เว็บบอร์ด Taladhoon.com
สิงหาคม 01, 2014, 04:36:35 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บริษัท ไอ อาร์ เอส ฯ จัดอบรมหลักสูตรการวิเคราะห์หุ้น "เรียนก่อน...รวยกว่า รุ่นที่ 3" 19-20 ก.ค. 2557
***ราคาพิเศษสุดๆ...เรียน 2 วันเต็ม สมัครก่อน 11 กรกฎาคม 57 จากราคาเต็ม 10,000 ลดเหลือเพียง 6,500 บาท ***
http://www.taladhoon.com/taladhoon/board/index.php?topic=13919.0
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
| | ผู้เขียน หัวข้อ: ทำไมโสเครติสจึงต้องตาย  (อ่าน 3659 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
D2B
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 2072


D2B... Key to friendship ...


« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2006, 06:23:03 AM »

ทำไมโสเครติสจึงต้องตาย

โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

มีนิสิตที่ผู้เขียนสอนมาบ่นกับผู้เขียนหลายคนว่า ไม่เข้าใจปรัชญาการเมืองของโสเครติส อ่านเท่าไรก็ไม่รู้เรื่อง แล้วจะทำอย่างไรดี?

ผู้เขียนต้องอธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า การที่จะเข้าแนวคิดความของใครสักคนหนึ่งนั้นจำเป็นเข้าใจบริบท (context) ของเวลาด้วย พูดง่ายๆ คือ ต้องรู้ประวัติศาสตร์ของช่วงเวลานั้นด้วยจึง จะทำให้เข้าใจแนวความคิดของคนสมัยนั้นสะดวกขึ้น

อีทีนี้เมื่อผู้เขียนต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก (เหมือนแผ่นเสียงในยุคก่อนดิจิตอลตกร่อง) จนรำคาญตัวเอง เลยขออนุญาตเขียนเล่าในที่นี้ทีเดียวเลย จะได้หมดเรื่องหมดราวไปเสียที

แต่ขอเรียนให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายทราบเสียก่อนว่า เรื่องที่เล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้นเอง

โสเครติสเป็นชาวกรีกแห่งนครรัฐเอเธนส์ (เกิดเมื่อ พ.ศ.74 ตายเมื่อ พ.ศ.144) เป็นบุตรของช่างประติมากรรมกับหมอตำแย ในช่วงที่เขามีชีวิตอยู่นั้นเป็นช่วงของความโชติช่วงแห่งยุคของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ที่อุบัติขึ้นในโลกไล่เลี่ยกัน อันมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตอนเหนือของอินเดีย (ประสูติก่อนพุทธศักราช 80 ปี) เหลาจื่อ (เกิดก่อนพุทธศักราช 27 ปี ตายเมื่อ พ.ศ.53) และขงจื๊อ (เกิดเมื่อ พ.ศ.8 ตายเมื่อ พ.ศ.64) ในจีน

ในกรุงเอเธนส์สมัยนั้นเป็นยุคประชาธิปไตยแบบทุนนิยม (ที่ยังมีทาสอยู่ และพวกที่ไม่มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงก็เยอะ เช่น สตรี เป็นต้น) บรรดาโรงเรียนแบบมหาวิทยาลัยก็อยู่ภายใต้อิทธิพลตามแนวทางของพวกโซฟิสท์ (Sophist) ซึ่งเป็นสำนักปรัชญาสำนักหนึ่งที่เน้นความสำคัญในการศึกษาที่วิชาวาทะวิทยา (Rhetoric) โดยใช้เหตุผลและหลักการแบบไดอะเล็กติก (dialectic)

ซึ่งพวกโซฟิสท์นี้เน้นหลักการว่ามนุษย์เป็นมาตรฐานวัดทุกสิ่ง ว่าง่ายๆ ก็คือ ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งก็เหมาะสมกับหลักการประชาธิปไตยดีทีเดียว เพราะประชาธิปไตยก็คือถือเอาเสียงของประชาชนข้างมากอยู่แล้ว

