซีดีเป็นเรื่องปกติ และเห็นการล้างแค้นของคนฟังในการไม่ซื้อซีดีลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่พวกเขาเชื่อมั่นว่า ถึงที่สุดแล้ว คนฟังดนตรีจริงๆ จะแยกแยะออกว่าจะให้การสนับสนุน หรือไม่สนับสนุนศิลปินเพลงรายใด ยอดขายซีดีวันนี้หากอยู่ในระดับหลักหมื่นก็น่าพึงพอใจ แม้โอกาสจะไปถึงยอดขายหลักล้านเหมือนศิลปินซูเปอร์สตาร์ในอดีตจะริบหรี่เพียงใดก็ตาม

"ผมโตทัน สมัยก่อนที่ขายกันทะลุล้าน สมัยก่อนค่ามาสเตอร์ชุดหนึ่งก็เป็นล้านแล้ว แต่ผมไม่เสียดาย ถ้าผมเกิดยุคนั้น ผมอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่ผมเกิดยุคนี้ เราดีใจที่ทุกอย่างในชีวิตเราลงล็อก ถ้าเกิดตอนนั้น แต่ไม่มีโอกาสได้ทำเพลง เล่นดนตรีอย่างนี้ ก็ขอเลือกเกิดในเวลานี้ดีกว่า ได้เป็นอย่างที่ตัวเองเป็น ไม่จำเป็นจะต้องมียอดขายเป็นล้าน หากไม่ได้เป็นตัวเองเช่นนี้" โต๋ กล่าว

ในยุคสมัยที่คนฟังเพลงล้างแค้นวงการเพลงด้วยการเบิร์นและดาวน์โหลด ทางออกของนักดนตรีเหล่านี้ มิใช่การรอคอยยอดขายซีดีเหมือนโจทย์เดิมๆ อีกต่อไป (ซึ่งหลายศิลปินเล่นสดไม่ได้) หากอยู่ที่การออกไปแสดงสดเพื่อสัมผัสกับแฟนเพลงโดยตรง ความเป็นคนดนตรีตัวจริงที่มิได้ยึดติดกับยอดขายซีดี คือภาพสะท้อนของความมั่นใจที่ทำให้พวกเขายืนหยัดอยู่บนถนนสายนี้

ขณะที่ใครๆ มองว่านี่คือยุคของการล้างแค้น นักดนตรีรุ่นใหม่เหล่านี้มองในทางตรงกันข้าม นี่คือการเปิดเผยความเป็นคนดนตรีตัวจริงได้อย่างเด่นชัดที่สุดต่างหาก.
 


บันทึกการเข้า

ความถึงพร้อมแห่งขณะ      หาได้ยาก
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #16 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 12:02:24 AM »

ฐานพระพุทธรูป กับ ลายนักษัตร ความงามจากความเชื่อท้องถิ่น
 
   
       เมื่อกล่าวถึงความหลากหลายและความงดงาม อย่างวิจิตรแล้ว คงหนีไม่พ้นศิลปรัตนโกสินทร์ ดังเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น นั้น พระพุทธศาสนามีความรุ่งเรืองมาก มีการสร้างวัด และพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก และยังพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ปรากฏฐานพระพุทธรูปแบบพิเศษที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นั่นคือฐานพระพุทธรูปทรงเครื่อง ลวดลายนักษัตร
        ในศิลปะรัตนโกสินทร์ เป็นศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจอย่างสูงจากศิลปะอยุธยาตอนปลาย ประกอบกับการสร้างรูปแบบที่มีความโดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะขึ้นมาร่วมด้วย การสร้างฐานพระพุทธรูปในช่วง เวลาดังกล่าว จึงมีความหลากหลาย และมีอิสระมากยิ่งขึ้น กล่าวถือ สามารถประดิษฐ์รูปแบบที่ไม่ใช่ขนบเดิมที่จะต้องสร้างเป็นฐานบัวเพียงอย่างเดียว หรือการ ประดับฐานด้วยภาพเล่าเรื่องตามพุทธประวัติ
        โดยพบหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องลวดลายนักษัตรจำนวน ๔ ฐาน ปัจจุบันเก็บรักษาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของวัดโชติทาย- การาม ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของคลองดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จากคำบอกเล่าของพระผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ กล่าวว่า ฐานพระพุทธรูปชุดนี้ ได้จากการบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาเมื่อแรกสร้างในปี พ.ศ.๒๕๐๗ จึงไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเดิมทีนั้นประดิษฐานอยู่ที่ใด หรือใครเป็นผู้สร้าง ซึ่งฐานพระพุทธรูปต่างๆเหล่านี้เหลือเฉพาะส่วนฐานเท่านั้น ส่วนองค์พระพุทธรูป สูญหายไปนานแล้ว
        ฐานพระพุทธรูปลวดลายนักษัตรนี้ เป็นฐานพระพุทธรูปสำริด ลงรัก ปิดทอง ประกอบไปด้วยขายกสูง ๓ ขา รองรับฐานผังครึ่งวงกลมสอบขึ้นเป็นชั้นสามเหลี่ยม
       ด้านหน้าตัดตรง ด้านหลังวาดทรงเป็นเส้นโค้ง รองรับฐานบัวซึ่งเป็นส่วนประดิษฐานพระพุทธรูป อีกชั้นหนึ่ง
        ในส่วนของการประดับลวดลาย พบว่า ได้มีการแบ่งส่วนของลวดลายออกเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ โดยแถวล่างสุดทำเป็นช่องสี่เหลี่ยมยาวติดต่อกันตลอดทั้งฐาน ในแต่ละช่องเป็นลวดลายสัตว์ตามปี นักษัตร ถัดขึ้นไปอีกแถวเป็นลวดลายบุคคล โดยปรากฏทั้งรูปพุทธศาสนิกชนกำลังประนมมือ และรูป เหล่าพระสาวกจำนวนมาก นั่งสมาธิเป็นแถวซ้อนกันเต็มพื้นที่ ประมาณ ๘-๑๐ แถว
        การประดับส่วนฐานของพระพุทธรูปด้วยลายนักษัตรนี้ ถือว่าพบไม่มากนัก โดยมากจะพบเพียงการประดับด้วยลายกระหนก ลายผ้าทิพย์ เป็นส่วนมาก จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ถึงความหมายและความสำคัญที่ปรากฏบนฐานพระพุทธรูปชุดนี้
        จวน เครือวิชฌยาจารย์ ผู้ศึกษาเรื่องราวความเชื่อของคนในท้องถิ่นโพธาราม จังหวัดราชบุรี ได้กล่าวถึง ตำราเรื่องสิบสองนักษัตรว่า มีการบันทึกเรื่องราวความ เชื่อของโหราศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นแนวความคิดที่โดดเด่นของชาวมอญในจังหวัดราชบุรี และการประดับฐาน พระพุทธรูปด้วยลวดลายตามความเชื่อเรื่องนักษัตรของชาวมอญนี้ สอดคล้องกับตำราภาษามอญที่พบ สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของการแสดงออก ความเชื่อ และแนวความคิดในงานศิลปกรรมได้
        อีกแนวความคิดหนึ่งนั้น มีความเห็นว่า ลวดลายดังกล่าวเป็นความนิยมของชาวจีน ซึ่งมีบทบาทสูงในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
        จากรายงานของ ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ ได้ทำการวิเคราะห์ถึงการให้ความสำคัญในเรื่องของการนำรูปสัตว์ ในสิบสองนักษัตรมาทำเป็นตราประทับ บ้างทำเป็นสัญลักษณ์ประจำกระทรวง ตราประจำเมืองต่างๆ ซึ่งจีนเองเป็นต้นกำเนิดของการตั้งปีสิบสองนักษัตร
        อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ของแนวความคิดแรก สะท้อนความเชื่อมโยงของกลุ่มชนชาวมอญที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดราชบุรีมากกว่า ซึ่งชาวมอญนั้นมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าในศาสนาพุทธ การนำแนวความคิด ความเชื่อ หรือคติบางประการ เป็น องค์ประกอบในงานศิลปกรรมจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สูง
        แม้ว่าปัจจุบันฐานพระพุทธรูปในกลุ่มนี้ ดูจะหมดความนิยมในการสร้างลงไปแล้ว แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งยืนยันความเชื่อ และคติโบราณที่เกี่ยวข้องกับนักษัตรได้เป็นอย่างดี
       
       เอกสารอ่านประกอบ
        จวน เครือวิชฌยาจารย์. วิถีชีวิตชาวมอญ.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, ๒๕๓๗.
        ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์. “เมือง ๑๒ นักษัตร.” ศิลปากร.ปีที่๓๖, ฉบับที่ ๑ (มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖) : หน้า ๕๙-๗๗.
        พีรนันท์ นันทขว้าง. รูปแบบฐานพระพุทธรูป สมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ตอนต้น.กรุงเทพฯ : สาขาวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๑.
        สงวน รอดบุญ. พุทธศิลป์รัตนโกสินทร์.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์รุ่งวัฒนา, ๒๕๒๖.
        หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล. ศิลปะในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖.
       
