เว็บบอร์ด Taladhoon.com
เมษายน 20, 2014, 10:10:41 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บริษัท ไอ อาร์ เอส ฯ จัดอบรมหลักสูตรการวิเคราะห์หุ้น "เรียนก่อน...รวยกว่า รุ่นที่ 2"

***ราคาพิเศษสุดๆ...เรียน 2 วันเต็ม สมัครก่อน 21 มีนาคม 57 จากราคาเต็ม 5,599 ลดเหลือเพียง 4,500 บาท ***
http://www.taladhoon.com/taladhoon/board/index.php?topic=13428.msg153338
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
| | ผู้เขียน หัวข้อ: โลกในมุมมองของVALUE INVESTOR: รู้เขา-รู้เราเล่นหุ้นร้อยครั้งชนะเจ็ดสิบครั้ง โดย ดร.นิเวศน์  (อ่าน 368 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ent
YaBB God
*****
กระทู้: 2831


« เมื่อ: มิถุนายน 11, 2013, 08:17:40 AM »

คอลัมน์: โลกในมุมมองของVALUE INVESTOR: รู้เขา-รู้เราเล่นหุ้นร้อยครั้งชนะเจ็ดสิบครั้ง
Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th) Tuesday, June 11, 2013  06:05
          ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
          niwes_h@hotmail.com

          เรื่องการลงทุนหลายคนจะพูดว่า เหมือนกับการรบ ดังนั้นกลยุทธ์และปรัชญาของสงคราม สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุน หรือการเล่นหุ้นได้ และถ้าพูดถึงเรื่องนี้ ดูเหมือนว่า กฎแห่งการยุทธ์ที่โด่งดังที่ทุกคนคุ้นเคยที่สุด คือ "รู้เขา-รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" ของซุนวู ปราชญ์แห่งสงครามชาวจีน ในฐานะที่ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์และกลยุทธ์สงครามมาบ้าง บวกกับการที่อยู่ในตลาดหุ้นและการลงทุนมานาน ผมเองคิดว่ากฎแห่งสงครามข้อนี้ใช้ได้ แต่ถ้าจะพูดให้ตรงความเป็นจริงไม่พูดโอเวอร์เพื่อเน้นหลักการ ผมอยากจะปรับคำเป็นว่า "รู้เขา-รู้เรา เล่นหุ้นร้อยครั้ง ชนะเจ็ดสิบครั้ง" กรณีการลงทุน หรือการเล่นหุ้น ซึ่งไม่มีทางที่เราจะเล่นร้อยชนะร้อย ว่าที่จริงผมคิดว่าซุนวูเอง ก็ไม่ได้คิดว่ารบร้อยครั้งต้องชนะร้อยครั้ง โลกนี้มีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามหรือหุ้น

          คำว่า "รู้เขา" ในเรื่องของหุ้นผมคิดว่า มีอยู่สองเรื่อง คือ เขาคนแรก คือ Mr. Market หรือ "นายตลาด" ตามคำพูดของ เบน เกรแฮม คือนักลงทุนโดยรวมในตลาดหุ้น หรือพูดง่ายๆ คือตลาดหุ้น เราต้องรู้ว่าตลาดหุ้นมี "พฤติกรรม" หรือ "กลยุทธ์เล่นหุ้น" อย่างไร ถ้าเราเชื่อ เบน เกรแฮม ตลาดหุ้น มักจะ "คุ้มดี คุ้มร้าย" บางทีในช่วงที่ "อารมณ์ดี" เป็นพิเศษ  พวกเขาก็แห่กันเข้ามาซื้อหุ้นให้ราคาหุ้นสูงลิ่วเกินกว่าพื้นฐานมาก แต่บางช่วงที่เกิดอาการ "หดหู่" อย่างหนัก พวกเขาก็เทขายหุ้นจนราคาต่ำกว่าพื้นฐานมาก หน้าที่ของเราคือ ต้องรู้และฉกฉวยประโยชน์จากพฤติกรรมของพวกเขา แทนที่จะดีใจ หรือตกใจและทำตาม