การศึกษาตามแนวพวกโซฟิสท์ที่เป็นที่นิยมของชาวเอเธนส์ในยุคนั้น เนื่องจากวาทะวิทยาว่าไปแล้วก็คือวิชาการตลาด (Marketing) ที่สอนกันอยู่ในยุคปัจจุบันนั่นแหละคือหลักการโน้มน้าวคนให้เห็นด้วยกับคำพูดของเรา

สำหรับหลักการใช้เหตุผลแบบไดอะเล็กติกนี่ ทั้งคาร์ล มาร์ก เลนิน และเหมา เจ๋อ ตุง ก็เอามาใช้อย่างได้ผลดีมาแล้ว เพราะการใช้เหตุผลแบบไดอะเล็กติกนั้น หากจะเล่นกันโดยไม่มีหลักการแล้วก็เหมือนกับการใช้วิธีสถิติในการโกหกนั่นแหละ แต่ว่าทางปรัชญาเขาเรียกว่า "fallacy" (ขออภัยที่ไม่ได้ใช้ศัพท์บัญญัติทางปรัชญา เนื่องจากเกรงว่าจะสับสนกันมากกว่านี้ เพราะศัพท์บัญญัตินั้นใช้ภาษาแขก จึงทำให้ต้องเพิ่มภาระการแปลขึ้นอีก 1 ภาษาโดยไม่จำเป็น)

หลักจริยธรรมของพวกโซฟิสท์นี่เขาถือเรื่องความถูกต้อง ความชั่วดีนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์แบบที่เรียกว่า Situation Ethic คือบางที บางที่ บางแห่ง นั้นความถูกต้อง ชั่วดีนั้นไม่เหมือนกัน ซึ่งมันก็สะดวกดี แต่การใช้มนุษย์เป็นมาตรฐานในการวัดว่าอะไรถูกต้อง ชั่วดี นั้นมีปัญหาเนื่องจากมนุษย์นั้นต่างจิตต่างใจกัน จึงเป็นการมั่วมากไป

พวกโซฟิสท์จึงพลิกลิ้นได้เสมอ การกระทำอย่างเดียวกันคนละวัน คนละสถานที่ก็อาจดีหรือชั่วได้ ไม่ต้องมีหลักเกณฑ์เท่าไรนัก

บันทึกการเข้า

... ฝากตัวฝากใจ ..ฝากไว้รักษา ..ฝากวันเวลา ..ฝากสายสัมพันธ์ ...ยั่งยืน...
D2B
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 2072


D2B... Key to friendship ...


« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2006, 06:23:43 AM »

วิชาที่ยอดฮิตในกรุงเอเธนส์สมัยนั้นอีก 2 สาขา คือ กฎหมาย กับ เอ็ม.บี.เอ. คล้ายๆ กับสมัยนี้นั่นเอง

โสเครติสเองก็คงจะงงกับเรื่องการศึกษาและเหตุผลแบบของพวกโซฟิสท์เต็มประดา แต่โสเครติสนั้นเป็นคนที่แปลกว่ามนุษย์ทั่วไปคือเมื่อสงสัย เมื่อไม่เข้าใจแล้วถาม (คนไทยทั่วไปเป็นคนปกติดีแล้วเนื่องจากเมื่อสงสัย ไม่เข้าใจแล้วไม่ถาม เพราะได้รับการอบรมอย่างดีมาตั้งแต่เด็ก คือถ้าถามแล้วจะถูกครูตี)

เมื่อถามมากๆ แล้ว โสเครติสก็เกิดความกระจ่างแจ้งเหมือนกับการได้เรียนรู้ความจริงแท้ของโลกข้อสำคัญข้อหนึ่ง คือ

"จงทำให้คำนิยาม (definition) หรือคำจำกัดความของคำแต่ละคำให้กระจ่างและเข้าใจตรงกันในมวลมนุษย์เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดในการปฏิบัติงาน และเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในทุกเรื่อง"