       (จากหนังสือพิมพ์ธรรมลีลา ฉบับที่ 75 ก.พ. 50 โดยนฤมล สารากรบริรักษ์)

 
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 12:05:18 AM โดย ตะละแม่กุสุมา » บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #17 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 12:26:56 AM »

                                                                                                                                                                        พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ส่ง‘ธรรมเดลิเวอรี่’ สนุกทุกที่ ซึ้งทุกใจ

 
  ยามนี้ในหมู่แวดวงพระนักเทศน์ ‘พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต’ พุทธศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย(มจร.) และสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าค่ายพุทธธรรมนำชีวิต วัดสร้อยทอง อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่กำลังพุ่งแรงส่งประกายแสงเจิดจ้า
        จากยอดเรตติ้งของรายการ ‘ธรรมดิลิเวอรี่’ ที่มีคำขวัญว่า ‘ธรรมะส่งถึงที่ สนุกทุกที่ ซึ้งทุกใจ’ พุ่งกระฉูดหลังออนแอร์ทางสถานีโทรทัศน์เพียงไม่กี่ครั้ง ทำให้ชื่อของพระมหาสมปองเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง สื่อหลายแขนงแห่แหนไปขอสัมภาษณ์ ขณะที่สถาบันการศึกษา หน่วยราชการ รวมถึงบริษัทห้างร้านต่างๆ ติดต่อขอให้ไปบรรยายธรรม จนคิว แน่นเอียดยาวเหยียดทุกเดือน
        ลีลาการเทศน์แบบอินเทรนด์ สนุกสนานผสานธรรมะในสไตล์ของพระมหาสมปอง สามารถสะกดเยาวชนคนรุ่นใหม่ จำนวนมากให้หันมาสนใจธรรมะได้อย่างไม่น่าเชื่อ
        ห้องสนทนาฉบับนี้ จึงนิมนต์ท่านมาเปิดใจและเปิดเผยเคล็ดลับในการนำธรรมะส่งถึงที่ หรือธรรมดิลิเวอรี่ ที่วัยรุ่นคุ้นเคย
       
       • ทำไมพระคุณเจ้าจึงมุ่งให้ธรรมะแบบธรรมดิลิเวอรี่
        จริงๆแล้วธรรมดิลิเวอรี่นี่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้วนะ องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เผยแพร่ธรรมะแบบดิลิเวอรี่ คือหลังจากที่พระองค์ตรัสรู้เป็นองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ได้เสด็จไปตามที่ต่างๆเพื่อเทศน์สอนผู้คน โดยอันดับแรก ได้เสด็จไปตามหาปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ซึ่งหนีพระองค์ไปเพราะหมดศรัทธาที่พระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา เพื่อแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ ส่วนเหล่าปัญจวัคคีย์เมื่อฟังคำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าและได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วก็ได้แยกย้ายกันไปสั่งสอนชาวบ้าน ต่อมาเมื่อบรรดาพระสงฆ์ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนแจ่มแจ้งแล้ว ก็แยกกันไปเผยแพร่ธรรมะเช่นกัน เพราะพุทธองค์ ทรงบัญญัติให้การเผยแพร่ธรรมเป็นกิจอย่างหนึ่งของสงฆ์ ดังนั้นสิ่งที่อาตมาทำนั้นไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่เป็นการเดินตามรอยขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า
       
       • แล้วธรรมดิลิเวอรี่ที่พระคุณเจ้าทำอยู่นี่เริ่มขึ้นอย่างไรคะ
        สำหรับโครงการธรรมดิลิเวอรี่ที่อาตมาทำนั้น เราทำมาได้ 8 ปีแล้ว โดยก่อนที่จะเกิดโครงการนี้อาตมาทำค่ายพุทธบุตรมาก่อน ซึ่งก็เป็นธรรมะดิลิเวอรี่เหมือนกัน คือเราไปเทศน์สอนนักเรียนนักศึกษาตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยค่ายพุทธบุตรนั้นเป็นโครงการที่พระซึ่งมีใจรักในการทำงานด้านนี้มารวมตัวกัน จริงๆพระที่ท่านทำงานด้านนี้มีเยอะมากนะ มีถึง 400-500 รูปเลยทีเดียว แต่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้
        เราทำตามโรงเรียนเล็กๆ ระยะแรกเดือนหนึ่งมีแค่ 2-3 งาน เสร็จงานหนึ่งก็รอไปอีกหลายวันเลยกว่าจะมีค่ายอีก มีงานทีก็ตื่นเต้นกันมาก ต่อมางานก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เดือนหนึ่ง มี 5-6 ค่าย เพิ่มเป็นเดือนละ 10 ค่าย 20 ค่าย พอมาถึงจุด หนึ่งก็เริ่มรู้สึกว่าน่าจะแยกมาเผยแพร่ธรรมะตามแบบของเรา แต่หลักการสำคัญที่อาตมายึดถือมาตลอดคือธรรมะที่เราบรรยายทุกครั้งนั้นจะต้องไม่ผิดเพี้ยนไปจากที่พระพุทธองค์ ทรงบัญญัติไว้ อีกทั้งเนื้อหาและลีลาจะต้องไม่หวือหวาจนเกินไปเพื่อป้องกันข้อครหาที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา
       
       • ทำไมการบรรยายธรรมของพระคุณเจ้าจึงเป็น ที่ชื่นชอบของคนรุ่นใหม่ ทั้งวัยรุ่นและวัยทำงาน มีเคล็ดลับอย่างไรคะ
        ธรรมชาติของเด็กวัยรุ่นและหนุ่มสาวนี่เขาเป็นกลุ่มที่ไม่ได้สนใจศึกษาธรรมะเหมือนผู้ใหญ่ที่เห็นความจริงของชีวิต เพราะผ่านทุกข์สุขมามากกว่า เราจึงต้องหาวิธีนำเสนอ ที่น่าสนใจมาจูงใจเขา การบรรยายธรรมทุกครั้งอาตมาจะเน้น 5 ส. คือ สนุก สาระ สงบ สติ และสำนึก ต้องมีครบทั้ง 5 ข้อ และเป็นไปตามลำดับ
        ถามว่าทำไมต้องสนุก คือคนส่วนใหญ่มองว่าธรรมะเป็นเรื่องน่าเบื่อ เราจะทำยังไงให้ธรรมะกลายเป็นเรื่องสนุก องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสไว้ว่า “คนทุกคนต้อง การการเรียนรู้ แต่ก็ต้องการความสนุกสนานในการเรียนรู้นั้นด้วย” ขณะที่มหาตมะคานธียังบอกว่า “ถ้าฉันไม่มีอารมณ์ขัน ฉันคงฆ่าตัวตายไปนานแล้ว” ฉะนั้น เวลาฟังธรรมะ จึงอยากให้มีรอยยิ้ม อยากให้มีเสียงหัวเราะ
        ซึ่งวิธีทำให้คนหัวเราะของอาตมาก็จะใช้วิธีแซวตัวเองมากกว่า เพราะถ้าไปแซวคนอื่นเดี๋ยวเขาโกรธเอา อย่างถาม เขาว่า พระกิน เรียกว่าอะไร คนก็จะตอบว่าฉัน พระนอนเรียกอะไร เขาก็ตอบว่าจำวัด แล้วพระอาบน้ำเรียกอะไร เราก็ชิงตอบก่อนว่า เรียกคนมาดู คนเขาก็ขำกัน แล้วไม่ใช่พูดให้เขาฟังอย่างเดียว แต่ต้องให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมด้วย ให้เขายก มือตอบคำถาม ออกร่วมกิจกรรมหน้าห้องบรรยาย จริงๆความสนุกเป็นเพียงฉากหน้าที่ล่อให้เขาหันมาสนใจธรรมะ มันน่าเสียดายนะถ้าคนทั่วไปจะปิดประตูไม่ฟังธรรมะตั้งแต่ แรกเพียงเพราะคิดว่าธรรมะน่าเบื่อ เราจึงต้องใช้ความสนุก เป็นด่านแรกในการเปิดใจเขาก่อน แล้วค่อยแทรกสาระลงไป เช่น ถามว่า ความดีกับความชั่วอะไรทำง่ายกว่ากัน แล้วก็ยกตัวอย่างว่าการทำความชั่ว อย่างคนวางระเบิด มันต้อง หลบๆซ่อนๆ ถ้าอย่างนั้นเรามาทำความดีกันเถอะ นี่ก็เข้าสู่สาระแล้ว เป็นการให้สาระโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว
        หลังจากเข้าสู่สาระแล้วเราก็ดึงเขาเข้าสู่ความสงบ เนื่องจากในแต่ละวันคนเรามีเรื่องต่างๆต้องทำมากมาย ทำให้ความคิดฟุ้งซ่าน บางครั้งพอใจคนนั้น ไม่พอใจคนนี้ ก็ต้อง ให้เขาหันหาความสงบเพื่อหยุดใจ เช่น ให้นั่งหลับตา แต่ถ้า ทำให้ผู้ฟังรู้สึกสงบตั้งแต่แรกนี่จบเลย คนฟังหลับกันหมด (หัวเราะ) พอใจสงบแล้วก็จะเกิดสติตามมา ไตร่ตรองได้ว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี และสุดท้ายอาตมาต้องจบด้วยน้ำตาทุกครั้ง คือต้องให้เขารู้สึกซาบซึ้งจนร้องไห้ออกมา ในขั้นนี้สำนึกที่ดีจะเกิดขึ้นในใจเขาเอง เหมือนกับยาขมซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่มันขม กินยาก เราก็เอายาขมมาเคลือบช็อกโกแลต ให้มันหวาน ชวนกิน
       
       • นอกจากความสนุกสนานแล้ว การนำสิ่งที่วัยรุ่นสนใจมาใส่ในการบรรยายทำให้เข้าถึงวัยรุ่นได้ง่าย ขึ้นด้วยหรือเปล่า
        แน่นอน คือมันเหมือนเรากับเขาพูดภาษาเดียวกัน อาตมาก็จะดูว่าตอนนี้วัยรุ่นเขาสนใจเรื่องอะไร นักร้องคนไหนดัง หนังเรื่องไหนฮิต เราก็จับสิ่งเหล่านี้มาใส่ อย่างมุขที่ ใช้บ่อยๆก็คือ “ฟังธรรมะแล้วจะไม่โง่-ฟังโปเตโต้ รักแท้ดูแลไม่ได้” “ฟังธรรมแล้วจะไม่หดหู่-ถ้าฟังโซคูล เหลือแต่ซากอ้อย” “ฟังธรรมแล้วจิตใจไม่เตลิด-ถ้าไปฟังพี่เบิร์ด จะเถียงกันทำไม” “ฟังธรรมะแล้วจะรักกันจนสิ้นชีวิน-ถ้าไปฟังเอนโดฟิน-ถ้าเขามาฉันจะไป” “ฟังธรรมะแล้วจะไม่โง่งม -ถ้าไปฟังเล้าโลม เพื่อนกับแฟนมันแทนกันไม่ได้” “ฟังธรรมะแล้วจะไม่ดื่ม-แต่ถ้าแม่ไม่ปลื้ม จบ” คือเราเอาชื่อเพลง ชื่อนักร้อง ที่วัยรุ่นเขาคลั่งไคล้มาใช้กับธรรมะ วัยรุ่นเขาก็เข้าใจได้ง่ายเพราะมันใกล้ตัวเขา แล้วก็ทำให้เขารู้สึกว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องที่เชยหรือล้าสมัยนะ