          ถ้าเราเชื่อนักวิชาการตลาดหุ้น พวกเขาจะบอกว่า นักลงทุน หรือนักเล่นหุ้นในตลาดต่างมีเหตุผล นั่นคือ เขาจะซื้อหุ้นในราคาที่เหมาะกับพื้นฐานเสมอ เช่นเดียวกับคนที่ขายหุ้น แน่นอน ความเห็นหรือการวิเคราะห์ว่ามูลค่าพื้นฐานคือเท่าไรนั้น คนสองคนอาจมองไม่เหมือนกัน และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไมจึงซื้อและขายหุ้นเกิดขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วความคิดของนักลงทุนเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นแต่ละตัว มักจะถูกต้องเช่นเดียวกับดัชนีหุ้น ที่เป็นตัวแทนของหุ้นทั้งหมด ที่สะท้อนพื้นฐานของตลาด ส่วนบางครั้งราคาหุ้นขึ้นไปสูงมาก หรือตกต่ำลงมาก เป็นเพราะพื้นฐานของกิจการ หรือภาวะทางการเงินเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ทำให้นักลงทุนซื้อหรือขายหุ้นมาก ไม่ใช่เรื่องที่นักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นอารมณ์ดีหรืออารมณ์หดหู่

          การรู้จัก "นายตลาด" หรือ "รู้เขา" จะช่วยให้เราตัดสินใจลงทุน หรือเล่นหุ้นได้ดีขึ้น ประเด็นคือ ถ้าเราสรุปภาวะตลาดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ อาจเพราะคนในตลาดหุ้นเป็นคนที่มีอารมณ์ "แปรปรวน" ทำให้คาดเดายาก หรือคนในตลาดอาจมีเหตุผล เป็นนักลงทุนที่มีข้อมูลและความสามารถวิเคราะห์สูง แต่ภาวะแวดล้อม เช่น เศรษฐกิจ  การเงิน และตลาดการเงินระหว่างประเทศ มีการเปลี่ยน แปลงรวดเร็ว ดังนั้นเราจะพยายามไปฉกฉวยประโยชน์จากภาวะตลาด จึงอาจจะไม่มีประโยชน์อะไร

          "เขา" อีกคนหนึ่งที่เราจะต้องรู้ คือ บริษัทจดทะเบียนหรือหุ้น นี่คือเขาที่เราต้องรู้ก่อนเข้าลงทุน สิ่งที่ต้องรู้คือ เขาหรือบริษัทเป็นอย่างไร? ทางหนึ่งใช้เรียนรู้เขาคือ การกำหนดหรือบอกให้ได้ว่า บริษัทอยู่ในหุ้นกลุ่มไหนใน 6 กลุ่ม ตามแนวทางของปีเตอร์ ลินช์ นั่นคือ บริษัทเป็นกิจการที่โตช้า โตเร็ว วัฏจักร แข็งแกร่ง ฟื้นตัว หรือมีทรัพย์สินมาก ถ้าเรารู้การลงทุนซื้อและขายหุ้นตัวนั้นก็ทำได้ง่าย เพราะพวกเขามีพฤติกรรมของราคา หรือให้ผลตอบแทนที่พอคาดการณ์ได้ แต่การวิเคราะห์ว่าหุ้นแต่ละตัว ควรจะเป็นกิจการประเภทไหน ไม่ใช่เรื่องง่าย บ่อยครั้งเข้าใจผิด เพราะศึกษาไม่ลึกพอ เช่น เราดูแต่ข้อมูลที่เป็นตัวเลขระยะสั้น 2-3 ปี แล้วสรุปโดยไม่ได้ดูปัจจัยคุณภาพ ซึ่งต้องใช้เหตุผลทางธุรกิจ ได้แก่ การตลาด การผลิต การเงิน  การแข่งขัน และอื่นๆ หนทางที่จะเข้าใจหรือ "รู้เขา" ในแง่ของตัวบริษัท วิธีที่ดีคือ หลังศึกษาข้อมูลด้านคุณภาพแล้ว ต้องศึกษาข้อมูลตัวเลขย้อนหลังให้ยาวที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่า การวิเคราะห์ด้านคุณภาพถูกต้อง เช่น ถ้าเป็นกิจการโตเร็ว ข้อมูลยอดขายและกำไรควรมีแนวโน้มโตขึ้นทุกปีอย่างมั่นคง ไม่มีปีไหนถดถอย