ยกตัวอย่างทุกวันนี้ใครๆ ก็นิยมใช้ศัพท์คำว่า "บูรณาการ" ซึ่งถ้าถามว่า คำจำกัดความของคำ "บูรณาการ" นี้แล้วจะตอบกันไปคนละทางสองทาง แต่ส่วนใหญ่มักจะตอบไม่ได้เสียมากกว่า ครั้นเวลาเอาแผนแบบบูรณาการไปปฏิบัติจริง ก็เห็นว่าต่างคนก็ต่างทำไปตามที่ตัวเองต้องการจะทำแบบว่าทำกันไปคนละทิศคนละทาง

คนไทยทุกคนรักชาติ หากถามว่าชาติคืออะไร ก็คงจะตอบไม่ค่อยได้ หรือที่ตอบได้ก็ไม่ค่อยจะตรองกันสักเท่าไหร่ ที่ร้ายหนักคือเกิดขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเสียด้วย เพราะรักไม่เหมือนกันแถมยังไม่รู้ว่าที่รักๆ นะคืออะไร? ซ้ำร้ายสำหรับคำว่า "ไทย" ก็ยังงงอยู่เลยว่าทำไมจึงมี "ย.ยักษ์" ด้วย ไม่เคยมีใครให้ความกระจ่างสักที

โสเครติสใช้วิธีถามความหมายของคำศัพท์ที่คนชอบใช้แต่ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรนั่นแหละ จนกระทั่งได้ความหมายที่แท้จริงของคำนิยามแต่ละคำ ซึ่งการถามแบบของโสเครติสนี้เรียกว่า "Socrates Method" ที่โรงเรียนกฎหมายในสหรัฐอเมริกาใช้วิธีกับผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือล่วงหน้ามากในการเข้าเรียนแต่ละครั้ง เพราะว่าหากถูกถามจากผู้สอนแล้วตอบไม่ได้ก็จะขายหน้ามาก

วิธีสอนแบบโสเครติสนี้เอามาใช้ในเมืองไทยไม่ได้เนื่องจากนักศึกษาไทยไม่มีหนังสือตำราอะไรที่จะใช้เตรียมตัว เพราะต้องไปจดเล็คเชอร์ในห้องเรียนจากอาจารย์ผู้สอน หรือถึงหากมีหนังสือตำราก็เป็นการยากที่จะให้คนไทยอ่านล่วงหน้ามาก่อนเนื่องจากการกระทำแบบนี้ดูออกจะขัดกับวัฒนธรรมไทยยังไงชอบกลอยู่

โสเครติสเที่ยวไปถามใครต่อใครเรื่องคำจำกัดความนี่แหละจนกระทั่งบรรดาผู้ปกครองนครรัฐเอเธนส์กลุ้มใจและโกรธก็เลยรวมหัวกันใช้กฎหมายตัดสินประหารชีวิต โสเครติสเสียเลย เนื่องจากโสเครติสเที่ยวก่อความไม่สงบด้วยการถามหาคำจำกัดความเพื่อให้ประชาชนเข้าใจตรงกันอยู่ไม่หยุดหย่อน เพราะถ้าประชาชนเข้าใจตรงกันแล้วทำให้ปกครองลำบาก

อีทีนี้ก็มีพรรคพวกของโสเครติสที่ตั้งใจที่จะช่วยกันจะพาโสเครติสหนีแต่โสเครติสกลับอธิบายว่า "กฎหมายนั้นมีทั้งกฎหมายที่ดีและกฎหมายที่ชั่วร้าย วิญญูชนควรปฏิบัติตามกฎหมายที่ดีและปฏิเสธกฎหมายที่ชั่วร้าย แต่วิญญูชนต้องยอมรับโทษทัณฑ์ของกฎหมายด้วยเพื่อรักษาจิตวิญญาณของกฎหมาย (Spirit of Law) ไว้"

โสเครติสจึงยอมดื่มยาพิษตายตามวิธีการประหารชีวิตสมัยนั้น (สมัยนี้ใช้วิธีฉีดยาพิษให้ตายเนื่องจากนักโทษไม่ยอมดื่มยาพิษแต่โดยดีอย่างโสเครติส)

นักการเมืองที่เอาตามโสเครติสก็เห็นมีอยู่ 2 คนที่ดังๆ เป็นที่รู้จักทั่วไปก็คือ มหาตมะคานธี แห่งอินเดียกับนายมาร์ติน ลูเธอร์ คิง แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็ตายคล้ายๆ กับโสเครติสนั่นละ

เมื่อเข้าใจแนวคิดของโสเครติสแล้ว คงไม่มีใครอยากจะเอาอย่างเขาสักเท่าไรกระมัง?