 
 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #18 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 12:27:56 AM »

ธรรมะที่พระคุณเจ้าแสดงดูจะเป็นธรรมะแบบง่ายๆ ที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้         อาตมาว่าธรรมะมีหลายระดับนะ แบบที่อาตมาบรรยาย นี่จัดเป็นธรรมะเบื้องต้น เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่มีพื้นฐาน หรือยังไม่ได้สนใจธรรมะ ถ้าเป็นเพลงก็เหมือนเพลงลูกทุ่ง หรือเพลงฮิพฮอพ พอเริ่มหันมาสนใจธรรมะ และอยากจะศึกษาในขั้นที่ละเอียดขึ้นก็อาจจะไปอ่านงานงานเขียนของ ท่าน ว.วชิรเมธี ซึ่งเปรียบเหมือนเพลงไทยสากล หรือเพลงคลาสสิก เมื่อเข้าใจธรรมะลึกซึ้งแล้วก็จะหันไปศึกษาธรรมะขั้นสูง ไปปฏิบัติธรรม หรืออ่านงานของท่านพุทธทาส ซึ่งเปรียบเหมือนเพลงโอเปร่า ก็แล้วแต่ว่าแบบไหนจะเหมาะกับใคร ของอาตมานี่ก็เป็นแบบลูกทุ่งๆ (หัวเราะ)
       
       • พระคุณเจ้าคิดว่าปัจจุบันการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเผยแพร่ธรรมะมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดคะ
        จำเป็นนะ มันช่วยทำให้คนเข้าใจธรรมะง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำภาพวิดีโอมาใช้ในการบรรยายธรรมะ เอาเพลง พี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) มาตัดใส่ในวิดีโอ การเผยแพร่ ธรรมะผ่านเวบไซต์ www.dhamma.com และที่คนพูดถึงกันมากในขณะนี้คือรายการธรรมดิลิเวอรี่ ที่ออก อากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ในช่วงวันหยุด นักขัตฤกษ์ ซึ่งการที่มีคนรู้จักอาตมามากขึ้นนี่ก็ช่วยให้การเผยแพร่ธรรมะทำได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย
        ซึ่งจริงๆแล้วความดังมันไม่ใช่ประเด็นนะ ก็เหมือนที่ ท่าน ว.วชิรเมธี ท่านบอกว่า หากดังแล้วจะเป็นสะพานให้คนได้ฟังธรรมะมากขึ้น นิมนต์ให้ท่านไปเทศน์สอนมากขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องดี ดังนั้นถ้าการที่มีคนรู้จักพระมหาสมปองผ่านสื่อต่างๆแล้วทำให้เขาเชื่อมือพระมหาสมปอง และเชิญไปบรรยายธรรมะในที่ต่างๆมากขึ้น ความดังก็ถือว่ามีประโยชน์นะ ทำให้เราทำงานให้พระพุทธศาสนาได้มากขึ้น อาตมามีโอกาสไปบรรยายทั้งในโรงเรียน มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทและห้างร้านต่างๆ อาตมาว่านี่คือสะพานที่อาตมาจะนำธรรมะไปถึงชาวบ้านได้ง่ายขึ้น
       
       • ถ้าจะพูดถึงวัยรุ่นแล้ว ความรักเป็นเรื่องหนึ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมาก และมักจะมีปัญหาจากความรัก พระคุณเจ้าจะแนะนำเรื่องนี้อย่างไรบ้างคะ
        เวลาไปบรรยายตามโรงเรียนหรือสถานศึกษา อาตมาจะเทศน์เรื่องความรักให้วัยรุ่นฟังบ่อยๆนะ คือจะชี้ให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเอง ให้เห็นว่านอกจากแฟนแล้วยังมีคนรอบๆตัวที่รักเขา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง หรือเพื่อนๆ คำถามหนึ่งที่อาตมาจะถามบ่อยมากคือ เกิดมาทำไม บางคน ก็บอกว่าเกิดมาใช้กรรม แล้วจะหมดกรรมเมื่อไร... หมดกรรมเมื่อตาย... อาตมาก็ถามว่าจริงหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นเรามาตายวันนี้ดีไหม เขาก็บอกโอ๊ย...ไม่เอา ก็บอกเขาว่าแค่ หายใจเข้าแล้วไม่หายใจออก แค่นี้ก็ตายแล้ว จะมาทรมานชีวิต จะมาฝ่าฟันกับอุปสรรคปัญหาทำไม แล้วถ้าเราอดทนจนเติบโตมาได้ถึงป่านนี้ แค่อกหักจะมาคิดฆ่าตัวตายทำไม ผู้หญิงบางคนซ้วย...สวย แต่ผู้ชายหน้าอย่างกะปลาบู่ชนเขื่อน หน้าอย่างกับลิงเมากะปิ แล้วจะไปฆ่าตัวตายเพื่อเขาทำไม สู้เราทำชีวิตให้ดี เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติไม่ดีกว่าหรือ
       
       • แล้วเราจะป้องกันปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อน วัยอันควร และการทำแท้งที่กำลังระบาดในกลุ่มวัยรุ่นได้อย่างไรคะ
        ป้องกันด้วยการรับธรรมะเข้าไปมากๆ เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะศีลข้อ 3 นี่สำคัญมาก ไม่ผิดลูกผิดเมียเขา ไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร บางทีวัยรุ่นเขา รู้นะว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่บางทีก็ทำตามกระแสสังคมบ้าง ทำเพื่อประชดพ่อแม่บ้างเพราะคิดว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจ หรือพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ นี่แหละคือสิ่งที่ธรรมดิลิเวอรี่จะต้องเข้าไปอธิบายให้เขาเข้าใจ เราก็จะพูดให้เขาเห็นถึงความยากลำบากของพ่อแม่ว่า กว่าท่านจะเลี้ยงดูเราจนโตขนาดนี้ ส่งเสียให้มีการศึกษา ท่านต้องลำบากขนาดไหน ฉะนั้นเราอย่าเอาความรักความเสียสละของท่านมาทำร้ายท่าน เราต้องขยันเรียนเพื่ออนาคตของตัวเองและเพื่อให้พ่อแม่ชื่นใจ
        แล้วก็อธิบายให้เขาฟังว่าการที่ลูกกับพ่อแม่ไม่เข้าใจกันนั้นเพราะต่างคนต่างอยู่กันคนละข้าง ก็เลยมองไม่เห็นปัญหาและความต้องการของอีกฝ่าย เหมือนกับอยู่กันคน ละด้านของถ้วยกาแฟ ลูกอยู่ฝั่งที่ไม่มีหู ก็บอกว่าแก้วใบนี้ไม่มีหูหรอก ส่วนพ่อแม่อยู่ฝั่งที่มีหู ก็ยืนยันว่าแก้วใบนี้มีหู ก็เลยทะเลาะกัน ทำไมไม่ย้ายไปยืนข้างเดียวกันล่ะ จะได้เห็น เหมือนกันและเข้าใจกัน ลูกไม่เห็นปัญหาของการมีเซ็กส์ใน วัยเรียน เพราะไม่คิดว่าถ้าท้องหรือติดเชื้อเอชไอวีแล้วจะเกิดปัญหาอะไรตามมา
        ส่วนพ่อแม่ก็มักจะได้แต่บอกว่าเป็นเด็กเป็นเล็กอย่างเพิ่งริมีแฟน ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะย้ายมาอยู่ข้างเดียวกัน พ่อแม่ก็อธิบายให้เขาเข้าใจว่าถ้าลูกทำอย่างนั้นอย่างนี้ จะเกิดอันตรายหรือมีปัญหาอะไรตามมา ลูกก็ต้องรับฟังสิ่งที่ท่านบอกท่านเตือน
        จริงๆแล้วเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ ดังนั้นก็ควรปล่อย ให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องไปรีบร้อน รอให้ถึงวัยอันควรก่อน ทั้งผู้หญิงและผู้ชายควรจะรักษาพรหมจรรย์ของเราไว้ ให้กับคนที่เรารักที่สุดนั่นก็คือคนที่เราจะแต่งงานด้วย อย่าคิดว่าเราจะแวะซ้ายแวะขวายังไงก็ได้ สุดท้ายจะมีควายตัวหนึ่งที่ยืนรอเราอยู่ เราควรจะปลุกกระแสใหม่ว่าการรักษาพรหมจรรย์ไว้ไม่ใช่เรื่องที่เชย แต่เป็นเรื่องอินเทรนด์มาก แสดงว่าเราเป็นคนฉลาด เพราะมันช่วยป้องกันโรคเอดส์ ป้องกันการตั้งครรภ์ในขณะที่ยังไม่พร้อม ป้องกันการทำแท้ง และปัญหาเด็กที่ถูกทิ้งไว้ตามสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
       
       • อยากให้พระคุณเจ้าฝากข้อคิดสำหรับวัยรุ่นในวันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้
        ปัจจุบันวัยรุ่นส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์ซึ่งเป็นวันแห่งความรักกันมาก ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดีนะ แต่ถ้ามีความรักแล้ว ต้องรักให้เป็น รักอย่างมีสติ มีเมตตา ไม่เบียดเบียน ไม่เห็นแก่ตัว จึงจะเรียกได้ว่าเป็นความรักที่ แท้จริง
        .........
        นับเป็นความโชคดีของวัยรุ่นยุคนี้ ที่พระมหาสมปองได้ย่อยธรรมะให้เป็นเรื่องง่าย แล้วนำมาเสิร์ฟให้ถึงที่แบบ ‘ธรรมดิลิเวอรี่’ ซึ่งมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสมองครบถ้วน ผิดกับสารอีกมากมายหลายชนิด ที่แฝงมากับความเย้ายวนน่าลิ้มลอง แต่กลับแทรกโทษภัยไว้ในสมองและจิตใจมากมายไม่ต่างจากอาหารจังก์ฟู้ด หรืออาหารขยะที่ทำร้ายร่างกายเราไปทีละน้อยๆนั่นเอง
       