          การ "รู้เรา" หมายความว่า ต้องรู้ว่าเราเป็นคนที่มีแนวทางการลงทุนหรือเล่นหุ้นอย่างไร วิธีการนั้นถูกต้องในแง่ของทฤษฎีและประวัติศาสตร์หรือไม่? และทุกครั้งที่ตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้น เรารู้หรือไม่ว่ากำลังทำอะไร หรือทำอย่างไรอยู่? บางคนอาจคิดว่า "รู้เรา" ไม่เห็นจะยาก เราต้องรู้อยู่แล้วว่า  เราคิดหรือทำอะไรไม่ใช่หรือ? ผมเองคิดว่าไม่ใช่!   คนจำนวนมากรวมถึงคนที่เรียกตัวเองว่า VI คิดว่าเขาเป็น "นักลงทุน" ซึ่งเน้นลงทุนโดยอิงกับพื้นฐาน หรือผลประกอบการระยะยาวของบริษัท แต่สิ่งที่เขาทำมาตลอด คือการซื้อและขายหุ้นเปลี่ยนตัวรวดเร็ว กรณีแบบนี้ ต้องรู้ตัวหรือ "รู้เรา" ว่า  เราเป็น "นักเก็งกำไร" เพียงแต่อาศัยผลประกอบการที่อาจจะกำลังดีขึ้นมาเก็งกำไร

          การ "รู้เรา" อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือ "อัตราความกล้าเสี่ยงของเรา" ว่าอยู่ระดับไหน? อย่าบอกหรือคิดว่าเราเป็นคน "อนุรักษนิยม" เป็นคนที่เน้นความปลอดภัยสูงไม่ชอบเสี่ยง ถ้าพฤติกรรมตามปกติขัดแย้งกัน เช่น มักจะลงทุนหุ้นน้อยตัวมากหุ้นเพียง 2-3 ตัวมีสัดส่วน 70-80% ของพอร์ตขึ้นไปเกือบตลอดเวลา แถมใช้มาร์จินหรือกู้เงินมาซื้อหุ้นอีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์ แบบนี้จะบอกว่าเน้นความปลอดภัยไม่ได้ การที่จะวิเคราะห์ได้อย่างปราศจากความลำเอียง บางทีเป็นเรื่องยาก เพราะคนเรามักเชื่อมั่นตนเองสูง ดังนั้น เรามักไม่ยอมรับว่าพอร์ตมีความเสี่ยงสูง เรามักคิดว่า "เรารู้ดี" เรารู้ว่าที่เราทำอยู่นั้นสำหรับคนที่ไม่รู้จริงอาจเสี่ยง แต่ถ้าเรารู้ว่าหุ้นตัวนั้นดีมากมี Margin of Safety สูง จึงไม่เสี่ยง

          การ "รู้เรา" ประเด็นสุดท้ายคือ  สถานการณ์เฉพาะจุด คือ บางสถานการณ์ที่ "ผิดปกติ" เราอาจทำอะไรบางอย่างที่ "ออกนอกกรอบ" แนวความคิดที่ไม่ถูกต้องกับปรัชญา หรือแนวทางของตนเอง เช่น หุ้นตกหนักมากและเราดูว่าหุ้นถูกและปลอดภัยสูง  เราอาจจะใช้มาร์จินบางส่วนมาซื้อหุ้น หรือเราอาจมีหุ้นบางตัวมากเกินไปในพอร์ต แบบนี้เราต้องรู้ว่าอาจอันตราย และในไม่ช้าเมื่อมีโอกาส ต้องปรับพอร์ตให้กับมาสู่สถานะปกติ

          การ "รู้เรา" บ่อยครั้งเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการ "รู้เขา" เพราะมีความ "ลำเอียง" ในการวิเคราะห์ตนเอง แต่ถ้าเราจะประสบความสำเร็จในระยะยาว ผมคิดว่าต้องมีสติและรู้ตัวตลอดเวลา เทคนิคสำคัญคือ การลงทุนต้อง "ถ่อมตัว" อย่างจริงใจ เตือนตัวเองว่า เราอาจแพ้ได้เสมอ อย่างที่จอร์จ โซรอส พูดว่า "I am not invincible"--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
บันทึกการเข้า

อยากเล่นหุ้นให้รวย สมัครเรียน "หลักสูตร เรียนก่อน...รวยกว่า" รุ่นที่ 2 (19,20 เมษายน 2557)สำรองที่นั่งด่วน ได้ที่ บริษัท ไอ อาร์ เอสฯ โทร 02-6507930-1 http://www.taladhoon.com/taladhoon/board/index.php?topic=13428.msg153338#msg153338
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!