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03220249&day=2006/02/22
บันทึกการเข้า

... ฝากตัวฝากใจ ..ฝากไว้รักษา ..ฝากวันเวลา ..ฝากสายสัมพันธ์ ...ยั่งยืน...
D2B
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 2072


D2B... Key to friendship ...


« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2006, 05:47:13 AM »

กบเลือกนาย ( ตอน เมื่อคางคกมาเป็นนาย )  
  คุณ sazzie
 
 
 I'm not crazy, I'm just lil unwell...


     คางคกขรุขระแท้          ชิงชัง

เพียรกระโดดโลดหวัง         เด่นฟ้า

ขึ้นวอเพื่อเผยอดัง             สูงส่ง  นักแฮ

กำเนิดเดิมต่ำช้า                กลับแกล้ง  ลืมหลง

                                     
( จากเว็บไซต์เพื่อการศึกษา ว่าด้วยเรื่องโคลงสุภาษิตคำพังเพย )


*************************************************


พอดี search ใน google หาเรื่องที่เกี่ยวกับกบ
แต่ไปสะดุดกับคางคกเข้าให้
เกี่ยวกับกบก็ลองหาดูแล้ว..กบเลือกนาย...เป็นนิทานอีสป

แต่อ่านดูแล้ว..ก็ยังไม่สามารถ link เนื้อเรื่องกับความหมาย
ที่เขาคนนั้นหมายความได้...
เพราะ จะว่าเลือกกันมาก เลือกกันบ่อย เปลี่ยนกันจนชิน
เหมือนเวลาเปลี่ยน ( ......... )
เปลี่ยนอะไรก็เติมกันเอาเอง ที่คิดว่ามันต้องเปลี่ยนกันบ่อยๆน่ะ
มันก็ไม่ใช่ ... ถ้านายดี แล้วเขาอยากจะเลือกคนใหม่ทำไม ??
ถ้านายมีน้ำใจ มีคุณธรรมในจิตใครมันจะอยากให้จากลา
( วลีนี้ไม่เกี่ยวแต่เท่ดี " พลทหารเลวไม่มี  มีแต่นายที่เลว " )

ในนิทานอีสปจบที่เทพ ปล่อยให้ฝูงกบต้องผจญกับนายนกกระสา
ที่จับกบกินกันเอาเองตามยถากรรม เพราะความที่เลือกกันมากนัก.....


แต่ศศิมานั่งแต่งเพิ่ม (ไว้เล่าให้ลูก (ถ้าเกิดมี) ฟัง) ...
....ให้เนื้อเรื่องยาวขึ้นอีกนิด ลูกเต้าฟังแล้วจะได้หลับลึกหลับดี


เมื่อเทพปล่อยให้ฝูงกบต้องผจญกับนายนกกระสา
ระหว่างนั้นก็มีคางคกตัวหนึ่งกระโดดไล่ตามแมลงออกมาจากพงหญ้า
เป็นจังหวะเดียวกับที่ นกกระสาโฉบลงมา ....
ด้วยความตกใจคางคกตัวนั้นมันเลยพองตัวขึ้น จนผิวขรุขระบวมเปล่งแทบปริ
และนั่นทำให้นายนกกระสาตกใจกลัวลนลาน จึงบินหนีไป ...