       (จากหนังสือพิมพ์ธรรมลีลา ฉบับที่ 75 ก.พ. 50 โดย จินตปาฏิ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 02:34:25 AM โดย ตะละแม่กุสุมา » บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #19 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 12:20:23 PM »

                                                                                                                                                                                                                                                                                                        วัดฝ่าเหมิน สถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีรกธาตุข้อนิ้วพระหัตถ์
 
 
  สมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอินเดีย ได้ โปรดให้สร้างพระสถูปเจดีย์ 84,000 องค์ไปทั่วแว่นแคว้นต่างๆเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และหนึ่งในนั้นก็คือ พระเจดีย์ องค์เก่าแก่ที่วัดฝ่าเหมิน ซึ่งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนข้อนิ้ว พระหัตถ์นั่นเอง
        ต่อมาในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกของจีนได้มีการสร้างวัดฝ่าเหมิน หรือฝ่าเหมินซื่อ ขึ้นใน สถานที่เดียวกับพระเจดีย์ของพระเจ้าอโศก ครั้นถึงราชวงศ์ถังของจีนได้มีการบูรณะวัดฝ่าเหมิน จนเป็นวัดประจำพระราชสำนัก และจักรพรรดิในราชวงศ์ถังก็ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไป สักการบูชายังพระราชวัง ที่เมืองซีอาน กระทั่งปี ค.ศ.874 พระเจ้าสี่จง จักรพรรดิองค์หนึ่งของ ราชวงศ์ถังก็ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุกลับไปประดิษฐานยังห้องใต้ดินภายใต้ฐานพระเจดีย์ ของวัดฝ่าเหมินตามเดิม พร้อมกับพระราชทานแก้วแหวนเงินทองและสิ่งของล้ำค่าอีกมากมาย เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาด้วย และโปรดให้ปิดห้องใต้ดินอย่างมิดชิด จนกระทั่งสิ้นสุดราชวงศ์ถัง พร้อมๆกับที่ชาวจีนลืมเลือนไปเลยว่ามีของล้ำค่าอยู่ภายใต้เจดีย์องค์นี้
        เจดีย์ไม้องค์นี้ตั้งตระหง่านคู่กับคนจีนมากว่า 1,502 ปี แต่เมื่อเข้าสู่ปี ค.ศ.1569เจดีย์ได้พังทลายลงด้วยแรงของแผ่นดินไหว จากนั้นในปี 1579 ชาวพุทธในอำเภอฝูฟง ได้ร่วมกันบริจาค เงินสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ เป็นเจดีย์แปดเหลี่ยม 13 ชั้น ทำด้วยอิฐ สูงถึง 47 เมตร และใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 30 ปี จึงแล้วเสร็จสมบูรณ์
        หลังจากนั้นอีก 44 ปีต่อมา เกิดฝนตกหนัก และแผ่นดินไหวในอำเภอฝูฟง ทำให้องค์เจดีย์ เอียงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ประกอบกับไม่เคยได้รับการบูรณะเลย ทำให้ในฤดูฝนของ ปี 1981 พายุฝนได้กระหน่ำพัดองค์เจดีย์พังลงเสียครึ่ง เหลือเพียงเศษอิฐบริเวณฐานเท่านั้น ดังนั้น ในปี 1987 รัฐบาลจีนจึงตัดสินใจทำการรื้อถอนเพื่อสร้างเจดีย์องค์ใหม่ในที่เดิม ขณะลงมือปรับพื้นที่บริเวณฐานเจดีย์อยู่นั้น ก็ได้ค้นพบห้องใต้ฐานพระเจดีย์เนื้อที่กว่า 30 ตารางเมตรที่ถูกปิดตายอยู่ และแล้วพระบรมสารีริกธาตุองค์สำคัญซึ่งประดิษฐานสงบนิ่งภายในห้องนี้กว่า 1,000 ปี พร้อมโบราณวัตถุล้ำค่ามากมายกว่า 2,000 ชิ้นก็ได้ออกสู่สายตาของชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง!!
        หลังจากนั้นอีกหนึ่งปี วัดฝ่าเหมิน อายุกว่า 1,700 ปี ซึ่งได้รับการบูรณะแล้วก็พร้อมต้อนรับผู้มาเยือน ห้องใต้ดินถูกซ่อมแซมให้กลับมาคงสภาพสมบูรณ์ และเปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าชม นอกจากนี้ทางวัดยังได้สร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อจัดแสดงโบราณวัตถุที่ล้ำค่าที่พบจากห้องใต้ดินให้ชมอีกด้วย
        ส่วนพระบรมสารีริกธาตุข้อนิ้วพระหัตถ์นั้น หลายประเทศได้เคยอัญเชิญไปประดิษฐานเป็น การชั่วคราวยังประเทศของตน เพื่อให้พุทธศาสนิกได้มีโอกาสสักการบูชา เช่น ประเทศไทย เกาหลีใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน
        วัดฝ่าเหมิน ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของมณฑลส่านซี ตั้งอยู่ที่อำเภอฝูฟง มณฑลส่านซี อยู่ห่างจากซีอานไปทางตะวันตกประมาณ 120 กิโลเมตร ปัจจุบันได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองซีอานที่มีผู้นิยมเดินทางไปเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก
        ผู้ที่สนใจอยากไปนมัสการพระบรมธาตุถึงวัดฝ่าเหมิน ขอแนะนำให้ไปเยือนในเดือนเมษายนค่ะ เพราะที่วัดจะมีงานเทศกาลท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมนานาชาติในทุกๆปี โดยมีกิจกรรมสำคัญอย่างเช่นงานภาวนาเพื่อสันติภาพของโลก ให้ผู้ไปเยือนได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วย
       
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 12:20:55 PM โดย ตะละแม่กุสุมา » บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #20 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 12:35:32 PM »

                                                                                                                                                                                                                เพราะเรานั้น 'คู่' กัน ปล. ซื้อทีละอัน...มันแพง

 
การถือกำเนิดขึ้นมาของ 'อีฟและอดัม' เป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่จุดประกายและสร้างความเข้าใจเรื่องการสืบทอดเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ นอกเหนือจากทฤษฎีของ 'คู่' ที่ธรรมชาติสร้างสรรให้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้

เขียนโดย นัยน์ปภรณ์ นาระตะ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ความเป็น 'คู่' ในกรอบของมนุษย์ ที่เริ่มต้นจากการเรียนรู้และส่งต่อ เรื่องของเพศระหว่างชายและหญิงนั้น ในส่วนลึกของความหมายคำดังกล่าวยังมีความหลากหลาย ภายใต้ตัวแปรของ 'ความรัก' ที่มักถูกเชื่อมติดกับคำว่า 'คู่' ไม่ว่าจะเป็น คู่พี่น้อง คู่เพื่อนสนิท คู่รัก  ทั้งยังขยายวงกว้างตามกาลเวลาและการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้เราได้เห็นคู่ใหม่ๆ ที่ไม่จำกัดแค่เพศสภาพหญิง-ชายภายนอก

 เมื่อความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม การถือกำเนิดและเดินทางของแต่ละคู่จึงมีความหมาย หลายสิ่งอย่างจึงถูกหยิบจับขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของคำว่า 'ความรัก' ไม่ว่าจะเป็นแหวน เครื่องประดับ ดอกกุหลาบ ช็อกโกแลต และการ์ด  

 ผลจากคำว่า 'คู่' นี้เอง เสื้อคู่ แหวนคู่ กำไลคู่ จึงเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าที่วิ่งเข้าหาโอกาสทางการตลาด จุดขายอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์นอกกรอบ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ต้องการสินค้าที่แตกต่าง และไม่แมส เพื่อแสดงออกถึงความเป็นตัวตนและปลดล็อกจากธรรมเนียมปฏิบัติเดิมๆ

 สินค้ากลุ่มเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับและของที่ระลึก เป็นกลุ่มสินค้าที่มีการปรับตัวรับคอนเซ็ปท์ดังกล่าวมากและง่ายที่สุด...

 ในวันนี้เมื่อย่ำเท้าไปในแหล่งช็อปปิ้ง หรือตลาดนัด จึงเห็นเวทีประชันไอเดียเก๋ๆ ที่ผู้ประกอบการแต่ละรายพยายามประดิษฐ์สัญลักษณ์ของคำว่า 'คู่' มาประกวดประขันกัน เพื่อแย่งซีนความสนใจและตอบโจทย์ความรักของแต่ละคู่

 ผ่านวจนภาษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Not Available , My Property , ห้ามจีบ, คนข้างๆแฟนเรา หรือจะเป็นเสื้อคู่หญิงชายที่พิมพ์ลีลาภาษาต่างกัน เช่น I love my boyfriend แขวนคู่กับเสื้อ I love my girlfriend , She is my love กับ He is my love, นางฟ้า กับ หมาวัด, พระเอก กับ นางเอก, ผู้ร้าย กับ นางอิจฉา หรือคาร์แรคเตอร์ตัวการ์ตูนคู่ เช่น โนบิตะกับชิซูกะ ฯลฯ ทั้งหมดนี้สกรีนอยู่บนเสื้อยืด สนนราคาตั้งแต่ 100 - 200 บาท จึงเป็นสินค้าที่อยู่ในหมวดซื้อง่ายขายคล่อง ไม่ต้องคิดมาก

 อรัชมน ยศปัญญา เจ้าของร้าน Couple T หนึ่งในผู้ประกอบการที่จุดประกายไอเดียดังกล่าวขึ้นห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ในรูปแบบคีย์ออส นำเสนอสินค้าเสื้อยืด และเครื่องประดับ ในคอนเซปท์ 'คู่' ตลอดจนความต่างที่ลูกค้าสามารถสร้างสรรความเป็นตัวตนในสินค้าดังกล่าวได้มากขึ้น

โดยสินค้าจุดขายของแบรนด์ไทยแบรนด์นี้ คือ เสื้อยืดคู่ ที่สามารถใส่ไอเดียแบบคู่ใครคู่มัน ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะเอกลักษณ์ของเสื้อลายภาพวาดคู่รัก ลิขสิทธิ์เฉพาะของร้าน ซึ่งเป็นการวาดจริงลงบนผืนเสื้อ ให้ทั้งหญิงและชายได้ใส่เสื้อที่มีภาพหน้าตาของคู่รักตัวเอง หรือจะเป็นลายปักตัวอักษรแฮนด์เมดในชื่อของคู่รัก ให้ความรู้สึกมีชื่อคนรักแนบชิดติดตัวตลอดเวลา รวมไปถึงถ้อยคำเก๋ๆ ที่คู่รักช่วยกันคิดขึ้นเอง ทั้งหมดนี้ถ่ายทอดลงบนผืนผ้าเป็นสื่อแสดงออกถึงความรู้สึก เช่น U Marry Me? บนเสื้อผู้ชาย มาพร้อมกับประโยคตอบรับ Yes! บนเสื้อผู้หญิง, คำอบอุ่นอย่าง Together ที่ถูกฉีกคำออกมาเป็น Toget บนเสื้อผู้ชายและ her บนเสื้อผู้หญิง หรือ You are my boyfriend? a Yes  b.Sure  c.OK เติมรอยยิ้มที่มุมปากตัดความหวานไม่ให้เลี่ยนจนเกินไป        
อรัชมน ยศปัญญา
 

หมวดสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 2 รองจาก เสื้อ คือ เครื่องประดับเงิน มีมาในรูปแหวนคู่ 5 แบบ และแหวนสลักชื่อ รวมถึง กำไล และสร้อยคอ ซึ่งอยู่ภายใต้การออกแบบที่เน้นดีไซน์ทันสมัย แปลกใหม่ตลอดเวลา

 "จริงๆแล้วสินค้าแบบนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะธรรมชาติของความรักและคู่ ที่ต้องการแสดงความรักและแสดงความเป็นเจ้าของ ถ้ายังจำได้เราเคยเห็น แหวนนามสกุลคู่สามี ภรรยา ที่นิยมมากสมัยก่อน แต่คนรุ่นนี้ ต้องการอะไรที่ชัดเจนและแตกต่างมากกว่า นั่นเพราะเขากล้าแสดงออกมากกว่า" มุมมองผ่านถ้อยคำของอรัชมน

ยิ่งถ้าสินค้าโรแมนติคถูกออกแบบมาน้อยชิ้นชนิด limited Edition อรัชมนเรียนรู้ว่า เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ของแต่ละชิ้น วัดได้จากการเดินเข้ามาถามหาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งคนสูงวัยที่ประคองกันเข้ามาพร้อมกับความต้องการแหวนแทนใจ จะเป็นทองเกลี้ยงหรือฝังเพชรก็ได้ ไม่เกี่ยงราคา

“แม้สินค้าคู่อาจมองได้ว่าเป็นสินค้าที่มีฤดูกาล หรือสินค้าฉาบฉวย แต่ด้วยวัฒนธรรมคนไทยซึ่งปลูกฝังในเรื่องความรักและการให้ และมีธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องมอบของขวัญให้กันตลอดชีวิต ทำให้ตลาดสินค้ายังมีแนวโน้มที่ดี”

แม้จะมีคอนเซปท์และจุดขายชัดเจน แต่จากการเปิดร้านตั้งแต่เดือนธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา อรัชมนบอกว่า ยังต้องใช้แรงกระตุ้นเพื่อสร้างการรับรู้ด้วยโปรโมชั่นราคา เพื่อนำเสนอความคุ้มค่าแก่ผู้บริโภค เช่น เสื้อราคาตัวละ 350 บาท แต่หากซื้อในราคาคู่เพียง 580 บาท และแหวนราคาวงละ 250 บาท ราคาแหวนคู่ คิดเพียง 400 บาท เป็นต้น ทำให้งบลงทุนเบื้องต้นกว่า 1 แสนบาท เชื่อว่าจะสามารถคุ้มทุนได้ภายใน 3 เดือน เพราะความสนใจของผู้บริโภคที่หมุนเวียนเข้าร้านกว่าวันละ 200-300 คนและ ซื้อสินค้าวันละกว่า 100 ราย ยังเป็นความสดใสที่มองเห็นได้ในธุรกิจหวานๆ ดังกล่าว

อีกทั้งสถานที่หรือช็อปสำหรับซื้อของคู่รักโดยเฉพาะ ยังจัดว่าหายากในตลาดปัจจุยัน กอปรกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการอะไรก็ได้ที่แตกต่าง ทำให้เป้าหมายของ T Couple ที่นอกเหนือไปจากการปรับตัวนำเสนอสินค้าใหม่ๆ เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวในร้านเล็กๆ ให้เป็น One Stop Service ของสินค้าคู่แล้ว เจ้าของร้านสาวยังเตรียมต่อยอดสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ สินค้าคู่รายแรกในตลาด ซึ่งจะมีความชัดเจนใน 1-2 เดือนนี้ด้วย

 เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ในตลาดประเภท Creative Item แต่ในส่วนของคนที่โลกกำลังเป็นสีชมพู เหมือนมีผู้ช่วยคนใหม่เข้ามาช่วยคิดหาของแทนใจ ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการเดาอยู่คนเดียว

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 12:36:12 PM โดย ตะละแม่กุสุมา » บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #21 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 12:38:18 PM »

หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา หลังบัลลังก์หนังนเรศวรฯ
 

 
หลังความสำเร็จของหนัง 'ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ' สื่อหลายสำนักได้สัมภาษณ์ถึงความคิดของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล คนทำหนังในดวงใจของใครหลายคน แต่แท้จริง เบื้องหลังของความสำเร็จนี้ มีหญิงสาวผู้หนึ่งที่เป็นทั้งโปรดิวเซอร์และคู่ทุกข์คู่ยาก ทั้งในกองถ่ายและในบ้านแห่งความรัก หญิงสาวที่ว่านี้คือ หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ซึ่ง 'จุดประกาย' และ นันทขว้าง สิรสุนทร ขอขอบคุณในความกรุณาให้การสัมภาษณ์เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา เป็นกรณีพิเศษ (ขออนุญาตไม่ใช้ราชาศัพท์ในการรายงานสัมภาษณ์)

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : มิเพียงวาจาของหม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ในระหว่างการให้สัมภาษณ์จะแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่โอบอ้อมอารีแล้ว น้ำเสียงและสีหน้ายังบอกเล่าถึงการเป็นสตรีคู่ทุกข์คู่ยากของ 'ท่านมุ้ย' หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

     จากระยะทางหลายหลักไมล์ ทั้งชีวิต ครอบครัว มาจนถึงหนังฟอร์มใหญ่อย่างพระนเรศวรฯ นั้น ...ใครบางคนกล่าวไว้ว่า 'หม่อมบี๋' อ่อนหวานกว่า 'มณีจันทร์' และแกร่งสู้ต่ออุปสรรคมากกว่า 'เลอขิ่น'

    เช่นนี้แล้ว, หาก 'ท่านมุ้ย' เปรียบได้กับ 'นเรศวรแห่งวงการหนัง' สตรีผู้นี้คือเบื้องหลังของความสำเร็จหลังบัลลังก์ (หนังพระนเรศวรฯ) อย่างแท้จริง

    .......................................

    ตอน 'ท่านมุ้ย' ทำหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ เวลาท่านไม่สบาย หม่อมมีวิธีการให้กำลังใจอย่างไร

    เราไม่มีอิทธิพลเลย (หัวเราะ) และท่านก็ไม่ท้อแท้เลย เขามีพลังเหลือเฟือ ท่านน่ะให้กำลังใจตัวเรามากกว่า

    เวลามีปัญหาเรื่องสุขภาพ ท่านไม่เคยแสดงอารมณ์ว่าเบื่อแล้ว ทำหนังใหญ่แบบนี้อุปสรรคเยอะ ไม่อยากทำหนังหรือครับ

    ไม่มีๆๆ (พูดเสียงสูง) มีแต่แบบว่าพลังงานเหลือเฟือในเรื่องของการทำงาน บางทีนะ ต้องบอกท่านว่า คุยเรื่องอื่นบ้างได้มั้ย คือตอนที่ก่อนจะทำหนังนั้น มีการคุยกันว่า เราจะทำแบบสบายๆ นะ วางแผงกันว่า จะทำแบบสบายๆ เรื่องนี้จะให้ท่านถ่ายแบบสบายๆ จะถ้าเดย์ซีน เราก็จะไม่ถ่ายไนท์ ถ้าจะมีถ่ายกลางคืน เราก็จะไม่มีเดย์ซีน จะให้ท่านนอนนะ

    แต่ปรากฏว่า...