ฝูงกบเห็นดังนั้น จึงคิดว่าคางคกมาช่วยให้รอดพ้นด้วยใจที่กล้าหาญ
คำบอกเล่าส่งถึงกันปากต่อปาก ไปทั่วทั้งฝูงกบ
พวกกบจึงตกลงใจเลือกให้ คางคกมาเป็นนาย....
เจ้าคางคกนั้น เมื่อเป็นนายก็ให้เกิดอาการรำคาญเสียงอ๊บๆ ของกบฝูงนี้
มันจึงออกคำสั่ง ให้กบทั้งฝูงนั้นต้องเปลี่ยนเสียงร้องเป็น เอิ๊บ ๆ เหมือนมัน
กบพากันกระโดดหย๊องแย๊ง กระดี๊กระด๊า ดีใจกับการเปลี่ยนเสียงร้อง
แต่เปลี่ยนได้ไม่นาน พวกกบก็รู้สึกว่า เสียงนั้นมันไม่เหมาะสมกับตัวเอง
กบจึงพากันกลับมาร้อง อ๊บ ๆ เหมือนเดิม ต่อไป

นายคางคก รู้ทันทีว่าคงจะปรับเปลี่ยนกบฝูงนี้ให้เป็นดั่งใจได้ยาก
ครั้นจะลงโทษด้วยการจับกินเสียให้หมดทั้งฝูงก็คงไม่ได้
จึงหันไปไล่แย่งจับกินเหล่าแมลงที่เป็นอาหารของฝูงกบแทน
โดยถือเอาว่าตัวเป็นนาย ต้องกินก่อน กินมากกว่า กินให้ได้มากที่สุด...
ไม่สนว่าเหล่าฝูงกบจะกินกันอิ่มหรือไม่
ฝูงกบที่เวลานี้กินไม่อิ่มนอนไม่หลับเหมือนเคยจึงพร้อมใจกัน
ประสานเสียงร้องอ๊บ ๆๆ ดังอื้ออึงไปทั้งบึง
เจ้าคางคกได้ยินดังนั้น  คิดว่าเหล่าฝูงกบบังอาจท้าทาย
จึงพองตัวขึ้นด้วยความโกรธ...อย่างถึงที่สุด...
มันพองตัวขึ้น เรื่อยๆ เรื่อยๆ ...จนในที่สุดมันก็ท้องแตกตาย .......

นิทานเรื่องนี้สอนให้(ลูก)รู้ว่า  โกรธคือโง่(ของแท้) โมโหคือบ้า(ของจริง)


ปล. โอ๊ะ โอ๋ มิได้เกี่ยวกับการเมืองนะ ... ศศิแต่งนิทานไว้กล่อมลูกนอนตะหาก

บันทึกการเข้า

... ฝากตัวฝากใจ ..ฝากไว้รักษา ..ฝากวันเวลา ..ฝากสายสัมพันธ์ ...ยั่งยืน...
D2B
Moderator
YaBB God
*****
กระทู้: 2072


D2B... Key to friendship ...


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2006, 01:45:48 AM »

อ้างถึง
จุดจบ! โสกราตีส
[16 พ.ย. 49 - 19:53]
 
ปี 470 -399 ก่อน ค.ศ. ช่วงเวลาอายุ โสกราตีส นักปรัชญา ผู้ที่โลกบันทึกว่า เป็นคนฉลาดที่สุดของนครเอเธนส์... ประเทศกรีก...เป็นประชาธิปไตยเต็มใบแล้วครับ

โสกราตีส ไม่เคยเขียนหนังสือ ไม่ได้เป็นอาจารย์สอนหนังสือ กิจกรรมเชิงปัญญาที่จากการสนทนากับเพื่อนฝูงกลุ่มเล็กๆ เป็นต้นกำเนิดของวิชาปรัชญา และตรรกวิทยา

แพร่หลาย รู้จักกันในเวลาต่อมา เพราะมีศิษย์เอกคนหนึ่ง... บันทึกเอาไว้

เพลโต เขียนไว้ว่า “รูปร่างหน้าตาโสกราตีสอัปลักษณ์ จมูกบาน ตาโปน แต่ซ่อนความคิดแหลมคมและความมีคุณธรรมไว้ในใจ มีความแกร่งกล้า จนสามารถดึงดูดผู้คนมากมายใน วงกว้าง”