    เหมือนเดิม ถึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็ต้องโหมเหมือนเดิม หนักมากเลย

    เทียบกับตอนทำ "สุริโยไท" กับ "นเรศวรฯ" หนักกว่าหรือเบากว่า

    ทำหนังนเรศวรฯ หนักกว่า หนักกว่าทั้งอารมณ์ของการทำงาน เอาใจยาก หนักขนาดที่ว่า ทีมงาน 200 คน รับคำสั่งคนเดียว ทำตามไม่ทัน เลยกลายเป็นว่า เราน่ะท้อเหมือนกันในบางเวลา แต่ท่านน่ะ ไม่ท้อ บางทีปากท่านอาจจะพูด "ฉันจะไม่ทำแล้ว จะให้ฉันหยุด ฉันหยุดวันนี้เลยก็ได้" แต่พอนั่งรถไปถึงกองถ่าย เข้าไปกองท่านพูดว่า "สร้างอันนั้นเพิ่ม สร้างอันนี้เพิ่ม ต้องเอาปูนมาเทนะ" (หัวเราะ) คือทางเรา เราห่วงสุขภาพของท่าน

    ท่านมุ้ยเกิดมาเพื่อเป็นคนทำหนังอย่างแท้จริง

    โอ born to be อยู่ในเลือด ในกระดูก อยู่ในวิญญาณ เบรกไม่ได้เลยนะ อย่าง เรื่องนเรศวรฯ บางทีลูกน้องทำตามไม่ทัน ท่านลงไปแบกเอง แบกไม้ แบกกล้อง

    บางคนมองว่า หม่อมเป็นผู้หญิงแกร่ง ที่คอย serve ท่านในการทำงานและผลักดัน

    แกร่งตรงไหน.. ถ้ามองว่าต้อง serve หรือ service อยากจะบอกว่า บางทีก็เหมือนความเคยชินที่ต้องทำ (หัวเราะ) บางอย่าง เป็นสิ่งที่ต้องทำมาตั้งแต่ต้น แต่เราไม่เคยคิดว่าเป็นสิ่งที่ใหญ่ เป็นเรื่องที่จะต้องทำมากกว่า

    หลังจากหนังนเรศวรฯ สองภาคเสร็จสิ้นลง (จะมีสามภาค) หม่อมกับท่านมุ้ยมีโครงการว่าจะไปพักผ่อนที่ไหนบ้าง

    ถ้าพูดถึงการไปต่างประเทศไม่มีนะ เพราะว่าการพักผ่อนจริงๆ ของเราคือ การนอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน ดูหนัง

    ไม่ไปต่างจังหวัด

    คงไม่ได้ไป ถ้าจะมีไปก็ไปดำน้ำ เพราะท่านชอบดำน้ำ แล้วตั้งแต่ป่วยก็แทบจะไม่ค่อยได้ไป ถ้าไปก็ 4-5 วันอาจจะลงน้ำสักครั้ง ท่านเป็นนักดำน้ำ บางทีก็มีแบบไปกลางทะเลเลย เช่าเรือนอนกันบนเรือ 5 วัน 7 วัน พาลูกพาหลานไป แต่ตอนนี้ไม่รู้จะยังไง ต้องดูอีกที

    ฟังดูแล้วจะรู้สึกว่าท่านมุ้ยมีพลังงานเยอะมาก คนที่อายุขนาดนี้บางคนไม่ทำงานอะไรแล้ว นั่งเลี้ยงหลาน บอกได้มั้ยครับว่า หนังพระนเรศวรฯ เป็นงานที่ยากที่สุดในการทำงาน

    ยากมาก... (ลากเสียงยาว) ยากมากจริงๆ

    บางคนบอกว่า ไม่ยากหรอก แค่ท่านมุ้ยรับสั่ง ทุกอย่างก็มาแล้ว

    ยากจริงๆ ยากลำบากเหลือเกิน คือสำหรับคนอื่นอาจจะคิดว่า ไม่ยากหรอก แต่สำหรับ limit ของเรานั้น ต้องใช้คำว่ายากลำบากเหลือเกิน

    เกี่ยวกับเรื่องหาทุนในการสร้างหนังด้วย

    ทุกๆ เรื่อง ทุกอย่าง ขั้นตอนด้วยเหนื่อยเหลือเกิน (หัวเราะและทำสีหน้าเหนื่อย) เรื่องนี้ออกปากเลยว่า ตอนทำสุริโยไท ก็รู้สึกว่าเหนื่อยมากแล้วนะ คิดว่าทำไปได้ยังไง แต่พอมาหนังพระนเรศวรฯ นี่ เหนื่อยมากกว่ามาก

    ทุกๆ วัน ต้องไปออกกองถ่าย

    จริงๆ โดยปกติ อยู่กับกองตลอด แต่บางช่วงมีธุระ ไปกองบ้าง มางานที่กรุงเทพฯ บ้าง ขึ้นอยู่กับงาน

    น่าจะมีบ้างที่ท่านรู้สึกว่าอุปสรรคในการทำหนังมันเยอะ หม่อมมีวิธีการพูดกับท่านแบบไหน

    ก็มีแต่เรานี่แหละที่บอกว่าไม่อยากทำ (หัวเราะชอบใจ) มีแต่เราบอกว่ารีไทร์เถอะ คือบางทีเห็นท่านเหนื่อยมาก เชื่อมั้ยบางที เห็นท่านกลับถึงโรงแรม ล้มนอนสลบไปเลย รองเท้าบางทีไม่ได้ถอดด้วย ท่านน่ะไม่หมดหรอกกำลังใจ

    แต่น่าจะมีเรื่องงานบางลักษณะมั้ย ที่ท่านต้องการให้หม่อมให้กำลังใจด้วยคำพูดหรือวิธีการบางอย่าง

    มีนะอย่างเช่น ท่านจะบอกว่าบางทีไม่อยากให้ขัด คือเวลาท่านจะทำอะไรแล้วอย่าขัด

    เช่นเรื่องอะไรครับ

    บางทีเราจะมี comment บ้างเกี่ยวกับฉากบางฉากว่า เอ๊ะ ทำไมตรงนี้ไม่เป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นแบบนี้ เพราะเรามีตำแหน่งเป็น producer ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ของมันเท่าไร (หัวเราะ) บางทีท่านจะพูดว่า "เชื่อใจฉันบ้างสิ" หรือ "ให้ฉันทำงานของฉันหน่อย" บางทีเราก็จะมีความเห็นในลักษณะภาพรวมว่า ฉากนี้ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้นะ ไม่ได้เกี่ยวกับหนังมาก เป็นการมองภาพรวมๆ และค่าใช้จ่ายด้วย เพราะอะไร ก็เพราะว่าท่านน่ะไม่มีใครเบรกอยู่แล้ว นึกออกมั้ย แล้วเราเป็นคนเดียวที่พูดได้ ก็ควรจะพูด

    มักเป็นเรื่องอะไรที่ไม่เห็นด้วย

    เป็นเรื่องที่เรามองแล้วว่า เออ อันนี้ต้องพูดแล้ว แล้วรู้สึกว่าถ้าอันนี้ต้องพูดก็จะพูด จะฟังไม่ฟัง ทำไม่ทำ ต้องพูดก่อน

    เวลาพักผ่อนที่นอกเหนือจากงาน ท่านกับหม่อมชอบไปที่ไหน

    ก็ที่นี่แหละ (ชี้นิ้ว) บ้านเรานี่แหละ

    ไม่ชอบการเดินห้าง

    ไม่ค่อยชอบไป สมัยก่อนตอนที่ลูกเรียนต่างประเทศ ก็จะมีได้เดินทาง ไปที่นั่น ท่านจะชอบขับรถ แต่อยู่เมืองไทยไม่ขับเลย เพราะว่าด้วยสภาพของการจราจรอะไรหลายๆ อย่าง ท่านนี่เป็นคนขับรถเร็วนะ ซิ่งมาก (หัวเราะ)

    เคยเครียดเรื่องการหาเงินในการทำหนังมั้ยครับ

    เครียดเรื่องการจะทำหนังเสร็จมั้ย ไม่เครียดนะ เพราะเราทำหนังเสร็จทุกเรื่อง กดดันส่วนนั้นมั้ย ตรงนั้นไม่มากเท่าไร เพราะพอเริ่ม project เราก็ต้องหาสตางค์แล้ว คือเราไม่ได้มีทุนเป็นของตัวเอง

    แสดงว่าเรื่องการหาทุนไม่ใช่เรื่องอุปสรรคใหญ่โต

    คือโดยตัวหนังด้วย ทำให้หนังไปได้ เราว่างานทุกอย่างมันเป็นการปรับตัวตามสภาพ

    ชีวิตและหน้าที่การงานที่คลุกคลีกับหนังมายาวนาน เมื่อได้ถามว่าท่านชอบหนังเรื่องใดมากที่สุดของท่าน ท่านตอบว่าทุกเรื่อง แต่ถ้าให้เลือกท่านชอบ "ถ้าเธอยังมีรัก" หนังท่านมุ้ยที่หม่อมชอบมากๆ คือเรื่องอะไร

    ความรักครั้งสุดท้าย (เวอร์ชั่นแรก)

บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #22 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 12:39:36 PM »

มือปืน" ที่คนในวงการหนังบอกว่าเป็นสุดยอดของท่านละครับ

    มือปืนเล่นเองเลยเฉยๆ (หัวเราะ)

    หลายคนดูมือปืนแล้วบอกว่า ท่านกับคุณสรพงศ์ ชาตรี นั้น เกิดมาเพื่อเป็นคู่หูในการทำหนังด้วยกัน ในสายตาของหม่อม หม่อมว่าคนสองคนนี้ทำงานเข้ากันได้จากอะไร

    คือพี่เอก (สรพงศ์) เนี่ยนะ คือจะต้องเล่าแบบนี้ ถ้าใครที่ "เชื่อ" ท่านแล้วนะ มีความเชื่อในตัวท่านแล้ว ท่านจะสามารถสร้างอะไรที่เป็น miracle

    เชื่อคือ "เชื่อมั่น

    ใช่ เชื่อมั่น

    คุณสรพงศ์เชื่อมั่นในตัวท่าน

    ไม่มีปุจฉาเลยแหละ ต้องใช้คำนี้ (หัวเราะกันครืน) บางทีความรู้สึกเอง อาจจะกังขา แต่ไม่พูด อาจจะฉงน อาจจะสงสัย แต่ไม่พูด

    เพราะรู้ว่าเมื่อถึงปลายทาง....

    ใช่ เพราะรู้ว่าเมื่อถึงปลายทาง จะมีผล และผลมันคือผลดีทั้งนั้น ไม่มีผลเสีย คือพี่เอกเขาจะอย่างนั้นเลยนะ บางทีเราโกรธนะ ทะเลาะกับท่าน ไปบอกพี่เอก นี่พี่เอกดูสิท่านเป็นแบบนี้น่ะ พูดกับท่านหน่อยสิ ก็ไม่พูด จะเทคไซด์ตลอด บางทีก็บอกเรา เดี๋ยวนะ ท่านคงคิดอะไรอยู่

    คุณสรพงศ์รู้มั้ยว่า จะต้องทำอย่างไร ถึงจะทำให้ท่านอารมณ์ดีขึ้น หรือหายโกรธ

    รู้ แต่ต้องบอกว่า พี่เอกเขายังไงละ เขาเจียมเนื้อเจียมตัวมาก เขาจะรักท่านมาก บางทีก็มีนะ พี่เอกเขาจะเข้าไปแกล้งคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ จะไม่เข้าไปสร้างสถานการณ์อะไรนะ

    ได้ทราบว่า เวลาท่านไม่สบายหรือมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ คุณสรพงศ์ก็จะรีบมา...

    ใช่ คือเวลาท่านถามว่า อยู่ที่ไหน พี่เอกก็จะรีบมา

    นเรศวรฯ ภาคแรกสอนให้เรารักชาติอย่างถูกต้อง ประสบการณ์ของคนทำละครับ ได้รับอะไรจากการทำงานครั้งนี้บ้าง

    เราก็กัดตัวเองว่า เราไม่เคยเรียนรู้อะไรสักที (หัวเราะ) มันก็จะมีอะไร มีประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่เรื่อย ตอนทำสุริโยไท เราก็บอกตัวเองว่า เราจะไม่กระหืดกระหอบหาทุนแล้วนะ เราจะไม่ดิ้นรนแบบนั้นแบบนี้แล้วนะ และแล้ว....(ยิ้มอารมณ์ดี)

    และแล้ว....ต่อไปก็คือ เพชรพระอุมา

    เพชรพระอุมานี่เชื่อมั้ย ซื้อบทเขาไว้ 5 ปี จะหมดลิขสิทธิ์อยู่แล้ว แล้วเรื่องนี่ CG ทั้งนั้นเลยนะ แล้วต้องถ่ายในป่าแอฟริกา ป่าทางเหนือในทิเบต

    คิดว่าหลังหนังพระนเรศวรฯ จะต้องทำเพชรพระอุมาแน่ๆ

    คงต้องดูอีกที ดูว่าสุขภาพท่านไหวมั้ย คือท่านจะเหนื่อยง่าย ความที่สูบบุหรี่มานาน แต่ตอนนี้ท่านมีความสุข เพราะว่าพักแล้ว แค่ตัดหนังถือว่าผ่อนไปเยอะแล้ว ตอนทำงานเคยเห็นท่านเลิกตี 4 ตี 5 กลับโรงแรม 6 โมงนอนไป 2 ชั่วโมง ลุกขึ้นมาทำต่อ แทบไม่ได้พักผ่อน นอนไปแค่ 2 ชั่วโมง ไม่มีนอนแบบเต็มๆ ตาเลย เราไม่ได้บอกว่ามันเป็นเรื่องวิเศษ แต่จะบอกว่า ท่านเป็นคนที่เห็นได้ว่า มีพลังที่จะก้าวไปให้ถึงจุดหมายสูง เพราะโดยเนื้อและวิญญาณเขา เกิดมาเพื่อสิ่งนี้

    ท่านบอกผมว่า ทำหนังเรื่องนี้ ต้องขอความช่วยเหลือเยอะมาก เหมือนบางทีรู้สึกทำหนังเหมือนขอทาน

    ใช่ ต้องขอความช่วยเหลือเยอะ ต้องขอเขาไปหมด รัฐวิสาหกิจ เอกชน บางคนบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก เงินแค่นี้ จะทำสักกี่เรื่องก็ได้ แต่สำหรับเรานะ เราอยากจะบอกว่า เราเหนื่อยกับมันมาก เหนื่อยมากจริงๆ

    แต่ท่านยังมีพลังงานที่จะถ่ายทำภาคสามต่อ

    คือภาคสามเนี่ย ถ้าจะฉายให้ทันวันที่ 5 ธันวาคม ตอนนี้เราจะต้องลงไปถ่ายแล้ว เพราะว่าภาคสามจะมีฉากรบเยอะ ต้องใช้เวลา ถ้าไม่ถ่ายตอนนี้มันจะไม่ทัน อย่างถ้าเราไปถ่ายเมษายน พฤษภาคม มันจะเฉียดเกินไปและเราจะเหนื่อยมาก คือ ท่านมุ้ย จะบอกว่าทัน แต่เมื่อลงไปในส่วนของเนื้องานแล้ว เราจะรู้เลยว่ามันไม่ทัน เพราะหนึ่งมันมีฉากรบเยอะอย่างที่บอก และมันไม่ใช่แค่ที่กาญจนบุรี มันมี out door มีการตั้งทัพมีอะไรต่างๆ ฉะนั้นการไม่เบรกอยู่แค่ค่ายทหารนั้น ก็เป็นเรื่องใหญ่อยู่เหมือนกัน เอาง่ายๆ เลย กำลังคน 400-500 คนจะขนไปที่นั่นนั้น จะไปอยู่ที่ไหน เดินทางแบบไหน มันเป็นเรื่องที่ต้องคิดทุกวินาที บางฉากที่มีทหารเข้าฉาก 300-400 คน ต้มข้าวที 6 กระสอบ

    ท่านมุ้ย บอกว่า อย่างม้า (คอกเดียวกับหนัง the last samurai) นั้น ต้องซื้อมาเลย เช่าไม่ได้

    ต้องซื้อมาเลยเพราะว่าถ้าเช่า เราคุมเวลาไม่ได้ แล้วยังมีว่าม้าต้องล้ม ต้องสู้กัน มันมีความเสี่ยง เช่าไม่คุ้ม ซื้อดีกว่า และถ้าเราไปเช่าม้าทหารหรือม้าเอกชน ก็คงแย่อีก process มันมหาศาล

    ทั้งระบบในการทำงานไม่ง่าย นอกจากกำลังใจจากหม่อมแล้ว มีกำลังใจด้านไหนบ้างที่ทำให้ ท่านมุ้ย ลุกขึ้นมาสู้ได้อีก

    คำชมจากคนที่ดูหนังหลายๆ คนนี่แหละ ที่ทำให้ท่านมีกำลังใจอยากจะทำภาคสาม บางคนบอกว่า ท่านมุ้ย come back แล้วนั้น กลับมาทำหนังดีอีกแล้ว แค่นี้ท่านก็มีกำลังใจแล้ว

    ท่านมุ้ยบอกว่า สิ่งที่เซอร์ไพรส์ก็คือ หนังนเรศวรฯ ทำเงินมากที่ภาคใต้ หม่อมมีเรื่องอะไรที่ทำให้หม่อมรู้สึกประทับใจนอกเหนือไปจากตัวหนังบ้าง

    มีอยู่วันหนึ่ง ได้คุยกับสายหนัง เราก็ดีใจมากที่เขาบอกว่า เนี่ย..ตอนนี้ล้างที่ปิ้งปลาหมึกรอแล้วนะ คือช่วงที่ผ่านมา ด้วยหลายๆ เรื่องทำให้โรงหนังหลายแห่งปิดตัวเองลงไป หรืออย่างน้อยก็ใกล้จะปิดตัวเอง แต่พอหนังนเรศวรฯ จะเข้า พวกเขารู้สึกว่า มีความหวัง เพราะจะทำให้โรงหนังกลับมาคึกคักและอยู่รอด เรื่องนี้เราดีใจ เพราะอย่างน้อยในทางอ้อม ก็ได้ช่วยพวกเขาไว้ อย่างตอนที่ทำสุริโยไทนั้น เจอคนที่เป็นหนี้เป็นสิน เจอโรงหนังที่มีหนี้ แต่พอสุริโยไทเข้า เขาเดินมาเจอท่านมุ้ย เข้ามายกมือไหว้บอกว่า ขอบคุณที่หนังเรื่องนี้ ทำให้หนี้สินที่มีอยู่หมดไป ใครอาจไม่รู้ แต่ท่านและชาวบ้านรู้ เหมือนหนังท่านไปกู้ขึ้นมา ช่วยปลดหนี้สิน ..นี่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราดีใจ

    ....หลังจากการสัมภาษณ์พูดคุยกับ ท่านมุ้ย และ หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ผ่านไป 3 ชั่วโมง มีสื่อมวลชนทุกแขนงยืนรอคิวสัมภาษณ์ผู้กำกับหนังที่เก่งที่สุด อายุมากที่สุด แต่มีพลังงานอย่างล้นเหลือ ..พลังงานที่ยังคงนั่งตัดต่อหนังอยู่ในห้อง ...พลังงานที่วิชั่นของท่าน วิ่งไปรออยู่ในอนาคต ...และพลังงานทั้งหมด

    มาจากพลังความรักของผู้หญิงคนนี้...หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา สตรีหลังความสำเร็จของหนังนเรศวรฯ !

    ...............................................