โสกราตีส มีวิธีสนทนากับผู้คน ด้วยการตั้งข้อปุจฉา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านศีลธรรม หรือการปกครอง บทสรุปของคำถาม มักเป็นคำตอบที่สวนกระแส...โดยเฉพาะอำนาจรัฐ

นับวันที่คนหนุ่มหัวก้าวหน้ามากมาย แวดล้อมโสกราตีส ในฐานะศิษย์ กระแสแนวคิดของเขา ถูกมองว่า มีอิทธิพลลบล้าง บ่อนทำลายค่านิยม ประเพณีเดิมๆของรัฐ

โสกราตีสเริ่มถูกเพ่งเล็ง เป็นตัวอันตราย

เมื่อมีการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยในช่วงเวลานั้น...โสกราตีส ถูกหาว่าเป็นตัวการปลุกปั่น...ทั้งๆที่ไม่ได้เข้าไปมีส่วนเสวยวาสนาบารมีกับอำนาจใหม่

แล้วอำนาจใหม่ ก็เหมือนอำนาจการเมืองทั่วไปในโลก พ่ายแพ้ไปในช่วงเวลาสั้นๆ

ประชาธิปไตยในเอเธนส์เริ่มเบ่งบาน...อีกครั้ง

ครั้งนี้เอง โสกราตีส เจอข้อหา...ทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาประจำรัฐ ชี้ชวนคนหนุ่มให้เดินไปในทางผิด ถูกตัดสินประหารชีวิต

ด้วยการให้ดื่มยาพิษ

เพลโต บันทึกถึงเหตุการณ์ช่วงนี้ว่า โสกราตีส ยังคงสนทนากับเพื่อนหนุ่มๆที่รู้ใจ จนถึงวาระสุดท้าย...ที่เขาดื่มยาพิษที่ทำจากต้นเฮมล็อก

ประโยคอมตะ ของโสกราตีส ที่ถูกบันทึกไว้...

“ไม่มีสิ่งใดดีหรือเลว แต่ความคิดทำให้เป็นเช่นนั้น”

เพลโต ระบายความรู้สึกว่า ครูของเขาถูกพิพากษาอย่าง อยุติธรรม โดยกลุ่มคน (ส่วนใหญ่) อกตัญญูผู้หลงผิด

ความตายของโสกราตีส ทำให้เพลโตเปลี่ยนความมุ่งมั่นทางการเมือง เป็นการอุทิศชีวิตให้ความรู้ด้านปรัชญา

พ.ศ.2545 ศิษย์พระตถาคต ชื่อพระชุมพล พลปัญโญ เขียนไว้ในพุดตานกถ

รักกันเพียงใด ก็ต้องพลัดพราก หวงไว้เพียงใด ก็ต้องจำจาก ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว ไม่มีใครเป็นอะไรของใคร ต่างคนมา ต่างคนไป

ยิ่งยึดยิ่งทุกข์ ปล่อยวางได้จึงเบาสบาย...เมื่อปัญญาแจ่มแจ้งจะสลัดคืน

เมื่อมาจากดิน ท้ายที่สุดก็สลายกลายเป็นดิน ยึดเอาไว้ก็ได้ แต่ทุกข์ตอบแทน อยากโง่ก็ยึดต่อไป

คิดได้ก็วางเสีย

โสกราตีส ไม่ใช่คนแรก ที่เดิมพันชีวิตต่อต้านระบอบประชาธิปไตย มีคนล่าสุด แล้วก็ยังมีคนที่จะต้องตาย เป็นคนสุดท้าย...ต่อไปอีก.

กิเลน ประลองเชิง
 
ไทยรัฐ 16 พ.ย. 2549 หน้า 3
บันทึกการเข้า

... ฝากตัวฝากใจ ..ฝากไว้รักษา ..ฝากวันเวลา ..ฝากสายสัมพันธ์ ...ยั่งยืน...
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!