    หมายเหตุ : ตามกำหนดระยะเวลาในการฉายหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ นั้น ภาคที่สองจะฉายในเดือนกุมภาพันธ์ และภาคที่สาม (หากการถ่ายทำเสร็จทัน) จะฉายในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และรายได้ทั้งหมดของหนัง จะทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #23 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 01:14:18 PM »

                                                                                                                                                                                                                                                  ดร. เด่น  อยู่ประเสร็ฐ         คเณศ  พักตระเกษตริน         เสาวนิตย์  นวพันธ์                                                                                                                                                                                                                                        JazzLife ก้าวแรกของบุคกาซีนดนตรี
 
19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 15:51:00
 
 
เสาวนิตย์ นวพันธ์
 
แม้ว่าแวดวงคอนเสิร์ตแจ๊สจะดูคึกคักในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่ถ้าพูดถึงแมกกาซีนแล้ว หาได้ยากนักที่จะมีนิตยสารแจ๊สดีๆ ให้อ่าน ช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้จึงมีข่าวดีสำหรับคอเพลงแจ๊สที่จะมี JazzLife บุคกาซีนแจ๊สเล่มแรกในเมืองไทยที่อัดแน่นด้วยเนื้อหาเข้มข้นทางดนตรีมาให้อ่านกัน

เขียนโดย วิภานี กาญจนาภิญโญกุล

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : JazzLife เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันก่อน ณ TK Park ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงานนอกจากจะเต็มอิ่มไปด้วยศิลปินนักดนตรีแจ๊สชื่อดังที่มาร่วมเล่นคอนเสิร์ตเปิดงาน ยังอบอุ่นด้วยคอแจ๊สจากเวบไซต์พันธุ์ทิพย์ ตลอดจนแฟนคลับของเจ้าของงานเอง

"ผมอยากให้วงการแจ๊สเมืองไทยเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน ไม่ใช่เกาะกระแสฉาบฉวยอย่างเดียว เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า ดนตรีแจ๊สเป็นดนตรีที่มีคนเข้าใจผิดมากที่สุด ฟังยาก หรือไม่ก็พวกไฮโซ รสนิยมสูง ทั้งๆ ที่จริงๆ ดนตรีแจ๊สก็เป็นดนตรีประเภทหนึ่ง เพียงแต่ถ้าผู้ฟังมีพื้นความรู้ มีข้อมูลในการฟังก็จะช่วยให้การฟังเพลงเพราะยิ่งขึ้น ซึ่งก็เป็นพื้นฐานของการฟังดนตรีทั่วไป แล้วแจ๊สไลฟ์ก็เข้ามาช่วยในตรงนั้น  
คเณศ พักตระเกษตริน
 

"ผมมองว่าไม่เฉพาะดนตรี แต่ศิลปวัฒนธรรมในบ้านเรานั้น มีการเสพจำกัดมาก เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากร หรือถ้าเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเขามีทุกอย่างให้เสพเป็นภาษาญี่ปุ่น เราเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ เข้ามาช่วยทำลายกำแพงด้านภาษาลง" อนันต์ ลือประดิษฐ์ หนึ่งในหัวหอกของทีมงานเอ่ยถึงข้อจำกัดในการเสพดนตรีแจ๊สของสังคมไทยที่ยังคงขาดข้อมูล และความรู้พื้นฐานเพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสในการฟังเพลง

เนื้อหาภายในเล่มนั้นโดดเด่นในแง่ของเรื่องหลักที่เข้มข้นเต็มอิ่ม สามารถนำไปใช้อ้างอิงได้สบายๆ รวมถึงความบันเทิงหลากหลายจากบทสัมภาษณ์ของนักดนตรีทั้งไทย และต่างประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นแหล่งความรู้สำหรับคอเพลงแนวนี้แล้ว ยังเป็นเวทีเปิดโอกาสสำหรับนักเขียนแจ๊สหน้าใหม่ๆ ที่อาจจะไม่ใช่นักดนตรีหรือผู้ศึกษาด้านนี้โดยตรง แต่เป็นกลุ่มคนทั่วไปที่ใจรักในดนตรีแจ๊สอย่างแท้จริง

หลังจากมีการพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ พอหอมปากหอมคอ การบรรเลงสดจากวง The Denny Trio ซึ่งประกอบไปด้วย เด่น อยู่ประเสริฐ, ณภัทร พิริยกิจศรัณย์ และ ณัฐนันท์ สังขะทรัพย์ ก็เริ่มขึ้นโดยมีเพลงเด่นๆ หลายเพลงของ แฟรงค์ สินาตรา ที่ถูกหยิบยกมาเป็นธีมของฉบับแรกและได้รับการนำมาเล่นในมินิคอนเสิร์ตเปิดตัวบุคกาซีนคราวนี้  
ดร.เด่น อยู่ประเสริฐ
 

แต่ละเพลงล้วนโชว์ความสามารถของนักดนตรีในด้านการอิมโพรไวส์และโชว์พลังเสียงอันน่าทึ่ง นักร้องอย่าง คเณศ พักตระเกษตริน ที่เป็นเจ้าของน้ำเสียงเปี่ยมเสน่ห์และลีลาในแบบของนักร้อนรุ่นเก๋าอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่อยู่ในวัยหนุ่ม เขามาพร้อมกับเพลงฮิตติดหูอย่าง Come Fly with Me และ Fly Me to the Moon ที่ดึงดูดความสนใจจากผู้ชมทั่วทั้งงาน ส่วน เสาวนิตย์ นวพันธ์ มาในเพลงสุดฮิตอย่าง The Very thought of you ที่ทำให้ใครๆ ทึ่งไปกับน้ำเสียงหวานซึ้งในแบบสแตนดาร์ดแจ๊ส ตามด้วยเพลงสนุก Cheek to Cheek แล้วไฮไลต์ปิดท้ายในเพลง My One and Only Love

ระหว่างการแสดงคอนเสิร์ต คั่นรายการด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับดนตรีแจ๊สเป็นระยะๆ อีกทั้งยังมีการตอบคำถามชิงหนังสือและซีดี แฟรงค์ สินาตรา ที่สนับสนุนโดย ค่ายอีเอ็มไอ สร้างความสนุกสนานและเป็นกันเองในหมู่แฟนเพลงแนวนี้ และยังแสดงให้เห็นถึงพลังแห่งชุมชนชาวแจ๊สตัวจริงสมกับที่เจ้าของงานอยากให้เกิดขึ้น

"นอกเหนือไปจากตัวหนังสือแล้ว เรายังมีเวบไซต์ (www.bangkokjazzlife.com) ที่เข้ามาช่วยอัพเดทความเคลื่อนไหวของแวดวงคนฟังดนตรีแจ๊ส เพื่อเป็นการสร้างชุมชนแจ๊สในโลกไซเบอร์อีกทางหนึ่ง ในเฟส 2 ที่จะอัพโหลดขึ้นอีกไม่นานจากนี้ เวบไซต์เราจะมีการตั้งกระทู้และมีคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านของดนตรีแจ๊สคอยตอบคำถามในทุกๆ กระทู้ที่มีการตั้งขึ้นมาด้วยครับ"  
ดร. สิริกร มณีรินทร์ รับมอบหนังสือเพื่อบรรจุในห้องสมุดดนตรีของ ทีเค พาร์ค
 

จบงานด้วยความอิ่มสุขสำหรับทุกฝ่าย แล้วเราก็ได้แต่แอบหวังว่าชุมชนดนตรีคุณภาพแบบนี้จะมีให้เห็นในดนตรีหลายๆ แนว ไม่เฉพาะแต่แจ๊สเท่านั้น.

 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 01:17:05 PM โดย ตะละแม่กุสุมา » บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
ป้าJet
เทพจ้าว ตลาดหุ้น
*****
กระทู้: 659



« ตอบ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 01:35:07 PM »

                                                                                                                                                                                                            หนังสือดนตรีบนแผง
 
21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 12:43:00
 
 

เขียนโดย อนันต์ ลือประดิษฐ์

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ช่วงนี้มีหนังสือเกี่ยวกับการฟังดนตรีทยอยออกมาวางเด่นหราอยู่บนมุม 'ดนตรี' ในร้านหนังสือเป็นระยะๆ นัยว่าสังคมไทยกำลังต้องการข้อมูล ข่าวสาร และความรู้เกี่ยวกับการฟังดนตรีอย่างขนานใหญ่

 นอกจาก JazzLife บุ๊คกาซีนราย 3 เดือน ของสำนักพิมพ์ 'พิมพ์เพลง' ที่เปิดตัวในงานดนตรีเพื่อการศึกษา ณ ทีเคพาร์ค เซ็นทรัลเวิลด์ (http://www.bangkokjazzlife.com) ซึ่งภายในบรรจุเนื้อหาหลากหลายของดนตรีแจ๊ส และประกาศตัวเป็นคู่มือสำหรับการฟังของผู้คนในสังคมไทยไปแล้ว  ล่าสุด สิเหร่ หรือ จิรภัทร อังศุมาลี นักเขียนทางด้านดนตรีรุ่นอาวุโส ยังเข็น แจ๊ซวิถี จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ 'มติชน' ออกมาตอบสนองความต้องการ และเพื่อสนับสนุนให้การเสพฟังดนตรีในบ้านเราเป็นไปอย่างลุ่มลึกและรอบด้านมากยิ่งขึ้น

 'แจ๊ซวิถี' เป็นการรวมบทความที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร What Hi-Fi ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นข้อเขียนที่กล่าวถึงผลงานชิ้นหลักๆ ของศิลปินแจ๊สระดับตำนาน โดยเปรียบเสมือนบทสนทนาของ สิเหร่ กับตัวอัลบั้มแจ๊สเหล่านั้น

 แจ๊สในความหมายของ สิเหร่ ก็คือ เสรีภาพ นั่นเอง...

 อีกเล่มหนึ่งที่คอเพลงไม่ควรพลาดเป็นอันขาดคือ ดนตรี คีตา เวหา อิเล็กทรอนิกส์ หนังสือรวมบทความทางด้านดนตรีเล่มแรก ของ นรเศรษฐ หมัดคง หรือ ดีเจ ซี๊ด ที่จัดพิมพ์โดย โอเพ่น บุ๊คส์ ซึ่งมี คมสัน นันทจิต รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการ

 ดีเจซี๊ด ได้แรงบันดาลใจในชื่อหนังสือมาจากเพลง 'ดนตรี คีตา เวหา จักรวาล' ของ เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ ที่จากโลกนี้ไปแล้ว ในเล่มบรรจุเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีป๊อปร่วมสมัย โดยเฉพาะ แร็พ และอิเล็กทรอนิกา ที่เขาสันทัดจัดเจนเป็นพิเศษ

 ทั้ง 2 เล่มมีขนาดค่อนข้างเขื่อง แต่มิใช่ยาขมแม้แต่น้อย เป็นหนังสืออ่านสนุกที่จบลงโดยคุณไม่รู้ตัว

 ความสมบูรณ์อันต่อเนื่องจากนั้น คือการเดินทางไปหาโลกแห่งเสียงดนตรีด้วยตัวคุณเอง

 นั่นคือ เสาะแสวงหา แล้วนั่งลงฟังมันซะ !
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 01:35:43 PM โดย ตะละแม่กุสุมา » บันทึกการเข้า

ความรู้จักประมาณ    ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
หน้า: [1] 2 3 ... 10   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!